โรคเบาหวานมีกี่ประเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597819

  • วันที่ 17 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

โรคเบาหวานมีกี่ประเภท

ประเภทของโรคเบาหวาน กับระดับน้ำตาลในเลือดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง 2 เรื่องที่เราทุกคนควรรู้

“เบาหวาน” เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมเสี่ยงของแต่ละบุคคลได้เช่นกัน อาทิ การบริโภคของหวาน มัน หรือไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานจากการวัดระดับน้ำตาลในเลือด คือผู้ที่มีระดับน้ำตาล 100-125 มก./ดล. เมื่องดอาหาร 8-12 ชั่วโมง หรือตรวจน้ำตาลขณะที่ไม่ได้งดอาหารได้ 140-199 มก./ดล. ผู้มีระดับน้ำตาลเช่นนี้แม้ยังไม่เป็นเบาหวาน แต่มีโอกาสเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป

โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 : โรคเบาหวานชนิดที่ 1

พบในเด็กหรือผู้ที่มีอายุน้อยส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี มักผอม ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน ถ้าขาดอินซูลินจะเกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลสูงและกรดคีโตนคั่งในเลือด ในประเทศไทยพบผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ร้อยละ 3.4

ประเภทที่ 2 : โรคเบาหวานชนิดที่ 2

พบมากถึงประมาณร้อยละ 95-97 ของผู้เป็นเบาหวานในประเทศไทย ผู้เป็นส่วนใหญ่มักอ้วน อายุมากกว่า 40 ปี ตับอ่อนยังพอผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในระยะแรกอาจรักษาได้ด้วยการควบคุมอาหารหรือยาเม็ดลดลดระดับน้ำตาล แต่เมื่อเป็นเวลานานๆ ในบางรายมีเบต้าเซลล์เสื่อม ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอาจจำต้องฉีดอินซูลิน ปัจจุบันนี้พบในเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กอ้วนเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป มีการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ขาดการออกกำลังกาย มักจะนั่งหน้าจอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์แทนการวิ่งเล่น หรือการเล่นกีฬา

ประเภทที่ 3 : โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

โรคเบาหวานชนิดนี้ผู้เป็นจะต้องไม่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาก่อนตั้งครรภ์ ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนจากรกซึ่งมีฤทธิ์ต้านอินซูลินเป็นผลให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ถ้าไม่สามารถเพิ่มการสร้างอินซูลินให้เพียงพอจะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ หลังคลอดมักจะพบว่าโรคเบาหวานหายไป แต่เมื่อติดตามต่อไปพบว่าหญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้มากจึงสมควรให้มีการติดตามเพื่อตรวจหาเบาหวานเป็นระยะ

ประเภทที่ 4 : โรคเบาหวานชนิดอื่นที่มีสาเหตุเฉพาะ

ได้แก่ โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน ความผิดปกติของฮอร์โมน การได้รับยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือสารเคมี เป็นต้น

ของหวานแก้เครียดยามบ่ายฉบับคนออฟฟิศ…ห้ามคิดเรื่องอ้วน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597203

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 12:30 น.

ของหวานแก้เครียดยามบ่ายฉบับคนออฟฟิศ...ห้ามคิดเรื่องอ้วน!!

บ่ายๆ เครียดๆ เจียดเวลามาหาอาหารตา แล้วเตรียมหาของหวานจริงๆ มากินลดเครียดกันดีกว่า

เชื่อเลยว่าเกินครึ่งของคนทำงาน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศต่างมีความเครียด ทั้งจากเรื่องงาน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และแน่นอนว่า “การกินของหวานแก้เครียด” เป็นวิธีที่หลายคนต้องเคยทำ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงไดเอต แต่ในยามเครียดของหวานมักจะเป็นสิ่งแรกที่นึกถึง นั่นเป็นเพราะว่าการได้รับความหวานจากน้ำตาล มีส่วนช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ที่ทำให้อารมณ์ดีแบบที่หาอาหารอื่นมาทดแทนยาก จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้หญิงกับความหวานเป็นของคู่กันจริงๆ

สำหรับเมนูสุดฮิตที่สาวออฟฟิศมองหาเพื่อเพิ่มความหวานลดความเครียด อาทิ

** บิงซู สวย หวาน หอม เปรี้ยว เผลอแป๊บเดียวหมด กับของหวานสไตล์เกาหลีที่เป็นนมเกล็ดหิมะรสกลมกล่อม อัพความสดชื่นด้วยผลไม้ และนานาท็อปปิ้งที่เลือกได้ตามชอบ อาทิ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มิกซ์เบอร์รี่ เมล่อน ช็อกโกแลต

** น้ำแข็งไส เอาใจคนชอบรสหวานเย็นชื่นใจแบบไทยๆ ราคาเบาๆ ที่มีท็อปปิ้งให้เลือกใส่มากมาย อาทิ มันเชื่อม ข้าวโพด วุ้นมะพร้าว ถั่วแดง ลูกชิด ลอดช่อง ซาหริ่ม ราดตามด้วยน้ำหวานหรือน้ำกะทิ โรยนมข้นหวานปิดท้าย อร่อยสบายๆ เป็นของว่างยามบ่าย ลดความตึงเครียดได้ดี

** ฮันนี่โทสต์ ขนมปังอบเนยหอมชุ่ม กรอบนอกอุ่นใน เสิร์ฟพร้อมวิปครีม ไอศกรีม และท็อปปิ้ง เป็นของหวานที่แค่ได้กลิ่นหอมของขนมปังอบเนยตั้งแต่เดินผ่านหน้าร้าน ก็ทำให้สาวออฟฟิศทั้งหลายหายเครียดไปได้บางส่วนแล้ว

** ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ของหวานอีกชนิดที่ครองใจสาวออฟฟิศได้เป็นอย่างดี เพราะความเย็นและรสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นจากเนื้อไอศกรีมแค่เพียงคำแรกก็ทำให้ลืมความเครียดได้เป็นปลิดทิ้ง แถมยังอารมณ์ดีขึ้นเพราะความหวานจากรสชาติต่างๆ ของไอศกรีมอีกด้วย ที่สำคัญยังมีตัวเลือกไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟแคลอรีต่ำให้ชุ่มฉ่ำแบบไม่รู้สึกผิด

** ขนมเค้ก ขนมยอดฮิตติดอันดับที่สาวๆ ต่างนึกถึงเมื่ออยากกินของหวาน เป็นของว่างยามบ่าย กินคู่กับชาหรือกาแฟร้อนๆ จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานตั้งแต่เช้าได้อย่างดี

** โดนัท เนื้อโดนัทนุ่มๆ กับความหวานของน้ำตาลจากรสชาติต่างๆ อาทิ โดนัทเคลือบน้ำตาล โดนัทช็อกโกแลต โดนัทสตรอเบอร์รี่ ฯลฯ พร้อมกาแฟสักแก้ว ก็เป็นได้ทั้งมื้อเช้าแบบง่ายๆ ของสาวออฟฟิศ เพิ่มความหวาน ทำให้อารมณ์ดี รับวันใหม่ ก่อนเริ่มทำงาน และยังเป็นของว่างที่ช่วยรองท้องได้ดีตอนช่วงพักเบรกยามบ่ายได้อีกด้วย

** คุกกี้ เพิ่มดีกรีความอร่อยแบบคลาสสิกด้วยคุกกี้อบหอมกรุ่น ซื้อมากินได้ทุกเวลา แค่หาโหลมาใส่รักษาความกรอบให้คงอยู่ เหมาะกับออฟฟิศที่อยู่ไกลร้านค้า หรือคนที่ไม่มีเวลาพักเบรก แค่กินพร้อมจิบชา หรือกาแฟอุ่นๆ สักแก้วก็เพียงพอแล้วสำหรับบ่ายนี้

เรากำลังเผชิญกับ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” ใช่หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597789

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เรากำลังเผชิญกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ใช่หรือไม่?

“หมดไฟ” ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ แล้วจะแก้อย่างไร ต้องไปดู

ก่อนอื่นต้องเช็กสัญญาณไฟในตัวเองกันก่อนว่า เรามีความรู้สึกแบบนี้หรือไม่?

  1. รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขน้อยลง
  2. เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากไปทำงาน
  3. ทำงานแบบเบื่อหน่าย ไม่มีสมาธิ
  4. รู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถ
  5. เห็นอะไรก็หงุดหงิดใจไปเสียหมด

#ถ้าคำตอบบอกว่า ใช่!!!…ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

กลายเป็นประเด็นปัญหาทางสุขภาพที่เกิดกับคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจ ครอบครัว และประเทศชาติไปแล้ว สำหรับ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)” ซึ่งเป็นผลมาจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานที่หนักเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกสูญสิ้นพลังงานในการทำทุกอย่าง หงุดหงิดรำคาญใจ ท้อแท้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกาย รวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารและการนอนหลับ

ที่ประชุมองค์การอนามัยโลก จึงได้บรรจุให้อาการหมดไฟในการทำงานเป็นโรคประเภทหนึ่งที่ต้องรับการรักษาทางการแพทย์ พร้อมบรรจุอยู่ในบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 หรือ International Classification of Diseases ซึ่งมีชื่อย่อว่า ICD-11 เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคใหม่ ซึ่งจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 1 ม.ค. 2565

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน มักเกิดจากการปัจจัยดังต่อไปนี้

  • สั่งสมความเครียดจากการทำงานมาเป็นระยะเวลานาน
  • โดนกดดันอย่างไม่หยุดหย่อน
  • งานเยอะ งานล้นมือ ทำงานไม่ทัน
  • ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไม่ทัน
  • โดนบีบบังคับให้ต้องปรับรูปแบบการทำงานที่ขัดกับบุคลิกลักษณะนิสัย
  • งานที่ทำไม่มีการกำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ที่ชัดเจน
  • สังคมในที่ทำงานต่างคนต่างอยู่
  • เพื่อนร่วมงานไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • มีวันหยุดน้อย เวลาพักผ่อนน้อย

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ไร้เรี่ยวแรง เกิดความรู้สึกลบ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถจดจ่อสมาธิต่องานได้เหมือนเคย ต้องฝืนตัวเองให้ทำงานจึงจะทำงานเสร็จได้ หรือต่อให้ทำงานสำเร็จลุล่วงก็ไม่รู้สึกพอใจ อาจรวมไปถึงการนอนไม่หลับ และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย จนนำไปสู่การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติดได้

ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรค จึงแนะวิธีการจัดการกับภาวะหมดไฟด้วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต 2 ด้านหลักๆ ได้แก่

  1. ด้านการจัดการกับตัวเอง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น นอนดูหนัง ฟังเพลง หรือช็อปปิ้ง เพื่อให้รางวัลกับตนเอง  พูดคุยขอคำปรึกษากับผู้อื่นว่ารู้สึกหมดแรงหรือเบื่อ หากมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ ต้องการความช่วยเหลือหรือสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้
  2. ด้านการจัดการกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า การปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้มีความรู้สึกทางบวกมากขึ้นต้องอาศัยวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหาร เช่น สร้างเป้าหมายเส้นทางอาชีพให้พนักงานอย่างชัดเจน สร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพนักงาน นโยบายดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานเพื่อช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสม

หากปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้วอาการยังทวีความรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา มิเช่นนั้นอาการหมดไฟในการทำงานก็อาจนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ชนิดที่คาดไม่ถึงได้

 

ภาพ freepik

ทิชชู่เปียก ใช้ง่ายทิ้งง่าย ย่อยสลาย 100 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597825

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 19:50 น.

ทิชชู่เปียก ใช้ง่ายทิ้งง่าย ย่อยสลาย 100 ปี

กรีนพีซ เผย “ทิชชู่เปียก” ของใช้ใกล้ตัวที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตสะดวกขึ้น สะอาดเร็วขึ้น ใช้เวลาย่อยสลายยาวนานถึง 100 ปี ด้านสถาบัน EarthWatch เผยทิชชู่เปียกเป็นต้นเหตุของระบบท่อน้ำเสียอุดตัน

ทิชชู่เปียก ดูจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทั่วไปนิยมเลือกซื้อ เนื่องจากสามารถใช้เช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แถมทิ้งง่ายไม่เลอะเปรอะเปื้อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรากฏตัวของมันถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นอย่างมหันต์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ greenpeace.org ระบุว่า “ทิชชู่เปียก” กลายเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้สำหรับใครหลายๆ คน เพราะมันแสนจะสะดวกสบายและใช้ง่าย ตามรายงานของสถาบัน EarthWatch พบว่าทิชชู่เปียกเป็นต้นเหตุของการที่ระบบท่อน้ำเสียอุดตัน ซึ่งนั่นเป็นผลที่น่าขยะแขยงเมื่อมันถูกทิ้งลงในชักโครก โดยไม่ได้คำนึงถึงว่ามันย่อยสลายไม่ได้ และทิชชู่เปียกกว่า 9.3 ล้านแผ่นถูกใช้ในการล้างเช็ดเครื่องสำอางหรือใช้เช็ดมือแทนการล้างมือ ซึ่งของสิ่งนี้ต้องใช้เวลานานกว่า 100 ปี ในการย่อยสลายทางชีวภาพเลยทีเดียว

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทิชชู่เปียกทำมาจากโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนประกอบของใยพลาสติก และผ่านกระบวนการทางเคมี จึงไม่สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วเหมือนทิชชู่หรือผ้าทั่วไป ดังนั้น เมื่อมันถูกใช้และทิ้งจึงกลายเป็นขยะไม่ต่างอะไรกับขยะพลาสติก หากเราเปลี่ยนมาใช้ผ้าเช็ดก็จะเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกไปได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ผ้ายังสามารถซักและนำมากลับใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ นับเป็นการช่วยประหยัดเงินแถมประหยัดทรัพยากรได้อีกด้วย

รู้ข้อเสียของทิชชู่เปียกแบบนี้แล้ว คงพอทำให้หลายคนเปลี่ยนใจหันมาใช้ผ้าในการเช็ดทำความสะอาดแทนแล้วใช่ไหม

RIGHT | TYPE นิทรรศการงานศิลป์ ที่ใช้พิมพ์ดีดเล่าเรื่องราวเสียงเล็กๆ ของประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/597537

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

RIGHT | TYPE นิทรรศการงานศิลป์ ที่ใช้พิมพ์ดีดเล่าเรื่องราวเสียงเล็กๆ ของประชาชน

“อะไรคือสิทธิพื้นฐานที่คุณคิดว่าขาดหายไปจากสังคมในปัจจุบัน?” ร่วมค้นหาคำตอบที่สะท้อนผ่านผลงานศิลปะได้ในนิทรรศการ RIGHT | TYPE วันที่ 17 ส.ค.-6 ก.ย.นี้

โลกในปี 2019 คำว่า “เครื่องพิมพ์ดีด” หลายคนอาจไม่คุ้น เพราะไม่มีโอกาสได้เห็น ได้สัมผัส แต่สำหรับ ณัฐวุฒิ สิริเดชชัย ศิลปินและนักออกแบบกราฟฟิกสายเลือดไทยที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ ยังคงจัดแสดงผลงานที่สร้างสรรค์จากเครื่องพิมพ์ดีด และจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่เยาวชนตลอดจนบุคคลทั่วไป อาทิ ที่ Sugar Hill Children’s Museum of Art & Storytelling ในเมืองนิวยอร์ก และ Hillyer Art Space ในเมืองวอชิงตัน ดีซี

ข่าวดีคือที่ประเทศไทย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลป์และนิทรรศการ ต้องห้ามพลาดกับนิทรรศการ “RIGHT | TYPE” ที่จัดแสดงผลงานของณัฐวุฒิ สิริเดชชัย เล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษร สู่รูปร่าง รูปทรง และภาพเหมือน นำมาสู่การพิมพ์ดีดรูปเหมือนของ 30 ศิลปิน และนักเคลื่อนไหวทางสังคม บวกกับคำถามที่สะท้อนความเห็นของบุคคลเหล่านี้ ที่ว่า “อะไรคือสิทธิพื้นฐานที่คุณคิดว่าขาดหายไปจากสังคมในปัจจุบัน?” เสียงเล็กๆ ของประชาชนที่สะท้อนและผลักดันประเทศของเรา เป็นดั่งที่เราเรียกกันว่าประเทศที่มีอารยธรรม…”ใช่หรือไม่”

นอกจากนี้ ยังมีผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมแสดงและออกความเห็น อาทิ สุหฤท สยามวาลา (ศิลปิน, อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพ), อรอรีย์ (ศิลปิน), มาเรียม เกรย์ (ศิลปินวง B5), ครูเคท คทาวุธ ครั้งพิบูลย์ (นักเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ), ไก่-ณฐพล บุญประกอบ (ผู้กำกับภาพยนตร์ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว), ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล (ศิลปินวาดภาพคนไร้บ้าน), ไมเคิล เชาวนาศัย (ศิลปิน), วรนา วรรลยางกูร (นักเขียน), ณัฐดนัย บุณยรัตผลิน (เมคอัพอาร์ตติส/พิธีกร), ประทีป สุธาทองไทย (ศิลปิน)

ร่วมชมนิทรรศการงาน RIGHT | TYPE ได้ที่ Kalwit Sudio & Gallery ซอยร่วมฤดี จัดแสดงวันที่ 17 สิงหาคม-6 กันยายน  2562 รายได้จากการขายชิ้นงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะบริจาคให้แก่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

นั่งท่าเดิมนานกว่า 90 นาที เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597756

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

นั่งท่าเดิมนานกว่า 90 นาที เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไลฟ์สไตล์มนุษย์ออฟฟิศกับความเสี่ยงตายรายบุคคล เมื่อ “8 ชั่วโมงของการทำงาน” เป็นเวลากำหนดชะตากรรมของทั้งชีวิตที่เหลือ เราจะเลือกปฏิบัติตัวอย่างไรให้ห่างไกลโรค

ในขณะที่คนทำงานออฟฟิศอย่างเราใช้ชีวิตที่เคยชินไปกับกิจวัตรประจำวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นสาย รีบเร่งเคร่งเครียดกลัวรถติดจนไม่ทันกินอาหารเช้า จบที่การหิ้วกาแฟเติมน้ำตาลติดมือไปจิบที่ออฟฟิศ เติมพลังด้วยชาไข่มุกอีกแก้วในช่วงบ่าย และอดไม่ได้กับบรรดาขนมนมเนยที่เรียงรายคล้ายกวักมือเรียก ซึ่งสวนทางกับพฤติกรรมขาออก ที่แทบจะไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ด้วยปริมาณงานที่รัดตัว พฤติกรรมเหล่านี้นำมาซึ่งโรคภัยที่ทำให้เราต้องแอดมิดใกล้ชิดหมอแบบไม่รู้ตัว

จากผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า จากการติดตามสุขภาพของอาสาสมัครชาวอเมริกันอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวน 8,000 คน ต่อเนื่องนานกว่า 4 ปี พบว่า คนที่นั่งท่าเดิมต่อเนื่องกันนานกว่า 90 นาที มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าผู้ที่เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ

เพราะเมื่อไม่ขยับตัว อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายก็ต่ำ ทำให้ไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปเกาะหลอดเลือดหัวใจ เมื่อสะสมนานวันเข้าก็เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

กรณีของการกินจุบจิบระหว่างวัน รวมถึงใครที่ติดการดื่มกาแฟแบบใส่นม เติมครีมเทียมเยอะๆ ให้หวานๆ มันๆ หรือห้ามใจไม่ได้กับเครื่องดื่มหวานๆ เย็นๆ เน้นเติมน้ำตาลในเลือด ระวังโรคอ้วนถามหา ตามมาด้วยเบาหวาน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ฟังแล้วไม่อยากเป็น แต่จากตัวเลขสถิติระบุ ร้อยละ 32 ของคนไทยวัยผู้ใหญ่เป็นผู้ที่มีภาวะอ้วน และประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีประชากรอ้วนสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชียอาคเนย์อีกด้วย

ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ก็มักจะตามมาด้วยโรคอื่นๆ เป็นแพ็คเกจ ทั้งเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ยังไม่รวมสาเหตุอันเกิดจากความเครียด การสูบบุหรี่ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงของคนวัยทำงานที่ส่งผลให้เส้นเลือดแตกจนถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย พิการ หรือหัวใจวาย

ดังนั้น ใครที่ไม่อยากเจ็บป่วยจากพฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องลุกมาปฏิวัติตัวเอง ด้วยการลดปริมาณการกินอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด ให้น้อยลง ดื่มน้ำให้มากขึ้น หมั่นลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันจนเป็นนิสัย และออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพียงเท่านี้โรคภัยก็ห่างไกลจากตัวคุณไปอีกหลายสเต็ปแล้ว

 

ภาพ freepik

“หัวใจวาย” ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597484

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

"หัวใจวาย" ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ทุกวันนี้คำว่า “หัวใจวาย” กับ “หัวใจล้มเหลว” ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำตอบเพื่อทุกคนจะได้รู้และตระหนักก่อนที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี เพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและทันการณ์

ผศ.นพ.สุรพันธ์ สิทธิสุข เผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายและหัวใจล้มเหลวว่า“หัวใจวาย” หมายถึงการทำงานของหัวใจสิ้นสุดลง ก็คือหัวใจหยุดเต้น หยุดบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย อวัยวะทุกอย่างจะหยุดทำงานตามไปด้วย อาการนี้ร้ายแรง เกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการกู้ชีวิตก็จะถึงแก่ความตายทันที

สำหรับ “หัวใจล้มเหลว” เป็นภาวะที่เกิดจากหัวใจทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น การบีบตัวของหัวใจอ่อนลง หรือหัวใจขยายตัวไม่ดี ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ เกิดการ คั่งของน้ำในปอด มีน้ำท่วมปอด ขาบวม มีน้ำในท้อง ตับโต ซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งอาการของหัวใจล้มเหลวมีตั้งแต่อาการจากน้อยจนถึงอาการหนักมาก เช่น เหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

หัวใจวายที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหันเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งที่เป็นโรคที่หัวใจเองและโรคอื่นที่มีผลกระทบร้ายแรงมาที่หัวใจ โรคที่เป็นพันธุกรรมจากกำเนิด หรือโรคที่เกิดขึ้นภายหลังก็ทำให้เกิดหัวใจวายได้ สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ และในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่นานแล้ว รวมทั้งสามารถเกิดกับนักกีฬาที่ลงแข่งในสนาม ซึ่งมีร่างกายฟิตแข็งแรงมากได้ด้วย

สาเหตุที่พบได้บ่อย คือหัวใจวายที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด มักพบในผู้ใหญ่อายุกลางคนขึ้นไป พบบ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ได้แก่ผู้ที่เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

เนื่องจากภาวะหัวใจวายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การสูญเสีย จึงต้องหาทางป้องกันและรับมือเตรียมพร้อมไว้ก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา หรือรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการป้องกันและรับมือไม่ใช่จะต้องทำเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคอะไร รวมทั้งญาติรอบข้างทุกคนก็ควรเตรียมการให้พร้อมด้วย มีข้อแนะนำ ดังนี้

1.ตรวจหาความเสี่ยงของตัวเราเอง รวมทั้งญาติพี่น้องในครอบครัวว่ามีใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวายได้หรือไม่ เช่น ดูอายุสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โดยการตรวจเช็กร่างกายประจำปีทุกปีในคนอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป หากมีประวัติการตายที่ไม่ทราบสาเหตุในครอบครัวหรือประวัติหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจตีบก็อาจตรวจหาความเสี่ยงในอายุที่น้อยกว่านี้ก็ยิ่งเป็นการดี หากพบปัจจัยเสี่ยงใดๆ ควรรีบดำเนินการควบคุมทุกปัจจัยเสี่ยงให้ดี

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้ชีพ ปัจจุบันมีการเปิดอบรมทักษะการกู้ชีวิตในเชิงปฏิบัติให้แก่ประชาชนทั่วไปในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่ง ควรหาโอกาสอ่านภาคทฤษฎี ดูวิดีโอและไปฝึกปฏิบัติด้วย โดยมองหาโรงพยาบาลใกล้บ้าน และศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ถ้าเกิดหัวใจวายขึ้น เราจะมีคนช่วยกู้สถานการณ์ให้รอดพ้นไปได้

รวมทั้งมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์ช่วยในการกู้ชีพ คือ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจกึ่งอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า สนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ราชการขนาดใหญ่ ควรดูวิดีโอสาธิตการใช้เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งการจะกู้ชีวิตคนที่เกิดหัวใจวายต้องกระทำทันทีและควรหาเครื่อง AED มาช่วยภายในเวลาอันสั้น จึงควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้พร้อม หัวใจวายจะเกิดกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทุกสถานที่จึงควรเตรียมการป้องกันและรับมือให้ทันท่วงที

 

ภาพ freepik

5 พวกแวมไพร์ดูดพลังชีวิตและวิธีป้องกันตัวจากคนเหล่านี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597473

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 พวกแวมไพร์ดูดพลังชีวิตและวิธีป้องกันตัวจากคนเหล่านี้

เราทุกคนต่างเคยตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของพวกแวมไพร์ หรือคนประเภทที่คอยดูดพลังชีวิตของเรา คนที่ทำให้เรารู้สึกเศร้า โกรธ หรือหมดสิ้นพลังหลังจากที่เราอยู่กับพวกเขา พวกแวมไพร์นี้อยู่รอบๆ ตัวเรา และเต็มไปด้วยสิ่งอำพรางตัวตน

พวกเขาอาจจะเป็นญาติจอมเซ้าซี้ เพื่อนร่วมงานขี้แกล้ง เพื่อนบ้านจอมเจ้ากี้เจ้าการ คุณจะรู้ตัวว่าคุณกำลังอยู่กับพวกแวมไพร์ก็เมื่อตอนที่คุณติดต่อ หรือได้ใช้เวลาพูดคุยอยู่กับพวกเขา แทนที่จะรู้สึกสบายใจ หรือมีความสุข คุณกลับรู้สึกหมดแรง คนเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจเอาซะเลย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงคนพวกนี้ นี่คือ “5 ประเภทอารมณ์ของพวกแวมไพร์ที่คุณจะพบ” และเคล็ดลับในการป้องกันตัวเองไว้ก่อนที่ความเครียดของคุณจะปะทุและหมดสิ้นพลังงานในชีวิตไปมากกว่านี้

1.พวกชอบควบคุม

แวมไพร์ประเภทนี้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกอย่าง และคิดว่าเขารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะเขากุมอำนาจในทุกปัญหา ตัดสินใจทุกเรื่อง และเลือกไลฟ์สไตล์ ทางเลือกในชีวิต บอกให้เราทำสิ่งนี้ ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด ฯลฯ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: คุณต้องมีความมั่นใจที่จะเลือกทางของตัวเองบ้าง พูดเหตุผลให้เขารู้ว่า ทำไมคุณถึงไม่ยอมรับทางเลือกที่เขาเสนอ เพราะอะไร เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นเหมาะสมกับคุณ หรือคุณต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร หรือหากเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากคุณอาจจะต้องพึ่งบุคคลที่ 3 พูดให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจของคุณคนเดียว คุณมีคู่ครอง หรือมีคู่คิดในเรื่องนี้อยู่แล้ว

2.พวกหลงตัวเอง

แวมไพร์ประเภทนี้จะมีความหิวโหยคำชื่นชมมาก นอกจากจะหลงตัวเอง ชื่มชมตัวเองมากจนเกินไป ลึกๆ แล้วยังมีเรื่องของความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วย เป็นคนประเภทที่อยากเป็นที่หนึ่ง อยากเป็นจุดสนใจ และไม่ว่าจะทำอะไร จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเป็นฝ่ายผิด อารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ เวลาคุณอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกเหนื่อยสุดๆ ลองนึกภาพเวลาต้องคอยตามเอาใจใครตลอดเวลาสิคะ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: ก่อนคุณจะทำอะไรควรตัดสินใจให้ดี ว่าการอยู่กับคนประเภทนี้คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด รับมือได้มากน้อยเพียงใด หากคุณเลือกแล้วจงทำใจและเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะคนประเภทนี้ไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองทำผิดเลย ดังนั้น หยุดการโต้เถียง เลิกคิดเรื่องนี้ไปเลยค่ะ เพราะจะทำให้คุณเหนื่อยเปล่าๆ คนประเภทนี้ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเองง่ายๆ หรือลองใช้วิธีเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย คนประเภทนี้ชอบที่จะเป็นผู้นำ หากคุณต้องการให้เขาทำอะไรแล้วล่ะก็ ลองพูดเปรยให้เขารู้สึกว่าเขาสำคัญ เช่น อยากให้สามีจอมหลงตัวเองช่วยทำความสะอาดบ้าน หรือตกแต่งบ้าน ก็ลองเปรยขึ้นมาประมาณว่าขอให้เขาใช้ความแมนช่วยทำให้ ฯลฯ

3.พวกชอบวิจารณ์

แวมไพร์ประเภทนี้มีคุณสมบัติในการตัดสิน ดูถูกคุณ อาจเป็นผู้บังคับบัญชาที่ทำงาน โดยบอกคุณว่า “คุณมีอะไรอีกมากที่จะต้องเรียนรู้” พร้อมกับการส่ายหน้าใส่คุณ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: จริงๆ คุณควรมองหาประโยชน์จากสิ่งที่เขาวิจารณ์และแสดงความขอบคุณเขา เช่น “สิ่งที่คุณพูดช่วย ฉัน/ผม ไว้จริงๆ ขอบคุณมากๆ” คนประเภทนี้มักมองหาความเมตตาและการยอมรับ

4.พวกเหยื่อ

แวมไพร์ประเภทนี้จะทำตัวเป็นเหยื่อตลอดเวลา หมายความว่าอย่างไร พวกนี้เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา อุปสรรค ความเศร้าหมอง คนประเภทนี้จะคอยบ่นหรือเล่าแต่เรื่องที่หดหู่ ซึ่งบางเรื่องไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับตัวเขาเลยด้วยซ้ำ พวกนี้จะอ่อนแอกว่าพวกไหนๆ ซึ่งเวลาเราอยู่ด้วยแล้วทำให้เราสูญเสียพลังชีวิตไปพร้อมๆ กับเขาทุกวินาทีเลย

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: อย่าหลวมตัวไปเป็นคู่หูคนประเภทนี้เด็ดขาด เพราะหากคุณเป็น คุณอาจจะเป็นโลกใบเดียวของเขา และคุณอาจจะต้องแบกรับความรู้สึกเขาไปอีกนาน คุณสามารถให้คำปรึกษาได้ หรือแสดงให้เขาเห็นว่าปัญหานั้นมีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้เครียด และเมื่อพวกเขาเริ่มพูดอะไรในทางลบมากๆ คุณสามารถแสดงให้เขารู้หรือพูดได้ว่า นี่เป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะรู้สึกแบบนั้น สำหรับคนประเภทนี้หากไม่อยากข้องเกี่ยว พยายามแสดงให้เขารู้ว่าคุณยุ่งแค่ไหนกับงาน และเรื่องที่คุณต้องรับผิดชอบ

5.พวกชอบยุยง ปลุกปั่น

แวมไพร์ประเภทนี้อาจจะเป็นเพื่อนของคุณในวันนี้ แต่หลังจากนี้เขาอาจจะนำพาศัตรูมาให้คุณ เขาจะมีเรื่องของคนอื่นมาพูดกับคุณเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ ไกล เวลาคุณอยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าคุณมีเพื่อนคนเดียวเท่านั้น ก็คือเขา เพราะนอกนั้นเขาจะพูดถึงเรื่องไม่ดีของคนอื่นเสมอ และอย่าดีใจไปค่ะ เรื่องของคุณเขาก็อาจจะนำไปพูดเหมือนกัน

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: คุณจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตกับคนเหล่านี้ และอย่าพยายามเล่า หรือคุยอะไรที่เป็นเรื่องลึกลงไปกว่าคนทั่วไปคุยกัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเขาเริ่มใส่ไฟ หรือนินทาคนอื่น คุณทำได้เพียงต้องเลี่ยง และทำตัวยุ่งเข้าไว้เช่นกัน

 

เรื่อง M2F จันทร์เป็นใจ / ภาพ freepik

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597476

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ระบุ “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุของ 4 โรคมะเร็งที่พบบ่อย เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ เปิดสถิติจำนวนผู้ป่วยมากกว่าคนสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) เปิดเผยข้อมูลพร้อมระบุว่า “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง 4 โรคที่พบได้บ่อยในสหราชอาณาจักร เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากกว่าการสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

แม้ว่าจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากโรคอ้วนเพียง 22,800 รายในแต่ละปี แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่มากถึง 54,300 ราย แต่หากเจาะจงไปที่โรคมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้จะพบข้อมูลดังนี้

มะเร็งลำไส้ : จากจำนวนผู้ป่วย 42,000 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 4,800 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 2,900 ราย

มะเร็งไต : จากจำนวนผู้ป่วย 12,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 2,900 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,600 ราย

มะเร็งตับ : จากจำนวนผู้ป่วย 5,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 1,300 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,200 ราย

มะเร็งรังไข่ : จากจำนวนผู้ป่วย 7,500 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 490 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 25 ราย

จากสถิติตัวเลขข้างต้น แม้ว่าบุหรี่และโรคอ้วนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับพบว่าในแต่ละปีอัตราการสูบบุหรี่ของคนทั่วไปน้อยลง ในขณะที่พบคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการเลิกสูบบุหรี่แล้ว ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมปริมาณของอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

 

ภาพ freepik

Tid Coffee Bar คาเฟ่ที่รู้ใจคนรักกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/597482

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

Tid Coffee Bar คาเฟ่ที่รู้ใจคนรักกาแฟ

แวะจิบกาแฟดีที่ Tid Coffee Bar (ติดกาแฟคาเฟ่) สัมผัสความเท่กับคอนเซ็ปต์เก๋ Coffee, Gallery, Garden เติมเต็มประสาทสัมผัสทั้งห้า

ฉลองครบรอบ 1 ปี ไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับคาเฟ่สุดเท่ไซส์น่ารัก “Tid Coffee Bar (ติดกาแฟคาเฟ่)” อีกหนึ่งร้านน่านั่งย่านชานเมืองที่คนนนทบุรีการันตีว่าเด็ด ของสามีภรรยาคุณฮอลและคุณกวาง ที่ผันตัวเองจากช่างภาพและพนักงานแบงค์มาทำตามความฝัน ใช้พื้นที่หน้าบ้านจากลานกว้างๆ เป็นร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ ตกแต่งผลงานภาพถ่ายฝีมือเจ้าตัว พร้อมเนรมิตสวนสวยๆ เอาใจคนรักธรรมชาติ ในคอนเซ็ปต์ Coffee, Gallery, Garden

ด้านชื่อร้านเลือกใช้คำไทยง่ายๆ ว่า ‘ติดกาแฟ’ เพราะเกิดจากความหลงใหลในรสสัมผัสและกลิ่นอันหอมกรุ่นของกาแฟ เอาใจสิงห์นักดื่มด้วยการเฟ้นหาเมล็ดพันธุ์กาแฟที่หลากหลายทั้งไทยและเทศ ให้คนรักกาแฟได้ลิ้มรสแปลกใหม่ไม่มีเบื่อ

ลูกค้าประจำเป็นคอกาแฟใกล้บ้านและคนที่ติดตามในโซเชียลจากรูปสวยๆ ที่ยั่วยวนชวนให้ลิ้มลอง ส่วนใหญ่มาแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…ไม่ผิดหวัง เพราะครบครันทั้งเครื่องดื่ม อาหารอร่อย กินง่าย ตัวเลือกเยอะ โอบล้อมด้วยบรรยากาศสวนชวนสดชื่น อิ่มเอมทั้งรูป รส กลิ่น เสียง

เริ่มกันที่เครื่องดื่มมีทั้งร้อน เย็น ปั่น ด้านเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดียกให้ กาแฟส้ม กาแฟมะพร้าว กาแฟอราบิก้า 100% ใช้เมล็ดกาแฟพันธุ์ดีจากเชียงรายรสเข้ม ผสานกับความหอมหวานของมะพร้าวน้ำหอมที่มาทั้งน้ำและเนื้อ ต่อที่ กาแฟบราซิลคาปูชิโน่ โกโก้มิ้นต์ ที่หอมเย็นชื่นใจ ยังมี ชาไทยโกโก้ ชาเขียวนม และเมนูปั่นให้เลือกเพียบ

ส่วนใครที่หิวทางร้านมีบริการอาหารแบบคอมฟอร์ทฟู้ดฝีมือคุณพ่อ รสมือเหมือนทำให้คนในครอบครัวกิน เริ่มด้วย ข้าวหน้าปลาสลิด ข้าวผัดน้ำพริกกุ้งแม่น้ำ ข้าวไข่ข้นเบคอนกุ้ง ข้าวผัดกุ้ง

อัพเลเวลความอร่อยกันต่อด้วยเมนูฟิวชั่นฟู้ด อาทิ สเต๊กหมูจิ้มแจ่ว สเต๊กแซลมอน จัดเต็มด้วยซี่โครงหมูบาร์บีคิว ต่อด้วยเมนูสปาเก็ตตี้ พาสต้า อาทิ สปาเก็ตตี้พริกแห้งหอยลาย สปาเก็ตตี้ขี้เมาซีฟู้ด

สายชีสห้ามพลาดกับพิซซ่าหน้าต่างๆ เช่น พิซซ่าดับเบิลชีส สโมกแซลมอน พิซซ่าแป้งบางกรอบหนักชีส อบร้อนๆ เสิร์ฟมายืดๆ ปิดท้ายด้วยของหวานและเบเกอรี่สไตล์โฮมเมดที่ทำสดใหม่หมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน

ตามมาสัมผัสประสบการณ์การดื่มที่แตกต่างได้ที่ร้าน Tid Coffee Bar ติดกาแฟคาเฟ่ ร้านตั้งอยู่ที่ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ซ.5  โทร. 087-709-8866 เวลาเปิด-ปิด  Monday 7.00 a.m.-3.00 p.m. / Tuesday-Friday 7.00 a.m.-6.00 p.m. /  Saturday-Sunday 9.00 a.m.-9.00 p.m.