ติวเข้มกฎหมายแรงงาน เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597472

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ติวเข้มกฎหมายแรงงาน เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้

สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่อีกหนึ่งช่วงของชีวิตที่กินเวลานาน..น…น…คือช่วงของวัยทำงาน มารู้จักกับกฎหมายแรงงานของไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด รวมถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างงานก่อนเข้าสู่สนามจริง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 และสิทธิตามกฎหมายแรงงานที่กระทรวงแรงงาน ระบุไว้ดังนี้

วันลาและสิทธิการลาตามกฎหมาย ประกอบด้วย

  • ลาพักร้อน : ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานมาเกิน 1 ปี สามารถยกหรือเลื่อนไปสะสมในปีอื่นได้
  • ลาป่วย : ลาป่วยได้ตามจริง โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน และหากลาติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์
  • ลากิจ : ลาโดยมีเหตุธุระจำเป็นได้ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามปกติไม่เกิน 3 วันต่อปี
  • ลาคลอด : และลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดได้รวม 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
  • ลาทำหมัน : โดยต้องมีใบรับรองให้หยุดงานจากแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถหยุดได้ตามแพทย์สั่ง และยังได้รับค่าจ้าง
  • ลารับราชการทหาร : ลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
  • ลาฝึกอบรม : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น

ทั้งนี้ จำนวนวันหยุดอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของบริษัท แต่ตามกฎหมายแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนด

วันหยุดประจำสัปดาห์

  • กรณีทั่วไป กำหนดให้ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ (ไม่รวมลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง)
  • กรณีลูกจ้างในกิจการที่วันหยุดไม่แน่นอน เช่น งานโรงแรม งานในป่า งานขนส่ง งานในที่ทุรกันดาร เช่น งานประมง งานดับเพลิง สามารถตกลงวันหยุดกับเจ้านายได้ และสามารถสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปใช้ตอนไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

การทำงานล่วงเวลา

  • ล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ล่วงเวลาในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ทำงานเวลาปกติในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ

ทั้งนี้ การทำงานล่วงเวลาต้องรวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การเลิกจ้าง

บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานในกรณีเลิกจ้าง โดยแบ่งตามอัตรา ดังนี้

  • ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
  • หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยช้ากว่ากำหนด จะต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง 15% ต่อปี

ชาย-หญิงเท่าเทียม

สำหรับงานที่มีค่าเท่ากัน ลูกจ้างทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนต่างๆ เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างอย่างเท่าเทียมกันด้วย

การเปลี่ยนนายจ้าง

กรณีที่นายจ้างเกิดต้องการโยกย้ายลูกจ้างให้ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายจ้างใหม่ ต้องมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบและยินยอมก่อน

การย้ายสถานประกอบการ

นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างก่อนอย่างน้อย 30 วัน โดยหากไม่มีการแจ้งก่อนจะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 30 วันสุดท้ายของการทำงาน หากลูกจ้างไม่สะดวกไปทำงานในที่ตั้งใหม่ สามารถยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วัน โดยจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

 

ภาพ freepik

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597471

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉิน “6 เท่า” ของรายจ่ายประจำต่อเดือน ประโยคประจำของที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล วลีบังคับแทบจะในทุกบทความ ไม่ว่าจะกำลังแนะนำให้เริ่มต้นลงทุน จัดการเงินเพื่อลดภาษี จัดการหนี้ วางแผนซื้อบ้าน ซื้อรถ วางแผนการศึกษาบุตร หรือแม้แต่วางแผนหลังเกษียณ

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

1.สภาวะขาดรายได้ชั่วคราว เพราะอยู่ดีๆ คุณก็ตกงานและไม่สามารถหาใหม่ได้ง่ายๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือการหยุดพักผ่อนไปเที่ยวกับครอบครัว หรือการเติมพลัง ความรู้ ประสบการณ์สำหรับฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในระยะเวลาสั้นๆ สภาวะรายได้ขาดหายแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 6 เดือน ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เงินสำรองฉุกเฉิน น่าจะเพียงพอใช้แก้ปัญหาได้ชนิดเบ็ดเสร็จ

2.สภาวะขาดรายได้ระยะยาว คุณประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้เป็นเวลานาน เกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี หรือไม่ใช่สภาวะที่จะเกิดถาวร เหตุการณ์เช่นนี้การมีเงินสำรองฉุกเฉินตามตัวเลขที่เปิดหัวบทความไว้ที่ 6 เดือน ดูแล้วอาจไม่เพียงพอ แต่อย่างน้อยเงินสำรองก้อนนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาทางการเงินระยะสั้นได้ ช่วยให้การใช้สินเชื่อเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินไม่สร้างภาระหนี้สินที่มากเกินไป

3.ความฉุกเฉินด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ความเจ็บป่วยต้องการการรักษาตัวแบบที่ต้องใช้เงินก้อน หรือแบบที่ต้องเพิ่มรายจ่ายประจำประเภทยา วิตามิน หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ ถือว่ามีความจำเป็นสูงและคาดเดามูลค่าความจำเป็นได้ยาก เงินสำรองอาจพอ หรืออาจไม่พอได้เสมอ ซึ่งหัวข้อนี้ตัวช่วยด้านความฉุกเฉินยังมีประกันสุขภาพที่ใช้ร่วมได้อีกแรงหนึ่ง

4.ความฉุกเฉินด้านซ่อมบำรุงที่รอไม่ได้ คุณทำงานเป็นหัวหน้าทีมขาย หรือเป็นเจ้าของ Food Truck ขายอาหาร ตื่นเช้ามาสตาร์ทรถแล้วต้องตามช่างมาพาไปซ่อมที่อู่ แบบนี้เรียกว่าฉุกเฉินที่มีความเร่งด่วน และมีผลต่อรายได้ มูลค่าอาจสูงจนเกินกว่าเงินสำรองที่มีได้ ในทางปฏิบัติเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ต่างๆ เราสามารถแยกสำรองเงินซ่อมบำรุงไว้ต่างหากจากเงินสำรองฉุกเฉินทั่วไปได้อีก

5.ความฉุกเฉินด้านซ่อมบำรุงที่รอได้ หลอดไฟหมดอายุ มุ้งลวดขาด ก๊อกน้ำเสีย โรงรถหลังคารั่ว ไปจนถึงน้ำท่วมบ้านจนพื้นชั้นล่างเสียหาย ไฟเลี้ยวรถแตก และอีกจิปาถะ ที่ความเร่งด่วนต่ำกว่าในข้อ 4 แต่ถ้าปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปความเสียหายที่เกิดอาจลุกลาม ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ประวิงเวลาได้ แต่การไม่จ่ายอาจทำให้คุณภาพชีวิตด้อยลง หรือทำให้สร้างปัญหาด้านอื่นที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายตามมาอยู่ดี

6.ความฉุกเฉินของคนที่รัก เกิดภาวะฉุกเฉินตั้งแต่ข้อ 1-5 ข้างต้น แต่ไม่ได้เกิดกับตัวเราหรือครอบครัวเรา แต่คนที่รัก ญาติพี่น้อง มีความลำบากมาขอความช่วยเหลือ เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงชนิดที่ความฉุกเฉินในข้อนี้สร้างปัญหาให้กับชีวิตบางคนมากกว่าความฉุกเฉินของตัวเองด้วยซ้ำ

หลักสำรองเงินฉุกเฉินสูง-ต่ำ

คนทั่วไปจะสำรองที่อัตราสัก “6 เท่า” ก็คงไม่แปลกอะไร แต่ถ้าเราไม่ใช่คนทั่วไปหรือเข้าข่าย 1 ใน 4 กลุ่มต่อไปนี้ อาจต้องเตรียมเงินสำรองสูงถึง “12 เท่า”

1.คนที่มีความมั่นคงด้านรายได้ต่ำ เงินสำรองต้องสูง โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนรายได้เข้าสม่ำเสมอ ย่อมสำรองเงินน้อยกว่าฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบกิจการส่วนตัวได้

2.ครอบครัวที่มีผู้หารายได้คนเดียว เงินสำรองต้องสูง ทั้งนี้ อาจรวมไปถึงการมีรายได้จากแหล่งเงินได้เดียวด้วย เพราะความเสี่ยงที่ตัวผู้หาเงินได้คนเดียว และความเสี่ยงที่แหล่งเงินได้ที่ใช้เป็นที่พึ่งหลักนั้นจะไม่มั่นคงหรือหายไปนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้

3.คนที่มีแผนการเงินสำคัญหลายแผน เงินสำรองต้องสูง คุณเพิ่งเริ่มผ่อนบ้าน และเตรียมเกษียณเพราะอายุใกล้ 40 แถมกำลังเริ่มสร้างครอบครัวเก็บเงินให้ลูกเรียนหนังสือ ถ้ามีแผนการเงินสำคัญรอบตัวมากมาย การมีเงินสำรองให้มากพอ จะช่วยให้เป้าหมายการเงินสำคัญที่กล่าวมาได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุ

4.คนที่มีความเสี่ยงสูง เงินสำรองต้องสูง คนป่วยหรือมีครอบครัวป่วย หรือสูงอายุ มีคนที่เข้าข่ายภาระพึ่งพิงจำนวนมากอยู่รอบตัว ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุเพราะมีแนวโน้มที่เหตุต่างๆ จะวิ่งเข้าหาตัวได้บ่อยอยู่แล้ว ดังนั้นการสำรองเงินฉุกเฉินจึงต้องมากกว่าคนปกติ

 

 

ภาพ freepik

ชิมอาหารชุดสุดพิเศษรับเทศกาลดอกเบญจมาศของประเทศญี่ปุ่น ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/597467

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ชิมอาหารชุดสุดพิเศษรับเทศกาลดอกเบญจมาศของประเทศญี่ปุ่น ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ

ดื่มด่ำบรรยากาศเทศกาลดอกเบญจมาศของประเทศญี่ปุ่น กรุ่นกลิ่นอาหารรสละมุนที่ ห้องอาหาร ยามาซาโตะ กับเมนูอาหารชุดพิเศษเสริมปัญญาหลักแหลมและอายุยืนนาน

ใครเคยบินไปประเทศญี่ปุ่นอาจจะรู้สึกคุ้นๆ กับเทศกาลดอกเบญจมาศ เป็นเทศกาลประจำฤดูใบไม้ร่วงของประเทศญี่ปุ่น โดยในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “คิคุ โนะ เซกกุ” ซึ่งตรงกับวันที่ 9 เดือน 9 ของทุกปี ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้ประจำชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น อีกทั้งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าวันนี้เป็นวันดี เพราะทั้งวันและเดือนตรงกับเลข 9 ซึ่งเป็นเลขมงคล

ชาวญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้มงคล จึงได้นำกลีบดอกเบญจมาศมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งในช่วงเทศกาลนี้ ร้านค้าต่างๆ ก็จะทำขนมเป็นรูปดอกเบญจมาศเพื่อจำหน่าย เพราะการรับประทานดอกเบญจมาศจะทำให้มีปัญญาที่หลักแหลมและอายุยืนนาน

พิเศษที่ปีนี้ ห้องอาหาร ยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย และติดอันดับ 1 ใน 20 ห้องอาหารที่ได้รับคะแนนสูงสุด จากหนังสือคู่มือนักชิม ‘Thailand Tatler Best Restaurants 2019’ จากนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ ได้เนรมิตอาหารชุดสุดพิเศษเพื่อร่วมฉลองเทศกาลดอกเบญจมาศ ระหว่างวันที่ 1-29 กันยายน 2562

งานนนี้เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ Master Chef ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีที่คนญี่ปุ่นมักรับประทานในช่วงเทศกาลดอกเบญจมาศนำเข้ามาเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารชุดเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง โดยอาหารชุดมื้อกลางวันประกอบไปด้วย ลูกพลับแห้ง แปะก๊วย กุ้ง และเห็ดไมทาเกะราดน้ำส้มสายชูสูตรพิเศษ โรยด้วยกลีบดอกเบญจมาศ ซุปใสใส่ลูกชิ้นปลาซาร์ดีน ต้นหอมญี่ปุ่นและขิง ปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด ได้แก่ ปลาโมโดริโบนิโต้ หรือปลาโอ ปลาหมึก และปลาเข็มญี่ปุ่น

จานหลักเป็นปลามูนฟิชย่างกับซอสอัลมอนด์ เสิร์ฟพร้อมกับมันหวานญี่ปุ่นและผักดอง ตามด้วยปลาหวานญี่ปุ่นตุ๋นรับประทานกับไข่ปลา เกาลัด มะเขือม่วงและตกแต่งด้วยแครอทแกะสลักรูปใบไม้ เทมปุระกุ้ง ปลาโกบี้และผักนานาชนิด ข้าวหน้าเห็ดและไข่ปลาแซลมอนโรยด้วยสาหร่ายญี่ปุ่นและใบโอบะ เสิร์ฟกับซุปมิโซะและผักดอง ปิดท้ายอาหารชุดมื้อกลางวันด้วย พายแอบเปิ้ลราดซอสชาเขียว และผลไม้ตามฤดูกาล ราคาชุดละ 1,400++ บาท

ส่วนมื้อค่ำให้บริการอาหารชุดพิเศษ “ไคเซกิ” ตามแบบราชสำนักญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับ มีอาหารญี่ปุ่นให้บริการหลายรายการ เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยให้บริการเป็น ฟองเต้าหู้สด ไข่หอยเม่น กับดอกกระเจี๊ยบญี่ปุ่นราดซอสสูตรพิเศษ

ตามด้วยเมนูปลาแมคเคอเรลดอง กุ้ง ผักภูเขา เห็ดไมทาเกะ มะเขือเทศญี่ปุ่น และไข่ปลาคาเวียร์คลุกน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นกลิ่นดอกเบญจมาศ ซุปใสลูกชิ้นปลาผสมถั่วแดงญี่ปุ่นและแปะก๊วย เห็ด แครอท โรยหน้าด้วยผิวส้มยูซุ ปลาดิบชั้นดี 4 ชนิด ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาหางเหลือง ปลาเข็มญี่ปุ่น กุ้งหวานญี่ปุ่น

ถัดไปเป็นปลาแมคเคอเรลย่างกับส้มยูซุ และหอยเชลล์ย่างเนย เสิร์ฟบนแผ่นไม้ซูกิตะเพื่อให้ได้ความหอมของไม้ รับประทานคู่กับไชเท้าดองและเม็ดแปะก๊วยย่าง ตามด้วยเป็ดตุ๋นกับตับห่าน เผือก เห็ดชิทาเกะและแครอท ตามด้วยเทมปุระปูหิมะ ปลาโกบี้ กุ้ง และผักนานาชนิด และเส้นหมี่น้ำญี่ปุ่นหน้าปลากระพงย่าง เสิร์ฟกับข้าวห่อสาหร่ายไส้ผักดอง ส่วนเมนูของหวานให้บริการพายแอบเปิ้ลราดซอสชาเขียวกับผลไม้ตามฤดูกาล อาหารชุดมื้อค่ำเพื่อร่วมฉลองเทศกาลดอกเบญจมาศ ราคาชุดละ 4,700++ บาท

อาหารชุดพิเศษสำหรับเทศกาลชมดอกเบญจมาศ มีให้บริการระหว่างวันที่ 1-29 กันยายน 2562 เท่านั้น มื้อกลางวันให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30 น. ถึง 14.30 น. และมื้อค่ำให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น.

ตามไปชิมความอร่อยช่วงเทศกาลคิคุ โนะ เซกกุ ได้ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ  ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สอบถามโทร 02 687 9000 หรือติดตามรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.okurabangkok.com

Top 10 อาหารโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ดีๆ ที่มีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597441

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

Top 10 อาหารโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ดีๆ ที่มีต่อสุขภาพ

โปแทสเซียม แร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ มีอยู่ในอาหารชนิดใดมากมี่สุด

เป็นที่ทราบกันดีว่า “โปแทสเซียม” มีประโยชน์ร่างกาย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอาหารที่มีโปแทสเซียมมีอะไรบ้าง ซึ่งโปแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยควบคุมสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย ป้องกันภาวะกรดเกิน (hyperacidity) และยังช่วยควบคุมความดันโลหิตที่สูงและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

10 อันดับอาหารที่มีโปแทสเซียมสูง ได้แก่

  1. ผงโกโก้ 100 กรัม 1.5 กรัม
  2. ลูกพรุน (อบแห้ง) 100 กรัม 1.1 กรัม
  3. ลูกเกด 100 กรัม 892 มิลลิกรัม
  4. เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม 850 มิลลิกรัม
  5. อินทผาลัม 100 กรัม 696 มิลลิกรัม
  6. ปลาแซลมอน 100 กรัม 628 มิลลิกรัม
  7. ผักโขม (สด) 100 กรัม 558 มิลลิกรัม
  8. เห็ด 100 กรัม 484 มิลลิกรัม
  9. กล้วย 100 กรัม 358 มิลลิกรัม
  10. ส้ม 100 กรัม 181 มิลลิกรัม

 

รายงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่า ในกลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่สูงมีค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตและอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำกว่ากลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่น้อย และยังพบว่าการได้รับโปแทสเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังชนิดอื่นๆ โดยในงานวิจัยของ Ascherio และคณะ ได้รายงานว่าสามารถลดความเสี่ยงของภาวะการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง (Stroke) ได้ถึง 30%

ในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับโปแทสเซียมในปริมาณ 4.7 กรัมต่อวัน (ข้อมูลจาก Food and Nutrition Board, Institute of Medicine) ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังได้รับปริมาณโปแทสเซียมต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำ ซึ่งการที่จะทำให้ได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะโปแทสเซียมมีอยู่มากในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช

 

 

ภาพ freepik

ชะลอสมองเสื่อม ออกกำลังกาย กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597426

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ชะลอสมองเสื่อม ออกกำลังกาย กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้!

‘อัลไซเมอร์’ โรคสุดฮิตบั่นทอนคนสูงวัย แพทย์เผยออกกำลังกายผสมผสาน กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด และโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เผย 5 อันดับโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยอันดับ 1 ได้แก่ โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ซึ่งคิดเป็น 80 % หรือมากกว่า 800,000 รายของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยปัจจุบันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ตามด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง ความชราของร่างกายเสื่อมสภาพ จากอุบัติเหตุหกล้มและกระดูกหัก และโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากอัตราผู้สูงอายุในประเทศไทยต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลที่มีพบว่า ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยเตรียมกระโดดเข้าสู่ Super–Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% และมีแนวโน้มเป็นโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ หลายประเทศทั่วโลก อาทิ ไทย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น อเมริกา แถบยุโรป ต่างได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรืออายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเกินกว่า 7% ของประชากรทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมแนะนำการออกกำลังกายแบบผสมผสาน (Cogni-cise) เผยเคล็ดลับการรับประทานแกงกะหรี่ และผักผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus) เป็นประจำจะช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง (Cognitive) ได้เป็นอย่างดี ป้องกันและชะลอโรคสมองเสื่อมได้

“แม้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ และทั่วโลกต่างก็เผชิญกับปัญหาและการปรับตัวนี้ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือโรคภัยไข้เจ็บและพัฒนาให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทาย เพราะการจะมีความสุขได้นั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัย และอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่หลักๆ พื้นฐานคือเรื่องของความเจ็บป่วยและการดูแลรักษา โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ ของผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากโรคสมองเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย เช่น โรคซึมเศร้า การปลีกตัวออกจากสังคม หรือแม้กระทั่ง การได้รับการศึกษาน้อย นับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค โดยในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืมเริ่มไปจนถึงไม่สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ทำให้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในช่วงท้ายของโรค ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องของการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และสถานที่พักอาศัย ซึ่งในประเทศเรานั้นยังไม่ได้มีการให้ความรู้ในเรื่องนี้ ทำให้คนส่วนมากไม่ทราบว่า 3 ส่วนนี้สำคัญมากและเป็นส่วนที่เราสามารถจัดหา และควบคุมได้”

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การออกกำลังกายแบบผสมผสาน (Cogni-cise) ไม่ว่าจะเป็นการยืดเหยียดพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การออกกำลังแบบแอโรบิค การออกกำลังควบคู่ไปกับการกระตุ้นการเรียนรู้ และเทคนิคการปรับพฤตกิรรมต่างๆ ก็สามารถช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารบางประเภทที่มีสรรพคุณในการช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง (Cognitive) ก็สามารถช่วยป้องกันและชะลอโรคสมองเสื่อมได้เช่นเดียวกัน อาทิ แกงกะหรี่ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ว่าช่วยป้องกัน Amyloid deposit (สารแอมีลลอยด์ คือโปรตีนที่เสื่อมสภาพที่ไปเกาะหรือสะสมตามเซลล์สมองทำให้สมองสูญเสียศักยภาพในการทำงานด้านการส่งสัญญานผ่านสารสื่อประสาท) ได้ถึง 50% ในขณะที่ผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus) หากบริโภคได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถช่วยลด Beta amyloid deposit ได้ถึง 8-14%

บ้าน vs ฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีต่อใจมากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597324

  • วันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

บ้าน vs ฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีต่อใจมากกว่า

ตั้งเป้าเอาไว้ “ฉันต้องผอมภายใน 3 เดือน” แต่ปัญหาก็คือ ระหว่างการออกกำลังกายที่บ้านกับที่ฟิตเนสจะเล่นที่ไหนดี

เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นคำถามแรกๆ สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะออกกำลังกายแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ส่วนใหญ่คนเราจะมีความคิดว่าจะซื้อเครื่องออกกำลังกายไปไว้ที่บ้าน เพราะมันทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าระยะยาวได้มากกว่า แต่เชื่อเถอะว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถออกกำลังกายที่บ้านจนประสบความสำเร็จ เพราะอะไรที่ทำให้การออกกำลังกายที่บ้านไม่ประสบความสำเร็จ อย่างแรกคือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย เช่น

1.เวลากลับมาถึงบ้านเราจะรู้สึกอยากพักผ่อนมากกว่าออกกำลังกาย

2.เครื่องออกกำลังกายมีน้อยจนเกิดความซ้ำซาก เบื่อหน่าย เพราะส่วนใหญ่มักจะมีแค่ ลู่วิ่ง หรือเครื่องปั่นจักรยาน และชุดดัมเบลแบบถอดเปลี่ยนน้ำหนักได้ ซึ่งทำให้การออกกำลังกายค่อนข้างน่าเบื่อไปสักนิด

3.ไร้คนจูงใจ เช่น พอถึงเวลาออกกำลังกายภรรยาก็วานให้ออกไปซื้อกับข้าว หรือลูกเข้ามาป่วนเวลาออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้การออกกำลังกายในบ้านไม่ประสบความสำเร็จ

หากคุณต้องการออกกำลังกายในบ้านให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีสมาชิกในบ้านเป็นแนวร่วมในการออกกำลังกาย เพื่อดึงให้มาออกกำลังกายด้วยกัน เมื่อมั่นใจว่าคุณสามารถควบคุมตัวเองในการออกกำลังกายที่บ้านได้แล้วค่อยลงทุนซื้อเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อให้เกิดความท้าทายในการออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่บ้านยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถออกเวลาไหนก็ได้ที่เราต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับคนในครอบครัวมากขึ้น

แม้จะมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าออกกำลังกายที่ฟิตเนสดีกว่า แต่ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย เหตุผลที่ทำให้การเล่นฟิตเนสประสบความสำเร็จมากกว่าการออกกำลังกายที่บ้าน ส่วนหนึ่งมาจาก

1.มีแรงจูงใจในการออกกำลังกายที่ดีกว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่นในการออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้คุณกลับมาเล่นซ้ำมากขึ้น

2.เครื่องออกกำลังกายครบครันกว่าทั้งลู่วิ่งและเครื่องยกเวตแบบบริหารเฉพาะส่วน ช่วยให้เราสร้างกล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนในจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและเห็นผลมากกว่า

3.มีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำและโปรแกรมออกกำลังกายพิเศษ เช่น คอร์สโยคะ หรือบอดี้คอมแบต ซึ่งช่วยทำให้การออกกำลังกายเต็มไปด้วยความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี บางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายที่ฟิตเนส มีสาเหตุมาจากไม่สามารถบริหารเวลาในการออกกำลังกายได้ อาจจะด้วยจำนวนงานที่มาก ฟิตเนสอยู่ไกลจากบ้านหรือที่ทำงาน และสุดท้ายมีความจำเป็นต้องใช้เงินในด้านอื่นๆ จึงเลิกเป็นสมาชิกฟิตเนส

ดังนั้น การเลือกฟิตเนสสำหรับออกกำลังกายที่ดี ควรเลือกที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดูเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง และคำนวณต้นทุนค่าเดินทางไว้กับค่าสมาชิกรายเดือนด้วย เพราะช่วยทำให้คุณเห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงในการออกกำลังกายกับฟิตเนสนั้นๆ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกที่ไหนเป็นสถานที่ออกกำลังกายประจำ สิ่งสำคัญก็คือเสียเงินแล้วต้องหาเวลาไปเล่นให้คุ้มค่าเงินและได้สุขภาพที่ดีกลับมา

กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

รู้หรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

หากเอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายคนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเมนต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลย

ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง

ประการแรก เรื่องของโภชนาการ

การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหารและชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้งและน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม

ประการที่ 2 ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษและสารเคมี

ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นและควันมากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3 อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ

เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้งหัวใจและสมองเสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว  ฉะนั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรัง

ประการ 4 สุดท้าย เรื่องของอารมณ์และความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน ฉะนั้น ผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆ กับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดี

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุด

ภาพ freepik

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597186

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

 

ภาพ freepik /สสส.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597193

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

เราอาจพบคำเตือนบนฉลากของยาหลายชนิดว่า “ไม่ควรรับประทานยานี้พร้อมนม” นั่นเป็นเพราะอะไร มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์ ดร.ภก. ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง อธิบายไว้ว่า ที่ไม่ควรรับประทานยาบางชนิดพร้อมนม เนื่องจากนม (milk) และรวมไปถึงผลิตภัณฑ์นม (dairy product) เช่น เนย ชีส โยเกิร์ต มีปริมาณของแคลเซียมสูงจนมีโอกาสที่แคลเซียมเหล่านั้นจะเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานเข้าไป โดยการเกิดปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมและยามักส่งผลให้ยาหมดฤทธิ์และทำให้ประสิทธิผลของยาหมดไป จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาเหล่านี้พร้อมกับดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นมนั่นเอง

ตัวอย่างยาสำคัญที่ใช้บ่อยและไม่ควรรับประทานพร้อมนม ได้แก่

สำหรับแนวทางการรับประทานยาเหล่านี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลของยาสูงที่สุด มีรายละเอียดดังนี้

  1. ควรรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเสมอ น้ำเปล่าทำให้ตัวยาแตกตัว ละลายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด เนื่องจากน้ำเปล่าไม่มีปริมาณของแร่ธาตุหรือสารอาหารใดสูงจนเกิดปฏิกิริยากับยาและลดประสิทธิผลของยาได้ ดังนั้นแม้ในกรณีที่ไม่ทราบว่ายาสามารถรับประทานพร้อมนมหรือไม่ การรับประทานยานั้นพร้อมน้ำเปล่าก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาใดๆ
  2. นมแม่ นมจากสัตว์ นมจากพืช เกิดปฏิกิริยากับยาได้เหมือนกัน นมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงนมวัวเท่านั้น นมแม่ รวมไปถึงนมที่ได้จากสัตว์และพืช เช่น นมแกะ นมแพะ นมควาย นมถั่วเหลือง นมข้าวโพด นมอัลมอนด์ เป็นต้น ทั้งในรูปของผลิตภัณฑ์นมผง UHT, sterilized หรือ pasteurized ล้วนแต่มีแคลเซียมและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาเหล่านี้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
  3. หากจะดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นม ควรรับประทานห่างจากยา 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาและแคลเซียมในนมเกิดปฏิกิริยากันในกระเพาะอาหารหรือที่ลำไส้เล็ก เวลา 2 ชั่วโมงก่อนและหลังรับประทานยา จึงมากเพียงพอที่จะทำให้นมและยาไม่เคลื่อนที่ไปพบกันในระบบทางเดินอาหาร
  4. หากต้องผสมยา ควรผสมกับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ เด็กหรือผู้ที่มีปัญหาในการกลืนอาจจำเป็นต้องผสมยาเพื่อช่วยให้กลืนยาได้ง่ายขึ้น โดยแนะนำให้ผสมยากับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้แล้วรับประทานยาที่ผสมนั้นให้หมดเพื่อให้ได้ปริมาณยาครบถ้วน และไม่ลืมที่จะรับประทานยาที่ผสมนั้นให้ห่างจากนมประมาณ 2 ชั่วโมง
  5. ปรึกษาเภสัชกรหากมีข้อสงสัย แน่นอนว่าการรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาบางชนิดพร้อมนมด้วยเหตุจำเป็นใดๆ เภสัชกรอาจให้คำแนะนำและการแก้ปัญหาสำหรับการรับประทานยานั้นให้เหมาะกับสถานการณ์ได้มากที่สุด

 

ภาพ freepik

ตามรอยอร่อยแบบโลคอล @เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/597322

  • วันที่ 09 ส.ค. 2562 เวลา 21:40 น.

ตามรอยอร่อยแบบโลคอล @เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019

วันหยุดนี้ตามไปชิมของอร่อย ที่งาน เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019 งานที่รวมร้านดังมาให้ชิมอย่างจุใจในศูนย์การค้าเมกา บางนา

วันหยุดยาวช่วงวาระดีๆ แบบนี้พาครอบครัวไปชิมของอร่อยของบรรดาร้านดังที่มารวมตัวกันที่ศูนย์การค้าเมกา บางนา สุดยอดแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่พบปะสังสรรค์แห่งย่านกรุงเทพตะวันออก กับงาน “เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019” ตั้งแต่วันนี้-12 สิงหาคม ที่ลานฟู้ดวอล์ค พลาซ่า

ซึ่งงานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Eat Like A Local” รวบรวม 30 ร้านอร่อยระดับตำนานมาให้สายชิม สายช้อป ได้มารวมตัวกันอิ่มอร่อยและฟินสุดๆ กับเมนูอร่อยหารับประทานยาก อาทิ ร้านเฮียจกโต๊ะเดียว, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวนายหมี วัดหนามแดง, ขนมไทยป้าเยาว์ เจ้าเก่าติวานนท์ เป็นต้น

พร้อมสนุกสนานกับเวิร์คช้อปพิเศษต้อนรับเทศกาลวันแม่ อาทิ เวิร์คช้อปการชงชา (Tea Blending) ที่แนะนำการชงชาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ทั้งชาเขียว ชาขาว ชาดำ และชาอูหลง, การถ่ายทอดความรักความผูกพันของคุณแม่คุณลูก ผ่านการประดิษฐ์โปสการ์ด, เวิร์คช้อปการเจลลี่ดอกไม้ และการทำซุ้มดอกมะลิที่สวยงาม เป็นสัญลักษณ์ในวันแม่ เป็นต้น