อยู่อย่างไรในวันที่ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616040

วันที่ 27 ก.พ. 2563 เวลา 07:44 น.

อยู่อย่างไรในวันที่ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3

สถานการณ์ปัจจุบัน และความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย กรณีโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น หลังกำหนดให้ COVID-19 เข้าสู่การแจ้งเตือนระดับ 3 ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

สรุปใจความสำคัญ

• การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) เริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ในประเทศจีน และต่อมาระบาดไปอีกหลายเมือง ปัจจุบันพบผู้ป่วยติดเชื้อในหลายประเทศ

• ขณะนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ตามประกาศของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ระงับเที่ยวบินเข้าออกจากเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2563 และขยายเวลาถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 และเลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง

• ภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีไข้ ร่วมกับอาการ ทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้เจ้าหน้าที่ทราบ

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

• เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนา ที่ทำให้มีไข้ และอาการระบบทางเดินหายใจ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจหอบเหนื่อย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

• เชื้อสามารถติดต่อจากคนสู่คน ผ่านทางการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และแพร่กระจายผ่านละอองเสมหะทางการไอจามของผู้ที่มีเชื้อ

สถานการณ์ปัจจุบัน 

• การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มต้นที่ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2562 ต่อมาได้พบผู้ป่วยยืนยันในหลายประเทศทั่วโลก จำนวนผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 1,000 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 100 ราย และพบอัตราการเสียชีวิตจากโรคประมาณร้อยละ 2 ซึ่งร้อยละ 26.4 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 10.5 รองลงมาคือ โรคเบาหวาน (ร้อยละ 7.3) และ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (ร้อยละ 6.3)

• ขณะนี้มีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คน และพบมีการระบาดภายในประเทศ (local transmission) เพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 พบมีรายงานการระบาดของโรครวม 35 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ อิตาลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิหร่าน อเมริกา ไทย มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม เยอรมัน สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินเดีย สเปน รัสเซีย อิสราเอล สวีเดน ศรีลังกา เนปาล เลบานอน อิรัก ฟินแลนด์ อียิปต์ กัมพูชา เบลเยี่ยม อัฟกานิสถาน บาห์เรน คูเวต และ โอมาน

• ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศไทย จำนวน 37 ราย มีอาการรุนแรง 2 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต

• กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ดำเนินการเฝ้าระวังคัดกรอง และป้องกันควบคุมโรค ดังนี้

1) ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศดำเนินการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกประเทศ ทั้งท่าอากาศยาน ท่าเรือ และพรมแดน รวม 46 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และกระบี่ ท่าเรือ 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง พาณิชย์เชียงแสน ภูเก็ต สมุย และกระบี่ และด่านพรมแดนทางบก 34 แห่ง

2) แจ้งให้สถานพยาบาลทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางจากประเทศจีน มาเก๊า ฮ่องกง ไต้หวัน หรือพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง ภายใน 14 วัน หรือเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ สัมผัสกับผู้ป่วยตามเกณฑ์เฝ้าระวัง

3) การเฝ้าระวังในชุมชน โดยให้ความรู้ประชาชน เมื่อพบนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422

ความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย 

• เป็นที่ยอมรับกันว่า การคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วทำให้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวที่มากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งของการแพร่กระจายเชื้อจากพื้นที่หนึ่งสู่พื้นที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ปัจจัยด้านเชื้อก่อโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการหายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลายเข้าสู่ร่างกาย และการสัมผัสใกล้ชิด เป็นวิธีการแพร่เชื้อที่เกิดขึ้นได้ง่ายหากไม่ป้องกัน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดการแพร่เชื้อทั้งจากคนต่างชาติที่เข้ามาและจากคนไทยที่อาจได้รับเชื้อขณะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคจึงมีความสำคัญมากเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อแล้วทำให้เกิดการระบาดภายในประเทศ

• ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยพบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจีน ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทย ประมาณ 10 ล้านคน หรือ 3-4 หมื่นคนต่อวัน หลังจากที่มีข่าวการระบาดของโรคดังกล่าว ทางการจีนได้สั่งปิดเมืองและจำกัดการเดินทาง พร้อมทั้งห้ามบริษัททัวร์นำเที่ยวไปต่างประเทศ จึงทำให้ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาประเทศไทยมีจำนวนลดลงมาก ปัจจัยด้านนักท่องเที่ยวไทยนั้นพบว่า คนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ฤดูกาลท่องเที่ยวของคนไทยไปต่างประเทศมีอยู่ 2 ช่วง คือ เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย ในปี 2562 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จากรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น พบว่า ในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น สูงถึง 1.13 ล้านคน สำหรับช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) อยู่ระหว่างเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ซึ่งดอกซากุระจะบานราวๆ ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน นอกจากนี้พบว่าคนไทยเดินทางไปประเทศจีนเฉลี่ยปีละ 6 แสนคน โดยไปกับบริษัททัวร์ประมาณ 2 แสนคน และท่องเที่ยวด้วยตนเองประมาณ 4 แสนคน

วิธีป้องกันตนเองของนักเดินทางณ วันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่มีประกาศจำกัดการเดินทาง ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

 คำแนะนำประชาชน

• แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศจีนและประเทศที่พบการระบาดของโรค

• ระหว่างเดินทางในต่างประเทศขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม สวมใส่หน้ากากอนามัย

• หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

• เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก ทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ และผัก

• หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

• ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

• รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

• หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย แล้วล้างมือ และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

• หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

จัดทำโดย: ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรณีโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : AFP

ที่มา : กรมควบคุมโรค 

คุณหมอชวนเช็กตัวเอง เราเป็น ‘ไมเกรน’ แบบไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615938

วันที่ 26 ก.พ. 2563 เวลา 13:05 น.

คุณหมอชวนเช็กตัวเอง เราเป็น 'ไมเกรน' แบบไหน?

จำแนกไมเกรนจาก 4 ระดับความปวดศีรษะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ชวนมาทำความรู้จักโรคไมเกรน อาการปวดหัวเรื้อรังที่มนุษย์เงินเดือนเสี่ยงต้องเจอบ่อยที่สุด

ปัญหาสุขภาพที่คนวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องเผชิญนั้นมีหลากหลาย แต่บางคนเลิกที่จะมองช้ามเพราะต้องเร่งสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต จึงหักโหมทำงานอย่างหนักซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาวให้กับสุขภาพได้

โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่าง ไมเกรน โรคที่ไม่ใช่แค่อาการปวดศีรษะทั่วไป แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท สามารถเริ่มเป็นได้ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งมักจะกำเริบเป็นครั้งคราวเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าต่างๆ เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดจ้า การอดหลับอดนอน ภาวะเครียดสะสม ดังนั้นการมีความรู้ที่เพียงพอ พร้อมกับรู้จักสังเกตตนเอง และบุคคลใกล้ชิด ก็เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด

เรืออากาศโท นายแพทย์กีรติกร ว่องไววาณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2562 ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโรคไมเกรน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดความทุพพลภาพ (disability) เป็นอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก

  • โดยเฉลี่ยพบผู้ป่วยไมเกรนมากถึงร้อยละ 15 หรือประมาณ 1 พันล้านคนทั่วโลก
  • ไมเเกรนพบบ่อยในช่วงอายุระหว่าง 25–30 ปี
  • พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า
  • โรคไมเกรนยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพในการทำงาน

ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีการส่งสัญญาณความปวดผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณขมับ กระบอกตา และท้ายทอย อาการปวดมักจะเป็นลักษณะตุ้บๆ บริเวณขมับและท้ายทอย ระดับการปวดอาจรุนแรง ปานกลางไปจนถึงมาก และอาจส่งผลกระทบให้ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

โดยระยะของโรคนี้สามารถจำแนกได้ด้วยระดับความปวดศีรษะ ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย 

  1. ระยะนำ (Prodrome)
  2. ระยะอาการเตือน (Aura)
  3. ระยะปวดศีรษะ (Headache)
  4. ระยะหลังจากปวดศีรษะ (Postdrome) 

อาการปวดสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยตามความถี่ของอาการปวดศีรษะได้อีก 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มไมเกรนแบบครั้งคราว คือมีอาการปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือน
  • กลุ่มไมเกรนแบบเรื้อรัง คือมีอาการปวดมากกว่า 15 วันต่อเดือน ซึ่งควรต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาในปัจจุบัน

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และยังคงยกให้เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ซึ่งจุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เพื่อเป็นการรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บรรเทาทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัว และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประกอบกิจวัตรต่างๆ ได้ตามปกติ

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัว

ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อาการปวดเรื้อรัง ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 30 นาทีต่อครั้ง และหมั่นจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติต่างๆ

อาการไมเกรนรุนแรง

หากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด เป็นบ่อยขึ้น (มากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน) ทานยาแล้วไม่หาย ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการ ซึ่งปัจจุบันมีคลินิกปวดศีรษะที่รักษาเฉพาะทางเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากวิธีการคัดกรองอาการปวดศีรษะประเภทต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุด ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทั้งนี้คลินิกปวดศีรษะยังมีวิธีการรักษา เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะที่หลากหลายตามลำดับ ดังรายละเอียดด้านล่างนี้

เรื่องของยากับไมเกรน

การให้ยาแก้ปวดและยาป้องกันไมเกรนอย่างเหมาะสม ซึ่งมียาหลากหลายชนิดทั้งแบบชนิดรับประทานและชนิดฉีด การใช้ยาจะขึ้นกับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคน โดยยากลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Calcitonin gene-related peptide หรือ CGRP สามารถใช้ได้ดีในผู้ป่วยไมเกรนชนิดเรื้อรังหรือดื้อต่อการรักษาการรักษาโดยใช้ค็อกเทล หรือตัวยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยรักษาอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่าการฉีดยาเพื่อลดอาการปวดตามปกติ เพราะวิธีการนี้ไม่เพียงช่วยให้อาการปวดทุเลาลง แต่ยังช่วยลดการปวดศีรษะซ้ำภายใน 24 ชั่วโมงได้อีกด้วย

หัตถการทางการแพทย์

การทำหัตถการทางการแพทย์เพื่อลดอาการปวดศีรษะ เช่น การฉีดยาเข้าไปบริเวณเส้นประสาทหลังท้ายทอย (Occipital Nerve Block) หรือการฉีดโบทูลินัมท็อกซินการรักษาด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า (neurostimulation) โดยคลื่นแม่เหล็ก (Transcranial Magnetic Stimulation; TMS) หรือกระแสไฟฟ้าตรง (Transcranial Direct Current Stimulation : TDCS) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบความปวดภายในสมอง จัดว่าเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีการอื่นการรักษาแบบไบโอฟีดแบค (Biofeedback) เป็นเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย สามารถรับรู้สัญญาณการทำงานจากอวัยวะต่างๆ ในสถานการณ์เครียด โกรธ เจ็บปวด ผ่อนคลาย มีความสุข และนำการรับรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ และควบคุมร่างกายตนเองให้ดีขึ้น

“สุดท้ายนี้แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการปวดไมเกรน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันตัวเองจากอาการปวดหัวได้ดีที่สุด ด้วยการหมั่นสำรวจและดูแลตนเอง พักผ่อนให้เพียงพอและตรงตามเวลาทุกวัน ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดรับประทานเอง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดไมเกรนให้น้อยที่สุด และยังช่วยยับยั้งอีกสารพัดโรคที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย” เรืออากาศโท นายแพทย์กีรติกร กล่าว

เช็กอาการส่อเค้าเฝ้าระวังของโรคหลอดเลือดหัวใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615722

วันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 15:50 น.

เช็กอาการส่อเค้าเฝ้าระวังของโรคหลอดเลือดหัวใจ

แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจให้ความรู้เรื่อง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’ ภัยเงียบที่น่ากลัว พร้อมแนะ 7 วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

ผ่านพ้นเทศกาลแห่งความรักไปแล้ว หลายคนคงได้บริหารหัวใจให้สดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีคนมาทำให้หัวใจเป็นสีชมพู ก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจจนถึงกับเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด “โรคหลอดเลือดหัวใจ” นำมาซึ่งการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง โดยสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจกว่า 4 แสนคน และทุกๆ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิต 2 คน สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือกว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ

นายแพทย์ทัศนัย จันโหนง แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เผยว่า ในอดีตเราอาจจะเข้าใจว่าโรคหัวใจเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันโรคหัวใจมีโอกาสเกิดได้แม้แต่กับเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมาลืมตาดูโลก หรือแม้แต่คนในวัยอายุ 20 ปีเท่านั้น ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ โรคหลอดเลือดหัวใจแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ

  • แบบเรื้อรัง เกิดจากไขมันมาเกาะสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดทำให้เยื่อบุผนังหนาขึ้น หลอดเลือดตีบลง ทำให้เลือดนำออกซิเจนไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บหน้าอกในช่วงที่ผู้ป่วยออกแรงเยอะ ๆ แต่เมื่อหยุดพักอาการ ก็จะดีขึ้น
  • แบบเฉียบพลัน เกิดจากคราบไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดชั้นในนี้ได้ปริแตกออกและกลายเป็นลิ่มเลือด จนอุดตัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นำไปสู่การเสียชีวิตกะทันหันจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย หัวใจห้องล่างซ้ายเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง

อาการส่อเค้าที่ต้องเฝ้าระวัง

อาการเบื้องต้นที่ส่อเค้าว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงเหมือนมีอะไรมากดทับ ปวดร้าวไปที่กราม คอหอย แขนด้านซ้าย สะบักหลัง มีอาการใจสั่น ซีด เหงื่อออกมาก จุกที่บริเวณคอหอย จุกใต้ลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม และอาจหมดสติ

แบบไหนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่ออกกำลังกายน้อย น้ำหนักเกินมาตรฐาน และผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้หญิง

เครื่องมือตรวจวินิจฉัยแม่นยำปลอดภัยสูง

ปัจจุบันการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง CT Scan 128 Slice นับว่ามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง แม้แต่ผู้ป่วยเด็กก็สามารถตรวจได้ ใช้เวลาตรวจไม่นาน ผู้ป่วยได้รับรังสีเอ็กซเรย์น้อยลงกว่า 82% แสดงผลตรวจออกมาเป็นภาพ 3 มิติ สามารถดูภาพในระนาบต่าง ๆ ของหัวใจได้ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

วิธีรักษาตามความรุนแรงของโรค

ในระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก แพทย์จะรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาลดไขมัน ยาควบคุมความดันโลหิต เป็นต้น และวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การทำบอลลูนเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ สำหรับผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจอุดตันไปแล้วกว่า 70% แพทย์จะใช้วิธีการทำบายพาสหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในกรณีที่โรคมีระดับรุนแรงมากและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้แล้ว

7 วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน และอาหารรสจัด
  3. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอกอฮอล์
  6. ทำจิตใจให้แจ่มใส
  7. รับการตรวจสุขภาพหัวใจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อสงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที หรือสามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 8 แห่ง ติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company

ปัญหากระดูกสันหลังคดในเด็ก รักษาอย่างไรให้ถูกวิธี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615606

วันที่ 23 ก.พ. 2563 เวลา 13:10 น.

ปัญหากระดูกสันหลังคดในเด็ก รักษาอย่างไรให้ถูกวิธี

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เผยการผ่าตัดเทคนิคใหม่ที่ใช้รักษากระดูกสันหลังคดในเด็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ไม่กระทบการเจริญเติบโต พร้อมระบุร้อยละ 80 ของผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดมักไม่ทราบสาเหตุ

กระดูกสันหลังคดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่พบได้มากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 20 มีสาเหตุจากโรคบางอย่าง เช่น การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคบางชนิด โรคความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อ เป็นต้น

นายแพทย์ทินกร ปลื้มวิทยาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า ภาวะกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น (อายุ 10-18 ปี) โดยจะพบมากที่สุดในช่วงอายุุ 13-15 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในอัตราส่วน 10 ต่อ 1 ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่มาพบแพทย์มักมีลักษณะไหล่หรือสะโพกทั้งสองข้างไม่เท่ากัน มีเพียงส่วนน้อยที่พบว่ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ส่วนการรักษาผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุ ในกรณีที่คดไม่มากแพทย์จะนัดตรวจติดตามอาการและส่งตรวจภาพถ่ายทางรังสีวิทยา ใส่เสื้อเกราะพยุงหลังเพื่อป้องกันการคดผิดรูปมากขึ้น หากติดตามอาการแล้วพบว่าผู้ป่วยมีภาวะกระดูกสันหลังที่คดมากขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดแก้ไขเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงขึ้น

“การผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังคด ส่วนมากยังเป็นการผ่าตัดใส่เหล็กยึดตรึงกระดูกร่วมกับเชื่อมข้อต่อกระดูกสันหลังในตำแหน่งเดียวกับที่มีการใส่เหล็กยึดตรึง เพื่อให้กระดูกสันหลังตรงและลดการผิดรูป แต่วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่จะไปลดความสามารถในการเคลื่อนที่ของข้อต่อกระดูกสันหลัง และมีแผลผ่าตัดเป็นแนวยาวกลางแผ่นหลัง” นายแพทย์ทินกร กล่าว

แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ โดยเป็นการผ่าตัดแก้ไขกระดูกสันหลังคดแบบไม่เชื่อมข้อ หรือ Anterior Vertebral Body Tethering Procedure (AVBT) โดยวิธีนี้จะอาศัยหลักการ growth modulation technique คือการให้โครงสร้างกระดูกสันหลังของผู้ป่วยยังสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ตามแนวที่กำหนด และไม่เกิดภาวะกระดูกสันหลังคดเพิ่มขึ้น ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าตัดที่เรียกว่า Strong flexible cable/polymer (Polyethylene-terephthalate) ช่วยปรับความคดของกระดูกสันหลังให้กลับมาเข้ารูป ในขณะที่ร่างกายยังสามารถก้มขยับได้ตามปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ของกระดูกสันหลังเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเดิม อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ซึ่งมีความสำคัญต่อการใช้งานและการทรงตัวของร่างกาย เพราะเป็นการผ่าตัดทางด้านข้างลำตัวของผู้ป่วย โดยสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (mini-thoracotomy approach)

หรือผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องอก (thoracoscopic approach) ทำให้ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและชั้นกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ลดระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ตลอดจนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติดได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้หลังจากผ่าตัดภายใน 6-8 สัปดาห์

‘ไมเกรน’ สัญญาณร้ายและอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615471

วันที่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 11:50 น.

'ไมเกรน' สัญญาณร้ายและอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด

อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท เผยอาการปวดศรีษะที่พบบ่อยอย่าง “โรคไมเกรน” เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรักษามากกว่ายาแก้ปวด ซึ่งการซื้อยารับประทานเองหรือการได้รับยารักษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราไม่คาดคิด

โรคไมเกรน อาการปวดศรีษะที่มีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนหนังสือ และทางเลือกที่ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อบรรเทาอาการคือการรับประทานยาเพื่อระงับอาการปวด อย่างไรก็ดี โรคไมเกรนถือเป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาการปวดหัวทั่วไป ดังนั้น การซื้อยารับประทานเองหรือการได้รับยารักษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราไม่คาดคิดอีกด้วย

นายแพทย์สุรศักดิ์ โกมลจันทร์ อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา เผยว่า โรคไมเกรนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรมที่คนในครอบครัวมีประวัติ และเกิดจากส่วนของสมองและก้านสมองไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว ฮอร์โมนเปลี่ยน ความเครียด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย มักพบผู้ป่วยโรคไมเกรนในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี และอาจมีถึง 10 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นคนวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวันมากที่สุด อาการปวดของไมเกรนสามารถปวดได้ทั้งปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และการปวดเป็นได้ทั้งปวดตุบ ๆ หรือปวดจี๊ด ๆ ปวดตึง ที่ขมับข้างเดียวหรือสองข้าง หรือปวดตรงช่วงท้ายทอยก็ได้ และในรายที่ปวดมาก มักจะมีอาการข้างเคียงร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ ไวต่อแสง เสียง รวมทั้งความไวต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย และแรงกระแทก ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น

โรคปวดศีรษะไมเกรนสามารถแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 

1.กลุ่มที่ไม่มีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะ (Migraine without aura)

2.กลุ่มที่มีอาการนำมาก่อน (Migraine with aura) กลุ่มนี้อาการนำที่พบบ่อย คือเห็นมีแสงขาวเป็นเส้นหยักๆ หรืออาจจะเห็นเป็นแบบอื่นก็ได้ ก่อนจะตามมาด้วยอาการปวดศีรษะ

อาการต่างๆ ของโรคไมเกรนจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้นคือ ความเครียด ฮอร์โมนและอารมณ์ในร่างกาย การอดนอนเป็นเวลานาน การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม การใช้ยา กลิ่นน้ำหอม กลิ่นบุหรี่ รวมไปถึงผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างการมีประจำเดือนเข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจทำให้เกิดเป็นไมเกรนได้

อย่างไรก็ตาม โรคไมเกรนในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาวะทางร่างกาย และปัจจัยแวดล้อมที่เป็นสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการไมเกรน ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตอาการของตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการรักษา และที่แนะนำคือหากมีอาการของไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง และรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการและการรับยาที่เหมาะสมและตรงกับอาการ

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาทและสมอง ผมค่อนข้างมีความกังวลในเรื่องที่ผู้ป่วยซื้อยารักษาตนเอง ซึ่งถ้าใช้บ่อย ๆ โดยไม่พบแพทย์เพื่อรักษาอาการที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่โรคปวดศีรษะจากการใช้ยาบ่อย และอาจจะทำให้การรักษาไมเกรนไม่ได้ผลด้วยเลยก็ได้ อาการปวดศีรษะที่เป็นบ่อยๆควรพบเเพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพราะอาการปวดศรีษะสามารถเกิดได้จากหลาย ๆ โรค การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้การรักษาได้ตรงจุดที่สุด ผู้ป่วยควรสังเกตุความถี่ในการปวดแต่ละเดือน ระยะเวลาปวด ตำแหน่งที่ปวด สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ปวด ถ้ามีข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการช่วยกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยทั้งในการวินิจฉัยและดูแลรักษา

สำหรับการรักษาด้วยการใช้ยาในโรคไมเกรน สามารถแบ่งยาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

ใช้รักษาอาการปวดแบบเฉียบพลัน : จะใช้เฉพาะช่วงที่เกิดอาการปวดไมเกรนเท่านั้น ซึ่งวิธีการรับประทาน คือ ควรรับประทานทันทีที่เกิดอาการปวดไมเกรน และไม่ควรปล่อยให้เกินนานครึ่งชั่วโมงหลังเกิดอาการ เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง

กลุ่มยาสำหรับใช้ป้องกัน : การรับประทานยาประเภทนี้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสามารถช่วยลดได้ถึงร้อยละ 50 แต่อาจมีผลข้างเคียงในเรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ผมร่วง และการทำงานของสมองช้าลง

นอกเหนือจากการใช้ยารักษาอาการปวดไมเกรนแล้ว ยังมีนวัตกรรมเทคนิคการรักษาอื่น ๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เช่น ยากลุ่มชีวโมเลกุลที่ฉีดเพียงเดือนละครั้งซึ่งเป็นกลุ่มยาสำหรับใช้ป้องกัน ที่คลินิกโรคปวดศีรษะผู้ป่วยไมเกรนจะได้รับการวินิจฉัยอาการอย่างละเอียดตามอาการและปัจจัยแวดล้อมของผู้ป่วยที่มีความแตกต่างกันไป นอกจากการตรวจรักษาและจ่ายยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแล้ว ทางคลินิกโรคปวดศีรษะยังมีทีมงาน เช่น พยาบาล ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่มารักษาด้วยอาการปวดหัวที่อาจจะไม่ได้เป็นอาการของไมเกรนเสมอไป ในอนาคตทีมเราอาจจะมีเภสัชกร นักจิตวิทยา มาร่วมกันในทีมอีกด้วย

“เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีการักษาผู้ป่วยโรคไมเกรน ที่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากกว่าแต่ก่อน ทั้งในด้านการวินิจฉัยโรคและการรักษาด้วยยาที่มีความแม่นยำกับอาการและลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ นวัตกรรมด้านยารักษาไมเกรนในประเทศไทยที่เป็นยากลุ่มใหม่สามารถใช้รักษาอาการได้ดี ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ดีกว่ายากลุ่มเดิม ที่สำคัญคือลดการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้อีกด้วย ซึ่งยากลุ่มใหม่ที่เป็นยาฉีดนี้มีข้อดีสำหรับผู้ป่วยคือไม่ต้องรับยาบ่อย ๆ เพียงฉีดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ด้วยราคาที่สูงจึงอาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายในขณะนี้ ส่วนนวัตกรรมนอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยในต่างประเทศที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยในแถบตะวันตกได้ดี ซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการศึกษาเพิ่มเติม” นายแพทย์สุรศักดิ์ กล่าวสรุป

6 วิธีปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615349

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

6 วิธีปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศเปลี่ยน

เตรียมร่างกายพร้อมรับมือช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย

โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย หากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถ้าพบว่ามีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

สำหรับ 6 วิธีปฏิบัติตนในภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ได้แก่

1.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มเครื่องดื่มที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่นของผิวหนัง

2.เตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้พร้อมและทำความสะอาดเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองให้แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือต้ม เพื่อป้องกันโรคผิวหนัง

3.งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในช่วงภาวะอากาศหนาว เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้และไม่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น

4.ระมัดระวังและสังเกตอาการผู้ป่วยที่กินยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษาอาการชัก และอื่นๆ ที่มีผลทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง

5.ในช่วงอากาศหนาวอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ ขอให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” คือ “ปิด”ปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม หากป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย “ล้าง” มือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของสงสัย หลีก “เลี่ยง” การคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย เมื่อป่วยควร “หยุด” เรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด

ส่วนโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ต้องระมัดระวัง คือ โรคอุจจาระร่วง ในช่วงฤดูหนาวจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วง โดยให้ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” และ “สุก ร้อน สะอาด” โดยปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง หลีกเลี่ยงอาหาร สุกๆ ดิบๆ และอาหารทะเลที่ใช้การลวก กินอาหารที่ยังร้อน ปรุงสุกใหม่ ไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ หากยังไม่กินต้องเก็บในตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นก่อนกิน เลือกร้านค้าที่มีที่ปรุง ที่นั่งกิน และบริเวณรอบๆ สะอาด ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ ส่วนน้ำดื่ม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ควรเลือกที่มีเลข อย.กำกับ และดูว่ามีสี กลิ่น รส เป็นปกติหรือไม่

6.หมั่นดูแลรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และอาศัยในที่อบอุ่นสามารถป้องกันลมหนาวอย่างเหมาะสม

คอเลสเตอรอลกับหัวใจ สองสิ่งที่ไปกันไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615218

วันที่ 19 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

คอเลสเตอรอลกับหัวใจ สองสิ่งที่ไปกันไม่ได้

แพทย์เผยคอเลสเตอรอลสะสมปมโรคหัวใจ ชี้พบมากในวัยกลางคนขึ้นไป ไล่สเต็ปเกาะสะสม-อักเสบ-หลอดเลือดแดงแข็ง-ตีบตัน-ปริแตก-ลิ่มเลือดอุดตัน-หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน-เสียชีวิต พร้อมแนะ 5 วิธีป้องกันและลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอับดับต้นๆ ของประเทศไทย ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุวัยกลางคนขึ้นไป และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจคือ “คอเลสเตอรอล” ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ไม่ค่อยออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่จัด ส่วนปัญหาสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง เช่น ปัญหาโรคเบาหวาน

ทางด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เพิ่มเติมว่า คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่พบได้ในเลือด ซึ่งมีแหล่งที่มาจาก 2 ที่คือ

  1. ภายในร่างกาย โดยสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ที่ตับ
  2. ภายนอกร่างกายคือ จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน

หากมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้อักเสบ เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อมีการสะสมของไขมันเพิ่มมากขึ้นจะทำให้หลอดเลือดตีบตัน เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ นอกจากนี้ ในบางรายอาจมีการปริแตกของผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีลิ่มเลือดมาอุดตันส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันและลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารและขนมที่มี เนย ชีส ครีม รวมถึงเค้ก เบเกอรี่ เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้น้ำตาลน้อย
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ครั้งละ 30 นาที 3-5 ครั้ง/สัปดาห์
  4. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  5. งดดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและงดสูบบุหรี่

‘ตับแข็ง’ ไม่ต้องคอทองแดงก็เป็นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615106

วันที่ 18 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

'ตับแข็ง' ไม่ต้องคอทองแดงก็เป็นได้

รู้หรือไม่? คนส่วนใหญ่เข้าใจโรคตับแข็งผิด เกินครึ่งฝังใจว่าตับแข็งต้องมาจากพฤติกรรมการดื่ม แต่ความจริงแล้วตับแข็งแฝงมาจากอะไรได้บ้าง อยากรู้ต้องดูต่อ

ตับ เป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุด หน้าที่ของตับคือคอยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค กำจัดเชื้อโรคจากเลือด สร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด สร้างน้ำดีในการดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน อีกทั้งตับยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานสารอาหารและวิตามินในร่างกาย ซึ่งคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไร้ตับ

แล้วถ้าตับเราเกิดแข็งล่ะ?

ตับแข็ง คือการที่ตับเกิดความเสียหาย มีพังผืดเกิดขึ้นทดแทนเซลล์ปกติจนขัดขวางการไหลของเลือดเข้าตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ดังเดิม

ตามสถิติ ตับแข็ง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลกราว 25,000 คนในแต่ละปี และถูกจัดให้เป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8

สาเหตุของตับแข็ง

1.ตับอักเสบจากการดื่มสุรา การดื่มสุราปริมาณมากเป็นเวลานานๆ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะทำให้เกิดตับแข็งได้โดยปริมาณการดื่มสุราที่ทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บนั้นต้องบอกว่าแตกต่างกันในแต่ละคน

  • สำหรับผู้หญิงเฉลี่ยปริมาณการดื่ม 2-3 ครั้ง/วัน ก็จะเกิดตับแข็งได้
  • ส่วนผู้ชายปริมาณการดื่ม 3-4 ครั้ง/วัน จึงจะเกิดตับแข็ง

เพราะว่าแอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการทำงานของร่างกาย ยับยั้งการย่อยสลายของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ทำให้เกิดอันตรายต่อตับ

2.ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ C การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C จะทำให้ตับบาดเจ็บทีละน้อย โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกมีอาการเจ็บเลย จนกระทั่งตับแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยที่มีไวรัสตับอักเสบ C ดื่มสุราร่วมด้วย ก็จะยิ่งทำให้ตับแข็งเร็วขึ้น

3.ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ B และ D การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดในทุกๆประเทศ ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรปตะวันตก ลักษณะของไวรัสตับอักเสบ B จะเหมือนไวรัสตับอักเสบ C คือจะทำให้ตับมีการอักเสบทีละน้อย จนเป็นตับแข็งซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ส่วนไวรัสตับอักเสบ D จะพบในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B อยู่แล้ว โดยในประเทศไทยพบว่าส่วนใหญ่ไวรัสตับอักเสบ D ติดต่อจากการใช้เข็มฉีดยาในกลุ่มที่ใช้ยาเสพติด

4.ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นการอักเสบเรื้อรังที่ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ โดยเกิดจากภูมิคุ้มกันของเราไปทำลายเนื้อตับทีละน้อย

5.โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การขาดสารบางอย่าง (Alpha-1 Antitrypsin deficiency) การมีธาตุเหล็กสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกิน (Hemochromatosis) การที่ตับไม่สามารถขับธาตุทองแดงออกจากร่างกาย (wilson’s disease) การมีสารจำพวกแป้งสะสมในตับและอวัยวะอื่นมากเกินไป (Glycogen storage disease) สิ่งต่าๆเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกผิดปกติอะไร จนในที่สุดกลายเป็นตับแข็ง

6.ไขมันสะสมในตับมากเกิน เกิดจากภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกอยู่ในเนื้อตับ และเกิดการสะสมเป็นจำนวนมากจนในที่สุดทำให้เซลล์ถูกเบียดเบียนและเกิดเป็นแผลเป็น ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน การขาดสารโปรตีน โรคอ้วน หัวใจขาดเลือดและการใช้ยาสเตรียรอยด์

7.การอุดกั้นของท่อน้ำดี เมื่อท่อน้ำดีมีการอุดตัน ตับก็จะไม่สามารถส่งน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารได้ ทำให้น้ำดีเกิดการคั่งในตับและมีผลทำให้ตับบาดเจ็บ ในเด็กแรกเกิดมักเป็นจากการที่ท่อน้ำดีมีการลดจำนวนลง ส่วนในผู้ใหญ่อาจเกิดจากการผ่าตัดถุงน้ำดีแล้วไปผูกถูกท่อน้ำดี

8.ยา สารพิษ และการติดเชื้ออื่นๆ การใช้ยาเป็นระยะเวลานานเกินไปโดยไม่จำเป็น การสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด มีตัวพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ หรือภาวะที่หัวใจล้มเหลวบ่อยๆ ล้วนแต่ทำให้เลือดคั่งที่ตับจนในที่สุดเกิดภาวะตับแข็งได้นั่นเอง

สัญญาณเตือนอาการตับแข็ง

ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีตับแข็ง มักไม่มีอาการใดเลยในระยะแรกๆ แต่จะมีอาการเมื่อมีพังผืดมาแทนที่เนื้อตับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การทำงานของตับแย่ลง อาการที่แสดงให้เห็นได้คือ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด หากเข้าขั้นรุนแรงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่

1.ขาบวมและท้องมาน เมื่อตับสูญเสียการทำงานการสร้างโปรตีน (คืออัลบูลมินซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด) จะลดลง ทำให้น้ำในหลอดเลือดรั่วออกมาสะสมที่ขา ทำให้ขาบวมและมีน้ำในช่องท้องทำให้เกิดท้องมาน

2.รอยช้ำและเลือดออก เมื่อตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยจึงมีรอยช้ำได้ง่าย รวมทั้งเลือดออกง่ายและหยุดยากด้วย

3.ภาวะเหลือง(ดีซ่าน) จะมีอาการเหลืองที่ตาและตามร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้ จึงทำให้ปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือดมากเกินไปจนเกิดภาวะตัวเหลืองหรือดีซ่านนั่นเอง

4.อาการคัน เนื่องจากน้ำดีไปสะสมตามผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง

5.นิ่วในถุงน้ำดี ตับแข็งทำให้น้ำดีที่สร้างไม่สามารถถูกส่งไปยังถุงน้ำดีได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการคั่งค้างของนำดีจนเกิดเป็นนิ่วในที่สุด

6.สารพิษในเลือดและสมองสูงขึ้น ภาวะตับแข็งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือด ทำให้ปริมาณสารพิษจากการย่อยสลายของอาหารและจากร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จึงมีผลต่อสมอง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ซึม จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

7.ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่ในการกรองยาออกจากเลือดน้อยลง ทำให้ยาที่รับประทานออกฤทธิ์นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้

8.ภาวะความดันในระบบหลอดเลือดดำของตับสูง โดยปกติเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางหลอดเลือดดำ ที่เรียกว่า Portal Vein เมื่อตับแข็งเลือดก็จะไหลเวียนเข้าสู่ตับได้ช้าลง ทำให้ความดันสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัวจนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ที่เรียกว่า Varix ซึ่งหลอดเลือดดำขอดเหล่านี้มีผนังบางและแตกรั่วง่ายจึงอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลวหรืออาเจียนเป็นเลือด จนถึงแก่ชีวิตได้

9.โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิคุ้มกันต่ำนั่นเอง

ตับแข็งรักษาไม่หาย!!!

ความน่ากลัวขั้นสุดท้ายของตับแข็ง อยู่ที่การรักษาเพราะตับแข็งนั้นไม่สามารถรักษาให้ตับกลับมาดีเท่าเดิมได้ หลักของการรักษาตับแข็งนั้น เพื่อต้องการให้เนื้อตับไม่ถูกทำลายมากขึ้น หรือช่วยชะลอความเสียหาย และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนลง การรักษาของแพทย์จะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของการเกิดโรค อาทิ การใช้ยาประเภทต่างๆ การส่องกล้องรักษา หรือถ้าตับเสียหายมากหรือมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนควบคุมไม่ได้อาจพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดีมีอัตราความสำเร็จถึง 80-90%

ผู้ป่วยจะต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำร้ายสุขภาพ ส่งผลเสียหายต่อตับ และทำให้ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หยุดดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หยุดทานยาที่เคยทานมานาน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ตับเสียหาย ลดอาหารเค็มกรณีมีภาวะท้องมาน เป็นต้น

ภาพ Freepik

‘ขี้หู’ แคะออกไปหรือเก็บไว้ ดีกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615035

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 08:30 น.

'ขี้หู' แคะออกไปหรือเก็บไว้ ดีกว่ากัน

“คันหู” แต่ยิ่งปั่นก็ยิ่งตันจริงไหม? แล้วถ้าขี้หูอุดตัน มันส่งผลอะไรกับเรา? หรือเอาจริงๆ ขี้หูควรปล่อยไว้มากกว่าแคะออกไปบ่อยๆ?

บางครั้งเรื่องของ “ขี้หู” ก็อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้ามานั่งคิดอีกที…ใน 1 ปี คนเรามีการแคะหูหรือปั่นหูด้วยคอตตอนบัตไปกี่ทีกัน

ข้อมูลโดย อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าถ้ารูหูของเราปกติดี ช่องหูปกติดี ไม่ได้มีภาวะผิดปกติของช่องหู เช่น มีภาวะรูหูแคบ หรือว่ามีภาวะติดเชื้อของรูหูชั้นนอก หมอแนะนำว่าไม่ต้องไปแคะหรือปั่นทำความสะอาดรูหู เพราะว่าลักษณะของขี้หู เทียบง่ายๆ ก็คล้ายกับขี้ไคลที่มันหลุดลอกออกเองได้ โดยเฉพาะเวลาที่เราขยับใบหน้า เราเคี้ยวอาหาร

ยกเว้นแต่ว่าบางคนมีปัญหาผิดปกติ อย่างเช่นไปดำน้ำ ว่ายน้ำมา แล้วมีน้ำสกปรกเข้าไป ทำให้กลไกการขับขี้หูเสียไป ซึ่งการสังเกตก็คือ ดูว่าหากมีการได้ยินที่ผิดปกติ มีปวดหู มีหนองออกหู หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ อันนี้ควรมาพบแพทย์

ขี้หู ยิ่งปั่น ยิ่งตัน จริงไหม?

กรณีที่ยิ่งปั่นหูแล้วยิ่งตัน โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่เราปั่นหูเรามักจะเข้าใจว่าเราเอาคอตตอนบัตเข้าไปแล้วเราจะควักตัวขี้หูออกมา แต่ว่าบางทีตรงส่วนปลายเราไม่เห็น เวลาที่เราปั่นเข้าตรงปลายขี้หูมันอาจจะยิ่งเข้าไปตันในรูหู อาจจะทำให้เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้มากขึ้นจริง

โดยปกติถ้าเวลาที่เราอาบน้ำแล้วเกิดมีน้ำเข้าหู จริงๆ ก็ไม่แนะนำให้ปั่นหูเหมือนกัน อาจจะใช้คอตตอนบัตซับตรงปลายรูหู แล้วก็เอียงนิดหนึ่ง เพื่อซับตรงบริเวณปลายรูหูให้น้ำออกแค่นั้นก็พอ แต่ถ้าเรายิ่งปั่นเข้าไป มันมีโอกาสที่ขี้หูจะเกิดการอุดตันได้มากขึ้น แล้วถ้ายิ่งอุดตันแน่น การได้ยินก็อาจจะยิ่งมีปัญหาได้มากขึ้น

ขี้หูอุดตันส่งผลอะไร?

ส่งผลกระทบแน่นอน คือกรณีที่ขี้หูอุดตันมากๆ จะทำให้มีภาวะการได้ยินบกพร่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสียงบกพร่อง เพราะฉะนั้น คนไข้อาจจะรู้สึกหูอื้อ หรือการได้ยินที่ลดลงได้หลังจากที่เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้ เวลาที่เราปั่นหู อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดแค่ขี้หูอุดตันอย่างเดียวก็ได้ อาจจะทำให้มีภาวะการถลอกหรือเกิดเป็นแผลของบริเวณรูหูชั้นนอก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การติดเชื้อ เกิดภาวะหูชั้นนอกอักเสบ หรือถ้ายิ่งกว่านั้น เราแคะแล้วลึกเกินไป อย่างเช่น กรณีที่เราใช้ไม้แคะหูแหลมๆ แล้วเกิดเราลึกเกินไป อาจจะไปเกิดการบาดเจ็บของบริเวณเยื่อแก้วหูตามมาได้ ซึ่งก็จะมีผลเสียได้เช่นกัน

เราจำเป็นต้องแคะขี้หูไหม?

การเขี่ยเอาขี้หูออก ถ้าทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหมอจะไม่ค่อยอันตราย เพราะว่าคุณหมอจะมีกล้องที่จะส่องดูว่าเราเขี่ยถึงไหน หรือว่าโดนแก้วหูหรือยัง หรือว่าเอาออกหมดไหม และเขี่ยแค่ตรงบริเวณตัวขี้หู ก็จะไม่ได้ไปโดนตัวเยื่อบุหรือผนังหู แต่ถ้าเราทำเองแล้วไปเขี่ยโดนแก้วหูหรือเขี่ยโดนผนังรูหู ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะการบาดเจ็บของหูชั้นนอกได้

ดังนั้น หากรูหูปกติดี ช่องหูปกติดี ไม่ได้มีภาวะผิดปกติของช่องหู หมอก็ แนะนำว่าไม่ต้องแคะหรือปั่นทำขี้หู เพราะโดยปกติแล้วขี้หูจะมีการหลุดออกเองโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาที่เราเคี้ยวอาหาร หรือเรามีการขยับของใบหน้า เว้นเสียแต่ว่าเราจะมีปัญหาความผิดปกติของรูหู หรือ ดำน้ำ ว่ายน้ำมา แล้วมีน้ำสกปรกเข้าไป ทำให้กลไกการขับขี้หูเสียไป หากมีการได้ยินที่ผิดปกติ ปวดหู หนองออกหู หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ อันนี้ควรมาพบแพทย์

ขอบคุณที่มาจาก :  ฟังหมอก่อนแชร์

ภาพ : Freepik

บอกลา ‘ไมเกรน’ มายเฟรนด์คนทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613648

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 06:30 น.

บอกลา 'ไมเกรน' มายเฟรนด์คนทำงาน

อายุรแพทย์แนะนำวิธีหลีกเลี่ยงอาการปวดศีรษะไมเกรนโดยไม่ต้องพึ่งยา หนึ่งในเรื่องทรมานที่พบมากในหญิงวัยทำงาน

ไมเกรน (Migraine) คืออาการปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ ท้ายทอย และเกิดก้อนเนื้ออักเสบ ที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณดังกล่าว มีผลทำให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้ไม่สะดวก

ก่อนที่จะพึ่งยาแก้ปวดครั้งต่อไปลองมาดูว่ามีวิธีไหนที่ช่วยบรรเทาหรือหยุดอาการปวดหัวให้หมดไปได้ จากคำแนะนำของ เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์จากคลินิกโรคปวดศีรษะ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

เพราะการกินยาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบางคนกินยาเข้าไปแล้วอาการปวดก็ยังไม่หายแถมยังสะสม ส่งผลกระทบต่อตับและไตตามมาในภายหลัง หรือในคนไข้บางคนที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวด เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ยาจึงไม่ใช่ทางออกเสมอไป

แล้วถ้าไมเกรนมาเยือนครั้งต่อไป จะต้องทำอย่างไร คุณหมอบอกว่า อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุของอาการปวดหัว โดยสังเกตดูว่าทุกครั้งที่มีอาการปวดหัว เริ่มต้นจากอะไร เพราะแต่ละคนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวแตกต่างกัน

“บางคนอาการป่วยมาพร้อมกับความเครียดและพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ บางคนเริ่มปวดหัวหลังการเผชิญกับแสงแดดจ้าในเวลากลางวันหรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือได้กลิ่นฉุนจากน้ำหอม กลิ่นควันธูป เหล่านี้คือปัจจัยยอดฮิตที่ทำให้อาการปวดกำเริบและเป็นปัญหาใหญ่ของคนไข้ในปัจจุบัน” คุณหมอ กล่าว

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว อาหารบางประเภทยังมีส่วนเสริมทำให้อาการกำเริบ เช่น อาหารแปรรูป อย่างไส้กรอกรมควัน ที่มีส่วนผสมของสารกันบูด อาหารประเภทหมักดอง ผงชูรส น้ำตาลเทียม ผลไม้บางชนิด เช่น กล้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน กาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม ตลอดจนชีสและผงชูรส

หรือผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีรอบเดือน ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และการอดอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นอาการได้เช่นกัน

เมื่อค้นหาสาเหตุเจอแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยง หรือหยุดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้

คุณหมอย้ำว่า การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับอาการที่เป็น แม้กระทั่งข้อปฏิบัติในการทานยาที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น เมื่อรู้สึกปวดหัวแล้วให้รีบกินทันทีเพื่อระงับอาการ แทนที่จะทนให้อาการปวดรุนแรงก่อนถึงจะกินยา ซึ่งเป็นผลเสีย เพราะเมื่อร่างกายเข้าใจว่ายอมรับอาการปวดได้ ก็จะเริ่มปรับระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“การค้นหาสาเหตุให้พบจะนำมาสู่การรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหลายครั้งที่แพทย์ตรวจพบว่า สาเหตุของไมเกรนไม่ได้มาจากปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก แต่เป็นอาการปวดที่มาจากปัจจัยภายใน เช่นปวดจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งต่อให้ทานยาเป็นประจำก็ใช่ว่าจะหาย” คุณหมอ กล่าว

นอกจากการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการนำเทคนิคใหม่ในการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดศีรษะอย่างได้ผล เช่น ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) เพื่อวัดการทำงานของร่างกายขณะปวดหัว เปรียบเทียบกับร่างกายในยามที่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ กล้ามเนื้อ ความดัน อุณหภูมิ ใช้เป็นเกณฑ์ในการฝึกร่างกายให้ผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลา และทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินบี 2 เกลือแร่ และโคเอนไซม์คิว 10

ส่วนกรณีอาการปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากความผิดปกติของโครงสร้าง ร่างกาย ท่านั่ง ยืน เดิน หรือนอนที่ไม่ถูกต้องทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล และเกิดการฉีกขาดได้นั้น การทำกายภาพบำบัดมีส่วนช่วยแก้อาการปวดหัวได้เช่นกัน

เทคนิคสุดท้ายที่จะหลีกเลี่ยงคือ แพทย์ทางเลือกอย่างการฝังเข็มบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย กลางกระหม่อม และกระบอกตา จะช่วยให้เส้นลมปราณที่ติดขัดไหลเวียนได้สะดวก ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณที่มีปัญหาให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผลจากฝังเข็ม 10 ครั้ง ใน 1 เดือน สามารถบรรเทาอาการปวดในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี