มักง่าย! จอดรถขวางทางวีลแชร์ ทำผู้พิการเสี่ยงอุบัติเหตุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มักง่าย! จอดรถขวางทางวีลแชร์ ทำผู้พิการเสี่ยงอุบัติเหตุ

26 มิถุนายน 2563 – 16:40 น.

มักง่าย! จอดรถขวางทางวีลแชร์ ทำผู้พิการเสี่ยงอุบัติเหตุ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีรถจอดกีดขวางทาง สร้างความไม่สะดวกให้กับผู้พิการที่สัญจรผ่านไปมา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เส้นทางวีลแชร์สำหรับคนพิการ ภายในซอยเพนียดช้าง หน้าศูนย์พระมหาไถ่ ย่านพัทยากลาง ที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในลักษณะทางลาดยาง กว้างประมาณ 80 เมตร เริ่มตั้งแต่ถนนพัทยากลาง จนถึงถนนพัทยาเหนือรวมระยะทาง 1.7 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณการก่อสร้าง จำนวน 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายของเมืองพัทยาในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ด้วยการสร้างเทคโนโลยีหลอมรวม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามหลัก “ยูนิเวอร์แซล ดีไซน์” (Universal Design) หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีรถจอดกีดขวางทาง สร้างความไม่สะดวกให้กับผู้พิการที่สัญจรผ่านไปมา

ตรวจสอบตลอดแนวเส้น ริมทางที่ทางเมืองพัทยาได้แบ่งตีเส้นไว้อำนวยความสะดวกให้ผู้พิการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แต่กลับพบว่ามีทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จอดขวาง โดยไม่สนใจถึงความปลอดภัยของกลุ่มผู้พิการที่ใช้เส้นทางนี้เพื่อสัญจรไปมา ซึ่งทำให้ผู้พิการต้องเข็นวิลแชร์หลบรถที่จอดทับเส้นทางวีลแชร์ ลงบนถนนซึ่งมีรถสัญจรไปมาอยู่ตลอดเวลาเป็นที่น่าหวาดเสียว เกรงว่าจะเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุได้ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวทางเมืองพัทยาได้ลงมาตรวจสอบแล้วหลายครั้ง แต่ก็แก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้นทั้งที่ขอความร่วมมือ และความเห็นใจจากผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนที่พักอาศัยในละแวกดังกล่าว ให้เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้พิการ ให้มีความปลอดภัยในการสัญจรไปมาด้วย

อนันต์ สุขวัฒนะ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดชลบุรี

สูงวัยได้เฮ! ประกันสังคม เปิดให้สมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สูงวัยได้เฮ! ประกันสังคม เปิดให้สมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ได้แล้ว

สูงวัยได้เฮ! ประกันสังคม เปิดให้สมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ได้แล้ว26 มิถุนายน 2563 – 15:35 น.

สูงวัยได้เฮ! ข่าวดี ประกันสังคม ให้โอกาสผู้สูงวัย อายุระหว่าง 60 – 65 ปี สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้แล้ว ให้สิทธิความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ถึง 3 ทางเลือก แนะควรรีบสมัคร เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว พร้อมจ่ายเงินสมทบทันที ไม่เสียค่าธรรมเนียม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าสำนักงานประกันสังคม ได้ให้ความสำคัญแก่แรงงานอิสระ โดยการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ แรงงานอิสระหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีอายุเกิน 60 ปีแต่ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ สามารถสมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้แล้ว

โดยกฎหมายฉบับดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป สำหรับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ที่ผู้สูงวัยสามารถเลือกได้ทุกทางเลือก ปัจจุบันมี 3 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาท ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาท ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาท

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้สูงวัยที่สนใจสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สามารถสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/ จังหวัด/ สาขา ทั่วประเทศ ที่สะดวก รวมถึงหน่วยบริการเคลื่อนที่ของสำนักงานประกันสังคม สมัครผ่านภายใต้เครือข่ายประกันสังคม สมัครด้วยตนเองผ่านมือถือที่เว็บไซต์ http://www.sso.go.th โทรศัพท์สายด่วน 1506 หรือผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-11) เคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

และที่เคาน์เตอร์บิ๊กซี (Big C) ทั้งนี้ ขอย้ำถึงผู้สูงวัยที่มีอายุใกล้ครบ 65 ปีบริบูรณ์ ควรรีบสมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และจ่ายเงินสมทบทันที หากอายุเกิน 65 ปีบริบูรณ์แล้ว จะไม่สามารถสมัครได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักเสริมสร้างความมั่นคงแรงงานนอกระบบ โทรศัพท์ 02 965 2106 สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/ จังหวัด/ สาขา ทั่วประเทศ หรือที่สายด่วน 1506 ให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการตลอด 24 ชั่วโมง

CR : ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

“นกชาปีไหน” สัตว์ป่าสงวน หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ออกเดินหากินโชว์ตัวบริเวณเกาะห้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นกชาปีไหน” สัตว์ป่าสงวน หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ออกเดินหากินโชว์ตัวบริเวณเกาะห้อง

"นกชาปีไหน" สัตว์ป่าสงวน หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ออกเดินหากินโชว์ตัวบริเวณเกาะห้อง26 มิถุนายน 2563 – 11:38 น.

“นกชาปีไหน” สัตว์ป่าสงวน หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ออกเดินหากินโชว์ตัวบริเวณเกาะห้อง หลังเคยพบเห็นเมื่อ 5 ปีก่อน

ไวรัสโควิด 19 ช่วยให้สัตว์หายากคืนถิ่น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เผย “นกชาปีไหน” สัตว์ป่าสงวน หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ออกเดินหากินโชว์ตัวบริเวณเกาะห้อง หลังเคยมี จนท. พบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สั่งช่วยกันดูแล

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

วันที่ 26 มิ.ย.63 นายฑีฆาวุฒิ ศรีบุรินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้พบ นกชาปีไหน ซึ่งเป็นนกสายพันธุ์หายาก ที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ โดยพบที่เกาะห้อง และมีเพียงตัวเดียว ซึ่งนกชนิดนี้บินได้แต่ไม่ชอบบิน ชอบเดินหากินบนพื้นดิน ขนาดตัว น้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม มีขนที่ตัวและลำคอสีดำเหลือบเขียว มีความสวยงามอย่างมาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เคยพบเห็นเมื่อ 5 ปีก่อน และหายไปนาน ลักษณะเหมือนนกจำศีล จนมาวันนี้ ทาง จนท.พบนกชาปีไหน ไม่ทราบเพศ มาเดินหากินและนอนบนต้นไม้ในป่าข้างที่ทำการพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ธบ.1 (เกาะห้อง) และนกมีความคุ้นเคย ไม่ตื่นกลัว แต่หากเห็น จนท.เดินไปดูก็จะรีบเดินเข้าไปในป่าทันที ขณะนี้ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยกันดูแล ห้ามไม่ให้มีการทำร้ายหรือเข้าใกล้เกินไป

สำหรับ นกชาปีไหน หรือนกกะดง เป็นนกสายพันธุ์หายาก จัดอยู่ในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) นับเป็นนกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในสกุล Caloenas ในขณะที่ชนิดอื่นๆ สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว อาศัยอยู่ในป่าตามเกาะ ที่ผ่านมามีการพบในหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา และหมู่เกาะในประเทศเพื่อนบ้าน จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กระบี่

ผวาทั้งบ้าน งูเหลือมหิวโซบุกบ้านกลางดึก เขมือบแมว 3 ตัวรวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผวาทั้งบ้าน งูเหลือมหิวโซบุกบ้านกลางดึก เขมือบแมว 3 ตัวรวด

ผวาทั้งบ้าน งูเหลือมหิวโซบุกบ้านกลางดึก เขมือบแมว 3 ตัวรวด26 มิถุนายน 2563 – 11:38 น.

ผวาทั้งบ้าน งูเหลือมหิวโซบุกบ้านกลางดึก เขมือบแมว 3 ตัวรวด งูเหลือมยักษ์ยาวเกือบ 6 เมตร ย่องเขมือบแมวในบ้านเกือบหมด ช่วยไว้ได้ทัน 1 ตัว

ผวาทั้งบ้าน งูเหลือมยักษ์ยาวเกือบ 6 เมตร ย่องเขมือบแมวในบ้านเกือบหมด โดยเขมือบเข้าไป 3 ตัว และรัดตายอีก 1 ตัว เจ้าของ ช่วยไว้ได้ทัน 1 ตัว ในพื้น ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 นี่คือนาทีหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา รับแจ้งจากนายสมจิต สระสม อายุประมาณ 60 ปี ที่อยู่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ ว่ามีงูเหลือมเข้าบ้านมากินแมว 3 ตัว และกำลังรัดแมวอีกตัวไว้ จึงนำอุปกรณ์จับงูเดินทางไป ตรวจสอบ ไปถึงพบงูเหลือมขนาดใหญ่ ยาวเกือบ 6 เมตร ได้เลื้อยขึ้นไปบนขื่อบ้าน

โดยในท้องป่องออกมา เนื่องจากเขมือบแมวเข้าไป 3 ตัว และพบแมวอีก1 ตัวนอนตายบนพื้น จึงได้ใช้อุปกรณ์จับงูพยายาม ดึงลงมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากงูมีขนาดใหญ่ จนท.ใช้เวลานานกว่า 10 นาที กว่าจะจับได้สำเร็จ โดยต้องใช้กำลัง จนท.3 คน กว่าจะจับใส่กระสอบได้ เนื่องจากงูตัวใหญ่และแข็งแรงมาก วัดความยาวได้ 5.40 ซ.ม.น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม

นายสมจิต เจ้าของบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมด้วยลูกๆ กำลังนอนพักผ่อนในบ้าน ได้ยินเสียงแมวร้อง จึงรีบลุกขึ้นมาดู ก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบว่ามีงูเหลือมขนาดใหญ่ เข้ามากินแมวในบ้าน ไปแล้ว 3 ตัวและกำลังรัดแมวไว้ 1 ตัว ตนจึงรีบปลุกลูกๆ ขึ้นมาและให้รีบวิ่งออกนอกบ้าน และรีบพาลูกแมวอีก1 ตัวออกมา เพราะเกรงว่างูจะทำอันตราย ก่อนโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยจับ ซึ่งตนเลี้ยงแมวไว้ ทั้งหมด 5 ตัว แต่ตอนนนี้ เหลือแค่ 1 ตัว เนื่องจากถูกงูรัดตายและกินเข้า ไป 4 ตัว ซึ่งทุกคนในบ้านพากันตกใจกลัวเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นงูเหลือมขนาดใหญ่เท่านี้มาก่อน

ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กระบี่

ฉะเชิงเทราต้องเป็นศูนย์ รองผู้ว่าฯ ระดมกำลังทุกภาคส่วน ลุยป้องกันไข้เลือดออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฉะเชิงเทราต้องเป็นศูนย์ รองผู้ว่าฯ ระดมกำลังทุกภาคส่วน ลุยป้องกันไข้เลือดออก

26 มิถุนายน 2563 – 11:37 น.

ฉะเชิงเทราต้องเป็นศูนย์ รองผู้ว่าฯ ระดมกำลังทุกภาคส่วน ลุยป้องกันไข้เลือดออก หลังจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไข้เลือดออก) ในพื้นที่อำเภอราชสาส์น

วันนี้ (25 มิ.ย.63) ที่วัดเกาะแก้วเวฬุวัน ต.ดงน้อย อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา นายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นายเกรียงไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอราชสาส์น นายดำรัส พุทธรักษา ส.อบจ.ฉะเชิงเทรา ทหาร ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่ตำบลดงน้อย ซึ่งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไข้เลือดออก) เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการอย่างเร่งด่วน 

นายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการที่จะมาต่อสู้กับโรคไข้เลือดออกที่ระบาดอย่างหนักในพื้นตำบลดงน้อย อำเภอราชสาสน์  แม้ว่าจังหวัดฉะเชิงเทราจะยังไม่มี ผู้เสียชีวิต แต่ท่านผู้ว่าฯ กังวลใจ เพราะตอนนี้เริ่มเข้าฤดูฝน ถ้าไม่รีบกำจัดยุงลาย ซึ่งเป็นตัวพาหะนำโรค พอฝนตกหนักขึ้น มีน้ำท่วมขัง ยุงลายก็จะมีมากขึ้นด้วย วันนี้เลยกำหนดให้เป็นวันดีเดย์  โดนนำสรรพกำลังทั้งจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียงของอำเภอราชสาสน์มาช่วยกัน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ซึ่งต้องสร้างความตระหนักให้ชาวบ้านว่าใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรไม่ให้โดนยุงกัด เพราะถ้าไม่โดนยุงกัดก็ไม่มีโรค แล้วถ้าเป็นไปได้ต้องทำลายแห่งเพาะพันธุ์ยุงให้หมดไปทุกหลังคาเรือน  และหลังจากนี้ต้องติดตามผลว่าการที่มาสะสาง สะอาด สร้างความตระหนักแล้ว ยังมีคนเป็นไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากเป็นไปได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจังหวัดฉะเชิงเทราต้องเป็นศูนย์อย่างเดียวเท่านั้น และในโอกาสเดียวกันนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชน  ให้ช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายทั้งในครัวเรือนของตัวเอง รอบข้าง และชุมชน เพื่อให้จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่มีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกอีกเลย

สราวุฒิ บุญสร้าง ผู้สื่อข่าวภูมิภาคฉะเชิงเทรา

ศรีสะเกษเปิด “วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวง” เน้นสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส เรียนฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศรีสะเกษเปิด “วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวง” เน้นสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส เรียนฟรี

ศรีสะเกษเปิด "วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวง" เน้นสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส เรียนฟรี26 มิถุนายน 2563 – 09:06 น.

จังหวัดศรีสะเกษเปิด “วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวง” เน้นสอนวิชาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส เรียนฟรี ให้โอกาสเด็กตามแนวชายขอบชายแดนไทย – กัมพูชา

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดไพรพัฒนา ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายวิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา ซึ่งพระครูโกศลสิกขกิจ หรือหลวงพ่อพุฒ วายาโม ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ (ธ.) และเจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา ได้จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิคือ ต้องการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพให้กับผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเป็นการจัดการศึกษาแบบให้ฟรี  ไม่แสวงหาผลกำไร เน้นสร้างอาชีพให้กับเยาวชน ประชาชนในพื้นที่ และพร้อมที่จะขยายการรับนักศึกษาไปยังประเทศกัมพูชา โดยมี พระวินัยเมธี เจ้าคณะ จ.ศรีสะเกษ (ธ.) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้ประกอบพิธีเจิมป้ายวิทยาลัยเพื่อความเป็นสิริมงคล  ซึ่งนางชไมมาศ ชาติเมธากุล ประธานบริษัท สุขภัณฑ์คริสตินา (ประเทศไทย) จำกัด  และประธานที่ปรึกษาอาวุโส วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา ได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด จำนวน 48  ชุด เครื่องตัดหญ้า จำนวน 1 เครื่อง มามอบให้กับวิทยาลัยและส่วนราชการต่าง ๆ ที่ได้ร้องขอ  เพื่อนำเอาไปใช้ในการปฏิบัติราชการ มีการปลูกต้นไม้  พิธีทำบุญตักบาตร โดยมี ดร.อักษรศิลป์ แก้วมหาวงศ์ ประธานกรรมการอาชีวศึกษา จ.ศรีสะเกษ เป็นผู้กล่าวรายงาน  และมี พ.อ.จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานสภาวัฒนธรรม จ.ศรีสะเกษ นายประหยัด ถิลา วัฒนธรรม จ.ศรีสะเกษ นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวง จ.ศรีสะเกษ  ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์  ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ คณะครูนักเรียน มาเข้าร่วมพิธีครั้งนี้จำนวนมาก

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ความเป็นมาของการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนานั้น สืบเนื่องจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ  ได้เสด็จมา ณ วัดไพรพัฒนา ในปี 2558 ได้ดำริเรื่องการจัดการศึกษาด้านอาชีพให้กับประชาชนที่ขาดโอกาสและผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น มูลนิธิหลวงปู่สรวง จึงได้ทำหนังสือขอใช้ที่ดินจากกรมป่าไม้ จำนวน 114 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถานศึกษา ซึ่งที่ดินที่ขอใช้นี้อยู่ติดกับพื้นที่วัดไพรพัฒนาไปทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษอนุญาตให้ใช้ที่ดินได้ โดยอาคารเรียนแห่งนี้จะใช้เป็นสถานที่เปิดทำการเรียนการสอนชั่วคราว   จากนั้น อีกประมาณ 2 ปี จะย้ายไปสถานที่ของกรมป่าไม้ที่มอบให้วิทยาลัยใช้เป็นสถานที่ตั้งถาวร  ขณะนี้กำลังดำเนินการปรับปรุงสถานที่ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ ในเดือนกรกฎาคม 2563 นี้  ซึ่งตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการมูลนิธิหลวงปู่สรวงและประชาชนทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกัน ในการส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้มีความเจริญก้าวหน้าตรงตามพระราชดำริของพระองค์ท่านอย่างเต็มที่ต่อไป

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

พระครูโกศลสิกขกิจ หรือหลวงพ่อพุฒ วายาโม ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ (ธ.) และเจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา กล่าวว่า  วิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยในวันที่ 28 เม.ย. 2563  โดยอาตมาภาพเป็นผู้รับใบอนุญาต และในวันที่ 25 พ.ค. 63 ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้เปิดทำการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โดยเปิดทำการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 5 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาช่างยนต์  สาขาวิชาโยธา  สาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง สาขาวิชาการบัญชี และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนสาขาวิชาต่าง ๆ แล้วรวมทั้งสิ้น 225 คน ซึ่งในอนาคตวิทยาลัยแห่งนี้จะเปิดทำการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ครบทั้ง 5 สาขาวิชา ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาในระดับ ปวช.แล้ว  สามารถเรียนต่อในระดับ ปวส.ได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนดีใจแทนลูกหลานคนชายแดนที่จะได้มีวิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา เพื่อสอนอาชีพที่สามารถนำความรู้จากการเรียนไปปฏิบัติงานได้จริง เรียนอาชีพจะทำให้เด็กมีงานทำทันที โดยเฉพาะมูลนิธิหลวงปู่สรวงก็สนับสนุนนักศึกษาที่มาเรียน โดยเปิดโอกาสให้ทำงานหารายได้ในวันเสาร์ – วันอาทิตย์  นอกจากได้เรียนฟรีแล้วยังมีชุดนักศึกษาให้ด้วย ผู้เรียนก็ไม่ต้องจากบ้านไปเรียนไกล หลวงพ่อพุฒท่านมีวิสัยทัศน์ที่ส่งเสริมการศึกษามาตลอด ที่ผ่านมาท่านให้ทุนเด็กเรียนดีแต่ยากจน และได้มอบคอมพิวเตอร์อุปกรณ์การศึกษาให้แก่โรงเรียนต่างๆ อยู่เสมอ  การเปิดวิทยาลัยในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนได้เรียนวิชาที่สนใจและถนัดเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริงในการประกอบอาชีพ ได้แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เด็กจบออกมา ถ้าได้ภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษ  ภาษากัมพูชา ก็สามารถทำงานด้านการท่องเที่ยวได้เพราะวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ติดกับแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้าน อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

ศิริเกษ หมายสุข  ผู้สื่อข่าว จ.ศรีสะเกษ

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม26 มิถุนายน 2563 – 09:06 น.

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม เด็กหญิงวัย 12 ปีและน้องชายวัย 10 ขวบ ปั่นรถจักรยานตระเวนเร่ขายน้ำพริกแมงดา บรรจุกระปุกพลาสติก เพื่อหารายได้ซื้อกระเป๋าและเสื้อผ้านักเรียน ให้กับตนเองและน้องก่อนเปิดเทอม

วันที่ 25 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีเด็กหญิงวัย 12 ปี ปั่นรถจักรยานไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เพื่อตระเวนเร่ขายน้ำพริกแมงดาบรรจุกระปุกพลาสติก เพื่อหารายได้ซื้อกระเป๋าและเสื้อผ้านักเรียน ที่จะเปิดเทอมในอีกไม่กี่วันนี้ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ ด.ญ.ปภาวดี เช้าโต หรือ น้องปีใหม่ อายุ 12 ปี เด็กหญิงยอดกตัญญูที่กำลังเป็นข่าว และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนใกล้บ้าน กำลังปั่นจักรยานคู่ใจเร่ขายน้ำพริกแมงดา บรรจุกระปุกพลาสติก ที่ตามบ้านเรือนและอาคารร้านค้าต่างๆ ภายในพื้นที่ ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ชีวิตรันทด แม่วัย 35 ปี หาเงินเลี้ยงลูก 3 คน เพียงลำพัง ลูกๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ

โดย ด.ญ.ปภาวดี เช้าโต หรือน้องปีใหม่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนอาศัยอยู่กับแม่ ชื่อ น.ส แสงเดือน ศรีอภัย อายุ 35 ปี และน้องอีก 2 คน โดยแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนน้องชายคนกลาง อายุ 10 ขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเดียวกัน และน้องชายคนเล็ก อายุ 3 ขวบ เรียนอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กของ อบต.ท่าโรง ส่วนพ่อได้แยกทางกับแม่แล้ว ก่อนน้องคนเล็กจะคลอด ทิ้งให้แม่เป็นคนเลี้ยงดูตนและน้องๆ เพียงลำพัง ปัจจุบันตนพอที่จะช่วยแบ่งเบาภาระแม่ได้บ้าง จึงได้ไปรับน้ำพริกแมงดาบรรจุกระปุกจากคนที่รู้จักมาขาย โดยรับมาราคากระปุกละ 30 บาท ตนนำมาเร่ขายต่อในราคากระปุกละ 35 บาท ในแต่ละวันก็จะขายได้ประมาณ 10-15 กระปุก เมื่อหักต้นทุนแล้วตนก็เก็บเงินไว้ เพื่อที่จะนำไปซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระเป๋านักเรียนใหม่ เนื่องจากของเดิมเก่าและขาดหมดแล้ว รวมทั้งเก็บเงินสะสมไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียนต่างๆ ในระหว่างปี เพราะตนไม่อยากรบกวนเงินจากแม่ เนื่องจากแม่ต้องมีภาระในการดูแลน้องทั้งสองคน ซึ่งเป็นภาระหนักอยู่แล้ว อีกทั้งแม่ต้องมีภาระในการเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้าน เนื่องจากบ้านได้ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก เสาบ้านบางต้นซึ่งใช้ไม้ยูคาก็หักเอียง ฝาบ้านก็ผุพัง เวลาฝนตกก็จะสาดเข้ามาภายในบ้าน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้เปียกไปหมด หากเป็นเวลากลางคืนก็แทบจะนอนไม่ได้ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

น้องปีใหม่ ยังเปิดเผยต่ออีกว่า ระหว่างทางที่ปั่นจักรยานไปขายน้ำพริกแมงดา หากพบขวดน้ำ ขวดพลาสติก ก็จะเก็บและนำมารวบรวมไว้ที่บ้าน เพื่อที่จะนำไปขายเพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว หากเปิดเทอมตนอาจจะมีเวลาขายน้ำพริกและเก็บขวดขายลดลง แต่ตนก็จะพยายามแบ่งเวลาเรียน เวลาทำการบ้าน เวลาขายน้ำพริกและเก็บขวด เพื่อที่จะไม่ให้กระทบกับการเรียน เพราะตนรู้สึกสงสารแม่มาก จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดโดยมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นครู อยากแบ่งปันความรู้แก่บุคคลอื่น และที่สำคัญที่สุดจะได้ดูแลแม่และน้องๆ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สองพี่น้อง อยากได้ชุดนักเรียนใหม่ ปั่นจักรยานตระเวนขายของหารายได้ก่อนเปิดเทอม

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

เปิดแล้ว อินทผาลัม บ้านสวนวนัส กำแพงเพชร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดแล้ว อินทผาลัม บ้านสวนวนัส กำแพงเพชร

เปิดแล้ว อินทผาลัม บ้านสวนวนัส  กำแพงเพชร26 มิถุนายน 2563 – 00:27 น.

เปิดแล้ว อินทผาลัม บ้านสวนวนัส กำแพงเพชร

25 มิถุนายน 2563 วันนี้มีความคึกคักที่สวนอินทผาลัม บ้านสวนวนัส ของกำนัน ห้อย หรือกำนันสมชาย ตั้งนิยม พี่ชายของ นายชัยยศ ตั้งนิยม หนุ่มชาวไร่อ้อย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ความพิเศษตรงที่สวนวนัส ได้เปิดให้ประชาชนผู้ที่สนใจ ได้เข้าชมและ ชิม ช้อป  เนื่องจากผลของอินทผลัม สุกงอมเต็มที่ รสชาติหวานอร่อยจับใจ ได้เวลาเก็บเกี่ยว ซึ่งทางเจ้าของสวนได้เปิดขายเป็นวันแรก ขายในราคาพิเศษ กิโลกรัมละ 400 บาท เพื่อให้ชาวกำแพงเพชรได้ชิมผลอินทผลัม เนื่องจากปกติจะมีราคาที่สูง และในพื้นที่ต่างจังหวัดแบบบ้านเราจะหารับประทานได้ยาก แล้วที่สวนแห่งนี้นับเป็นสวนแห่งแรก ของจังหวัดกำแพงเพชร ที่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 

ทางเจ้าของสวน ยังได้รับเกียรติจาก นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร และ นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร รวมทั้ง นายสุนทร รัตนากร  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร นายรังสรรค์ สบายเมือง ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดกำแพงเพชร และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรคลองลาน พ.ต.อ.ไพโรจน์ บุญยะภาส  และเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร โดยมีนายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง นำทีมให้การต้อนรับ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของอินทผลัมนั้นอยู่ในพื้นที่อำเภอคลองขลุง บ้านหนองโสน หมู่ที่ 3 ตำบลวังยาง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร 

นอกจากจะได้เดินชมสวนอินทผลัมแล้ว ยังมีสวนมะละกอ และทุเรียน มะพร้าว มะนาว เพาะปลูกในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเจ้าของสวนบอกว่ายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ที่สวนแห่งนี้ ซึ่งสวนอินทผาลัมต้องใช้ระยะเวลา 3-4 ปีถึงจะได้ผลผลิต ซึ่งตั้งแต่ต้นพันธุ์รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลเพาะปลูกมีมูลค่าที่สูงจึงได้นำพืชชนิดอื่นมาปลูกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับพืชหลักคืออินทผลัม ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางสาวสุพัตรา คล้ายทิมรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยหลังจากเดินชมสวนและทดลองรับประทานผลของอินทผลัมแล้ว บอกว่าจังหวัดกำแพงเพชร นอกจากจะมีพืชสวนคือกล้วยไข่ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดกำแพงเพชรที่มีชื่อเสียง มาจนถึงวันนี้อินทผลัมได้รับความนิยมจากเกษตรกรที่เริ่มหันมาปลูก กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะที่สวนแห่งนี้ ได้ทดลองรับประทานแล้วปรากฏว่าผลอินทผลัมมีความสวยงามและมีรสชาติอร่อยหวานกรอบ 

แม้ว่าอากาศจะร้อนแต่ว่า “กำนันห้อย” หรือว่ากำนันสมชาย ตั้งนิยม ก็พาคณะของท่านผู้ว่านและประชาชนที่เข้าชมสวน ได้ชิมรสชาติของอินทผลัมก่อนที่จะร่วมกันช็อปในกิโลกรัมละ 400 บาทเท่านั้น หากท่านใดสนใจกำนันห้อยก็บอกว่า เดินทางมาที่สวนได้ มาทดลองชิมผลไม้มหัศจรรย์ของต่างประเทศ ที่กำลังได้รับความสนใจและกำลังจะเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดกำแพงเพชรอีกชนิดหนึ่ง  พร้อมทั้งเปิดใจที่จะให้ความรู้กับผู้ที่จะทำสวนอินทผลัมรายใหม่ ที่จะขาดความเข้าใจซึ่งต้องใส่ใจและมีความตั้งใจจริงๆ ถึงจะได้ผลผลิตมากกว่าที่จะขาดทุน เพราะหลายรายต้องผิดหวังที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย 

สำหรับ ผลอินทผลัม พันธุ์บาฮี จะมีสีทองเหลืองอร่าม รสชาติหวาน กรอบ อร่อย ชื่นฉ่ำใจ-ให้พลังงานสูง ช่วยบำรุงร่างกายที่อ่อนล้า-ไม่มีคอเลสเตอรอล และไขมันต่ำ-เส้นใยอาหารสูง ช่วยลดอาการท้องผูก และระบบขับถ่าย-บำรุงเม็ดเลือด ป้องกันการเป็นโรคโลหิตจาง-อุดมไปด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก-ลดระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เพราะน้ำตาลในอินทผลัมเป็นน้ำตาลที่มีประโยชน์-ช่วยส่งเสริมสุขภาพของลูกในครรภ์ และช่วยเสริมสร้างน้ำนมให้คุณแม่ สอบถามเส้นทางไปสวน ได้ที่โทร 062-829 2949 – 064-464 9165

ก.ช.ภ.จ.สุโขทัย มีมติช่วยเหลือเกษตรกรศรีสัชนาลัย ที่ประสบภัยแล้งวงเงินกว่า 3 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.ช.ภ.จ.สุโขทัย มีมติช่วยเหลือเกษตรกรศรีสัชนาลัย ที่ประสบภัยแล้งวงเงินกว่า 3 ล้าน

ก.ช.ภ.จ.สุโขทัย มีมติช่วยเหลือเกษตรกรศรีสัชนาลัย ที่ประสบภัยแล้งวงเงินกว่า 3 ล้าน26 มิถุนายน 2563 – 00:24 น.

ก.ช.ภ.จ.สุโขทัย มีมติช่วยเหลือเกษตรกรศรีสัชนาลัย ที่ประสบภัยแล้งวงเงินกว่า 3 ล้าน มีเกษตรกรได้รับความเสียหายจำนวน 7 หมู่บ้าน เกษตรกร 748 ราย พื้นที่เสียหาย 1,853.50 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ก.ช.ภ.จ.) จังหวัดสุโขทัย ครั้งที่ 3/2563 ณ อาคารฝึกอบบรมเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย โดยนายพูลทรัพย์ สมบูรณ์ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการประชุม และนายเนตร สมบัติ พร้อมคณะกรรมการฯ ร่วมประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ด้านพืช 1 อำเภอ คือ อ.ศรีสัชนาลัย จำนวน 7 หมู่บ้าน เกษตรกร 748 ราย พื้นที่เสียหาย 1,853.50 ไร่ ที่ประชุมมีมติให้ความช่วยเหลือเกษตรกรดังกล่าว วงเงินขอรับความช่วยเหลือ 3,132,415 บาท โดยใช้วงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ด้านพืช อันเนื่องมาจากสภาพอากาศแห้งแล้ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2563 ส่งผลให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่การเกษตร (ทุเรียน ลองกอง กาแฟ) ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย ได้รับความเสียหาย 1,853.50 ไร่

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 กรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกมีพืชตายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้ช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ดังนี้ 1) ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท 2) พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และ 3) พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็นเป็นสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็นเป็นสุข

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็นเป็นสุข25 มิถุนายน 2563 – 22:51 น.

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็นเป็นสุข

   ที่บ้านท่ามะปราง หมู่ที่ 1 ตำบลพญาแมน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์นายสมเกียรติ พูลสุขเสริม รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในการคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2563 โดยนางสาวนิตยาวรรณ เลื่อนลอย พัฒนาการจังหวัดอุตรดิตถ์พร้อมคณะกรรมการคัดสรรฯ จำนวน 12 ท่าน เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในส่วนกลาง ในการนี้ นายปรีชา สมชัย นายอำเภอพิชัย มอบหมายให้ นางมงคล ขอร้อง ปลัดอำเภอหัวหน้างานบริหารงานปกครองอำเภอพิชัย พร้อมด้วยนางบุณฑริกา ยอดไพบูลย์ พัฒนาการอำเภอพิชัย หัวหน้าส่วนราชการอำเภอพิชัย เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพิชัย กลุ่ม/องค์กร ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ร่วมให้การต้อนรับ ระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 10 กรกฏาคม 2563 ในพื้นที่ 9 อำเภอ จังหวัดอุตรดิตถ์

เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้นำชุมชนที่มีผลงานดีเด่น การจัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ในกระบวนการบริหารจัดการ ใน 4 ประเภท ได้แก่1.หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น
2.ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น (ผู้นำ อช.) ดีเด่น ชาย และหญิง 3.กลุ่ม/องค์กรชุมชนแกนหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านดีเด่น 4.ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) ดีเด่นโดยกิจกรรมวันนี้ คณะกรรมการคัดสรรฯ จำนวน 12 คน ลงพื้นที่อำเภอพิชัย ซึ่งมีกิจกรรมคัดสรรฯ ดังนี้ 1.หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านท่ามะปราง หมูที่ 1 ตำบลพญาแมน 2.ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น (ผู้นำ อช.) ดีเด่น ฝ่ายชาย คือ นายศรายุทธ คำสวน และฝ่ายหญิง คือ นางสายรุ้ง คำสวน ผู้นำ อช. ตำบลพญาแมน 3.กลุ่ม/องค์กรชุมชน ได้แก่ กลุ่มสัมมาชีพทำน้ำพริกท่ามะปราง หมู่ที่ 1 ตำบลพญาแมน 4.ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล(ศอช.ต.) ได้แก่ ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนตำบลพญาแมนติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

และเวลา 13.30 น. นายสมเกียรติ พูลสุขเสริม รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมการคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2563 พร้อมคณะกรรมการคัดสรรฯ จำนวน 12 คน ลงพื้นที่อำเภอทองแสนขัน ซึ่งมีกิจกรรมคัดสรรฯ ดังนี้ 1.หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเนินหินแดง หมูที่ 8 ตำบลป่าคาย 2.ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น (ผู้นำ อช.) ดีเด่น ฝ่ายชาย คือ นายฮ๊อต ทุมลา ผู้นำ อช.ตำบลผักขวง และฝ่ายหญิง คือ นางสาวสุพาพร เพ็ชรศรี ผู้นำ อช. ตำบลป่าคาย 3.กลุ่ม/องค์กรชุมชน ได้แก่ กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านเนินหินแดง หมู่ที่ 8 ตำบลป่าคาย 4.ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล(ศอช.ต.) ได้แก่ ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนตำบลน้ำพี้
โดยมี นายสาโรช ภัทรชานนท์ นายอำเภอทองแสนขัน กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมด้วยเจ้าอาวาสวัดนาลับแลง และพัฒนาการอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กลุ่มองค์กร และประชาชนบ้านเนินหินแดงฯ ร่วมให้ข้อมูลพร้อมนำเยี่ยมชมกิจกรรมแก่คณะกรรมการฯ ณ บ้านเนินหินแดง หมู่ที่ 8 ตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์

ณัฐวัฒน์  ราชประสิทธิ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์