นักวิทยาศาสตร์เผย “กินมื้อเช้าน้อย ส่อแววเครียดมาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598404

  • วันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

นักวิทยาศาสตร์เผย "กินมื้อเช้าน้อย ส่อแววเครียดมาก"

หากตอนนี้กำลังเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวจะเครียด แค่หาอะไรรองท้องหรือมองหามื้อเช้าก็ช่วยลดความรู้สึกนี้ลงได้แล้ว

หลายครั้งเราพบเห็นไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการกินอาหารเช้า เพราะความเร่งรีบ ไม่มีเวลาเตรียม หรือคิดว่าเผลอแป๊บเดียวก็มื้อเที่ยง แล้วเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า วันไหนที่ไม่ได้กินมื้อเช้า พอสายหน่อยแล้วรู้สึกหงุดหงิดง่าย หรืออารมณ์อ่อนไหวง่าย

ที่เป็นแบบนี้นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการศึกษามาแล้ว พบว่า คนที่กินอาหารเช้าน้อยเท่าไร ยิ่งเกิดความเครียดได้มากเท่านั้น และอารมณ์จะอ่อนไหวง่าย หงุดหงิดง่าย ในทำนองเดียวกันหากคุณกินอาหารมื้อกลางวันที่ให้พลังงานน้อย ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อาหารที่กินเข้าไปมีผลต่ออารมณ์และความเครียด

โดยได้ทำการศึกษาโดยแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้กินอาหารเช้าและกลางวันตามปกติ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะให้กินอาหารที่มีพลังงานต่อมื้อต่ำ ผลที่ได้คือ มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องอารมณ์ แต่กลุ่มที่ได้รับพลังงานต่ำจะเกิดความเครียด มีความกระวนกระวาย และมีความอดทนน้อยลงในการทำงาน

ส่วนที่ประเทศอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงผลการศึกษาการกินอาหารเช้าที่มีไขมันมาก ว่าจะทำให้สมองทำงานช้าลง เฉื่อย ล้า ขาดความคิดสร้างสรรค์ และมีความเพ้อฝันมากขึ้น ซึ่ง University of Sheffield ได้ตรวจสอบสมมติฐานดังกล่าวและพบว่า ในกระบวนการย่อยไขมันจะไปลดความกระฉับกระเฉง ความคล่องแคล่วว่องไวของสมองและร่างกายลง

ส่วนในท้ายของบทความดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบความสำคัญของอาหารแต่ละมื้อว่า “อาหารเช้าเปรียบเหมือนพระราชา อาหารกลางวันเปรียบเหมือนพระราชินี ส่วนอาหารมื้อค่ำเปรียบเหมือนยาจก” เข้าตำราที่คนไทยคุ้นเคยในเรื่องการบริหารมื้ออาหารเพื่อลดพุงที่ว่า “เช้ากินอย่างราชา กลางวันแค่ธรรมดา ตกเย็นเป็นยาจก”

‘โรคซึมเศร้า’ ความผิดปกติทางอารมณ์ที่รักษาให้หายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598236

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

'โรคซึมเศร้า' ความผิดปกติทางอารมณ์ที่รักษาให้หายได้

“โรคซึมเศร้า” ภัยเงียบยุค 4G ที่คร่าชีวิตคนไทยไปไม่น้อย กรมสุขภาพจิต เผยสถิติปี 2561 พบคนไทยป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคน

เป็นที่รู้กันดีว่าโรคซึมเศร้ามีผู้คนในสังคมที่ป่วย หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้ โดยจากข้อมูลกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบคนไทยป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน ขณะที่ทั่วโลกพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากว่า 300 ล้านคน ตามความเข้าใจในโรคซึมเศร้า บ่อยครั้งที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ได้ป่วยเข้าใจว่าโรคดังกล่าวเป็นความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล แต่แท้จริงแล้วโรคซึมเศร้ามีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่ใช่ความอ่อนแอท้อแท้ในตัวเอง ที่สำคัญคือทุกคนช่วยกันรักษาโรคร้ายนี้ให้หายได้

นายแพทย์ กันตพัฒน์  ราชไชยา แพทย์โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ กทม. อธิบายถึงภัยร้ายคร่าชีวิตใกล้ตัวคนเราอย่าง “โรคซึมเศร้า”  (Major depressive disorder) ว่า เป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อย โดยผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง เซโรโทนิน ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ มีปริมาณลดลงส่งผลทำให้มีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดที่มีอันตรายกระทบต่อฟังก์ชันชีวิต กระทั่งนำความคิดสู่การทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย

สาเหตุของโรค สามารถปะทุจากสภาวะซึมเศร้าสู่โรคซึมเศร้าได้จาก 1.กรรมพันธุ์ 2.พัฒนาการของจิตใจและสิ่งแวดล้อมมีแต่ความเครียดหนัก เช่น การเรียน การสอบ การพบเจอมรสุมชีวิต 3.เจ็บป่วยเรื้อรังจนหมดกำลังใจหรือพบกับความสูญเสียคนรัก ครอบครัว 4.ปัญหาเรื่องการเงิน ตกงาน  5.ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น ทั้งหมดทั้งมวลยิ่งบ่อยยิ่งเพิ่มโอกาสที่เป็นปัจจัยทางชีวภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้า

อาการโรคซึมเศร้าของผู้ป่วย สิ่งแรกคืออาการอารมณ์เศร้าหมอง ท้อแท้ เบื่อหน่าย หดหู่ ขาดความสนใจความสนุกสนาน ผู้ป่วยจะมีอารมณ์หงุดหงิด วิตกกังวล ต่อมาร่างกายจะโต้ตอบช้า เคลื่อนไหวเชื่องช้า ปวดหัว ปวดตามกล้ามเนื้อหรือปวดท้อง สีหน้าเศร้าหมอง สะเทือนใจง่าย นอนได้น้อย ไม่อยากอาหาร ความต้องการทางเพศลดลง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้สึกนึกคิดสมาธิและความจำลดลง สูญเสียความมั่นใจตัวเอง คิดวนเวียนแต่เรื่องในแง่ร้าย หมดหวังในอนาคต มีความคิดหรือการกระทำที่จะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มแนวโน้มของตัวโรคสูงขึ้นในกรณีโรคเกิดขึ้นกับคนอายุน้อย คนที่มีนิสัยชอบแยกตัวอยู่คนเดียว คนที่ขาดคนที่เข้าใจและใส่ใจดูแล มีปัญหาการใช้สารเสพติด มีกรรมพันธุ์ที่เป็นโรคทางจิตเวชร่วมหรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช โรคทางสมอง และโรคทางกายที่รุนแรงอื่นๆ ร่วมด้วย ผู้ที่เคยมีประวัติซึมเศร้าอยู่เดิมแต่ไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการ ‘ดิ่ง’ อาการเรียกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อยู่ในช่วงควบคุมอารมณ์ได้ลำบากและมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง อาจทำให้มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงขึ้นอีกด้วย

แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้า ในปัจจุบันนิยมรักษาโดยการทำจิตบำบัดรายบุคคล และการทำจิตบำบัดร่วมกับรับประทานยาแก้โรคซึมเศร้า (Antidepressant drugs) เพื่อลดความกังวลและทำให้อารมณ์หายซึมเศร้า โดยตัวยาจะช่วยไปปรับสมดุลของเซโรโทนิน ทำให้อารมณ์ค่อยๆ แจ่มใสขึ้นใน 2-3 สัปดาห์แรก และต้องใช้เวลา 30-90 วัน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่

ผลข้างเคียงจากยา ที่พบบ่อยคือความว่องไวจะลดลงและมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ง่วงซึม มึนงง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยาแก้โรคซึมเศร้าในปัจจุบันเพื่อให้เหมาะสมกับแนวทางการรักษา จึงมีรูปแบบที่แก้อาการง่วงซึมดังกล่าวให้ผู้ป่วยเลือกใช้และหายจากอาการซึมเศร้าที่ไม่ก่อให้เกิดการเสพติดยาของผู้ป่วย เมื่อหยุดยาหลังการรักษาต่อเนื่องประมาณ 2 ปี ผู้ป่วยที่ปฏิบัติรักษาก็จะหายขาดและกลับมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข

ดังนั้น หากทุกคนเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดอาการป่วย ไม่ใช่ความอ่อนแอของตัวบุคคล ก็จะช่วยกันรักษาโรคร้ายนี้ให้หายไปจากประเทศไทยได้

วอลท์ ดิสนีย์ เอาใจแฟนๆ มิคกี้และมินนี่ จัดแคมเปญ Mickey Go Thailand รับปีหนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598437

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 17:40 น.

วอลท์ ดิสนีย์ เอาใจแฟนๆ มิคกี้และมินนี่ จัดแคมเปญ Mickey Go Thailand รับปีหนู

เตรียมพร้อม!! กินเที่ยวตามรอย มิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ เมื่อเดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย เอาใจแฟนคลับด้วยการเปิดตัวโลคอลแคมเปญ ‘มิคกี้ โก ไทยแลนด์’ พร้อมจับมือพันธมิตรเผยคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก’ สร้างความตื่นเต้นครั้งแรกในประเทศไทย

เดินหน้าส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้งแล้ว สำหรับบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) ซึ่งครั้งนี้มาในแคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์ (Mickey Go Thailand)” ซึ่งเริ่มในเดือนสิงหาคม 2562 ไปจนถึงสิ้นปี 2563 เพื่อนำแฟนๆ ก้าวเข้าสู่ Year of The Mouse และร่วมเฉลิมฉลองปีหนู (ปีชวด) ไปด้วยกัน

ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ในรูปลักษณ์ที่ผสมผสานความน่ารักของตัวละครเข้ากับกลิ่นอายความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกระจัง และลายผ้าขาวม้าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ไทย พร้อมจับมือกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เปิดตัวคอลเลกชั่นน่ารัก น่าใช้ น่าสะสม อย่าง “มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเน้นสีสันสองโทน คือ โทนสีสว่างสดใส (Vivid Bright) เช่น สีชมพู สีเหลือง สีฟ้า และสีเขียว ที่แสดงถึงอุปนิสัยของคนไทยที่ร่าเริงแจ่มใส และพร้อมมอบรอยยิ้มให้กับทุกคนอยู่เสมอ ผสานกับโทนสีโทนอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล สีม่วง และสีน้ำเงิน เพื่อแสดงถึงการเป็นคนที่มีความเมตตา อบอุ่น และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงโทนสีทอง (Iconic Gold) เพื่อแสดงออกถึงความสง่างามของวัฒนธรรมไทย

ปรีชา อาชามงคล Director of Consumer Products Commercialization ประจำประเทศไทย บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ดิสนีย์มีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับพันธมิตรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในโอกาสนี้จึงได้จับมือกับพันธมิตรที่เป็นแบรนด์ระดับชั้นนำของประเทศไทยในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์สินค้าลิขสิทธิ์ในชื่อคอลเลกชั่น มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok) ซึ่งแฟนๆ จะได้เห็นมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ตัวละครที่อยู่ในหัวใจของแฟนๆ ทั่วโลกที่มีอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความสดใส ย้ำเตือนคนทุกเพศทุกวัยถึงความสำคัญของความสุข เสียงหัวเราะ การคิดบวก และความหวัง ในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงท่องเที่ยวเช็กอินไปในสถานที่สำคัญๆ ของเมืองไทย ใส่ชุดไทย ไหว้สวัสดี โดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ล่องเรือสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำ พร้อมทั้งชิมรสชาติขนมแบบไทยๆ เป็นต้น”

เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความบันเทิงและความสนุกสนานให้กับแฟนๆ ทั่วโลก โดยยึดหลักของการมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ หรือ Magical Moments ผ่านการนำเสนอเนื้อหาและตัวละครต่างๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ตรงกับความชื่นชอบของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น (Localization) เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วโลก และเพื่อเป็นการส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนชาวไทยอีกครั้ง ในปีนี้ดิสนีย์จึงได้เปิดตัวโลคอลแคมเปญ มิคกี้ โก ไทยแลนด์ (Mickey Go Thailand) และนับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแคมเปญ แชร์ อะ สมายล์ (Share A Smile) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของมิคกี้ เม้าส์ ตัวละครที่เป็นขวัญใจของคนทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ มิคกี้ เม้าส์ชาวไทย

โดยพันธมิตรที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อผ้าและแอกเซสเซอรี่ ได้แก่ ยูนิโคล่, เล ซองฟอง, โฟร์พี, โซว กรุ๊ป, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, โจซิลินส์ และโมโมจิ จากเบสท์โปรเจคท์, พีดับเบิ้ลยูเอส คอลเลกชั่น และพันธมิตรใหม่อย่างพรีม่าโกลด์ กลุ่มของเล่น ได้แก่ การ์ตูน แคแร็คเตอร์ และเกี๊ยก กลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ แบรนด์มิว-นิค จากวรินดา, เอส แอนด์ พี และเวล-บี จากโจ-ลี่ แฟมิลี่ รวมถึงกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แก่ นีซ โปรดักท์, ดับเบิ้ลสตาร์ และแบรนด์เจสสิก้าจากลีรุ่งเจริญ โดยสินค้าจากทุกแบรนด์จะเริ่มทยอยจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป ทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ดิสนีย์ยังได้ร่วมมือกับ LINE สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ในแอปพลิเคชันทั้งรูปตัวละครมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ และข้อความจากใจมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ที่ต้องการส่งมอบให้แฟนๆ ชาวไทย อย่าง ‘สวัสดี’ ‘ขอบคุณ’ ฯลฯ เพื่อให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับตัวละครทั้งสองมากยิ่งขึ้น

เตรียมตามรอยและตามเก็บสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์” จากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทยที่ออกแบบมาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ และตลอดปี พ.ศ. 2563 ไปด้วยกัน

พลิก ‘สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า’ ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598421

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

พลิก 'สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า' ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โอกาสและทางรอดของอุตสาหกรรมฟอกหนัง กับการพลิก “สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า” ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กตีแผ่รายงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญความยากลำบาก แม้ว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ นิยมรับประทานเนื้อวัวมากขึ้น และมากที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ “หนังวัว” ซึ่งเป็น “ผลพลอยได้” หรือ By Product ของการบริโภคอย่างคลั่งไคล้นี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ

คำถามคือ … เกิดอะไรขึ้น?

คำตอบก็คือ ผู้คนที่เคยนิยมสวมแจ็กเก็ตหรือรองเท้าหนัง เลือกที่จะซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า ดังนั้น ยิ่งบริโภคเนื้อวัวมากเท่าไหร่ ก็จะมีหนังวัวส่วนเกินมากขึ้นเท่านั้น และราคาหนังสัตว์ก็จะยิ่งดิ่งลงจนถึงขั้นไร้ค่า ต้องนำไปฝังกลบทิ้งไป ขณะที่ผู้ผลิตหนังสัตว์รายเล็กที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ก็ต้องทยอยออกจากธุรกิจไปเรื่อยๆ

บลูมเบิร์ก ระบุด้วยว่า เพียง 5 ปี จากที่หนังสัตว์มีราคาสูง เพราะความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อแหล่งอาหารของวัว ทำให้จำนวนวัวลดลง ผลักดันให้หนังวัวมีราคาสูงขึ้น จนทำให้ผู้ออกแบบรองเท้าและเสื้อผ้าต้องหาวัสดุอย่างอื่นมาใช้แทนหนังสัตว์ เมื่อประกอบเข้ากับการที่ชุดกีฬาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการต่อต้านการใช้หนังสัตว์ในเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมความต้องการหนังสัตว์จึงไม่หวนกลับมา

หนังวัวกองพะเนินที่สะสมอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา คือสัญญาณแห่งภัยพิบัติต่อธุรกิจหนังสัตว์ จากที่หนังวัวเคยมีมูลค่าถึง 50% ของมูลค่าของผลพลอยได้วัวทั้งหมด กลับลดลงเหลือเพียง 5% ของมูลค่าของผลพลอยได้ทั้งหมด โดยในบทความนี้อ้างอิงกับความเห็นของ โจ บรันแนน ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของ Twin City Hide ในมลรัฐมินเนโซตา ที่ระบุว่า “เรากำลังทิ้งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติลงในถังขยะ”

อย่างไรก็ตาม ความต้องการหนังสัตว์คุณภาพสูงยังคงมีอยู่มาก โดยเป็นหนังสัตว์ประเภทที่ใช้ผลิตกระเป๋าถือราคาแพงหรือโซฟาระดับไฮเอนด์ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม และสัตว์ส่วนใหญ่ไม่มีหนังสัตว์ที่สมบูรณ์แบบ หรือไม่มีตำหนิเลย โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมากที่หากินตามทุ่งหญ้าเป็นเวลาหลายปีจะมีผิวคล้ำ ไม่สมบูรณ์

Twin City Hide ต้องหยุดซื้อหนังสัตว์คุณภาพต่ำจากบริษัทเนื้อขนาดเล็ก เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าจะนำมาสร้างผลตอบแทนได้ จะเห็นว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทผลิตลดลง 27% โดยมีสินค้าคงคลังจำนวน 20% ที่ยังทำอะไรไม่ได้

“ไม่มีใครเสนอราคา และไม่มีใครพยายามซื้อหนังสัตว์เหล่านี้”  บรันแนน ผู้ซึ่งทำงานในธุรกิจหนังวัวตั้งแต่ปี 1976 กล่าว

ขณะที่ Hidenet บริษัทวิจัยตลาดเครื่องหนัง ระบุว่า หนังวัวที่มีตำหนิมีราคาเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2019 ลดลงจาก 81 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 5 ปีก่อน โดย Vera Dordick ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดพิมพ์ของ Hidenet กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ “มันเป็นวิกฤติทั่วโลก”

“วิกฤติอุตสาหกรรมฟอกหนัง” ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมหนังฟอกที่เก่าแก่กว่าอายุของประเทศกำลังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

แล้วทางออกของอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างกันจากบทความของบลูมเบิร์กคืออะไร?

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมฟอกหนังและเครื่องหนัง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย ระบุ ประเด็นคือเราควรหันกลับมาใช้หนังสัตว์ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าจะทิ้งไป โดยผู้ผลิตสินค้าควรคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบทดแทน ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกแบบหนึ่งแทนการใช้หนังสัตว์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฟอกหนังต้องพยายามปรับเปลี่ยนหรือวิจัยและพัฒนาให้มีสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการย่อยสลายของโพลียูรีเทน (พียู), พีวีซี (PVC) และใยผ้าสังเคราะห์ที่ใช้มากขึ้นในสินค้าที่หลากหลาย แล้วอาจจะทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าการใช้หนังซึ่งเป็นซากสัตว์

ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถช่วยส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้น ให้ใช้อย่างมีคุณค่าและไม่ควรมองว่าธุรกิจหนังสัตว์เป็นธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกันควรมองให้เป็นการส่งเสริมบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในการใช้วัตถุดิบในประเทศให้คุ้มค่า เพราะหนังสัตว์เริ่มต้นจากของไม่มีราคา แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะมีคุณค่าในตัวเอง ดังนั้น รัฐจึงควรส่งเสริมให้นักออกแบบ หรือผู้ผลิตสินค้าหันกลับมาใช้หนังสัตว์เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง แทนที่จะใช้พียูหรือพีวีซีทดแทนแล้วเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

เพราะธุรกิจฟอกหนังเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับหนังดิบที่เป็น “ส่วนที่เหลือ” หรือเป็น “ผลพลอยได้” จากการขายเนื้อ มาทำให้มีคุณภาพ มีความล้ำค่า มีคุณค่าและทำให้เกิดระบบ supplier chances ในการกำจัดของเสีย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมจะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากผู้บริโภคที่หันกลับมาใช้สินค้าที่มีประกอบของ “หนังสัตว์” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสมดุลของ “สิ่งเหลือใช้” และถูกทิ้งให้ไร้ค่า จากการบริโภคให้กลับมาสร้างคุณค่าและมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598084

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 19:40 น.

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

ใครมีแพลนขึ้นเหนือแอ่วเมืองเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง “The Faces Gallery & Gastro Bar” หลบมุมซุ้มเมืองโบราณ ชิมอาหารรสดี เต็มอิ่มอาหารตา ชื่นอุรางานศิลป์

มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็มักได้รับความประทับใจกลับมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้อิ่มเอมเปรมใจไปกับอาหารฟิวชั่น คั่นด้วยเสียงน้ำตก หลบร้อนที่มุมเมืองลึกลับที่รายล้อมด้วยศิลปะโบราณท่ามกลางต้นไม้สุดร่มรื่น ของร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar (เดอะ เฟสเซส แกลอรี่ แอนด์ กาสโทร บาร์)

ร้านนี้อยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ เพียงแค่ 200 เมตร สังเกตป้ายร้านง่ายๆ เดินเข้าซอยนิดเดียวก็จะมองเห็นซุ้มประตูหน้าร้านที่ทำจากอิฐมอญฟิลเมืองโบราณตั้งตระหง่านทางขวามือ เดินเข้ามาภายในสัมผัสกับความมีเสน่ห์ผสานมนต์ขลังอารยธรรมเก่าแก่เหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในอาณาจักรขอมโบราณ ตื่นตาไปกับงานศิลปะ เทวรูป และประติมากรรมฝาผนัง

ด้านอาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มไม่น้อยหน้าด้วยเมนูฟิวชั่นที่เสิร์ฟมาหรูหราน่าลั่นชัตเตอร์ เริ่มด้วยเครื่องดื่มดับร้อนอย่าง เปปเปอร์มิ้นต์โซดา (85 บาท) สดชื่น หอม หวาน เย็น สมเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ ตามด้วย สตรอเบอร์รี่สมูทตี้ (120 บาท) แก้วนี้เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ยังมีเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร อาทิ น้ำส้ม สับปะรด มะม่วง เสาวรส มะตูม อัญชันน้ำผึ้งมะนาว

ด้านเมนูเรียกน้ำย่อยแนะนำเป็น สะเต๊ะไก่ (150 บาท) ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศมาแต่ไกล สำหรับไก่สะเต๊ะย่างร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหมกไก่ อาจาด และน้ำจิ้ม ต่อด้วย เมี่ยงปลาทอด (220 บาท) เมนูที่ประยุกต์มาจากอาหารไทยโบราณ เนื้อปลาชุบแป้งทอดกรอบเสิร์ฟคู่ใบชะพลูและน้ำเมี่ยงสูตรพิเศษของร้าน ใครชอบรสจี๊ดจ๊าดขึ้นมาหน่อยต้อง สลัดยำทูน่า (160 บาท) สลัดผักไฮโดรโปนิก ท็อปด้วยปลาทูน่า ราดน้ำสลัดสไตล์ยำไทยให้รสเผ็ดเปรี้ยวหวานลงตัว

ต่อที่ สปาเก็ตตี้เขียวหวานทะเล (220 บาท) เมนูเส้นเหนียวหนึบคลุกเคล้าน้ำแกงเขียวหวานของไทย ใส่ซีฟู้ดไซส์บิ๊กทั้งหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา หรือจะลองเป็นสปาเก็ตตี้ขี้เมา สปาเก็ตตี้ต้มยำ ทางร้านนี้ก็มีให้เลือก ส่วนคนชอบพิซซ่าแป้งบางกรอบต้องร้องว้าวกับ The Faces Pizza (420 บาท) พิซซ่าอบเตาฟืนหน้าตาดีมีทั้งพาร์ม่าแฮม สโมกแซลมอน ไข่ ผักร็อกเก็ต มะกอกดำ มอสซาเรลล่าชีส มาสคาโปนชีส ซอสมะเขือเทศ นอกจากนี้ ยังมีพิซซ่าหน้าต่างๆ อาทิ พิซซ่านาโปลี ซาลามี่ ไส้กรอกรมควัน แฮมเห็ด นูเทลล่า

ปิดท้ายด้วยเมนูสายเลือดไทยอย่าง ต้มข่าไก่ ต้มยำเห็ด ต้มยำทะเลน้ำไส-น้ำข้น ส่วนที่ถูกใจคนรีวิวยกให้ แกงคั่วหอยขมใบชะพลู (200 บาท) แกงไทยในตำนานที่หาทานรสอร่อยแบบนี้มีไม่กี่ร้าน ด้วยน้ำแกงคั่วที่เข้มข้น ขลุกขลิก หอม เผ็ดนิดหน่อย อร่อยหนุบหนับกับเนื้อหอยขมที่ใส่มาเยอะสมราคา กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากั๊นเข้ากัน

ตามมาเช็กอินเพื่อพิสูจน์ความฟินแบบนี้ ได้ที่ร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar ตั้งอยู่ที่ราชมรรคา ซอย 6  เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 13.00-22.00 น. โทร. 089-009-6969

ถามหมอ : 3 ปัญหาเบาหวานที่คนต้องการรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598220

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

ถามหมอ : 3 ปัญหาเบาหวานที่คนต้องการรู้

ไขข้อข้องใจ… เป็นเบาหวานกินทุเรียนได้ไหม? แล้วค่าความเสื่อมของไตล่ะ? สุดท้ายเบาหวานเป็นแล้วมีโอกาสหายหรือไม่?

“เบาหวาน” เป็นโรคใกล้ตัวที่มีสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการที่ฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อนมีระดับต่ำหรือน้อยกว่าปกติ ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ส่งผลให้มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงขึ้นจึงทำให้เป็นเบาหวานในที่สุด

ครั้งนี้เราได้เรียนถามกับทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ถึงปัญหาคาใจที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ แต่ก่อนอื่นคุณหมอได้เกริ่นถึงเรื่องของโรคเบาหวานให้เรารู้จักคร่าวๆ ว่า

โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง “กรรมพันธุ์” เป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ “อาหาร” ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ มีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานของหวานที่ประกอบไปด้วยน้ำตาล หรืออาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ไขมัน ของมัน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน ตลอดจนเครื่องดื่มยอดฮิตต่างๆ เช่น ชานมไข่มุก เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนและโอกาสที่เป็นเบาหวานก็เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ “ไลฟ์สไตล์” หรือรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนในยุคปัจจุบันหันไปรับประทานอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟูดมากขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวล้วนเสี่ยงทำให้เป็นเบาหวานเช่นกัน คุณหมอจึงได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ดังนี้

สำรวจตนเองก่อนเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ผู้ที่มีบิดาหรือมารดาหรือพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน เรียกว่าเป็นความเสี่ยงตามพันธุกรรม 2. ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน และ 3.ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวาน หากไม่ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร ก็จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีรูปร่างปกติ ผอม หรือมีรูปร่างสมส่วน ก็สามารถอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

การรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งจะมีการให้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรามีในร่างกายคือ น้ำตาลที่สูงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ อาหารที่จะรับประทานเข้าไปนั้น จะไปเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดให้สูงขึ้นหรือไม่ โดยอาหารจำพวกแป้ง โปรตีน ผักและผลไม้ต่างๆ นับว่าจำเป็นต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ควรรับประทานให้พอประมาณ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกันควรหมั่นออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ทุเรียน กับ ผู้ป่วยเบาหวาน ?

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ที่ใครหลายคนชื่นชอบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและตรวจเลือดแล้วว่าไม่เป็นเบาหวาน สามารถรับประทานได้ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรระมัดระวัง หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน โอกาสความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานก็จะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รักษาระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมายก่อน ก็จะสามารถรับประทานได้ แต่อาจจะหันไปลดปริมาณอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งแนะนำว่าผู้ที่เป็นเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวด้วยจะเป็นผลดีที่สุดต่อตนเอง

เป็นเบาหวานแล้ว โรคไตจะถามหาหรือไม่ ?

มีรายงานว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกจะมีค่าไตเสื่อมประมาณ 20-30% สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน 5-10 ปี จะมีความเสื่อมของไตเกิดขึ้นแล้วประมาณ 50% ยิ่งหากรับประทานอาหารรสเค็ม จะส่งผลให้ความดันสูงขึ้นตามไปด้วย

โรคเบาหวานแล้วมีโอกาสหายหรือไม่ ?

ผู้ที่เป็นเบาหวานในระยะเริ่มต้น หากสามารถคุมอาหารได้ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะทานยาหรือไม่ทานยาก็ตาม หมั่นออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลอาจจะกลับมาในภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่าหายขาดได้ หากไม่ดูแลตนเองให้ดีก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องพึงระลึกและบอกตนเองเสมอว่า ทำอย่างไรให้การรับประทานอาหารกับการใช้ยามีความสมดุลกัน ต้องกระจายมื้ออาหารอย่างไรที่ไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง ควรออกกำลังกายในช่วงไหนบ้างที่จะให้น้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไปนั้นอยู่ในภาวะที่สมดุลกัน หากรับประทานน้อยเกินไป เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็เป็นอันตราย หากรับประทานมากเกินไปน้ำตาลสูงก็เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ต้องสมดุลกัน

 

ภาพ freepik

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598226

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคแห่งการแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง คู่แข่ง หรือการทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตการทำงานในระหว่างวันก็มักมีเรื่องต่างๆ ให้ต้อง “เพลีย” ทั้งกายและใจอยู่ตลอด ส่วนจะมีเรื่องอะไรให้เพลียบ้างมาดูกัน

1. เพลียเพราะนอนดึกตื่นเช้า ไม่ว่าจะเป็นด้วยหน้าที่การงาน หรือจะติดละครหลังข่าว เล่นเฟซบุ๊คจนเพลิน เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ทำให้รู้สึกซึมเซาง่วงนอนในเช้าวันถัดมา หากเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้ ก็ต้องบำรุงร่างกายเพิ่มเติม โดยกินอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ หรืออาหารที่มีวิตามินซี ก็จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

2. เพลียจากการเดินทาง คนกรุงเทพฯ จำนวนมากต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางหลายชั่วโมงในแต่ละวัน คนที่ขับรถไปทำงานก็มักจะบ่นเรื่องการจราจรติดขัด ขณะที่บางคนใช้บริการรถสาธารณะ ก็ต้องเจอกับปัญหากวนใจ ทั้งคนเบียดเสียด รถไฟฟ้าเสีย รถเมล์ขาดระยะ ยังไม่นับรวมเวลาฝนตก ที่ทำให้สถานการณ์เหล่านี้เลวร้ายลงไปอีก ลองแก้ปัญหาด้วยการเผื่อเวลาเดินทางอีกซักนิด เพื่อไปถึงที่หมายก่อนเวลา จะได้ไม่ต้องลุ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเข้างานหรือนัดหมาย แถมมีเวลาเหลือให้ผ่อนคลายก่อนเริ่มงานอีกด้วย

3. เพลียกับคน คนเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนุ่มสาวชาวออฟฟิศรู้สึกเพลีย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่น่ารักนัก ผู้นำพาความหดหู่มาสู่วันทำงานของเรา หลายคนอาจจะเหนื่อยใจจนไม่อยากมาทำงาน หรืออยากลาออก ดังนั้น ถ้าไม่อยากเพลียกับคนเหล่านี้ นอกจากหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมด้วยแล้ว เราต้องปรับทัศนคติของเราให้คิดในด้านบวก ยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล โดยทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ

4. เพลียเพราะขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจประสบปัญหามีชีวิตส่วนตัว และใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง เพราะเสียเวลาในการเดินทางในแต่ละวัน ซ้ำยังต้องเจอปัญหางานด่วน ทำให้ต้องทำงานล่วงเวลาอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการจัดสรรเวลายังไม่ดีพอ ควรแยกเวลาชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันให้ชัดเจน หาเวลาผ่อนคลายให้กับตัวเองบ้าง เพื่อพบจุดสมดุลของตัวเอง

5. เพลียเพราะเสียน้ำ ใครจะคิดว่าการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะในออฟฟิศ แอร์เย็นๆ ก็ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ แม้ร่างกายจะไม่ได้เสียเหงื่อเลยก็ตาม ทั้งนี้ เพราะร่างกายมีการสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา หากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อการทดแทนน้ำที่สูญเสียไประหว่างวันก็อาจทำให้รู้สึกเพลียได้เช่นกัน

ตะลุยพิพิธภัณฑ์ไต้หวัน ย้อนวันวานผ่านวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598184

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 14:26 น.

ตะลุยพิพิธภัณฑ์ไต้หวัน ย้อนวันวานผ่านวัฒนธรรม

อินกับบ่อน้ำพุร้อนท่ามกลางธรรมชาติ ซึมซับวัฒนธรรมไต้หวันในพิพิธภัณฑ์กู้กง

เพียงก้าวแรกที่ได้ย่างเท้าลงบนไทเปของไต้หวัน ก็ได้สัมผัสถึงความทันสมัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอาคารสิ่งก่อสร้างรอบตัว ไหนจะการคมนาคมขนส่งที่สะดวกสบายด้วยรถไฟใต้ดินที่แผ่ขยายคล้ายกับเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเมืองแห่งนี้ถึง 5 สาย ทำให้ผู้ไปเยือนตกหลุมรักไต้หวันได้ไม่ยาก

แต่นอกเหนือจากความทันสมัยแล้ว หมู่เกาะเล็กๆ แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจหลายแห่ง และแม้จะเพิ่งก่อตั้งเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน ทว่ามีชาวพื้นเมืองราว 16 เผ่าที่เรียกว่า Formosan Aborigines เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้มาแล้วนับพันปี

พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าพื้นเมือง (Shung Ye Museum Of Formosan Aborigines) ได้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และภูมิปัญญาการก่อสร้างบ้านเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติของชนเผ่าพื้นเมืองไต้หวันเหล่านี้ รวมถึงเรือหาปลาของชาวเผ่ายามีที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

 

เรือหาปลาของชนเผ่ายามีซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง

 

ฝั่งตรงข้ามใกล้ๆ กันนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ (National Palace Museum) หรือพิพิธภัณฑ์กู้กง ที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 4 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก และอาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุของจีนไว้มากที่สุดในโลก ภายในตัวอาคารทันสมัย 4 ชั้นมีของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จัดแสดงอยู่มากกว่า 700,000 ชิ้น จนต้องค่อยๆ นำออกมาหมุนเวียนจัดแสดงให้ชม ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับของใช้ของฮ่องเต้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง ชิงที่มีประวัติยาวนาน ที่พลาดไม่ได้คือ หยกผักกาดขาว ที่แกะสลักจากหยกที่มีสีขาวปนเขียวที่มีรอยตำหนิ แต่ด้วยความสามารถของช่างแกะสลักได้เปลี่ยนตำหนินั้นเป็นริ้วของผักกาดขาวได้อย่างสวยงามสมจริงมาก รวมถึงหยกหมูสามชั้นและกระถางสำริดสามขาของเหมากงที่จารึกอักษรจีน 497 ตัวเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองไว้ภายใน

หลังจากดื่มด่ำกับโบราณวัตุล้ำค่าแล้ว แนะนำให้แวะไปชิมอาหารจีนจาก Silks Palace Restaurant ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ร้านอาหารแห่งนี้จะเสิร์ฟเมนูอาหารที่หน้าตาคล้ายกับโบราณวัตถุในกู้กง เช่น หมูสามชั้นตุ๋น ผักกาดขาวลวกในน้ำซุปไก่เสิร์ฟพร้อมซอสเห็ดหอมชูรสชาติที่เลือกใช้เฉพาะผักกาดขาวอ่อนๆ เสมือนการจำลองหยกผักกาดขาว รวมทั้งไก่ตุ๋นที่เสิร์ฟฟมาในหม้อสามขาใบย่อมๆ ที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล

ในอดีตเกาะแห่งนี้เคยถูกชาติตะวันตกไม่ว่าจะเป็นดัตช์ สเปน อังกฤษ ยึดครองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และได้ทิ้งมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญไว้ 1 แห่งนั่นก็คือ ป้อมปราการซาน โดมิงโก (Fort San Domingo) หรือ หงเหมาเฉิง ที่แปลว่า ป้อมปราการของคนผมแดง ที่ใช้เป็นที่บัญชาการด่านหน้าของทั้งสามประเทศ เนื่องจากป้อมแห่งนี้ตั้งเผชิญหน้ากับปากแม่น้ำตั้นสุ่ยทำให้เห็นการเดินทางเข้าออกของเรือ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างโดยชาวสเปนในปี 1629 ก่อนจะถูกชาวดัตช์ยึดครองในอีก 13 ปีต่อมา ก่อนจะตกเป็นของอังกฤษและคืนสู่ไต้หวันในที่สุด

ภายในตัวอาคารจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชาวต่างชาติในยุคก่อน เช่น ปืนใหญ่ เตาผิง พัดลมเพดานนำเข้าจากอังกฤษที่ยังอยู่ในสภาพดีและยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้  รวมทั้งห้องทำงานที่อังกฤษเคยใช้เป็นสถานกงสุล

ไม่ไกลจากป้อมปราการซาน โดมิงโกคือ พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว (Beitou Hot Spring Museum) พื้นที่แห่งนี้ถูกค้นพบโดยชาวญี่ปุ่นในสมัยล่าอาณานิคม สมัยก่อนเคยเปิดเป็นที่อาบน้ำแช่น้ำร้อนสาธารณะ ก่อนจะถูกปล่อยปละละเลยหลังจากญี่ปุ่นถอนตัวออกไป และยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นย่านโคมแดงอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวกันเรียกร้องให้ทางการเข้ามาบูรณะจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของไต้หวันในปัจจุบัน

สมบัติล้ำค่าอีกหนึ่งชิ้นของไต้หวันที่รอนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์หุ่นกระบอกเอเชียไท่หยวน (Taiyuan Puppet Theatre Museum) ด้วยความที่ตั้งอยู่เรียงรายใกล้กับตึกแถวในย่านต้าถง หากไม่สังเกตดีๆ อาจจะพลาดผ่านเลยไปได้ ทว่าเมื่อได้ย่างเท้าเข้าไปภายในแล้ว จะได้สัมผัสถึงความขลังของพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาหุ่นกระบอกหลากหลายแบบตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนับหมื่นตัว โดย คิม ซีเบิร์ต นักอนุรักษ์และฟื้นฟูหุ่นกระบอก เผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ทางพิพิธภัณฑ์ได้บูรณะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของหุ่นกระบอกในพิพิธภัณฑ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ความหลงใหลในหุ่นกระบอกของชาวไต้หวันยังคงเข้มข้นมาจนถึงทุกวันนี้ โดยยังคงอนุรักษ์ทีวีช่องหนึ่งไว้สำหรับฉายละครหุ่นกระบอกเพียงอย่างเดียว และซีเบิร์ตยังเผยอีกว่าผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ ชาวไต้หวันลงความเห็นให้หุ่นกระบอกเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมไต้หวันได้ดีที่สุด ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์รวมวัฒนธรรมของไต้หวันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

โพสต์ทูเดย์ได้รับเชิญให้ไปเยือนไทเปของไต้หวันในฐานะสื่อมวลชนโดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย New Southbound Policy เพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ 18 ประเทศที่อยู่ทางใต้ของไต้หวัน รวมทั้งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมสมัชชาใหญ่ของสมาคมสตรีภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและเอเชียอาคเนย์  (PPSEAWA) ครั้งที่ 27 เพื่อผนึกกำลังระหว่างไต้หวันกับนานาประเทศในการยกระดับและให้ความสำคัญต่อสถานะของสตรีทั่วโลก และนำมาซึ่งพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยมีประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน เป็นประธานเปิดการประชุม

Nippon Kai Market เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นราคาเบาๆ เอาใจเจแปนีสเลิฟเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/596460

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

Nippon Kai Market เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นราคาเบาๆ เอาใจเจแปนีสเลิฟเว่อร์

Nippon Kai Market ยกมหาสมุทรมาไว้ในพารากอน จะกินตอนไหนก็สู้ไหว เพราะมาในราคาที่จับต้องได้

ร้านนี้ถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนยกความสดใหม่ของตลาดปลาที่ท่าเรือประเทศญี่ปุ่นมาไว้ในห้างใจกลางกรุง จรุงจิตจรุงใจแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงแดนปลาดิบ แถมมีให้เลือกนั่งได้ 2 โซน 2 อารมณ์ สำหรับร้าน Nippon Kai Market (นิปปอน ไกด์ มาร์เก็ต) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้าสยาม พารากอน ชั้น G

สำหรับคอนเซ็ปต์ร้านที่ยกความสดของมหาสมุทรมาขึ้นห้างนี้ มีที่มาจากการที่เจ้าของร้านเป็นเจ้าของกิจการนำเข้าของสด อาหารทะเลสดจากต่างประเทศ แล้วอยากนำของดีที่มีมาเนรมิตเป็นเมนูอาหารอันโปรดปรานจัดเสิร์ฟให้ลูกค้าได้รับประทาน พิเศษที่หน้าร้านในสยาม พารากอน จะมีขายทั้งอาหารทะเลสดทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา พร้อมละลานตากับเมนูอาหารแดนอาทิตย์อุทัย ที่ซื้อกลับไปปรุงที่บ้าน ทานที่บ้าน หรือจะนั่งกินที่ร้านก็มีให้เลือก 2 โซน โดยแยกอออกเป็นโซนครัวร้อน ที่จะมีเมนูราเมน ข้าวหน้าต่างๆ ซูชิ ข้าวปั้น ทเป็นต้น และอีกโซนที่เราอยากแนะนำให้ไปคือโซนของอาหารสดที่จะตั้งอยู่ในบริเวณ กรูเมต์ มาร์เก็ต ที่จะมีเมนูอาหารแบบฟิวชั่นรสชาติอร่อย หน้าตาอาหารสวยงามจนต้องถ่ายรูปรัวๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าปลาดิบ ซูชิโรลล์ ซาซิมิ รวมถึงเมนูเพื่อสุขภาพอย่างสลัดและยำ

เปิดมาด้วยเมนูแรกที่เสิร์ฟมาพร้อมความอลังการกับ Sashimi Mori Toku Joe (1,500 บาท) ซาชิมิใหม่สดสะอาด ชิ้นใหญ่เต็มคำ พาเหรดของดีมาทั้งหมด 7 อย่าง อาทิ แซลมอน ฮามาจิ บลูฟิน หอยเชลล์ญี่ปุ่น หอยปีกนก และกุ้ง ท็อปด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์และไข่ปลาแซลมอน ทานเรียงสเต็ปจากปลาเนื้อขาว แดง ส้ม เริ่มด้วยรสสัมผัสบางๆ ตามด้วยเนื้อแน่นๆ เพิ่มมิติด้วยมันแทรก ตบท้ายด้วยหอยและกุ้ง เป็นเมนูที่สั่งมาทานแล้วได้ทานครบจบในเซ็ตเดียว

ถัดมาเป็นเมนูที่อยากแนะนำสุดๆ คือ Engawa Lover Set (550 บาท) ซูชิ 4 คำ 4 รสชาติ ใน 1 เซ็ต คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มกับข้าวปั้นหน้า Engawa ท็อปด้วยวัตถุดิบไม่ซ้ำกันถึง 4 หน้า โดยเริ่มจากท็อปส้มยูซุและพริกดอก เปรี้ยวนิดเผ็ดหน่อย ต่อด้วยท็อปพอนสึซอสญี่ปุ่นเปี้ยวเค็ม เพิ่มความเข้มข้นกับคำต่อไปด้วยอูนิ และตบท้ายด้วยท็อปของไข่ปลาแซลมอน ก่อนทานห้ามพลาดที่จะจิ้มเกลือที่โรยมารอบๆ จานเพราะนั่นคือเกลือหิมาลัย

 

ฟิวชั่นให้สุดกับสารพัดโรลล์ อาทิ Dragon Roll (320 บาท) โรลล์ฟิวชั่นถูกปากทั้งคนไทยและคนต่างชาติ จัดมาทั้ง ชีส อะโวคาโด้ ไข่หวาน ปูอัด เต็มคำกับปลาไหลญี่ปุ่นย่างกลิ่นหอมยั่วๆ ราดซอสปลาไหลรสหวานกลมกล่อม ส่วนที่ทุกโต๊ะต้องสั่งยกให้ Spicy Salmon Roll (ราคาช่วงโปรโมชั่นเพียง 160 บาท++)

ส่วนใครที่กำลังลดน้ำหนักละก็ ทางร้านมีเมนู Seafood Salad (420 บาท) สลัดที่รวมปลาดิบทุกชนิด กับผักสดแน่นๆ เรียกว่าอิ่มจุใจจนลืมไปเลยว่ากำลังทานสลัด แต่ถ้าอยากได้แซ่บๆ รสชาติจัดจ้านขึ้นมาหน่อยสั่ง Salmol Yum (290 บาท) นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูยำให้เลือกอีกมากมาย เช่น ยำแซลมอน ยำหนวดปลาหมึกยักษ์ ที่การันตีว่าดีงามอร่อยเด็ดไม่แพ้กัน

มื้อนี้ยังมีสเปเชียลเมนูกับซูชิสุดฟิน สเปเชียลเอบิ ซูชิกุ้ง ฟัวกราส์ ครีบปลาตาเดียว ฉ่ำเรดไวน์ซอส เพิ่มความสดชื่นด้วยกีวี่ มีส้มและเชอร์รี่ตัดเลี่ยน ตบท้ายด้วยไข่ปลาบินฟินๆ ยั่วๆ แชะภาพสวยอย่าบอกใคร

ตามไปสัมผัสความฟินแบบนี้ได้ที่ร้าน Nippon Kai Market สยาม พารากอน ชั้น G เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-610-7622

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ…ทำอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/590267

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ...ทำอย่างไร?

เทคนิคจัดการงานเสริมควบคู่งานประจำที่ทำไม่ยากแบบ “เจมส์ ทิว”

เชื่อเลยว่า มีพนักงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผันตัวไปทำงานที่ตัวเองรัก หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ แต่การลาออกจากงานประจำโดยที่ยังไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสานฝันของตัวเองอย่างเพียงพอแล้ว ต้องค่อยๆ เดินคลำทางในที่มืดอาจจะดูเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หลายคนจึงเลือกทำงานประจำที่ใช่ควบคู่ไปกับงานอดิเรกที่ชอบ

จากผลการศึกษาของ Academy of Management สมาคมนักวิชาการด้านการบริหารและการจัดการจากทั่วโลก ชี้ว่า ธุรกิจที่เจ้าของเริ่มก่อตั้งขณะยังเป็นพนักงานประจำแล้วค่อยผันตัวมาดูแลแบบเต็มตัวมีโอกาสล้มเหลวน้อยกว่าธุรกิจที่เจ้าของเริ่มทำเต็มตัวตั้งแต่แรกถึง 1 ใน 3 แต่สำหรับมือใหม่บางคนอาจจะยังจัดการทำงานทั้งสองหน้าที่ไม่ค่อยลงตัว

มีคำแนะนำของ เจมส์ ทิว ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลียที่ผ่านประสบการณ์การทำงานหลักควบคู่งานเสริมมาแล้วหลายปีมาฝาก ดังนี้

1.โฟกัสกับงาน เนื่องจากเจ้าของธุรกิจประเภทนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งจากงานประจำและงานเสริมกองอยู่ตรงหน้ามากมาย โอกาสหาเวลาว่างนั่งสะสางงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำให้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลังแต่ละสัปดาห์ จากนั้นแบ่งทำวันละ 4-5 งาน เพื่อให้เป้าหมายรายสัปดาห์สำเร็จลุล่วง วิธีนี้ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารเวลาและงานให้ลงตัว หากวันไหนมีเวลาว่างเพิ่มมาสัก 1 หรือ 2 ชม.

2.สื่อสาร บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงาน เช่น เป้าหมายธุรกิจของเราให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดฟัง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน เพื่อที่สุดท้ายงานที่คุณรักจะไม่พรากชีวิตแต่งงานหรือมิตรภาพไปจากคุณ

3.ยอมรับอุปสรรค การพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวสุดท้ายมันจะแก้ไขได้เอง” นั้นง่าย แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่พูดเสมอไป ระหว่างทางที่คุณกำลังนำพาธุรกิจไปสู่จุดหมาย ย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับขนาดของเป้าหมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ให้พยายามสนุกกับมัน ชื่นชมอุปสรรคที่ช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4.เข้าใจลิมิตตัวเอง และรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

5.พักผ่อน ต่อให้เป็นคนที่มีพลังล้นเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายย่อมต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ก่อนจะออกไปเผชิญโลกในวันต่อไป

6.ตั้งเป้าหมาย แนะนำว่าตัวเองจะตั้งเป้าหมายไว้ทุกๆ 12 สัปดาห์ โดยจะทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกสัปดาห์ เพื่อสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกหนึ่งวิธีคือ ทิวจะนำเป้าหมายที่เขียนไว้มาวางไว้ใกล้ๆ กับคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้เป็นประจำ เพื่อให้มองเห็นและพยายามทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ

7.ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรู้เรื่องงานเสริมของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่สำนักงาน ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลีย แนะนำว่า ให้หาคนสนิทที่ไว้วางใจได้ไว้เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ หรือลองมองหาชุมชนออนไลน์ที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกับคุณไว้บอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ทำงานหลักและงานเสริมด้วยกันมากที่สุด

 

ภาพ : freepik / ยูทูบ