พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/559184

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

โดย  กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

การฟังเป็นทักษะการสื่อสารแรกและสำคัญที่สุดของมนุษย์ ไม่มีใครพูดได้คล่องจากการอ่านและไม่มีใครอ่านหนังสือได้คล่องหากไม่รู้จักการฟัง ดังนั้นทักษะการฟังเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกและพัฒนา เพราะจะสามารถทำความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการทำงานจากการจับประเด็นที่ผิดพลาด วันนี้เรามาดูกันว่าทักษะการฟังนั้นจะฝึกฝนพัฒนาได้อย่างไรบ้าง

1.ฝึกสมาธิกับสิ่งที่ฟัง

การมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนและการทำงาน วิธีการฝึกเริ่มต้นจากการนั่งสมาธิให้ได้นานที่สุด โดยค่อยๆ เพิ่มเวลาจาก 5 นาที เป็น 10 นาทีและค่อยๆ เพิ่มจนถึงระดับชั่วโมงในที่สุด แต่เพียงแค่ 30 นาที ก็จัดว่าเพียงพอกับการเรียนและการทำงานทั่วไปแล้ว

ปกติคนเราจะมีสมาธิในการทำงานอยู่เพียงแค่ 15 นาที ก่อนที่จะหยุดคิดเรื่องอื่นเวลาใช้เวลาอีกประมาณ 2 – 5 นาที ในการรวบรวมสมาธิกลับมา ดังนั้นการฝึกสมาธิจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราตั้งใจฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน โดยไม่คิดหยิบสมาร์ทโฟนออกมาดูข้อความหรือใจลอยออกไปนอกหน้าต่าง

2.ฝึกจับใจความ

หลายครั้งที่การประชุมหรือการเข้าฟังในงานสัมมนามักจะมีเนื้อหาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือคือโฆษณาและพรรณนา ดังนั้นการฝึกแยกแยะเนื้อและน้ำในหัวข้อการฟังคือสิ่งสำคัญ ปัญหาก็คือเมื่อผู้พูดหรือผู้บรรยายพูดออกมานั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญไปเสียทุกอย่าง

เคล็ดลับก็คือจำเฉพาะหัวข้อเรื่องที่เขากำลังพูด ขั้นตอน ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา จดจำเป็นประโยคสั้นที่สามารถขยายความเข้าใจออกมาโดยง่ายเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

3.รู้จักการตัดบทสนทนา

ไม่มีใครที่สามารถทนฟังเรื่องเดิมๆ วนซ้ำเป็นชั่วโมง สัปดาห์ละหลายครั้ง การตั้งใจฟังเป็นสิ่งที่ดีแต่การบอกให้ผู้พูดรู้จักการกระชับเนื้อหานั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราประหยัดเวลาในการฟังโดยได้เนื้อหาครบถ้วน แต่ยังช่วยให้ผู้พูดรู้ตัวว่าไม่ควรพูดเยิ่นเย้อ ต้องรู้จักกระชับเนื้อหาก่อนพูด

เทคนิคในการตัดบทที่มักจะได้ผลเสมอก็คือการเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษครับ (นะคะ) แล้วตัดเข้าคำถามสำคัญในเนื้องาน หรืออ้างว่ากำลังมีธุระช่วยกระชับเนื้อหาให้ได้หรือไม่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะตัดบทสนทนาก็ต้องดูเนื้อหาที่กำลังคุยก่อนว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับความคืบหน้าเราสามารถตัดบทได้โดยไม่เสียงาน

หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต้องฟังถึงปัญหาตั้งแต่ต้นให้จบ ตัดบทเท่าที่จำเป็นและถามหาแนวทางการแก้ไข ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นความทุกข์ใจของเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัวการตัดบทเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

4.รู้จักมารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟังเป็นอีกสิ่งที่เราควรรู้ ผู้ฟังที่ดีต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่ากำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดต้องการบอก ไม่เหม่อมองไปทางอื่นในขณะที่เขากำลังพูด ไม่รับโทรศัพท์ในทันทีหากมีสายเข้ามา หากเป็นสายไม่จำเป็นควรตัดสายทิ้งแล้วสนทนาต่อ หากเป็นสายสำคัญจากเจ้านายควรกล่าวขออภัยผู้พูดว่าเป็นสายสำคัญ แล้วจำเนื้อหาสุดท้ายก่อนรับสาย อย่ารับสายในทันทีที่มีสายเรียกเข้า

เมื่อรับสายเสร็จแล้วให้กลับมาเข้าเนื้อหาสนทนาต่อด้วยการเอ่ยถึงข้อความล่าสุดที่เพิ่งพูดกันไป บางครั้งเรารับสายนานไปก็ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังลืมเนื้อหาสนทนาไปได้เหมือนกัน

ไม่ควรล้วงแคะแกะเกาต่อหน้าผู้พูด นิดหน่อยพอได้แต่ถ้ามากไปเราเองจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นให้ขอตัวไปทำธุระในห้องน้ำให้เสร็จแล้วกลับมา อย่าเผลอหลับในห้องประชุม หรือนั่งเอนหลังจนเกือบนอนบนเก้าอี้

รู้จักเก็บอารมณ์ระหว่างฟัง อย่าเผลอแสดงอาการโกรธ สงสัย เครียด หรือสีหน้าที่แลคล้ายดูหมิ่นความคิดผู้พูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ ในโลกการทำงานแม้เราจะไม่ชอบใจในความคิดของใคร แต่วันข้างหน้าเราอาจจะมีโอกาสได้กลับมาทำงานด้วยกันอีก

ที่สำคัญในการฟังก็คือรู้จักเลือกฟังแต่เรื่องที่ดี ในโลกการทำงานมีทั้งคนที่มักพูดแต่เรื่องดีๆ และคนที่พูดแต่เรื่องร้ายๆ การให้ความสำคัญกับการฟังเรื่องดีๆ เข้าหาคนที่พูดแต่เรื่องดีๆ จะช่วยให้เรามีพลังในการทำงานมากขึ้น

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/589518

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิตของคนทำงานออฟฟิศ ทั้งมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม พร้อมวิธีการตรวจสอบและแนวทางการรักษา

สำหรับประเทศไทย “มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรไปเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคร้ายดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย แต่ยังนำความทุกข์ทรมานใจมาสู่คนรอบข้าง สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและทำการรักษาได้ทันท่วงที

โรคมะเร็งที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน ได้แก่ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” ที่พบได้บ่อยในเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ และ “มะเร็งเต้านม” ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มสาววัยทำงานยุคใหม่ที่นิยมใช้ชีวิตโสดจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นมะเร็งชนิดนี้

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นมะเร็งที่มักพบในผู้ที่มีอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบในผู้ที่มีอายุน้อยลง และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ปัจจัยเสี่ยงหนึ่งเกิดจากบุหรี่ ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันพิษจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่เคยมีประวัติสูบบุหรี่แม้จะเลิกสูบแล้วก็ตาม รวมถึงการสัมผัสสารเคมีบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยาง หนัง สี และการพิมพ์ เป็นต้น

สาเหตุโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุผนังด้านในของกระเพาะปัสสาวะแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกและมะเร็งในที่สุด ในกรณีที่มีการลุกลาม เซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายลึกเข้าไปยังผนังกระเพาะปัสสาวะชั้นอื่น และอาจลุกลามออกไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด และตับ

การตรวจเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งหาเซลล์มะเร็งที่อาจปนออกมากับปัสสาวะ (Urine Cytology) การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) โดยแพทย์จะส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อตรวจหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจทางรังสีวิทยา อาทิ การตรวจอัลตราซาวนด์ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound KUB) การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี (Intravenous Pyelogram) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บริเวณช่องท้องทั้งหมด

วิธีการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ทำได้โดยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปตัดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (Transurethral Resection of Bladder Tumor หรือ TURBT) เพื่อตัดหรือทำลายก้อนมะเร็งและนำเนื้อเยื่อมาตรวจว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และลุกลามลึกถึงชั้นไหนของกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ในกรณีที่มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ หรือตั้งแต่ระยะที่ 2 ขึ้นไป แพทย์อาจต้องพิจารณาผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการทำเคมีบำบัด หรือรังสีรักษาเพื่อลดการลุกลามและเกิดซํ้าของมะเร็ง

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมพบบ่อยในผู้หญิงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งคุณผู้หญิงที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ กลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรแต่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าสาวๆ ออฟฟิศ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการรักษามะเร็งเต้านมได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและตรงจุดมากขึ้น ทั้งยังลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยได้ดีกว่าเดิม

การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมถือว่าเป็นการรักษาหลัก ซึ่งการผ่าตัดแบบเดิมคือตัดเต้านมออกทั้งเต้าและเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออก แต่ปัจจุบันแพทย์สามารถเก็บเต้านมไว้ได้โดยไม่ต้องตัดออกทั้งหมด ในกรณีที่สภาวะของเต้านมเหมาะสม เรียกว่าการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม ซึ่งแพทย์จะตัดเฉพาะก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อปกติบางส่วนรอบๆ ก้อนมะเร็งออกไป และทำการฉายแสงบริเวณเต้านมที่เหลือเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ จากเดิมที่ทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ปัจจุบันผู้ป่วยมีทางเลือกเพิ่มขึ้นคือผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกเท่าที่จำเป็น ช่วยลดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เช่น แขนบวม ยกแขนไม่ขึ้น ผู้ป่วยยังคงรักษารูปทรงของเต้านมไว้ได้ แต่ผู้ป่วยต้องมีภาวะที่เหมาะสม เช่น ก้อนมะเร็งไม่ใหญ่เกินไป เต้านมมีขนาดใหญ่พอที่จะคงรูปลักษณ์ไว้ได้หลังผ่าตัด เป็นต้น นอกจากการผ่าตัดแล้ว แพทย์ยังพิจารณาให้การรักษาอื่นๆ ประกอบกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำโดยกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) การฉายรังสี (Radiation Therapy) การให้ยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy) การให้ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น

โภชนาการต้านมะเร็ง นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การดูแลภาวะโภชนาการยังช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้เช่นกัน สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับคืออาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและชดเชยน้ำหนักที่ลดลง แต่การรับประทานเฉพาะเนื้อสัตว์และแป้งก็ยังไม่เพียงพอ เพราะวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผู้ป่วยควรได้รับแต่อาหารที่มีประโยชน์และสมดุล คาร์โบไฮเดรตต้องเป็นชนิดที่ดี เช่น ธัญพืชไม่ขัดสีที่มีกากใยสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรละทิ้งไขมันเสียหมด เพราะไขมันเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ให้พลังงานสูง เพียงแต่ต้องละเว้นไขมันอิ่มตัวจำพวกนมเนยทั้งหลาย และเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ซึ่งเป็นไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือกรดไขมันที่เรียกว่าโอเมก้า 3 ซึ่งพบได้ในปลาทะเล เพราะนอกจากจะบำรุงสมองและหัวใจแล้ว ยังช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย

 

ภาพ : freepik

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/589732

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ก่อนสมัครงาน เราต้องมีแนวทางในการมองหางานที่ใช่สำหรับตัวเองเพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่การเลือกลักษณะขององค์กรก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ลองมาดูกันว่าตัวเราจะเหมาะกับองค์กรแบบไหนที่สุด

องค์กรแบบ Startup

ถ้าเป็นคนที่ชอบความอิสระ กล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะเหมาะกับคนที่ต้องการเวทีแสดงความสามารถ โชว์ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างเด็กจบใหม่หรือคนยุคใหม่ ส่วนคนที่มีประสบการณ์ทำงาน องค์กรแบบ Startup จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบนี้จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ให้อิสระในการสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ แต่หากเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startup อาจต้องพร้อมรับมือกับปัญหา ต้องทำงานได้ในหลายหน้าที่ หรือทำงานไม่เป็นเวลา

องค์กรแบบ SME

องค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือ SMEs เป็นองค์กรที่อยู่ระหว่างองค์กรแบบ Startup และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรนี้เราจะเติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กร คล้ายองค์กรแบบ Startup แต่มีเวลาการทำงานที่แน่นอนมากกว่า เพราะมีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมงาน การแบ่งงาน ทำให้จัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้ดีกว่า มีสิทธิมีเสียงในการออกความคิดเห็น การแข่งขันน้อย การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง หรือต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ต้องยอมรับกับบางสิ่ง เช่น การเป็นปลาเล็กในบ่อใหญ่ คือเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน แต่กลับเป็นแค่ส่วนน้อยนิดหากเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่มีโครงสร้างเป็นแบบแผน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานทำได้จำกัด แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้สิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงและก้าวหน้าในสายอาชีพ ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงาน แต่จริงๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานเช่นกัน

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนที่มีใจรักการบริการและมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นสายงานที่ใช่และเหมาะสม เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็กไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่ทำจะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานหรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปี

 

ภาพ : freepik

เลือกกินเนื้อไก่ส่วนไหน ได้ประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598130

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลือกกินเนื้อไก่ส่วนไหน ได้ประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ส่องปริมาณไขมันในแต่ละชิ้นส่วนของไก่ เลือกบริโภคให้ตรงใจ ไขมันน้อย-ไขมันมาก พร้อมวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้ชิ้นสดไหม่ไว้ปรุงอาหาร

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น “เนื้อไก่” ก็เป็นอาหารโปรตีนยอดนิยมที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูง นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เส้นใยกล้ามเนื้อของไก่มีความละเอียด อ่อนนุ่มคล้ายปลา ทำให้เคี้ยวกลืนง่าย จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยทารก ถึงวัยสูงอายุ

ประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อไก่ ส่วนประกอบของเนื้อไก่ มีน้ำ ร้อยละ 74 มีโปรตีนสูงถึง ร้อยละ 19 โปรตีนของเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดี หรือโปรตีนชนิดสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ครบถ้วนทั้ง 10 ชนิดคือ Histidine Isoleucine Leucine Lysine, Methionine Phenylalanine Threonine, Tryptophan valine และ Arginine ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฟีบ ถ้ารับประทานเพียงพอตามช่วงวัย

เนื้อไก่มีไขมันน้อยเพียงร้อยละ 5 ไขมันส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ ตูดไก่ หนังไก่ และคอไก่ ซึ่งมีทั้งไขมัน และไขมันอิ่มตัวมากกว่าส่วนอื่น ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยง รองลงมาคือส่วนของปีกไก่ และสะโพกไก่ ตามลำดับ

ชิ้นส่วนของเนื้อไก่ที่มีไขมันน้อย ได้แก่ อกไก่ สันในไก่ และน่องไก่ ในส่วนดังกล่าวนี้จะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันจากวัวและหมู นอกจากนี้เนื้อไก่ยังมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไวตามินเอ และไนอาซิน ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่แต่ละส่วนนำมาปรุงอาหารได้แตกต่างกัน เช่น สันในไก่ ส่วนนี้มีความนุ่มมากที่สุด และมีไขมันน้อยที่สุด ปรุงอาหารได้ทุกชนิด เช่น ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด อบ นึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด และควบคุมน้ำหนัก

อกไก่ เป็นส่วนที่มีความนุ่มรองจากสันในไก่ ถ้าลอกหนังออกจะมีไขมันนัอย นำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด คล้ายสันในไก่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ปัจจุบันมีผู้บริโภคนิยมนำอกไก่ไปปั่นเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มโปรตีน

ปีกไก่ เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภททอด จะได้ความกรอบอร่อย และกรอบนานมากกว่าชิ้นส่วนอื่น แต่ก็จะมีไขมันมากกว่าส่วนอกและสันใน ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือต้องการลดน้ำหนัก ควรจำกัดปริมาณการรับประทาน และควรรับประทานคู่กับผักด้วยเสมอ เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยลดการดูดซึมไขมัน เช่น กินปีกไก่ทอด กับผัดผักรวม หรือแกงส้มผักรวม เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง ควรงดการบริโภคอาหารที่ทำปรุงด้วยปีกไก่

น่องไก่ มีไขมันน้อยกว่าส่วนปีก มีความเหนียวกว่าส่วนอื่น เหมาะสำหรับนำไปย่าง ทอด ตุ๋น ถ้าต้องการควบคุมไขมัน ควรงดรับประทานส่วนหนัง

สะโพกไก่ มีไขมันมากรองจากปีกไก่ เมนูที่นิยมใช้สะโพกไก่ปรุงอาหารเช่น แกงเขียวหวาน แกงคั่ว ผัดเผ็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ไก่ผัดเม็ดมะม่วง คำแนะนำเพื่อลดการบริโภคไขมันจากสะโพกไก่ คือควรใส่ผักเพิ่มขึ้น เช่น แกงเขียวหวานเพิ่มมะเขือ ผัดกะเพราเพิ่มถั่วฝักยาว เป็นต้น

นักกำหนดอาหารวิชาชีพแนะวิธีการเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้เนื้อไก่สดไหม่ไว้ปรุงอาหารอร่อยรับประทาน

1.เลือกไก่ที่มีผิวตึง เพราะไก่ที่มีผิวย่น เนื้อไม่แน่น ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ไม่สด

2.สีของเนื้อไก่สด จะต้องมีสีขาวอมส้มหรือชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่มีรอยช้ำ

3.กลิ่นของเนื้อไก่ที่สดใหม่ จะมีกลิ่นคาวน้อยมาก ต้องดมกลิ่นก่อนซื้อทุกครั้ง

4.ไม่มีเมือก อย่าลืมจับเนื้อไก่ดูก่อนซื้อ ไก่สดจะไม่มีเมือกติดมือ

 

ภาพ freepik

5 แอปนำทางสุดเวิร์ค เลือกใช้งานง่ายทั้งแบบต่อเน็ตและไม่ง้อเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598077

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

5 แอปนำทางสุดเวิร์ค เลือกใช้งานง่ายทั้งแบบต่อเน็ตและไม่ง้อเน็ต

แนะนำ 5 แอปพลิเคชันนำทางที่ดีที่สุด ทั้งในระบบ Android และ ios ตัวช่วยดีๆ ที่ควรมีไว้ในสมาร์ทโฟนเพื่อความสะดวกสบายทุกการเดินทาง

ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้าอย่างต่อเนื่องทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกง่ายดายกว่าในอดีต ยิ่งมีตัวช่วยดีๆ อย่างแอปพลิเคชันนำทางด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางใกล้ไกลก็สบายใจหายห่วง วันนี้จึงอยากแนะนำแอปพลิเคชันนำทางที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์ที่ชอบหลงทางได้เรียนรู้ แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับแอปพลิเคชันนำทางกันก่อนว่าคืออะไร มีข้อดีอย่างไร

แอปพลิเคชันนำทาง คือแอปพลิเคชั่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยในการบอกเส้นทางเดินทาง หรือเนวิเกเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ร่วมกันออกแบบและปรับปรุงแอปพลิเคชันเหล่านี้ให้ใช้งานได้อย่างมีประโยชน์และสะดวกสบาย สำหรับ 5 แอปพลิเคชันนำทางที่ได้รับความนิยมมากและประมวลผลความเป็นจริงได้ใกล้เคียงมากที่สุด ได้แก่

1. Google Mapsเป็นแอปที่มีผู้คนใช้งานมากที่สุดในโลก เพราะบอกสถานที่รายละเอียดต่างๆ ไว้มาก พร้อมทั้งมีเครื่องมือ และฟีเจอร์ต่างๆ ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน อีกทั้งยังมีการอัพเดทสถานที่และข้อมูลไว้ค่อนข้างดี เราจึงสามารถกำหนดจุดหมายปลายทางที่จะไปได้ พร้อมทั้งยังมีการค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดและประหยัดเวลาที่สุดมาให้ด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยให้ข้อมูลการจราจรทำให้เราเช็กสภาพการจราจรว่าหนาแน่นมากแค่ไหน และที่โดนใจคนส่วนใหญ่นอกจากที่ใช้เดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ แล้ว นั่นก็คือการเป็นตัวช่วยในการค้นหาสถานที่ใกล้ตัว อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงแรม ที่พักต่างๆ ได้อย่างง่ายดายจากปลายนิ้วสัมผัส

2. Nostra Map Thailandเป็นแอปพลิเคชันภาษาไทยที่สามารถค้นหาข้อมูลแผนที่ในไทยได้อย่างเพียบพร้อม หาอะไรก็เจอได้ง่ายดาย เพียงแค่กำหนดต้นทางที่เราอยู่และปลายทางที่จะไปก็สามารถบอกเส้นทางที่เราสามารถเดินทางไปได้แล้ว พร้อมการรายงานสภาพจราจรอัพเดททุก 5 นาที แสดงสภาพถนนที่มีการซ่อมแซมอยู่ได้ด้วย ทั้งยังมีการแสดงผลได้ทั้งเป็นแบบแผนที่ภาพดาวเทียม แผนที่แบบ Hybrid ค้นหาสถานที่ต้องการซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ โรงแรม หรือแม้แต่ตู้ ATM ก็ตาม แม้แต่พื้นที่ที่มีน้ำท่วมก็บอกได้อีกต่างหาก

3. Sygicเป็นอีกหนึ่งแอปที่ล้ำทันสมัยที่สุดในโลก สามารถแชร์เส้นทางด้วย Glympse แชร์แผนที่ของคุณเพื่อประเมินเวลาถึงเป้าหมาย แสดงตำแหน่งบนแผนที่แบบเรียลไทม์ ข้อดีคือสามารถใช้แบบไม่มีอินเตอร์เน็ตได้ โดยมีหน้าตาแผนที่แบบ 3 มิติ แสดงถึงบ้านเรือน ตึก สถานที่ต่าง แถมยังรองรับระบบเสียงภาษาไทยที่จะแจ้งทางเลี้ยว ทางเบี่ยง บอกโค้งอันตราย จุดที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย บอกเส้นทางลัด เหมือนมีหน้าจอ Navigator ให้ได้ขับตามสบาย

4. Here We goแอปพลิเคชันที่มีระบบ GPS ช่วยในการนำทาง สามารถแนะนำเส้นทางที่ทำให้เราไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วที่สุด สามารถบอกเส้นทางหลากหลายเพื่อให้เราได้เลือกใช้ตามแบบที่ต้องการได้มากที่สุด สามารถใช้ GPS ในระบบแผนที่นำทางแบบ Offline ได้ด้วย ใช้งานง่าย สะดวก และเป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งคำแนะนำเส้นทางจักรยาน รถยนต์ รถโดยสาร แท็กซี่ ได้อย่างดี

5. Path Guideแอปที่จะแนะนำพิเศษกว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ คือ เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้บริการห้างสรรพสินค้าใหญ่เป็นประจำ เพราะสามารถที่จะช่วยบอกเส้นทางในตึกหรือสถานที่ต่างๆ ที่มีสัญญาณ GPS เข้าไปไม่ถึงได้ เช่น นัดเพื่อนไว้ที่ห้างร้านแห่งไหนก็สามารถแจ้งบอกเส้นทางนี้ได้เลย รวมถึงหากว่าเราเป็นคนที่ชอบลืมว่าจอดรถไว้ไหนอยู่บ่อยๆ เราก็สามารถที่จะกำหนดให้แอปพาเรากลับไปยังที่จอดรถได้อีกด้วย

 

ภาพ freepik

เติมน้ำมันผิดไป ไม่ต้องตกใจ แก้ไขได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598059

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 11:55 น.

เติมน้ำมันผิดไป ไม่ต้องตกใจ แก้ไขได้!

ความรู้พื้นฐานที่ผู้ใช้รถทุกคนต้องรู้ คือเรื่องของการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดความผิดพลาดในการเติมผิดประเภทกันได้ วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหากู้สถานการณ์ยานพาหนะจากการเติมน้ำมันผิด เพื่อไม่ให้รถเสียรถพัง มาอ่านกันเลย

เป็นใครก็อาจเคือง!!…เรื่องเติมน้ำมันผิดประเภท แต่ก่อนจะปรี๊ดแตกกับพนักงานเติมน้ำมัน ลองหันมาทบทวนกับตัวเองดูสักหน่อยว่า…เราพูดเสียงค่อย หรือปล่อยให้พนักงานเติมโดยไม่ดูให้แน่ใจกันหรือเปล่า จากนั้นก็รวบรวมสติแล้วแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวไปพร้อมกัน

ปัญหาจากการเติมน้ำมันผิดประเภท มีผลกระทบอย่างไรกับรถ?

อาการหลังจากเติมน้ำมันรถผิดที่สังเกตได้เอง หากเติมน้ำมันสลับกันทั้งเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ลักษณะอาการจะคล้ายกันคือ เครื่องยนต์ติดได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะเกิดการสะดุดและดับไปในที่สุด ซึ่งเมื่อเครื่องยนต์ดับลงจะไม่สามารถสตาร์ทติดได้อีก ซึ่งหัวเทียน ไส้กรอง ลูกสูบ และระบบเครื่องยนต์รถอาจเสียหายได้

เมื่อเติมน้ำมันผิดประเภทลงถังไปแล้วต้องแก้ปัญหาอย่างไร?

– กรณีเติมน้ำมันผิดแต่ยังไม่ได้สตาร์ทเครื่อง

  1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด เพราะเมื่อสตาร์ทรถหรือเริ่มขับรถออกไป รถจะทำการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมมาผิดเข้าสู่ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายเพิ่มไปอีกจึงไม่ควรสตาร์ทรถ
  2. ถ่ายน้ำมันที่อยู่ในถังออกให้หมด ในการที่จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องต้องอาศัยความช่วยเหลือของช่างที่มีประสบการณ์ เพราะต้องใช้แม่แรงยกรถขึ้น จากนั้นทำการคลายนอตบริเวณถังน้ำมันออกก่อนจะใช้ที่รองน้ำมัน รองน้ำมันเครื่องที่จะค่อยๆ ไหลออกมาจนหมด จากนั้นจึงขันนอตถังน้ำมันกลับเข้าดังเดิม หลังจากถ่ายน้ำมันเสร็จให้ตรวจว่านอตถังน้ำมันถูกขันกลับไปแน่นสนิทดี ไม่มีน้ำมันรั่วซึม
  3. เติมน้ำมันที่ถูกประเภทเข้าไปในถังน้ำมันรถ
  4. สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้และสังเกต การสตาร์ทเครื่องค้างไว้ก็เพื่อให้น้ำมันใหม่ไล่น้ำมันเก่าออกไปให้หมด
  5. ทดสอบการขับ ลองขับรถช้าๆ ก่อน พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ต้องใช้ขณะขับ หากไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นแปลว่าการแก้ปัญหาเติมน้ำมันผิดเสร็จสิ้น ไม่มีปัญหาแล้ว

– กรณีเติมน้ำมันผิดแล้วรถดับกลางทางขณะใช้งาน

  1. ถ่ายน้ำมันออกจากถังให้หมด จากนั้นให้ทำการไล่ระบบน้ำมันใหม่
  2. เติมน้ำมันที่ถูกต้องใหม่ จากนั้นลองทำการไล่ระบบน้ำมันอีกครั้ง
  3. ทำความสะอาดหัวเทียนและไส้กรอง รถยนต์เครื่องเบนซินให้ทำการถอดหัวเทียนออกมาทำความสะอาดใหม่ ส่วนรถยนต์เครื่องดีเซลให้ถอดเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงมาทำความสะอาดใหม่
  4. สตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง ในขณะที่ลองสตาร์ทรถใหม่แม้ติดยากหรือติดแล้วดับไป ให้พยายามสตาร์ทต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ารถยนต์จะติดเสถียร ไม่ดับ แล้วปล่อยให้รถเดินเครื่องเองสักพัก
  5. ทดสอบเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เดินเรียบดีแล้วให้ลองเร่งเครื่อง พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นที่ต้องใช้ขณะขับใช้งานปกติ หากไม่มีสิ่งผิดปกติ แปลว่าการถ่ายน้ำมันเสร็จสิ้น ไม่มีปัญหา สามารถใช้รถยนต์ได้ตามปกติ

วิธีป้องกันการเติมน้ำมันผิดประเภทเข้าเครื่องยนต์

  • วิธีแรกคือการแจ้งให้พนักงานเติมน้ำมันได้ยินชัดเจน
  • สังเกตพฤติกรรมพนักงานเพื่อเช็กความแน่ใจ โดยอาจสังเกตจากท่าทางการพยักหน้า พูดทวนสิ่งได้ยิน หรือสังเกตป้ายที่ตั้งหน้ากระโปรงรถว่าเปิดหน้าของน้ำมันตรงตามประเภทมี่เราบอกหรือไม่
  • ควรดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถมาปรับเปลี่ยนอิริยาบทแล้วสังเกตการเติมน้ำมัน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน

“กระดูกพรุน” สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593013

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

"กระดูกพรุน" สาเหตุของกระดูกหัก-กระดูกสันหลังผิดรูป

สถิติในปีที่ผ่านมา พบผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คน เป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก ทั้งยังมีโอกาสหักซ้ำ 6-8%

จากสถิติในปี 2561 พบว่า มีผู้สูงอายุประมาณ 30,000 คนต่อปีที่เป็นโรคกระดูกพรุนและเกิดการหัก เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกหลัง กระดูกสะโพกหัก โดยจำนวนนี้พบว่าเฉพาะผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก มีโอกาสหักซ้ำ 6-8% ซึ่งกระดูกสะโพกหักนั้นถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี ไม่ได้รับการรักษาทันทีก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการสะโพกหัก แต่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยปัจจัย เช่น ห้องผ่าตัดไม่พร้อม หรือผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อน ก็เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยต้องได้รับการผ่าตัดภายใน 72 ชั่วโมง ขณะที่หลังการผ่าตัด การฟื้นฟูผู้ป่วยป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำ

รู้จักโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือโรคกระดูกชนิดหนึ่งที่กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โรคนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดนอกจากกระดูกแตกหรือหัก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในสตรีสูงอายุ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

เกิดการสูญเสียฮอร์โมนเพศหญิงเนื่องจากหมดประจำเดือน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเกิดโรคกระดูกพรุน โดย 25% ของสตรีที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มักพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน การที่สตรีหมดประจำเดือนเร็วหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุ 45 ปี และอายุที่มากขึ้น โดยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี กระดูกจะบางลงทุก 1-3% ทุกปี

ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุก่อน 30-35 ปี เราจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย เพราะฉะนั้นกระดูกจะค่อยๆ แข็งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือมีการสร้างและการทำลายที่สมดุลกัน หลังจากผ่านระยะนั้นไปคือประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง โดยธรรมชาติของเรากระดูกจะค่อยๆ บางลงเรื่อยๆ จากการทำลายกระดูกที่เยอะกว่าการสร้างกระดูก ยิ่งเราแก่ตัวไปกระดูกเราจะค่อยๆ บางไปตามธรรมชาติ ระดับของกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 30 ปีไว้มากน้อยแค่ไหน

ปัจจัยที่ทำให้กระดูกพรุนก่อนวัยอันควร

  • โรคประจำตัวต่างๆ โดยโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับโรคข้อ โรครูมาตอยด์ต่างๆ คนที่เป็นโรคไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตมีปัญหา หรือกลุ่มที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร
  • ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไร การใช้ชีวิตนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป

อาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

สำหรับอาการโรคนี้จะไม่มีอาการอะไรให้เราเห็นเลย เขาจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อกระดูกเราหักไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการตระหนักถึงโรคนี้ การรู้ถึงความเสี่ยง การย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า จากนั้นเราถึงจะไปพิจารณาพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจมวลกระดูก หรือคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

การตรวจมวลกระดูกจากเครื่องตรวจมวลกระดูก เราจะได้รับรังสีเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะตรวจมวลกระดูกออกมา แล้วคำนวณตามค่าเฉลี่ยของประชากร ถ้ามวลกระดูกของเราอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประชากรถึงระดับหนึ่ง เราก็จะสามารถวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนได้ และวิธีการคำนวณความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหัก แพทย์จะถามประวัติคร่าวๆ แล้วจะคำนวณออกมา ความเสี่ยงนี้ชื่อว่า การคำนวณ frax score จะดูจากเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การกินยาสเตียรอยด์รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีประวัติเป็นกระดูกพรุนความเสี่ยง frax score จะคำนวณออกมาได้ 2 แบบคือ คำนวณเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก โดยทั่วไปในระยะ 10 ปี กับกระดูกหักบริเวณสะโพกในระยะ 10 ปี ถ้าค่าความเสี่ยง frax score ของกระดูกหักทั่วไปมากกว่า 20% ในระยะ 10 ปี หรือค่าความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักมากกว่า 3% ในระยะ 10 ปี ก็จะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกพรุน และต้องได้รับการรักษา

การรักษาและการดูแลตัวเอง

ในส่วนการรักษาและการดูแลตัวเอง คุณหมอแนะว่าโรคกระดูกพรุนเป็นโรค เราต้องรักษาด้วยยา การกินยา หรือวิธีฉีดยารักษาโรคกระดูกพรุน เราก็ควรจะไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและกินยาอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตัวเอง ดังนี้

1.ระวังเรื่องพลัดตกหกล้ม เนื่องจากเราเป็นโรคกระดูกพรุน เราล้มนิดเดียวเราอาจจะกระดูกหักได้ กระดูกหักแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องการระวังพลัดตกหกล้มนี่สำคัญ การจัดของที่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องของขั้นบันไดต่างๆ เราอาจจะต้องไปจัดระเบียบบ้าน

2.เราอาจจะต้องหมั่นไปเจอแสงแดด เนื่องจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายเราสังเคราะห์วิตามิน D ได้จากธรรมชาติ วิตามิน D จะช่วยให้แคลเซียมจากอาหารที่เรากินเข้าไปหรือจากอาหารเสริมที่เรากินเข้าไปดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น ข้อแนะนำคือ เราอาจจะต้องไปเจอแสงแดดวันหนึ่งประมาณสัก 15 นาที เป็นแดดอ่อนๆ อาจจะเลือกเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ อย่างน้อยวันละ 15 นาทีก็เพียงพอ

3.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย การออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ก็ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีน้ำหนักลงบริเวณข้อต่อต่างๆ เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะๆ หรือการเต้นแอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้นนอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องของมวลกระดูกแล้ว ยังจะช่วยให้กำลังกล้ามเนื้อมีสมรรถภาพที่ดี สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆ จะดี และช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มได้อีกทางหนึ่ง

กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุเยอะ บางคนมีปัญหาเรื่องข้อข้อเข่าเสื่อมบ้าง ข้อสะโพกมีปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท บางคนมีเรื่องโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดโรคไตต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในการออกกำลังกายทั้งสิ้น แนะนำว่า อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลในเรื่องของข้อจำกัดในการออกกำลังกายของเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้

 

ภาพ  freepik

“กินปลา” เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597993

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

"กินปลา" เคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยชราแบบบอกลาโรคเรื้อรัง

วงการแพทย์ย้ำกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

วารสารด้านการแพทย์ BMJ (British Medical Journal) ของอังกฤษ เผยว่า ไขมันที่พบในอาหารทะเลส่งผลดีต่อสุขภาพแม้อายุจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว และผักใบเขียว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลที่ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

เฮดี ไล ผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้มุ่งเป้าไปที่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ กล่าวคือการใช้ชีวิตในวัยชราโดยที่ไม่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม หรือการเสียชีวิตก่อนอายุ 65 ปีด้วยโรคภัย

“ปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้นก็จริง แต่กลับมีสุขภาพที่ไม่ดี ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่กับโรคภัยไปนานๆ” เฮดีให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์

การวิจัยดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้สูงวัยจำนวนมากกว่า 2,600 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 74 ปี โดยได้วัดระดับกรดไขมันโอเมก้า 3 จำนวน 46 ชนิดในเลือด ซึ่งทุกคนถูกเช็กแล้วว่ามีสุขภาพดีตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นการวิจัยได้ติดตามกลุ่มคนเหล่านี้นานกว่า 25 ปี พบว่า มีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้นที่เข้าข่ายการมีสุขภาพดี และกรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในอาหารซีฟู้ด ซึ่งตรงกันกับการตอบแบบสอบถามของผู้ที่สุขภาพดีกลุ่มนี้ที่ระบุว่า พวกเขาบริโภคเนื้อปลาประมาณ 2 เสิร์ฟ/สัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มบริโภคเนื้อปลาเพียง 1 เสิร์ฟ/สัปดาห์

ดังนั้น ปลาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนสูงวัย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังระบุว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในผลวอลนัตและเมล็ดแฟลกซ์ก็ส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คงต้องศึกษาต่อไป

“มาเรียม” ปลุกจิตสำนึกสร้าง 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/596470

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

"มาเรียม" ปลุกจิตสำนึกสร้าง 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

ถอดบทเรียนพะยูน “มาเรียม” ปลุกกระแสวัยรุ่นไทยกับไอเดียท่องเที่ยวสนุกอนุรักษ์ท้องทะเล ช่วยเซฟชีวิตพันธุ์สัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

เป็นกระแสโด่งดังไม่น้อยกับ “มาเรียมฟีเว่อร์” จากกรณีลูกพะยูนน้อยพลัดหลงแม่บริเวณเกาะลิบง จ.ตรัง ที่นอกจากความน่ารักและพฤติกรรมสุดขี้อ้อน จนกลายเป็นที่ชื่นชมและครองใจชาวโซเชียลแล้ว ยังช่วยปลุกกระแสการอนุรักษ์ท้องทะเลและกรรณรงค์ลดการใช้พลาสติก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มาเรียมจากเราไปแบบไม่มีวันกลับ

จากผลสำรวจปริมาณขยะทะเลทั่วโลกล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่า ทะเลไทยกำลังประสบภาวะวิกฤตมลพิษทางทะเล หรือขยะทะเลอย่างรุนแรง หรือจัดอยู่ในประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งปัญหาขยะในทะเลนั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเสียหายกับเรือ เครื่องมือประมง ทำลายทัศนียภาพอันสวยงามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์น้ำทั้งบริเวณชายหาด และใต้ท้องทะเลอีกด้วย

ปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถใช้เวลาพักผ่อนไปพร้อมกับช่วยอนุรักษ์ท้องทะเลได้ไปพร้อมๆ กัน ผ่าน 3 เทรนด์กิจกรรมเชิงอนุรักษ์ยอดฮิต ได้แก่

1.อาสาเก็บขยะพลาสติก

ปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมากเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งปลายทางของปริมาณขยะมหาศาลท้ายที่สุดจะไปกระจุกตัวอยู่ในท้องทะเล กิจกรรมเก็บขยะริมทะเล คัดแยกประเภทขยะเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ จึงมักเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังสร้างเสริมความสมัครสมานสามัคคี นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสู่การเสริมสร้างพฤติกรรมการลดใช้พลาสติก หันมาใช้วัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ การพกถุงผ้าไปซื้อของริมชายหาก พกแก้วน้ำส่วนตัวเวลาไปซื้อน้ำ หรือเตรียมภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะพลาสติกอีกด้วย

2.อาสาอนุบาลสัตว์น้ำ

การจับสัตว์น้ำ หรือการให้อาหารสัตว์ทะเล เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งเมื่อเราเดินทางล่องเรือออกไปในทะเล เนื่องจากจะทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนแปลงไป เช่น สัตว์บางชนิดมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เป็นมิตร เกิดการแย่งอาหาร หรือพฤติกรรมการหาอาหารเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้ระบบนิเวศไม่สมดุล จากปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของเทรนด์อนุบาลสัตว์ทะเลที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ่ออนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ การให้อาหาร และใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับเหล่าสัตว์ทะเล ฯลฯ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถแนะแนวทางและวิธีที่เหมาะสม ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล

3.อาสาดำน้ำเก็บซากอวนประมง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนพบว่า อัตราการตายของสัตว์ทะเลสูงถึงร้อยละ 20-40 มีสาเหตุมาจากการพันรัดของขยะทะเลภายนอก เช่น เศษอวน เนื่องจากไปติดพัน และทำให้สัตว์ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติจนล้มตายลงในที่สุด อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตสำหรับคนรักทะเลจึงหนีไม่พ้นอาสาสมัครเก็บซากอวนประมง บริเวณแนวปะการัง ที่เป็นเสมือนศูนย์กลางการดำเนินชีวิตสำหรับสัตว์ทะเลในระยะยาว

นับว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถนำไปประยุกต์กับแผนการท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรมการท่องเที่ยวเหล่านี้จะได้รับการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ก่อนที่สัตว์น้ำเพื่อนร่วมโลกแสนน่ารัก จะถึงคราวสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ธนาคารซิตี้แบงก์ หรือ www.citibank.co.th

How to วางแผนใช้วันหยุดลาพักร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/515861

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 07:20 น.

How to วางแผนใช้วันหยุดลาพักร้อน

ชาร์จไฟวันหยุดแล้วอยากหยุดต่อ ต้องดูวิธีการวางแผนลาหยุดและวางแผนการท่องเที่ยวใช้วันหยุดพักร้อน

เบรินเจอร์ วินยาร์ดส์ ผู้ผลิตไวน์ชั้นนำแห่งหุบเขานาปา วัลเลย์ เผยผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุดของคนในภูมิภาคเอเชีย พบว่า คนไทยกว่า 76% อ้างเหตุงานรัดตัวจนไม่กล้าลาหยุด และกว่า 31% ยอมรับว่ายังกลัวการวางแผนเดินทางด้วยตนเองอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วการวางแผนสำหรับวันหยุดไม่ใช่เรื่องยากเลย สามารถทำได้ง่ายๆ ตาม 5 ข้อต่อไปนี้

1. ยื่นลาก่อนได้เปรียบ

ถ้าการขออนุมัติวันลาพักร้อนของของคุณไม่ง่ายนัก ให้ยื่นลาหยุดล่วงหน้า 5-6 เดือน โดยที่คุณยังไม่ต้องกำหนดแผนการเดินทางแน่นอนก็ได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่การลาหยุดของคุณจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ตรงกับวันลาหยุดของคนอื่น และยังคาดการณ์ได้ยากว่าวันลาหยุดของคุณจะตรงกับงานสำคัญอะไรในอนาคตหรือเปล่า

2. รวมหัวช่วยกันคิด

คุณจะสามารถวางแผนการท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อนได้ดีที่สุด หากคุณนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อนเดินทางของคุณได้ ลองแกล้งนัดเพื่อนของคุณเหมือนการมาดื่มไวน์สังสรรค์กันตามปกติ เพื่อให้เพื่อนที่ยังไม่ได้วางแผนในกลุ่มของคุณไม่เกิดอาการเกร็งมากนัก

3. มั่นคงเข้าไว้

พยายามอย่ากำหนดทั้งวันที่ จุดหมายปลายทาง หรือเส้นทางการเดินทางในทีเดียว เพราะมักจะทำให้กลุ่มเพื่อนของคุณล้มเลิกตั้งแต่การวางแผนขั้นแรก และยังต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า ถ้าคุณกำหนดสถานที่ปลายทางแน่นอนเพียงแห่งเดียว

4. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

เมื่อคุณกำหนดวันที่และจุดหมายปลายทางได้แล้ว ให้ผ่อนคลายและใช้เวลาวางแผนเส้นทางการเดินทางร่วมกัน การสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแบ่งหน้าที่กันวางแผนวันหยุดจะสร้างความสนุกสนานมากกว่าการทำคนเดียวทั้งหมด

5. อย่าตื่นตูมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์

นับเป็นเรื่องจริงที่เรามักรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะไหวตัวทันแค่ไหน บรรดาสายการบินและโรงแรมต่างก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นคุณก็ยังต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอยู่นั่นเอง สำหรับประเทศไทยแล้ว การได้ใช้วันหยุดถือเป็นปัญหามากกว่าการมีวันหยุดไม่พอเสียอีก ฉะนั้นลองใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์นัดรวมกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวดีๆ สักครั้งน่าจะดีกว่า