เตรียมพบโรงแรมใหม่ใจกลางเมือง ‘สินธร มิดทาวน์’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613906

วันที่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 14:16 น.

เตรียมพบโรงแรมใหม่ใจกลางเมือง 'สินธร มิดทาวน์' ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

สยามสินธร ประกาศเปิดตัวโรงแรมสินธร มิดทาวน์ ชูจุดเด่นดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว พร้อมนำร่อง 3 โรงแรมภายใต้โครงการสินธร วิลเลจ บนทำเลหรูใจกลางเมือง พร้อมเปิดให้บริการ มี.ค.นี้

บริษัท สยามสินธร จำกัด ประกาศเปิดตัว “สินธร มิดทาวน์” โรงแรมแบรนด์ไทยชั้นนำที่นำเสนอความเป็นไทยในระดับสากล พร้อมเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2563 ภายใต้โครงการสินธร วิลเลจ ถนนหลังสวน บนทำเลชั้นเยี่ยมขนาด 52 ไร่ 344 ห้องพัก และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ 49 ยูนิต

นายจึ ฮุง ตัน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสินธร มิดทาวน์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของโรงแรมที่เน้นย้ำความเป็นไทยในระดับสากล “เราพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย โรงแรมตั้งอยู่ในย่านหลังสวนที่รายล้อมไปด้วยความสงบท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ห้องพักและโรงแรมถูกออกแบบอย่างทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่”

Art and Design

โรงแรมสินธร มิดทาวน์ ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความท้าทาย ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง ทันสมัยและเรียบง่าย ออกแบบโดยบริษัทระดับโลก Eight Inc. ที่ออกแบบ Flagship store ให้กับ Apple Inc. ที่แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก เมื่อเข้ามาบริเวณล็อบบี้ จะพบกับชิ้นงานศิลปะสิ่งทอ รังสรรค์โดย Kachama Perez ศิลปินไทยที่แสดงผลงานมาแล้วทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเก้าอี้ Drop TM จากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง Fritz Hansen จากเดนมาร์ก ที่มีดีไซน์เรียบง่าย ไร้กาลเวลา ตั้งอยู่ในห้อง Urban Premier และ Highline Premier สินธร มิดทาวน์ตกแต่งภายในด้วยศิลปะร่วมสมัยพร้อมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับแขกที่เข้าพัก

Perfectly Located

ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหรือการเดินทางเพื่อการทำงาน สินธร มิดทาวน์ตั้งอยู่ใจกลางของความสะดวกสบายในทุกรูปแบบ ทั้งด้านวัฒนธรรม ศิลปะ ธุรกิจ สุขภาพ หรือช้อปปิ้ง โดยตั้งอยู่เพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 สถานี 2 เส้นทางการเดินรถ คือ สายสุขุมวิท สถานีชิดลมและสายสีลม สถานีราชดำริ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ เช่น ศาลท้าวมหาพรหม สวนลุมพินี เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ เป็นต้น

Food and Beverage

สินธร มิดทาวน์ พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยและเอเชียที่ห้องอาหาร Tr.EAT (ทรีต) มีหลากหลายเมนูมื้อเช้าสไตล์เอเชียให้เลือกสรรถึงตอนเที่ยง และมื้อกลางวันรสชาติดั้งเดิม พร้อมด้วย Rhumba (รัมบา) ตั้งอยู่ใกล้บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม เหมาะกับการพบปะสังสรรค์และดื่มด่ำไปกับเหล้ารัมชั้นดีจากทั่วโลก รวมทั้งเครื่องดื่มและเมนูทานเล่นมากมาย

Guest Facilities

บริเวณล็อบบี้ของสินธร มิดทาวน์ เหมาะแก่การนั่งทำงานและสามารถใช้เป็นที่พักผ่อนได้อีกด้วย บนชั้น 18 พบกับสระว่ายน้ำ Horizon Pool ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของกรุงเทพฯ โดยมี Horizon Pool Bar พร้อมเสิร์ฟเมนูทานเล่นและเครื่องดื่มหลากชนิด นอกจากนี้ ยังมี Fitness Centre เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงที่ชั้น 19 ของโรงแรม และห้องซาวน่า 2 ห้อง มี 7-Eleven Premium ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงแรมเพื่อความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง และ ฮาร์เบอร์แลนด์ สนามเด็กเล่นในร่มมาตรฐานระดับโลก เปิดตัวในธีม Little Bangkok โดยดึงจุดเด่นของศิลปะวัฒนธรรมไทยมาประกอบในลวดลายของเครื่องเล่น

พร้อมกันนี้ สินธร มิดทาวน์ ยังสามารถรองรับการประชุม สัมนา หรืองานเลี้ยง Events and Meetings ได้ภายในห้องประชุมทั้ง 3 ห้อง ซึ่งสามารถปรับรูปแบบได้ตามความต้องการ

เตรียมพบกับ โรงแรมสินธร มิดทาวน์ ถนนหลังสวน เขตปทุมวัน ในเดือนมีนาคม 2563 สอบถามโทร. 02-796-8888 ดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ sindhormmidtown.com

ชื่นชมความงดงามหัตถศิลป์เลื่องชื่อจากชวา รวมผ้าบาติกทรงสะสมที่หาชมได้ยาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613725

วันที่ 04 ก.พ. 2563 เวลา 13:33 น.

ชื่นชมความงดงามหัตถศิลป์เลื่องชื่อจากชวา รวมผ้าบาติกทรงสะสมที่หาชมได้ยาก

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดแสดงนิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราชชุดใหม่ ชวนชื่นชมความงดงามหัตถ์ศิลป์เลื่องชื่อจากชวา รวมผ้าบาติกทรงสะสมที่หาชมได้ยาก และผ้าบาติกลายสิริกิติ์

เพื่อระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนชวาสามครั้ง และเพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงรวบรวมวิทยาการ และศิลปวัฒนธรรม มาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนสืบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ ๗๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงจัดแสดงนิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา โดยแบ่งออกเป็น ๓ รอบ โดยนิทรรศการรอบแรกเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ และในเดือนมกราคมนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้เปลี่ยนวัตถุจัดแสดงชุดเดิมออกทั้งหมด เพื่อติดตั้งวัตถุจัดแสดงชุดที่ ๒ ซึ่งเป็นผ้าบาติกผืนที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื่นชมความงดงามของผ้าบาติกในพระปิยมหาราชจากเมืองต่าง ๆ บนเกาะชวาอย่างทั่วถึง

โอกาสนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงได้จัดชมรอบพิเศษ หรือ Private View นิทรรศการ “ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา” ชุดที่ ๒ โดยมีท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นประธานในการจัดงาน พร้อมด้วย ฯพณฯ อะฮ์มัด รุสดี เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทยให้เกียรติเข้าร่วมงานเปิดนิทรรศการดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ร่วมด้วย ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ได้มาบอกเล่าความพิเศษ พร้อมนำชมนิทรรศการชุดใหม่ และแนะนำกิจกรรมพิมพ์ผ้าบาติกด้วยแม่พิมพ์ทองแดง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญจากเมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเร็วๆ นี้

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสอันดีที่ปี ๒๕๖๓ จะครบรอบ ๗๐ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

จึงได้มีการเปลี่ยนวัตถุจัดแสดงทั้งหมด และติดตั้งวัตถุจัดแสดงชุดใหม่ซึ่งไม่เคยจัดแสดงมาก่อน โดยในงานเปิดตัวผ้าบาติกชุดใหม่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ฯพณฯ อะฮ์หมัด รุสดี ได้ให้ความอนุเคราะห์ทั้งการแสดงและอาหารว่างแบบอินโดนีเซียสำหรับแขกผู้มีเกียรติผู้มารวมงานทุกท่าน

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวถึงรายละเอียดของนิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ ๒ ว่าระหว่างการเสด็จฯ เยือนชวา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการเขียนผ้าบาติกอันเป็นหัตถศิลป์ที่เลื่องชื่อและเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จึงทรงซื้อผ้าบาติกกลับมาเป็นจำนวนมาก และมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย รวมทั้งสิ้นกว่า ๓๐๐ ผืน ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในแง่ความงดงามของศิลปะ และองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์การแต่งกายของชวา ผ้าเหล่านี้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มีการให้หมายเลขกำกับผ้าแต่ละผืน และบันทึกข้อมูลรายละเอียดของผ้าแนบไว้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญยิ่ง เนื่องด้วยผ้าบาติกที่ทรงสะสมมีจำนวนถึง ๓๐๗ ผืน และนำออกแสดงได้ประมาณครั้งละ ๔๐ ผืน จึงมีการเปลี่ยนชิ้นงานผ้าบาติกจัดแสดงใหม่ ๒ ครั้ง ในเดือนมกราคม และกันยายน ๒๕๖๓ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื่นชมผ้าบาติกทรงสะสม พร้อมเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอย่างทั่วถึง โดยปัจจุบันองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้ผ้าบาติกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอินโดนีเซียอีกด้วย

ปิยวรา กล่าวเสริมถึงอีกกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมว่า “เนื่องจากปีนี้เป็นปีครบรอบ ๗๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีอีกหนึ่งกิจกรรมอันสืบเนื่องมาจากการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ท่านได้ทรงกล่าวถึงหลายสถานที่ไว้อย่างน่าสนใจ จึงจะมีการจัดทริปตามรอยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประพาสเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ลงพื้นที่จริง เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ เยือนประเทศอินโดนีเซีย อาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึง ๓ ครั้ง รวมถึงพระราชวังเมืองยอร์กยาการ์ตา, บุโรพุทโธ, ทามัน สารี หรือพระราชวังน้ำ นอกจากตามรอยการเสด็จฯ แล้ว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผ้าจะได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ผ้าที่จาการ์ต้า ซึ่งจัดแสดงผ้าประเภทต่าง ๆ และมีแกลเลอรี่ที่จัดแสดงเฉพาะผ้าบาติกที่น่าสนใจมาก รวมถึงพิพิธภัณฑ์ผ้าบาติกดานาร์ฮาดี ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสุราการ์ตา และตลาดขายผ้าในแหล่งสำคัญต่าง ๆ อีกด้วย โดยทริปพิเศษดังกล่าวนี้จะจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม รับจำนวนจำกัดเพียง ๒๐ คนเท่านั้น”

ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ กล่าวถึงความพิเศษของผ้าชิ้นไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ว่า พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้เปลี่ยนวัตถุจัดแสดงชุดเดิมออกทั้งหมด เพื่อติดตั้งวัตถุจัดแสดงชุดที่ ๒ ประกอบด้วย ผ้าบาติกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ จำนวน ๓๗ ผืน และผ้าบาติกลายสิริกิติ์ จำนวน ๑ ผืน ออกแบบขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรไปทรงเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ ๘ – ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ตรงกับสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โน เพื่อสื่อถึงพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

รวมทั้งมีไฮไลต์เป็นผ้าบาติกผืนพิเศษที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน อาทิ ผ้าบาติกลายมิกาโด ที่ได้มาจากเมืองยอกยาการ์ตา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในเกาะชวา ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จึงมีการนำลวดลายพัดญี่ปุ่นรูปแบบต่าง ๆ มาเขียนลงบนผ้าบาติก โดยพื้นหลังช่างเขียนลายกาวุง ซึ่งเป็นลายดั้งเดิมของชวากลาง ส่วนบริเวณหัวผ้าเขียนลายพัดญี่ปุ่นสลับกับลายพรรณพฤกษาได้อย่างประณีตงดงาม และผ้าโพกศีรษะเขียนทอง (ปราดา) สันนิษฐานว่า มาจากเมืองจิเรบอน ชวาตะวันตก ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า พบเพียงหนึ่งผืนจากผ้าบาติกสะสมทั้งหมด

นิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา แบ่งเป็น ๒ ห้องจัดแสดง โดยห้องแรก จัดแสดงผ้าบาติกที่มาจากพื้นที่บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของชวากลางและพื้นที่ชวาตะวันตก และห้องที่สอง จัดแสดงผ้าบาติกจากพื้นที่ชวากลาง ประกอบไปด้วยเมืองยอกยาการ์ตา และเมืองสุราการ์ตา รวมถึงแสดงวีดิทัศน์ตลอดจนภาพอธิบายขั้นตอนการทำผ้าบาติก เพื่อให้ผู้ชมมีความรู้ความเข้าใจดียิ่งขึ้น

นิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราช: สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ ๒ เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้ ณ ห้องจัดแสดง ๓ – ๔ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา ๑๕.๓๐ น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา ๑๕๐ บาท ผู้สูงอายุ (๖๕ ปีขึ้นไป) ราคา ๘๐ บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว) และเด็กอายุ ๑๒ – ๑๘ ปี ราคา ๕๐ บาท เด็กอายุต่ำว่า ๑๒ ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Bold & Bright ศิลปะบนโต๊ะอาหารกับการชิมแบบมีสไตล์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613538

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 09:30 น.

Bold & Bright ศิลปะบนโต๊ะอาหารกับการชิมแบบมีสไตล์

สามผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ บัตรเครดิตซิตี้, เกรฮาวด์ คาเฟ่ และ มารีเมกโกะ ร่วมสร้างสรรค์แคมเปญอร่อยแห่งปี 2020 “Bold & Bright” ประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษชิมรสชาติฉบับเกรฮาวด์ บนศิลปะสไตล์มารีเมกโกะ พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษจากบัตรเครดิตซิตี้

ผนึกกำลังรังสรรค์แคมเปญอร่อยแห่งปี 2020 ออกมาเป็น “Bold & Bright” จากสามผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ ลิ้มลองและเพลิดเพลินกับ 6 เมนูที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษของ เกรฮาวด์ คาเฟ่ โดยเชฟต่อ-ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ ดื่มด่ำงานศิลป์ผ่านลวดลายอันโดดเด่นจาก มารีเมกโกะ พร้อมสิทธิประโยชน์สุดพิเศษและร่วมลุ้นแพ็คเกจเที่ยวฟินๆ ที่ฟินแลนด์จาก บัตรเครดิตซิตี้ ตั้งแต่วันนี้-30 เม.ย.นี้

สำหรับเมนูอาหารสุดว้าวในสไตล์ Simple with Creative Twist แบบฉบับเกรฮาวด์ครั้งนี้ ยังคงครบถ้วนทั้งเมนูคาวหวานพร้อมเสิร์ฟบนจานชามแสนสวยบนโต๊ะอาหารลายน่ารักจาก มารีเมกโกะ ประกอบด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย เมนูเส้น อาหารจานหลักที่อร่อยไม่แพ้กัน รวมถึงของหวานแสนชื่นใจ

เริ่มกันด้วย สลัดเมี่ยงคำ (220 บาท) เมนู Simple with Creative Twist จานแรกเป็นสลัดกลิ่นอายไทยสไตล์นานาชาติ รวมผักสลัดหลายชนิด พร้อมใบชะพลูสดและเครื่องเคียงเมี่ยงคำใส่มาครบชุด ทั้งขิง หอมแดง มะนาว กุ้งแห้งกรอบ เติมความกรอบด้วยปลาช่อนฟู มะพร้าวคั่ว และถั่วลิสง ราดตามด้วยเดรสซิ่งเมี่ยงคำพริกขี้หนูสวนรสเปรี้ยวหวาน เผ็ดปลายลิ้น เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มซันคิส เป็นสลัดวิทอะทวิสต์ที่ห้ามพลาด

สะเต๊ะสันคอหมูสัน (200 บาท) คอหมูหมักหอมกลิ่นเครื่องเทศสะเต๊ะย่างจนหอมนุ่ม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสะเต๊ะสูตรพิเศษ โรยด้วยถั่วลิสงบด อาจาด และขนมปังไวต์โทสต์หนาๆ ปิ้งกรอบนอกนุ่มใน

แกงเขียวหวานเนื้อน่องลายโซเมน (260 บาท) สุนทรีย์กับเนื้อน่องลายตุ๋นจนนุ่มลิ้นในแกงเขียวหวานเข้มข้นปรุงรสอย่างพิถีพิถัน กินคู่กับเส้นโซเมนที่ส่งตรงจากญี่ปุ่น จับมาเป็นคำๆ เหนียวนุ่มเข้ากับแกงไทยแท้อย่างเขียวหวานเป็นอย่างดี

ข้าวคั่วน้ำพริกตาแดงปลาช่อนแดดเดียว (290 บาท) ผัดข้าวหอมมะลิให้เข้ากันกับน้ำพริกตาแดงและปลาช่อนฟู ทอดปลาช่อนแดดเดียวให้กรอบนอกนุ่มใน โปะไปบนข้าว ตามด้วยเครื่องเคียง ทั้งหอมแดงซอย มะม่วงเปรี้ยวและกากหมู เสิร์ฟพร้อมยำไข่เป็ดต้มยางมะตูมและซุปประจำวัน

ปิดท้ายด้วยของหวานเย้ายวนใจกับ พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนไอศกรีมกะทิอัญชัน (180 บาท) พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนนุ่มละมุน มาพร้อมไอศกรีมกะทิอัญชันและแปะก๊วย ราดด้วยซอสกะทิหอมหวานเค็มมันรสกลมกล่อม และลูกตาลหิมะนมสด (160 บาท) น้ำแข็งไสกะทินมสด ที่มาพร้อมกับเนื้อลูกตาลอ่อนๆ ตบท้ายความอร่อยได้แบบชื่นใจเป็นที่สุด

ครั้งนี้นอกจากอิ่มอร่อยแล้วยังมีสิทธิพิเศษเหนือระดับให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ และลูกค้าเกรฮาวด์ คาเฟ่ ร่วมลุ้นรางวัลใหญ่แพ็คเกจท่องเที่ยวกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เยือนดินแดนที่เต็มไปด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงาม และสถาปัตยกรรมอันงดงามของมหาวิหารสุดอลังการ ทั้งยังเป็นประเทศต้นกำเนิดแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่น มารีเมกโกะ (Marimekko) แคมเปญเริ่มแล้ววันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563

ตามไปสัมผัสกับศิลปะบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษสุดครีเอทีฟทวิสต์ที่เสิร์ฟบนเทเบิลแวร์คอลเล็คชั่นอันเปี่ยมด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ได้ที่เกรฮาวด์ คาเฟ่ 15 สาขา และมี 6 สาขา ที่ได้รับการตกแต่งร้านและจัดโต๊ะในธีมมารีเมกโกะ ได้แก่ กรูฟ แอท เซ็นทรัลเวิลด์, เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว, เซ็นทรัล พลาซ่า บางนา, สยามเซ็นเตอร์ และเซ็นทรัล ชิดลม

สามารถติดตามโปรโมชั่นบัตรเครดิตซิตี้และแคมเปญ Bold & Bright ได้ที่ www.citibank.co.th  หรือโทร.02-260-7178

ส่องงานศิลป์ ‘ปีชวด’ สไตล์สายอาร์ต จากสุดยอดไอเดีย 20 ศิลปิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613451

วันที่ 01 ก.พ. 2563 เวลา 08:02 น.

ส่องงานศิลป์ 'ปีชวด' สไตล์สายอาร์ต จากสุดยอดไอเดีย 20 ศิลปิน

ต้อนรับปีหนูตามสไตล์สายอาร์ต ชวนเสพงานศิลปะจัดวางกลางแหล่งช้อปปิ้ง เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์ @เมกาบางนา

ศูนย์การค้าเมกาบางนา สุดยอดแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่พบปะสังสรรค์แห่งย่านกรุงเทพตะวันออก ต้อนรับปีหนู 2563 สุดสร้างสรรค์ จัดงานศิลปะจัดวางในชื่อ “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์” (The Journey of Mouse) เพื่อแสดงผลงานการดีไซน์รูปหนู โดย 20 ศิลปินสุดแนวของไทยที่นำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวของปีหนูตามจินตนาการ พร้อมสร้างสรรค์งานด้วยนลายเส้นตามสไตล์ของแต่ละศิลปิน โดยงานศิลปะจัดวาง เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์ จะจัดแสดงตามโซนต่างๆ รอบศูนย์การค้าฯ อาทิ โซนเมกา พลาซ่า, เมกา พาร์ค, เมกา ฟู้ดวอล์ค และสกาย วอล์คของศูนย์การค้าเมกาบางนา ตลอดปี 2563

โดยงานศิลปะจัดวาง เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์ ได้สร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการของ 20 ศิลปินที่นำเสนอปีหนูในมุมมองที่แตกต่างกัน อาทิ

Art therapy from love relationship โดย จิตตกานต์ (ยายเพิ้ง) และ ธณัฐ สุววรณภัฏ (นายพราน) สองพี่น้อง ยายเพิ้งกับนายพราน (เด็กออทิสติก) โดยนายพรานเป็นคนเขียนรูปสัตว์ทั้งหมดในรูปแบบของศิลปะเด็ก และมีพี่สาวคอยช่วยเรียบเรียงองค์ประกอบ ภายใต้แนวคิดศิลปะบำบัดจากสัมพันธภาพแห่งความรัก

พ่อหนูและปิ๊กนิกอันแสนอบอุ่น โดย ปิยศักดิ์ เขียวสะอาด หรือ MAUY ศิลปินไทยที่มีผลงานนำเสนอในต่างประเทศมากมาย โดยงานครั้งนี้สื่อถึงพ่อหนู ผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่ก็มีความอ่อนโยนพร้อมที่จะให้เวลา และความอบอุ่นแก่ครอบครัว

แม่หนูสีชมพู โดย ปิยนาฏ ต้นมาลี หรือ กะปิ เจ้าของลายเซ็นและคาแรกเตอร์สุดซ่า ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีชมพูที่ตนเองชื่นชอบเป็นพิเศษ บ่งบอกถึงความสดใส น่ารัก เข้าถึงง่าย พร้อมแต่งด้วยกลิตเตอร์ที่มีความวิบวับหมายถึงการเปล่งประกาย เฉิดฉาย ต้อนรับปีใหม่ให้ปีหนูนี้เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยความสดใส ซาบซ่า ร่าเริง

ก้องศักดิ์ พูนผลวัฒนาภรณ์ ที่สร้างสรรค์ประติมากรรมหนู โดยให้มองได้เป็นทั้งหยดน้ำ หรือก้อนเมฆที่มีขา แล้วเพนท์ด้วยสีสเปรย์ และสีอะคริลิค ในโทนสีสดใส สนุก เพื่อเฉลิมฉลองสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีหนูนี้

จิตติ จำเนียรไวย หรือ JITTIROBOT ที่นำไอศครีมหลากสีสัน มีทั้งความแข็ง ความนุ่ม และเป็นของเหลวได้ในเวลาเดียวกัน มาเป็นหลักในการสร้างผลงานเพื่อเปรียบเทียบลักษณะของคน ที่มีทั้งแข็งกร้าว อ่อนโยน การไหลละลายของไอศครีมสีต่างๆ ที่สุดท้ายต้องมาผสมรวมกัน เหมือนกับการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้มองเห็นความแตกต่างทั้งในตนเองและผู้อื่น

ลันมิตา พานสุวรรณ หรือ Fridadaugh ที่ถ่ายทอดผลงานออกมาเป็นหนูขี่หลังแมว เดินทางอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม สื่อว่าแม้ทั้งมีความแตกต่าง แต่ก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้ ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกัน และจะอยู่ร่วมกันอย่างเสรี สงบ และมีความสุข

สิรินฉัตร แสงศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดเผยว่า “งานศิลปะจัดวาง ‘เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์’ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับปีหนู 2563 ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าได้มาชื่นชมไอเดียสร้างสรรค์ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินไทย พร้อมเก็บภาพความประทับใจกับงานศิลปะ โดยเรียนเชิญศิลปินจำนวน 20 ท่านมาร่วมนำเสนอผลงานในครั้งนี้ ซึ่งผลงานจะแบ่งออกเป็น 3 คาแรกเตอร์ คือ พ่อ แม่ และลูก เพื่อสะท้อนถึงแนวความคิดของศูนย์การค้าเมกาบางนา ที่เป็น Meeting Place สำหรับครอบครัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกเจเนอเรชั่น นอกจากนี้ เรายังได้นำลวดลายของศิลปินบางท่าน มาจัดทำเป็นสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษ อาทิ ชุดแก้วน้ำ จานรองแก้ว ชุดจาน และถุงผ้า เพื่อให้ลูกค้าแลกรับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย”

ไอเดียสร้างสรรค์แบบนี้สายอาร์ตมีหรือจะพลาด! ร่วมค้นพบจินตนาการและสไตล์ของประติมากรรมหนูรับปีหนูทองของเหล่า 20 ศิลปินในงานศิลปะจัดวาง “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์” (The Journey of Mouse) จัดแสดงที่โซนเมกา พลาซ่า, เมกา พาร์ค, เมกา ฟู้ดวอล์ค และ สกาย วอล์ค ของศูนย์การค้าเมกาบางนา ตลอดปี 2563 นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-105-1000 และ www.mega-bangna.com

‘Hundred Years Between’ นิทรรศการภาพถ่ายตามรอยเสด็จฯ ร.5 โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/613438

วันที่ 01 ก.พ. 2563 เวลา 06:30 น.

'Hundred Years Between' นิทรรศการภาพถ่ายตามรอยเสด็จฯ ร.5 โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน

ชมภาพถ่ายตามรอยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์ เมื่อปี 2450 โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน หนึ่งในไฮไลท์ของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 (Bangkok Design Week 2020)

เพราะความหลงใหลในประวัติศาสตร์ การเดินทาง และการถ่ายภาพ ทำให้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ตัดสินใจออกเดินทางตามรอยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์เมื่อ พ.ศ. 2450 แม้การเดินทางจะห่างกันเกินกว่าศตวรรษหากแต่ภูมิทัศน์ดินแดนไวกิ้งอันแสนงาม ลึกลับและทรงพลัง ยังคงเป็นประจักษ์พยานให้มนุษย์ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยืนหยัดข้ามกาลเวลา จึงเป็นที่มาของนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ที่จัดแสดงขึ้น ณ ศุลกสถาน (โรงภาษีร้อยชักสาม) ย่านเจริญกรุง ระหว่างวันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 หรือ Bangkok Design Week 2020”

จากความชอบในการถ่ายภาพและการเดินทางเป็นงานอดิเรก อีกทั้งยังให้ความสนใจในด้านประวัติศาสตร์ของไทย โดยเชื่อว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์ในช่วงปลายพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าหลวงในครั้งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ จึงได้ศึกษาค้นคว้าพระราชหัตถเลขาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาองค์ที่ 3 ที่ทรงเป็นราชเลขานุการิณีในสมเด็จพระราชบิดา

ในพระราชหัตถเลขาได้เล่าถึงเรื่องราวเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 โดยเสด็จเยือนประเทศนอร์เวย์เป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นการเล่าทำนองการบันทึกประจำวัน มีทั้งความรู้และเรื่องราวต่างๆ รวมถึงการเสนอแนวพระราชดำริ และพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ต่อเหตุการณ์มากมาย รวมทั้งสำรวจตรวจสอบภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนออกเดินทางตามเส้นทางธรรมชาติ ชมภูมิทัศน์ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงร้อยเรียงเรื่องราวผ่านพระอักษร และภาพทรงถ่ายไว้อย่างดีวิเศษยิ่ง

ร่วมค้นหาร่องรอยแห่งกาลเวลาที่อาจยังถูกพิทักษ์รักษาในอ้อมกอดของธรรมชาติภายในนิทรรศการ Hundred Years Between ซึ่งนอกจากการได้สำรวจเรื่องราวอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านภาพถ่ายแล้ว นี่ยังเป็น “ครั้งแรก” ที่สาธารณชนจะได้เข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย ณ อาคารหลังประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานครอย่าง “ศุลกสถาน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โรงภาษีร้อยชักสาม” (The Custom House) ที่ตัวอาคารถูกออกแบบเป็นศิลปโรมันคลาสสิคผสมผสานระหว่างนีโอคลาสสิกกับปัลลาดีโอ ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชการลที่ 5 ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามายาวนานกว่า 136 ปี ถือเป็นอาคารเก่าแก่ซึ่งอยู่คู่กับย่านเจริญกรุงริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามายาวนาน และเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมในอดีต ปัจจุบันอาคารแห่งนี้อยู่ระหว่างการบูรณะเพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าสําหรับคนรุ่นหลัง ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการบูรณะถึง 6 ปี และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเฉพาะช่วงการจัดงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 นี้เท่านั้น

นี่จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการค้นหาร่องรอยแห่งกาลเวลาผ่านภาพถ่ายอันทรงคุณค่า ตามดูร่องรอยอารยธรรมของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียนรู้และซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของย่านเจริญกรุงไปพร้อมกัน

นิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between จัดแสดงขึ้นภายในงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 (BKKDW 2020)” ในวันที่ 1–9 กุมภาพันธ์ 2563 เปิดทุกวันตั้งแต่ 11:00 – 21:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ศุลกสถาน ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมดีๆ ภายในงานได้ทาง www.bangkokdesignweek.com Facebook : BangkokDesignWeek  Instagram : bangkokdesignweek #BKKDW2020 และ #bangkokdesignweek

ผู้ชาย ‘เพศอ่อนแอกว่า’ ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616341

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 12:40 น.

ผู้ชาย 'เพศอ่อนแอกว่า' ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค

“ผู้หญิง” อ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ รายแรกในไทยที่เสียชีวิตจากภัยโคโรนา “เป็นเพศชาย” สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ของจีน ที่ชี้ว่าอัตราการเสียชีวิตของจำนวนคนไข้ชายอยู่ที่ 2.8% ในขณะที่คนไข้หญิงเสียชีวิตเพียง 1.7%

วันที่ 1 มี.ค. 2563 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 35 ปี ทำงานขายสินค้าและติดไวรัส covid-19 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 18.25 น.

ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ทั้งสิ้น และได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลบำราศนราดูลโดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิกฤติหลายท่าน และได้รับ เครื่องช่วยให้ออกซิเจนในเลือด ECMO แต่เนื่องจากประเทศไทยได้รับยา favipiravir ในระยะหลังโดยผู้ป่วยมีอาการรุนแรงใส่เครื่องช่วยหายใจและถึงแม้ว่าจะทำให้เชื้อไวรัสหายไปหมดก็ตามแต่มีเนื้อปอดเสียหายมาก และในที่สุดผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ

นี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่าโรคนี้สามารถแพร่ได้ ในคนที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยเท่านั้นและแม้แต่ไม่มีโรคประจำตัวก็มีอาการวิกฤตได้

นอกจากนั้น การวินิจฉัยข้างต้นผลจากห้องปฏิบัติการออกมาเป็นไข้เลือดออกทำให้พยาบาลที่เข้าไปดูแลในวันแรกติดเชื่อไวรัสนี้ไปด้วยและมีปอดบวมรุนแรงทั้งสองข้างแต่ได้รับยาทัน และกลับบ้านไปแล้วแต่อย่างไรก็ตามมีเนื้อปอดที่เสียหายอยู่ระดับหนึ่ง

เพราะเหตุใด “ผู้ชายถึงป่วยและเสียชีวิตจากโรค Covid-19 มากกว่าผู้หญิง”

ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ของจีน ชี้ว่าแม้อัตราการติดเชื้อโรคโควิด-19 ระหว่างชายและหญิงจะไม่ต่างกันมากนัก แต่อัตราการเสียชีวิตนั้นทิ้งห่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจำนวนคนไข้ชายที่เสียชีวิต 2.8% ในขณะที่คนไข้หญิงเสียชีวิต 1.7%

ในการระบาดของเชื้อไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจหลายครั้งที่ผ่านมา ผู้ชายมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงมากเช่นกัน ทั้งจากโรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) โดยวารสารการแพทย์ Annals of Internal Medicine รายงานเมื่อปี 2003 ว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคซาร์สของผู้ชายในฮ่องกงสูงกว่าผู้หญิงถึง 50% เลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ชายเป็น “เพศอ่อนแอกว่า” ในเรื่องของภูมิต้านทานโรค แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดว่าเหตุใดผู้หญิงจึงแข็งแกร่งกว่าผู้ชายในแง่นี้ ทั้งยังสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่า และอยู่คงทนนานปีกว่าอีกด้วย

ดร.จานีน เคลย์ตัน ผู้อำนวยการแผนกวิจัยสุขภาพสตรี สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า “มีบางอย่างที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้หญิงทรงพลังมากกว่า แต่บางทีสิ่งนี้ก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้ภูมิคุ้มกันตื่นตัวและทำงานมากเกินไป จน 80% ของผู้ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองก็เป็นผู้หญิง”

มีข้อสันนิษฐานว่า ผู้หญิงมีภูมิคุ้มกันโรคสูงกว่าผู้ชาย เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกแรกเกิด ซึ่งต้องรับสารแอนติบอดีต่อต้านเชื้อโรคจากน้ำนมมารดาโดยตรง ในระหว่างที่ภูมิคุ้มกันของทารกยังอ่อนแอและอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย ส่วนโครโมโซม X ซึ่งเพศหญิงมีอยู่ถึงสองตัว ก็มียีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันอยู่จำนวนมากเช่นกัน ในขณะที่เพศชายมีโครโมโซม X เพียงตัวเดียวเท่านั้น

ในการทดสอบแพร่เชื้อไวรัสโรคซาร์สให้กับหนูทดลองจำนวนหนึ่ง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโอวาของสหรัฐฯ พบว่า หนูตัวผู้ติดเชื้อได้ง่ายกว่าหนูตัวเมีย แม้ได้รับเชื้อในปริมาณน้อยกว่า โดยภูมิคุ้มกันร่างกายของหนูตัวผู้ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมและกำจัดไวรัสได้ช้ากว่า ทำให้ล้มป่วยและเกิดความเสียหายที่ปอดรุนแรงกว่าหนูตัวเมียมาก

เมื่อทีมผู้วิจัยทดลองฉีดยาสกัดกั้นการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับหนูตัวเมีย หรือทดลองผ่าตัดเอารังไข่ของพวกมันออก ปรากฏว่าหนูตัวเมียสามารถติดเชื้อไวรัสโรคซาร์สได้ง่ายขึ้นและมีอัตราการตายสูงขึ้น ในขณะที่การทดลองฉีดยายับยั้งฮอร์โมนเพศของหนูตัวผู้ ไม่มีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นแต่อย่างใด

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิงในบางวัฒนธรรม ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ชายป่วยและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่นประเทศจีนนั้นมีจำนวนผู้สูบบุหรี่สูงที่สุดในโลกถึง 316 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่มีเพียง 2% ของประชากรหญิงจีนทั้งหมดเท่านั้นที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน

นอกจากสุขภาพปอดที่ย่ำแย่แล้ว การที่ชายจีนมีภาวะความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าผู้หญิง ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นหากป่วยด้วยโรคโควิด-19 อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงเสียชีวิตในอัตราที่สูงกว่า

ศ.อะกิโกะ อิวาซากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ บอกด้วยว่า ผู้ชายอาจมีความประมาทและมั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยจากโรคร้ายมากเกินไป โดยพบหลักฐานที่ยืนยันถึงทัศนคติแบบนี้ในการวิจัยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์จีนซึ่งชี้ว่า ผู้ชายอายุมากมีแนวโน้มจะมาเข้ารับการตรวจรักษาโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลช้าเกินไป จนมักจะมีอาการอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว ซึ่งทำให้โอกาสรอดชีวิตลดน้อยลงอย่างมาก

แพทย์แนะ 10 วิธีปฏิบัติตัวหลังกลับจากประเทศเสี่ยง Covid-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616333

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 11:55 น.

แพทย์แนะ 10 วิธีปฏิบัติตัวหลังกลับจากประเทศเสี่ยง Covid-19

หากเพิ่งกลับจากประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “Covid-19” ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำ 10 วิธีการปฏิบัติตัวหากเพิ่งกลับจากประเทศที่เสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid-19 ดังนี้

1.ระหว่างเดินทางจากสนามบินกลับถึงบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

2.การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีระยะฟักตัว (เราได้รับเชื้อมาแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการ) ยาวนานถึง 14 วัน (ล่าสุดอาจยาวได้มากถึง 27 วัน) ดังนั้นหลังกลับจากไทยจึงควรกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก (แม้ว่าจะไม่มีอาการไข้หวัดหรืออาการผิดปกติใดๆ เลยก็ตาม) ให้แน่ใจว่าไม่มีอาการคล้ายไข้หวัดใด ๆ เกิดขึ้น จึงค่อยกลับมาทำงาน หรือใช้ชีวิตปกติ

3.ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้าน ควรหลีกเลี่ยงการชุมนุมสังสรรค์กับคนหมู่มาก ทั้งเครือญาติ หรือกลุ่มเพื่อนต่าง ๆ

4.อยู่คนเดียวปลอดภัยที่สุด แยกห้องนอน ห้องน้ำส่วนตัวไปเลยคนเดียว อยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร 5.ถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ควรระมัดระวังการใช้ชีวิตร่วมกันให้ปราศจากความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะติดต่อถึงได้มากที่สุด เช่น

  • ไม่ใช้ช้อน ส้อม แก้วน้ำ และอุปกรณ์ในการกินอาหารร่วมกัน
  • ใช้ช้อนกลางเมื่อต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหาร
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือเจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70% ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 วินาที
  • สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่ร่วมกับคนในบ้าน
  • เข้าใช้ห้องน้ำคนสุดท้าย และทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยน้ำกับสบู่ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกับอ่างน้ำ ก๊อกน้ำ ชักโครก ลูกบิดประตู เป็นต้น
  • ซักผ้าแยกต่างหาก ไม่ซักรวมกับคนอื่น
  • แยกของใช้ส่วนตัวทุกอย่าง เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ

6.อยู่ห่างจากคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

7.วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวเสมอ หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้โทรเรียกคนอื่น หรือเรียกรถพยาบาลได้

8.วัดไข้ทุกวัน หากเกิน 37.5 องศาเซลเซียส มีอาการเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล และหายใจลำบาก ควรพบแพทย์

9.หากมีอาการแล้วต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ควรขับรถยนต์ส่วนตัว ขึ้นรถแท็กซี่ หรือเรียกรถพยาบาลมารับ แล้วแจ้งให้คนขับรถทราบด้วย ไม่ควรเดินทางด้วยรถหรือพาหนะสาธารณะ

10.เมื่อพบแพทย์ ระหว่างสอบถามประวัติต่างๆ ควรตอบตามความเป็นจริง ห้ามโกหกเด็ดขาด ว่าเดินทางไปที่ไหนมา กี่วัน ทำอะไรที่ไหนบ้าง มีอาการเป็นอย่างไร ฯลฯ เพื่อการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และถูกต้องที่สุด

ภาพ : AFP

“ไมเกรน” โรคที่สลัดไม่ขาด..จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/615945

วันที่ 29 ก.พ. 2563 เวลา 07:00 น.

"ไมเกรน" โรคที่สลัดไม่ขาด..จริงหรือ?

นายแพทย์สุวัฒน์ ศรีสุวรรณานุกร สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช อธิบายให้เข้าใจโรคไมเกรน พร้อมแนะเพียงพบแพทย์ แชร์ความทรมาน แล้วแฮปปี้ไปด้วยกัน – Share suffering and happy together.

เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยโรคไมเกรนมักนิยมซื้อยามารับประทานเอง บางรายทานยาทุกครั้งเมื่อรู้สึกปวด เมื่อทานซ้ำหลายครั้งมากเกินไปอาจทำให้ปวดเรื้อรังได้ และอาจมีผลข้างเคียงของยาเพิ่มขึ้น เช่น มือเท้าเย็น เส้นเลือดตรงปลายตีบ เป็นต้น ดังนั้นสาเหตุที่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์มากกว่าซื้อยารับประทานเอง ก็เพราะว่าโรงพยาบาลจะมีแพทย์เฉพาะทาง หรือบางโรงพยาบาลมีคลินิกโรคปวดศีรษะโดยเฉพาะ ซึ่งมีความพร้อมในการรักษาและจัดการกับโรคไมเกรนได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องมือ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รวมไปถึงคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

นายแพทย์สุวัฒน์ ศรีสุวรรณานุกร สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “สิ่งแรกที่แพทย์จะคำนึงเมื่อทำการรักษาผู้ป่วย คือแพทย์ทุกท่านมีความตั้งใจดีในการรักษาให้ผู้ป่วยหาย ลำดับต่อไปคือแพทย์จะทำการวินิจฉัยและให้ผู้ป่วยใช้ยาเท่าที่จำเป็น ผลข้างเคียงของยาต่ำ หรือบางกรณีอาจต้องพึ่งยาในระยะยาว รวมถึงการให้ผู้ป่วยแชร์ความทุกข์ทรมานของอาการปวดไมเกรนเพื่อให้แพทย์หาทางรักษา เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น ทั้งผู้ป่วยและแพทย์เองก็จะมีความสุขไปด้วย ตามคติที่ว่า “Share suffering and happy together.”

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไมเกรน

อาการของโรคไมเกรนมีหลายแบบ เช่น ปวดหัวอย่างเดียว ปวดหัวและมีอาการอื่นร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการตามมาด้วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาตที่เป็นอยู่ชั่วขณะ ปกติโรคไมเกรนมักมีอาการปวด 4-72 ชั่วโมง โดยปวดซ้ำแบบเดิมอย่างน้อย 4-5 ครั้งต่อเดือน ซึ่งโรคไมเกรนเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น การเกิดพยาธิสภาพ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งกระตุ้นที่มักพบบ่อย อาทิ ช่วงมีรอบเดือนของเพศหญิง แสง เสียง อาหาร อากาศร้อน หรือแม้กระทั่งขณะท้องว่าง แต่สุดท้ายแล้วต้นทางของโรคไมเกรนอาจมาจากทางพันธุกรรมจึงทำให้โรคไมเกรนถือเป็นโรคที่ไม่สามารถหายขาดได้ จากผลสำรวจทั่วโลก จะมี 1 ใน 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของทั้งโลกที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน สำหรับประเทศไทยมีประชากรประมาณ 10 ล้านคนที่เป็นโรคไมเกรน

อาการปวดของโรคไมเกรน คือการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ชั่วขณะของสมองที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยเกิดจากหลากหลายตำแหน่งตั้งแต่บริเวณ ใต้สมอง, ก้านสมอง, เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5, เยื่อหุ้มสมองและหลอดเลือด ซึ่งระยะของไมเกรนสามารถจำแนกได้ด้วย 4 ระดับความปวดศีรษะ ได้แก่ 1.ระยะนำ (Prodrome) หรือระยะก่อนเริ่มมีอาการปวดศีรษะ 2.ระยะอาการเตือน (Aura) หรือระยะการเตือนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น ชามือ ชาปาก หรือแขนขาอ่อนแรง 3.ระยะปวดศีรษะ (Headache) หรือระยะที่ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง 4.ระยะหลังจากปวดศีรษะ(Resolution) หรือระยะพัก

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดหัวตั้งแต่แรกเริ่ม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใดเพื่อป้องกันและรักษาได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์จะซักประวัติคนไข้ให้ชัดเจน แล้วจึงตรวจร่างกายให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ตรวจตา และบางรายอาจต้องทำการเอ็กซ์เรย์เมื่อจำเป็นหรือเมื่อแพทย์พบเจอสิ่งผิดปกติ เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรนจึงจะทำการวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคไมเกรนมาพบแพทย์ครั้งแรก แพทย์จะให้ทำการจดบันทึกไดอารี่ถึงลักษณะอาการและความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้น ช่วงเวลาที่มีอาการปวดหัว อาการปวดหัวเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ และเมื่อผู้ป่วยรู้สึกหายขาดมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เป็นต้น

โดยแพทย์จะแนะนำกลุ่มยาที่ให้พกติดตัวไว้ เพื่อกินระงับการปวด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรกคือหากมีอาการปวดหัวไม่มากให้กินยาชนิดแรกก่อน ถ้าผ่านไป 1-2 ชั่วโมงแล้วอาการยังไม่ลดลงให้กินยาชนิดที่ 2 หรือถ้าหากผู้ป่วยปวดหัวไมเกรนในระดับที่มากตั้งแต่ครั้งแรก แพทย์จะแนะนำให้กินยาชนิดที่ 2 เลย แต่ควรทำการจดบันทึกอาการไว้ในไดอารี่ และควรอยู่ในที่ที่อากาศเย็นและถ่ายเท เสียงไม่ดัง และดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำให้กินยาหลายครั้งติดกัน สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ปวดหัวหนักมาก แพทย์อาจต้องใช้วิธีฉีดยาระงับปวด

หากพูดถึงนวัตกรรมของการรักษาโรคไมเกรนในปัจจุบันที่มีหลากหลายมากขึ้น เช่น ยากิน, ยาพ่นจมูก, ยาฉีด รวมถึงการกระตุ้นไฟฟ้าที่เส้นประสาทบริเวณคอหรือหัวคิ้ว เพื่อส่งสัญญาณไปที่ตำแหน่งของการปวดได้ง่ายขึ้น ซึ่งนวัตกรรมทั้งหลายนี้ถูกคิดค้นเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคไมเกรนสามารถปรับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับคนปกติให้ได้มากที่สุด โดยจะช่วยลดความถี่ของการปวดไมเกรน ไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดจากยา ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ไม่กระทบกับการทำงานหรือหยุดงานบ่อย ไม่กระทบกับครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้สังคมดำเนินไปได้ด้วยดี

นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่อาจก่อให้เกิดอาการปวดไมเกรนก็สามารถช่วยได้เช่นกัน เช่น ลดอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน อาทิ ผงชูรส เนย ชีส กาแฟ เป็นต้น รวมถึงไม่ควรนอนดึก อย่าปล่อยให้ท้องว่าง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน ๆ ไม่ทานอาหารรสจัดเกินไป ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่านวัตกรรมในการรักษาโรคไมเกรนจะสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคไมเกรนได้ และที่สำคัญคือครอบครัวและตัวผู้ป่วยเองจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงตัวยารักษาไมเกรนได้มากขึ้นไม่ว่าราคาถูกหรือแพง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดี และสามารถดูแลตัวเองได้ รวมถึงดูแลคนอื่นได้เช่นกัน

อาการแบบไหนเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616159

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 09:10 น.

อาการแบบไหนเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

สปสช. ย้ำประชาชนสิทธิบัตรทอง หากมีอาการสงสัยป่วย COVID-19 ตามเกณฑ์ให้ไปโรงพยาบาลตามสิทธิ หรือเข้าโรงพยาบาลรัฐได้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมย้ำหากอาการไม่เข้าข่ายแต่อยากทราบว่าติดเชื้อหรือไม่ ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเอง จะเพิ่มความเสี่ยงรับเชื้อโดยไม่จำเป็น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการใช้สิทธิรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 ว่า หากประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท มีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรค COVID-19 ให้ดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ในกรณีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยผู้เข้ารับบริการตามเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายค่าตรวจโรคและค่าดูแลรักษา รวมทั้งจัดการนำผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลให้ด้วย แต่ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรือเป็นผู้ป่วยที่อาจจะอยากทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ โดยอาจไม่มีประวัติสัมผัสโรค ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเองที่โรงพยาบาล

โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นั้น ต้องมีอาการดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็ว หรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก) และมีประวัติในช่วง 14 วัน ก่อนวันเริ่มมีอาการ ก.มีการเดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรือ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ข.เป็นผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ค.มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

2.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

3.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์

4.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หวาดกลัวแล้วต้องการไปขอรับการตรวจเชื้อจากโรงพยาบาล โดยที่ไม่มีอาการและประวัติการสัมผัสโรคและไม่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้โรงพยาบาลเกิดความแออัด และอาจทำให้ผู้ติดเชื้อตัวจริงเข้าไม่ถึงบริการ

ในกรณีนี้ สปสช.ขอแนะนำประชาชนให้ทำตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ไปขอตรวจและขอใบรับรองแพทย์เนื่องจาก

1.การไปตรวจหาเชื้อในช่วงที่ไม่มีอาการ โอกาสพบเชื้อน้อยมาก หรือหากตรวจแล้วพบว่าเป็นลบก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ป่วยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปขอตรวจ ในขณะที่ไม่มีอาการ

2.การไปโรงพยาบาลโดยไม่มีความจำเป็น จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล และที่สำคัญอาจนำเชื้อต่าง ๆ ไปติดผู้ป่วยในโรงพยาบาลซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงได้

3.เมื่อมีอาการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิของท่าน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใดๆ

7 เช็กลิสต์เอาตัวรอดในสถานการณ์โรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/616158

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 06:50 น.

7 เช็กลิสต์เอาตัวรอดในสถานการณ์โรคระบาด

“เราจะปกป้องตัวเองและคนในครอบครัวของเราจากโรคร้ายนี้อย่างไร” ลอว์รีย์ การ์เร็ทต์ ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์ และนักเขียนเจ้าของรางวัล Pulizer สาขา Explanatory Journalism แชร์ 7 เช็กลิสต์ในการเอาตัวรอดกับสถานการณ์โรคระบาดในเวลานี้

ลอว์รีย์ การ์เร็ทต์ (Laurie Garrett) ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์ และนักเขียนเจ้าของรางวัล Pulizer สาขา Explanatory Journalism ประจำปี 1998 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เผยประสบการณ์คลุกคลีกับการระบาดของโรคร้ายกว่า 30 ครั้ง พร้อมแชร์วิธีการเอาตัวรอดกับสถานการณ์โรคระบาดในเวลานี้ ซึ่งประกอบด้วย 7 ข้อที่สำคัญที่สุด ได้แก่

1. สวมถุงมือทุกครั้งที่ออกจากบ้าน จะเป็นถุงมือที่ใส่กันในฤดูหนาวหรือถุงมือสำหรับใส่นอกบ้านทั่วไปก็ได้ ควรใส่ไปทุกที่โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

2. อย่าใช้มือสัมผัสใบหน้าและดวงตา ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องถอดถุงมือ เช่น กินอาหารหรือทักทาย อย่าใช้มือสัมผัสใบหน้าหรือดวงตา ไม่ว่าจะรู้สึกคันแค่ไหนก็ตาม เอามือให้ห่างจากใบหน้า ก่อนที่จะสวมถุงมือกลับเข้าไปใหม่ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ น้ำอุ่น ถูนิ้ว แล้วค่อยใส่ถุงมือ

3. เปลี่ยนถุงมือทุกวัน ซักให้สะอาดเป็นประจำ และห้ามสวมถุงมือที่อับชื้นเด็ดขาด

4. ไม่สวมหน้ากากอนามัยซ้ำมากกว่าหนึ่งวัน  เพราะหน้ากากอนามัยจะเสื่อมคุณภาพทันทีเมื่อผ่านการใช้งานเพียง 1-2 ครั้ง จึงทำให้การสวมหน้ากากอนามัยไร้ประโยชน์ในการปกป้องเราจากเชื้อโรคทันทีที่ออกจากบ้าน และอาจจะไม่มีประโยชน์เท่าใดนักในการใช้งานภายในอาคารด้วยซ้ำ เพราะอนุภาคต่างๆ ที่ออกมาจากปากและจมูกของเราจะเคลือบอยู่ที่ผิวด้านในของหน้ากากอนามัย สังเกตได้จากกลิ่นเหม็นเมื่อสูดดม ซึ่งเป็นสิ่งที่แบคทีเรียชอบ

ตลอดการสัมผัสประสบการณ์ที่สถานการณ์โรคระบาดมากกว่า 30 ครั้งทั่วโลก ลอว์รีย์ชี้ว่าเธอสวมหน้ากากอนามัยน้อยมาก สิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดคือการอยู่ห่างจากฝูงชนเข้าไว้ อย่างน้อยที่สุดคือการอยู่ห่างจากคนรอบตัวอย่างน้อย 1.5 ฟุต หากพบว่ามีใครไอหรือจามเธอจะขอให้คนคนนั้นสวมหน้ากากอนามัยทันทีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื่อโรคสู่คนอื่นผ่านน้ำลายและเสมหะ หากคนนั้นปฏิเสธ เธอจะเดินหนีทันทีและอยู่ห่างออกไปอย่างน้อยที่สุด 3 ฟุต หรือถ้าเป็นไปได้ก็ออกไปจากสถานที่นั้นทันที และต้องไม่จับมือหรือกอดผู้อื่นด้วย

5. ใส่ใจเรื่องของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะผ้าขนหนู เมื่ออยู่ภายในบ้านร่วมกับสมาชิกครอบครัว ห้ามวางผ้าเช็ดตัวหรือผ้าขนหนูใดๆ ไว้ในห้องน้ำและห้องครัวเป็นอันขาด เตือนทุกคนในบ้านให้ใช้ผ้าส่วนตัวของตัวเองเท่านั้น ห้ามใช้ผ้าร่วมกับผู้อื่น หากสามารถติดป้ายชื่อลงไปบนผ้าส่วนตัวของแต่ละคนได้ก็ควรทำเพื่อป้องกันการใช้ผิด ซักผ้าเช็ดตัวหรือผ้าขนหนูสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพราะผ้าที่ใช้แล้วและเปียกชื้นคือแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีของแบคทีเรียและไวรัส

6. ระวังเรื่องการจับลูกบิดประตูให้มาก ควรใช้ข้อศอกหรือไหล่ในการเปิดประตูเท่านั้น สวมถุงมือก่อนการจับลูกบิด หากต้องจับลูกบิดประตูก็ต้องล้างมือให้สะอาดทันทีหลังการสัมผัส เช่นเดียวกับการจับสิ่งของต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ของเล่น อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว หากเป็นสิ่งของส่วนตัวอาจไม่ต้องกังวลมาก แต่หากเป็นสิ่งของส่วนรวมต้องล้างมือทุกครั้งหลังใช้ และห้ามสัมผัสอวัยวะบนใบหน้าเด็ดขาด

7. ต้องใช้ช้อนกลาง เมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลางเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนส้อมหรือตะเกียบส่วนตัวตักหรือคีบลงไปในจานอาหารรวมเด็ดขาด นอกจากนั้นก็ต้องไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น และพยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในร้านที่สกปรก