อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599140

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 16:16 น.

อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ลองอ่านงานวิจัย ก่อนเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดอัตราความอยากสูบบุหรี่

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือการพยายามนำเสนอว่าการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า โดยหยิบยกงานวิจัยต่างๆ ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้าง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือการสูบหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ซึ่งทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยและคิดว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

ล่าสุด ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบไปแล้วว่า “อย่าไปทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่”  โดยงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา เผยการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเคยสูบบุหรี่ที่เลิกสูบมานานแล้วกลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่ และในวัยรุ่นที่ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุของการลองสูบบุหและติดบุหรี่ธรรมดามากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยงานวิจัยโดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระยะยาวจำนวน 26,446 ราย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 และ 2557-2558 ผลการศึกษาพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มานานแล้วกลับเข้ามาสูบบุหรี่ใหม่ โดยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว หากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ใหม่เพิ่มเป็น 3.3 เท่า และหากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะกลับไปเป็นผู้ที่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 5.2 เท่าของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วแต่ไม่ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ถ้าเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 4 เท่าของผู้ที่ไม่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย และพบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 6.6 เท่า มีโอกาสติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย

ทางด้านองค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องการเข้าถึงของเยาวชน องค์การอนามัยโลกยังชื่นชมประเทศที่มีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เหล่านี้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม

ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด โดยส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ได้แก่

นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ

โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล

สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

นอกจากนี้ ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น

ผลงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95% และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยา พบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่า ร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

 

ภาพ freepik.com

หมอแนะ ‘ลดไขมันในเลือด’ อย่าเอาแต่อดข้าว ชี้คอเลสเตอรอลสูงสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599112

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 13:17 น.

หมอแนะ 'ลดไขมันในเลือด' อย่าเอาแต่อดข้าว ชี้คอเลสเตอรอลสูงสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20%

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะ 6 วิธีง่ายๆ ควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า หลายท่านคงจะกังวลทุกครั้งเมื่อตรวจเช็กร่างกายและแพทย์ระบุว่ามีไขมันสูง ด้วยสาเหตุหลักสองประการคือ จากการกินและการใช้ชีวิต เช่น การนอนหลับพักผ่อน เพราะไขมันในเลือดไม่ได้มีผู้ร้ายมาจากอาหารทั้งหมด แต่ที่จริงมีสาเหตุจากอาหารอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้นซึ่งเรื่องนี้วารสารการแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มีรายงานว่า คอเลสเตอรอลในเลือดเรามีสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20% เท่านั้น นั่นแปลว่าส่วนใหญ่มาจากการใช้ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันของเรา

“เอาง่ายๆ ให้หลายท่านสังเกตว่าเราก็คุมอาหารอย่างหมอสั่งแต่เจาะเลือดก็ยังพบไขมันสูง เพราะอวัยวะที่ผลิตไขมัน ‘คอเลสเตอรอล’ เป็นหลักถึง 80% คือตับกับทางเดินอาหาร ดังนั้น การดูแลตับและคุมการบริโภคน้ำตาลกับโปรตีนให้ดีจึงมีส่วนช่วยควบคุมประชากรไขมันในเลือดให้เราได้มาก ซึ่งแม้บางครั้งเราจะบำรุงตับดีไปสักหน่อยด้วยการกินดีอยู่ดีตามที่ชอบจนทำให้เกิดภาวะไขมันแทรกตับ (Non-alcoholic fatty liver) แต่มันก็สามารถย้อนวัยตับกลับไปดีได้ด้วยการกินและวิถีชีวิตที่ไม่เพิ่มไขมันเช่นกัน” นพ.กฤษดา กล่าว

6 วิธีง่ายๆ เพื่อควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

1) อย่ากลัวคอเลสเตอรอลจนเกินไป เพราะไขมันก็มีประโยชน์ เราอาจใช้วิธี “กินมันลดไขมัน” ได้ โดยการเลือกรับประทานไขมันดีที่มีมากในปลาทู ทูน่า แซลมอน หรือปลากระป๋องก็ยังได้ อีกทั้งยังมีน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ คาโนล่า น้ำมันมะพร้าว อะโวคาโด และบรรดาพืชน้ำมันต่างๆ รวมถึงไข่แดงที่หลายท่านกลัวก็ยังคงรับประทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะมันช่วยสมองกับกระดูกของเรามาก

2) ให้ระวังไขมันทรานส์ดีกว่า อย่าลืมว่าไขมันที่ร้ายไม่ใช่ไขมันอิ่มตัวเสมอไปแต่เป็นไขมันในรูป “ทรานส์” ที่ทำให้เพิ่มคอเลสเตอรอลแอลดีแอลในร่างกายแต่ไปกดไขมันดีอย่างเอชดีแอลให้ต่ำลง ซึ่งไขมันทรานส์มีมากในเนยเทียม คุกกี้ แครกเกอร์ วิปครีม มันฝรั่งทอด โดนัท และเบเกอรี่อีกหลายชนิด

3) อย่าอดนอนหรือนอนมากไป มีการศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Sleep ว่าสุภาพสตรีที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อคืน และที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืนนั้น พบว่า มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูงและไขมันดีตกต่ำ นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบว่าการกรน ยังสัมพันธ์กับระดับของไขมันดีที่ต่ำลงด้วย แต่ขอเสริมไว้ว่าอย่ากินมื้อดึกด้วย

4) ให้ใส่ใจเลี่ยงน้ำตาล โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ฉลากบอกว่ามีฟรุกโตส ซูโครส หรือ HFCS (High-Fructose Corn Syrup) เพราะมันอาจเป็นความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อการเกิด “ไขมันแทรกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease)” ที่หลายท่านเรียกว่ามันพอกตับ ซึ่งที่จริงแล้วแนวทางปฏิบัติด้านโภชนาการแนะว่าถ้าลดการเพิ่มน้ำตาลลงได้เพียง 5% ของพลังงานทั้งหมดต่อวันก็จะช่วยลดความชุกของไขมันแทรกตับและผลร้ายตามมาของมันได้

5) โปรดเลี่ยงเมรัย ขอให้ใส่ใจเรื่องแอลกอฮอล์ด้วย เพราะจะช่วยคุมคอเลสเตอรอลได้ เพราะแอลกอฮอล์ที่บริโภคเข้าไปทำให้ร่างกายได้แคลอรีเพิ่มซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นน้ำหนักตัวหรือภาวะลงพุง ที่นำมฤตยูมาอยู่ใกล้ตัวขึ้น การที่น้ำหนักตัวเพิ่มสามารถแกล้งให้ค่าคอเลสเตอรอลแอลดีแอลสูงขึ้นได้ ในขณะที่ทำให้ไขมันดีต่ำลง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจกับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์จุกตับได้อีก

6) ให้เจาะเลือดตรวจไขมัน โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association,AHA) ได้แนะนำไว้ว่าผู้ใหญ่ทุกคนที่มีวัยตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะไขมันสูงอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงไขมันสูงควรต้องได้รับการตรวจเช่นกัน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ชายอายุตั้งแต่ 45 ปี หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่มีประวัติไขมันสูงในครอบครัว

 

ภาพ freepik

How to จำกัดความหวาน ควบคุมน้ำตาลอย่างได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599077

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to จำกัดความหวาน ควบคุมน้ำตาลอย่างได้ผล

“รสหวาน” เป็นที่โปรดปรานของคนกว่าครึ่งโลก ทั้งยังมีสินค้าที่ให้เลือกหาซื้อในทุกประเภททั้งอาหาร น้ำอัดลม ขนมคบเคี้ยว โยเกิร์ต เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ

ซึ่งเรามักใช้ของเหล่านี้บรรเทาความเหนื่อย เรียกความสดชื่น และทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อรับประทานไประยะหนึ่งหากหยุดกินหรือขาดความหวานที่เคยได้รับไปกลับรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง  ภาวะแบบนี้เรียกว่าภาวะขาดน้ำตาล ซึ่งทำให้ต้องกินของหวานในปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นจะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ในร่างกายอีกมากมาย ทั้งความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

แบบนี้ดูเหมือนน้ำตาลจะเป็นผู้ร้าย แต่ร่างกายคนเราก็ยังต้องการน้ำตาลอยู่ เพื่อช่วยการทำงานของระบบต่างๆ ที่สำคัญน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ดังนั้น ร่างกายจึงควรรับน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกกินน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติไม่แปรรูป และจะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่สามารถสร้างความสดชื่น ในขณะเดียวกันก็จำกัดความหวานให้ร่างกายเราในปริมาณที่พอดีด้วย

กลับตัวปรับใจ การจำกัดความหวานในช่วงแรก ร่างกายที่เคยชินอาจรู้สึกว่าอาหาร หรือเครื่องดื่มที่เรารับประทานโดยที่ขาดรสหวานจะไม่คุ้น แต่หากให้เวลากับร่างกายในการปรับตัว ไม่เกิน 10 วัน การรับรสของลิ้นเราจะปรับสภาพให้คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน ซึ่งข้อดีคือทำให้เราโหยน้ำตาลน้อยลง

เลือกกิน ตัวอย่างของการเลือกกินซึ่งเป็นเบื้องต้นที่ทำได้ทันทีคือ เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำที่มีรสหวาน น้ำเปล่าช่วยให้ความสดชื่น กำจัดของเสียในร่างกาย ช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและออกซิเจนในร่างกายสะดวก และยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 8 แก้วต่อวัน จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านก่อนวัย ต่อมาคือเลือกกินผลไม้สดแทนขนมหวาน ผลไม้สดให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และมีรสหวานจากธรรมชาติทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ดังนั้นการมีผลไม้สดหลากชนิดไว้ในตู้เย็น จะช่วยกำจัดน้ำตาลที่ไม่จำเป็นได้อีกเยอะ

หาร 2 ลดปริมาณของน้ำตาลด้วยการลดความหวานลงครึ่งหนึ่ง เช่น เคยกินกาแฟสูตรน้ำตาล 2 ให้ลดเป็นน้ำตาลแค่ 1 หรือหากอยากกินหวานเท่าเดิมก็ให้ลดปริมาณการกิน หรือจำนวนชิ้นที่กินลง เช่น เคยกินบราวนี่ 1 ชิ้น ก็ปรับลดมากินเพียงครึ่งชิ้น

งดปรุง ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ปรุงแต่งรสชาติอาหารมากเกินไปให้เลิกเสีย ถ้าเป็นไปได้ให้งดเติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงมาแล้ว ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารจานเดียวนอกบ้าน ถ้าทำได้ควรสั่งอาหารว่าไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อยไว้ก่อน

ค่อยๆ ตัดใจ ไม่หักดิบ ถ้าหักดิบกินของไร้น้ำตาลในทันทีไม่ได้ ถ้าอยากกินน้ำแข็งไส แนะนำให้ลดน้ำหวานและเครื่องทั้งหลายแทนที่จะเป็นของเชื่อม ให้เปลี่ยนมาเป็นธัญพืชที่กากใยสูงที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และลดความอยากกินของหวานได้ด้วย เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกพรุน เป็นต้น

ช่องปากกับรสหวาน ปากของเราต้องสะอาดอยู่เสมอ การแปรงฟันหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะของหวาน เป็นเหมือนการล้างรสชาติที่ติดอยู่ในปาก การที่เราไม่บ้วนปากทำให้ต่อมรับรสชาติยังทำงาน ทำให้เรายังมีความอยากกินของหวานหรืออาหารอยู่ จึงรู้สึกเอนจอยอีตติ้งมาก นอกจากทำให้อ้วนยังอาจทำให้ฟันผุได้อีกด้วย

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599057

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 20:15 น.

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คืออะไร?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คือโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบ อุดตัน หรือ แตก ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) จะมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

ปัจจัยเสี่ยงของอัมพฤกษ์-อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (มักพบในคนวัย 45 ปีขึ้นไป) พันธุกรรม เพศ (มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) เชื้อชาติ เป็นต้น
  2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคอ้วน นอนกรน เป็นต้น

แล้วใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

1.โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 70 และพบว่าการควบคุมความดันตัวบนลดลงมา 5-6  มิลลิเมตรปรอท จะลดความเสี่ยงได้ร้อยละ 40% ทีเดียว ดังนั้น หลายท่านที่เป็นความดันแล้วไม่ยอมกินยาคุณหมอ อย่าลืมวัดความดันนะครับว่าความดันควบคุมได้ดีหรือยัง ถ้ายังก็ยังแนะนำให้รับประทานยา หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับแผนการรักษาด้วยกัน โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดง ถ้าไม่ไปตรวจวัดก็จะไม่รู้เลย แต่ถ้ามีอาการแล้วมักจะแก้ไขไม่ค่อยทันเท่าไหร่ โรคอัมพาตก็เป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี

2.เบาหวาน พบว่าคนที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

3.ไขมันในเลือดสูง จากข้อมูลไม่พบความสัมพันธ์โดยตรง แต่พบว่าหากได้รับยาลดไขมันกลุ่มสเตตินในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแล้วมีคลอเลสโตรอลสูงจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองตีบได้

4.สูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้สูงกว่าคนทั่วไป 1-5 เท่า และเมื่อหยุดบุหรี่เลย 2-5 ปีจะพบโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40% ดังนั้นท่านผู้อ่านถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวที่ท่านรักสูบอยู่ แนะนำให้หยุดเลยตั้งแต่วันนี้

5.การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 5 หน่วย (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 1 แก้ว เหล้าขาว 1 เป๊ก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดื่มน้อยกว่านี้ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน จึงแนะนำว่าไม่ควรทานเลยจะดีกว่า

6.ภาวะอ้วน (BMI > 25) อ้วนลงพุง (ชาย 40 นิ้ว/หญิง 35 นิ้ว) การคำนวณ BMI สามารถทำได้โดยนำน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง แล้วหารด้วยส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่นถ้าสูง 175 ซม ก็คือ 1.7 ยกกำลังสอง ถ้าหารแล้วมากกว่า 25 แสดงว่าคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้วละ

7.ไม่ออกกำลังกาย อันนี้จริงๆ คงจะเป็นสาเหตุของทุกโรคเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันใครลองคิดย้อนว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย หลังอ่านบทความนี้จบควรจะออกกำลังกาย

8.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Atrial Fibrillation ภาวะนี้คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีช่วงที่หัวใจไม่บีบตัว หรือบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดในห้องหัวใจไม่ไหลเวียน อาจเกิดการตกตะกอนของเลือดกลายเป็นลิ่มเลือดได้ เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไม่ไหลเกิดตกเป็นตะกอน แล้วลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในห้องหัวใจก็เกิดหลุดขึ้นไปอุดตันในเส้นเลือดสมอง ภาวะนี้เกิดได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งปกติแล้วคนไข้มักไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปีอาจจะช่วยให้พบภาวะนี้ได้ จากสถิติพบว่าถ้ามีภาวะ Atrial Fibrillation นี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเลยทีเดียว แล้วถ้าเราตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เยอะเลยทีเดียว

ภาพ freepik

หนอนหนังสือมีเฮ Post Books Clearance Sale ลดสูงสุด 90%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/599059

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

หนอนหนังสือมีเฮ Post Books Clearance Sale ลดสูงสุด 90%

โปรแรงแซงทุกสำนัก Post Books เอาใจคนรักหนังสือจัดโปรโมชั่นลดสูงสุด 90% พร้อม #บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท!! และโปร “1+1” ซื้อเล่มแรกราคาปกติ เล่มที่สองแค่ 1 บาท!!

พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นที่ทุกคนรอคอยกับโปรโมชั่นสนั่นวงการ

#บุฟเฟ่ต์ไม่อั้น เต็มถุงเพียง 99 บาท!

#โปรโมชั่น 1 บาท!!!!! “1+1” ซื้อหนังสือเล่มแรกในราคาปกติ เล่มที่สองจ่ายเพียง 1 บาทเท่านั้น!

 

ไปช้อปกระจายกันได้ที่ชั้น G อาคารบางกอกโพสต์ คลองเตย

เริ่มวันที่ : 29 ส.ค.-2 ก.ย. 2562

เวลา : 10.00-17.00 น.

ตัวเลขสถิติวัณโรคในไทยพุ่งสูง เป้าหมายที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599039

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 17:34 น.

ตัวเลขสถิติวัณโรคในไทยพุ่งสูง เป้าหมายที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุด

ประเทศไทยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง ทั้งวัณโรค วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย และวัณโรคดื้อยา องค์การอนามัยโลกประมาณการในปี 2560 ว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ 108,000 ราย ต่อปี

วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน และประเทศไทยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง ทั้งวัณโรค (TB) วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย (TB/HVI) และ วัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) องค์การอนามัยโลกประมาณการในปี 2560 ว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ 108,000 ราย ต่อปี นอกจากนี้ คนไทย 20 ล้าน หรือ 1 ใน 3 ของคนไทย มีเชื้อวัณโรคแฝงที่ไม่แพร่กระจาย ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค 2560-2564 เพื่อลดอุบัติการณ์วัณโรคให้เหลือ 88 คน ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2564 และมีเป้าหมายมีลดอัตราป่วยวัณโรครายใหม่เหลือ 10 ต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2578 แม้สถิติจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ต่อปีจะสูง แต่อุบัติการณ์ลดลงทุกปี หากทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน จะช่วยให้คนไทยห่างไกลจากวัณโรคได้ไม่ยาก เพราะแม้วัณโรคจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค และกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องวัณโรคสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจเรื่องวัณโรค ลดการรังเกียจหรือการตีตราผู้ป่วยวัณโรคและครอบครัวผู้ป่วย โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการคัดกรองวัณโรคปอด การให้ความรู้เรื่องวัณโรค การคัดกรองและให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพของโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน

ศ.เกียรติยศนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานคณะกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชปรารภเมื่อปี 2489 ว่า ประเทศไทยต้องมีสมาคมปราบวัณโรค ซึ่งในขณะนั้น เรามีบทบาทในการรักษาประชาชนด้วย พอมีหน่วยงานสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแล สมาคมฯ จึงมีบทบาทดำเนินการและสนับสนุนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์และองค์การอื่น และประชาชน เพื่อป้องกันรักษา เผยแพร่ความรู้และสนับสนุนร่วมมือเพื่อควบคุมและกำจัดวัณโรค”

แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “วัณโรคเป็นโรคที่ติดเชื้อทางอากาศ จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูงมาก ดังนั้นทุกฝ่ายจึงได้ร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยไม่ติด 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง ด้วยกลยุทธ์ค้นให้พบ จบด้วยยา นำคนไข้มารักษาคู่ไปกับค้นหาผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแฝง คือผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่แพร่กระจายสามารถรับยาป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นวัณโรคได้ในอนาคต”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าววว่า “ผู้ติดเชื้อวัณโรคคือคนที่ได้รับเชื้อในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ออกอาการ แต่เมื่อภูมิต้านทานลดลงจะกลายเป็นโรควัณโรคได้ องค์กรอนามัยของโลกและในประเทศไทยเห็นตรงกันว่าต้องค้นหาผู้ติดเชื้อวัณโรค 20 ล้านคน เพื่อยุติวัณโรคที่อาจเกิดขึ้นใน 16 ปีข้างหน้า โดยค้นหาจากผู้ป่วย 7 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ต้องขังในเรือนจำ บุคลากรสาธารณสุข ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และแรงงานข้ามชาติ

ทั้งนี้ สมาคมฯ จะมีห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพเป็นเลิศในภูมิภาคนี้ เพื่อวินิจฉัยวัณโรคให้ถูกต้อง และให้ความรู้กับประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะการสนับสนุนความรู้และวิทยาการให้แก่บุคลากรทางแพทย์ และพยาบาล มุ่งส่งเสริมและผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการป้องกันและรักษาวัณโรค โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรุงเทพมหานครได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นในการทำไลน์กลุ่มเพื่อให้สถานพยาบาลติดตามและให้คำปรึกษาคนไข้เพื่อให้เขายังอยู่ในระบบการรักษา”

แพทย์หญิงอลิศรา ทัตตากร ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีผู้ป่วยวัณโรค 13,000 รายต่อปี ค้นพบได้ประมาณ 12,000 ราย และต้องค้นหาเพื่อนำมารักษาเพิ่มอีก 1,000 ราย การรักษาสำเร็จเพียง 77% มีผู้ป่วยขาดการรักษาต่อเนื่อง อาจจะแพร่เชื้อหรือถึงขั้นเชื้อดื้อยาด้วย ประมาณ 2,500 รายต่อปี รวมเป็นผู้ป่วยทั้งหมด 3,500 คน การรักษาแบบวิธี DOT (Directly Observed Treatment) อาจมีความยากลำบากเนื่องจากสภาพการจราจร คนไข้ทานยาไม่ครบหรือหยุดยาเองเนื่องจากผลข้างเคียงของยา จึงจำเป็นจะต้องให้ความรู้ในการทานยาต่อเนื่อง หาหมอสม่ำเสมอ มีระบบการตรวจสอบและติดตามคนไข้กลับมารักษา ทาง กทม.จัดตั้งสายด่วน เบอร์โทรศัพท์ 02-860-8208 เพื่อให้คำปรึกษาในกรณีย้ายสถานพยาบาล เกิดผลข้างเคียงจากยา ค้นหาเวลาและสถานที่พบหมอ นอกจากนี้ ยังซึ่งมีไลน์กลุ่ม มีปัญหาสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ คุณหมอ และโรงพยาบาลได้เลย ซึ่งโอกาสที่คนไข้จะหายไปจากการรักษาจะน้อยลง คนไข้ก็จะประสบความสำเร็จในการทานยามากขึ้น”

“สิ่งที่ทำให้วัณโรคต่างจากโรคอื่นๆ คือไม่สามารถรักษาคนไข้ให้หายขาดได้ เนื่องจากในอดีตต้องทานยาวันละสิบๆ เม็ด คนไข้ทานไม่ครบหรือหยุดกินยาทำให้เป็นวัณโรคดื้อยา คิดเป็น 10% ของวัณโรคทั่วไป ต้องกินยาสองปีควบคู่ไปกับฉีดยา 6-8 เดือนและต้องระมัดระวังอย่างมากในการฉีดยาให้ถูกวิธี และถูกต้องกับน้ำหนักตัว เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น หูดับ ไตวาย บางคนเลยมีแนวโน้มที่จะรักษาไม่ครบเพราะการรักษาค่อนข้างยากและใช้ระยะเวลานาน แต่ในปัจจุบันมียารุ่นใหม่ที่ช่วยลดความยากลำบากของคนไข้และภาระค่ารักษาจากเดิมต้องทานยา 2 ปี หรือฉีดยา 6-8 เดือน ใช้ระยะเวลาสั้นลงเหลือ 9-10 เดือน เพื่อค้นพบโรคให้เร็วขึ้น กรมควบคุมโรคได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ใช้เทคโนโลยี AI ในการอ่านผลเอกซเรย์ทำให้ค้นพบคนไข้และรับการรักษาได้เร็วขึ้น กิจกรรมและการรณรงค์ต่างๆ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้สามารถลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรคไปได้ 10% จาก 172 ต่อแสนคน เหลือ 156 ต่อแสนคน” แพทย์หญิงผลินกล่าวเสริม

ในส่วนของการสนับสนุนจากภาคเอกชน เภสัชกร วีรวัฒน์ มีแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และการเข้าถึงยา บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขและเป็นภาระของประเทศ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มีความมุ่งมั่นที่ยาวนานในการให้การสนับสนุนงานสาธารณสุข ซึ่งเราได้มีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากนี้ เรายังช่วยสนับสนุนการลดโรควัณโรคผ่านโครงการบริจาคยาที่ใช้รักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 4 ปี ใน 60 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยสามารถเข้าถึงโครงการนี้ เราร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องด้านวัณโรคองค์กรต่างๆ อาทิ สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กองวัณโรค กรมควบคุมโรค เพื่อให้การสนับสนุนการศึกษาด้านยา และโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้เรื่องวัณโรค ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและการจัดการวัณโรคดื้อยาที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐในการขจัด วัณโรคให้หมดไปจากสังคมไทย”

ความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่ไม่อันตรายต่อภาวะของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598831

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

ความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่ไม่อันตรายต่อภาวะของโรค

เคยได้ยินคนพูดว่า “เป็นโรคความดันโลหิตสูงห้ามออกกำลังกาย” จริงหรือไม่? แล้วการออกกำลังกายส่งผลต่อความดันเลือดอย่างไรบ้าง?

ภัยสุขภาพที่ได้ขึ้นชื่อว่าเพชฌฆาตเงียบคือ “โรคความดันโลหิตสูง” ซึ่งในระยะแรกๆ อาจไม่มีการแสดงอาการ ทำให้คนส่วนมากไม่รู้ตัว แต่ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์เราจากการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง ชอบบริโภคหวาน มัน เค็ม และกินไขมันไม่ดี อาหารเหล่านี้ทำให้เลือดมีความหนาแน่นและมีความดันสูงขึ้น ไขมันจะซึมผ่านผนังหลอดเลือดเข้าไปเคลือบในหลอดเลือด ทำให้รูหลอดเลือดแคบลง เหมือนกับเวลาที่เราเปิดน้ำจากสายยางแล้วเอานิ้วไปอุดรูไว้ ก็จะทำให้น้ำพุ่งแรงขึ้น สิ่งที่ตามมาจากหลอดเลือดแคบก็คือ หลอดเลือดถูกทำลายจากไขมันบางส่วนที่เกาะเป็นลิ่มย้อยๆ หลุดมาตามแรงดันเลือดที่ไหลผ่าน และพัดเอาไขมันนั้นไปอุดกั้นที่เส้นเลือดอื่น ทำให้คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นอีกหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบหลอดเลือดว่าเหมือนกับท่อน้ำที่แรงดันสูงซึ่งมีโอกาสที่ท่อจะแตกจะรั่วได้ง่าย ทำให้คนหลายคนคิดว่าถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วไปออกกำลังกาย หัวใจเต้นแรงขึ้นจะเสี่ยงทำให้เส้นเลือดแตก กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ จึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือไม่กล้าออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยมากๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหลายได้รับการศึกษา วิจัย และยืนยันแล้วว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย สามารถป้องกันและบรรเทาโรคเหล่านี้ได้

โดยการรักษาในปัจจุบันแทนที่จะให้ใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว ยังมีโครงการ Exercise is medicine จ่ายใบสั่งในการออกกำลังกายควบคู่กับการกินยา ซึ่งได้ผลดีกว่าการพึ่งยาเพียงอย่างเดียวมาก นั่นแปลว่า คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจริงๆ แล้วต้องออกกำลังกาย และออกกำลังกายให้เหนื่อยด้วย

การออกกำลังกายส่งผลต่อความดันเลือดยังไงบ้าง?

การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้โดยช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด ลดไขมันทั้งในร่างกายและหลอดเลือด ทำให้ความต้านทานในหลอดเลือดลดลง หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดที่สูบฉีดแต่ละคร้ังเพิ่มขึ้น ระดับพลาสมา นอร์อิพิเนพฟริน (norepinephrine) ลดลง ผลโดยรวมจึงทำให้ความดันโลหิตลดลง ยังไม่นับรวมที่การมีกล้ามเนื้อมากขึ้นการเผาผลาญดีขึ้น ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นดีทำให้ลดอาการปวดข้อต่างๆ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลต่อทางจิตวิทยาทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น

จริงๆ แล้วคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงออกกำลังกายแค่ไหน?

คำแนะนำในการออกกำลังกายเพื่อป้องกันและบรรเทาความโรคดันโลหิตสูง จาก ACSM แนะนำว่าการออกกำลังกายทุกประเภทนั้นควรทำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวันยิ่งดี โดยการออกกำลังกายทุกระดับความหนักหรือความเหนื่อย ไม่ว่าจะเบา กลาง หนัก ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น แต่ให้เน้นที่ ระดับความเหนื่อยปานกลาง ส่วนระยะเวลาทำสั้นแค่ไหนก็ได้สะสมให้ได้อย่างน้อยตั้งแต่ 90 -150 นาทีต่อสัปดาห์ขึ้นไป จะให้ดีออกให้ได้ต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที

ประเภทการออกกำลังกายที่แนะนำ

  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ความเหนื่อยระดับปานกลาง (ร้องเพลงไม่ไหว แต่พูดคุยได้) เป็นหลัก แต่ระดับเบา (ร้องเพลงได้สบาย) และระดับหนัก (พูดคุยไม่ไหว แต่ไม่ถึงกับหอบ) ก็มีประโยชน์
  • การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ความหนักในการฝึกมือใหม่หัดยกเบาที่ช่วง 30 – 50 ครั้ง/เซ็ต (ฝึกจนทำท่าได้อย่างถูกต้อง) จะให้ดีต้องเพิ่มน้ำหนักจนยกได้แค่ในช่วง 10 -20 ครั้ง/เซ็ต แล้วควรพัฒนาจนยกได้หนักขึ้นในช่วง 8 -12 ครั้ง แต่ละท่าทำ 2-4 เซ็ต 8-10 ท่า เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ใช้เวลาฝึกต่อครั้ง 20 นาทีขึ้นไป สามารถสลับกลุ่มกล้ามเนื้อในการฝึกได้ โดยข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ห้ามกลั้นหายใจขณะออกแรง และต้องเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างช้าๆ ป้องกันภาวะความดันตกเฉียบพลัน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบเกร็งค้าง เช่น ท่าแพลงก์ และไม่ทำท่าออกกำลังกายที่ศีรษะอยู่ต่ำกว่าตัว เช่น decline sit up
  • ฝึกการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ คือการออกกำลังกายที่พัฒนาระบบประสาท ทักษะ และการเคลื่อนไหวร่างกาย พัฒนาความยืดหยุ่น เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ กายบริหาร ฝึกการทรงตัว ยืนขาเดียว เดินเขย่งเท้า ตารางเก้าช่อง เต้น เป็นต้น
  • การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นให้ยืดถึงจุดที่รู้สึกตึง หรือเจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวันยิ่งดี

เช็กลิสต์ 9 โรคใกล้ตัวคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598824

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

เช็กลิสต์ 9 โรคใกล้ตัวคนทำงาน

คนทำงานนับวันนอกจากประสบการณ์ด้านการทำงานที่มากขึ้นและเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีอายุที่เพิ่มขึ้นบวกกับภาระหน้าที่และความเครียดที่มากขึ้น ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อยลง ดูแลสุขภาพน้อยลง เพิ่มความเสี่ยงให้โรคภัยเข้ามาใกล้ตัวจนลืมระมัดระวังซึ่งนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง มาดูกันว่าโรคภัยใกล้ตัวที่คนวัยทำงานมีความเสี่ยงมากมีอะไรบ้าง

1. โรคอ้วน

ด้วยไลฟ์สไตล์ลักษณะการดำเนินชีวิตที่รีบเร่ง บวกกับพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ ของการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้ชาวออฟฟิศและอาชีพที่ต้องนั่งทำงานนิ่งๆ ทั้งวัน มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนสูงมาก

2. ไขมันอุดตันเส้นเลือด

หลายต่อหลายครั้งคุณอาจเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทานอาหารฟาสต์ฟู้ด กินแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก กินผักผลไม้น้อย นอกจากจะส่งผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติแล้ว ยังเสี่ยงต่อภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดอีกด้วย

3. โรคเบาหวาน

สืบเนื่องต่อจากอาหารการกิน เห็นรูปร่างเอวบางร่างน้อย แต่หากดื่มกาแฟนม น้ำผลไม้ปั่นใส่น้ำเชื่อมเป็นประจำ ก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

4. ไมเกรน

ภาวะเครียด พักผ่อนน้อย เป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคปวดหัวเรื้อรัง หรืออาจเป็นไมเกรนได้ ซึ่งเป็นขั้นกว่าของอาการปวดศีรษะปกติ เพราะทานยาทั่วไปอาจยังไม่หาย บางครั้งลามปวดถึงกระบอกตา และอาจปวดมากจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ถึงขั้นคร่าชีวิต แต่ก็สร้างความลำบากให้กับชีวิตได้มากเหมือนกัน

5. กระเพาะอาหารอักเสบ

เมื่อไรก็ตามที่เริ่มทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานข้ามมื้อไปมา หรืออดอาหารบ่อยๆ ระวังจะปวดท้อง แสบท้อง คลื่นไส้อาเจียน เพราะโรคกระเพาะอาหารอักเสบถามหาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

6. กรดไหลย้อน

หากใครรอดมาจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบมาได้ อาจจะมาตกม้าตายเอาที่กรดไหลย้อน เพราะระดับความทรมานคูณสาม กรดที่เอาไว้ย่อยอาหารย้อนกลับขึ้นมาทางลำไส้ หลอดอาหาร ปวดแสบปวดร้อนที่กลางอก และอาเจียนเอาอาหารที่ทานเข้าไปออกมาด้วย ไม่มีใครอยากเป็นแน่นอน สาเหตุเป็นไปทั้งจากความเครียด ทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานอาหารมากจนเกินไป และอื่นๆ

7. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ใครที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาตลอด ต้องอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้เป็นเวลานานๆ อาจจะต้องประชุมทั้งวัน พนักงานแคชเชียร์ที่ลูกค้าต่อคิวยาวเหยียด เวรยามที่ปลีกตัวไปไหนไม่ได้ เจ้าหน้าที่ดูแลระบบต่างๆ อาจทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะนานๆ จนเป็นสาเหตุของอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

8. มะเร็ง

นี่ก็เป็นอีกโรคที่สามารถคุกคามคุณได้ทุกเมื่อ โดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด ทั้งมาจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเราเอง และจากพันธุกรรม แต่วัยทำงานจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากสภาวะความเครียด การบริโภคที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย และด้วยอายุที่มากขึ้นทุกวัน

9. หัวใจ

ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคนี้ เมื่อเราทำงาน เราอาจหลีกเลี่ยงความเครียดไม่ได้ แต่หากเราบริหารอารมณ์ ความรู้สึกไม่ได้ หรือไม่รู้จักปล่อยวาง เวลาพักผ่อนก็ไม่ยอมพักผ่อน มีความกดดันในตัวเองสูง คุณก็กำลังเสี่ยงกับโรคหัวใจอยู่ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไรก็ตาม

สำหรับวิธีหลีกเลี่ยงโรคเหล่านี้ คงหนีไม่พ้นการหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ครบ 5 ลดหรือรักษาน้ำหนักให้อยู่ตามเกณฑ์มาตรฐาน ลดแป้ง น้ำตาล และไขมันให้น้อยลง รู้จักควบคุมอารมณ์ แบ่งเวลาทำงาน และเวลาพักผ่อน ทานอาหารให้ตรงเวลา และดื่มน้ำมากๆ หากรู้สึกผิดปกติในร่ายกาย ควรรีบพบแพทย์ และตรวจสุขภาพเป็นประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

ภาพ freepik

เตือนเล่นน้ำทะเลหลังฝนตก ระวังแมงกะพรุนพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598819

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 09:15 น.

เตือนเล่นน้ำทะเลหลังฝนตก ระวังแมงกะพรุนพิษ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่ลงเล่นน้ำทะเลระมัดระวังแมงกะพรุนที่มีพิษ โดยเฉพาะในช่วงมรสุมหรือหลังฝนตกใหม่ๆ และปลายฝนต้นหนาว แนะหากพบผู้ที่สงสัยถูกพิษแมงกะพรุน ห้ามขัดถูหรือขยี้ในบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ (Jellyfish-related injury) ซึ่งพบได้ในหลายจังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน  ในช่วงฤดูฝนนี้จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

นายแพทย์อัษฏางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยประชาชนที่เที่ยวทะเลในช่วงมรสุมและฝนตกอาจเจอแมงกะพรุนที่ถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดได้ โดยแมงกะพรุนที่พบทั่วไปในทะเลไทยมีหลายชนิด ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ และพบแมงกะพรุนมากขึ้นในช่วงมีมรสุมของปี รวมถึงช่วงฝนตกหรือหลังฝนหยุดใหม่ๆ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ (Jellyfish-related injury) ซึ่งพบได้ในหลายจังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน  ในช่วงฤดูฝนนี้จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

สำหรับแมงกะพรุนที่เป็นอันตรายและมีพิษรุนแรงคือ แมงกะพรุนกล่อง ซึ่งมีลักษณะโปร่งใส รูปร่างทรงสี่เหลี่ยม มีหนวดยื่นออกมาในแต่ละมุม และหนวดอาจยาวเท่ากับความสูงของคน แมงกะพรุนกล่องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีหนวดเพียงเส้นเดียวในแต่ละมุม และชนิดที่มีหนวดหลายเส้นในแต่ละมุม ซึ่งกลุ่มนี้มีหนวดรวมๆ แล้ว ประมาณ 12-15 เส้น และผู้เสียชีวิตเกิดจากชนิดที่มีหนวดหลายเส้น ซึ่งกระเปาะพิษจะอยู่ที่สายหนวด หนึ่งตัวอาจมีกระเปาะพิษถึงล้านถุง ทำให้แมงกะพรุนกล่องจัดเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรงที่สุด

พิษของแมงกะพรุนกล่องมีพิษ 3 แบบ

  1. ทำให้เซลล์ผิวหนังตาย
  2. มีอาการปวดรุนแรง
  3. หากได้รับพิษในปริมาณมาก และพิษเข้าสู่กระแสเลือดและจะเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นและระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-10 นาที

การป้องกันแมงกะพรุนพิษ

  • ขอให้ประมัดระวังการลงเล่นน้ำทะเลในช่วงมีมรสุมหรือปลายฝนต้นหนาว ในวันคลื่นลมสงบ อากาศแจ่มใส หรือหลังฝนตกใหม่ๆ โดยเฉพาะแถวชายหาดระดับน้ำตื้นๆ
  • แนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่เป็น Lycra suit หรือเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวซึ่งควรเป็นผ้าที่มีเนื้อแน่นและแนบลำตัว

การปฐมพยาบาล หากสงสัยว่าถูกพิษแมงกะพรุนให้ปฐมพยาบาลตามขั้นตอนเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นวิกฤตก่อน ดังนี้

  1. นำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำ
  2. เรียกให้คนช่วยหรือเรียกรถพยาบาล (โทร 1669) แต่ห้ามทิ้งให้ผู้บาดเจ็บอยู่ตามลำพัง เพราะอาจหมดสติภายในเวลาไม่กี่นาที
  3. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ เพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน
  4. ราดน้ำส้มสายชูที่ใช้กันตามครัวเรือน ตรงบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนพิษทันที โดยราดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยนาน 30 วินาที และห้ามขัดถูหรือขยี้ รวมถึงห้ามราดน้ำจืด  น้ำปัสสาวะ และแอลกอฮอล์บริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น
  5. ถ้าผู้ป่วยหมดสติและไม่มีชีพจร ให้ปั๊มหัวใจก่อน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

เคล็ด(ไม่)ลับช่วยให้ ‘งาน’ บันดาลสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598753

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 17:17 น.

เคล็ด(ไม่)ลับช่วยให้ 'งาน' บันดาลสุข

หน้าที่การงานบ่งบอกคุณภาพชีวิตและฐานะทางสังคมที่ดี จึงทำให้คนส่วนมากจมอยู่กับการใช้ชีวิตในที่ทำงาน และคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน” รู้ 10 เคล็ดลับสร้างความสุขเมื่อทำงานที่ช่วยให้เกิดผลที่ดีทั้งตัวเองและองค์กร

1.ออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เป็นการสร้างวินัยและถ้าทำได้ก็สร้างความสุขให้แก่มนุษย์ออฟฟิศได้ดีมาก การฝึกตื่นเช้าสำหรับหลายๆ คนอาจจะเป็นเรื่องยากเย็น อาจลองหาเหตุผลดีๆ สักข้อ กำหนดอะไรบางอย่างสำคัญๆ ที่จะต้องทำให้เป็นวันพิเศษอีกวัน ก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นจากเตียงได้ง่ายขึ้น เช่น สาวๆ ซื้อชุดทำงานใหม่มาพร้อมเครื่องสำอางเซตใหม่ ก็เป็นการสร้างความสดใสสวยๆ ให้ตื่นเช้าได้สบายๆเลยทีเดียว

2.กล่าวคำทักทายตอนเช้า เริ่มต้นวันด้วยการกล่าวทักทายทุกๆ คนที่ออฟฟิศด้วยคำว่า สวัสดี ไม่ลืมรอยยิ้ม แล้วเมื่อเราได้รับคำทักทายพร้อมรอยยิ้มกลับมา บรรยากาศแห่งความสุขเกิดขึ้นได้แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านี้เอง แนะนำข้อนี้โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพนักงานหน้าใหม่ในออฟฟิศ การตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ ก็อาจทำให้สีหน้าเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว ส่องกระจกในห้องน้ำแล้วยิ้ม ช่วยลดความซีเรียส ลดความตื่นเต้นได้เยอะเลย

3.สร้างมิตรผูกพัน ความมีมนุษยสัมพันธ์เริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลต่างๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก รวมไปถึงการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น ตลอดจนการแสดงกิริยาท่าทางและการใช้วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย การรักษาความสัมพันธ์อันดีงามไว้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

4.ตั้งคำถามกับตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำอยู่หรือไม่? ถ้าทำงานแล้วไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ ควรทำอย่างไร? หรือทำไมรู้สึกเบื่อหน่ายเกือบทุกๆ เช้าเมื่อก้าวเข้าออฟฟิศ? ทำไมช่วงเวลาในการทำงานจึงเชื่องช้ามาก กว่าจะพ้นผ่าน 9 ชั่วโมงในแต่ละวัน? หรือถ้ามีโอกาสที่จะลางานก็รีบทำทันที…ใช่หรือไม่? ถ้ามีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาแค่เพียง 1 คำถาม ก็คงต้องถึงเวลาเปลี่ยนงานกันได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสในการเริ่มต้นงานใหม่ก็ควรเปลี่ยนทัศนคติโดยเร็ว ลองบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะตั้งใจทำงานที่ฉันรัก” ย่อมสร้างกำลังใจได้ดีกว่าพูดว่า “ทุกวันก็มีแต่งานเดิมๆ ซ้ำๆ น่าเบื่อ” ซึ่งทำให้เบื่องานมากกว่าเดิม

5.อย่าต่อว่าองค์กร ทุกๆ แห่งย่อมมีปัญหาและอุปสรรค แต่ถ้าเราไม่มีความรู้สึกผูกพันกับองค์กร ความรู้สึกของคำว่า “ทนอยู่” จะเกิดขึ้นได้ทันที อย่าทำงานเพียงรอรับเงินเดือนเมื่อครบสิ้นเดือนเท่านั้น แล้วถ้ามีปัญหาก็อย่าต่อว่าหรือพูดถึงองค์กรของคุณในทางที่ไม่ดี เช่น ปรับเงินเดือนโบนัสน้อยเกินไป การเลือกทำงานอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเองทั้งสิ้น แล้วออฟฟิศก็เป็นที่ที่เราใช้เวลามากกว่าเวลาที่บ้านเสียอีก

6.อย่าดูถูกเพื่อนร่วมงาน การตั้งเป้าหมายที่สูงลิ่วก็อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบนี้โดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานโดยลำพัง และความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของบุคคลรอบข้างตัวคุณ ถ้าต้องมีการขอความร่วมมือ หรือคุณต้องเป็นฝ่ายให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ แก่เพื่อนร่วมงาน ควรมองคนที่คุณค่าแท้จริง และอย่าลืมว่าทุกคนมีทักษะและความชำนาญในงานที่แตกต่างกันไป คุณทำงานของคุณได้ แต่คุณอาจไม่สามารถทำงานของคนอื่นได้ และการวัดคุณภาพของคนทำงานได้ดีไม่ใช่แค่การศึกษาระดับปริญญา แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้วัดความสามารถ เช่น การควบคุมอารมณ์ (Emotional Quotient : EQ) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) คนทำงานควรศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับคนได้ทุกประเภทและทุกระดับ

7.ถ้างานผิดพลาด อย่าคิดแต่หาคนรับผิดชอบเท่านั้น คนทำงานย่อมเกิดความผิดพลาดได้ทุกคน ซึ่งแตกต่างจากคนที่ไม่เคยผิดพลาดเพราะนั่นคือคนที่ไม่เคยทำงานเลย นี่เป็นสัจธรรม เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องมุ่งสู่การแก้ไขให้รวดเร็วที่สุด การได้รับมือกับปัญหาทำให้ได้เรียนรู้ความผิดพลาดในครั้งนี้อีกด้วย

8.คิดบวก เป็นเรื่องนำมาใช้ได้ตลอดกาล การปรับความคิด ทัศนคติ โดยให้มองโลกในทางบวกไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งบุคคลนอกออฟฟิศที่ต้องติดต่อด้วย

9.สร้างความสุขในที่ทำงาน การให้ในที่นี้หมายความรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้สึกดีๆ ให้กำลังใจ ให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน และให้อภัยเพื่อนร่วมงานด้วย ในบางออฟฟิศสิ่งที่มักจะขาดแคลนก็คือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

10.สร้างความกระตือรือร้น นอกจากนำไปสู่ความสำเร็จ ก็ช่วยทำให้งานที่ดูยากๆ กลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อหน่าย พลังจะเพิ่มได้ถึง 2-3 เท่า เพราะแสดงถึงการมีกำลังใจ มีพลัง มีความเชื่อมั่นที่สูง ส่งผลให้เกิดการลงมือทำโดยเร็ว ความกระตือรือร้นเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนจะต้องมี เป็นภาวะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้การลงมือทำที่ตื่นเต้น สนุกสนาน ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดพลอยกระตือรือร้นตามไปด้วย

 

ภาพ freepik