การทำวัตร คือ ธรรมเนียมพระอริยเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/559837

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

การทำวัตร คือ ธรรมเนียมพระอริยเจ้า

โดย สมาน สุดโต

วันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 2561 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 88 หลังพระสงฆ์อธิษฐานพรรษา 1 วัน สมหมาย สุภาษิต รองผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เชิญชวนให้ร่วมไปกับบรรดาอาจารย์และผู้บริหาร มจร ที่เดินทางไปทำวัตร หรือทำสามีจิกรรมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หลายวัด ได้แก่ 1.วัดปากน้ำภาษีเจริญ 2.วัดพิชยญาติการาม 3.วัดชนะสงคราม 4.วัดสามพระยา 5.วัดสระเกศ 6.วัดไตรมิตรวิยาราม ทั้งนี้คณะสงฆ์ถือเป็นพุทธประเพณีที่ผู้น้อยต้องไปถวายความเคารพผู้ใหญ่ หลังอธิษฐานพรรษาหนังสือคำวัดของพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) อธิบายคำว่า ทำวัตร ว่า การที่ภิกษุสามเณรนำธูปเทียนแพไปสักการะพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในโอกาสต่างๆ เช่น เพื่อขอลาไปอยู่ที่อื่น เพื่อขอขมาในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อรายงานตัว การทำวัตรผู้ใหญ่แบบนี้ถือเป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ ซึ่งคำว่า สามีจิกรรม ก็มีความหมายคล้ายคลึงกัน

พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายและอธิบายล้ำลึกลงไปว่า การทำสามีจิกรรม เพื่อให้เกิดระเบียบในการปกครอง ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของพระอริยเจ้า รวมทั้งอธิบายเรื่องนี้มีความหมาย 3 ประการ

ประการที่ 1 ที่ว่า อุกาสะ วันทามิ ภันเต นั้นคือ คำแสดงความเคารพ

ประการที่ 2 ที่ว่า สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต นั้น คือ คำขอขมาโทษ และอดโทษ

ประการที่ 3 ที่ว่า มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง ฯลฯ นั้น คือ คำขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญเพราะฉะนั้น จึงหมายความว่า ในการทำวัตรครั้งนี้เรามาแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน มาขอขมาโทษ อดโทษให้กันและกัน มาแสดงความเป็นกันเอง คือ ต่างก็ขอแลกเปลี่ยนส่วนบุญซึ่งกันและกัน

ท่านพุทธทาส อธิบายเรื่องนี้ในหนังสือ ภาษาคน ภาษาธรรม ว่า การอยู่ชนิดที่เสมอกันนั้น เป็นความทุกข์ข้อที่ 1 ที่ว่า อุกาสะ วันทามิ ภันเต คือ เรื่องการแสดงความเคารพนี้ ขอให้ภิกษุสามเณร โดยเฉพาะผู้ที่บวชใหม่นี้ตระหนักและสำเหนียกไว้ในใจให้มาก ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “การอยู่ชนิดที่เสมอกันนั้น เป็นความทุกข์” การอยู่ชนิดที่ไม่ยอมให้ใครเป็นหัวหน้า ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีผู้น้อย ที่เรียกว่า สัมมานะสังวาโส อยู่เสมอกันหมด ไม่ให้มีสูงมีต่ำ ไม่มีลูกศิษย์ ไม่มีอาจารย์นั้น พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เป็นความทุกข์ เป็นเรื่องทุกข์ เป็นทางมาแห่งความทุกข์ยากลำบาก วิบัติฉิบหายมาสู่กันทุกฝ่าย(จากหนังสือภาษาคน ภาษาธรรม หน้า 325)

ส่วนบรรยากาศที่คณะผู้บริหาร มจร ไปทำวัตรพระเถระตามวัดดังกล่าว เท่ากับเป็นการเปิดตัว หรือรายงานตัวของพระราชปริยัติกวี (ศ.ดร.สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 Ph.D.) ในฐานะที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร รูปใหม่ (มติสภา มจร วันที่ 24 ก.ค. 2561) แทนพระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D.)

เมื่อทำสามีจิกรรม สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติการาม พระราชปริยัติกวี ได้กราบเรียนด้วยวาจาว่า ขอนิมนต์สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นรองอธิการบดี มจร อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้รับการปฏิเสธแต่อย่างใด

มจร จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ สปป.ลาว

จากสถานการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แตกในแขวงอัตตะบือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างน้อย 7 แห่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน คณะสงฆ์ไทยโดยสมเด็จพระสังฆราชให้ไวยาวัจกรนำส่งกัปปิยภัณฑ์เท่าราคา 1 ล้านบาท และมีพระบัญชาให้คณะสงฆ์หนตะวันออก รวบรวมกัปปิยภัณฑ์พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือด่วน

ด้าน มจร ซึ่งมีนิสิตสงฆ์ สปป.ลาว เข้ามาศึกษาจำนวนมากก็ได้ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือเช่นเดียวกัน โดย พระพรหมบัณฑิต รักษาการอธิการบดี มจร ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว ขึ้น และมอบหมายให้ พระโสภณวชิราภรณ์ รักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ เป็นประธานกรรมการ ดำเนินการช่วยเหลือทั้งเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค โดยจัดส่งไปยังเมืองสนามไซ แขวงอัตตะปือ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 2-5 ส.ค. 2561

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2561 สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี เล็ด ไซยยะพอน เจ้าแขวงอัตตะปือ อุ่นหล้า ไซยยะสิด รองเจ้าแขวงอัตตะปือ เป็นผู้แทนในการรับมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่ มจร จัดไป

มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครการนี้ ได้แก่ ประชาชนชาติพันธุ์กวยหรือส่วย ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ภายในเมืองสนามไซ จำนวน 8 หมู่บ้าน ผู้แทนพระสงฆ์จำนวน 13 วัด และชาวบ้านจากบ้านมิตรสัมพันธ์ จำนวน 21 ครัวเรือน และที่ศูนย์ผู้ประสบภัยในเมืองสนามไซ 3 ศูนย์ แต่ละศูนย์มีจำนวน 1,500 คน นอกจากนั้นผู้ประสบภัยบางส่วนที่อาศัยอยู่กับญาติๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ประมาณ 2,000 คน รวมมีผู้ประสบภัยราว 6,000 กว่าคน

การผลัดใบ ที่ มจร

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ธมฺมธโช ป.ธ.9 M.A.) เขียนอนุทินประจำวัน (555 พระอนุจร ติดตามไปต่างแดน) ได้น่าประทับใจ และเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ มจร มหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำแห่งนี้ จึงนำมาถ่ายทอดเพื่อท่านผู้อ่าน ดังนี้

ในสำนักงานอธิการบดี มจร วังน้อย เมื่อเกิดการผลัดใบขึ้น มีการแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีและรอการโปรดเกล้าฯ อธิการบดีรูปใหม่ ในวันสุดท้ายของการขนสิ่งของ เช่น หนังสือต่างๆ เข้าห้องสมุด ข้าพเจ้าไปเลือกดูหนังสือที่ถูกใจได้มา 2-3 เล่ม หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกของผู้อื่นมาหลายวันแล้ว เล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยมีแล้ว แต่หลังจากน้ำท่วม ไม่แน่ใจว่าจะหาได้อีกหรือเปล่า คือ “ภาพชีวิต” ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9, ดร., ศ.) ตีพิมพ์ในปี 2558 ในวาระครบรอบ 60 ปี (เกิดปีมะแม 17 ก.ย. 2498)

ข้าพเจ้าคัดเลือก “ภาพชีวิต” ของข้าพเจ้าที่อยู่ในเล่มดังกล่าว ในฐานะผู้ร่วมเดินทางเป็นพระอนุจรติดตามไปต่างประเทศรูปหนึ่ง

ชีวิตในต่างแดนที่ร่วมชีวิตกัน ทำให้ใจหาย เมื่อทราบว่า อธิการบดีที่กลายเป็นอดีตอธิการบดีไปตัดสินใจวางมือหลังจากดำรงตำแหน่งอธิการบดี 5 สมัย เป็นเวลา 20 ปี (2540-2561)

แทรกภาพชีวิตที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันระยะสั้น 5-6 เดือน ที่ International Students House, University of Delhi, Mall Road ซึ่งภาพถ่ายยังมีพระมหาปัญญา ครุฑวงษ์ (พระราชวิสุทธิเมธี) และพระมหาสมพงษ์ พระมหาอินศร ดวงคิด (พระมงคลธีรคุณ) เป็นต้น

ในการทำงานร่วมกัน นอกจากที่มหาวิทยาลัยจากท่าพระจันทร์ยันถึงวังน้อย ในฐานะที่อธิการบดีเป็นประธานจัดทำหลักสูตร และข้าพเจ้าเป็นกรรมการจัดหนังสือเรียนพระพุทธศาสนา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เป็นต้น

งานต่างประเทศ ที่เป็นกาลานุกรมเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เช่น

– งานฉลอง 250 ปี สยามนิกาย ณ เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา (14 พ.ค. 2546) และต่อมามีการฉลอง 260 (2556)

– ร่วมกับคณะสภาผู้นำศาสนาโลก ที่เมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล (13 ธ.ค. 2546) โดยที่ก่อนหน้านั้นเดินทางไปร่วมประชุมที่เมืองเซวิลญา ประเทศสเปน

– ประชุมที่สิงคโปร์ ปี…(น่าจะ พ.ศ. 2547?)

– การลงนามในความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มจร กับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนากรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (21 เม.ย. 2547)

– ประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 1 (25 พ.ค. 2547) และประชุมนานาชาติเรื่องเถรวาทและมหายาน ณ ศูนย์การประชุมเอ็สแคป (16-20 ก.ค. 2547) นับจากครั้งที่ 1 จนถึงการประชุมวันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 13 เดินทางไประชุมที่เวียดนาม 2 ครั้ง (2008, 2013 (8-10 พ.ค. 2557) และที่ศรีลังกา (2017)

– ไปร่วมประชุมที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก (1 มิ.ย. 2547)

– ไปช่วยอุทกภัยที่ประเทศเมียนมา พายุนาร์กีสถล่มเมื่อเดือน ก.ย. 2551

– ประชุมสภาผู้นำศาสนาโลก ครั้งที่ 3 ณ เมืองอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน (1-2 ก.ค. 2552)

– ประชุม พสล.ครั้งที่ 27 ณ วัดฝ่าเหมิน มณฑลส่านซี (17-18 ต.ค.2557) ซึ่งเป็นครั้งนี้ที่ได้ไปชมสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ด้วยกัน

– เดินทางไปประเทศอียิปต์ (9-12 มี.ค. 2551)

– ร่วมเดินทางไปเยือนประเทศภูฏาน (21-24 มี.ค. 2558)

—เป็นต้น—

เป็นบทสรุป เมื่ออยู่เขาก็รัก เมื่อจากเขาก็อาลัย

รัฐมนตรีอินเดียเดินทางมาอุปสมบทที่เมืองไทย

ศรีราชกุมาร บาโดเล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แห่งแคว้นมหาราษฎร์ อินเดีย เดินทางมาอุปสมบทที่เมืองไทย ณ วัดธาตุทอง กทม. วันที่ 30 ก.ค.-5 ส.ค. 2561 ฉายา “พุทฺธพโล”

แคว้นมหาราษฎร์ มี 36 เมือง เมืองหลวงคือ มุมไบ มีเมืองสำคัญ อาทิ ปูเน่, ออรังกาบัด โดยเฉพาะเมืองนาคปูร์ ที่ ดร.อัมเบดการ์ นำชาวฮินดูกว่า 5 แสนคน ทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2499 มีถ้ำที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนากว่า 1,000 ถ้ำ ทั่วแคว้นCr. Lakana Chanram

หัวเว่ยฮึดรุกที่1ตลาด ดันโนวาซีรี่ส์3เจาะผู้บริโภค มั่นใจยอดขายปีนี้แตะ200ล้านเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558126

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

หัวเว่ยฮึดรุกที่1ตลาด ดันโนวาซีรี่ส์3เจาะผู้บริโภค มั่นใจยอดขายปีนี้แตะ200ล้านเครื่อง

หัวเว่ยเดินหน้าเจาะตลาดระดับกลาง พร้อมเตรียมเพิ่มแบรนด์ช็อป 150 สาขาในปีนี้ รองรับการเติบโตหวังขึ้นผู้นำสมาร์ทโฟนภายในปี 2563

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้หัวเว่ย มีสัญญาณการเติบโตที่ดีอย่างก้าวกระโดด ล่าสุด 7 เดือนแรกของปีนี้มียอดขาย สมาร์ทโฟนรวมทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านเครื่องแล้ว เร็วกว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่จะใช้เวลาเกือบตลอดทั้งปี ซึ่งทำให้มั่นใจว่าตลอดทั้งปีนี้หัวเว่ยจะสามารถทำยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกได้ถึง 200 ล้านเครื่อง

ขณะที่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนช่วง 5 เดือนแรกในไทย อ้างอิงจากข้อมูลของบริษัท จีเอฟเค พบว่าตลาดสมาร์ทโฟนติดลบเล็กน้อยโดยไม่มีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของตลาด มือถือระดับล่าง ทำให้พบสัญญาณการขยายตัวที่ดีในตลาดมือถือระดับกลาง และระดับบน โดยเฉพาะโปรโมชั่นจากสถาบันการเงินที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงมือถือระดับบนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของช่วงครึ่ง ปีหลังตลาดสมาร์ทโฟนจะยังสดใสและคึกคัก จากหลายค่ายจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ และจะช่วยกระตุ้นภาพรวมของตลาด ให้ตลอดทั้งปีนี้สามารถเติบโตได้อย่างน้อย 1 หลัก

สำหรับในปีนี้หัวเว่ยได้นำผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนในระดับราคาต่างๆ มาจำหน่ายในไทย เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับความต้องการ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนในระดับกลางราคาประมาณ 1 หมื่นเศษมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากยอดขายหัวเว่ย โนวา 2ไอ และโนวา 3อี ที่เปิดตัวช่วงต้นปีที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของหัวเว่ย ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ขึ้นมาอยู่ที่ 14.7% เป็นอันดับที่ 2 ของตลาด เช่นเดียวกับส่วนแบ่งการตลาดในประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น มาเลเซีย เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 31.4% จาก 10.8% เวียดนามอยู่ที่ 10.5% จาก 2% ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 8.3% จาก 4.9% เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อตอบรับกระแสความนิยมในตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลาง จึงได้เปิดตัวหัวเว่ยโนวา 3 มาพร้อมกับราคา 1.69 หมื่นบาท และโนวา 3 ไอ ราคา 9,990 บาท โดยจะเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมือถือคุณภาพที่ดี ในราคาที่จับต้องได้ ชูจุดเด่นการเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับคนนักการถ่ายภาพเซลฟี่ ด้วยศักยภาพ 4 กล่องรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเอไอ

ขณะเดียวกันหัวเว่ยได้ทุ่มงบการตลาดเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน 2-3 เท่า ในการโปรโมทตลาด ผ่านสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์และแคมเปญออนไลน์ โดยตั้งเป้ายอดขาย หัวเว่ย โนวา ซีรี่ส์ 3 นี้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากรุ่นก่อน และจะทำให้รายได้ของหัวเว่ยในปีนี้มีสัดส่วนของตลาดบนอยู่ที่ 30% ตลาดกลาง 40% และตลาดล่าง 30%

“หัวเว่ย โนวา ซีรี่ส์ 3 จะเข้าเป็น ผู้เล่นหลักในตลาดระดับกลางและช่วยสร้างสีสัน ซึ่งจะทำให้ภาพรวมตลาดในครึ่งปีหลังนี้กลับมาคึกคักและขยายตัว” นายทศพร กล่าว

พร้อมกันนี้ บริษัทจะเร่งขยายหัวเว่ยแบรนด์ช็อปสาขาที่ 100 ในช่วงเดือนหน้า โดยต้องการขยายให้ครบ 150 สาขาภายในปีนี้ รวมถึงช่องทางออนไลน์ พร้อมเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เน้นนวัตกรรมและอินโนเวชั่นเพื่อรองรับการขยายตัวและก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดซึ่งจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 20% ในปี 2563

กสทช.บีบดีแทคประมูลคลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558023

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 08:18 น.

กสทช.บีบดีแทคประมูลคลื่น

กสทช.บีบดีแทคเข้าประมูลคลื่น แลกสิทธิเยียวยา “ฐากร” ยันต้องสร้างแนวกำแพงป้องกันคลื่น 1.3 หมื่นจุด 2,000 ล้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบการเข้าสู่มาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือแคท วันที่ 15 ก.ย.นี้ ภายใต้เงื่อนไขดีแทคต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่นั้นๆ และต้องมีการเคาะราคาเกิดขึ้น

“โดยหลักการแล้วเมื่อ กสทช.จัดการประมูลคลื่นความถี่ หากผู้ให้บริการรายใด ต้องการใช้งานคลื่นความถี่ต้องเข้าร่วมการประมูล ดังนั้นหากดีแทคต้องการใช้งานคลื่นความถี่เพื่อเข้าสู่มาตรการเยียวยาต้องเข้าร่วมการประมูลเท่านั้น และหากเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะการประมูลหรือไม่ ดีแทคยังได้รับสิทธิการใช้มาตรการเยียวยา หาก ผู้ชนะการประมูลยังไม่ได้ชำระเงินก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2561 (ผู้ชนะการประมูลมีสิทธิชำระเงินงวดแรกภายใน 90 วัน จนถึงวันที่ 1 ธ.ค. 2561)” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ มติที่ประชุม กสทช.ยังเห็นชอบให้ดีแทคเร่งรัดการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการรับรู้ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเดิมในคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อป้องกันซิมดับโดยการโอนย้ายค่าย ซึ่งผู้ใช้บริการของดีแทคใน 2 คลื่นความถี่ย่านดังกล่าวมีประมาณ 4.3 แสนราย และระบบรองรับการโอนย้ายเลขหมายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นสามารถรองรับการโอนย้ายได้สูงสุด 6 หมื่นคน/วัน

“ที่ประชุม กสทช. มีมติให้ดีแทคประชาสัมพันธ์การโอนย้ายค่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากรายงานอย่างไม่เป็นทางการพบว่าเหลือผู้ใช้บริการทั้งสองย่านคลื่นความถี่ของดีแทคประมาณ 1 แสนราย จาก 4.3 แสนราย และแม้ว่าจะเหลือผู้ใช้บริการเพียง 1 แสนราย ก็ยังเข้าสู่มาตรการเยียวยาได้” นายฐากร กล่าว

สำหรับราคาประเมินการสร้างแนวป้องกันคลื่นความถี่รบกวนการเดินรถของรถไฟไทย-จีนของคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 2,000 ล้านบาท มีความสมเหตุสมผลแล้ว โดยจากการประเมินเบื้องต้นต้องสร้างแนวกำแพงป้องกันคลื่น 1.3 หมื่นจุด โดยหลังจากมีผู้ชนะการประมูล สำนักงาน กสทช.จะประกาศจุดที่ต้องติดตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้การสร้างแนวกำแพงป้องกันคลื่นความถี่ของผู้ชนะการประมูลจะอยู่ภายใต้การดูแลของ กสทช. ทั้งในด้านการเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการติดตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชนะการประมูล

ปรับกูเกิล2แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558017

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 07:09 น.

ปรับกูเกิล2แสนล.

อียูปรับกูเกิลเกือบ 2 แสนล้าน ฐานกีดกันการแข่งขันแอพพลิเคชั่น คาดสายเกินแก้ปัญหาผูกขาด

สหภาพยุโรป (อียู) สั่งปรับกูเกิล 4,300 ล้านยูโร (ราว 1.66 แสนล้านบาท) ฐานกีดกันคู่แข่ง ด้วยการบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ต้องฝังแอพพลิเคชั่น ของกูเกิลอยู่ในสมาร์ทโฟน เช่น เสิร์ชเอนจิ้น เบราเซอร์ อีเมล และแผนที่ โดยอียูให้เวลากูเกิลแก้ไข 90 วัน ก่อนลงโทษปรับเพิ่มเติมอีก

ทั้งนี้ การสั่งปรับครั้งล่าสุดสูงกว่าค่าปรับ 2,400 ล้านยูโร (ราว 9.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่อียูปรับกูเกิลเมื่อปีที่แล้ว ฐานจัดอันดับการค้นหาข้อมูลไม่เป็นธรรม

ด้านซีเอ็นบีซี รายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นอื่นๆ มีโอกาสแข่งขันมากขึ้น และอาจฉุดการเติบโตในธุรกิจโฆษณาของกูเกิล

อย่างไรก็ดี แกรี เรบัค ทนายด้านการต่อต้านการผูกขาด ซึ่งเคยฟ้องร้องไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นช้าเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคในอียูเคยชินกับบริการของ กูเกิล และจะยึดติดกับบริการของกูเกิลต่อไป แม้ว่าไม่ได้ฝังอยู่ในสมาร์ทโฟน เหมือนกับผู้บริโภคในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ 5 แอพพลิเคชั่นของกูเกิลติด 10 อันดับแอพพลิเคชั่นมีผู้ใช้งานสูงสุด พร้อมคาดการณ์ว่ากูเกิลมีแนวโน้มจะยื่นอุทธรณ์โทษปรับของอียู

ชี้คลื่นแพงกระทบ5จี หวั่นประเทศกำลังพัฒนาหลงทาง สะเทือนถึงแผนเศรษฐกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558008

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 06:02 น.

ชี้คลื่นแพงกระทบ5จี หวั่นประเทศกำลังพัฒนาหลงทาง สะเทือนถึงแผนเศรษฐกิจดิจิทัล

สมาคมจีเอสเอ็มชี้การประมูลคลื่นประเทศที่กำลังพัฒนากำหนดราคาสูง 3 เท่าตัว กระทบสู่ 5จี จับตาไทยมีแนวโน้มราคาประมูลสูงกว่าเกณฑ์

นายเบร็ต ทาร์นัตเซอร์ ประธานด้านคลื่นความถี่ จีเอสเอ็มเอ เปิดเผยว่า นโยบายคลื่นความถี่ที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมของคนนับพันล้านคนที่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อบริการบรอดแบนด์บนมือถือ ขณะที่การกำหนดราคาคลื่นความถี่และการประมูลที่สูง จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะการก้าวสู่ 5จี

ขณะที่สมาคมจีเอสเอ็ม ทำการศึกษาการกระจายคลื่นความถี่มากกว่า 1,000 รายการใน 102 ประเทศ แบ่งเป็น 60 ประเทศที่กำลังพัฒนาและ 42 ประเทศที่พัฒนาแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี 2553-2560 อาทิ แอลจีเรีย บังกลาเทศ บราซิล อินเดียและไทย โดยรายงานกำหนดราคาคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาฉบับล่าสุดที่เปิดเผยโดยสมาคมจีเอสเอ็มระหว่างการประชุมโมบาย 360 ที่ประเทศรวันดา

ทั้งนี้ พบว่าราคาคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 3 เท่าตัว เมื่อนำรายได้มาพิจารณา ขณะที่การประมูลคลื่นความถี่ในประเทศกำลังพัฒนาจะสูงกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว 5 เท่า เมื่อนำรายได้มาพิจารณา โดยปัจจัยการกำหนดราคาคลื่นความถี่และการประมูลคลื่นความถี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการให้บริการโมบายบรอดแบนด์ที่แพงกว่าและมีคุณภาพต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้งานของผู้บริโภค

“มองนโยบายด้านคลื่นความถี่ของภาครัฐที่หวังแต่จะเพิ่มราคาและเน้นที่ผลกำไรในระยะสั้น ควรมองถึงในระยะยาวมากกว่า เพราะไม่สอดรับกับเป้าหมายร่วมกันกับการให้บริการบรอดแบนด์บนมือถือที่ดีขึ้นในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ โดยภาครัฐควรปล่อยให้การกำหนดคลื่นความถี่เป็นไปตามกลไกของตลาด และการนำคลื่นที่มีอยู่มาใช้เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริง” นายทาร์นัตเซอร์ กล่าว

นายทาร์นัตเซอร์ กล่าวอีกว่า การสร้างมั่นใจให้กับโอเปอเรเตอร์ ควรมีการกำหนดราคาสำหรับผู้ที่ต้องการต่อใบอนุญาต โดยที่ราคาต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจ และการลงทุน ซึ่งอาจทำล่วงหน้าก่อนที่ ผู้ประกอบการจะหมดสัมปทาน นอกจากนี้ให้ผู้รับสิทธิตัดสินใจว่าจะต่อหรือไม่ ซึ่งหากไม่รับสิทธิต่อใบอนุญาตจะได้นำคลื่นมาประมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของผู้ประกอบการโอเปอเรเตอร์

ขณะที่แนวโน้มการกำหนดราคาคลื่นความถี่มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากขณะนี้ราคาคลื่นความถี่ไทยอยู่ระดับที่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ส่วนสัญญาณการให้บริการและคุณภาพความเร็วอยู่ระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เช่น การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เดือน ส.ค.มีเงื่อนไขกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องมีค่าใช้จ่ายการลงทุนฟิวเตอร์เพื่อป้องกันการรบกวนอาณัติสัญญาณระบบรถไฟฟ้า

กูเกิลชู4เสาหลักบุกไทย ดันเศรษฐกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558007

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 05:50 น.

กูเกิลชู4เสาหลักบุกไทย ดันเศรษฐกิจดิจิทัล

กูเกิลลุยโครงการกูเกิล ฟอร์ ไทยแลนด์ ผนึกเอกชนสร้างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มุ่งพัฒนาคน การสร้างคอนเทนต์ ปั้นเอสเอ็มอี

นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายของกูเกิลภายใต้โครงการกูเกิล ฟอร์ ไทยแลนด์ ในปีนี้ ได้ดำเนินพันธกิจ 4 เสาหลัก ประกอบด้วย 1.การสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี 2.การส่งเสริมด้านการศึกษา 3.การพัฒนาเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน และ 4.การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยจับมือร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับโครงการกูเกิล ฟอร์ ไทยแลนด์ ที่จัดขึ้น ไทยถือว่าเป็นประเทศที่ 3 รองจากอินเดียและอินโดนีเซีย โดยความร่วมมือ ได้แก่ เสาหลัก 1.ดำเนินโครงการกูเกิล สเตชั่น ร่วมมือกับบริษัท กสท โทรคมนาคม (แคท) เพื่อให้บริการไว-ไฟสาธารณะความเร็วสูงภายใต้บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศที่ 4 ในโลกนำร่อง 10 แห่งในกรุงเทพฯ พิจิตร และเลย และจะขยายเพิ่มเติมในสถานที่ที่มีอุปสรรคในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อาทิ ตลาด ท่าอากาศยาน สมาร์ทซิตี้

ขณะที่เสาหลักที่ 2 ศูนย์บ่มเพาะทักษะดิจิทัล อะคาเดมี่ แบ็งค็อก อะ กูเกิล สเปซ ภายในโครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค เพื่อเข้าอบรมทักษะ 2 เดือน ขณะที่เสาหลักที่ 3 ในส่วนของยูทูบ ได้เตรียมจัดอบรมสำหรับครีเอเตอร์ เปิดยูทูบ ป๊อปอัพ เดือน พ.ย. เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ และจัดกิจกรรม ยูทูบ เน็กซ์อัพ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อให้คำปรึกษาแก่ครีเอเตอร์ระดับกลาง และโครงการครีเอเตอร์ ฟอร์ เชนจ์ ส่งเสริมครีเอเตอร์ให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ทางสังคม ผ่านการร่วมมือกับองค์กรและการลงทุน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมครีเอเตอร์ไทย ซึ่งพบว่าไทยเป็นตลาดใหญ่ ปี 2560 การอัพโหลดมากกว่า 2 ล้านคน โต 100% จากเมื่อปี 2559 ราว 1 ล้านคน ติดอันดับ 10 ของโลกที่มีการรับชมยูทูบ นอกจากนี้พบว่าไทยมีการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต 106 เมกะบิต/วินาที เป็นอันดับ 5 ในเอเชีย ซึ่งสิงคโปร์อันดับ 1 ตามด้วยฮ่องกง เกาหลีใต้ อย่างไรก็ดีสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลและสร้างโอกาสเศรษฐกิจอาเซียน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในไทยมองว่ามีมูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังได้จับมือร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เพื่อนำเสนอแพ็กเกจการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำกัดสำหรับผู้ใช้แอพพลิเคชั่นยูทูบโก ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 9 บาท/วัน ในส่วนเสาหลักที่ 4 ขับเคลื่อนโดยกูเกิล จับมือร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยลงทะเบียนและรับการ ตรวจสอบความถูกต้องการใช้งานกูเกิล มาย บิซิเนส บริการที่ช่วยให้ธุรกิจมีตัวตนบนโลกออนไลน์ อีกทั้งเพิ่มฟีเจอร์การเดินทาง บนรถจักรยานยนต์จำนวน 20 ล้านคัน

กสทช.ย้ำหาก “DTAC”ไม่เข้าประมูลคลื่นจะไม่ได้รับสิทธิเข้ามาตรการเยียวยาหลังหมดสัมปทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557975

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 15:17 น.

กสทช.ย้ำหาก "DTAC"ไม่เข้าประมูลคลื่นจะไม่ได้รับสิทธิเข้ามาตรการเยียวยาหลังหมดสัมปทาน

มติ กสทช. ย้ำจะเข้าสู่มาตรการเยียวยาได้จะต้องยื่นประมูลเพื่อแสดงความประสงค์ใช้งานคลื่นความถี่เท่านั้น

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (18 ก.ค. 2561) ที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณาเรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเพื่อรองรับการสิ้นสุดสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ความถี่ย่าน 850 MHz และ 1800 MHz ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 2561 และได้มีมติตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 14/2561 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2561 ดังนี้

1. เรื่องนี้ได้มีความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ให้ความเห็นว่า กสทช. มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเพื่อรองรับการสิ้นสุดสัมปทานได้โดยนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี ซึ่งไม่ผูกพันที่ต้องนำประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 มาบังคับใช้ทุกกรณี

2. สืบเนื่องจาก กสทช. ได้ออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 1740-1784/1835-1880 MHz เพื่อจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 2561 และได้กำหนดให้มีการยื่นคำขอเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2561 แต่ผลปรากฏว่า ไม่มีผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเพื่อเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งรวมถึงบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทในเครือด้วย จนกระทั่งต่อมา กสทช. จึงได้พิจารณาและมีมติปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ดังกล่าว รวมทั้งได้อนุมัติให้จัดประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz เพิ่มเติมด้วยโดยกำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ในวันที่ 18 ส.ค. 2561 และกำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในวันที่ 19 ส.ค. 2561 ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

ดังนั้น โดยหลักการแล้ว เมื่อ กสทช. ดำเนินการจัดประมูลเพื่อเตรียมการรองรับผลของการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานดังกล่าวได้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แต่ผู้รับสัมปทานหรือบริษัทในเครือไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว ย่อมไม่สามารถได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 ได้ เนื่องจากถือเป็นกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานหรือบริษัทในเครือเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวแล้ว แต่กระบวนการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ให้บริการรายใหม่จะต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่ง (ประมาณ 3 เดือน) ดังนั้น ไม่ว่าผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะเป็นผู้รับสัมปทานเดิมหรือบริษัทในเครือหรือไม่ก็ตาม ผู้รับสัมปทานเดิมย่อมได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 ได้จนกว่า กสทช. จะได้จัดสรคลื่นความถี่ให้กับผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่รายใหม่และกำหนดวันหยุดการให้บริการ เนื่องจากถือเป็นกรณีที่ผู้รับสัมปทานแสดงประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการ และเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

3. เมื่อพิจารณาจากหลักการตามข้อ 1 และ 2 ประกอบกับข้อเท็จจริงแล้ว ที่ประชุม กสทช. จึงได้พิจารณาแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และได้มีมติ ดังนี้

3.1 ให้ความเห็นชอบแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 ได้จนกว่า กสทช. จะได้จัดสรรคลื่นความถี่ให้กับผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่รายใหม่และกำหนดวันหยุดการให้บริการ

ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทในเครือจะต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงความประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการ และเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการอีกต่อไป

3.2 โดยที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ในระบบให้บริการของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ประมาณ 430,000 ราย และมีระบบรองรับการโอนย้ายเลขหมายโทรคมนาคมไปยังผู้ให้บริการรายอื่นสามารถรองรับการโอนย้ายได้สูงสุด 60,000 เลขหมายต่อวัน จึงเห็นควรเร่งรัดให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับรู้เป็นการล่วงหน้าถึงวันที่จะสิ้นสุดการให้บริการ อีกทั้งให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อแนวทางการแก้ไขปัญหา เช่น กรณีการโอนย้ายเลขหมายโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่น ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ

4. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามตรวจสอบข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการคงเหลือพร้อมเงินคงค้างในระบบให้ กสทช. ทราบเป็นระยะ

อ้อนแก้เงื่อนไขชิงคลื่น900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557898

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 06:02 น.

อ้อนแก้เงื่อนไขชิงคลื่น900

ดีแทค ลุ้น กสทช.ออกประกาศแก้เงื่อนไขประมูลคลื่น 900 เล็งพิจารณาประมูลคลื่น 1800 ภายใต้เงื่อนไขใหม่

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นข้อเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปแล้ว เพื่อให้การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) มีความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 16 ข้อ 17 ข้อ 18 ซึ่งกำหนดให้ผู้ชนะการประมูล รับผิดชอบป้องกันปัญหารบกวนกันของคลื่นความถี่ และการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมดเพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ดี การประมูลคลื่น 900 MHz ที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ทำให้การแก้ไขเป็นไปได้ยาก เบื้องต้น กสทช.ได้รับเรื่องของดีแทคเสนอเท่าที่ทำได้ ซึ่งมีแนวทางจะออกประกาศจากทาง กสทช.เพื่อให้ทางปฏิบัติสามารถดำเนินการได้ ลดความเสี่ยง สำหรับดีแทคการประมูลคลื่น 900 MHz จำนวน 5 MHz และคลื่น 1800 MHz ที่ได้รับเงื่อนไขใหม่การประมูลจำนวน 9 ใบ ขนาด 45 MHz กำลังพิจารณาจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่

“หากดีแทคชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ได้เสนอการเยียวยา 24 เดือน เพื่อติดตั้งสถานีฐานระหว่างมากกว่า 1.3 หมื่นสถานีฐานรองรับ แต่รายอื่นชนะการประมูล ดีแทคได้รับการเยียวยา 2 เดือน อย่างไรก็ดี บริษัทวางแผนจะขยายคลื่น 2100 MHz ติดตั้งสถานีฐานเพิ่ม 4,000 สถานีฐาน และคลื่น 2300 MHz จะขยาย 7,000 สถานีฐานในสิ้นปีนี้”

อย่างไรก็ดี ปัญหาการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคม อยากให้เป็นการลงทุนของโอเปอเรเตอร์ที่ ต่างคนต่างต้องลงทุนมากกว่าจะให้ผู้ชนะประมูลลงทุนเพียงรายเดียว ซึ่งจะมีภาระในการติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (Filter) ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตรายเดิมที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ และผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่งทางรางจำนวน 4 โครงการ คาดว่ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าจำนวนเงินที่ กสทช.ลดราคาขั้นต่ำของการประมูลให้จำนวน 2,000 ล้านบาทมาก

ขณะที่ปัญหาในทางเทคนิคและทางปฏิบัติในการดำเนินการติดตั้งฟิลเตอร์ ให้ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นระบบอะไร ส่วนเงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 17 กสทช.สงวนสิทธิที่จะปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่เป็นช่วง 885-890/930-935 MHz ในกรณีที่จำเป็น โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ ที่สถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เพิ่มเติมจากที่ต้องดำเนินการ ส่วนเงื่อนไขข้อ 18 อาจถึงขั้นต้องย้ายคลื่นความถี่

5จีเกาหลีระอุ! หัวเว่ยรุกหนักเบียดซัมซุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557894

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 20:53 น.

5จีเกาหลีระอุ! หัวเว่ยรุกหนักเบียดซัมซุง

หัวเว่ยตั้งเป้าครองตลาด 5จี เกาหลีใต้ เตรียมบี้ซัมซุงตกขอบ ได้เปรียบด้านราคา-ความพร้อม

บลูมเบิร์กรายงานว่า หัวเว่ย บริษัทสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของจีนเตรียมขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด 5จี ของเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการกับ 3 ค่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ได้แก่ เอสเค เทเลคอม เคที คอร์เปอเรชั่น และแอลจี ยูพลัส ซึ่งหัวเว่ยคาดว่าจะครองตลาด 5จี แซงหน้าซัมซุง ยักษ์เทคโนโลยีในประเทศ

รายงานระบุว่า ขณะนี้แอลจีเป็นบริษัทที่ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะเลือกหัวเว่ยเป็นผู้ให้บริการ 5จี ในขณะที่เอสเคและเคทีกำลังตัดสินใจเลือกระหว่างหัวเว่ย ซัมซุง โนเกีย และอีริคสัน โดยมีต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

คิมฮยอนจุง นักวิเคราะห์จาก อีเบสท์ อินเวสต์เมนต์แอนด์ซีเคียวริตีส์เปิดเผยว่า จุดแข็งของหัวเว่ยคือความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และถือเป็นผู้นำในการพัฒนาอุปกรณ์ 5จี ซึ่งมีคุณภาพเพียงพอและสามารถพร้อมให้บริการได้ทันที ขณะที่ซัมซุงแม้ว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดในด้านอินเทอร์เน็ตไร้สายน้อย แต่มีข้อได้เปรียบเรื่องความน่าไว้วางใจได้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ด้าน ปาร์คจินฮโย รองประธานบริหารของ เอสเค เทเลคอม กล่าวว่า หัวเว่ยเป็นบริษัทที่เริ่มพัฒนา 5จี ก่อนบริษัทอื่นๆ เอสเคจึงมองด้วยความเปิดกว้างและไม่มีอคติใดๆ อย่างไรก็ตาม หากหัวเว่ยยังคงขาดมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับโลกก็อาจส่งผลต่อการพิจารณา

เปิดดีลกสทช.ดึงค่ายมือถือร่วมวงประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557798

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 08:52 น.

เปิดดีลกสทช.ดึงค่ายมือถือร่วมวงประมูล

เอไอเอส ดีแทค ตบเท้า รับซองเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800-900 ลุ้นทรูยื่นอีกราย 19 ก.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 บริษัทในเครือเอไอเอสและดีแทคเข้ารับเอกสารเชิญชวนเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับบริษัทในเครือทรู ได้ประสานมายัง กสทช.จะเข้ารับเอกสารเชิญชวนเข้าร่วมการประมูลภายในวันที่ 19 ก.ค. 2561 นี้

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ดึงดูดผู้เข้าร่วมประมูล ได้แก่ 1.การแบ่งประมูลใบอนุญาตเป็นขนาดเล็ก ทำให้เลือกประมูลได้ตามความเหมาะสม ของธุรกิจ 2.การอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูลสลับช่วงคลื่นความถี่ที่เหมาะสม กับตนเอง เพื่อการลงทุนที่น้อยลง และ 3.กรณีที่ดีแทคชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ อนุญาตให้ดีแทคใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 850 แทน 900 เมกะเฮิรตซ์ได้ในช่วง 2 ปีแรก เนื่องจากดีแทคถือครองคลื่นย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์อยู่เดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีบริษัทเข้ารับเอกสารเชิญชวนเข้าร่วมการประมูล ทั้งสิ้น 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทในเครือดีแทค ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต และบริษัท ดีแทค บรอดแบนด์ และบริษัทในเครือเอไอเอส ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 8 ชุด ในคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์