เปิดผลสำรวจการศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614646

วันที่ 16 ก.พ. 2563 เวลา 07:30 น.

เปิดผลสำรวจการศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จับมือ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง ‘ไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้’

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ไวรัสโคโรนาที่ประชาชนรับรู้”

กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,201 ตัวอย่าง ดำเนินการในระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา

จากประเด็นที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ประชาชนสนใจและติดตามข่าวสารเรื่องไวรัสโคโรนามากถึงมากที่สุด ร้อยละ 56.6 และสนใจในระดับปานกลาง ร้อยละ 27.8 โดยมีช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดผ่านสื่อเฟซบุ๊ก ร้อยละ 66.7 และสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 66.6 ทั้งนี้ เมื่อถามถึงสื่อที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.2 เชื่อมั่นข้อมูลจากสื่อโทรทัศน์ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ที่เชื่อมั่นสื่อเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมั่นข้อมูลจากทางโทรทัศน์มากกว่าเฟซบุ๊ก

ในส่วนของความเข้าใจและการรับรู้ข้อมูลของประชาชนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาและการติดต่อ พบว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.5 เชื่อว่าเชื้อไวรัสโคโรนาล่องลอยทั่วไปในอากาศ แหล่งชุมชน คนหนาแน่น ร้อยละ 79.6 ยังคิดว่าตนเองไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนี้

ประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างทราบวิธีป้องกันจากไวรัสเมื่อต้องออกนอกบ้าน ได้แก่ ร้อยละ 83.4 ระบุว่าใช้หน้ากากอนามัย ร้อยละ 60.4 ระบุว่าล้างมือบ่อยๆ และร้อยละ 56.9 ใช้เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่ฝ่ามือ เป็นต้น

เมื่อถามถึงการรับรู้ต่อการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรนาในสถานการณ์ต่าง ๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.0 คิดว่าเดินห้างสรรพสินค้าติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.5 คิดว่าการนั่งเครื่องบินลำเดียวกันติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 83.0 คิดว่าการไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติติดเชื้อไวรัสได้ ร้อยละ 82.1 คิดว่าการขึ้นรถเมล์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า ติดเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่ร้อยละ 81.3 คิดว่าการนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะวงเดียวกัน ติดเชื้อไวรัสได้ และร้อยละ 47.5 คิดว่าการฟังเพลงร่วมกัน ติดเชื้อไวรัสได้ ที่น่าพิจารณาคือ ความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ร้อยละ 61.5 ต้องการให้แจกหน้ากากอนามัย ร้อยละ 51.2 ต้องการให้มีศูนย์ปฏิบัติการที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การป้องกันโรค และประชาสัมพันธ์ให้ทราบข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นจริง และร้อยละ 45 ต้องการให้แจกเจลล้างมือ

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาที่เริ่มมาจากประเทศจีน และกระจายไปยังหลายประเทศในโลก ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว สำหรับประเทศไทยการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การติดตามความเคลื่อนไหวของสังคม ตลอดจนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ หลากหลายช่องทาง ทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม โดยเฉพาะในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการดำเนินการสนับสนุนวิจัยและวิชาการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคม ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในประเทศ ทั้งในประเด็นของการเข้าถึงข้อมูล ความเชื่อมั่นในข้อมูลช่องทางการรับข่าวสาร การปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันตนเอง การรับรู้ความเสี่ยง ความวิตกกังวล และประเด็นการรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ การกำหนดมาตรการ และนโยบายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรวม ตลอดจนเพื่อประกอบการนำส่งข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ

รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การทำงานสาธารณสุขปัจจุบันจะเน้นในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายในการทำให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูล และนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยให้มากที่สุด

ผลการศึกษาสำคัญที่อยากเน้นของเรื่อง การเข้าถึงข้อมูล พบว่า สื่อที่ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด และใช้ในการติดตามข่าวความเคลื่อนไหว และเชื่อมั่นในความถูกต้องมากที่สุด ของสื่อกระแสหลัก ยังคงเป็นโทรทัศน์ และในขณะที่สื่อโซเชียลคือ เฟสบุ๊ค

ส่วนเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ พบว่า ผู้รับผิดชอบทุกภาคส่วนต้องพัฒนาวิธีการพูด การให้ข้อมูลง่ายๆ ให้ประชาชนเข้าใจ ในเรื่อง

1. การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) คิดว่าเชื้อไวรัสจะล่องลอยอยู่ในอากาศ

2. โอกาสติดเชื้อ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) ยังไม่คิดว่าตนเองจะติดเชื้อไวรัสได้

3. การดูแลตนเอง และคนใกล้ชิด ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) เน้นใส่หน้ากากอนามัย แต่มีจำนวนน้อยที่ทำการล้างมือบ่อยๆ และระวังตัวเรื่อง การใช้มือลูบหน้า แคะจมูก ปาก ตา

4. การดูแลคนใกล้ชิด ประมาณร้อยละ 80 ของประชาชนตอบว่า พาไปโรงพยาบาล

5. การดูแลคนในที่ทำงาน ประมาณร้อยละ 60 ก็ให้พักงาน ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เช่น ที่ทำงานอาจมีการคัดกรอง หรือวัดไข้ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคในที่ทำงาน และที่โรงพยาบาล ควรมีการแจ้งจุดและขั้นตอนในการตรวจรักษาที่เห็นได้ชัด สะดวกต่อการไปใช้บริการ

วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614762

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 16:30 น.

วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค

สถานการณ์สุขภาวะทางเพศวัยรุ่นยังน่าห่วง พบป่วย 5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 124.6 ต่อประชากรแสนคน

กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สสส. P2H Access ชี้สถานการณ์สุขภาวะทางเพศวัยรุ่นยังน่าห่วง พบป่วย 5 โรคติดต่อทางเพศ 124.6 ต่อประชากรแสนคน ด้าน 1663 เผยเหตุผู้หญิงมักไว้ใจคนรัก ขณะที่ชายจำนวนหนึ่งรับไม่ได้มีคู่แค่คนเดียวเสี่ยงติดโรค เร่งสร้างทัศนคติใหม่ ส่งเสริมใช้ถุงยางอนามัย

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Access) และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวส่งเสริมการมีสุขภาวะทางเพศ “วัยรุ่น 2020 รู้จักป้องกันท้อง ป้องกันโรค” เนื่องในวันถุงยางอนามัยสากล (International Condom Day 2020) โดยมีการเสวนาสถานการณ์สุขภาวะทางเพศ พร้อมเปิดตัวสื่อรณรงค์สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศในกลุ่มวัยรุ่น

พญ.มณฑินี วสันติอุปโภคากร รองผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถิติปี 2562 พบเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคได้แก่ หนองใน ซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน และกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง สูงถึง 124.6 ต่อประชากรแสนคน หากแยกรายโรคพบว่า โรคหนองในสูงถึง 69.7 และซิฟิลิส สูงถึง 39.3 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ส่วนอัตราการคลอดของแม่วัยรุ่น ที่แม้ขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน การคลอดของวัยรุ่นไทยก็ยังคงอยู่ในอัตราที่สูง โดยพบอัตราการคลอดในวัยรุ่นอายุ 15 – 19 ปี เท่ากับ 35 ต่อจำนวนประชากรหญิง 1,000 คน กรมควบคุมโรคจึงพัฒนาร่างยุทธศาสตร์ด้านถุงยางอนามัย พ.ศ. 2563 – 2573 ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573

โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) การส่งเสริมให้การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน (2) การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงถุงยางอนามัย (3) การพัฒนาระบบบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพถุงยางอนามัย (4) การพัฒนานโยบายและเสริมสร้างกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัย และ (5) การควบคุม กำกับ ติดตาม และประเมินผลยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัย

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เพราะประเด็นด้านสาธารณสุขพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. พัฒนาจังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยประสานกับคณะทำงานท้องวัยรุ่นจังหวัด จัดทำหลักสูตรพัฒนาผู้นำเยาวชนในการเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 โดยทำงานกับเยาวชน มีการพัฒนาชุดความรู้การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ

โดยประสานกับชุมชน ท้องถิ่นและโรงเรียน มีระบบพัฒนาทักษะผู้ปกครองให้สามารถสื่อสารเชิงบวกกับบุตรหลานในเรื่องเพศได้ โดยประสานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง และสถานประกอบการ อีกทั้งยังมีการสื่อสารรณรงค์ในระดับประเทศเพื่อสร้างความรับรู้ใหม่ในประเด็นเรื่องเพศและการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งต้องเร่งดำเนินการรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่รวดเร็ว

นางสาวพรนุช สถาผลสวัสดิ์ ผู้จัดการโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กรุงเทพมหานคร มูลนิธิแพธทูเฮลท์ กล่าวว่า ทางมูลนิธิแพธฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สสส. และภาคีเครือข่าย เผยแพร่หลักสูตร e-Learning เพศวิถีศึกษาให้ครูผู้สอน ร่วมกับการทำงานเชิงรุกกับผู้บริหารสถานศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย โดยส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษา 16 คาบ/ปี อาทิ สอนให้นักเรียนรู้จักความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ

รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ รู้จักวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ รู้จักช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่พึงได้รับตามสิทธิ รวมถึงสร้างความเข้าใจกับสมาคมผู้ปกครอง แต่ทั้งหมดยังมีอุปสรรคเรื่องทัศนคติของผู้ใหญ่ ครูและพ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก มีความพยายามยับยั้งการมีแฟนมีความรัก ทั้งที่เป็นเรื่องธรรมชาติ ขณะที่หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการสอบแข่งขันมากกว่าการสอนทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ปลอดภัย ทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันดูแลตัวเอง

นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Access) และผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 กล่าวว่า สถิติจากสายด่วน 1663 ปี 2562 พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาขอคำปรึกษาเพราะกังวลเรื่อง HIV/ AIDs เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งมากกว่าเพศหญิงซึ่งยังไม่ได้กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และทั้งเพศหญิงและชายมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพราะไว้ใจคู่รัก และน่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อพบว่าเพศชายที่โทรมาจำนวนหนึ่งมีคู่นอนหลายคนและไม่พร้อมเปิดเผยความเสี่ยงกับคู่รักของตนเอง

นอกจากนี้สถิติยังพบเพศหญิงวัยทำงานร้อยละ 70 และเพศหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 30 โทรเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อม อันเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการรณรงค์ส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นมีความรับผิดชอบ พกและใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ไม่พร้อม

‘รุก’ หรือ ‘รับ’ ฝ่ายไหนเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614640

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 06:30 น.

'รุก' หรือ 'รับ' ฝ่ายไหนเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน

ความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ของคู่รักในช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด-ทวารหนัก-ทางปาก แบบไหนมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากกว่ากัน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “โรคเอดส์” กับ “เอชไอวี” ไม่เหมือนกัน “เอชไอวี” คือชื่อเชื้อไวรัส “โรคเอดส์” คือกลุ่มอาการที่บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เพราะฉะนั้นการติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้เท่ากับโรคเอดส์ทุกราย แต่ถ้าติดเชื้อเอชไอวีแล้วไม่ได้รับการรักษาก็สามารถเป็นโรคเอดส์ได้

ข้อมูลโดย ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณสารคัดหลั่งที่สัมผัส เช่น เลือดและสารคัดหลั่งที่มีเลือดปนจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากที่สุด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ น้ำคร่ำ น้ำในช่องคลอด ส่วนที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ หรือแทบจะไม่มีเลยคือ น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำมูก และเสมหะ ถ้าไม่ได้มีเลือดปนอยู่ด้วย

จากการศึกษาได้เปิดเผยตัวเลขประมาณความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ของคู่รัก ในช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด

คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ฝ่ายรับที่เป็นเพศหญิงจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีถึง 8 ใน 10,000 ครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนฝ่ายรุกที่เป็นเพศชายจะมีความเสี่ยงเพียงแค่ 4 ใน 10,000 ครั้ง หรือมีความเสี่ยงครึ่งหนึ่งของฝ่ายรับ

มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

ส่วนคู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก นอกจากจะเป็นคู่ชายรักชายแล้ว ปัจจุบันพบว่าคู่รักชายหญิงก็มีรสนิยมทางเพศทางทวารหนักด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวเลขของฝ่ายรับไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมากถึง 138 ใน 10,000 ครั้ง ส่วนฝ่ายรุกที่เป็นเพศชายมีความเสี่ยงเพียง 11 ใน 10,000 ครั้ง เท่านั้น

มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

อย่างที่รู้กันดีว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้น ไม่ได้มีแค่ทางช่องคลอดและทางทวารหนักเท่านั้น แต่สามารถร่วมรักทางปากได้ด้วย ซึ่งความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายรุกนั้นมีตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงนั้นคือศูนย์ เพราะถ้าปากมีเลือดออก มีแผล หรือเหงือกอักเสบ ก็สามารถเป็นทางเข้าเชื้อเอชไอวีได้เช่นเดียวกัน

ส่วนสาเหตุที่การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่สูงกว่าช่องทางอื่นนั้น เป็นเพราะทวารหนักบอบบางและมีสารหล่อลื่นน้อย ทำให้เกิดการบาดเจ็บและการฉีกขาดบริเวณทวารหนักจนเกิดแผลได้ง่าย รวมไปถึงมีเซลล์ต่าง ๆ ที่สามารถติดเชื้อเอชไอวีได้ง่าย ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อจึงมีมากกว่าช่องทางอื่น

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=-xugpAhcRPE

วาเลนไทน์สายเสี่ยง หมอเตือนเลี่ยง 4 วิธีคุมกำเนิดแบบผิดๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614626

วันที่ 12 ก.พ. 2563 เวลา 17:30 น.

วาเลนไทน์สายเสี่ยง หมอเตือนเลี่ยง 4 วิธีคุมกำเนิดแบบผิดๆ

หมอห่วงวัยรุ่นไทยเข้าใจผิด แนะ 4 วิธีคุมกำเนิดที่เกิดจากการขาดความรู้และความเข้าใจ เตือนแสดงความรักแบบนี้ “เสี่ยงท้อง”

วันวาเลนไทน์นอกจากจะเป็นวันแห่งความรักแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งวันที่วัยรุ่นนิยมมีเพศสัมพันธ์กันมากที่สุด จนทำให้เกิดปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ในหมู่วัยรุ่นตามมา สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องการคุมกำเนิด ทำให้ไม่สามารถป้องกันการคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากใครยังไม่พร้อมจะเป็นคุณพ่อคุณแม่วัยใส อ.พญ.อรวี ฉินทกานันท์ สาขาวิชาอนามัยการเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำด้วยการเตือนว่าให้เลิกใช้วิธีคุมกำเนิดเหล่านี้

· หลั่งนอก กลั้นอสุจิ

การหลั่งนอกและการกลั้นอสุจิไม่ให้ไหลเข้าไปในช่องคลอดนั้นเป็นวิธีที่นิยมทำกันมากในหมู่วัยรุ่น เพราะสะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่าย และทำได้ทุกเมื่อ แต่การกลั้นไม่ให้อสุจิหลั่งเข้าไปในช่องคลอดไม่มีอะไรสามารถรับประกันได้เลยว่าจะกลั้นได้ทั้งหมด เพราะอสุจิบางตัวอาจจะติดมากับสารหล่อลื่นที่ออกมาในขณะที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ฉะนั้น การหลั่งนอกหรือการกลั้นอสุจิจึงเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก

· สวนล้างช่องคลอด

การสวนล้างช่องคลอด คือการใช้น้ำสวนเข้าไปในช่องคลอดเพื่อชำระคราบอสุจิออกมา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่แนะนำที่สุด เพราะจะทำให้ภายในช่องคลอดได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเปลี่ยนไป เพิ่มโอกาสการติดเชื้อต่างๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเชื่อที่ว่าหากใช้น้ำที่มีด่างผสมเขาไปล้างช่องคลอดจะช่วยให้ไม่ท้อง เป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะน้ำที่เป็นด่างจะทำให้สมดุลในช่องคลอดเสีย แถมยังอันตรายและไม่ได้ลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ลงเลย

· ปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์

การปัสสาวะทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์นั้น แท้จริงแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของท่อปัสสาวะ เพราะหลังการมีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะสูง การที่ปัสสาวะออกมาทันทีจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ แต่ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

· หน้า 7 หลัง 7

หน้า 7 หลัง 7 หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Fertility Awareness Method คือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันที่จะมีประจำเดือน 7 วัน และหลังวันแรกที่มีประจำเดือนอีก 7 วัน แม้จะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดีกว่าวิธีอื่นที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์สูงเหมือนกัน เพราะวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงและประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ไม่เหมาะกับคนที่ประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน และต้องให้แน่ใจว่าเลือดที่ออกมาคือประจำเดือนจริงๆ ไม่ใช่เลือดที่เกิดจากแผลหรือเลือดที่ออกอย่างผิดปกติ

วิธีการคุมกำเนิดเหล่านี้เป็นความเชื่อผิดๆ ซึ่งไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรืออาจจะป้องกันไม่ได้เลย การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพนั้นมีอีกหลายวิธีที่สามารถใช้ได้จริง เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิดหรือการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากพอ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวิธีไหนที่สามารถคุมกำเนิดได้ 100% เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนควรมีคือความพร้อมและสติในการฉุกคิดถึงความรับผิดชอบ ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง

ช็อกโกแลตหลบไป วาเลนไทน์ปีนี้มอบสิ่งดีๆ แด่คนรักให้ ‘ผัก’ แทนใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614565

วันที่ 12 ก.พ. 2563 เวลา 10:30 น.

ช็อกโกแลตหลบไป วาเลนไทน์ปีนี้มอบสิ่งดีๆ แด่คนรักให้ 'ผัก' แทนใจ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) บอกต่อไอเดียสื่อรักด้วยผัก กับแคมเปญ “ผลักดันให้ผักนำ” มอบสิ่งดีๆ เป็นของขวัญแทนใจให้คนที่เรารัก พร้อมเผย 8 ความสำคัญของการกินผักให้เพียงพอ

ในช่วงเทศกาลแห่งความรักอย่างวันวาเลนไทน์ หลายคนกำลังมองหาของขวัญให้กับคนที่คุณรัก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาสิ่งของเพื่อแทนความรู้สึกห่วงใย คิดถึง และเห็นผู้รับเป็นคนพิเศษ

ช่อดอกกุหลาบสวยๆ ดอกไม้ยอดนิยมที่มักมอบให้แก่กันในวันวาเลนไทน์  แต่หากไปหาซื้อตามช่วงเทศกาล รับรองว่าราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว ช็อกโกแลต ขนมหวานแสนอร่อยของขวัญง่ายๆ ของโปรดของใครหลายคน แต่ขึ้นชื่อว่าช็อกโกแลตก็ต้องมีไขมัน และน้ำตาลสูงแฝงอยู่ ถ้าเผลอกินเข้าไปมากๆ ก็อาจน้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว หรือจะไปเดินหาซื้อเครื่องประดับ สร้อยคอ ต่างหู หรือแหวนเก๋ๆ สักวง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเจอในแบบที่ต้องการ หากยังเลือกของขวัญไม่ได้สักที เช่นนั้นวาเลนไทน์ปีนี้ ลองเปลี่ยนมาให้ “ชุดผักสุขภาพ” เป็นของขวัญก็น่าจะเรียกรอยยิ้มจากคนรักของคุณได้ไม่น้อย

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ให้ข้อมูลว่า โรคภัยไข้เจ็บหลายๆ โรคนั้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง ทั้งการกินบางอย่างมากเกินไป หรือกินบางอย่างน้อยเกินไป โดยเฉพาะผักซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง และยังมีกากใยอาหาร ที่เมื่อไหลผ่านระบบทางเดินอาหาร จะทำหน้าที่ ไปกวาดเอาของเสียต่างๆ ลงสู่ลำไส้ใหญ่ แล้วขับออกทางอุจจาระ

ยิ่งถ้าไม่สนใจกินผักให้มากพอจนเป็นนิสัย อาการเหล่านี้ก็พร้อมที่จะคุกคามเราได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เมื่อขาดวิตามินและเกลือแร่จากผัก ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะเสียสมดุล เพราะขาดกากใยที่ช่วยกำจัดสารอาหารส่วนเกิน จนเกิดการสะสม นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวานด้วย

ผอ.สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. บอกอีกว่า สำหรับวันวาเลนไทน์เทศกาลแห่งความรัก หลายคนอาจจะนึกถึงช่อดอกไม้ หรือพากันออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่ยังมีทางเลือกดีๆ อีกหลายแบบ อย่างเช่น ลองเปลี่ยนจากการมอบช่อดอกกุหลาบ มาเป็นมอบกระเช้าผักน่ารักๆ ที่จัดตกแต่งเอง  ซึ่งการให้กระเช้าผัก ก็สื่อความหมายถึงความปรารถนาให้คนที่เรารักมีความสุข โดยเป็นความสุขที่มาจากภายใน คือ ความสุขจากการมีสุขภาพดี ดังคำที่ว่า  “you are what you eat.” คุณกินอะไรก็ได้อย่างนั้น

ความสำคัญของการกินผักให้เพียงพอ

1.กินผักให้ได้วันละ 400 กรัม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินผักให้ได้วันละ 400 กรัม หรือ 4 ขีด วิธีง่าย ๆ ในแต่ละมื้อ เราแบ่งพื้นที่ใน 1 จานของเรา เป็น 4 ส่วน ถ้าเป็นผักควรให้ได้ 2 ส่วน หรือครึ่งจาน และเราสามารถเพิ่มการกินผักได้ง่าย ๆ  เช่น เลือกสั่งเมนูที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลัก

2.กินให้หลากหลาย ประเทศไทยมีผักให้เลือกหลากหลาย ซึ่งสารอาหารในผักแต่ละชนิดก็ให้คุณค่าต่อร่างกายแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามควรเลือกกินผักตามฤดูกาล เพราะนอกจากราคาผักจะถูกแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากยาฆ่าแมลง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินและกากใยที่ครบถ้วน

3.ล้างผักให้สะอาด เมื่อเลือกซื้อผักมาแล้ว ก่อนกินหรือนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง ควรนำมาล้างให้สะอาดเสียก่อน เพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างหรือการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค

4.สะดวกหากินง่าย สิ่งแวดล้อมรอบตัวมีส่วนช่วยทำให้กินผักได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องทำให้เอื้อต่อการกินผัก เช่น มีจุดจำหน่ายผักปลอดสารพิษ มีร้านค้า หรือตลาดนัดผักสุขภาพ ขณะที่การใช้ชีวิตประจำวันพยายามเลือกเมนูที่มีผักเยอะ ๆ เช่น อาหารเช้าหากกินที่บ้าน เราก็อาจจะปรุงเองใส่ผักเยอะ ๆ หรือเวลาจะไปสั่งตามร้านอาหาร ก็เลือกเมนูที่เป็นผักไปเลย หรือขอเพิ่มผักและลดเนื้อสัตว์ลง

5.รู้ของดีในผัก พืชผักเป็นแหล่งสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ผักหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

6.ช่วยระบบขับถ่าย แก้ท้องผูก การกินอาหารที่มีใยอาหารไฟเบอร์สูง โดยมีมากในพืชผัก จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องผูกได้ ลดปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในลำไส้ ริดสีดวง และภาวะลำไส้อุดตันได้

7.บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ผักหลายชนิดมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แคร์รอต ฟักทอง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน รวมถึงผักสีเขียว เช่น บร็อคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม คะน้า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง การกินผักเหล่านี้เป็นประจำ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ ทำให้ผิวพรรณสดใส

8.ทุกมื้อให้ผักนำ กำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสม ตามสูตร 2:1:1 โดยการกะด้วยสายตา แบ่งสัดส่วนของจาน (เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 9 นิ้ว) ออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน และแบ่งประเภทอาหารที่จะใส่ลงไปในจานเป็นผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

โดยการกินผักสด ผักต้ม ผักนึ่ง หรือผลไม้หลากหลายชนิด ในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของจานอาหาร หรือ 2 ใน 4 ส่วนของเมนูอาหารทุกมื้อ (ประมาณวันละ 400 กรัม) จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อีกทั้งยังช่วยให้ลดน้ำหนักลงได้จริง ควบคู่กับการออกกำลังกาย

การให้ของขวัญชุดผักสุขภาพในวันวาเลนไทน์ นอกจากจะเป็นไอเดียที่เก๋ไก๋น่ารัก แสดงออกถึงความห่วงใยดูแลเอาใจใส่แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับอีกด้วย  สสส.และภาคีเครือข่าย ขอรณรงค์สนับสนุนให้คนไทยหันมากินผักกันให้มากขึ้น ภายใต้แคมเปญ  “ผลักดันให้ผักนำ” เริ่มต้นได้ในทุกๆ วัน หรือใครจะใช้โอกาสวันวาเลนไทน์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสุขภาพ ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ขอบคุณที่มา : สสส.

6 เป้าลดความดันโลหิตสูง เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/614411

วันที่ 11 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

6 เป้าลดความดันโลหิตสูง เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน

6 วิธีเปลี่ยนตัวเอง ปรับพฤติกรรมลดความดันโลหิตสูง หนึ่งในวิธีการควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ฝักรากลึกในสุขภาพคนไทย

โรคความดันโลหิตสูง เป็นภัยร้ายต่อสุขภาพที่แฝงตัวอยู่ในสุขภาพคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง คือผู้ที่มีความดันตัวบนมากกว่า 140 mmHg และ/หรือ ความดันตัวล่างมากกว่า 90 mmHg  จากการวัดในสถานพยาบาล ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (ได้แก่ โรคสโตรค ที่หลายๆ คนรู้จัก) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน) หากดูแลรักษาไม่ถูกต้อง และไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านการกิน ออกกำลังกาย และการกินยา ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจได้มากขึ้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมและป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมี 6 เป้าหมายสำคัญดังนี้

เป้าหมายที่ 1 คุมน้ำหนักและรอบเอวฉันให้พอดี

ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่เกณฑ์ปกติ (คิดเทียบน้ำหนัก ส่วนสูง เป็น BMI อยู่ที่ 18.9 – 22.9 kg/m2 หรือรอบเอวไม่เกินส่วนสูงหาร 2 สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน หรือ รอบเอวเกิน ควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไขมันสูง  ซึ่งมีโอกาสได้รับพลังงานส่วนเกิน มากกว่าที่ร่างกายต้องการและสะสมเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นได้นั่นเอง  การตั้งเป้าหมายการลดน้ำหนัก ควรตั้งเป้าหมายระยะยาวและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย จนกลายเป็นนิสัยโดยแนะนำการตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักประมาณ 0.5 – 1.0 kg ต่สัปดาห์ แต่สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจจะมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่า

เป้าหมายที่ 2 ปรับจานมื้อนี้เป็น 2:1:1

หลักการ 2:1:1  คือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยใช้จานขนาด 9 นิ้ว แบ่งเป็น 4 ส่วน เท่าๆ กัน  โดย 2 ส่วนเป็นผักอย่างน้อย 2 ชนิด 1 ส่วนเป็นแหล่งแป้ง เช่น ข้าวไม่ขัดสี เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น  และอีก 1 ส่วน เป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่นหมูไม่ติดมัน ไก่ ปลา เต้าหู้ หรือ ไข่  สำหรับผลไม้ ให้เลือกเป็นผลไม้หวานน้อยประมาณ 1 กำปั้นต่อมื้อ เช่น ฝรั่ง มะละกอ แก้วมังกร  เมื่อร่างกายได้รับโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และใยอาหาร จากอาหารปกติจะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้  แต่ไม่ควรกิน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม แบบเสริมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้รับสารอาหารเหล่านี้มากเกินไป และเกิดปัญหาได้  ทั้งนี้ผู้ที่มีปัญหาโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเรื่องอาหารที่ควรกินเพิ่มเติมจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

เป้าหมายที่ 3 คุมโซเดียมและอาหารรสเค็มจึงจะดี

โซเดียม เป็นสารอาหารที่ส่งผลต่อระดับความดันโลหิต ซึ่งไม่ควรกินเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โซเดียมมีอยู่ในอาหารทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะมีสูงในอาหารประเภทเครื่องปรุงที่ทำมาจากเกลือ เช่น  ซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ ปลาร้า ซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก รวมถึงผงปรุงรส และผงชูรสด้วย นอกจากนี้ยังเจอในปริมาณที่สูงมากในอาหารที่ผ่านการแปรรูป หมักดอง เช่น ผักดอง เต้าหู้ยี้ ไส้กรอก แหนม กุนเชียง จากสถิติพบว่าคนไทยกินโซเดียม 4,350 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำถึง 2 เท่าเลยทีเดียว พฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวันที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ เพื่อช่วยคุมการกินโซเดียมไม่ให้มากเกิน ได้แก่ การชิมก่อนปรุงและควบคุมการปรุงซีอิ้วน้ำปลาไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อมื้อ, ใช้หลักกินเนื้อเหลือน้ำ (กินก๋วยเตี๋ยว, แกง, อาหารผัด, ยำต่างๆ ให้เหลือส่วนที่เป็นน้ำไว้ไม่ควรกินจนหมด) สำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปควรมองหาฉลากทางเลือกสุขภาพ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการลดโซเดียมลงไประดับหนึ่งแล้ว เลือกใช้เครื่องเทศ เช่น กระเทียม พริกไทย รากผักชีในการปรุง นอกจากนี้การค่อยๆ ปรับรสชาติลง จะเป็นการปรับพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

เป้าหมายที่ 4 เพิ่มการขยับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที

ควรเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง  ได้แก่การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่ความหนักระดับปานกลาง  เช่น การเดินเร็ว วิ่งจ๊อคกิ้ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายที่มีการเกร็งกล้ามเนื้อค้างอยู่กับที่  เช่น ท่าแพลงค์ สควอท  นั้นไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิต  เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้  และหากพบอาการผิดปกติขณะออกกำลังกาย เช่น แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ควรหยุดพัก และรีบปรึกษาแพทย์ทันที

เป้าหมายที่ 5 ลดแอลกอฮอล์ลง ช่วยลดความดันได้ดี

การดื่มแอลกฮอสล์ในปริมาณที่มาก  มีผลต่อระดับความดันโลหิตที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ดังนั้น การควบคุมแอลกอฮอล์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือ ผู้ที่มีความเสี่ยง โดยผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 ดริ้ง และ ผู้ชายไม่ควรเกิน 2 ดริ้ง

เป้าหมายที่ 6 กินยาให้ครบตามแผนการรักษา

ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงบางราย แพทย์อาจพิจารณาว่า การปรับพฤติกรรมอย่าง เดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ดังนั้นจึงควรกินยาตามคำสั่งแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง  เพราะภาวะที่ความดันโลหิตสูงมาก ๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

ภาพ freepik

รู้จักทฤษฎี U=U / ไม่เจอ=ไม่แพร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613961

วันที่ 06 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

รู้จักทฤษฎี U=U / ไม่เจอ=ไม่แพร่

บทความเรื่อง “ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

การแพร่หรือการส่งต่อไวรัสเอชไอวีจากคนหนึ่ง (ที่ติดเชื้อ) ไปสู่อีกคนหนึ่ง (ที่ยังไม่ติดเชื้อ) เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันกับคนที่ติดเชื้อ หรือจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดที่ปนเปื้อนเลือดของคนที่ติดเชื้อจะแพร่หรือส่งต่อเชื้อได้จะต้องมีปริมาณเชื้อที่มากได้ระดับหนึ่งในเลือด หรือในน้ำคัดหลั่งที่อยู่ในช่องคลอด ช่องทวารหนัก หรือในน้ำกาม โดยทั่วไปจะใช้เกณฑ์ปริมาณไวรัสในเลือดมากกว่า 200–1,000 ตัว (copies) ต่อซีซี ของเลือดเป็นตัวเทียบเคียง ผู้ติดเชื้อกว่าร้อยละ 90-95 ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเกิน 6 เดือนขึ้นไป จะมีปริมาณไวรัสในเลือดต่ำกว่า 50 copies ต่อซีซีของเลือด ที่เราเรียกกันว่าตรวจไม่เจอ (undetectable) ซึ่งไม่ได้แปลว่าเชื้อหมดจากร่างกายแล้ว เพียงแต่มีเหลือน้อยมากจนชุดทดสอบตรวจไม่เจอ ชุดทดสอบอาจตรวจเจอได้ต่ำสุดที่ 20 หรือ 40 หรือ 50 copies ที่ตรวจไม่เจอ เพราะยาต้านฯ ไปกดเชื้อไว้ ถ้าหยุดกินยาต้านฯ เชื้อก็จะกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ดังนั้น จะตรวจไม่เจอได้ก็ต้องกินยาต่อเนื่องตรงเวลาไปเรื่อย ๆ และตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง หรืออาจบ่อยกว่านั้นถ้ามีประวัติขาดยา

คำถามสำคัญคือ ผู้ติดเชื้อที่กินยาจนตรวจไม่เจอไวรัสในเลือดแล้ว ยังสามารถส่งต่อเชื้อให้คู่นอนเขาได้หรือไม่?

ในระยะ  8 ปีที่ผ่านมา (บทความเผยแพร่วันที่ 8 สิงหาคม 2561) มีการศึกษาหลายการศึกษาทั่วโลกที่ติดตามคู่นอน (ชายกับหญิง และ ชายกับชาย) ของผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านฯ จนตรวจไม่เจอเชื้อในเลือดแล้ว ว่าจะมีโอกาสติดเชื้อขึ้นจากคู่นอนของเขาได้มากน้อยเพียงใด โดยติดตามคู่นอนที่มีผลเลือดต่าง (คนหนึ่งบวกหรือติดเชื้อ อีกคนหนึ่งลบหรือไม่ติดเชื้อ) ซึ่งเคยมีประวัติว่าไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยบ้าง ไปเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อดูว่าจะมีอัตราการติดเชื้อขึ้นมามากน้อยเพียงใด ทุกคู่จะได้รับคำแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ พร้อมมีถุงยางอนามัยกับสารหล่อลื่นแจกให้

หลังจากติดตามคู่ไปหลายปี ก็มีการประกาศผลในที่ประชุมเอดส์นานาชาติที่กรุงปารีส เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ว่า ไม่ปรากฏว่ามีใครติดเชื้อแม้เพียงคนเดียว จากการติดตามคู่ชายหญิงที่มีผลเลือดต่าง 888 คู่ คู่ชายกับชายที่มีผลเลือดต่าง 698 คู่ รวมเป็นคู่ที่มีผลเลือดต่างทั้งหมด 1,586 คู่จากหลายประเทศทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ทั้งๆ ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยรวมแล้วกว่า 70,000 ครั้ง ก็ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีแม้แต่รายเดียว กล่าวคือ ไม่แพร่ (Untransmittable) แม้ว่าการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ยังมีอยู่ ขณะที่การไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอกโครงการ โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย 4,800 ครั้ง พบมีการติดเชื้อจากคู่นอกโครงการ 3 ราย จึงมีการประกาศเป็นครั้งแรกว่า ไม่เจอ=ไม่แพร่ หรือ Undetectable=Untransmittable (U=U)   

ในการประชุมปีถัดมา ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 มีการนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ PARTNER 2 ซึ่งแยกดูเฉพาะคู่ชายกับชายที่มีผลเลือดต่าง 972 คู่ โดยมีการเก็บข้อมูลจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย  และไม่มีการใช้ยาป้องกันก่อน และหลังการสัมผัสเชื้อ  และคู่นอนที่ติดเชื้อยังมีปริมาณไวรัส  ในเลือดน้อยกว่า 200 copies ต่อซีซีของเลือด (ตรวจไม่เจอ) พบว่าแม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย รวมแล้ว 76,991 ครั้ง (เฉลี่ยปีละ 43 ครั้งต่อคน) ไม่พบมีใครติดเชื้อแม้เพียงรายเดียว  (ผู้รายงานพูดว่าพยายามหาเท่าไรก็หาไม่เจอ!) แต่พบมีคนที่ติดเชื้อขึ้นมาใหม่ 15 คนซึ่งพิสูจน์ได้ว่าทุกคนติดมาจากคนนอกคู่  เป็นที่น่าสังเกตว่าร้อยละ 37  ของคนที่ไม่ติดเชื้อในโครงการนี้ยังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคนที่ไม่ใช่คู่ของตัวเอง แสดงว่ายังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่  จากผลการศึกษาที่นำเสนอเพิ่มเติมในการประชุมปีนี้ตอกย้ำเรื่อง ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ (U=U) ว่าเป็นเรื่องจริง แม้จะดูเฉพาะคู่ที่มีผลเลือดต่างที่เป็นชายกับชาย เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าคู่ที่เป็นชายกับหญิง

หัวใจสำคัญของประเด็นไม่เจอเท่ากับไม่แพร่คือ คนที่ติดเชื้อต้องกินยาต่อเนื่อง และต้องตรวจวัดปริมาณไวรัสในเลือดเป็นประจำ ถ้าน้อยกว่า 200 copies ต่อซีซีของเลือด ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของเขา ก็ไม่ทำให้คู่นอนติดเชื้อ โดยมีการถามกันว่า แม้จะมีการพูดถึง U=U ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีการนำประเด็นนี้ไปเผยแพร่ หรือไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเท่าไรนัก

ทั้งนี้ เพราะยังมีหลายฝ่าย ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และประชาชนทั่วไปยังเป็นกังวลว่า บางประเทศอาจไม่สามารถตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดได้ คนไข้อาจกินยาไม่ต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณเชื้อกลับเพิ่มมากขึ้น จะเป็นอันตรายกับคู่ หรือเป็นห่วงว่าพูดไปแล้วอาจทำให้ตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจมากขึ้น หรือทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เป็นกันมากขึ้นเพราะไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันแล้ว  ข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้มีมูลความจริง จะต้องช่วยกันแก้ หรือต้องให้คนไข้ร่วมมือ แต่ไม่ใช่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการนำประเด็น U=U ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวคนไข้เอง หรือต่อสังคม ซึ่งมีประโยชน์มหาศาล หรือมีประโยชน์มากกว่าข้อกังวลเยอะ

ในแง่ของระบบบริการสาธารณสุข แพทย์และพยาบาลน่าจะใช้ประเด็นไม่เจอเท่ากับไม่แพร่อธิบายให้คนไข้เข้าใจ เพื่อจะได้ตั้งใจกินยาอย่างต่อเนื่อง และไปตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดตามสิทธิ์ทุกปี หรือตรวจเพิ่มถ้าขาดยา พร้อมทั้งจัดบริการต่างๆ ให้พร้อม คอยติดตามถ้าคนไข้ไม่มาตามนัด ใช้สูตรยาที่มีประสิทธิภาพในการกดเชื้อจนตรวจไม่เจอ และมีบริการการตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นมิตรในโรงพยาบาล เป็นต้น เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะรู้จัก U=U ด้วยซ้ำ  ในแง่ผู้ติดเชื้อ ก็ต้องเข้าใจว่าถ้าจะไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอน จะต้องกินยาต่อเนื่อง และไปตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือดทุกปีตามสิทธิ์ และต้องรู้ผลของการตรวจนั้นว่าตรวจไม่เจอจริงหรือไม่ และต้องไปตรวจซ้ำถ้ามีการขาดยา ระหว่างนั้นต้องกลับมาใช้ถุงยางอนามัยไปก่อนและที่มีประโยชน์มากที่สุดกับผู้ติดเชื้อคือ ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น มีความมั่นใจตนเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจเปิดเผยผลเลือดของตนให้คู่นอนทราบมากขึ้น กล้าชวนคู่ไปตรวจเอดส์มากขึ้น กล้าตัดสินใจตั้งครรภ์มากขึ้น และเลิกโทษว่าตัวเองอาจทำให้คู่ติดเชื้อขึ้นมา เพราะไม่สามารถใส่ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง  หรือไม่ต้องกลัวว่าพูดไม่จริงกับหมอเวลาหมอถามว่าใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งหรือเปล่า ก็ตอบว่าทุกครั้งเพราะเกรงใจหมอ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงทำไม่ได้ทุกครั้ง  ในแง่คู่นอนของผู้ติดเชื้อถ้ายังไม่ติดเชื้อ และรู้ว่าคู่ของตัวติดเชื้อ ก็ต้องให้กำลังใจคู่ของตัวให้กินยาต่อเนื่อง และไปตรวจเลือดสม่ำเสมอ เวลาจะไปมีเพศสัมพันธ์นอกคู่ ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากคนที่ไม่ใช่คู่ และป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจนำกลับมาแพร่ให้คู่ของตัวเองได้  ในแง่ประชาชนทั่วไป หรือในภาคประชาสังคม ประเด็นไม่เจอเท่ากับไม่แพร่มีประโยชน์กว้างใหญ่ไพศาลกว่ากันมาก เมื่อสังคมเข้าใจประเด็นไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ จะได้เลิกรังเกียจ และกีดกันผู้ติดเชื้อ สนับสนุนผู้ติดเชื้อให้เข้าสู่ระบบการรักษา ไม่มีเหตุผลในการห้ามผู้ติดเชื้อไม่ให้เข้าทำงาน เพราะผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคู่นอนของเขาแม้จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม เขาก็ยิ่งไม่เป็นอันตรายต่อคนในที่ทำงาน อีกทั้งคนไข้ที่ได้รับยาก็จะมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุขัยเท่าคนอื่นๆที่ไม่ติดเชื้อ  สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ติดเชื้อ และไม่เพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาลให้กับองค์กร เพราะรัฐรับภาระการรักษาพยาบาลให้ผู้ติดเชื้อทุกคน ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่น่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สังคมมองโรคเอดส์เป็นโรคอันตราย เลิกตีตรา และเลิกรังเกียจผู้ติดเชื้อเสียที นอกจากนี้ประเด็นไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ยังสามารถรณรงค์ให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือไม่เคยไปตรวจเลือดจะได้กล้าไปตรวจ เพราะถ้าตรวจเจอจะได้เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาทันที รักษาแล้วจะได้ไม่ป่วย มีอายุยืนเท่าคนอื่น และที่สำคัญจะช่วยป้องกันคนที่รักได้ด้วย

โดยสรุป ถ้าติดเชื้อและกินยาจนตรวจไม่เจอเชื้อในเลือดแล้ว คนคนนั้นไม่เป็นอันตรายกับใคร แม้จะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของเขาโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม  เรียกว่า ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ (U=U) เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมควรรู้ เพื่อลดการตีตราและรังเกียจผู้ติดเชื้อ คนที่อาจมีเชื้ออยู่แล้วจะได้กล้าไปตรวจ คนที่ตรวจเจอจะได้กล้าไปรักษาและรักษาให้ดีจะได้ไม่ส่งต่อเชื้อให้ใคร เอดส์ก็จะยุติได้ในประเทศนี้และโลกนี้

ด้วยความปรารถนาดี

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

8 สิงหาคม 2561

ที่มา : สภากาชาดไทย

ส่อง 4 สินค้าควบคุมใหม่ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613948

วันที่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 17:57 น.

ส่อง 4 สินค้าควบคุมใหม่ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2563 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม กำหนดให้ ‘หน้ากากอนามัย-แอลกอฮอล์ล้าง’ เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2563 เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 พ.ศ.2562 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2562 กำหนดสินค้าควบคุม 46 รายการ และบริการควบคุม 6 รายการ ไปแล้วนั้น

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าสถานการณ์ และภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นจะต้องเพิ่มเติมการกำหนดสินค้าควบคุม เพื่อดูแลป้องกัน การกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9(1) และมาตรา 24แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการด้วยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี จึงออกประกาศ ดังต่อไปนี้

 ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่

 ข้อ 2 ให้สินค้าดังต่อไปนี้ เป็นสินค้าควบคุม

(1) หน้ากากอนามัย

(2) ใยสังเคราะห์ Polypropylene (Spunbond) เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย

(3) ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ

(4) เศษกระดาษ และกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก

ประกาศ ณ วันที่ 4กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

ที่มา : เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ แนะประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมเผยแนวทางการปฏิบัติตัวป้องกันโรคติดเชื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613924

วันที่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 15:59 น.

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ แนะประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมเผยแนวทางการปฏิบัติตัวป้องกันโรคติดเชื้อ

ผศ.นพ.วิชัย เตชะสาธิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แนะประชาชนพิจารณาความน่าเชื่อถือจากแหล่งที่มาและข้อเท็จจริง ไม่อยากให้ตื่นตระหนก พร้อมบอกการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา

สืบเนื่องจากการประกาศแจ้งเตือนของกระทรวงสาธารณสุข ถึงการเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ในช่วงที่ผ่านมา

ผศ.นพ.วิชัย เตชะสาธิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประชาชนได้รับข่าวสารทางสื่อโซเซียลที่นำเสนอจากหลากหลายแหล่งที่มาด้วยความรวดเร็ว จึงอยากแนะให้ประชาชนพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือจากแหล่งที่มาและข้อเท็จจริง และไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไป

ขณะเดียวกันก็ควรปฏิบัติตัวดูแลป้องกันโรคติดเชื้อ ด้วยการล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์, พบแพทย์เมื่อมีอาการหวัด มีน้ำมูก มีไข้ ไอจาม, สวมหน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง, เมื่อมีความเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นอย่างใกล้ชิด และแนะนำเพื่อนและญาติมิตรที่มีความเสี่ยงไม่ควรออกไปพบปะผู้อื่น เป็นต้น

สำหรับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้มีมาตรการการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและมีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นโรงพยาบาลระดับสากลที่รองรับผู้ป่วยต่างชาติถึงร้อยละ 50 หรือกว่า 520,000 รายต่อปี จึงมีการติดตามและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยมาตรการเฝ้าระวังดังกล่าวจะได้รับการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ และปรับตามความเหมาะสมให้เท่าทันกับสถานการณ์และสอดรับกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยล่าสุด โรงพยาบาลฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย ผู้ใช้บริการ และบุคลากรของโรงพยาบาลฯ ด้วยมาตรการขั้นสูงสุด ได้แก่

  1. ติดตั้งเครื่อง Thermal Imaging Camera เพื่อตรวจจับผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายเกินกำหนด ครอบคลุมทุกพื้นที่
  2. เตรียมห้องแยกโรคความดันลบ (negative pressure room) พร้อมด้วยอุปกรณ์และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น
  3. การเข้มงวดและเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์สาธารณะต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อคุณภาพสูง มีการกำจัดขยะและของเสียอย่างเหมาะสม
  4. มีการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และประชุมกับผู้ชำนาญการเพื่อปรับแผนรองรับสถานการณ์ตามความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา
  5. ให้ความรู้ด้านการป้องกันตนเองแก่ผู้ป่วยและพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มจุดบริการ Cultural Help Desk ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับอาการและข้อสงสัยเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาและยังเป็นจุดคัดกรองทุกทางเข้าของอาคาร ปรับผังการขึ้นลงลิฟต์และเส้นทางเข้า-ออกอาคารเพื่อให้ผู้รับบริการต้องผ่านมายังจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเครื่อง Thermal Imaging Camera และเครื่องวัดอุณหภูมิแบบมือถือ และผ่านจุดคัดกรองในทุกทางเข้าอาคาร ให้บริการหน้ากากอนามัย เพิ่มบริการจุดวางแอลกอฮอล์ล้างมือ พร้อมจัดทำสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสโคโรนาครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในโรงพยาบาล รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียของโรงพยาบาลอีกด้วย

Top 5 ผัก vs 5 ผลไม้ วิตามินซีสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613668

วันที่ 03 ก.พ. 2563 เวลา 16:02 น.

Top 5 ผัก vs 5 ผลไม้ วิตามินซีสูง

จัดอันดับ 5 ผัก vs 5 ผลไม้วิตามินซีสูง คุณค่าดีๆ ที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์กินไว้ต้านหวัด ต้านแก่ ดีกับผิวพรรณ แถมหากินกันได้ไม่ยากในตลาดบ้านเรา

วิตามินซี หรือ Ascobic Acid เป็นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง แต่มีความสำคัญอย่างมากกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายได้รับจากกระบวนการสันดาปของร่างกายและจากมลพิษต่างๆ ที่จะส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ ชะลอริ้วรอยและความแก่ชรา ส่งผลให้มีผิวพรรณที่มีสุขภาพดีขึ้นได้

นอกจากประโยชน์ในเรื่องของผิวแล้ว วิตามินซียังมีส่วนช่วยในการ ป้องกันหวัด เนื่องจากคุณสมบัติที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคที่มาจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เส้นเลือดอุดตันในหลอดลม เป็นต้น สำหรับแหล่งวิตามินซีใกล้ตัวที่เราสามารถพบได้ตามผักและผลไม้ หาซื้อง่ายและมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย

Top 5 ผักที่มีวิตามินซีสูง

1.ผักคะน้า วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ผักคะน้าสามารถกินได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก กับคุณสมบัติที่ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีและกำจัดสารพิษในร่างกาย ผักคะน้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิดแต่ควรล้างให้สะอาดเพื่อช่วยลดการตกค้างของสารเคมีก่อนทุกครั้ง

2.ใบมะรุม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มะรุมเป็นพืชพื้นบ้านที่นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยทุกส่วนของต้นมะรุมสามารถกินได้ ใบของมะรุมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันแผลในกระเพราะอาหาร และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้

3.ผักปวยเล้ง วิตามินซี 120 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ทั้งเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท

4.บร็อกโคลี วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ผักที่มีดอกสีเขียวอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารหลายชนิดซึ่งพบได้ทั้งส่วนดอกและลำต้น การกินควรกินทั้งส่วนดอกและลำต้นร่วมกันจะช่วยต้านโรคมะเร็งได้ บร็อกโคลีเป็นผักที่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนที่นานเกินไปเพราะจะทำให้เสียวิตามินและคุณค่าทางอาหาร

5.พริกหวาน วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

พริกหวานสามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ และปรุงสุกในเมนูอาหาร โดยปกติแล้วจะมีสีเขียวเมื่อสุกแล้วจะมีสีแดง ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่ ทำให้พริกหวานมีทั้งสีแดง สีเหลือง สีม่วง ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เหล็กและโพแทสเซียม โดยพริกหวานผลที่แก่แล้วจะมีสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วงจะให้วิตามินซีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

Top 5 ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

1.มะขามป้อม วิตามินซี 276 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มะขามป้อมเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก และถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคหลายชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค แก้ไอ ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น โดยพบว่าในผลของมะขามป้อมมีสารป้องการเกิดออกซิไดซ์ของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีไม่เสื่อมสภาพแม้จะถูกความร้อน

2.ฝรั่ง วิตามินซี 160 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

แม้ฝรั่งจะเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสเปรี้ยว แต่ก็อุดมไปด้วยวิตามินซีในปริมาณมากโดยพบได้บริเวณเปลือกของฝรั่ง แต่เมื่อฝรั่งสุกแล้วจะมีปริมาณวิตามินซีที่น้อยลง หรือฝรั่งที่ตัดออกจากต้นแล้วทิ้งไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้วิตามินซีเสื่อมสภาพลงได้

3.ลิ้นจี่ วิตามินซี 71.5 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

กินลิ้นจี่เพียงวันละ 3 เม็ดก็ได้รับปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการได้ ด้วยรสชาติที่หวานหอมและอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินบี 1 ที่ช่วยป้องกันอาการเหน็บชา นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหลอดเลือดและกระดูกและฟัน

4.สตรอเบอร์รี่ วิตามินซี 58.8 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

สตรอเบอร์รี่ถือว่าเป็นผลไม่ที่อุดมไปด้วยโภชนาการที่หลากหลายทั้ง วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยในการบำรุงดวงตาและลดการเสื่อมสภาพของดวงตา และพบว่าในสตรอเบอร์รี่สดจะให้วิตามินในปริมาณมาก

5.ส้ม วิตามินซี 53.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

ส้มเป็นผลไม้ยอดฮิตที่คนไทยนิยมกิน ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานที่อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด และมีให้เลือกกินหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีใยอาหารที่ช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน โดยสามารถกินได้ทั้งจากผลส้มหรือคั้นเป็นน้ำก็ได้

แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีมาใช้งานได้ แต่วิตามินซีก็ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเรื่องผิวพรรณที่ดีขึ้น การรับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารอย่างผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีได้ แต่การกินวิตามินจากผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินจากแหล่งธรรมชาติที่ดีก็ต้องระมัดระวังเรื่องของสารเคมีจากการเพาะปลูกให้ดี ก่อนนำมากินทุกครั้งควรนำไปล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี และเข้าใจวิธีการนำไปประกอบอาหารเหมาะสมเพื่อไม่ให้สารอาหารรวมถึงวิตามินซีเสื่อมสภาพได้ง่าย

ภาพ freepik