เตรียมพร้อมเติบโตเป็นหัวหน้าต้องมี 5 ทักษะนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598737

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

เตรียมพร้อมเติบโตเป็นหัวหน้าต้องมี 5 ทักษะนี้

ในการทำงานไม่ว่าใครก็ต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่ที่สูงขึ้นไป การได้เลื่อนตำแหน่งจึงถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งซึ่งไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเป็นได้ แต่ว่าการเป็นหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรที่ต้องเลือกคนขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจเช่นกัน เพราะบางทีพอแต่งตั้งมาแล้วก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับหรือไม่ หรือคนที่ได้รับแต่งตั้งอาจถูกมองว่าไม่ควรได้รับการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออาจถึงขั้นถูกมองว่าเติบโตเพราะใช้เส้นสายความสนิท

ดังนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่าการเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นหัวหน้านั้น ผู้บริหารองค์กรจะเลือกคนที่มีทักษะอย่างไร จึงจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรได้กำหนดไว้ได้

1.ความรู้ในงาน (Knowledge of His Work)

กล่าวคือ ต้องมีความรู้ในการงานที่ตัวเองต้องปฏิบัติ รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เช่น พนักงาน (Men) เครื่องมือ อุปกรณ์ (Tools) วัตถุดิบ (Materials) เครื่องจักร (Machines) วิธีการทำงาน (Methods)สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (Environment) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standards) โดยสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

2.ความรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ (Knowledge of Responsibilities)

ต้องสามารถนำความคาดหวัง หรือนโยบาย ไปปฏิบัติและกระจายไปสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการปฏิบัติ และควบคุมงาน เพื่อทำให้พนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน สามารถทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่หน่วยงานคาดหวังเอาไว้

3.ทักษะในการสั่งงาน (Skill in Instruction)

โดยต้องสามารถมอบหมายงานให้กับพนักงานได้อย่างเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และที่สำคัญคือ ต้องมีความสุขุม รอบคอบ และระมัดระวังในการใช้คน

4.ทักษะในการปรับปรุงงาน (Skill in Improving Methods)

โดยที่หัวหน้างานต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการปรับปรุงและพัฒนางาน โดยต้องคิดหาวิธีที่จะปรับปรุงสภาพการปฏิบัติงานประจำวันให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงาน การลดปริมาณของเสีย การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร การลดขั้นตอนการผลิต หรือการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งการลดความผิดพลาด เป็นต้น

5.ทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น (Skill in Working with People)

ทักษะนี้สำคัญมากและเป็นตัววัดที่แท้จริงว่าคุณคือหัวหน้างานตัวจริงหรือไม่ และเป็นตัวที่สนับสนุนให้ทักษะทั้ง 4 ข้อแรกนั้นบรรลุผล หัวหน้าต้องรู้จักเรียนรู้ผู้ใต้บังคับบัญชา ลดความคับข้องใจหรือไม่พึงพอใจ และสร้างให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำจะนำประวัติการปฏิบัติงาน เช่น การขาด ลา มาสาย รวมทั้งความประพฤติอื่นๆ มาประกอบเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการให้โอกาสเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้

 

ภาพ freepik

How to เนรมิตชีวิตการทำงานของเด็กใหม่ให้แฮปปี้ตั้งแต่วินาทีแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/561457

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to เนรมิตชีวิตการทำงานของเด็กใหม่ให้แฮปปี้ตั้งแต่วินาทีแรก

จงคิดว่า “เราคือคนโชคดี” ในยุคที่การงานหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และทันทีที่ชีวิตคนทำงานหน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในออฟฟิศใหม่ เจ้านายใหม่ เพื่อนร่วมงานก็หน้าตาใหม่ๆ อยู่รายรอบตัวเรา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะดีหรือจะคุยกับเราหรือเปล่า? แล้วจะสามารถทำงานร่วมกันราบรื่นหรือไม่ จะมีใครสอนงานให้หรือไม่?!!

ไม่รวมไปถึงเรื่องหยุมหยิม ชวนกังวล ช่วงพักกลางวันจะนั่งกินข้าวกับใคร รายละเอียดวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง? กลายเป็นความเครียด จนอาจจะส่งผลกระทบกับงานไปเลยก็เป็นไปได้ อย่าคิดลบ มีวิธีไม่ยากเลย กับการสร้างสรรค์ชีวิตการงานที่มีความสุขตั้งแต่เริ่มงานวันแรก

เริ่มต้นสร้างมิตรภาพที่ดี

ในช่วงที่เริ่มทำงานออฟฟิศใหม่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอก็คือการยื่นมิตรภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อย่ามัวแต่ตกอกตกใจไป ถ้ามีคนบางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับจะเป็นมิตรหรือไม่ก็ตาม แต่การที่เริ่มต้นผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่วันแรก คือเคล็ดลับการเริ่มต้นสร้างมิตรภาพในที่ทำงานได้ดีเลิศ ใครทำแบบนั้นได้มีแต่ผลดีไม่มีคำว่าเสีย เพราะฉะนั้นวันแรกที่เข้าไปยกมือไหว้พี่ (ขา) ใหญ่ไว้ก่อน แล้วอย่าลืมรอยยิ้ม ยิ้มทักทายทุกคนด้วยความสดใส รอยยิ้มคือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ทำให้คนหน้าใหม่ดูเฉิดฉาย ดูน่าสนใจอย่างยิ่ง และรอยยิ้มคือสัญลักษณ์ของความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อได้พบเพื่อนร่วมทีม ยิ้มแย้มแจ่มใส และกล่าวฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนร่วมงานใหม่ นี่คือภาพความประทับใจแรก คือสิ่งที่สำคัญของการปลูกมิตรภาพนี้ให้คงอยู่ตลอดการทำงาน จำไว้ยิ้มให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รอยยิ้มคือสิ่งที่ช่วยยืนยันให้คู่สนทนา เพื่อนใหม่ รู้ว่าเรากำลังสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด รอยยิ้มยังเป็นสิ่งที่บอกให้คนรอบตัวรู้ได้ทันทีด้วยว่าเราทำงานด้วยความมั่นใจมีความสุข และคนเราก็อยากอยู่ใกล้คนที่มีความสุขกันทั้งนั้น

ฝึกเป็นนักสนทนาที่ดี

“สวัสดีค่ะ ดิฉัน/ผม ชื่อ…ค่ะ/ครับ” ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยคแบบนี้ จะดูทางการมากไปหรือเปล่า (นะ)?!! ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่พบว่าเป็นการยาก ในการเป็นนักสนทนาที่ดี ก็เพราะว่าพวกเขา “กลัวว่าจะพูดบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมดาเกินไป” แลดูโจ่งแจ้งเกินไป หรือพูดบางสิ่งที่ (ฟังดูแล้ว) ไม่มีความจริงใจ หรือบางสิ่งที่ไร้คุณค่าสำหรับคู่สนทนาหรือบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกาลเทศะไปเลย

การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ วิธีสร้างการสนทนาเป็นไปอย่างรื่นเริง ลองกระตุ้นจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ใช่สะกดจิตให้ดูรื่นเริงเกินไป จงหยุดความพยายามเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครสามารถแสดงความหลักแหลมได้ทุกนาทีหรอกนะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบีบคั้นคำพูดหลักแหลมคมคายออกมา เพียงแค่ปล่อยให้ลิ้นทำงานไปเองโดยอัตโนมัติ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ

เปิดใจให้กว้าง

คนเราทั่วๆ ไป ก็มักจะประเมินคนที่เราพบโดยใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลายเป็นคนทั่วไปเสียล่ะ อย่าเพิ่งมีอคติกับใครที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก เพราะความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์และรักษามิตรภาพในที่ทำงานจะแตกต่างจากมิตรภาพนอกที่ทำงานอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย มีความคาดหวัง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ขอบอกเลยว่าเพื่อนในออฟฟิศคนละกลุ่ม คนละเรื่องกับเพื่อนซี้ไปเที่ยว เล่น กิน นอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัย การเริ่มต้นใหม่โดยเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุขในที่ทำงาน เสริมสร้างผลงาน มีเพื่อนพ้องใหม่ๆ รวมถึงคุณก็จะกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ในที่ทำงานก็อยากจะมาเป็นเพื่อนด้วย

พูดคุยปรับความเข้าใจ

เริ่มงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ ย่อมมีปัญหาตามมาไม่ยากอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้อย่างน้อยที่สุดการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้เราและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆ ในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

นอกเหนือจากนี้ อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรือวัยวุฒิน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณให้ติดปากอยู่เสมอ ทั้งนี้ โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

อย่าแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

หนึ่งในอุปสรรคที่ท้าทายที่สุดกับการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน คือการต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนที่คุณพยายามจะผูกมิตรกับคนที่มีตำแหน่งในบริษัท และจงระวังความรู้สึกของการแข่งขัน เนื่องจากมันจะส่งผลในแง่ลบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ตั้งใจสร้างขึ้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า

อุปนิสัยของคนเราล้วนมีแนวโน้มที่จะเลือกให้ความสนิทสนมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เช่น ก้าวสู่ทีมร่วมโปรเจกต์ใหญ่ด้วยกัน หรือการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้นครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ให้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และจำไว้ว่าเราคือทีมเดียวกัน

เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

ให้เรียนรู้โดยการมองดูที่พฤติกรรมการแสดงออกของผู้อื่น ควรสังเกตเฝ้าดูคนอื่นที่ “ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น” “ทำแค่ขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง” และ “เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ” เป็นต้น จากนั้นให้คุณหันกลับมามองดูตัวเอง แล้วลองพิจารณาดูว่าตัวคุณเองนั้นมีพฤติกรรมแสดงออกเช่นนั้นบ้างหรือไม่

หลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับคนแปลกๆ

ในที่ทำงานส่วนใหญ่นั้นก็มักจะมีเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกภาพแปลกๆ ติดออฟฟิศอยู่เสมอ แต่ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวกับคนแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรมากมาย ควรอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้ แต่ก็สามารถนำพฤติกรรมของคนเหล่านี้มาใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน ควรคิดเสมอว่าพฤติกรรม “ดูแปลกๆ” นั้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ “ไม่ดี” เสมอไป

 

ภาพ freepik

3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยในคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/590766

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยในคนทำงาน

ชวนสำรวจ 3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษาที่ตรงจุด

ปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะนั่งบนโต๊ะทำงาน นั่งในรถ ซ้ำร้ายหลายคนยังผูกติดอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งในประเทศไทยพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 แต่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับพบมากถึงร้อยละ 80 และมักพบในช่วงอายุวัยทำงานคือ อายุระหว่าง 26-44 ปี

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมี 3 ระบบ ได้แก่

  1. อาการทางระบบการมองเห็น อาการในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม
  2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
  3. อาการทางระบบกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวด หรืออาการเมื่อยล้า ในรายที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการเฉพาะช่วงพัก ช่วงเว้นว่างที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทำงาน หรือช่วงเวลาก่อนนอน ส่วนผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักขึ้นอาจมีกล้ามเนื้อหดเกร็งค้าง ล็อกข้อไว้ ทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาขณะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นๆ บางรายมีความรู้สึกคล้ายอาการชา และรู้สึกยิบๆ บริเวณผิวหนังร่วมด้วย อาการทางระบบกล้ามเนื้อเหล่านี้เกิดจากการปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มักเกิดขึ้นที่บริเวณ คอ บ่า ไหล่ มากที่สุด รองลงมาคือหลังส่วนล่าง ส่วนบริเวณข้อมือและแขน จะพบมากเป็นอันดับสาม

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  • เลี่ยงการนั่งในรถและนั่งท่าเดิมๆ บนโต๊ะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ลดปริมาณงาน เวลาการทำงาน ควรลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสาย ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ
  • งดความเครียดของตัวเองด้วยวิธีบำบัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การฟังดนตรี จนถึงการปรับสู่อิริยาบถนอน เป็นต้น
  • แก้ไขท่านั่งทำงานและท่านั่งขับรถให้ถูกต้อง
  • บอกลาอาการปวดโดยยืด เหยียด กด ประคบ ด้วยการออกแบบท่ากายบริหารเหยียดยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ การนวดกดจุด หรือการใช้เครื่องมือประคบทางกายภาพบำบัด
  • ปรับท่าด้วยการออกแบบท่าทางเพื่อให้ร่างกายส่วนนั้นๆ ได้เปรียบเชิงกลขณะทำงาน
  • การสอดแทรกท่ากายบริหารเพื่อเพิ่มความคงทนของกล้ามเนื้อที่มีอาการเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน
  • การรักษาด้วยการดัดข้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็ม หรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ

ภาพ  freepik

How to พิชิตมะเร็งร้ายด้วยพลังของใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597557

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

How to พิชิตมะเร็งร้ายด้วยพลังของใจ

วิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคมะเร็ง พร้อมเทคนิคเพิ่มกำลังใจเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเสียเอง

เมื่อรู้ว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าใครก็มักมีความกังวลใจ หดหู่ หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งในประเทศไทย ประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน สำหรับผู้ชาย และประมาณ 123.8 คน ต่อประชากร 100,000 คน สำหรับผู้หญิง ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง แต่สำหรับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วแนวโน้มของการเป็นโรคมะเร็งอาจมีตั้งแต่อายุน้อยกว่า 25 ปี

แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก หากเรารู้ตัวว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีคนในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับมะเร็ง ความวิตกกังวลคงไม่ช่วยให้เรารอดพ้นจากโรคร้ายนี้ แต่เราจะทำอย่างไรให้มีพลังแรงใจในการต่อสู้

8 วิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นมะเร็ง พร้อมเทคนิคเพิ่มกำลังใจเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเอง

1.ยอมรับแล้วก้าวต่อไป

ผู้ป่วย-มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์ท้อใจ กังวล เหนื่อยล้า มารุมเร้าเป็นธรรมดาในที่สุดคุณจำเป็นต้องยอมรับให้ได้ ยิ่งยอมรับเร็วเท่าไหร่ ก็จะจัดการปัญหาอย่างไรได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

เพื่อนหรือญาติ-คุณจำเป็นต้องเข้มแข็ง ยอมรับ และเข้าใจสถานการณ์ก่อน จึงจะไปสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยยอมรับได้อย่างมีพลัง สารพัดคำปลอบโยนจากคนที่เข้าใจใกล้ชิด คือยาบรรเทาขนานแรกที่จะใช้ได้ในยามนี้

2.ลดความกังวล-เติมกำลังใจ

ผู้ป่วย-กล้าพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด เพื่อระบายความกังวลใจ และหาทางออกร่วมกันหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

เพื่อนหรือญาติ-ให้ผู้ป่วยได้ระบายความทุกข์ หลีกเลี่ยงการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติด้านร่างกาย รูปลักษณ์ และเรื่องแง่ลบของโรคมะเร็ง แล้วเติมความสุข ให้กำลังใจ เพื่อผู้ป่วยจะก้าวผ่านความทุกข์ท้อ กังวลใจไปได้

3.เข้าถึงรายละเอียดในการจัดการ

ผู้ป่วย-ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมหาทางรักษาจนตัวเองเข้าใจและพอใจ รวมถึงการปฏิบัติตนที่ถูกต้องระหว่างการรับการรักษา เพื่อลดความผิดพลาด หรือทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

เพื่อนหรือญาติ-หลังพบความเสี่ยงและได้ข้อสรุป ญาติต้องร่วมคิด ตัดสินใจ ตลอดจนการปฏิบัติตัวและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง

4.ศึกษาเพิ่มเติมเสริมการรักษา

ผู้ป่วย-ควรรู้จักธรรมชาติของโรค เพื่อที่จะเข้าใจและตั้งรับถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอาการ ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงพัฒนาสภาพจิตใจ คิดแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เพื่อนหรือญาติ-ศึกษาหาข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างดีต่อเนื่อง

5.ออกกำลังกายและมีกิจกรรมไม่ขาด

ผู้ป่วย-ออกกำลังกายไม่หักโหม ช่วยให้ร่างกายสดชื่น นอนหลับสนิท กระตุ้นการอยากอาหาร การไหลเวียนเลือด และลดโอกาสท้องผูก หากไม่ไหวขอให้พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นอนติดเตียงหรือนั่งติดเก้าอี้

เพื่อนหรือญาติ-กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรุด คือ พาเขาออกกำลังกาย ขยับตัวสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสั้นๆ ในสวน การหยิบจับสิ่งของด้วยตัวเอง การทำงานบ้านอย่างง่ายๆ นอกจากนั้นกิจกรรมนั่งเมาท์เป็นเพื่อนคุย งานศิลปะและดนตรีอย่างง่ายๆ ที่ทำร่วมกันได้ ไม่ลืมใส่ความสนุกจัดหนักลงไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสได้มาก

6.ลาขาดจากสิ่งบั่นทอนสุขภาพ

ผู้ป่วย-งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดเพราะจะติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงดูแลรักษาและควบคุมโรคอื่นๆ ควบคู่ร่วมไปกับการรักษาโรคมะเร็งไม่ให้โรคต่างๆ หรืออาการแทรกซ้อนขยายผลซ้ำเติมความป่วยไข้ที่มีอยู่

เพื่อนหรือญาติ-คอยผลักดันให้ผู้ป่วย ลด ละ เลิก ให้กำลังใจ และคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างถนอมน้ำใจ ให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจเพื่อประสิทธิผลที่ดีในการรักษา

7.ปรับพฤติกรรมการกิน เติมความสดชื่น

ผู้ป่วย-เมื่อกินอาหารได้น้อยให้พยายามกินในจำนวนมื้อที่บ่อยขึ้น และต้องงดอาหารหวานเพราะทำให้มะเร็งขยายตัวเร็ว และงดอาหารเค็มเพราะมีผลต่อการทำงานของไต หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารทอด ผัด หรือมีกลิ่นรุนแรงเพราะมักกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และควรงดอาหารที่จะกระตุ้นเซลล์มะเร็ง เช่น น้ำตาล หรือเนื้อแดง

เพื่อนหรือญาติ-ปรับเปลี่ยนสถานที่กินอาหารของผู้ป่วย ลดความจำเจ เปลี่ยนไปนั่งกินข้าวริมระเบียง หรือส่วนอื่นๆ ของบ้านที่บรรยากาศดี อากาศถ่ายเท มีแสงแดด หรือต้นไม้ดอกไม้

8.ตั้งเป้าหมายตบรางวัลให้ชีวิต

ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิด ต้องมีหัวใจเดียวกันว่าการมีชีวิตอยู่ต่อนั้นมีความหมายมาก ทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง ยังมีสิ่งที่เราชอบ กิจกรรมที่เราอยากทำ สถานที่ที่ยังไม่ได้ไป หรืออะไรที่เรารัก ตั้งธงเป็นกำลังใจเลยว่า เราจะตายไม่ได้ เราจะหายดี แล้วเราจะได้ทำ จะได้ลอง จะได้ไปคว้าเอารางวัลที่เรารอคอย

 

ภาพ freepik

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597186

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:19 น.

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

 

ภาพ freepik /สสส.

‘ถั่ว’ ของว่างชั้นดีที่ควรมีไว้ใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/558737

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:10 น.

‘ถั่ว’ ของว่างชั้นดีที่ควรมีไว้ใกล้ตัว

หากต้องขับรถทางไกลแล้วให้เลือกของกินติดไว้ในรถหนึ่งในนั้นควรมีถั่วสักถุงเพราะมันจะช่วยชีวิตเราไว้ได้เยอะมาก แต่สำหรับคนลดน้ำหนักแล้ว ถั่วคือหนึ่งในอาหารแสลงที่ทำให้เราลดน้ำหนักได้ช้าลง หากเรากินผิดวิธี

กล่าวกันหากจะมีพืชชนิดแรกๆ ที่มนุษย์รู้จักนำมาเพาะปลูกก็น่าจะเป็นถั่ว มีทั้งชนิดเปลือกแข็งต้องนำไปต้มหรือแกะเพื่อนำเมล็ดมารับประทาน และมีชนิดเปลือกอ่อนที่สามารถต้มรับประทานได้ทั้งเปลือก เป็นพืชที่พบได้ทั่วโลกมีทั้งแพร่กระจายตามท้องถิ่นและแพร่พันธุ์ผ่านเส้นทางการค้าขายของมนุษย์

จากการศึกษาด้านโภชนาการอาหารของทีมนักจัดการในสหรัฐ เผยว่า ผักหลากหลายชนิด ผลไม้ และไวน์แดง รวมทั้งผิวของถั่วต่าง มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น  ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของอเมริกาแนะนำให้รับประทานถั่ววันละ 1 อุ้งมือ เพื่อลดไขมันและเสริมวิตามินและแร่ธาตุ

ตีความให้ลึกลงไปอีกถึงคำว่า 1 อุ้งมือนี้ต้องมีเมล็ดเพียงอย่างเดียวไม่รวมเปลือก แต่ส่วนมากแล้วไม่ว่าจะมีแค่เมล็ดหรือมีเปลือกเราก็รับประทานกันมากกว่าอุ้งมืออยู่ดีเพราะความอร่อย เคี้ยวเพลินเหมาะเป็นของว่างและนำไปประกอบอาหารอื่นๆ เพิ่มรสสัมผัสในอาหาร

สารอาหารในถั่วส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลมีน้ำมันโอเมก้า 3 ป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ และสารต้านอนุมูลอิสระสามารถป้องกันเซลล์ในร่างกายของเราเพื่อไม่ให้เกิดโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยมีองค์ประกอบของวิตามินอี เซเลเนียม กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก และไฟเบอร์

ที่สำคัญคือพลังงานที่ได้จากถั่วแค่ 1 อุ้งมือ ให้พลังงานสูงถึง 128 แคลอรีโดยประมาณ ดังนั้น เวลาที่เราอ่านบทสัมภาษณ์ในเรื่องโภชนาการของเหล่านักกีฬาจะมีนักกีฬาบางคนที่ชอบรับประทานถั่วก่อนการแข่งขัน เพราะถั่วจะให้พลังงานที่มากพอตลอดการแข่งขัน

แม้กระทั่งนักเดินป่าหรือคนที่ต้องเดินทางไกลนิยมพกถั่วเป็นอาหารให้พลังงาน ซึ่งให้พลังงานได้ยาวนานและต่อเนื่องมากกว่าช็อกโกแลตแท่งที่ให้พลังงานสูงก็จริง แต่จะไม่ได้วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอื่นๆ เข้าไปพร้อมๆ กัน

ขนาดสแน็กบาร์สำหรับนักกีฬาก็นิยมใส่ถั่วเป็นส่วนผสมเข้าไปด้วยนอกจากอร่อยกว่าแล้วถั่วยังมีสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย นักเพาะกายก็นิยมรับประทานถั่วหลังออกกำลังกาย เพื่อที่จะได้ยาตามธรรมชาติในการรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

ยกตัวอย่าง ถั่วยอดนิยมของคนทั่วโลกสักชนิดอย่าง อัลมอนด์ มีคุณค่าสารอาหารมากกว่าถั่วลิสงและถั่วเขียว แค่รับประทานอัลมอนด์ 10 เมล็ดจะได้วิตามินอี ครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน มีแคลเซียมเท่ากับนมในปริมาณเท่าๆ กัน ให้พลังงานสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยในเรื่องการทำงานของหัวใจให้เต้นเป็นปกติ

มีไฟเบอร์ โปรตีนจากพืช วิตามินบี วิตามินดี และโอเมก้า-3 ซึ่งจำเป็นสำหรับการเสริมสร้างเซลล์ที่สึกหรอของผิวหนัง เส้นผม ทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

ถั่วชนิดอื่นๆ ก็มีคุณค่าทางสารอาหารคล้ายๆ กันเพียงแต่ว่ามีมากน้อยหรือมีคุณสมบัติอื่นแตกต่างกันออกไปบ้างไม่มากนัก เช่น ถั่ว ฮาเซลนัต จะมีสารทริปโตเฟน เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้หลับง่าย มีสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการสร้างแอนตี้ออกซิแดนต์ ด้วยการควบคุมการผลิตเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงในร่างกาย

เราถึงอยากให้คุณรับประทานถั่วกันทุกวัน และรับประทานให้หลากหลาย เวลาที่แขกขายถั่วขี่รถจักรยานผ่านหน้าบ้านก็เลือกแบบผสมมาสักถุง หรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเลือกแบบผสมก็จะได้สารอาหารวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวันแค่ถุงเดียวก็เกินพอ

กระนั้นก็มีข้อควรระวังในการรับประทานถั่วด้วย เช่น ควรเลือกซื้อแบบไม่ใส่เกลือหรือใส่เกลือน้อย เพราะเกลือมีผลต่อความดันเลือด

ควรหลีกเลี่ยงถั่วทอดและถั่วเคลือบปรุงรส เพราะกรรมวิธีเหล่านี้เป็นการเพิ่มปริมาณไขมันและพลังงานในถั่วให้มากขึ้น ที่สำคัญเราจะไม่รู้เลยว่าถั่วเมล็ดไหนที่ขึ้นราและมีสารอัลฟาทอกซินตัวการให้เกิดโรคมะเร็ง

สุดท้ายไม่ควรรับประทานมากเกินไป ถั่วนั้นมีส่วนให้เกิดแก๊สในลำไส้สูง ให้พลังงานสูงหากร่างกายใช้ไม่หมดก็จะดึงไปเก็บเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย รับประทานถั่ววันละ 1 อุ้งมือ ให้หลากหลายสุขภาพดีชีวิตมีสุขแน่นอน

 

ภาพ freepik

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/515402

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

งานจะออกมาดีหรือไม่ นอกจากความสามารถของเราแล้ว การมีโต๊ะที่เอื้อต่อการทำงาน และรู้วิธีการใช้โต๊ะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้เอาไว้

1.แยกเอกสารให้ชัด

บางคนแยกเอกสารไว้เป็นหมวดหมู่อย่างดี เช่น เรียงลำดับตามอักษร บางคนจัดตามแผนกที่ติดต่อ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละคน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในทุกที่ก็คือพื้นที่เท่าไรก็ไม่พอกับการเก็บเอกสารจนต้องวางสูงท่วมหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ขอเพียงให้คุณแยกเอกสารให้ออกระหว่างเอกสารที่เป็นข้อมูลประกอบการทำงาน กับเอกสารที่ใช้ในการติดต่องาน เช่นเอกสารที่ต้องการรอการเซ็นสัญญา หรือเอกสารนัดหมาย

หากเป็นเอกสารที่ใช้ในการเซ็นสัญญาควรจัดเรียงตามแผนก หรือเรื่องราวให้ชัดเจนง่ายต่อการสืบค้น แต่เอกสารที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถทำลายทิ้งได้ทันที จะช่วยลดการสะสมของกระดาษบนโต๊ะทำงานได้มากทีเดียว และเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งในการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานของคุณ ถ้ามีกองเอกสารไหนที่คุณไม่ได้แตะต้องนานเป็นปี สามารถนำเอกสารหรือหนังสือกองนั้นไปทิ้งหรือรีไซเคิลได้ทันที

2.ใช้โพสต์อิทดึงสมาธิ

การใช้กระดาษโพสต์อิท เขียนงานที่จะต้องทำในวันนั้นก่อนเริ่มงานเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราจัดสรรการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งที่มีงานเข้ามามากกว่า 5 อย่างที่ต้องทำในวันนั้น การเขียนโน้ตแปะไว้ที่หน้าคอมพ์จะช่วยให้เตือนความจำและดึงสมาธิให้กลับมาทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเราทำงานแรกเสร็จแล้วต้องการดูว่ามีงานอะไรที่ต้องทำในลำดับต่อไป และเมื่อทำงานนั้นๆ เสร็จแล้วดึงโพสต์อิทนั้นทิ้งไปเสีย

เทคนิคในการเขียนโพสต์อิทอย่างหนึ่งก็คือ เขียนเฉพาะหัวข้องาน และกำกับลำดับความสำคัญเช่น ด่วน หรือด่วนที่สุด บางคนใช้ลำดับความสำคัญเป็นคะแนนดาว นอกจากนี้หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อคนนอกองค์กร นอกจากจะต้องเขียนลงโพสต์อิทแล้วควรเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อลงในสมุดโน้ตกำกับอีกทีหนึ่งเผื่อในกรณีที่เคลียร์งานเรียบร้อยแล้วแต่ต้องการติดต่อซ้ำ

3.เคลียร์โต๊ะให้ว่างเข้าไว้

การมีกองงานจำนวนมากบนโต๊ะอาจมองได้ 2 อย่าง 1.เจ้าของโต๊ะมีงานเยอะและทำงานหนัก 2.เจ้าของโต๊ะเป็นคนที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในข้อแรกนั้นดูเหมือนจะดีแต่หากมีกองเอกสารจำนวนมากกองอยู่แล้วอีกสัปดาห์ต่อมากองเอกสารนั้นยังคงอยู่ไม่ได้ลดลงเลย เราอาจถูกมองเป็นคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกลายเป็นคนที่ไม่มีระเบียบไม่รักษาความสะอาดได้

ดังนั้น ควรเคลียร์โต๊ะให้มีพื้นที่ว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีเฉพาะงานที่กำลังทำและสิ่งของจำเป็นในระหว่างการทำงาน เช่น ที่วางสมาร์ทโฟน สายพ่วงชาร์จไฟ แก้วน้ำ บางคนอาจจะมีต้นไม้กระถางเล็กๆ เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของชอบที่อยากเอามาวางบนโต๊ะบ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อย่าให้มากจนเกินความพอดี อีกอย่างหนึ่งความเชื่อฮวงจุ้ยในการจัดโต๊ะทำงานเราจะต้องพยายามทำโต๊ะให้ว่างเพื่อรับพลังด้านดีเข้ามาด้วย

4.ไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรมานานหลายปีก็เป็นธรรมดาที่จะเห็นออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 จึงเริ่มเอาของใช้ส่วนตัวเข้ามาไว้ที่ออฟฟิศมากขึ้น เช่น เครื่องสำอางชุดใหญ่ไว้แต่งเติมหน้าระหว่างทำงาน หนังสือเล่มโปรดที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแล้วมาใช้อ่านที่ออฟฟิศ พระเครื่องสะสม ตุ๊กตา หุ่นโมเดล หมอนข้าง และอีกสารพัด

ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนในออฟฟิศมีความรู้สึกว่า นี่คือบ้านที่เราอยู่ร่วมกัน แต่คุณอาจจะไม่มีที่ว่างเหลือพอสำหรับการวางเอกสารในการทำงานของคุณเอง ดังนั้นมีของสะสมมาวางโชว์ที่ออฟฟิศได้แต่ควรนำมาแต่พอดีและไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

ความจำไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/558844

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ความจำไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณจะลืมว่าวางแว่นสายตาไว้ที่ไหน หรือวันนี้กินยาหลังอาหารเช้าแล้วหรือยัง เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การลืมบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องธรรมดา และอาจทำให้คุณสมาร์ทกว่าเดิม

วารสารเกี่ยวกับประสาท (Neuron) ได้ตีพิมพ์รายงานของ พอล แฟรงแลนด์ และเบลก ริชาร์ดส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า การเป็นคนที่มีความจำดีไม่ใช่การถ่ายทอดข้อมูลที่แม่นยำตลอดเวลา แต่เป็นการจดจำสาระสำคัญและลืมส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ไป

“เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะให้สมองลืมรายละเอียดยิบย่อยและจดจำแต่ส่วนสำคัญ เพื่อใช้มันในการตัดสินใจในชีวิตจริง” เบลก กล่าว

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า สมองจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ ซึ่งเซลล์สมองที่สร้างขึ้นใหม่นี้ จะทำเกิดความทรงจำใหม่ที่ไปแทนที่ความทรงจำเดิม ทำให้คนอาจจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้

นอกจากนี้ สมองยังช่วยลบเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงในอดีต แต่จะเก็บไว้เฉพาะภาพใหญ่ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าความทรงจำในภาพกว้างนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ และเป็นสิ่งที่คนสามารถหยิบมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้

“ปัจจุบันเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้สมองไม่ต้องจดจำทุกอย่าง เช่น เบอร์โทรศัพท์หรือข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ในกูเกิล สมองคนยุคนี้จึงมีพื้นที่ว่างมากกว่า ซึ่งจะทำให้คุณจดจำได้ดีกว่าเดิม” เบลกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เขายังได้แนะนำวิธีทำความสะอาดระบบความทรงจำด้วยการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ซึ่งจริงอยู่ว่ามันอาจไปทับความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่สำคัญ แต่เมื่อมันเป็นความทรงจำที่ไม่จำเป็นแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงดีต่อการใช้ชีวิตต่อไป

Ho Ho Kitchen ชวนชิม 9 เมนูเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/592630

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

Ho Ho Kitchen ชวนชิม 9 เมนูเด็ด

Ho Ho Kitchen ชวนสัมผัสรสชาติอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง จากสีลม สุขุมวิท สู่แยกเจริญผล

ชวนชิม 9 เมนูเด็ดในราคาที่ต้องลิ้มลอง เริ่มที่ สลัดกุ้งตะกร้า หมูผัดเปรี้ยวหวาน ผักโขมผัดกระเทียม บร็อคโคลี่ผัดกระเทียม ปลาทับทิมทอดราดต้มยำ หมูแดง/เป็ดย่าง/ไก่ซีอิ๊ว หม่าฝ่อเต้าหู้ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวผัดหยางโจว หรือ ข้าวผัดไก่ปลาเค็ม (มา 4-5 คน อย่างละ 1 จาน รวม 1,400 บาท, มา 8-10 คน อย่างละ 2 จาน รวม 2,800 บาท)

ขึ้นต้นด้วยสโลแกนร้านที่ว่า “จากสีลม.. สุขุมวิท.. สู่แยกเจริญผล” เพราะ Ho Ho Kitchen เป็นร้านอาหารที่เคยทำให้คนสีลมรู้จักกันเป็นที่แรก เมื่อปี 2540 จากนั้นในปี 2549 ได้ย้ายร้านมาอยู่ที่สุขุมวิท 49 และปัจจุบันกลับมาเปิดอีกครั้งตามคำเรียกร้องของบรรดานักชิมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ย่านพระราม 1 ใกล้แยกเจริญผล

ชื่อร้าน Ho Ho ที่อ่านว่า โหว์ โหว์ นี้มีที่มาจากภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า “ดี ดี” สื่อถึงการเป็นร้านอาหารรสชาติดีที่ใครได้มาชิมเป็นต้องยิ้มอย่างอิ่มใจ เพราะเจ้าของร้านเลือกวัตถุดิบด้วยความใส่ใจ ปรุงด้วยใจ ให้ด้วยคุณภาพคับจาน พร้อมปริมาณที่เต็มอิ่ม และยังคงรสชาติดั้งเดิมของอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงที่สืบทอดมาจากรุ่นคุณพ่อ บรรจงสร้างชื่อต่อในปัจจุบัน โดยคุณพิเชษฐ สิทธิอำนวย ในรูปแบบร้านอาหารสไตล์ Casual Dining ที่นั่งกินคนเดียวได้แบบสบายๆ กินกับมิตรสหายก็ดี หรือจัดเต็มแบบแฟมิลี่ก็ยิ่งดีไปอีก ส่วนการตกแต่งเน้นกลิ่นอายความเป็นจีนที่ดูเรียบง่าย แฝงความโมเดิร์นนิดๆ ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้และลวดลายศิลปะจีน มีทั้งโต๊ะกลมหมุน โต๊ะเล็ก และแพลนเปิดเพิ่มที่ชั้น 2 เพื่อเป็นไพรเวทโซน

ด้านเมนูเส้นแนะนำ ผัดหมี่สิงคโปร์ (90 บาท) ใช้เส้นหมี่ผัดกับหมูแดงเส้น เติมเนื้อกุ้ง ผัดกับผงกะหรี่ อีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาดคือ ราดหน้ากุ้งใส่ไข่ (140 บาท) เลือกใช้เส้นใหญ่ผัดจนหอมกลิ่นกระทะ ราดด้วยน้ำราดหน้ากุ้งใส่ไข่ ใช้กุ้งสดเนื้อเด้งเต็มคำ ใครชอบเมนูกินง่ายสั่ง ข้าวผัดไก่ปลาเค็ม (90 บาท) จัดเต็มทั้งข้าวหอมเม็ดสวยผัดด้วยไฟแรง ตอกไข่ เติมไก่ ใส่ปลาเค็มเพิ่มมิติให้ข้าวผัดจานนี้รสชาติดีกว่าเดิม

เพิ่มเมนูผัดผักเพื่มสุขภาพด้วย บรอคโคลี่ผัดกระเทียม คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย ถั่วแขกผัดหมูสับ ส่วนอีกเมนูที่คุณแม่เจ้าของร้านชอบเป็นพิเศษนั่นคือ ผัดมะเขือยาวหมูสับ อร่อยลงตัวหอมยั่วๆ กินกับข้าวผัดก็ได้ ข้าวสวยก็ดี ยังมีเมนู โจ๊กฮ่องกง โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูเค็ม และของอร่อยรอทุกคนอีกเพียบ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูอาหารกล่องสุดคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 90 บาทพร้อมบริการเดลิเวอรี่คิดค่าส่งตามระยะทาง

อยากลิ้มรสอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงแท้แบบ Original ไปกันได้ ที่ร้าน Ho Ho Kitchen ตั้งอยู่ที่แยกเจริญผล จอดรถได้ที่ Stadium One ร้านเปิดทุกวัน แต่เวลา 11.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-077-7666

9 ของแถมด้านสุขภาพที่มาพร้อมกับความอ้วน!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/589274

  • วันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

9 ของแถมด้านสุขภาพที่มาพร้อมกับความอ้วน!!!

สำหรับคนอ้วนหรือคนที่มีน้ำหนักเกิน มักประสบปัญหาสุขภาพได้ง่ายเมื่อเทียบกับคนที่น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคบางชนิด ซ้ำร้ายอาจรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

มาดูกันว่าคนที่ประสบกับภาวะอ้วนนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคและปัญหาสุขภาพด้านใดกันบ้าง

  1. ภาวะอ้วนจนหายใจไม่ออก เป็นภาวะที่ไม่สามารถสูดหายใจเข้าลึกๆ ได้ตามปกติ จนทำให้มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำและมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง แม้สาเหตุของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากระบบควบคุมการหายใจของสมองบกพร่อง และมีน้ำหนักส่วนเกินที่กระทบต่อการทำงานของผนังทรวงอก
  2. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ ซึ่งจะมีอาการ เช่น กรนเสียงดังมาก อาจหยุดหายใจเป็นระยะในขณะนอนหลับ อาจรู้สึกง่วงในตอนกลางวัน เป็นต้น ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้
  3. โรคข้อเสื่อม การมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานมากๆ ทำให้ข้อต่อต้องรับน้ำหนักมากตามไปด้วย ส่งผลให้กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ป้องกันข้อต่อค่อยๆ เสื่อมสภาพลง จนอาจเป็นเหตุให้รู้สึกปวดตามบริเวณที่เป็นกระดูกข้อต่อ เช่น หลัง สะโพก และหัวเข่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักอาจช่วยลดแรงกดบริเวณกระดูกข้อต่อ บรรเทาอาการของโรค และชะลอความเสื่อมของข้อได้
  4. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะมีกรดยูริกในเลือดสูงซึ่งทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่างๆ จนทำให้เกิดอาการบวมตามข้อ โดยโรคเก๊าต์พบได้มากในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน แต่การลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้อาการของโรคเก๊าต์รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ที่ป่วยหรือเคยป่วยด้วยโรคเก๊าต์ควรปรึกษาแพทย์ถึงแนวทางที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก
  5. โรคเบาหวาน ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินมักป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ นอกจากนี้ การลดน้ำหนักและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอาจลดการใช้ยารักษาเบาหวานได้
  6. โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคที่พบได้มากในผู้ที่มีภาวะอ้วน ทว่าการลดน้ำหนักตัวลงอย่างรวดเร็วหรือลดลงในปริมาณมากอาจทำให้เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน ซึ่งขอบเขตการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 0.45-0.9 กิโลกรัม/สัปดาห์
  7. โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์มาตรฐานมากๆ อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลในเลือดสูงซึ่งภาวะดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยหากลดน้ำหนักตัวลงให้ได้ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ก็อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคได้
  8. โรคมะเร็ง ภาวะอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งที่ไต ถุงน้ำดี ตับอ่อน และรังไข่ เป็นต้น
  9. ปัญหาสุขภาพแทรกซ้อน โรคอ้วนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง และปัญหาสุขภาพจิตอย่างการขาดความมั่นใจในตนเอง มีอาการเก็บตัวและซึมเศร้า เป็นต้น

 

ภาพ : freepik