ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/550360
- วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 14:56 น.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/550360

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/550344

เรื่องฝรั่งในล้านนา จ.เชียงใหม่ ช่วงสุดท้าย แต่ไม่มีเรื่องฝรั่งเข้ามาเกี่ยว หากเป็นเรื่องของวัดไทยในล้านนามากกว่า วัดที่ว่านี้ได้แก่ วัดเจดีย์เจ็ดยอด พระอารามหลวง ซึ่งเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
ความสำคัญของวัดนี้น่าจะมีมาก มิเช่นนั้น กรมศิลปากร คงไม่ขอรับผ้ากฐินพระราชทานมาทอด เมื่อฤดูกาลกฐินที่ผ่านมานี้แน่นอน
มีอะไรดีในวัดนี้ อาจารย์ปรีดี พิศภูมิวิถี ที่เป็นผู้ชำนาญด้านประวัติศาสตร์ รวมทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้กล่าวแนะนำขณะโดยสารรถบัสว่า วัดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจและชวนชมอยู่มาก ได้ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปที่ศิลปะปูนปั้นรูปเทพต่างๆ ซึ่งประดับโดยรอบพระเจดีย์พุทธคยา (จำลอง) โดยบอกว่าเป็นศิลปะน่าทึ่ง และงามมาก ทั้งความประณีตในเชิงศิลปะและการสื่อถึงศิลปะการแต่งกายในสมัยโบราณ
นอกจากนี้ พระอุโบสถหลังแรกของวัดเจ็ดยอดนั้น พระเมืองแก้วพระราชาธิบดีลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์มังรายซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราช โปรดฯ ให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย และด้านหลังของพระอุโบสถหลังนี้คือ สถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช นั่นเอง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/549474

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do
คราวที่แล้ว หมอได้พูดถึงธรรมข้อที่ 1 ในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะสำหรับผู้นำ” นั่นก็คือ “เมตตา” ไปแล้ว คราวนี้จะพูดถึงข้อธรรมะที่ 2 นั่นก็คือ “กรุณา” และข้อ 3 คือ มุทิตา
อันว่าความกรุณานั้น หากดูความหมายแล้วคงจะแปลได้ว่า มีจิตใจสงสาร เป็นความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้จะเป็นคนที่เราไม่ชอบ ก็ต้องกรุณาต่อเขา ต้องมีความกรุณาทั้งหมดทุกคน ไม่เลือกกรุณาเป็นคนคน
บางทีคนที่เป็นหัวหน้าองค์กร แล้วมีความชอบหรือไม่ชอบใครนั้น ก็ควรพิจารณาดูให้ดี ว่าที่ชอบเขานั้นเพราะอะไร ที่ไม่ชอบเพราะอะไร
ชอบเพราะเขายกยอปอปั้น เห็นผิดเป็นถูก ร่วมมือกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่างก็รักก็ชอบกันไป แต่ลูกน้องฝ่ายที่ไม่ชอบเขา ทำไมถึงไม่ชอบเขา ดูเขาก็ขยันทำงาน และมักเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่ได้ร่วมมือไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ไปโกรธ ไปเกลียดเขา ไปแกล้งเขา อย่างนี้เรียกว่า นอกจากจะไม่มีเมตตาแล้ว ความกรุณายิ่งไม่ต้องพูดถึง ถือว่าไม่มีหลักธรรมของผู้นำเลย
ก่อนอื่นผู้นำต้องหันมาดูตัวเราก่อน นอกจากความเมตตาแล้วความกรุณาที่มีให้ผู้ร่วมงานมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้นำควรกระทำ หากเป็นองค์กร หรือธุรกิจของเราเองหากเราซึ่งเป็นผู้นำไม่กรุณากับลูกน้องหรือพนักงานในองค์กร ลูกน้องก็อาจลาออกไปหางานที่อื่นทำ แต่ถ้าเป็นองค์กรของรัฐ ตำแหน่งหัวโขนที่สวมอยู่ ผู้นำจะทำอย่างที่ใจต้องการทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะองค์กรนั้นๆ ไม่ใช่ของผู้นำคนเดียว จะให้ลูกน้องลาออกแบบเอกชนคงไม่ใช่เรื่อง เพราะบางทีลูกน้องก็ทำงานมาก่อนหัวหน้าด้วยซ้ำ
หมอจึงเห็นว่า ผู้นำในองค์กรของรัฐควรมีธรรมะข้อนี้ให้มาก มากกว่าองค์กรของเอกชนด้วยซ้ำไป เพราะเราเป็นผู้นำมาได้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเพราะอะไร หากมาด้วยความสามารถในการบริหารงาน เป็นคนดีมีคุณธรรม มาเพื่อพัฒนาองค์กร วิชาชีพก็ดีไป องค์กรหรือบ้านเมืองก็คงเจริญรุ่งเรือง และหากมีธรรมะของผู้นำติดตัวไปด้วยก็จะดียิ่ง เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำที่คนสรรเสริญ
ผู้นำที่ดีนอกจากจะมีเมตตาแล้ว ยังต้องมีความกรุณาเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ถ้าได้ผู้นำแบบนี้ คนทำงานก็มีความสุข มีการปรับเงินเดือน ปรับตำแหน่ง ตามความเหมาะสมและยุติธรรม
เมื่อคนทำงานมีความสุข องค์กรก็จะมีแต่ความสุข เมื่อนั้นสังคมและประเทศชาติของเราก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความกรุณา 1 ในพรหมวิหาร 4 ธรรมะสำหรับผู้นำ
พรหมวิหารข้อที่ 3 ได้แก่ มุทิตา ในธรรมะของผู้นำอาจหมายถึงว่าเมื่อลูกน้องได้ดี ได้รับความสำเร็จ มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า ผู้นำก็พลอยชื่นชมยินดีในสิ่งที่เขาได้รับ ไม่อิจฉาริษยาในความสำเร็จของลูกน้อง อาจแสดงด้วยการพูด หรือส่งบัตรอวยพร หรือมอบของขวัญเพื่อแสดงความยินดีก็ได้
ในผู้นำที่กลัวว่าลูกน้องจะดีกว่า เด่นกว่า ไปไหน ไปโชว์อะไรก็ไม่กล้าเอาไปด้วย กลัวลูกน้องเด่นกว่า งานอะไรที่เด่นๆ ก็ไม่กล้ามอบหมาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้นำที่ไม่มี “มุทิตา” เมื่อไม่เคยส่งเสริมลูกน้อง ไม่เคยชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของลูกน้องแล้วจะได้ใจลูกน้องได้อย่างไร เมื่อไม่ได้ใจ ก็อย่าหวังว่าจะได้งาน เพราะงานที่มาจากใจ มันไม่ต้องสั่ง มันไม่ต้องพูดอะไรมาก มองตาก็รู้ใจ (ฮ่า)
นี่แหละครับคุณธรรมะของผู้นำ ที่หมออยากให้ผู้นำทุกคนมี เพราะมันจะเป็นจุดเริ่มของการสร้างสังคมที่ดีต่อไป หากผู้นำไม่มีคุณธรรมข้อนี้แล้ว สังคมจะแย่ไปกันใหญ่
ข้อสุดท้าย อุเบกขา ถ้าดูความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 แล้วเห็นจะแปลได้ว่า ความวางใจเฉยอยู่ ความเที่ยงธรรม ความวางตัวเป็นกลาง หรือแปลตามภาษาบาลีที่ว่า อุเปกขา หรือภาษาสันสกฤตที่ว่า อุเปกษา ก็จะได้คำแปลว่า ความวางเฉย ความวางใจ เป็นกลาง เช่นเดียวกัน
ผู้นำที่มีคุณธรรมข้อนี้ จะมีคุณสมบัติในความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง อย่างที่หมอเคยบอก ไม่ใช่ชอบแต่คนประจบสอพลอ คนเก่งคนดีที่ไม่ประจบตัวเองก็ไปรังแกเขา ไม่ชอบเขา
ผู้นำที่มีคุณสมบัติข้อนี้ ใจจะไม่เอนเอียงเพราะชอบหรือเพราะชัง ไม่ดีใจหรือเสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนหนักแน่นมีสติ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผลถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่แหละผู้นำที่มี “อุเบกขา” บางคนไปแปล “อุเบกขา” ว่าอยู่เฉยๆ วางใจเป็นกลาง คือ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด อันนี้เข้าใจผิดกันนะครับ ถ้าพิจารณาแล้วฝ่ายไหนถูกต้องช่วยฝ่ายนั้น ฝ่ายไหนทำผิดอย่าไปส่งเสริม อย่างนี้ครับเรียกอุเบกขา ไม่ใช่วางเฉยไปทุกเรื่อง อันนี้ไม่น่าจะใช่นะครับ (ฮ่าๆ)
ความเที่ยงธรรมที่ผู้นำมีจะเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อลูกน้องเชื่อมั่นในความเที่ยงธรรม ความยุติธรรมของผู้นำ ใจทั้งใจที่มีให้ก็จะเชื่อมั่นในตัวผู้นำ และพร้อมที่จะช่วยในทุกๆ เรื่อง เพราะเชื่อว่าผู้นำจะนำพาไปในทางที่ถูกที่ควร เมื่อได้ใจลูกน้องงานก็จะสำเร็จตามสูตรที่ว่าคนสำเร็จ งานสำเร็จนั่นเอง
ผู้นำที่มีอุเบกขาจะเป็นคนหนักแน่น มีความเป็นผู้ใหญ่สูง เวลาจะพูดจาสั่งงานอะไรกับลูกน้อง ก็มีความมั่นใจมีเหตุผลในการสั่งงาน และคอยสนับสนุนเราอยู่ตลอด ไม่ใช่สั่งงานก็มั่วๆ แล้วยังอยากได้งานดีๆ 555
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/549473

โดย วรธาร ทัดแก้ว
โบราณว่าถ้าอยากรู้เจ้าอาวาสเป็นพระที่ใช้ได้ไหม (เป็นสมภารดีทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์) ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูวัดนั่นแหละก็พอจะอนุมานได้ว่าเจ้าอาวาสเป็นคนแบบไหน
ถ้าวัดทรุดโทรม สกปรก ไม่สะอาด การบริหารจัดการวัดไม่เป็นระบบระเบียบ พระเณรขาดการสำรวมในศีลาจารวัตร ประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อย เกิดปัญหาเป็นที่เสื่อมศรัทธาของชาวบ้านเป็นระยะ อย่างนี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นไม่ได้ใส่ใจในการพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรื่อง ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่ชาวบ้านออกปาก คือ ไม่เอาถ่าน
ในทางตรงกันข้าม ถ้าวัดสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าลานวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ เสนาสนะต่างๆ ได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอ ญาติโยมเข้าไปแล้วรู้สึกดีและอยากจะมาอีก ขณะงานด้านต่างๆ ที่วัดดำเนินการ เช่น การศึกษาของพระเณร ของเด็กเยาวชน (บางวัดมีโรงเรียนวัด) การสาธารณสงเคราะห์ งานเผยแผ่ งานสาธารณูปการ งานปกครอง ได้วางแผนไว้อย่างดีและขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะพระเณรในวัดมีความสามัคคีพร้อมเพรียงในการทำกิจกรรมของวัด มีความสำรวมระวังในศีลและเสขิยวัตร ประพฤติปฏิบัติตนน่าเลื่อมใส มีปฏิสันถารที่ดีกับญาติโยม ชาวบ้านเข้าไปเห็นแล้วเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงเลื่อมใสศรัทธา อย่างนี้ก็เชื่อได้ว่าเจ้าอาวาสรูปนั้นเป็นงาน
หลังจากศูนย์เปิดให้บริการแล้ว แต่ละวันก็จะมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้าง รอพ่อแม่มารับ บางครั้งเด็กๆ ก็ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่ดูแลศูนย์ทำให้เด็กๆ มีความคุ้นเคยกับพระอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
“อาตมาต้องการขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ เน้นการพัฒนาวัดให้มีความสะอาด ร่มรื่น โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ามา ด้านการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และการพัฒนาทางด้านปัญญา ทั้งสามด้านเราได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
อีกอย่างอาตมาให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน อยากให้ญาติโยมมาชมด้วยตัวเองที่โบสถ์วัดสุทธิฯ ผลงานของศิลปินชื่อดังทั้งนั้นที่มาวาดให้ นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปชมภาพศิลปะที่ศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมของวัดได้ด้วย” เจ้าอาวาสนักพัฒนา กล่าวทิ้งท้าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/548710

โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do ภาพ รอยเตอร์ส
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า หมอไม่ใช่คนที่รู้ธรรมะโดยลึกซึ้ง หรือจบเปรียญ 9 มาแต่อย่างใดจะเคยบวชบ้างก็ 5 วัน 7 วัน ยังไม่ทันได้รู้อะไรลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่พยายามที่จะเชื่อมโยงความเป็นธรรมชาติให้เอามาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ให้เป็นกำลังใจ หรือกระตุ้นความคิด แก่ท่านผู้อ่านบ้างก็ยังดี เพราะระยะเวลาที่ทำงานมากว่า 20 ปี และใช้ชีวิตมามากกว่า 40 ปี ทำให้หมอเห็นอะไรมาบ้างพอสมควร ก็อยากจะมาเล่าให้ฟังในทัศนะของหมอก็เท่านั้นเองครับ
วันนี้อยากจะเล่าให้ฟังถึง ธรรมะของผู้นำบ้างสาเหตุที่อยากพูดถึงธรรมะของผู้นำ ก็เพราะว่าถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ผู้นำมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว หรือชมรม สมาคม องค์กร ภาครัฐหรือเอกชนใดๆ ก็ตาม จะมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข มีความก้าวหน้า มีความสุขในการทำงานหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารของผู้นำในองค์กรนั้นๆ นั่นเอง
ลองคิดดูซิครับ ถ้าหัวหน้าครอบครัวมัวแต่กินเหล้า เมายา ไม่สนใจทำมาหากิน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร? หรือหัวหน้าองค์กรใดๆ ก็ตาม วันๆฟังแต่พวกประจบสอพลอ ไม่สนใจพัฒนากิจการไม่สนใจลูกน้องที่มุ่งทำแต่งานจนไม่มีเวลามาประจบตัวเอง เป็นคนหูเบา เชื่อคนง่ายปราศจากสติปัญญาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ลุ่มหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ องค์กรนั้นก็ทำนายได้เลยว่ามีแต่ทรงกับทรุด จะหาความเจริญอันใดไม่ได้เลย ซึ่งในสมัยอดีตกาลก็จะพบเห็นผู้นำที่เป็นแบบที่ว่านี้และคงเห็นตอนจบของชีวิตว่าเป็นอย่างไร
เนื่องจากผู้นำมีอิทธิพลต่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรนั้นๆ นั่นเอง ทำให้ธรรมะสำหรับผู้นำเป็นที่สิ่งผู้นำควรมีและนำมาปฏิบัติ “พรหมวิหาร 4” หรือธรรมะสำหรับผู้นำที่ว่า ประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
พรหมวิหาร 4 คือหลักธรรมประจำใจ เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐเหมือนพรหม เป็นแนวปฏิบัติที่ควรมีของผู้ปกครององค์กร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า เมตตา กันก่อนนะครับ “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” หากจะกล่าวว่าเป็นวลียอดฮิตติดปากที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วก็คงไม่ผิด แต่จะมีสักกี่คนที่นำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง
แล้วคำว่า เมตตา หมายถึง อะไร?
เมตตา หมายถึง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข ไม่เบียดเบียนรังแก หรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นมิตรกับคนรอบข้าง และปรารถนาดีที่จะเห็นผู้อื่นมีความสุข ถ้าผู้นำมีเมตตา เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา มีความปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่ยกยอแต่พรรคพวกของตัวเองโดยปราศจากความเที่ยงธรรมและเมตตา องค์กรนั้นๆ ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
ทว่า หากองค์กรใด หรือผู้นำใดๆ ไม่มีความเมตตาเป็นเครื่องชี้นำทางในการบริหารงานแล้วละก็ ลองคิดดูเอาเองแล้วกันครับ ว่าองค์กรนั้นๆ จะอยู่ได้หรือไม่
ผู้นำที่ขาดความเมตตาก็เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายในร่างกายของคนเรานั่นแหละครับ มันจะไม่ทำให้ร่างกายหรือองคาพยพตายไปในทันทีทันใดหรอกครับ มันจะค่อยๆ กัดกินจนองค์กรหรือร่างกายนั้นไม่เหลืออะไรแล้ว กว่าจะรู้สึกตัว กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ระยะสุดท้าย นั่นแหละครับ แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว ตายสถานเดียว
อยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ อยากเป็นผู้นำที่คนรัก คนชอบ อยากเป็นผู้นำที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิตของตนเองและผู้อื่น อยากเป็นผู้นำที่มีแต่ความสุข ใครๆ ก็สรรเสริญ ต้องเป็นผู้นำที่มี “เมตตา” ครับ
หนึ่งในพรหมวิหาร 4 “ธรรมะของผู้นำ” ไม่ต้องเชื่อหมอนะครับ ไม่ต้องเชื่อครับ 555 อาทิตย์หน้ามาต่อพรหมวิหารธรรมะข้อต่อไปนะครับ วันนี้แค่นี้เพราะพื้นที่มีเท่านี้ครับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/548709

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com
วันนี้ชมพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์พระประธานหรือพิมพ์ใหญ่ เจ้าของพระคือคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ได้เช่าบูชามาจากคุณอุดม กวัสสราภรณ์ หรือเสี่ยดม อดีตเซียนพระใหญ่แห่งวงการพระเครื่องเมืองไทยถึงเลข 8 หลัก ต้องขอขอบคุณคุณชวการ อัศวะมหาศักดา ที่แบ่งปันมาให้ศึกษาครับ
ในการจัดทำเนียบชุดพระเครื่องครั้งแรก พ.ศ. 2495 นั้น ปรมาจารย์รุ่นใหญ่ตรียัมปวายหรือ พ.อ. (พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ ได้จัดเป็นไตรภาคี ประกอบด้วย สมเด็จวัดระฆัง พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก และพระรอด กรุวัดมหาวัน ลำพูน ภายหลังถึงได้เพิ่ม พระกำแพงซุ้มกอ กำแพงเพชร และพระผงสุพรรณ สุพรรณบุรี รวมเป็นพระชุดเบญจภาคีกระทั่งปัจจุบัน
นอกจากมวลสารหลักคือผงวิเศษที่ใช้ในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังแล้ว ยังปรากฏเม็ดแดงเล็กๆ ที่สันนิษฐานกันว่าคืออิฐหรือเศษพระเครื่องจากกรุทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร และจุดดำเล็กสันนิษฐานว่าคือก้อนถ่านของก้านธูป หรือแผ่นใบลานจารอักขระนำมาเผาตำละเอียด และกรวดเทาซึ่งสันนิษฐานเป็นชิ้นส่วนของเปลือกหอยที่ไม่ย่อยสลายจากการเผานั่นเอง
ด้วยมูลค่าของพระสมเด็จวัดระฆังสูงถึงหลักหลายสิบล้านบาทในองค์ที่สวยสมบูรณ์ย่อมมีผู้ปลอมแปลงมากมาย การศึกษาเรียนรู้และเช่าหาจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรง ข้อสำคัญของดีไม่มีถูก ของฟรีไม่มีในโลกครับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/dhamma/548614

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วัดธรรมมงคล
มีวัดตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าหลายวัดที่น่าไปไหว้พระและเยี่ยมชม หนึ่งในนั้นคือ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร หรือที่คนทั่วไปมักเรียกกันติดปากว่า “วัดหลวงพ่อวิริยังค์” อยู่สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ
การเดินทางแสนสะดวกสบายแค่นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงสถานีปุณณวิถี… ก็ถึงแล้ว
วัดนี้มีความโดดเด่นหลายอย่าง โดดเด่นขนาดว่าใครย่างกรายเข้าไปชมสิ่งสำคัญต่างๆ ในวัดสัมผัสแรกทางตาและใจเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกปีติ เกิดความเย็นที่แทรกลึกไปถึงข้างในจิตใจ บางคนถึงขนาดเกิดโลมหังสนาการ (ขนลุก)
เริ่มจากการเข้าไปภายในพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ พระเจดีย์ที่เชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย (สูง 94.78 เมตร 14 ชั้น) ที่ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายที่ในวัดธรรมมงคล อยากให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตาและใจของตัวเอง แล้วปีติและความศรัทธาจะเกิดกับทุกคนแน่นอน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/544349
เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว
ปิดเทอมยาวหน้าร้อนทุกปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองต่างมองหาค่ายหรือแคมป์ดีๆ ให้กับตัวเองและลูกหลาน อันเป็นการใช้เวลาว่างในช่วงดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ ขณะที่เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองด้านทักษะต่างๆ โดยจะมีความพิเศษด้านไหนนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบและการจัดกิจกรรมของแต่ละค่ายเป็นสำคัญ
ปัจจุบันมีค่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ทั้งจัดในประเทศและพาไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ค่ายภาษา ค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายคณิตศาสตร์ ค่ายอนุรักษ์ ค่ายอาสา ค่ายดนตรี ค่ายศิลปะ ค่ายคอมพิวเตอร์-ไอที เป็นต้น
เด็กสมัยนี้เก่งอย่างเดียวไม่พอ
คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่า การเข้าค่ายตอบโจทย์การศึกษาของเด็กในยุคปัจจุบัน ให้มุมมองว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก ทำให้การเลี้ยงลูกมีความท้าทายอย่างยิ่ง การเลี้ยงให้เก่งหรือเน้นการแข่งขันอย่างเดียวไม่ใช่ค่านิยมของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป และไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกต่อไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กๆ เป็นคนเก่ง คนดี รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคมได้ นี่คือนิยามที่เรียกว่าแอ็กทีฟ ซิติเซน (Active Citizen)
คิม กล่าวต่อว่า การเป็นคนเก่ง คนดีและรับผิดชอบตัวเองและสังคมได้นั้นเป็นสิ่งที่สังคมและชาติถวิลหา ในฐานะที่นานมีบุ๊คส์นอกจากทำหนังสือและจัดค่ายต่างๆ มานาน จึงเห็นว่าการเป็นแอ็กทีฟ ซิติเซนจำเป็นต้องพร้อมด้วย 7 ทักษะ ประกอบด้วย 1.การมีจิตสำนึกพลเมืองดี เกิดมาต้องตอบแทนสังคมและต้องเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง 2.การมีทักษะประกอบวิชาชีพ ควรมีแพสชั่นหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องเก่งพิเศษ 3.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักธรรมชาติและแผ่นดิน อยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างสุนทรีย์ 4.รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่คิดเก่งแต่ต้องทำเป็นและแก้ปัญหาเป็นด้วย 5.สร้างสรรค์ต่อยอด คิดนอกกรอบ 6.มีภาวะผู้นำ มุ่งมั่น รับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ มีอุดมการณ์ โดยจะมีอุดมการณ์ในเรื่องใดก็ได้ เช่น เรื่องสัตว์ ผู้หญิง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น 7.ต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พูดเก่งอย่างเดียว แต่ควรจะสามารถแสดงทัศนคติของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ได้ รู้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นทักษะที่จำเป็นของแอ็กทีฟ ซิติเซน

จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง รองผู้จัดการ โรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้กำลังอยู่ในช่วงของการจัดรอบแรก แต่รอบสองจะจัดวันที่ 2-30 เม.ย. ซึ่งมีหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมกระดาษหรรษา กิจกรรมการประดิษฐ์ วาดภาพ ระบายสี กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมคุกกิ้ง กิจกรรมเสริมทักษะเตรียมความพร้อมและเชาว์ปัญญา กิจกรรมสนุกกับภาษาอังกฤษ กิจกรรมสนุกกับภาษาจีน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจสามารถลงทะเบียนให้ลูกๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่ 02-408-1919 ทุกวัน หรือ www.satitbtu.ac.thขณะที่ค่ายระดับประถมศึกษาก็มีจัดหลายที่ หนึ่งในนั้นคือของบริษัท นานมีบุ๊คส์ ก็ถือว่าน่าสนใจ โดยปีนี้นานมีบุ๊คส์มีกำหนดจัดค่ายทั้งหมด 23 ครั้ง ในช่วงซัมเมอร์นี้ได้มีการแบ่งค่ายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในธีมที่เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีทั้งหมด 5 ธีม ประเภทที่ 2 ค่ายโกจีเนียส มี 5 แบบเช่นกัน
คิม กล่าวว่า ค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นค่ายภาษาอังกฤษ โดยเจ้าของภาษา คอนเซ็ปต์ค่ายเป็นการถอดกิจกรรมจากหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ละเล่มออกมาเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ให้ความสำคัญกับทักษะทางสังคมและมิตรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างภาวะผู้นำ ตลอดจนการทำงานเป็นทีม โดยค่ายที่ 1 คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ทุกคนที่เข้าค่ายจะได้รับตุ๊กตานกฮูก ซึ่งในแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะมีสัตว์ประจำกาย หนึ่งอย่าง และสัตว์ประจำกายของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คือนกฮูก สีขาวที่ใช้ในการส่งสาส์น และไม้กายสิทธิ์ 1 อัน กิจกรรมมีหลายอย่างเหมือนในแฮร์รี่ พอตเตอร์ มีการแบ่งเป็น 4 บ้าน เด็กที่เข้ามาต้องใส่หมวกคัดสรร โดยหมวกจะบอกว่าใครอยู่บ้านหลังไหน ซึ่งทั้งสี่บ้านจะมีการแข่งขันระหว่างปี นักเรียนคนไหน บ้านหลังไหนทำได้ดี เช่น เก็บกวาดบ้านสะอาดมากก็จะได้ 1 แต้ม หรือใครชอบแกล้งเพื่อนก็โดนหัก 1 แต้ม การค้นหาศิลาอาถรรพ์ต้องผ่านด่านหลายภารกิจ เป็นต้น
ขณะค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ซึ่งห้องแห่งความลับนี้เด็กๆ ต้องผ่านภารกิจลับต่างๆ ไปให้ได้ ค่ายนี้จะสอนให้เด็กๆ ได้รู้คุณค่าของเงินโดยจะมีการแจกเงินปลอมให้เด็กไปจ่ายตลาด ซื้อสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งตลาดในโลกเวทมนตร์ไม่เหมือนตลาดทั่วไป ตลาดที่ดังในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ชื่อตรอกไดแอกอน เด็กๆ ก็จะไปซื้อสัตว์เลี้ยงที่ตรอกนี้ ได้ฝึกเรียนรู้เรื่องการประมูล เช่น การประมูลไม้กายสิทธิ์ของตัวเอง ได้ฝึกคิดเลข ได้เล่นกีฬาควิดดิชแต่ด้วยการขี่ไม้กวาด เป็นต้น ทั้งสองค่ายนี้เคยจัดมาแล้ว น้องๆ อายุ 8-12 ปีที่สนใจยังสามารถสมัครได้อยู่
“นอกจากนี้ ปีนี้เรายังได้เปิดตัวค่ายที่ 3 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้นก็จะอยู่ในเนื้อหาหนังสือในเล่มที่ 3 เช่น การผจญภัยไปกับแผนที่ตัวกวน ย้อนเวลาตามหาและพิชิตภารกิจที่แสนท้าทาย ตามหาสัตว์ลึกลับในห้องแห่งความลับ การปรุงยาในศาสตร์ชั้นสูง และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกมาก”
ค่ายแรก แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 มี.ค. และวันที่ 21-23 เม.ย. 2561 ค่ายที่ 2 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ จัดในวันที่ 6-8 เม.ย. และวันที่ 24-26 เม.ย. ส่วนค่ายที่ 3 จัดวันที่ 27-29 เม.ย. 2561 ทั้งหมดจะจัดที่ โกจีเนียส เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
นอกจากค่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้วยังมีค่าย โกจีเนียส ซึ่งเป็นค่ายวิทยาศาสตร์ ตอนสุดยอดภารกิจเอาชีวิตรอดแดนมหัศจรรย์ รุ่นหนึ่งจะเริ่มวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย. 2561 ซึ่งมีภารกิจหลายอย่างให้เด็กได้สนุกเพลิดเพลิน เช่น การประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ การเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ต่างๆ การทำเมนูอาหาร การเรียนรู้ขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณ การสร้างหอคอยทรงพลัง เป็นต้น

ขณะที่อีกค่ายโกจีเนียส หนึ่งที่น่าสนใจคือ Fining Me Project เป็นค่ายที่ให้เด็กๆ ได้ฝึกเคารพกฎระเบียบของสังคม ฝึกความอดทนและความพยายาม ฝึกให้กล้าแสดงออก ฝึกทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่น ฝึกให้เสนอความคิดเห็น ฝึกให้เป็นผู้นำ ได้รู้จักการเปิดใจ เปิดเผยความรู้สึก การฝึกให้รู้จักการตั้งเป้าหมาย การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น ค่ายนี้จะเหมาะกับเด็กอายุ 11-12 ปี โดยจัดขึ้นในวันที่ 9-11 เม.ย. 2561 สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือสมัครเข้าค่ายได้ที่ 02-2662-3000 ต่อ 5226, 4425
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/544319

“ไขความลับ-เปิดข้อเท็จจริงเรื่องใหลตาย” พร้อมเผยวิธีป้องกันจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
———————————
โดย..พัชรวรรณ มงคล
กรณี ดาดิเด้ อัสตอรี กัปตันทีมม่วงมหากาฬ ฟิออเรนตินา สโมสรฟุตบอลแห่งศึกกัลโช เซเรีย อา ประเทศอิตาลี เสียชีวิตอย่างกะทันขณะนอนหลับอยู่ภายในโรงเเรม โดยแพทย์ระบุว่า หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิต กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ
ในประเทศไทยมักเรียกการเสียชีวิตในขณะนอนหลับว่า “โรคใหลตาย” ซึ่งเกิดจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจขั้นรุนแรง มีผลทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ โดยการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ประมาณ 0.5-1 คน ใน 1,000 คน แต่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์ระหว่างเชื้อชาติเป็นอย่างมาก โดยพบได้มากในประชากรที่มีเชื้อสายเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ไขความลับ! ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย” จากการถอดรหัสพันธุกรรมในคนไทยว่า 750 คน ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ และการจี้หัวใจด้วยเครื่องวิทยุ
ผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าอนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ สาขาวิชาหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตาย หรือ sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUND) ใช้เรียกการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในขณะหลับ มีอาการคล้ายหายใจไม่สะดวกอาจเกิดเสียงร้องคล้ายละเมอก่อนเสียชีวิต โรคนี้พบได้ทั่วโลก แต่มักพบในมากในเอเชียตะวันตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศไทยมักพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากโรคนี้ไวต่อความร้อน มักพบในผู้ชายเฉลี่ยอายุประมาณ 30-50 ปี
ในอดีตประชาชนเกิดความเชื่อว่าผีแม่ม่ายมาพาชายหนุ่มไปอยู่ด้วย วิธีการแก้คือใส่ผ้าถุง ทาปากแดง นำป้ายมาแขวนหน้าบ้านพร้อมเขียนข้อความว่า บ้านหลังนี้ไม่มีผู้ชาย เป็นต้น
ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี อาจารย์พิเศษฝ่ายวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคใหลตายเกิดขึ้นกับคนไทย ในอายุ 30-50 ปี อัตราการใหลตาย 40 ต่อแสนคน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เนื่องจากหัวใจที่เต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง จึงเป็นเหตุทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะสมอง สาเหตุหลักมาจากการมีผังผืดบริเวณผิวของหัวใจด้านนอกช่องล่างด้านขวา ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นระริก ซึ่งหากดูจากกราฟหัวใจจะมีลักษณะคล้ายขาตั๊กแตน หรือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิด Brugada ซึ่งโรคเหล่านี้ไวต่อความร้อน เมื่ออุณหภูมิ 40 องศาเมื่อไหร่ อุบัติการณ์การจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
คนที่มีความเสี่ยงโรคใหลตายนั้น คือผู้รอดชีวิตจากการใหลตาย ผู้ที่มีญาติสายตรงมีอาการใหลตาย หรือผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ Brugada ซึ่งการรักษานั้นที่ผ่านมาจะใช้วิธีการฝังเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AICD) ซึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท แต่ปัจจุบันอยู่ในได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประกันสุขภาพ เนื่องจากประสิทธิผลชัดเจนว่าลดอัตราการตายให้เหลือ 0% ขณะที่การรักษาด้วยยายังพบการตายอยู่ประมาณ 14%
อย่างไรก็ตาม เครื่องจะสามารถช็อกได้สูงสุดประมาณ 200 ครั้ง ก็จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ หากผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยก็ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
ดังนั้นจึงมีการพัฒนาการรักษาที่ต้นเหตุคือ การจี้ผังพืดหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ ได้ทำมาประมาณกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมารักษาผู้ป่วยในเมืองไทยมากกว่า 70 ราย ซึ่งผลลัพธ์พบว่า อาการคลื่นไฟฟ้าผิดปกตินั้นหายไป ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และจากการติดตามต่อเนื่องมา 4-5 ปี ก็ไม่พบการเกิดอาการคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยบางรายก็สามารถถอดเครื่อง AICD ออกได้ แต่เพื่อความมั่นใจจึงต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการจี้ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 -3 ปีก็จะได้ข้อสรุป ซึ่งหากมีประสิทธิผลที่ดีก็จะผลักดันให้เป็นสิทธิการรักษาแทนการฝังเครื่อง AICD เพราะมีราคาถูกกว่า
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ คนใหลตายมักมีประวัติในครอบครัวรุ่นก่อนที่เป็นเช่นเดียวกัน จึงคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย จึงต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ จะเก็บข้อมูลพันธุกรรมและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของคนที่เป็นโรคใหลตายจำนวน 250 คน เปรียบเทียบกับการถอดรหัสพันธุกรรมของคนปกติอีก 500 คน หรือในอัตรา 1 ต่อ 2 ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อดูความแตกต่างกัน
ขณะนี้เก็บข้อมูลคนไข้ใหลตายได้แล้วกว่า 200 คน คนปกติอีกประมาณ 300 กว่าคน กำลังอยู่ในช่วงถอดรหัสและเก็บข้อมูลให้ครบจำนวน 250 และ 500 คน คาดว่าใน 2-3 ปี จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากการถอดรหัสพันธุกรรมมีค่าใช่จ่ายที่สูง ครั้งละประมาณ 1-2 หมื่นบาทต่อคน หากทำได้ 1,000 คน ก็จะช่วยให้ประเทศมีฐานข้อมูลเรื่องพันธุกรรมที่ใช้ในการเปรียบเทียบโรคต่างๆ ได้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/544258

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ไม่ได้มีนัดตรวจสุขภาพกับคุณหมอ แต่วันนี้มีนัดสัมภาษณ์คุณหมอว่าด้วยเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผศ.ดร.ประวีร์ สิริเธียรทรรศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ชะลอวัย รองผู้อำนวยการศูนย์รอยัลไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เรื่องราวของคุณหมอและสิ่งที่คุณหมอทำ ให้แรงบันดาลใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่เห็นประโยชน์ในความสุข ความมุ่งมั่น และสุขภาพที่แข็งแรง
เรื่องนี้เริ่มต้นจากความกลัวของตัวดอกเตอร์หนุ่มเอง เขามีความสนใจด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์การกีฬา ก็เนื่องจากโดยส่วนตัวเป็นผู้กลัวความชรา มองเห็นว่าความแก่คือความเสื่อมที่มาพร้อมกับโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลัวที่สุดคือมะเร็ง ซึ่งก็คือความเสื่อมของร่างกายชนิดหนึ่ง
“โรคทุกอย่างที่เรากลัวมาจากความเสื่อม โรคทุกโรคที่เรากลัวมาเมื่อเราสูงอายุ”
ผู้คนโดยมากเมื่ออายุเข้าวัย 40-50 ปีก็เริ่มเป็นโรคกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้ร่างกายเสื่อมช้า ดร.ประวีร์เมื่อแรกพุ่งเป้าไปที่ศาสตร์เรื่องผิวหนัง แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าการชะลอความเสื่อมของผิวหนัง เป็นเพียงการชะลอความเสื่อมแต่เพียงภายนอก และค้นพบในเวลาต่อมาว่า การออกกำลังกายคืออายุวัฒนะที่ดีที่สุด จากการศึกษาเป็นแพทย์ผิวหนัง ดร.ประวีร์เลือกเปลี่ยนไปเรียนด้านเวชศาสตร์การกีฬาแทน
ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ดร.ประวีร์ปลีกเวลาจากงานหลักเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ว่ายน้ำ ตีเทนนิส และคาราเต้(สายดำ) เขายังชอบเล่นกีฬาท้าทายเกือบทุกชนิดด้วย ล่าสุดคือสโนว์บอร์ด ที่ทุกปีต้องหาเวลาบินไปไถกระดานหิมะกับเพื่อนรู้ใจที่เกาะญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังชอบดำน้ำ ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ ดูผู้คนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทำความเข้าใจโลก ทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลก
ย้อนกลับมาที่คำถามว่า ทำไมการออกกำลังกายถึงกลายเป็นยาอายุวัฒนะได้ เรื่องนี้อธิบายว่า การออกกำลังกายจะทำให้การลดลงของระดับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า อันนาบอลิค ฮอร์โมน (Anabolic hormone) ลดลงในระดับที่ช้า นั่นหมายความว่า เมื่อร่างกายสูงวัยขึ้น ฮอร์โมนลดการทำงานลงตามธรรมชาติ แต่การออกกำลังกายจะทำให้อันนาบอลิค ฮอร์โมน ลดลงช้ากว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง
“ช่วยมาก ช่วยน้อย แต่การออกกำลัง ช่วยได้แน่นอน ถ้าคุณไม่อยากแก่ ถ้าคุณอยากต้านวัยต้านความชราให้ได้ผล แข็งแรง ไร้โรค”
นั่นเป็นเหตุผลสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ การออกกำลังกายดีสำหรับทุกคน ดีที่สุดถ้าคิดจะต้านวัยชะลอโรค เป็นหนุ่มเป็นสาวยืนยาว