‘พระอรหันต์…อยู่หนใด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565281

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

‘พระอรหันต์...อยู่หนใด’

เรื่อง ราช รามัญ

แฟนนานุแฟน…ของโพสต์ทูเดย์ถามมาว่า พระอรหันต์แท้ๆ เขาดูอย่างไร เพราะตลอดอายุกว่า 60 ปีของผู้ที่ถามมานั้น พอเชื่อว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ไม่นาน สุดท้ายก็มีเรื่องมีราว ไม่เรื่องเงินก็เรื่องชู้สาว ไม่ก็เรื่องการเมือง

อีกทั้งอยากรู้ว่า วิธีดูพระอรหันต์แท้ๆ เขาดูกันอย่างไร สังเกตจากอะไร ผมก็บอกไปตามสติปัญญาที่พอมีว่า ดูแน่ๆ ดูตอนใกล้ๆ จะมรณภาพจะเห็นชัด ถามว่าเห็นอะไร เห็นว่ามีอาการอย่างไร อย่าไปดูตอนที่อยู่เลย เพราะอรหันต์แต่งตั้งมันก็สามารถทำให้เหมือนและดูเนียนได้

พระอรหันต์แท้ๆ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องอยู่ป่าหรืออยู่เขาเสมอไป อยู่ในเมืองก็เป็นได้ เหมือนทองคำอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำ ผู้ที่เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นอรหันต์จะไม่บอกใครว่า ตนเองเป็นหรือไม่ เพราะไม่มีความรู้สึกในด้านมานะ ตัวตนแล้วนั่นเอง

คำว่า “มานะ” คำนี้หมายถึงหนึ่งในสังโยชน์ ที่มีความหมายว่า ถือตัวถือตน ว่าดีกว่าเขา เหนือกว่าเขา เสมอเขาหรือว่าด้อยกว่าเขา สังโยชน์ข้อนี้จะเริ่มหมดและเบาบางตอนเป็นอนาคามี แต่พอเป็นอรหันต์แล้วเกลี้ยงไม่เหลือ แล้วจะเอาอะไรมาบอกว่าตนเป็นพระอรหันต์

อรหันต์เก๊ มักบอกทั้งคำพูดหรือคำใบ้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (ว่าเป็นอรหันต์) มีคนเชื่อก็ขาดจากความเป็นพระ (ปาราชิก) ทั้งๆ สูบบุหรี่อยู่ ติดหมากพลู ชอบดูกีฬาจากทีวี นิยมในเสียงเพลง แต่ทว่าเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เคยเห็นนักเทศน์พูดฉอดๆ เทศน์ไปด่าการเมืองไป เทศน์ไปด่าคนอื่นที่ขัดใจตนไป แล้วบอกว่าเป็นพระอรหันต์ อันนี้ยิ่งกว่าตาลยอดด้วน ผมจึงเน้นย้ำว่า ใช่หรือไม่ใช่ให้ดูตอนใกล้ตาย แต่ไม่ใช่ไปดูกระดูกว่าเป็นแก้วเป็นธาตุหรือไม่นะ เพราะเดี๋ยวเผลอๆ ลูกศิษย์ใส่สารหรือฉีดสารอะไรลงไปตอนเผามีปฏิกิริยาผ่าเอาเป็นแก้วตั้งตัวตอนเผาแล้วจะยุ่ง

เหตุที่บอกว่า ให้ดูตอนใกล้มรณภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่า…มนุษย์เราเมื่อยามแก่ชราลงมักจะมีสติและสัมปชัญญะน้อยลงทุกทีๆ หลงๆ ลืมๆ ก็มี แต่ผู้ที่เข้าถึงความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์แล้วนั้น สติสัมปชัญญะแน่นปึก

ทุกอย่างที่พึงกระทำนั้นเป็นเพียงแค่กริยาเท่านั้น เขาจึงบอกว่า ลอยบุญลอยบาปแล้วนั่นเอง

ทีนี้คนเราเมื่อใกล้จะลาลับ…ถ้ายิ่งป่วยด้วยจะมีเวทนาเกิดขึ้นอย่างหนัก ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเหลือน้อยเต็มที ทีนี้เองอาการร้องครวญครางจะปรากฏ ถ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ แต่ถ้าเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมด้วยการเป็นพระอรหันต์แล้วจะนิ่งสนิท ไม่มีอาการโวยวาย หรือแสดงสีหน้าใดๆ จะรู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งสิ้นไป แต่ประเภทที่ว่าใส่สายยางนอนนิ่งแล้วอวัยวะค่อยๆ หยุดทำงาน แล้วจะมาบอกว่ามีสติไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการเลี้ยงเอาไว้ด้วยเครื่อง เพื่อให้อวัยวะทำงานเท่านั้น

“เราไม่หอบสังขารหนีความตาย” เป็นคำของหลวงพ่อพุทธทาส

ใครได้อ่านบันทึกแล้วคงจะเห็นอะไรบางอย่าง…ผู้บันทึก คือ พระที่อยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อพุทธทาส

ท่านบอกว่า…หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวก่อนมรณภาพ

“ทอง เราคงไม่พ้นวันนี้” (ทอง-ชื่อพระที่ปรนนิบัติใกล้ชิด)

“ทอง มันเริ่มชาที่ขาแล้ว”

“ทอง เอากุญแจตู้ไป มันมาถึงเอวแล้ว”

“ทอง มาถึงอกแล้ว”

“ทอง ลิ้นเราเริ่มแข็งแล้ว”

แล้วจากนั้น ท่านก็ค่อยๆ หมดไป…มีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา ตอนที่หลวงพ่อพุทธทาสมีชีวิตอยู่ ท่านพูดเสมอว่า การฝึกให้มีสติสัมปชัญญะนั้น ฝึกเพื่อให้เอามาใช้ในวันสุดท้ายของชีวิต ท่านสอนคนอื่นอย่างไร ตัวของท่านก็ทำเช่นนั้นตลอดมา

ตลอดระยะเวลาของท่านที่พร่ำสอนชาวพุทธ ไม่เคยมีเรื่องไสยศาสตร์มาเจือปน ไม่เคยมีเรื่องรูปเคารพ หรือพิธีกรรมอะไร เข้ามาสอดแทรกแม้แต่พรมน้ำมนต์ กระทั่งชาวบ้านในยุคแรกๆ ต่างเรียกท่านว่า “พระบ้า” เพราะอยู่เพียงลำพังรูปเดียว เพราะไม่สนใจใคร

ทำให้ผมคิดถึงคำสอนของพระทิเบตระดับรินโปเชรูปหนึ่งที่กล่าวว่า

“คนบ้ากับคนที่จิตผุดผ่องใสเกินปุถุชนคล้ายกัน แต่ต่างกันที่คุณธรรม”

พระขพุงผีคือผีของใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/565264

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 12:12 น.

พระขพุงผีคือผีของใคร?

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ถึงมีคำคำหนึ่งที่น่าสนใจ คือคำว่า “พระขพุงผี” ท่านบรรยายไว้ว่า “เทพดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าผีทุกผีในเมืองนี้” สรุปคือเป็นเทพารักษ์สิงในภูเขา ซึ่งเป็นภูเขาที่ “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัย” ไม่ได้แปลว่า ทิศเหนือ ทิศหัวนอนนั้นหมายถึง ทิศใต้ สมัยก่อนตีความจารึกไม่ถูก มองทางทิศเหนือของสุโขทัย จะเจอแต่ทุ่งไม่มีภู แต่ถ้ามองลงใต้ จะพบทิวเขาหลวง

แต่ผมเห็นบางแห่งยังคิดว่า “พระขพุงผี” เป็นชื่อเฉพาะ บ้างก็แปลออกทะเลไปเลย ที่จริงคำนี้เป็นภาษาเขมร คำว่า ขพุง หรือขพง (ខ្ពង់) หมายถึงสันเขา ผีตนนี้ (ซึ่งหมายถึงเทวดาหรือวิญญาณบรรพบุรุษในคติไทยโบราณ) จะต้องสถิตอยู่ที่สันเขาหลวงเป็นแน่ ในศิลาจารึกเตือนว่า เจ้าผู้ครองสุโขทัยจงไหว้ดีพลีถูก ถ้าไหว้ไม่ถูกใจผีเขาหลวงจะไม่คุ้มหัว

ในศิลาจารึกหลักที่ 1 มีข้อความเต็มๆ ดังนี้ “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกุฎี พิหาร ปู่ครู มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว มีป่าลาง มีป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุงผี เทพดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าผีทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขไทนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอันนั้นบ่คุ้มเกรงเมืองนี้หาย”

ไม่เฉพาะแต่หลักที่ 1 เท่านั้นที่เอ่ยถึงพระขพุงผี ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ด้วย เช่น หลักที่ 45 ในความหมายถึงเทพารักษ์ หรือผีบรรพชน

เมื่อแยกคำออกมาจะเข้าใจความหมายชัดเจน คำว่า “พระขพุง” หมายถึง พระที่อยู่บนสัน หรือยอดภูเขา ส่วน ผี หมายถึง เทวดา รวมแล้วคือพระเทพารักษ์ ณ สันเขา

ลัทธิไหว้เทพารักษ์ภูเขาไม่ใช่ศาสนาพุทธหรือศาสนาไสย น่าจะเป็นศาสนาไหว้บรรพชนคนสุวรรณภูมิมาแต่เดิม ต่อมาพบเทวรูปที่พบในถ้ำพระแม่ย่า ของทิวเขาหลวง แทนที่คิดว่ารูปเป็นพระขพุงผี กลับอุปโลกน์เป็นนางเสือง พระราชชนนีของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งก็ยังพอกล้อมแกล้มกันได้ เพราะวิญญาณนางเสือง ก็ถือเป็นผีบรรพชนไทย

แต่ผมยังไม่เจอคำว่า พระขพุง (ព្រះខ្ពង) ในภาษาเขมร มีแต่จารึกภาษาไทยที่ทำโดยพระเถระสมัยอยุธยาที่เดินทางไปเมืองพระนคร เพื่อไปซ่อม “พระกพง” ที่พนมคอแลน (เขาลิ้นจี่ ซึ่งลิ้นคนไทยเรียกว่าพนมกุเลน) กับซ่อมพระที่พนมบาแขง

เวลาพูดถถึงพนมคอแลน คนทั่วไปจะนึกถึงศิวลึงค์เป็นร้อยๆ ดุ้นในน้ำตก เป็นศาสนสถานของศาสนาไสย แต่ที่นั่นยังมีพระไสยาสน์สลักจากหินองค์ใหญ่ เรียกว่า พระองค์ธม (หลวงพ่อโต) พระองค์นี้สลักที่สันเขาหิน ชะรอยจะเป็นพระกพุง (พระขพุง) แน่ๆ ดังที่บอกว่า ขพุงหมายถึงสันเขา

ส่วนที่พนมบาแขง คนไต่ขึ้นไปเห็นแต่ปราสาท ไม่เห็นพระพุทธรูป ทว่าแต่เดิมมีพระองค์โตซึ่งหายไปแล้วกับพระไสยาสน์อีกองค์มีร่องรอยอยู่ ที่นี่ไม่ได้เรียกว่าพระขพุง แต่จะว่าไปแล้วอยู่บนสันเขาเหมือนกัน

พระเถระสมัยอยุธยา (พระราชมุนี) ท่านมาจาก “ศรีอยุธยา” มาซ่อมพระที่เขาพระราชทรัพย์ (เมืองอุดงค์) ที่พนมบาแขง พนมคอแลน และที่เชตพล (นครวัด) น่าจะบ่งบอกว่า คนอยุธยามาแสวงบุญที่นครวัดกัน เชื่อกันว่าเป็นวัดเชตวันวิหาร ความเชื่อนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 16 เรียกนครวัดว่า วัดเชตวัน หรือ 祇園精舎 (แปลว่า วิหารสวนเจ้าเชต) ไปด้วย

ที่น่าสนใจ คือ นอกจากที่พนมคอแลนกับพนมบาแขงจะมีพระพุทธรูปแล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาท พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นรอยพระบาทจริง ทุกวันนี้ยังมีคณะของไทยไปกราบไหว้กัน ให้น่าคิดว่า พระราชมุนีแห่งอยุธยาอาจจะไปไหว้พระพุทธบาทที่พนมทั้งสอง แล้วเห็นพระพุทธรูปที่นั่นคอหักแขนหัก ท่านจึงต่อแล้วทารักปิดทองให้งามดังเก่า หากจุดประสงค์จริงๆ คือไปแสวงบุญรอยพระพุทธบาท และไหว้พระเชตวัน

เขมรกับไทยผูกพันกันมาก่อน ข้ามไปไหว้พระเป็นเรื่องปกติ พอฝรั่งเข้ามาก็จัดการสร้างวาทกรรม “เขมรยิ่งใหญ่ ไทยขี้ข้า” (หรือ Vice Versa) จนทะเลาะกันไม่เลิก

ภาพ: พระกพง ที่พนมกุเลน ถ่ายโดย Jean-Pierre Dalbera จาก Wikimedia Commons

ศาสนาแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/564595

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 16:30 น.

ศาสนาแห่งความสุข

ขรัว76+1

10 ก.ย. 2561 เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) จากสถิติทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายปีละประมาณ 8 แสนคน เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที มากกว่าตายจากสงคราม เกือบร้อยละ 80 อยู่ในประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลาง องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตลงร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2563

ในประเทศไทย แต่ละปีมีผู้พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายประมาณ 5.3 หมื่นคน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ในปี 2559 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,131 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน เป็นชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่าตัว อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นโสด

ต้นเหตุฆ่าตัวตายที่พบบ่อยที่สุด มาจาก 5 เรื่อง คือ ความสัมพันธ์บุคคล สุรา ยาเสพติด สังคม และเศรษฐกิจ

ส่วน กรมสุขภาพจิต แนะนำให้คนรอบตัวช่วยสังเกตและช่วยเหลือคนใกล้ชิดคิดฆ่าตัวตาย โดยสังเกตจากสัญญาณเตือนก่อนฆ่าตัวตาย ประกอบด้วย 1.ประสบปัญหาชีวิตบางอย่าง 2.ใช้สุราหรือยาเสพติด 3.มีประวัติคนในครอบครัวฆ่าตัวตาย 4.แยกตัว ไม่พูดกับใคร 5.นอนไม่หลับ 6.หน้าตาเศร้าหมอง พูดจาด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล 7.ชอบพูดว่าอยากตาย 8.มีอารมณ์แปรปรวน 9.เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน 10.มีการวางแผนการฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า

คนที่มีปัญหา หาทางออกไม่ได้ ให้โทรสายด่วน 1323 บริการ 24 ชั่วโมงของกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ผมก็โทรไปที่เบอร์ดังกล่าว ผู้ที่รับสายเป็นสตรีบอกว่าให้พูดกับผู้เชี่ยวชาญ คอย 5 นาทีก็ไม่ได้คุย โดยปลายสายแจ้งว่ามีผู้โทรและคอยสายเพื่อขอคำปรึกษาจำนวนมาก จึงแนะนำให้เข้า Facebook สายด่วนสุขภาพจิต เพราะมีข้อมูลให้อ่านเยอะเลย เอาเป็นว่ากรมสุขภาพจิตช่วยได้ แต่ต้องอดทนเพราะคนโทรปรึกษาแยะ แปลว่าคนป่วยมากจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เมืองไทยเมืองพุทธ น่าจะมีคำสอนไม่ให้ฆ่าตัวตาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ย.ผมฟัง ราช รามัญ คอลัมนิสต์ ปราชญ์แห่งธรรม นสพ.โพสต์ทูเดย์ พูดเรื่อง โค้ชวิถีพุทธ ที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ราช พูดว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสุข แต่การจะรู้หรือเข้าถึงความสุขได้ต้องรู้จักอริยสัจ 4 ก่อน คือ 1.ทุกข์ คืออะไร 2.สมุทัย สาเหตุแห่งความทุกข์ 3.นิโรธ การดับทุกข์ทำอย่างไร และ 4.มรรค ประกอบด้วยมรรค 8 แนวทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เมื่อทุกข์ดับ หมดทุกข์ ก็พบความสุข เรียกว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง. พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เราชินกับคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ จนลืมถามว่า ทำไมความตายเป็นทุกข์ ผมอ่านข้อเขียน พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้คำตอบที่เตือนสติคนที่จะฆ่าตัวตายได้ดีว่า ความตายเป็นทุกข์ เพราะความตายทำลายความสุขทั้งสิ้นในชีวิต (พุทธศาสตร์ภาค 2 หน้า 28)

เพราะฉะนั้น อย่าฆ่าตัวตาย เพราะนอกจากเป็นบาปกรรมแล้ว ยังทำลายความสุข ทั้งหมดด้วย มรณัมปิ ทุกขัง. ความตายเป็นทุกข์ เพราะดับความสุขทั้งหมด นะครับ

ทุนเล่าเรียนหลวง เน้นสาขาพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/564425

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:30 น.

ทุนเล่าเรียนหลวง เน้นสาขาพุทธศาสนา

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

วันที่ 14 ก.ย. 2561 ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและคณะทำงานโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย นำโดย สด แดงเอียด ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับทุนและคณะทำงานของโครงการ พร้อมคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเข้าพบ พระราชปริยัติกวี (ศ.ดร.) อธิการบดี มจร และหารือการดำเนินกิจกรรมทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในส่วนของมหาวิทยาลัย

ในการนี้มีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (รศ.ดร.) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และเลขานุการอธิการบดี มจร พระมหาราชัน จิตฺตปาโล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต และพระมหาประยูร โชติวโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต ร่วมให้การต้อนรับปฏิสันถาร

สด แดงเอียด ได้กล่าวนมัสการแนะนำคณะและรายงานวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมชม มจร มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยขึ้น เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกองบาลีสนามหลวง เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นมา

ในปีการศึกษา 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เน้นสาขาพระพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการโครงการฯ รับสนองพระราโชบายมาดำเนินการในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของพระสงฆ์ไทย และได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานที่เห็นสมควร พิจารณาวินิจฉัยประเด็นสำคัญตามที่คณะกรรมการขอความเห็นชอบ ดำเนินการเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโครงการฯ

การนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวนี้ เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาชั้นสูงจากสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ และเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามพระราโชบายโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

พระราชปริยัติกวี กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยของมหาวิทยาลัยว่า ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยลำดับ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยกำหนดเป็นประกาศมหาวิทยาลัยทั้งในเรื่องคุณสมบัติผู้รับทุนฯ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก เงื่อนไขหลังการรับทุนที่ผู้รับทุนต้องทำสัญญากับมหาวิทยาลัย ต้องเข้ารับการปฐมนิเทศ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การเสนอบทความเพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการติดตามประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มหาวิทยาลัยกำหนด

“มีกองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี เป็นฝ่ายเลขานุการประสานงานดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงและนโยบายของมหาวิทยาลัย ขณะที่จำนวนทุนที่ มจร ได้รับพระราชทานถวายทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยตั้งแต่ปีการศึกษา 2547-2559 ทั้งสิ้น 2,880 ทุน และในปีการศึกษา 2561 นี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้ว”

ด้าน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (รศ.ดร.) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับทุนฯ ได้ถามไถ่เรื่องพัฒนาการของผู้ที่ได้รับทุนตั้งปี 2556 เป็นต้นมา และอยากให้ มจร ติดตามผลว่าแต่ละรูปได้รับทุนแล้วมีพัฒนาการอย่างไร เช่น ไปเป็นพระธรรมทูต หรือสอนธรรมะที่ไหน ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เกิดความยั่งยืน เรื่องที่ 2 การให้ทุนเล่าเรียนหลวงในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ จะเน้นไปที่สาขาพระพุทธศาสนาเป็นหลัก และสาขาพระพุทธศาสนากับที่มีการบูรณาการ เพื่อต้องการให้มีการศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ปฏิบัติอย่างถึงแก่น และพาคนให้ถึงธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งแนวทางการให้ทุนจะเป็นไปในลักษณะนี้ และจะติดตามตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอกต่อเนื่องชัดเจน ไม่ใช่ให้ตรีแล้วหายไปเลย

สำหรับเรื่องที่ 3 ในอนาคตจะให้ความสำคัญกับนานาชาติ โดยจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติขอทุนเล่าเรียนหลวงเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งหลายคนคงเห็นแล้วว่า ทำไมฝรั่งถึงเข้าถึงพระพุทธศาสนาแบบทิเบตอย่างแพร่หลาย เพราะองค์ดาไล ลามะ ทรงให้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก อย่าง ออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด ทำให้พระพุทธศาสนาแบบทิเบตกระจายขยายตัวไว หันมาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทคนเหล่านี้พอได้เรียนพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทก็จะได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังชาวโลก” พระมหาหรรษา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เป็นองค์การหรือสาธารณกุศลลำดับที่ 565 ของประกาศกระทรวงการคลัง ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ทำเนียบองคมนตรี ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 เบอร์โทรติดต่อ 02-220-7400 และทางไลน์ @wgo1143m

ค่ายคุณธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/563629

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

ค่ายคุณธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ

โดย วรธาร

เมื่อวาน (8 ก.ย.) มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโครงการค่ายคุณธรรมจริยธรรม สร้างเยาวชนต้นแบบ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ณ ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม ซึ่งวัดและโรงเรียนวัดสุทธิวรารามร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 ก.ย. 2561

วัดสุทธิวราราม โดยการนำของพระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร, ดร., ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม พระนักคิด นักพัฒนา นักบริหารและนักการศึกษา ขณะที่โรงเรียนโดยการนำของ ดร.อารีย์ วีระเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมีงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม โรงเรียนวัดสุทธิวราราม นำโดย ณัฐพล อำนวย หัวหน้างานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม รับผิดชอบ

ขณะที่พระวิทยากรอบรม พระมหาพร้อมพงศ์ ปภสฺสรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม นำทีมพระวิทยากรวัดสุทธิวราราม และทีมวิทยากรธรรมะอารมณ์ดี นำโดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (วีรพล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

ความจริงโครงการนี้ได้จัดไปแล้ว 3 รุ่น รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 4 นักเรียนที่เข้าค่ายเป็นนักเรียน ม.4 และ ม.1 จำนวน 1,000 คน โดยประมาณ รุ่นแรก ม.4 เข้าค่ายวันที่ 17-19 ส.ค. 2561 รุ่นที่ 2 ม.4 วันที่ 24-26 ส.ค. รุ่นที่ 3 ม.1 วันที่ 31 ส.ค.-2 ก.ย. และรุ่นที่ 4 ม.1 วันที่ 7-9 ก.ย. 2561

“สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย ขาดความสามัคคีในสังคม การแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ ซึ่งเยาวชนเปรียบเป็นต้นกล้าของอนาคตที่ดี หากได้รับการแนะนำแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าคุณพระสุธีรัตนบัณฑิตกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิฯ จึงเห็นตรงกันให้มีโครงการนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ มาช่วยจรรโลงจิตใจเยาวชนให้เกิดความเข้มแข็งมีคุณธรรมจริยธรรมประพฤติตนเป็นคนดี เป็นเยาวชนต้นแบบในสังคม” หัวหน้างานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เล่าที่มาโครงการ

จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การได้ทีมวิทยากรมืออาชีพ และรูปแบบกิจกรรมดีๆ สนุกสนานและได้สาระโดยที่เด็กๆ ไม่รู้สึกเบื่อและทุกคนมีส่วนร่วม เริ่มต้นวันแรกด้วยทีมธรรมะอารมณ์ดีที่มาสร้างความสุข และฮาแบบมีสาระ เรียกว่าเป็นการเปิดใจน้องๆ ให้พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 6 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 หลักธรรมนำทาง พระวิทยากรจะปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ เช่น ความกตัญญกตเวทีให้แก่เด็กๆ ฐานที่ 2 จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน เน้นให้น้องๆ ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีคุณค่าและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ฐานที่ 3 การคัดแยกขยะและลดโลกร้อน สอนให้รู้จักการคัดแยกขยะ ฐานที่ 4 พุทธศิลป์ ให้เด็กศึกษาภาพจิตรกรรมภายในวัด ฐานที่ 5 พุทธศาสน์ ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น

“ฐานที่ 6 ฮีโร่ของฉัน เป็นฐานที่เด็กๆ ชอบมาก มีการแบ่งเป็นกลุ่ม ทุกคนจะช่วยกันคิดเรื่องราวของฮีโร่ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง จากคำที่เรากำหนดให้ทั้งหมด 10 คำ นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ซึ่งในเรื่องนั้นต้องมีฮีโร่ ความยากจะอยู่ที่คำทั้ง 10 คำ ที่ต้องโยงมาผูกเป็นเรื่องให้ได้” อาจารย์ณัฐพล กล่าว

ขณะที่กิจกรรมช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.ย. เน้นให้เด็กๆ ได้รู้จักการคิดและแก้ไขปัญหาสังคม โดยมีการแบ่งกลุ่ม 24 กลุ่ม เริ่มจากพระอาจารย์จะอธิบายถึงปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยมีอะไรบ้าง เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นภาพ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น จากนั้นให้แต่ละกลุ่มจับสลากใครจะได้หัวข้ออะไร แต่จะเป็นหัวข้อที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ปัญหาการขาดโรงเรียน การมาเรียนสาย เป็นต้น

“พอได้หัวข้อปัญหาแล้วก็มาวิเคราะห์ปัญหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร เสร็จแล้วก็ต้องมาพรีเซนต์ให้เพื่อนๆ ฟัง นี่เป็นกิจกรรมที่เราต้องการให้เด็กๆ ได้รู้จักการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เวลาเจอปัญหาเขาจะได้รู้จักคิดและหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง”

ภาคกลางคืน มีกิจกรรมจุดเทียนแห่งปัญญา ส่วนใหญ่พระอาจารย์จะนำการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางสอนเด็กๆ โดยช่วงจุดเทียนพระอาจารย์จะจุดเทียนส่งให้ครู แล้วครูก็จุดเทียนส่งต่อให้กับนักเรียน ทุกคนจะอธิษฐานว่าตัวเองจะเป็นเยาวชนต้นแบบอย่างไร จะทำอะไรเพื่อสังคม เสร็จดับเทียนพร้อมกัน เป็นเสร็จสิ้นกิจกรรม ส่วนวันที่ 9 ก.ย.มีการประเมินผล และมอบประกาศนียบัตรก่อนปล่อยให้นักเรียนกลับบ้าน

ทศพล สาวิสิทธิ์ ชั้น ม.1/10 เล่าความรู้สึกว่า ตอนแรกไม่อยากมา แต่พอได้ทำกิจกรรมรู้สึกชอบและเริ่มรู้ว่าทำไมโรงเรียนถึงต้องการให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม เพราะว่าต้องการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดีในสังคมและมีความรู้คู่คุณธรรม “ผมชอบกิจกรรมฐานที่ 6 ฮีโร่ของฉัน สนุกมาก ทุกคนมีส่วนร่วม ได้กันคิด”

ขณะที่ กิรติ ฉัตรนพคุณ ชั้น ม.4/3 กล่าวว่า “ผมเข้าค่ายโครงการนี้รุ่นแรกตั้งแต่วันที่ 17-19 ส.ค. วันนี้มาในฐานะพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องๆ ม.1 โดยผมสมัครมาเป็นจิตอาสาพร้อมกับเพื่อน ม.4 อีกหลายคน ถ้าย้อนไปตอนเข้าค่ายผมได้ความรู้และธรรมะดีๆ จากพระอาจารย์เยอะมาก และได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน”

ด้านอาจารย์ณัฐพล บอกว่า โครงการนี้ได้สร้างความประทับใจให้ผู้ปกครองมากมาย มีพ่อแม่ของนักเรียนคนหนึ่งได้มาขอทางโรงเรียนอนุญาตให้ลูกชายเข้าค่ายกับรุ่นที่ 4 อีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าจากการที่ลูกเข้าค่ายในรุ่นที่ 2 ลูกชายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนิสัยและคำพูดคำจา

การเรียนการสอนพุทธศาสนา ถึงเวลาต้องปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562865

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:25 น.

การเรียนการสอนพุทธศาสนา ถึงเวลาต้องปฏิรูป

โดย วรธาร ทัดแก้ว woratant@posttoday.com

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะดำเนินการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน โดยมีเจตนารมณ์ต้องการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ในสังคมอย่างมีความสุข

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการจำนวน 12 คน และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย แนวทางการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสมกับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

ผลจากประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 ได้มีมติให้ สพฐ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อนำข้อมูลที่ได้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2561 ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

เมื่อวานและวันนี้ (2 ก.ย.) ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงาน สพฐ. ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็น “การจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน” โดยมีพระสงฆ์ ครู ผู้แทนเยาวชน นักเรียน เข้าร่วมประชุมรับฟังจำนวนมาก

พระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์) กรรมการบริหารและเลขานุการฯ สำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม กล่าวว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนพระพุทธศาสนามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเห็นตรงกันว่าเวลาเกิดปัญหาหลายมิติขึ้นในสังคมไทยก็มักจะเรียกหาเครื่องมือแก้ปัญหา ซึ่งก็เห็นว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาสามารถนำมาแก้ปัญหาสังคมไทยได้ แต่กระบวนการที่จะนำหลักธรรมหรือเครื่องมือแก้ปัญหาไปให้ผู้เรียนส่วนใหญ่อยู่ในชั้นเรียน

“พออยู่ในชั้นเรียนก็ถูกมัดด้วยผลตัวชี้วัดการเรียนรู้ ผูกมัดด้วยหลักสูตร บางครั้งต้องการนำธรรมะให้เด็กไปประยุกต์ใช้ แต่ก็ย้อนแย้งกับตัวชี้วัดที่จะต้องสอนให้เด็กเอาไปสอบ เพราะฉะนั้นบางครั้งหลักธรรมต่างๆ นักเรียนก็ได้แค่ระดับการท่องจำเพื่อสอบ ไม่ได้รู้ลึก การสอนที่จะให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันต้องหาวิธีที่เหมาะสมกว่านี้ เพราะสัปดาห์หนึ่งนักเรียนเจอวิชาพระพุทธศาสนาแค่ประมาณ 50 นาที ไม่เต็มด้วยใน 168 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการสอนพระพุทธศาสนาที่ได้ผลต้องมีความรู้และทักษะ และการที่จะใช้ทักษะได้ต้องมีการบูรณาการไปสู่กิจกรรมและการเรียนทั้งระบบใหญ่อย่างที่มีการพูดคุยกันวันนี้”

พระครูปลัดกวีวัฒน์ มองว่า การเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาได้ผลสัมฤทธิ์ในระดับหนึ่ง คือในระดับการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร แต่ประเด็นปัญหาใหญ่อยู่ที่การนำไปประยุกต์ใช้ เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่ว่าจะหวังให้ผู้เรียนแค่รู้หลักธรรม หรือหวังให้เขารู้แล้วนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันจริงๆ ถ้าหวังให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงก็ต้องปฏิรูปรูปแบบการเรียนการสอน ตัวชี้วัด ระบบสัมฤทธิ์ต่างๆ ในการจัดการเรียนรู้ใหม่ให้ดีกว่าเดิม

“อาตมามองว่ามันสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเน้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิดในหลายๆ ทักษะ พระพุทธศาสนาก็จำเป็นที่จะต้องเน้นเอากระบวนการคิดมาจัดลงไปในกระบวนการเรียนรู้ แต่ปัญหาคือวิชาอื่นๆ เช่น วิชาพลศึกษา เรามีครูพละ วิชาวิทยาศาสตร์ เรามีครูวิทยาศาสตร์ มีครูภาษาไทย ครูคณิตฯ เป็นต้น แต่พอพูดถึงวิชาพระพุทธศาสนาเรายังไม่มีผู้ชำนาญการด้านนี้ที่จะรองรับโรงเรียน 4-5 หมื่นโรงทั่วประประเทศ ทุกวันนี้ยังต้องใช้พระสงฆ์สอนศีลธรรมอยู่ตามโรงเรียน 2 หมื่นกว่ารูป แต่ต้องเข้าใจว่าท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกเทรนมาเพื่อการเป็นครูโดยเฉพาะ เวลาสอนก็จะเอาความรู้มหาเปรียญนักธรรมบาลีบ้างมาใช้ แต่ทักษะและกระบวนการจัดการเรียนรู้ตรงนี้ท่านยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ

อาตมาอยากเสนอรัฐบาลให้มีนโยบายในการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้แก่พระสอนที่สอนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆ เช่น ทักษะด้านการสอน ด้านจิตวิทยาการศึกษา กระบวนการจัดการเรียนรู้ หรือวิชาชีพครูต่างๆ ลงไปให้กับพระสอนศีลธรรม เพราะตัวคอนเทนต์หรือเนื้อหาหลักสูตรพระพุทธศาสนาท่านมีอยู่แล้ว จึงอยากฝากให้ภาครัฐส่งเสริมและจับมือทำงานตรงนี้ด้วยกัน” พระครูปลัดกวีวัฒน์ กล่าว

ทุกวันนี้ คณะสงฆ์โดยมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ส่งเสริมการเรียนการสอนพระพุทธศาสนามานาน ด้วยการส่งพระสอนศีลธรรมที่มีอยู่ประมาณ 2.4 หมื่นรูป ไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการเรียนการสอนในปัจจุบัน

อายุวัฒนมงคล 93 ปี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562071

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:04 น.

อายุวัฒนมงคล 93 ปี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

โดย สมาน สุดโต

พ่อมิ่ง แม่สำเภา สุดประเสริฐ ชาวบ้าน ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2468 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู แล้วตั้งชื่อบุตรชายว่า ช่วง เมื่อเติบใหญ่ถึงเกณฑ์ จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสังฆราชา จบประถมปีที่ 4 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสังฆราชา เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2482 ขณะอายุ 14 ปี แต่เป็นผู้ใฝ่ใจในการเรียน จึงมาเรียนบาลีที่วัดปากน้ำ สอบ ป.ธ.3 ได้ขณะเป็นสามเณร เมื่อสอบได้ชั้น ป.ธ.7 หลวงพ่อสด เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หวังจะให้เป็นทายาทปกครองวัดปากน้ำต่อไป และต้องการให้เรียนสูงๆ จึงนำมาฝากกับเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร หรือสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 14 พร้อมทั้งพยากรณ์ว่า ต่อไปจะได้เป็นสมเด็จฯ

ทายาทของหลวงพ่อสดรูปนั้น คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จ ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รูปปัจจุบันนี่เอง วันที่ 26 ส.ค. 2561 เจริญอายุวัฒนมงคล 93 ปี พรรษาที่ 73 ท่านนับเป็นหนึ่งในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะ รัตตัญญู ทรงคุณธรรม แตกฉานในพระไตรปิฎก เป็นเสาหลักแห่งคณะสงฆ์ไทย เคยดำรงตำแหน่งสูงสุด คือ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) อีกทั้งเป็นผู้ที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ตามที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ คาดหวัง แล้วยังมีชื่อขจรขจายอยู่ในกลุ่มพระมหาเปรียญเก่ง 5 รูปที่ น.อ.แย้ม ประพัฒน์ทอง (ป.ธ.9 ศิษย์เก่าวัดภคินีนาถ) ปรมาจารย์ภาษาบาลี จัดไว้ในชุดเบญจภาคี ได้แก่ “เกี่ยว นิยม พลอย ช้อย ช่วง”

1.“เกี่ยว” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ (ป.ธ.9 พ.ศ. 2497)

2.“นิยม” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม (ป.ธ.9 พ.ศ. 2498)

3.“พลอย” คือ พระเดชพระคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดเทพธิดา (ป.ธ.9 พ.ศ. 2496)

4.“ช้อย” คือ พระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิโมลี วัดมหาธาตุ ราชบุรี (ป.ธ.9 พ.ศ. 2500)

5.“ช่วง” คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ (ป.ธ.9 พ.ศ. 2497)

ในฐานะทายาทจึงได้กลับมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อปี 2499 และได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อปี 2508 สร้างสำนักเรียนวัดปากน้ำให้มีชื่อเสียงว่าเป็นสำนักเรียนที่สอบเปรียญธรรม 9 ประโยค ได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นสนามสอบบาลีชั้นประโยค ป.ธ.5 ในภูมิภาค

นอกจากนี้ ในส่วนตัวของเจ้าประคุณสมเด็จนั้น มีความแตกฉานทางภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง สามารถสนทนาภาษาบาลีได้อย่างยอดเยี่ยมรูปหนึ่งในวงการสงฆ์ไทย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่กองบาลีสนามหลวง เมื่อปี 2539 ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โดยไม่ต้องกล่าวถึงตำแหน่งทางการปกครอง การเผยแผ่ และการศึกษา ว่าท่านได้รับความไว้วางใจสูงขนาดไหน กล่าวกันว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง) มีบารมีดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งด้วยกัน นอกจากดำรงฐานะสูงส่งในสังฆมณฑลแล้ว ยังมีความเมตตาต่อชนทุกชั้น จึงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งของบรรดาชาวพุทธ สมกับที่ประชาชนชาวพุทธยกให้ว่า “ชีวิตนี้มีแต่ให้” ไม่ต้องดูอื่นไกล ไปแค่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จะเห็นถาวรวัตถุที่เจ้าประคุณมอบปัจจัยให้สร้างเพื่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เฉพาะที่เด่นๆ ได้แก่ พระไตรปิฎกจารึกในแผ่นหินอ่อน พร้อมทั้งเจดีย์ วิหาร เพื่อธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท นอกจากนั้น ได้แก่ หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นที่ประชุมกรรมการ มส.ทุกวันนี้

สำหรับในต่างจังหวัดที่ผู้เขียนพบเห็น ได้แก่ เสนาสนะและถาวรวัตถุในวัดท่าตอน จ.เชียงใหม่ และสร้างวัดพุทธานุภาพ จ.น่าน วัดธรรมานุภาพ จ.แพร่ และวัดสังฆานุภาพ จ.กำแพงเพชร

อย่างไรก็ดี มิใช่สร้างแต่นอกวัด ในวัดของตนเองก็สร้างเป็นแลนด์มาร์ค ได้แเก่ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล และพระพุทธรูปใหญ่ปางสมาธิ สูง 69 เมตร หน้าตัก 40 เมตร หล่อด้วยทองแดงบริสุทธิ์ 99.99 แต่ละชิ้นงานมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

ผลงานในต่างประเทศที่ผู้เขียนพบเห็น ได้แก่ ศาลาปฏิบัติธรรม ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองธกา (Dhaka) ประเทศบังกลาเทศ ถาวรวัตถุหลายแห่งในประเทศศรีลังกา

ทั้งนี้ ไม่นับในประเทศญี่ปุ่น ที่วัดปากน้ำและคณะสงฆ์ในญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยมีชาวญี่ปุ่นมาขออุปสมบทและอยู่จำพรรษาที่วัดปากน้ำหลายรูป มีอยู่รูปหนึ่งชื่อ พระซาซากิ บวชอยู่จนสามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ (จากหนังสือที่ระลึกสมโภชสุพรรณบัฏ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เดือน พ.ค. 2539)

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงด้านศาสนสัมพันธ์นั้น ท่านได้รับการยอมรับจากนานาประเทศที่เป็นชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกันก็ตาม เพราะวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นำไปสู่ความร่วมมือในการฟื้นฟูและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขยายไปทั่วโลก

เนื่องด้วยคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ของชาวพุทธนานาชาติเช่นนี้ จึงได้รับเกียรติจากทุกนิกายว่าเป็นเสมือนหนึ่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งของเขา บางประเทศได้ถวายสมณศักดิ์เกียรติคุณอย่างสูง อาทิ

พ.ศ. 2520 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศบังกลาเทศ ที่พระศาสนธชมหาปัญญาสาระ

พ.ศ. 2524 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา ฝ่ายอมรปุรนิกาย ที่ พระชินวรศาสนโสภณเตปิฏกวิสารทคณปาโมกขาจริยะ

พ.ศ. 2525 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา สยามวงศ์ ฝ่ายอัสสคิริยะ ที่ พระศาสนโชติกสัทธัมมวิรทวิมลกิตติสิริ และได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกาสยามวงศ์ ฝ่ายมัลลวัตตะ ที่ พระธรรมกิตติสิริเตปิฏกวิสารโท

พ.ศ. 2526 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา ฝ่ายรามัญวงศ์ ที่ พระติปิฏกบัณฑิตธัมมกิตติสสิริยติสังฆปติ

พ.ศ. 2526 ได้รับสมณศักดิ์จากประเทศศรีลังกา สยามวงศ์ ฝ่ายโกฏเฏ ที่ พระอุบาลีวังสาลังการะอุปัชฌายธรรมธีรราชมหามุนีเถระ

พ.ศ. 2558 รัฐบาลเมียนมา ถวาย “อัคคมหาบัณฑิต” ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พ.ศ. 2560 สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาตั้ง เป็นประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หรือหมู่บ้านรักษาศีล 5

ส่วนสมณศักดิ์นั้น เริ่มจากเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีวิสุทธิโมลี วันที่ 5 ธ.ค. 2499 จนกระทั่งคำพยากรณ์ว่าจะได้เป็นสมเด็จเป็นจริง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2538 ในราชทินนามว่า “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไพศาลหิตานุหิตวิธาน ปฏิภาณสุธรรมภาณีศรีสังฆโสภณ วิมลศีลาจารนิวิฐ ตรีปิฏกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี อรัญวาสี” สอดคล้องกับปฏิปทาในความเป็นพระเถระผู้มีคุณแก่แผ่นดิน

พระพุทธเมตตา วัดสุวรรณภูมิฯ สงบเย็น โดดเด่น สง่างาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/562070

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 08:59 น.

พระพุทธเมตตา วัดสุวรรณภูมิฯ สงบเย็น โดดเด่น สง่างาม

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

ในที่สุดพระพุทธเมตตา (จำลอง) ขนาดเท่าองค์จริงกับพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานอยู่ในพระมหาเจดีย์พุทธยา ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ได้มีโครงการสร้างขึ้นเมื่อปี 2559 ก็ได้สร้างเสร็จและอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ซึ่งจำลองจากมหาเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดียเป็นที่เรียบร้อย

พิธีอัญเชิญพระพุทธเมตตาขึ้นประดิษฐานบนมหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี มีการจัดงาน 2 วัน คือ วันที่ 24 และ 25 ส.ค. 2561 มีการจัดงานอย่างงดงามและสมเกียรติ โดยมีประชาชนและพระสงฆ์เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ในการนี้ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล อีกหลายรูปเดินทางมาร่วมงานด้วย

วันที่ 24 ส.ค.ขบวนแห่พระพุทธเมตตา ออกจากอาคาร คิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ มาตามเส้นทางถนนสายศรีวารีน้อย เข้าสู่ซอยจระเข้น้อย 8 วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี โดยมี พระเมธีวรญาณ (สายเพชร วชิรเมธี ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุรรณภูมิพุทธชยันตี นั่งเจริญจิตตภาวนาบนขบวนรถอัญเชิญพระพุทธเมตตา โดยมีขบวนแห่ของเจ้าหน้าที่ พนักงานคิง เพาเวอร์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีแห่คับคั่ง

ขณะวันที่ 25 ส.ค.เป็นพิธีอัญเชิญพระพุทธเมตตาขึ้นประดิษฐานบนชั้นแรกของพระมหาเจดีย์ที่การก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ 100% ในเวลาอันใกล้นี้ ก็ดำเนินการผ่านไปด้วยความเรียบร้อยท่ามกลางรอยยิ้ม ความปีติของผู้ที่มาร่วมงาน ทั้งพระสงฆ์และประชาชน

การสร้างพระพุทธเมตตา (จำลอง) เท่าองค์จริง หน้าตัก 60 นิ้วนี้ เจ้าภาพใหญ่ คือ วิชัย และเอมอรศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมพระพุทธเมตตาจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่อาคาร คิงเพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการถาวรที่มหาเจดีย์ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

“พระพุทธเมตตาองค์นี้ คุณโยมวิชัย คุณโยมเอมอร ศรีวัฒนประภา เป็นเจ้าภาพสร้าง การอัญเชิญไปประดิษฐานชั่วคราวที่ คิง เพาเวอร์ (วันที่ 8-24 ส.ค.) ก่อน ก็เพื่อต้องการให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้สร้าง และชาวคิง เพาเวอร์ ตลอดจนประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นได้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต” พระครูปริยัติโพธิวิเทศ(ดร.พระมหาคมสรณ์) โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร กล่าว

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ กล่าวว่า พระพุทธเมตตา (จำลอง) เท่าองค์จริงนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี 2559 โดยช่างอินเดียตระกูลฐากูร เจ้าของร้านสกัดหินและแกะสลักพระพุทธรูป เทวรูป และบุคคลต่างๆ ในเมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ในการนี้ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมตทูตสายอินเดีย-เนปาล ได้เดินทางไปเลือกหินและตรวจงานด้วยตัวเอง

“หลวงพ่อเจ้าคุณฯ ต้องเดินทางไปเลือกหินถึง 4 ครั้ง กว่าจะได้หินตามที่ต้องการ เพราะหินบางก้อนแม้ขนาดจะได้ แต่สีไม่ได้ คือ สีไม่ดำสนิท บางก้อนลวดลายเยอะก็ไม่ได้อีก ต้องไปครั้งที่ 4 จึงได้หินอ่อนสีดำก้อนนี้ เรียกว่าหาหลายเดือนกว่าจะได้ พอได้มาก็ให้ช่างเมืองพาราณสีแกะสลัก โดยมีช่างแกะสลักจากไทยไปช่วยกำกับอีกชั้นหนึ่ง แล้วช่วงที่ช่างทำท่านหลวงพ่อเจ้าคุณฯ ก็ไปตรวจงานเป็นระยะ อาตมาก็มีโอกาสได้ติดตามไปด้วย”

โฆษกพระธรรมทูต กล่าวว่า ระยะเวลาการแกะสลักพระพุทธเมตตาใช้เวลา 1 ปีเศษ ก็แล้วเสร็จ โดยได้มีการอัญเชิญกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา และประดิษฐานเป็นการชั่วคราวที่อาคารคิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์ จนถึงวันที่ 24 ส.ค.ก็อัญเชิญมายังวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และประดิษฐานในมหาเจดีย์พุทธคยาจำลองในวันที่ 25 ส.ค.

สำหรับประวัติพระพุทธเมตตา คนไทยและชาวพุทธโดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางไปแสวงบุญประเทศอินเดีย และผู้ที่ไปบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ย่อมรู้จักดี เพราะพุทธคยา คือ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระมหาเจดีย์สูงอยู่ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ และตรงกลางระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับพระมหาเจดีย์เป็นที่ตั้งของวัชรอาสน์ (บัลลังก์เพชร) ที่พระเจ้าอโศกสร้างขึ้น

ภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตา พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาแต่ธรณีวัดจากพระเพลาซ้ายถึงขวากว้าง 155 ซม. สูงจากพระเพลาถึงพระเกตุ ประมาณ 160 ซม. ที่ฐานด้านหลังมีรูปสิงโต 2 ตัวซ้ายขวา ถัดจากสิงโตเข้ามาเป็นรูปช้าง 2 ช้างซ้ายและขวา ตรงกลางเป็นรูปพระแม่ธรณีในท่าคุกเข่า

พระพุทธเมตตาแกะสลักจากหินสีดำเนื้อละเอียด ศิลปะสมัยราชวงศ์ปาละ มีความงดงามยิ่ง ประดิษฐาน ณ ห้องบูชาชั้นล่างสุดของพระมหาเจดีย์พุทธคยา ทางประตูด้านทิศตะวันออก มีอายุกว่า 1,500 กว่าปี ไล่เลี่ยกับยุคสมัยหลวงพ่อองค์ดำ เมืองนาลันทา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธเคารพบูชาอย่างมาก

เหตุที่เรียก “พระพุทธเมตตา” เพราะมีพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ความเมตตากรุณา องค์พระเหลืองอร่ามสุกใสงดงาม ถ้าก้าวลงบันไดด้านหน้าพระมหาเจดีย์พุทธคยาข้างหน้าจะมองเห็นพระพุทธรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในอิริยาบถนั่งสงบแต่โดดเด่นสง่างามอยู่ภายในพระเจดีย์ชั้นล่าง เข้าไปใกล้ๆ ยังใจให้เกิดปีติอย่างยิ่ง พระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตาเสมือนรอรับผู้มาเยือนจากทิศน้อยใหญ่

ทำไมพระไทยได้รับเกียรติ ชักธงชาติอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/561280

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

ทำไมพระไทยได้รับเกียรติ ชักธงชาติอินเดีย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

วันที่ 15 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันประกาศเอกราชของอินเดีย หรืออินดิเพนเดนซ์ เดย์ (India’s Independence Day) โดยได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2490 (ค.ศ. 1947) ทุกปีที่วันสำคัญนี้มาถึงก็จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะธงชาติสามสี (สีแสด สีขาว สีเขียว) สัญลักษณ์แห่งเอกราชจะถูกชักขึ้นเสาทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน

ตามหลังคาบ้านเรือนและอาคารสำคัญๆ ก็จะมีการประดับธงชาติเช่นกัน พร้อมกันนั้นเหล่าประชาชนก็จะเดินทางไปยังสถานที่ราชการต่างๆ ที่อยู่ใกล้ เพื่อร่วมพิธีร้องเพลงชาติและเคารพธงชาติอินเดีย ขณะที่นายกรัฐมนตรีของอินเดียก็จะกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและแผนพัฒนาประเทศในอนาคตและเชิญธงชาติขึ้นที่ลานดินหน้าอดีตพระราชวังป้อมแดง หรือ Red Fort ที่กรุงนิวเดลี

สิ่งที่น่าสนใจในวันประกาศเอกราชของอินเดียที่อยากพูดถึง คือ มีพระธรรมทูตไทยในอินเดีย ได้รับเกียรติพิเศษจากทางหน่วยงานราชการต่างๆ ของอินเดีย โดยเฉพาะโรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้นิมนต์ไปเป็นประธานชักธงชาติ ซึ่งเกียรติพิเศษนี้ยังไม่ปรากฏมีพระสงฆ์จากชาติอื่นที่อยู่ในอินเดียได้รับ แต่พระสงฆ์ไทยได้รับเกียรตินี้ทุกปีและต่อเนื่องมาหลายปี

อย่างวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา พระสงฆ์ไทยในนามพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ จำนวน 49 รูป นำโดย พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้รับเกียรติไปเป็นประธานในพิธีชักธงชาติอินเดียและกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อร่วมฉลองเอกราชของสาธารณรัฐอินเดีย ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา จำนวน 31 แห่ง

ว่ากันว่า พระสงฆ์บางรูปต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำเชิญของทางโรงเรียนและสถาบันการศึกษามากถึง 4-5 แห่ง บางโรงเรียนอยู่ในชนบทห่างไกลและเดินทางลำบาก แต่ก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำนิมนต์ (คำเชิญ) ซึ่งถือว่าพระสงฆ์เหล่านี้ถือว่าได้เป็นตัวแทนคนไทยเสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความคุ้นเคยระหว่างพระสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนากับประชาชนชาวอินเดีย

นอกจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ก็ยังมีวัดอื่นๆ อีกหลายวัดที่ได้รับเกียรติพิเศษดังกล่าว เช่น วัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ที่มี พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ดร.พระมหาคมสรณ์) เป็นเจ้าอาวาส

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เล่าว่า การที่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ ของอินเดียนิมนต์พระสงฆ์ไทยไปเป็นประธานชักธงชาติอินเดียและกล่าวสุนทรพจน์นั้น มาจากการที่คนอินเดีย “ยอมรับและนับถือในพระสงฆ์ไทย” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะได้รับเกียรตินี้

“อินเดียกว่าที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งปกครองเขามายาวนานนั้น เขาต้องต่อสู้และใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้อิสรภาพ บางครั้งต้องแลกด้วยเลือดและชีวิต เพราะฉะนั้นเลือดรักชาติของชาวอินเดียจึงเข้มข้นมาก ชาตินิยมสูงและเขาจะไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เพราะเขามีบทเรียนมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่ยอมรับใครแล้วยากมากที่ใครจะได้รับเกียรติให้ไปจับธงชาติอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราชอันยิ่งใหญ่ของเขา

ทว่าคนอินเดียยอมรับนับถือในพระสงฆ์ไทยมาก เขาเห็นว่าพระสงฆ์ไทยมิใช่แค่ไปสร้างวัด แต่ได้สร้างคุณูปการและคุณประโยชน์แก่ประเทศของเขามากมาย เช่น สร้างคลินิก สถานพยาบาลรักษาทั้งคนไทยและคนอินเดีย เปิดโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอนหนังสือเด็กอินเดีย แจกทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียน จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของเขา เป็นต้น

ที่สำคัญพระสงฆ์ไทยได้นำพระพุทธศาสนากลับสู่อินเดียถิ่นมาตุภูมิคืนให้กับคนอินเดีย ในอดีตพระพุทธศาสนาได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศอินเดียมหาศาล อาตมาขอย้ำว่ากว่าที่คนอินเดียจะยอมรับพระสงฆ์ไทยนั้นไม่ง่าย เราต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ในการสร้างสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เขาเห็น เพราะตอนแรกๆ ที่เราสร้างวัดก็มีเสียงต่อต้านเหมือนกัน แต่เราก็ผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว” โฆษกพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล กล่าวทิ้งท้าย

ภริยาบิ๊กตำรวจอินเดีย มาทำบุญวัดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/560591

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:09 น.

ภริยาบิ๊กตำรวจอินเดีย มาทำบุญวัดไทย 

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในสาธารณรัฐอินเดีย พระธรรมโพธิวงศ์(วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียและเนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา มักจะพูดกับพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลเสมอว่า พระธรรมทูตไทยไม่มีแนวคิดหรือนโยบายเปลี่ยนคนอินเดียไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรให้หันมานับถือศาสนาพุทธเพราะทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกของตนเป็นคนดีอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่พระธรรมทูตต้องทำคือการอยู่อย่างรู้และเข้าใจศาสนาทุกศาสนา ขณะเดียวกันก็ต้องนำเสนอให้ศาสนิกอื่นได้รู้ว่าศาสนาพุทธสอนอะไรและมีหลักปฏิบัติอย่างไร รวมทั้งการทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอินเดียที่สามารถทำได้ตามสมควร

สิ่งที่น่าสนใจกับนโยบายนี้ปรากฏว่าศาสนาพุทธเป็นที่รู้จักของคนอินเดียแพร่หลาย มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างศาสนิก เช่น มาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่วัดไทย มีจิตเกื้อกูลต่อกัน ทุกวันนี้ถ้าพระไทยออกไปบิณฑบาตคนอินเดียก็จะใส่บาตรโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองต่างศาสนา แต่ทำเพราะมีจิตคิดจะให้อันเป็นวิสัยของคนอินเดีย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2561 ได้มีภริยานายตำรวจใหญ่ระดับผู้บังคับการของเมืองโครักขปูร์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลในจังหวัดต่างๆ อีก 14 จังหวัด ได้เดินทางมาทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ 49 รูป และเลี้ยงอาหารแม่ชีที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา โดยมีคนติดตามประมาณ 15 คน ภริยาของนายตำรวจท่านนี้ชื่อปูนัมเชอร์ปา (Poonam Sherpa) ขณะที่สามีที่เป็นผู้การชื่อ สีดาวา เชอร์ปา (Shri Dawa Sherpa)

“อาตมาทราบว่าผู้การท่านนี้ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก เคยมาวัดหลายครั้ง มาไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาเจดีย์โดยมีพระรูปอื่นเห็นแล้วมาเล่าให้ฟัง ตอนแรกอาตมาไม่รู้ว่าท่านเป็นตำรวจและเป็นถึงตำรวจผู้ใหญ่ มารู้ทีหลังจากพระในวัด ส่วนภริยาท่านอาตมาเคยเห็นมาใส่บาตรพระอยู่หน้าวัดตอนอาตมาออกไปบิณฑบาต แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร มารู้ก็ตอนที่มาทำบุญที่วัดเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมานี่เอง

ผู้การท่านนี้เคยนิมนต์พระจากวัดไปสวดมนต์ในโอกาสเปิดสำนักงานใหม่ที่เมืองโครักขปูร์ 2 ครั้ง อาตมาเคยไปครั้งหนึ่ง สำหรับการที่ภริยาท่านมาทำบุญที่วัดอาตมาเชื่อเลยว่าเป็นผู้มีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาไม่ต่างจากสามี แต่เหนืออื่นใดก็คงเป็นความต้องการของผู้การด้วยที่อยากทำบุญ โดยเฉพาะกับพระไทยที่คนอินเดียมองว่าเป็นพระปฏิบัติดีน่าเลื่อมใส” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เล่าถึงการมาทำบุญของภริยานายตำรวจใหญ่ของเมืองโครักขปูร์ สาธารณรัฐอินเดีย

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ เล่าถึงความตั้งใจในการทำบุญของภริยานายตำรวจผู้นี้ให้ฟังต่อว่า เป็นผู้หญิงฮินดูที่มีศรัทธาและความอุตสาหะยิ่งใหญ่มาก เวลาที่มาใส่บาตรพระวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์จะต้องเดินทางจากเมืองโครักขปูร์มากุสินาราซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และการมาทำบุญในวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมาก็ได้ตระเตรียมอาหารอย่างดีทั้งหมด 5 อย่าง หนึ่งในนั้นมีข้าวมธุปายาสที่ปรุงพิเศษด้วย

“รูปแบบและขั้นตอนการทำบุญยึดตามหลักศาสนพิธีของเราหมด เริ่มจากจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ ใส่บาตร กล่าวคำถวาย เชื่อไหมว่าเวลาที่โยมท่านนี้ใส่บาตรหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสตลอด  โยมบอกว่าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะเคยอ่านหนังสือธรรมะจะมีคำสอนหนึ่งว่า เวลาทำบุญจิตใจต้องผ่องใสร่าเริง มีความสุขจึงจะได้บุญ แสดงว่าเป็นคนที่ศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาอยู่เหมือนกัน” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าวอีกว่าหลังเสร็จสิ้นการทำบุญก่อนที่ภริยานายตำรวจจะเดินทางกลับยังได้บอกอีกว่าจะมาทำบุญแบบนี้อีกที่วัด ส่วนกิจกรรมวันแม่วันที่ 12 ส.ค. 2561 ทางวัดจะมีพิธีถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พิธีเจริญจิตตภาวนาและเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล นอกจากนี้ยังมีพิธีเปิดบริการรักษาพยาบาลฟรีแก่คนอินเดียท้องถิ่นเป็นเวลา 3 วัน และแจกวัว 13 ตัวด้วย