‘บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ’ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613380

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 09:35 น.

'บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ' 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก

เมื่อ AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง เริ่มถูกนำมาใช้ในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ระหว่างซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

ปัจจุบันเทคโนโลยีอันล้ำสมัยส่งผลให้วิธีการทำงานของคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนในบางครั้งก็ยากที่จะเตรียมรับมือ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างการใช้งานหุ่นยนต์เพื่อปฏิบัติงานพื้นฐาน ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ หรือการใช้เทคโนโลยี AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้แยกแยะข้อมูลหรือความรู้สึกและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้เกิดขึ้นแล้วในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ที่ล้ำสมัย

ร๊อบ เนเวล รองประธานฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมโซลูชั่น เซลส์ฟอร์ซ ภูมิภาคเอเชีย เผยว่า เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ทักษะแรงงานที่ธุรกิจมองหาสำหรับการจ้างงานจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยี คำถามที่คงเลี่ยงไม่ได้คือ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยคาดคะเนว่า การใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน, ค้าปลีก-ส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ แผนเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลให้ภายในปี 2022 แรงงานกว่า 300,000 ตำแหน่งในประเทศได้รับผลกระทบ

การสร้างทักษะให้แรงงานเป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถทำได้ โดยเปลี่ยนจากการใช้ความรู้และวิถีการทำงานและการปฏิบัติแบบเดิมๆ มาเป็นการส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลเพิ่มเข้าไป โดยเน้นการให้ความรู้และทักษะในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI

สำหรับองค์กรที่อยากประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับแรงงาน เซลส์ฟอร์สได้แนะนำ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ อันได้แก่ 

1.สร้างวัฒนธรรมใฝ่รู้อย่างสม่ำเสมอ

ในองค์กรวัฒนธรรมใฝ่รู้และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองของพนักงานในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรควรส่งเสริมพนักงาน โดยการช่วยสร้างความเข้าใจ และสร้างทักษะทางดิจิทัลที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยี AI อื่น ๆ ให้แก่พนักงาน และจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เห็นได้จากการที่บริษัทสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มักจัดทำโปรแกรมส่งเสริมทักษะและความรู้ทางดิจิทัลเพิ่มเติมให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง แม้พนักงานจะมีวุฒิการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็ตาม

เอริก บรายจอฟซัน ผู้อำนวยโครงการ ดิจิทัล อีโคโนมี่ หนึ่งในโครงการริเริ่มโดยสถาบันเทคโนโลยี  MIT และเป็นอาจารย์สถาบัน MIT Sloan School of Management กล่าวว่า     “คอร์สประเภท Massive Online Open Courses (MOOCs) ที่เปิดให้ผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัยสามารถเรียนทางออนไลน์ได้ โดยมีทั้งแบบฟรี หรือมีค่าใช้จ่าย คือสิ่งที่บริษัทที่ต้องการสร้างทักษะทางดิจิทัลให้พนักงานสามารถพิจารณานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงานด้านทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงสามารถสร้างคอร์สการเรียนรู้แบบองค์รวม เพื่อสร้างเสริมทักษะที่ตรงจุดให้ดียิ่งขึ้น”

2.ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นส่วนตัวเพื่อเป็นความเห็นส่วนรวม

มาร์โค คาซาไลน่า รองประธาน การจัดการผลิตภัณฑ์ เซลส์ฟอร์ซ ไอนสไตน์ กล่าวว่า “ระบบจะไม่มีประสิทธิภาพถ้าพนักงานไม่มีความศรัทธาในระบบ เช่น พนักงานดูแลลูกค้าจะไม่นำเอาข้อมูลที่ AI วิเคราะห์ได้มาใช้ ถ้าพนักงานไม่เชื่อในประสิทธิภาพ หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ AI  หรือหากพนักงานรู้สึกว่า AI เข้ามาแทนที่การทำงานของพวกเขา พนักงานจะเริ่มรู้สึกต่อต้านทันที ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องพูดคุยกับพนักงานทุกคน เพื่อสร้างความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าว เพราะการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยกับพนักงาน จะทำให้พนักงานตระหนักถึงความใส่ใจ และรู้สึกได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในการพัฒนาทักษะของตัวเอง”

3.มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาทักษะเพื่อดึงดูดแรงงานใหม่

แรงงานที่มีทักษะกำลังเป็นที่ต้องการของธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต้องแข่งขันอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดพนักงาน คุณซาร่า แฟรงคลิน, รองประธานบริหารด้าน Developer Relations และผู้จัดการทั่วไปของแพลตฟอร์ม Trailhead กล่าวว่า “บริษัทที่มีโปรแกรมในการพัฒนาทักษะของพนักงาน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นองค์กรที่แรงงานที่มีทักษะให้ความสนใจ”

การเสริมสร้างทักษะให้พนักงานเพื่อความพร้อมในการทำงานในยุคเทคโนโลยีนั้นไม่เพียงแค่ให้การสนับสนุนด้านความรู้หรือการปฏิบัติทางเทคนิค บริษัทจำเป็นต้องเสริมสร้างสำนึกส่วนรวม และศีลธรรมให้แก่พนักงานด้วย    เทคโนโลยี AI ควรถูกนำมาประยุกต์ใช้บนพื้นฐานของความโปร่งใส มีเหตุมีผล และปราศจากทัศนคติด้านลบ

นอกจากนี้การทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะเป็นเรื่องที่บริษัทควรทำเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในวันนี้ให้เป็นเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการสร้างงาน เพราะวิถีการทำงานแห่งอนาคตนั้นไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ต้องพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะเป็นตัวช่วยผลักดัน

Clean Beauty Eco-Refill รีฟิลรักษ์โลกจาก ‘ปัญญ์ปุริ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613429

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 16:22 น.

Clean Beauty Eco-Refill รีฟิลรักษ์โลกจาก 'ปัญญ์ปุริ'

“ปัญญ์ปุริ” ร่วมรักษ์โลกด้วย Clean Beauty Eco-Refill ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มอบการดูแลผิวที่เปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมความรื่นรมย์ในเวลาเดียวกัน

ปัจจุบันการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบและใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) Clean Beauty สกินแคร์ และเวลเนส ไลฟ์สไตล์แบรนด์ แนะนำผลิตภัณฑ์ล่าสุด Clean Beauty Eco-Refill ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มทำความสะอาดและบำรุงผิวกายในรูปแบบถุงเติม หรือที่เรียกว่า “ถุงรีฟิล” พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมอบการดูแลผิวที่เปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมความรื่นรมย์ในเวลาเดียวกัน

ตลอดระยะเวลา 17 ปี ปัญญ์ปุริ นอกจากจะเป็นผู้นำด้านการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและออร์แกนิคเป็นหลัก ยังให้ความใส่ใจในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม และเลือกใช้ส่วนผสม หรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด อาทิส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สครับที่เลือกใช้ส่วนผสมของเม็ดบีดส์จากธรรมชาติ แทนที่ไมโครพลาสติก หรือการเลือกใช้การพิมพ์ด้วยหมึกจากถั่วเหลือง (Soy ink printing) และสำหรับผลิตภัณฑ์ล่าสุดในกลุ่ม Clean Beauty Eco-Refill นี้ถูกสร้างสรรค์ภายใต้ความตั้งใจของปัญญ์ปุริที่มุ่งนำเสนอความงามแบบยั่งยืนและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง (Clean Beauty and Sustainability) โดยรวมทั้งการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุเพื่อลดปริมาณพลาสติก และมอบผลลัพธ์ที่ทรงประสิทธิภาพต่อผิว โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก 3 ประการอย่าง

  • REFILL ปริมาตรผลิตภัณฑ์เทียบเท่าผลิตภัณฑ์ของปัญญ์ปุริถึง 2.5 ขวด
  • REDUCE ลดปริมาณการใช้พลาสติกถึง 80%
  • REPLENISH ทำความสะอาด และบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก

ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Clean Beauty Eco-Refill นี้ผลิตขึ้นจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และใช้ได้มากกว่าถึง 2.5 เท่า จึงสามารถช่วยลดปริมาณขยะได้ในปริมาณมาก และยังมีการออกแบบในรูปทรงของซองตั้ง (Stand-Up Pouch) มีลักษณะพับแบบพิเศษที่ก้นถุง สามารถตั้งได้ มีความคงทนแข็งแรง ไม่รั่วซึม รักษาคุณภาพสินค้าให้ยาวนาน พร้อมช่วยประหยัดพลังงานในการขนส่ง โดยเปรียบเทียบระหว่างการขนส่งของขวดผลิตภัณฑ์ และถุงรีฟิว ถึง 1 ต่อ 50 จึงช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในการขนส่ง (Carbon Footprint) ที่จะถูกปล่อยออกมาทำลายสิ่งแวดล้อม และก่อมลพิษต่อสภาพอากาศอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Clean Beauty Eco-Refill นี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ZeroList™ ลิขสิทธิ์เฉพาะจากปัญญ์ปุริ ปราศจากส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือระคายเคืองต่อผิว สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อาทิ ซิลิโคน พาราเบน แอลกอฮอลล์ และอีกกว่า 2,300 รายการ โดยมีให้เลือกทั้งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว และดูแลผิวใน 2 กลิ่นหอมซิกเนเจอร์อย่าง Nourish และ Awaken ดังนี้

Nourish Smooth Soft Body Cream Wash และ Crème de corps

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว Nourish Smooth Soft Body Cream Wash มีส่วนผสมจากออร์แกนิค และธรรมชาติกว่า 96.6% ครีมทำความสะอาดผิว โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ด้วยส่วนผสมจากน้ำมันสกัดเย็นอินคา โอเมก้า (Inca Omega Oil) และน้ำมันโมนัวร์ เดอ ตาฮิติ สองน้ำมันดูแลผิวจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยวิตามิน E ทั้งช่วยบำรุงผิวล้ำลึก และช่วยล็อคความชุ่มชื้นไว้ที่ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Nourish Smooth Soft Crème de corps ที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิค และธรรมชาติกว่า 98.6% บำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ซึมซาบเร็ว โดยไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ โดยมีส่วนผสมหลักจากน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็นที่ได้รับการรับรอง ออร์แกนิคจาก USDA อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และไขมันอิ่มตัวที่มีคุณประโยชน์สูงสุด  ต่อผิว ที่จะทำงานร่วมกับ น้ำมันสกัดเย็นอินคา โอเมก้า (Inca Omega Oil) ที่ มอบผิวเนียนนุ่มตลอดทั้งวัน พร้อมมอบกลิ่นหอมซิกเนเจอร์ของมะลิ แอบโซลูธ ผสานกลิ่นหอมของกระดังงาออร์แกนิคได้อย่างลงตัว

Awaken Glow-Getter Shower Gel และ Body Lotion

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว Awaken Glow-Getter Shower Gel มีส่วนผสมจากออร์แกนิค และธรรมชาติถึง 98.2% สูตรโฟมน้อย อุดมไปด้วยส่วนผสมทรงคุณค่าจากธรรมชาติที่จะทำให้ผิวโกลว์กระจ่างใสทั้ง สารสกัดจากดอกบัวที่มีปริมาณกรดไลโนเลอิค โปรตีน และวิตามินที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยปรับโทนสีผิวให้สว่างใส พร้อมสารสกัดจากรากโสมแดง (Korean Red Ginseng Root) ที่ทั้งช่วยดูแลผิวต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย และลดการอักเสบ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและเรียบเนียน และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว Awaken Glow-Getter Body Lotion มีส่วนผสมจากออร์แกนิค และธรรมชาติ 99.5% เปี่ยมไปด้วยคุณค่าจากสารสกัดของดอกบัว และรากโสมแดง นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมจากสารสกัดจากเบอร์รี่ 7 ชนิด เปี่ยมไปด้วยสารโฟลวานอยด์ เติมความชุ่มชื้นคืนความเปล่งปลั่งให้ผิว และน้ำมันสกัดเย็นคาเคย์ ที่มีวิตามิน E มากกว่าน้ำมันอาร์แกนถึง 2 เท่า ช่วยบำรุงผิวอย่างล้ำลึก กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น และเปล่งปลั่ง พร้อมกลิ่นหอมสดชื่นจากเกรฟฟรุ๊ต เพื่อเติมเต็มความพิเศษในการทำความสะอาดผิว และบำรุงผิวได้อย่างดี

สัมผัสผลิตภัณฑ์ Clean Beauty Eco-Refill จากปัญญ์ปุริได้แล้ววันนี้ที่ ปัญญ์ปุริ ทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล MEDIA@PANPURI.COM หรือทางเว็บไซด์ PANPURI.COM รวมไปถึง Facebook, Twitter, Instagram, Weibo ในชื่อ @panpuriofficial และ Line@ ในชื่อ @PANPURI

แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาชี้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งปอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/613377

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 09:19 น.

แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาชี้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งปอด

แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาชี้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งปอดชนิดหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุฝุ่นพิษจะกระตุ้นให้เกิดอาการได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

แม้วันนี้ตัวเลขค่าฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ จะดีขึ้น แต่หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยยังคงประสบปัญหามลภาวะฝุ่น PM2.5 ซึ่งถือเป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงเพราะฝุ่นขนาดเล็กนี้สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้

นายแพทย์ธเนศ เดชศักดิพล อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฝุ่นละอองพิษเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ซึ่งจากการศึกษาของหลาย ๆ สถาบัน พบว่า ฝุ่น PM 2.5 มีความสัมพันธ์และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะมะเร็งปอด

นอกจาก PM2.5 ที่เป็นปัจจัยในการก่อโรคแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่

1. การสูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการเกิดโรคมะเร็งปอดรวมไปถึงมะเร็งชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น มะเร็งหู คอ จมูก, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

2. การทำงานในอุตสาหกรรมที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น โครเมียม แร่ใยหิน แร่เรดอน นิกเกิล เรดอน เป็นต้น

3. ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งปอดจะไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรงเหมือนมะเร็งบางชนิด แต่มีผลการศึกษาระบุว่าหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอดตั้งแต่อายุน้อย ๆ สมาชิกในครอบครัวจะมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

4. ประวัติโรคปอดเรื้อรังเดิม เช่น โรคถุงลมปอดโป่งพองเรื้อรังและภาวะพังผืดที่ปอด จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น

“พอเราทราบถึงปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้นของมะเร็งปอดแล้ว สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อลดความเสี่ยงก็คือการเลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และสภาวะแวดล้อมที่เป็นอากาศมลพิษ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค อีกทั้งคนที่มีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะคนที่สูบบุหรี่ อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และสูบวันละประมาณ 1 ซอง มานานกว่า 30 ปี ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำซึ่งจะมีความละเอียดมากกว่าเอกซเรย์ธรรมดา อีกทั้งโรคมะเร็งปอดนั้นหากรู้เร็วมีโอกาสรักษาหายขาดได้” นายแพทย์ธเนศ กล่าว

คุณหมอแนะนำวิธีป้องกันฝุ่น PM2.5

ทางด้าน แพทย์หญิงญาดา หลุยเจริญ อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำวิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ว่า ควรลดกิจกรรมนอกบ้านและอยู่ภายในบ้านหรือในอาคารให้มากขึ้น แต่ถ้าจำเป็นต้องออกไปในที่โล่งแจ้งจริง ๆ ควรใส่หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ยังควรงดออกกำลังกายหรือออกแรงในที่ที่มีฝุ่นมาก และหากมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ แสบจมูก แสบคอ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือไอ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

“สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพหากสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หากในระยะสั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา,จมูก, คอ และทางเดินหายใจ บางครั้งอาจทำให้แสบตา ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย และอาจทำให้โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจกำเริบได้” แพทย์หญิงญาดา กล่าว

ส่วนในระยะยาวนั้น ฝุ่นพิษขนาดเล็กนี้อาจทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง สมรรถภาพปอดลดลง และเกิดโรคมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ เด็ก และผู้สูงอายุ จะมีความไวต่ออนุภาคขนาดเล็กมากขึ้น คือกระตุ้นให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าในคนปกติ

คำสองคำ ‘ภาวะผู้นำ’ กับ ‘ตำแหน่ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/588612

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 06:16 น.

คำสองคำ 'ภาวะผู้นำ' กับ 'ตำแหน่ง'

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องของตำแหน่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ มาดูจุดเริ่มต้นง่ายๆ 3 ข้อที่นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เราก้าวเป็นผู้นำด้วย

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

 

ภาพ Freepik.com

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613000

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 07:09 น.

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง

ลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อครอบครัว เพื่อกิจการและความสำเร็จไปมากเท่าไหร่กัน แล้วการลงทุนเพื่อตัวเองล่ะ มีอะไรควรทำไปดูกันเลย

1. ความรู้และทักษะ

ความรู้และการเพิ่มทักษะ เป็นสมบัติหนึ่งที่จะไม่มีใครมาพรากไปจากตัวเราได้ ความรู้จะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เราไม่ล้าหลังและมีความรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นการเพิ่มคุณค่าของตัวเอง ย่อมนำมาสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลงานที่ดีขึ้น และตำแหน่งที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ลองมองหาวิธีที่จะเพิ่นพูนศักยภาพของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อเกี่ยวกับความรู้เฉพาะด้านที่จำเป็นในระดับที่สูงขึ้น หรือการเทคคอร์สสั้นๆ ที่ช่วยเพิ่มทักษะด้านวิชาการแบบ Hard Skills และทักษะด้านอารมณ์อย่าง Soft Skills ให้แก่เราได้ การเวิร์กช็อปเจ๋งๆและการหางานอดิเรกใหม่ๆ ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน

2. สุขภาพ

การลงทุนกับสุขภาพ นับเป็นการลงทุนที่ฉลาดที่สุด เพราะหากเราละเลยสิ่งนี้ กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเจอกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล นอกจากนั้นปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจยังเป็นเหมือนแก่นกายของเรา ถ้าสุขภาพไม่ดี การจะผลิตงานที่ดีและมีคุณภาพก็ย่อมเป็นเรื่องยาก กระทบกันเป็นโดมิโน่ไปหมด เรียกได้ว่าหากกายไม่พร้อม ใจไม่พร้อม งานก็จะไม่พร้อมเช่นเดียวกัน

Dr. Paul Lanthois เคยกล่าวถึงตัวเลขสถิติในงานวิจัยเอาไว้ว่า คนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างลึกซึ้ง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการพัฒนาความสุขมากกว่าการพึ่งพาแอลกอฮอลล์และสิ่งบันเทิงใจที่หยุดความเครียดได้ตามอาการนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีความสุขและหารายได้ได้มากกว่ากลุ่มคนที่ละเลยสุขภาพของตัวเองและตามใจปาก เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความสัมพันธ์รอบตัวท้ายที่สุด

3. ที่อยู่อาศัย

หนี้ก้อนใหญ่ที่สุดที่ทุกคนปรารถนาจะก้าวข้ามไปให้ได้ก็คือการซื้อบ้านที่อยู่อาศัย แม้จะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากที่สุดเช่นกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากเราเลือกลงทุนในเวลาที่เหมาะสมกับอสังหาริมทรัพย์แล้ว ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและเผชิญกับความเสี่ยงน้อย แต่ทั้งนี้ก็อย่าเลือกบ้านที่มีราคาสูงและความเสี่ยงเกินตัว เพราะนั่นจะนำมาสู่ปัญหายุ่งยากในภายหลังได้เช่นกัน นอกจากนั้น บ้านยังตอบสนองในเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนเพียงอย่างเดียว หลังการทำงานที่เหนื่อยยากในแต่ละวันและได้กลับมาในสถานที่ที่ผ่อนคลาย เราย่อมมีความสุขและสามารถทำกิจกรรมสุดโปรดของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครมารบกวนหรือเกรงใจใคร บ้านย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเติมเต็มความสุขในหัวใจมนุษย์เงินเดือนทุกคนได้

4. การลงทุนด้วยเงินในรูปแบบต่างๆ

หากเงินออมทรัพย์นอนอยู่เฉยๆ มูลค่าก็จะมีแต่ตกลงเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่เราหลายคนควรสนใจ นั่นก็คือเรื่องของการลงทุนให้เงินทำงานให้เราบ้างค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้เฉพาะด้านเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำแก่เราได้

อย่างการซื้อหุ้นเองก็เป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มศึกษาและให้ความสนใจมากขึ้น เพราะมีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นหุ้นจริง แต่การจะเริ่มซื้อหุ้นสักตัวจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และข้อมูลหลายอย่าง เราต้องประเมินตัวเองก่อนว่าเราพร้อมสำหรับความเสี่ยงแบบไหน การซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แน่นอนว่าเราจะได้รับค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงที่เราจะเสียเงินทุนของเราไปเช่นกัน แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะเสียเงินเก็บก้อนนี้ไป การลงทุนกับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินตนเอง

นอกจากการซื้อหุ้นเพื่อหวังกำไรแล้ว การลงทุนบางประเภทก็ให้ผลประโยชน์กับเราได้มากกว่า การลงทุนกับกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คืออีกทางเลือกที่จะทำให้เราได้ทั้งผลตอบแทนและได้ลดหย่อนภาษีไปได้พร้อมๆ กัน

SSF เป็นกองทุนน้องใหม่โดยเป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมในระยะยาว กองทุนนี้ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อ และไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี แต่ซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปีและไม่เกิน 200,000 บาท โดยกองทุนนี้ก็ให้สิทธิเราในการลดหย่อนภาษี

ส่วน RMF เป็นกองทุนที่ให้ผลประโยชน์ระยะยาวช่วยให้เราออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ และให้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับ SSF ซึ่งนโยบายการลงทุนของ RMF จะมีหลากหลาย และมีความเสี่ยงทั้งระดับต่ำ กลาง สูง ให้เลือกได้ตามความต้องการ.สิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนทุกประเภทคือ ผู้ลงทุนจำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าเรารู้ทุกแง่มุมของการลงทุน เพื่อให้การลงทุนนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบการเงินของเรา

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612998

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025

นั่งไทม์แมชชีนดูอาชีพที่กำลังจะมาแรงในอีก 5 ปีข้างหน้า เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ ยังพอมีเวลาพัฒนาทักษะ หากไม่อยากตกงานในอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทดแทนทรัพยากรบุคคลได้ หรือคนที่มีความรู้ความสามารถรอบด้านจะเป็นที่ต้องการในทุกองค์กร หากเราสามารถพัฒนาตัวเองให้อยู่ในจุดที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน และรู้จักปรับตัวในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนก็ย่อมเป็นที่หมายปองขององค์กรต่างๆ

และต่อไปนี้คือ 5 อาชีพสุดปังที่กำลังจะมาแรงในปี 2025 กับทักษะที่ต้องมี มาดูกันว่าจะมีอาชีพไหนที่น่าสนใจ และควรจะเตรียมพร้อมอย่างไรกันบ้าง

1.นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หลายบริษัทมีส่วนงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ นอกจากการติดต่อประสานงานกันตามหน้าที่หลักของบริษัทแล้ว (core job) การบริหาร รักษาความสัมพันธ์ รวมถึงแก้ไขความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของทั้งสองบริษัท ก็เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างระยะยาวระหว่างสองบริษัท ที่จะส่งผลดีต่อการเจรจา และการทำธุรกิจร่วมกันในระยะยาว นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง รู้จักการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ประสานผลประโยชน์ระหว่างทั้งสององค์กร รวมทั้งรักษาผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

2.ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยว

เทรนด์การท่องเที่ยวประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากในแต่ละปีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ประเทศที่ครองแชมป์นักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศไทยสูงสุดอย่างต่อเนื่องคือ ประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนไทยจำนวนกว่าสิบล้านคน ส่วนอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามอง ในแง่ของประเทศที่ดึงดูดเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด ได้แก่ ประเทศอินเดีย โดยในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียทำเงินให้กับประเทศไทยสูงกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 16.55 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ มีความต้องการเฉพาะในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงเริ่มมีธุรกิจบางประเภทที่เล็งเห็นโอกาสจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

3.นักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศ

หากพูดถึงสายงานที่มาเป็นอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ย่อมหนีไม่พ้น “งานขาย” ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า งานขายจะยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือ E-Commerce มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตลาด E-Commerce ของจีนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ปี 2557-2561 มีการเติบโตเริ่มจากร้อยละ 13-28.6 เมื่อเปรียบเทียบกับมาร์เก็ตแชร์ของรีเทลธรรมดา และในอีก 5 ปีข้างหน้า การค้าขายบนแพลตฟอร์มนี้จะเติบโตขึ้นอย่างมาก อาชีพนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศจึงเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ ผู้ที่จะเป็นนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศได้ ต้องมีความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ รวมถึงธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับความสามารถด้านการจัดการข้อมูล และด้านไอที เพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ

4.นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า

อีกหนึ่งอาชีพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากก็คือ นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เนื่องด้วยในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “สภาวะข้อมูลท่วมท้น” การวิเคราะห์เซ็ตข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า และนำมาเชื่อมโยงกับเทรนด์ทางการตลาด ความต้องการของผู้บริโภคจะช่วยให้บริษัทสามารถตัดสินใจทางธุรกิจ รวมทั้งปรับปรุงการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data Analytics) ที่ต้องมีแล้ว ความสามารถทางด้านการสื่อสารกับคนนอกวงการไอทีให้รู้เรื่อง ทักษะด้านการนำเสนอ การทำงานเป็นทีม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานด้านไอทีไม่ควรมองข้าม

5.เจ้าของธุรกิจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ต้องการเป็นนายตัวเอง ประกอบกับผู้ประกอบการในยุคนี้ นิยมจ้าง outsource มากขึ้น เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการจ้างงานประจำ ทำให้ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์ในไทยมากกว่า 2 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 3-6 แสนคนในทุกปี โดยหมวดหมู่งานฟรีแลนซ์ 5 อันดับแรก ได้แก่ กราฟิกดีไซน์ การตลาดออนไลน์และโฆษณา เว็บและโปรแกรมมิ่ง งานเขียนและแปลภาษา และงานภาพและเสียง นอกจากความสามารถในแต่ละหมวดหมู่อาชีพ (Hard Skill) ที่ต้องมีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้คนประกอบอาชีพฟรีแลนซ์มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคนทำอาชีพฟรีแลนซ์เหมือนกัน ก็คือทักษะทางด้านสังคม (soft skill) หรือความสามารถในการติดต่อสื่อสาร การรู้จักเจรจาต่อรองอย่างมีศิลปะ หากมีทักษะทั้งหมดนี้ จะทำให้เติบโตในสายงานฟรีแลนซ์อย่างแน่นอน

 

ภาพ freepik

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612921

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 10:21 น.

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ!

Shibal Biyong ปรากฏการณ์ควักเงินหมดหน้าตักซื้อความสุข เพราะอนาคต “ไร้ซึ่งความหวัง” การคิดแค่ระยะสั้นจึงเกิดขึ้น จุดกำเนิดความคิดจากเกาหลีใต้ที่เริ่มขยายไปในหลายประเทศ รวมถึงไทย

เทรนด์การจ่ายเงินเพื่อเยียวยาความสิ้นหวังฉบับหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หรือที่ถูกเรียกกันว่า “Shibal biyoung” หากแปลตรงตัวก็คือ “ซื้อๆ ไปเถอะ” พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แสดงว่าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่ประเมินความเสี่ยงในชีวิต แต่พวกเขาคิดมาอย่างดีแล้วว่า อนาคตมัน “ไร้ซึ่งความหวัง” จึงเลือกที่จะใช้และวางแผนการเงินในระยะสั้นๆ แบบที่พอจะให้ตัวเองมีความสุขและดำเนินชีวิตต่อไปได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น หลายคนเลือกซื้อความสบายโดยการนั่งรถมอเตอร์ไซค์วิน เรียกรถแท็กซี่ หรือใช้บริการเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นให้มารับถึงที่ แม้สนนด้วยราคาแสนแพงแทนรถประจำทางสาธารณะที่ราคาย่อมเยากว่า แต่เพราะเหน็ดเหนื่อยเกินจะต่อสู้กับความหนาแน่นกับผู้คนจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความสบาย

บางคนช็อปกระจายทั้งในออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเยียวยาความเครียดจากการทำงาน หรือเลือกสนองความต้องการตอบโจทย์ความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีที่ราคาค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น รถยนต์รุ่นใหม่ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ทั้งที่ของที่มีอยู่ยังใช้ได้ดี

ในสังคมเกาหลีใต้ 70% ของกลุ่ม Gen Y มองว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในประเทศเป็นปัญหาสำคัญที่สุด และมันทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันไม่มีอนาคตที่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจ หรือคุณภาพชีวิตก็ตาม ดังนั้นในเมื่อไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็เอาเงินที่มีอยู่มามีความสุขในวันนี้

นี่ไม่ใช่คลื่นของความสิ้นหวังที่มีแค่ในเกาหลีใต้ แต่กำลังขยายไปยังคนรุ่นใหม่ทั่วโลก เช่น แคนาดา ที่กำลังเผชิญกับสภาวะฟองสบู่แตกของที่อยู่อาศัยและปัญหาการว่างงาน และน่ากลัวที่คนไทยก็เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ให้เห็นมากขึ้น เห็นได้จากค่าเฉลี่ยคน GEN Y ที่ยอมสูญเงินไปกับ “ของมันต้องมี” อย่างเช่นมือถือ เครื่องสำอาง กระเป๋า เฉลี่ย 95,000 บาทต่อคนต่อปี แม้ว่าที่ไทยจะยังไม่ได้มีการพูดถึง Shibal Biyong กันชัดเจน แต่พฤติกรรมที่ปรากฏก็นับว่ามีความใกล้เคียงอย่างยิ่ง

 

ภาพ freepik

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612889

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 06:15 น.

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน

Q & A ตัวอย่างคำถามคลาสสิคที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งาน พร้อมแนวทางการตอบเพื่อเอาตัวรอดในการสัมภาษณ์  ลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ

Q : ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักคุณมากขึ้น

A : แนวทางการตอบ ควรกล่าวถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อการสมัครงาน มากกว่ากล่าวถึงข้อมูลทั่วๆ ไปของคุณ เช่น คุณเป็นคนตรงต่อเวลามาก แต่ก็มีข้อเสียคือจะหงุดหงิดมากเมื่อผู้อื่นไม่ตรงเวลา ซึ่งคุณกำลังหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคุณอยู่

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากเปลี่ยนงาน

A : ข้อนี้ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงด้านไม่ดีของที่ทำงานเก่า โดยคุณอาจเลือกที่จะตอบกลางๆ เช่น ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน ต้องการทำงานที่ท้าทาย หรือหากคุณมีปัญหากับเจ้านายเก่า ควรตอบให้ดูดี เช่น รูปแบบการทำงานต่างกัน

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำอาชีพนี้

A : แนวทางการตอบ ควรตอบให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของคุณที่จะประกอบอาชีพนี้ เช่น อาชีพนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการเจรจาต่อรอง และคุณมีคุณสมบัติเหมาะสม

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่บริษัทของเขา

A : คำตอบข้อนี้ควรกล่าวให้เห็นว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทพอสมควร บริษัทมีทิศทางอย่างไร และคุณก็มีทิศทางแบบเดียวกัน เช่น คุณได้ยินชื่อเสียงของบริษัทมานานและประทับใจผู้บริหาร (ระบุชื่อ) ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการเจาะตลาดใหม่ คุณคิดว่าเป็นความท้าทายมากที่คุณจะได้มีโอกาสช่วยงานทางด้านการตลาด

 

Q : ทำไมเขาจึงควรรับคุณเข้าทำงาน

A : แนวทางการตอบ ควรตอบว่าตัวเราเก่งอะไร มีความสามารถอะไร เหมาะกับตำแหน่งที่เขาต้องการอย่างไร ในกรณีที่คุณสมบัติของคุณยังไม่ตรงกับที่เขากำหนดเสียทีเดียวพยายามใช้ทักษะชี้ชวนให้เขาเห็นว่า คุณมีสิ่งอื่นที่ทดแทนกันได้

 

Q : คุณเห็นตัวเองทำงานอะไรอีก 5 ปีต่อจากนี้

A : คำตอบประเด็นนี้ควรตอบให้รู้ว่าคุณมีเป้าหมายในชีวิตและอาชีพอย่างไร คุณจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใด และมีความรับผิดชอบมากขึ้นอย่างไร

 

Q : คุณสมัครงานที่อื่นไว้บ้างหรือเปล่า

A : ควรตอบให้เขาแน่ใจว่าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะอยู่กับเขาไปนานๆ แม้คุณจะสมัครงานที่อื่นด้วย แต่ถ้าเขารับคุณ คุณก็จะอยู่กับเขา

 

Q : จุดเด่น จุดด้อยของคุณคืออะไร

A : แนวทางการตอบ ควรพูดถึงจุดด้อยที่ไม่มีผลต่อการทำงานของคุณมากนัก เช่น คิดเลขไม่เก่ง ว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนจุดเด่นก็ควรเป็นจุดเด่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และต้องตอบให้มีน้ำหนัก โดยมีข้อมูลสนับสนุนด้วย

 

Q : คุณคิดว่าจะร่วมงานกับหัวหน้างานที่มีนิสัยที่ต่างกับคุณได้หรือไม่

A : ควรตอบว่าคุณสนใจที่เป้าหมายของงานมากกว่า ส่วนเรื่องนิสัยใจคอ คุณมีความยืดหยุ่นพอที่จะทำงานกับใครก็ได้

 

Q : คุณเคยทำอะไรที่ล้มเหลวหรือไม่ ถ้าเคย คุณจัดการอย่างไร

A : แนวทางการตอบคำถามนี้ให้คิดเสมอว่าโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น จึงไม่ควรตอบว่าคุณไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยสักครั้ง แต่ควรตอบบนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า เมื่อได้ทำอะไรผิดพลาดไปคุณได้นำมาเป็นบทเรียน และพยายามไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีก

ดิ โอเอซิส เซอร์ไพรส์บุฟเฟ่ต์นานาชาติคนที่ 2 ราคา 7 บาท++ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613002

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 16:16 น.

ดิ โอเอซิส เซอร์ไพรส์บุฟเฟ่ต์นานาชาติคนที่ 2 ราคา 7 บาท++

โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ ฉลองครบรอบ 1 ปีสุดยิ่งใหญ่ จัดหนักบุฟเฟ่ต์นานาชาติราคา 7 บาท++ ณ ห้องอาหาร ดิ โอเอซิส

ฉลองครบรอบ 1 ปี Nikko Hotel Bangkok ในซอยทองหล่อ รับสิทธิ์จ่ายเพียง 7 บาท++ (ทุกๆ 2 ท่าน) เมื่อมารับประทานบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวัน มื้อค่ำ หรือมื้อสายวันอาทิตย์ ณ ห้องอาหาร ดิ โอเอซิส ชั้น 6  ตลอด 7 วันอันเป็นมงคลของโรงแรม ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 1 – วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น

ชวนสัมผัสประสบการณ์มื้ออาหารในห้องอาหารที่มาในคอนเซ็ปต์ความอุดมสมบูรณ์ตามชื่อ “โอเอซิส” บรรยากาศภายในโอ่โถงปลอดโปร่ง ตกแต่งสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่น มีเคาน์เตอร์หินอ่อน โต๊ะเก้าอี้ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ภายนอกร่มรื่นด้วยต้นไม้และพื้นที่สีเขียว มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง และเคาน์เตอร์บาร์ให้ลั้ลลาสร้างสีสัน

บุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ ดิ โอเอซิส ขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลาย และมีมุมอาหารญี่ปุ่นให้คุณได้อร่อยอย่างจุใจ ทั้งซุ้มอาหารปรุงสดและครัวเปิดให้คุณได้สั่งอาหารจากพ่อครัวปรุงจานต่อจาน ส่วนของหวานก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เรามีของหวานสัญชาติญี่ปุ่นมากมายให้คุณได้รับประทานอย่างเพลิดเพลิน

ข้อกำหนดและเงื่อนไข ราคาปกติของบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน คือ 800 บาท++ ต่อท่าน, บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ 880 บาท++ ต่อท่าน และ บุฟเฟ่ต์มื้อสายในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ราคา 1,590 บาท++ ต่อท่าน โดยท่านแรกชำระราคาปกติ ท่านที่ 2 จะชำระเพียง 7 บาท++ ต่อท่านเท่านั้น หากมาเป็นกลุ่ม โปรโมชั่น 7 บาท++ จะใช้ได้สำหรับทุกๆ ท่านที่ 2 ดังนี้ ท่านแรก, ท่านที่ 3, 5, 7,… ชำระในราคาปกติ ส่วนท่านที่ 2, 4, 6,… จะชำระเพียง 7 บาท++ ราคาดังกล่าวรวมน้ำอัดลม น้ำดื่ม กาแฟและชาร้อน สำรองที่นั่งด่วน เพราะโปรโมชั่นพิเศษนี้ จำกัดให้เพียง 77 ท่านต่อมื้อเท่านั้น!

ห้องอาหาร ดิ โอเอซิส เป็นห้องอาหารออลเดย์ไดน์นิ่ง ตั้งอยู่บนชั้น 6 ของโรงแรม เวลาให้บริการ

มื้อกลางวัน 12.00-14.30 น.

มื้อค่ำ 18.00-22.30 น.

มื้อสายวันอาทิตย์ 12.00-15.00 น.

สอบถามข้อมูลเพิ่มหรือสำรองที่นั่ง ที่ โทร 02-080-2111

เปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับการแข่งขันเก็บองุ่นไวน์ขาวสายพันธุ์ Chenin Blanc @กราน-มอนเต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/612964

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 16:47 น.

เปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับการแข่งขันเก็บองุ่นไวน์ขาวสายพันธุ์ Chenin Blanc @กราน-มอนเต้

ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ จัดเต็มความสุข มอบประสบการณ์สุดสนุกกับการแข่งขันเก็บองุ่นไวน์ขาวสายพันธุ์ Chenin Blanc ครั้งแรก ในงาน GranMonte Sparkling Harvest Festival 2020 ประทับใจกับการเก็บเกี่ยวองุ่นด้วยตนเอง พักผ่อนในไร่เคล้าเสียงเพลงสุดโรแมนติก

เฝ้ารอกันทุกครั้งสำหรับฤดูเก็บเกี่ยวองุ่นที่ ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ (GranMonte Vineyard and Winery) ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าที่เคย เพราะเป็นครั้งแรกกับการแข่งขันเก็บองุ่นไวน์ขาวสายพันธุ์ Chenin Blanc (เชแนง บล็อง) เพื่อนำไปผลิตไวน์สปาร์กลิ่ง GranMonte Crémant Méthode Traditionnelle กับงาน GranMonte Sparkling Harvest Festival 2020

มอบประทับใจเช่นเคยกับบรรยากาศงานเลี้ยงและการแข่งขัน แถมจัดเต็มความสุข สนุกสนานกับกิจกรรมหลากหลายที่ทำได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเพ้นต์กระถางต้นไม้ลายน่ารักๆ หรือการครีเอทลวดลายลงบนหมวกใบเก๋ พร้อมลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท ปิดท้ายด้วยการดื่มด่ำความสุนทรีย์กับมินิคอนเสิร์ตเพลงรักโรแมนติกจากศิลปินคุณภาพ ตลอดจนอาหารคาวหวานและไวน์ชั้นเลิศ

ภายในงานได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ร่วมกิจกรรมคับคั่ง อาทิ หม่อมราชวงศ์ นริศรา จักรพงษ์, ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ,นิรุตติ์ ศิริจรรยา, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, วรวิมล ณ ระนอง, ศุภมาส ลักษณ์วิศิษฐ์, ปุณณพัฒน์ ถนอมกุล, วรรณวิไล เตชะสมบูรณ์ ฯลฯ ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก โดยมี นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี ผู้บริหาร “ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้” และไวน์เมกเกอร์ชื่อดัง นำทีมผู้บริหาร ได้แก่ วิสุทธิ์-สกุณา และ สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี ผู้บริหารไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เผยว่า ฤดูเก็บเกี่ยวนับเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดของทุกไร่องุ่น ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ จึงจัดเทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่น (Harvest Festival) มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 นับเป็นการสังสรรค์และฉลองฤดูที่ให้มาซึ่งผลผลิตเพื่อทำไวน์ชั้นเลิศ และชวนนักท่องเที่ยวร่วมแข่งขันการเก็บองุ่นประจำปี โดยปีนี้นับเป็นครั้งแรกกับการแข่งขันเก็บองุ่นไวน์ขาวสายพันธุ์ Chenin Blanc เพื่อนำไปผลิตไวน์สปาร์กลิ่ง GranMonte Sparkling Harvest Festival 2020 เป็นแพ็กเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความสุข สนุกสนาน โดยจัดให้มีกิจกรรมและความพิเศษมากมาย ประกอบด้วย การแข่งขันเก็บเกี่ยวองุ่น แต่ละทีมประกอบด้วยผู้ใหญ่ 2 หรือผู้ใหญ่ 1 เด็ก 3 คน โดยมีกฎกติกาการแข่งขัน เพียงตัดพวงองุ่นและทำน้ำหนักได้มากที่สุด ภายในระยะเวลา 5 นาที

สำหรับการแข่งขันในปีนี้มีผู้สมัครเข้าแข่งขันถึง 58 ทีม ซึ่งผู้ชนะเลิศ ได้แก่ ดร.กันธิชา ฉิมศิริ และ เอมี่ อรรถเศรษฐากร เก็บได้ถึง 22.4 กิโลกรัม ได้รับรางวัลรวมมูลค่า 30,000 บาท ส่วนการแข่งขันดื่มไวน์ จาก mini porron ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน มีผู้ลงแข่งขันทั้งชายและหญิง ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีไฮไลต์แก๊งรถโมเดิร์น-คลาสสิก นำโดย ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “มอเตอร์เอ็กซ์โป” อันเป็นงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน ชวนเหล่าสมาชิก นำรถโมเดิร์น-คลาสสิก สุดเท่ หลากโมเดล มาให้ได้ชม และถ่ายภาพที่ระลึกพร้อมบริการของรับประทานเล่น และเครื่องดื่ม โดยแพ็กเกจพิเศษนี้ ยังรวมถึงดินเนอร์ปาร์ตี้ กับอาหารหลากหลาย จาก Food Truck และยังเติมความรื่นรมย์ด้วย มินิคอนเสิร์ตเพลงรักโรแมนติก จากศิลปินคุณภาพ ที่คัดสรรมามอบความสุนทรีย์ไปพร้อมกับการดื่มไวน์ชั้นเลิศ ที่เสิร์ฟอย่างไม่จำกัด ท่ามกลางสายลมหนาวและขุนเขา กระทั่งงานจบลงด้วยความประทับใจ

สำหรับท่านที่พลาดแพ็กเกจ “GranMonte Sparkling Harvest Festival 2020” ไม่ต้องเสียใจ เพราะ “ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้” ยังเปิดประตูทุกฤดูกาลตลอดปี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นเทศกาล Harvest Month ซึ่งทางไร่จะเปิดให้ทุกท่านที่จะมาได้มีประสบการณ์เก็บเกี่ยวองุ่นด้วยตนเอง และได้พักผ่อนท่ามกลางไร่องุ่นไวน์ ล้อมรอบด้วยขุนเขา ซึ่งอากาศสดชื่น เย็นสบายตลอดปี

สามารถจองและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : reservation@granmonte.com โทร.092-806-7755 หรือ http://www.granmonte.com และfacebook.com/granmonte

 

#GranMonteVineyardandWinery #GranMonteSparklingHarvest2020 #GranMonte