‘เมล็ดพันธุ์ความดี’ พื้นที่เพื่อนักจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/540592

'เมล็ดพันธุ์ความดี' พื้นที่เพื่อนักจิตอาสา

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล

เรื่องราวของเหล่านักจิตอาสาและพื้นที่เล็กๆ สำหรับพวกเขา “เมล็ดพันธุ์ความดี” รายการวิทยุที่ได้รับรางวัลเชิดชูความดี “คนดีประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ร่วมกันระหว่างมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ซีพี ออลล์ เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ทำคุณงามความดี เสียสละเพื่อส่วนรวม ด้วยความกตัญญู ความกล้าหาญ และความมีสำนึกที่ดี เบื้องหลังรางวัลใหญ่คือ “ทีม” นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล ศิริญญา มงคลวัจน์ และ ชนาพร มหาชน

นฤปาณ ภัทรสิทธิสกุล หนึ่งในทีม “เมล็ดพันธุ์ความดี” คลื่นความคิด เอฟ.เอ็ม. 96.5 เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 13-14 ปีก่อน เมื่อสถานีต้นสังกัดต้องการสร้างพื้นที่สำหรับนักจิตอาสา บอกเล่าเรื่องราวในสิ่งที่เหล่านักจิตอาสาได้ทำเพื่อสังคม

ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดี นักจัดรายการวิทยุรุ่นพี่หลายต่อหลายรุ่นและหลายต่อหลายคนที่ได้ทำหน้าที่จัดรายการเมล็ดพันธุ์ความดีมาก่อน นฤปาณและทีมเพิ่งเข้ามารับหน้าที่เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น 7 ปีที่มีคุณค่า มีความหมาย

 สำหรับรูปแบบรายการ เป็นรายการวิทยุประเภทสนทนา แขกรับเชิญคือเหล่าบรรดานักจิตอาสาจากทั่วประเทศ นฤปาณมองว่ารายการของเธอคือการสร้างพื้นที่เล็กๆ สำหรับคนทำความดีเพื่อสังคม ที่จะได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือความต้องการในการแก้ปัญหาต่างๆ ขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจ เป็นพื้นที่เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ความรู้และการให้ในสังคม

 “รายการของเราเป็นพื้นที่เล็กๆ สื่อเล็กๆ สำหรับสื่อสารการทำงานของนักจิตอาสาคนตัวเล็กๆ เหมือนกระบอกไฟฉายกระบอกหนึ่งที่ส่องไฟไปให้คนได้เห็นการทำความดีของคนดีๆ แม้ว่าจะเล็กน้อย แต่ก็หวังว่ากระบอกไฟฉายกระบอกต่อๆ ไป จะได้ส่งทอดความดีและความงาม”

 ใช่! คนทำความดีไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่นฤปาณเชื่อว่าการทำความดีแล้วมีคนเห็น จะตอบโจทย์ของสังคมไทยในขณะนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยส่วนตัวชอบรายการนี้ เพราะการได้พูดคุยกับนักจิตอาสาทำให้ได้รู้ ได้แรงบันดาลใจ ได้เรียนรู้ว่าแรงบันดาลใจนั้นทรงพลัง

“จัดรายการวิทยุไปพลาง เยียวยาตัวเองไปพลาง สัมภาษณ์ไปแอบร้องไห้ไปก็หลายครั้ง ชื่นชมนักจิตอาสาทุกคนที่ได้สัมภาษณ์เมล็ดพันธุ์พิเศษผู้มีหัวใจที่ทำเพื่อคนอื่น กิจกรรมอาสาหลายกิจกรรมไม่ได้ทำโดยง่าย

 นักจิตอาสาเหล่านี้ เขาก็มีชีวิตเหมือนเรา ไม่มีเวลาเหมือนเรา แต่เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในเวลาที่เขามี เขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ทำได้ยาก”

รางวัลคนดีประเทศไทยที่ได้รับ นฤปาน บอกว่าถือเป็นกำลังใจที่สำคัญสำหรับทีมงานทุกคน ขอบคุณเมล็ดพันธุ์ความดีเหล่านักจิตอาสาทุกคนที่ได้แวะเวียนมารายการ

“ขอบคุณพวกเขาที่สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ขอบคุณพวกเขาที่ทำสิ่งดีงามให้แก่สังคมของเรา รวมทั้งต้องขอบคุณ อสมท สถานีวิทยุคลื่นความคิด เพราะไม่เช่นนั้น พวกเราทีมงานคงไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อเช่นนี้”

 สำหรับผู้สนใจรายการวิทยุคุณภาพ ขอเชิญรับฟังคนดีจิตอาสาและเรื่องราวดี ๆ ของพวกเขา ได้ที่คลื่นความคิด 96.5 เอฟเอ็ม ทุกเช้าวันเสาร์ เวลา 05.00-06.00 น. หรือฟังย้อนหลังได้ที่www.thinkingradio.net

ล่าสุด ทีมงานเมล็ดพันธุ์ความดียังร่วมกับรายการวิทยุในคลื่นความคิด ทั้งหมดร่วมกันจัดโครงการบริจาคหนังสือเพื่อน้อง ใครสนใจบริจาค โทร. 02-245-1250

ตบท้ายด้วยโอวาทจากท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานมอบรางวัล ความตอนหนึ่งว่า

 “นิยามคนดีในพระพุทธศาสนาเน้นที่ประโยชน์ การทำความดีเพื่อประโยชน์สุขไพศาลจึงควรแก่การยกย่องสรรเสริญและให้กำลังใจ การเป็นคนดีต้องการกำลังใจสนับสนุน ต้องรวมตัวกันส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจ ให้น้ำดีไล่น้ำเสีย และสังคมก็จะเต็มไปด้วยคนดี”

“พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป” อริยสงฆ์แห่งอรัญญวิเวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ก.พ. 2561 เวลา 21:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/540468

"พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป" อริยสงฆ์แห่งอรัญญวิเวก

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

ปีพ.ศ. 2470 ชาวบ้านปง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ยินข่าวว่ามีพระกรรมฐานรูปหนึ่งจาริกมาพำนักอยู่ที่วัดไทยใหญ่ ในเขตอำเภอแห่งนั้น ชาวบ้านปงซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาเป็นทุนอยู่เดิมแล้ว จึงมอบให้ตัวแทน 9 คนไปนิมนต์พระภิกษุรูปนั้นมาโปรดชาวบ้านปง

อาจารย์กรรมฐานรูปนั้นคือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ บุรพาจารย์ของเหล่าพระป่าในยุคกึ่งพุทธกาล

ในวันที่รับอาราธนานั้นเอง หลวงปู่มั่นก็เดินทางด้วยเท้า 6 กิโลเมตร กลับมากับผู้แทนชาวบ้านปงทั้ง 9 หลังพาท่านไปพักที่ป่าช้าได้ 3 วัน ก็พบที่สัปปายะเป็นเนินเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีซากฐานของพระวิหารอันเป็นเครื่องหมายบ่งว่า สถานที่แห่งนั้นเป็นวัดร้างมาก่อน จึงได้ปลูกที่พักให้ท่านได้พำนักอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น

นับแต่นั้นมาศิษยานุศิษย์ของพระอาจารย์มั่นจากทั่วสารทิศก็หลั่งไหลมาสู่บ้านปง

ในพรรษาแรกมี 5 รูป หมดพรรษานั้นพระอาจารย์มั่นได้ออกเที่ยวธุดงค์ต่อ แต่ก่อนจะออกเดินทาง ท่านได้เมตตาตั้งชื่อสถานที่แห่งนั้นให้ว่า “สำนักอรัญญวิเวก บ้านปง” ซึ่งต่อมาเรียกกันสั้นๆ ว่า“วัดบ้านปง”

พระอาจารย์มั่นยังสั่งไว้ด้วยว่า “ขอให้คณะศรัทธาญาติโยม จงพากันรักษาปฏิบัติดูแลสำนักแห่งนี้ไว้ให้ดี ต่อไปในอนาคตข้างหน้า จะมีเจ้าของเขามาสร้างพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง เป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมฐาน และเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองในอนาคตภายภาคหน้าแก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายสืบไป”

หลังพระอาจารย์มั่นจากไป ก็มีพระกรรมฐานธุดงค์หลายรูปผ่านมาพำนัก ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่ว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่สาม อกิญจโน หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ฯลฯ โดยเฉพาะหลวงปู่แหวนนั้นมาจำพรรษาอยู่ ณ ที่นี่ถึง 10 พรรษา แต่ก็ไม่มีรูปใดส่อแววว่า จะเป็นเจ้าของผู้มาสร้างพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองดังที่พระอาจารย์มั่นระบุไว้

กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ. ปีพ.ศ. 2509 พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งก็มาถึง จากวันนั้นถึงวันนี้ ชื่อและนามของท่านก็ปรากฏเป็นที่เรียกขานคู่กันรู้จักกันทั่วไปว่า “พระอาจารย์เปลี่ยนวัดอรัญญวิเวก” หรือ“พระอาจารย์เปลี่ยนวัดบ้านปง”

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พระหนุ่มในพ.ศ.โน้น เป็นหลวงปู่เปลี่ยนแล้วในวันนี้ แต่ผู้ที่ได้พบมักจะกล่าวตรงกันว่า โดยรูปลักษณ์ที่เห็นนั้น ท่านไม่น่าจะมีอายุถึง 77 ปี

พระอาจารย์เปลี่ยน เป็นคนบ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เกิดในสกุล วงษาจันทร์ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ปีพ.ศ. 2476 บิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ตาและยายซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเป็นกำนัน ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในเรื่องศาสนามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อาจเพราะพื้นเพวาสนา มาแต่เก่าก่อนนั้นประการหนึ่ง การได้คลุกคลีกับพระสงฆ์มาแต่วัยเยาว์นั้นก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ถึงจะเอ่ยปากขอบวชมาตั้งแต่อายุ 12 ปี จนกระทั่ง 20 ปี มารดาก็ไม่อนุญาต

กระทั่งบิดาเสียชีวิตในปีพ.ศ. 2497 และอีก 5 ปีถัดมาลุงก็เสียชีวิตตามไป เมื่อสบโอกาสว่าจะขอบวชแทนพระคุณท่านทั้งสอง ทั้งตาและแม่เลยอนุญาตให้บวช 7 วัน แต่ 7 วันนั้นก็เป็นแต่เพียงกำหนดที่ไม่เป็นจริง

พระอาจารย์เปลี่ยน อุปสมบทที่วัดพระธาตุมีชัย บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ปีพ.ศ. 2502 โดยมีพระครูอดุลยย์สังฆกิจเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพิธธรรมสุนทร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยปฏิญาณต่อพระปฏิมากรว่า “การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เป็นหน้าที่ของพระทุกรูปที่ได้มาบวชในศาสนา”

บวชครบ 7 วัน พอโยมแม่มาขอให้สึกก็ขอผลัดเป็นให้รอออกพรรษาไป 21 วัน คำปฏิญาณตอนบวชได้ย้อนมาเตือนใจอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้ลงมือทำทางจงกรมเพื่อเจริญภาวนา และเพียงเดินจงกรมไป 2 ชั่วโมงและนั่งภาวนาอีก 3 ชั่วโมงในวันแรกของการจงกรม

หลังนั่งลงโดยตั้งสัจจะว่า “ถ้ายุงตัวใดจะดูดกินเลือด ก็จะถือเป็นพระพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพื่อปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะต้องเป็นไข้มาลาเรียตายก็ยอม เพราะรุ่งขึ้นเช้าไปบิณฑบาตมาฉันแล้วก็เปลี่ยนเป็นเลือดได้”

ท่านว่า หลังปล่อยวางจิตเข้าสู่สมาธิแล้ว ก็หายไปหมดทั้งร่าง แล้วความสงบครั้งแรกในชีวิตก็บังเกิดขึ้นและดำเนินไปกระทั่ง 3 ชั่วโมงเศษ ถึงรู้สึกตัว

พระอาจารย์เปลี่ยนจำพรรษาแรกอยู่กับพระอาจารย์สุภาพ ธัมมปัญโญ และพระอาจารย์สุภาพนี่เองที่นำไปพบ หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ พระอรหันต์แห่งวัดบ้านดงเย็น หรือวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี

วันแรกที่ได้ไปกราบคารวะทำวัตรกับหลวงปู่พรหม หลวงปู่ได้เทศน์ให้ฟัง พอกลับมาภาวนาและเข้าที่ด้วยท่าสีหไสยาสน์ พอนึกไปถึงเทศนานั้นจิตก็ลงสู่ความสงบ ปรากฏว่า ตัวท่านไปนั่งอยู่หน้าหลวงปู่พรหมที่วัดบ้านดงเย็น แล้วหลวงปู่พรหมจึงเทศน์ให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 แล้วเร่งให้ปฏิบัติให้มาก

หลังจากนั้นหลวงปู่พรหมจะมาชี้แนะวิธีการภาวนาให้ในสมาธิอย่างน้อยเดือนละ 2 หน

พอออกพรรษาวันแรก โยมมารดาก็มาถามเรื่องสึกอีก หนนี้ท่านผลัดว่า ขอรับกฐินก่อน พอรับกฐินท่านออกธุดงค์ไปองค์เดียว จนพบหมู่คณะ พากันออกไปตามหาท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

ท่านอาจารย์จวนชี้แนะว่า “ต้องเปลี่ยนสมมติให้รู้ ข้ามสมมติให้ได้”

จากท่านอาจารย์จวน ตัดลงใต้ไปถึงภูเก็ตเพื่อไปศึกษากับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ระหว่างนั้นหลวงปู่พรหมก็ยังมาสอนในสมาธิอยู่เสมอๆ

ขณะนั้นการดำเนินจิตของท่านมาถึงจุดที่นั่งภาวนาแล้วจิตดิ่งลึกไปโดยไม่รู้ว่า จิตอยู่ที่ไหน ทุกอย่างดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น แต่เกิดปีติมากจนไม่อยากฉันอาหาร

หลวงปู่เทสก์แก้ปัญหาให้ว่า “อาการเช่นนี้เรียกว่า นิพพานพรหม จิตดับกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้อะไรจากภายนอก จิตลงไปสู่ส่วนลึกที่สุดเป็นอัปปนาฌาน เรียกว่า พรหมลูกฟัก เป็นพรหมชั้นสูง ถ้าไม่แก้ไขผู้นั้นจะคิดว่าตนได้พบพระนิพพาน จะไปไหนไม่รอด…”

ท่านว่า ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ขาวติดตามหลวงปู่มั่นไปยังภาคเหนือ หลวงปู่ขาวนั่งภาวนารวดเดียวตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปถึง 6 โมงเช้า ที่สำนักสงฆ์อรัญญวิเวก น้ำค้างจับร่างหลวงปู่ขาวจนเปียกชุ่ม พอหลวงขาวออกจากสมาธิไม่รู้ว่า จิตไปอยู่ที่ไหน เลยไปเรียนถามหลวงปู่ใน

หนนั้นหลวงปู่มั่นชี้แนะเพียงนิดเดียวว่า ให้ตั้งต้นใหม่ ติดตามดูจิตตั้งแต่เริ่มต้น เข้าสมาธิ ใช้สติปัญญาตามดูจิตให้ดีว่า วางอารมณ์อะไรจึงดับเสียงไปหมด ให้ดูว่าจิตไปอยู่ที่ไหน ต้องตามให้รู้

พระอาจารย์เปลี่ยนก็ใช้กลวิธีเดียวกันนั้นแก้หลุมพรางของจิตที่ประสบอยู่

ขึ้นมาจากภูเก็ต ท่านไปกราบคาราวะรับการชี้แนะจากหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว ฯลฯ และหลวงปู่ขาวก็ย้ำว่าให้แก้ด้วยวิธีการเช่นว่า

การเบนเข็มจากภาคอีสานมาสู่ภาคเหนือเกิดขึ้นหลังพรรษาที่ 4 เมื่อได้ยินข่าวว่า หลวงปู่ตื้อเทศน์เก่ง หลวงปู่แหวนไม่เทศน์ แต่เป็นนักปฏิบัติ การมุ่งขึ้นเหนือคราวนี้ ทำให้ได้พบและอยู่ศึกษากับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร แล้วไปอยู่กับหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวนดังใจหมาย

ท่านว่า หลวงปู่ตื้อนั้นมีความสามารถในการสอนธรรมะและไขปัญหาต่างๆ ให้ได้พบความกระจ่างแจ้งอย่างที่ร่ำลือ

ค่ำบีบนวดถวาย ระหว่างนั้นหลวงปู่ตื้อจะเทศน์ ทั้งสอนทั้งแก้ไขปัญหาที่สงสัย เที่ยงคืนออกมาปฏิบัติถึง 02.00 น. ถึงพักนอนแค่ 2 ชั่วโมง 04.00 น. ตื่นทำวัตร หลวงปู่ตื้อสอนทุกอย่าง รวมทั้งฝึกให้ท่าใช้อนาคตังสญาณคือ แรกๆ จะบอกล่วงหน้าว่า ใครจะมาหา ถึงเวลาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อท่านฝึกตามที่ได้รับการชี้แนะ พระอาจารย์เปลี่ยนก็ได้ญาณนั้นเช่นกันคือ รู้ก่อนล่วงหน้าว่า ใครจะมาหา มากี่คน ใส่เสื้อสีอะไร

ออกจากหลวงปู่ตื้อ ก็ไปพำนักกับหลวงปู่แหวน

ในพรรษาที่ 6 ท่านควบคุมจิตได้

กลวิธีที่ท่านใช้ คือ ทำความเพียรทั้ง 4 อิริยาบถ พอเมื่อยล้าเมื่อไหร่ก็หันไปอ่านหนังสือวิสุทธิมรรค

ท่านว่า “การดูเข้าไปในจิตเรื่อยๆ มันจะเริ่มวางเสียงลงได้ เสียงจะเบาลงๆ จนกระทั่งดับนิ่ง จึงรู้ว่าจิตเราวางเสียงดังนี้นี่เอง เมื่ออยู่นิ่งๆ นานเข้า ใช้สติปัญญาเข้าไปครองจิตให้นิ่ง มันก็จะสงบลงไปหมด ว่างไปเหมือนไม่มีตัว ไม่มีกาย ว่างอยู่เฉยๆ มันนิ่งสบาย จึงรู้ว่าจิตมาอยู่นี่เอง ร่างกายก็เหมือนไม่มี อยู่ว่างๆ สบาย คอยดูจิตอยู่ มันเหมือนไม่มีใครอยู่ด้วย เหมือนจำพรรษาอยู่คนเดียว การดูจิตของเราไปตลอดเวลา ทำให้หนังสือที่เคยท่องมา เช่น วิสุทธิมรรคที่อ่านอยู่ เกิดตัวรู้ขึ้นมาทันทีตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย เหมือนกับอ่านบาลีและรู้ทั้งหมดในทันทีนั้นเอง”

พระอาจารย์เปลี่ยนเจริญในธรรมมาตามลำดับ โดยได้รับการชี้แนะจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูป ไม่ว่า หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่สิม หลวงปู่พรหม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่สาม อกิญจโน อาจารย์บัวพา ปัญญาภาโส หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต ฯลฯ

หลายรูปที่สอนการภาวนาให้ทั้งมาโดยในนิมิตและการได้พบกันเป็นๆ ในจังหวะต่างๆ

หลวงปู่แหวนนั้นบอกว่า “เอามันให้ได้ มรรค ผล นิพพาน มันยังมีอยู่ ไม่ได้ไปไหน …”

ทุกวันนี้พระอาจารย์เปลี่ยนยังโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล นอกจากจะพัฒนาวัดป่าอรัญญวิเวกให้เจริญก้าวหน้าดังที่พระอาจารย์มั่นได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว ท่านยังเผยแผ่ธรรมะไปในที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกทางหนึ่งด้วย ท่านเทศนาได้หลายภาษา ภาษาเวียดนาม ภาษาอังกฤษ ฯลฯ

กับผู้อยู่ในโลกตะวันตกนั้น ท่านได้ไปสอนบรรดาโปรเฟสเซอร์ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกทั้งหลายให้รู้จักธรรมะของพุทธศาสนา ท่านว่า จับโจรต้องจับหัวหน้าโจร เมื่อผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นคนนำปัญญาได้รู้ได้เห็นธรรมะแล้ว ธรรมะก็จะเผยแผ่ได้ง่าย

ผมเคยเรียนถามท่านว่า ท่านเรียนภาษาเหล่านั้นมาจากไหน ถึงเขียนหรือเทศน์เป็นภาษานั้นๆ ได้ ท่านว่า จะไปยากอะไร ก็ภาวนาเอาสิ ภาวนาแล้วมันก็รู้ขึ้นมาเองล่ะ อยากรู้ภาษาอะไรก็ได้รู้

ท่านเคยเทศนาไว้ว่า ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น จะรู้ตนว่ามีศีล 5 ศีล 8 ครบบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าปฏิบัติได้มากกว่านั้น ก็รู้ตัวว่าได้มากกว่านั้น ไม่สงสัย ไม่ลูบคลำว่าศีลข้อนั้นมันดีหรือไม่ดี พระสกิทาคามีนั้น ละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงได้แต่ไม่หมด พระอนาคามีนั้นอยู่ในฌานเป็นพรหมจรรย์อยู่โดดเดี่ยว เหมือนคนไม่มีคู่เรียงเคียงหมอน จิตวิญญาณมีอยู่ขันธ์เดียว อยู่กับความสุข ไม่ยุ่งกับใคร ศีล 8 สมบูรณ์

สำหรับพระอรหันต์นั้น รู้แจ้งหมดแล้ว หายสงสัยในโลกหมดแล้ว รู้โลกแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่หลงโลก ใครจะทำให้หลงก็ไม่หลง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีความต้องการ ร่างกายก็รู้หมด รู้เฒ่า รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้ทุกข์ รู้ยาก พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอารูปขันธ์นี้แล้ว เรียกว่าตัดกิเลสขาด ขาดจากความยึดมั่น ถือมั่น วิราโค คลายความกำหนด สิ้นความยินดี ไม่ยินดีกับอะไรในโลกนี้ ความรัก ความชังขาดลอยหมดแล้ว ไม่แต่อุเบกขาญาณ วางเฉยอยู่แต่ยังสอนคนอยู่ จะเอาไม่เอาช่างมัน สอนด้วยความเมตตาเฉยๆ แต่ตัวท่านนั้นทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีงานจะทำแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือ การปฏิบัติธรรมอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีก ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาเกิดอีกไม่มี จิตของท่านไม่ต้องพูดถึง เป็นสมาธิทั้งวันทั้งคืน เป็นอยู่ทุกขณะ รู้อยู่ตลอด พุทโธเต็มอยู่บริบูรณ์อยู่ตลอด มีธัมโม สังโฆอยู่ในตัวตลอด…

ท่านว่า ผู้ที่รู้ธรรมย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง และวิญญูชน รู้ด้วยเฉพาะตัวเอง เหมือนว่า ร้อนเรารู้ หนาวเรารู้ เรารู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้ด้วย ทุกข์เรา ก็รู้อยู่คนเดียวของเรา คนอื่นจะมารู้ไม่ได้..

วิญญูชนรู้ได้ด้วยเฉพาะตนเอง ไม่ต้องไปวัดหรอก ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์มาวัดหรอก เขาจะวัดของเขาเอง ถ้าเขาหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ เขาก็จะรู้ของเขาเองว่าหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอะไรขัดข้องกับจิตใจ”

พระอาจารย์เปลี่ยนปฏิบัติมาถึงระดับใดท่านรู้ของท่านเอง แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ควรแก่การสักการะ เป็นพุทธบุตรที่ยังดำรงขันธ์ให้เราอยู่เห็นในพ.ศ.นี้

*************************************

หมายเหตุ : บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2553

ในวันที่ 15 ก.พ. 2561 พระอาจารย์เปลี่ยนได้ละสังขารแล้วอย่างสงบ สิริอายุ 84 ปี 2 เดือน 29 วัน พรรษา 59

ภาพจาเฟซบุ๊กเพจ ต้นโพธิ์ , ธรรมหลวงปู่ฝากไว้

พระครูอุดมโพธิวิเทศ ผู้ทำให้การบวชที่อินเดียเกิดความเรียบร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 15:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/539976

พระครูอุดมโพธิวิเทศ ผู้ทำให้การบวชที่อินเดียเกิดความเรียบร้อย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ ดินแดนพุทธภูมิ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และ ณ วัดไทยพุทธ คยา ประเทศอินเดีย ได้เริ่มมานานตั้งแต่สมัยที่ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่มี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

พิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ ดินแดนพุทธภูมิ นับเป็นกิจกรรมที่พระมหาเถระทั้งสองรูปทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เฉพาะในยุคของพระธรรมโพธิวงศ์ค่อนข้างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนได้จัดโครงการบวชที่อินเดียหลายโครงการ มีผู้บวชแต่ละปีประมาณ 800 คน บางปีมากขึ้น 1,000 คน

หากใครเคยสมัครบวชในโครงการบรรพชาและอุปสมบท ณ ประเทศอินเดียตามที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น โดยผ่านมาที่กองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เชื่อว่าผู้บวชจะต้องคุ้นหน้าคุ้นตา “พระครูอุดมโพธิวิเทศ” (ณรงค์ อุตฺตมวํโส) เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อย่างแน่นอน

กล่าวคือกิจกรรมและขั้นตอนการบวช จะต้องเห็น พระครูอุดมโพธิวิเทศเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เช่น ตั้งแต่กิจกรรมปลงผมนาค การซ้อมขานนาค พิธีแห่นาครอบพระมหาเจดีย์พุทธคยา ตลอดจนขั้นตอนการบรรพชา ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ท่านคือผู้ที่คอยกำกับให้พิธีการเป็นไปตามขั้นตอนและเกิดความเรียบร้อยจนกระทั่งพิธีบวชเสร็จเรียบร้อย

มิได้เพียงแค่นั้น ท่านยังได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะต่างๆ ที่มาบวชในเรื่องของที่พักอาศัยโรงอาหาร ไปจนถึงการเดินทางจาริกต่อไปยังสี่สังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเมืองต่างๆ ที่ต้องจัดพระธรรมวิทยากรเดินทางไปกับคณะคอยให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่ไปตลอดการเดินทาง รวมทั้งจัดพระพี่เลี้ยงคอยดูแลเอาใจใส่พระใหม่ในเรื่องของสมณสารูปจนกระทั่งลาสิกขา

นี่คือหน้าที่ของพระครูอุดมโพธิวิเทศ หากพูดอย่างชาวบ้านเกี่ยวกับโครงการบรรพชาอุปสมบทที่ประเทศอินเดียในความรับผิดชอบของกองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล “พระครูอุดมโพธิวิเทศ” ถือเป็นมือขวาของพระธรรมโพธิวงศ์ที่คอยขับเคลื่อนโครงการอุปสมบทในดินแดนพุทธภูมิในฐานะเป็นหัวหน้าฝ่าย กองงานกิจการพิเศษ งานพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา

“อาตมาได้รับมอบหมายจากพระธรรมโพธิวงศ์ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ให้รับผิดชอบงานในส่วนนี้มาตั้งแต่ปี 2554 ขณะนั้นอาตมาอยู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ขณะที่พระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ก่อนหน้านี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินารา แต่พอขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาในปี 2554 ก็ให้อาตมาช่วยงานตั้งแต่ปี 2554

ทุกครั้งที่งานบวชที่วัดไทยพุทธคยาอาตมาจะต้องเดินทางจากเมืองกุสินารามายังพุทธคยาจนงานบวชเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางกลับกุสินารา จากนั้นในปี 2556 จึงได้ย้ายมาประจำที่วัดไทยพุทธคยาช่วยงานพระเดชพระคุณมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่างานบวชกุลบุตรกุลธิดาเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก

อาตมารู้สึกยินดีมากที่ได้ทำหน้าที่นี้ พร้อมทั้งรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้สนองงานพระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ซึ่งท่านเป็นผู้ชักชวนอาตมา (ขณะนั้นอยู่วัดนาคปรก ภาษีเจริญ) ให้มาช่วยงานที่ประเทศอินเดีย และสนองงานพระพุทธศาสนา โดยจะขอทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง” พระครูอุดมโพธิวิเทศ กล่าวทิ้งท้าย

ถึงเวลาปฏิวัติสังคม และวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/539973

ถึงเวลาปฏิวัติสังคม และวัฒนธรรม

โดย…ขรัว76

ความรุนแรงในสังคมไทยที่มีให้เห็นในปัจจุบัน ท้าทายพลังความสามารถขององค์กรชาวพุทธและคณะรัฐบาล ว่าควรทำอย่างไรให้สังคมมีสันติ

ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อทีวีออนไลน์ทั้งหลาย มีแต่ข่าวที่แสดงความรุนแรงที่ทำร้ายกันถึงชีวิต

นอกจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะเห็นฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกทางทีวีและสื่อออนไลน์ หากลำดับเรื่องก็ ได้แก่ มนุษย์ฆ่ามนุษย์ มนุษย์เข้าป่าล่าสัตว์ป่า มนุษย์โกงเงินวัด-ขโมย-ปล้นทรัพย์สินของคนอื่น มนุษย์ที่ตกอยู่ในความประมาท ขับขี่ยวดยานพาหนะทับมนุษย์ด้วยกันตาย แล้วก็มนุษย์ค้ามนุษย์จนรวยเกินคนทำมาหากินปกติ บางเรื่องผิดศีลข้อกาเม แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ยังมีอะไรกับศิษย์หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

มนุษย์ที่ก่อกรรมทุกที่ที่ว่ามาข้างต้นนั้น ส่วนมากเป็นชาวพุทธนับถือพระพุทธศาสนา แต่ในชีวิตประจำวัน คงไม่ได้ใส่ใจต่อหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด อย่างเช่น ศีล 5 ข้อ ที่เป็นหลักศีลธรรม จรรยาของสังคมที่ดีนั้น ไม่น่าจะอยู่ในใจของมนุษย์ที่เที่ยวก่อกรรมทำเข็ญมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงรังแกสัตว์โลกอื่นๆ ถ้าเขายึด หรือเกรงใจหลักศีล หลักธรรม คงไม่ต้องเป็นข่าวหน้าหนึ่งดังที่เห็นทุกวันนี้

 ศีลทั้งซึ่งเป็นกฎกติกามารยาทสังคมที่เจริญแล้ว หรือสังคมอารยะนั้น ประกอบด้วย 5 ข้อ คือ

1.เว้นจากทำลายชีวิต

2.เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้

3.เว้นจากประพฤติผิดในกาม

4.เว้นจากพูดเท็จ

5.เว้นจากของเมาคือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

ปัญหาที่เกิดแก่สังคมไทยในปัจจุบัน จงใจทำลายกติกาของศีลทั้ง 5 ข้อ

อย่างเช่น ข้อที่ 1 ให้ละเว้นจากการทำลายชีวิต แต่คนที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทย ได้แก่ เรื่องที่บิ๊กบริษัทรับเหมาระดับชาติ มีทั้งเงินและบริวารมากมาย แต่วันดีคืนร้ายก็ถูกจับข้อหาบุกรุกเขตห้ามล่าสัตว์ มีชีวิตสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น เสือดำเป็นเหยื่อ ที่น่าเศร้าคือ ภาพบิ๊กผู้รับเหมาที่เห็นตามสื่อนั้น ใครเห็นก็นึกไม่ถึง เพราะอยู่ในสภาพที่เสียทั้งศีลและศักดิ์

ศีลข้อที่ 2 ให้เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ข่าวนี้ที่โด่งดังน่าจะเป็นข่าวของพวกที่เอาเงินทอนวัด เพราะคนที่กล้ากินของวัดนั้น ไม่ใช่คนธรรมดา ทำงานในองค์กร ที่ควรเคร่งในเรื่องศีล และเรื่องธรรม ควรเป็นตัวอย่างที่ดี หรือผู้นำของสังคม แต่กลายเป็นคนร้ายเสียเอง แล้วอย่างนี้สังคมจะพึ่งใครได้

3.ให้เว้นจากประพฤติผิดในกาม ข้อนี้รวมถึงพวกค้ามนุษย์ เช่น เสี่ยคนหนึ่งรวยมหาศาล แต่ต้องหนีคดีความ ครูทำรุ่มร่ามกับศิษย์จนเป็นเรื่องอื้อฉาว ใครทำผิดข้อนี้ตายทั้งเป็น

4.เว้นจากพูดเท็จ เรื่องนี้ไม่มีอะไรดังเท่าเรื่องหวย 30 ล้านบาท แต่ไม่รวมคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในประเทศหนึ่งยืมนาฬิกาหรูของเพื่อนมาสวมใส่ให้โก้ จนแสบตา

5.ให้เว้นจากของเมา ศีลข้อนี้ใครละเมิดมีผลที่คนเสพตาย คนขายรวย แถมยังสร้างปัญหาให้สังคมในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่กลายเป็นเทศกาลนับศพ มูลนิธิเมาไม่ขับ บอกว่าช่วงตรุษจีนปีก่อน ตายไป 114 คน บาดเจ็บ 8,375 คน

จึงถึงเวลาที่รัฐควรปฏิวัติสังคมและวัฒนธรรมบ้าๆ บอๆ ที่ท้ายศีล 5 ของชาวพุทธกันเสียที มิเช่นนั้นเราก็เจอแต่ข่าวร้ายทุกวัน

พระมหาขุนทอง เขมสิริ เพชรเม็ดงามของคณะสงฆ์ศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/538970

พระมหาขุนทอง เขมสิริ เพชรเม็ดงามของคณะสงฆ์ศรีสะเกษ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การที่วัดวาอารามใดได้พระดี เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร มีความรู้ทางธรรมและทางโลกเป็นที่ปรากฏ เป็นพระนักการศึกษา เป็นนักพัฒนา มีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำสูง และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาเป็นเจ้าอาวาส ถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นความโชคดีของชาวบ้านยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

วัดนั้นเป็นอันหวังความเจริญรุ่งเรือง ขณะที่ชาวบ้านก็จะได้ที่พึ่งทางใจที่ประเสริฐก่อเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายและใจ เข้าวัดยามใดก็สุขยามนั้น ซึ่งต่างจากการได้พระทุศีลมาเป็นเจ้าอาวาสที่มุ่งแต่ลาภสักการะ ไม่ใส่ใจการวัดการพระศาสนา ปกครองโดยถืออัตตาเป็นใหญ่ ไม่นำพาศรัทธาชาวบ้าน มิวายวัดนั้นเป็นอันหวังความเสื่อมทุกวันๆ ชาวบ้านขาดศรัทธาไม่อยากเข้าวัด ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับวัดร้าง

ทว่า การที่วัดทั้งหลายโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและชาวบ้านจะได้พระผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาเป็นเจ้าอาวาสวัดและเป็นที่พึ่งที่ดีของชาวบ้านนั้น ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้หายากเสียยิ่งกว่ายาก ดังนั้น ถ้าวัดไหนและชาวบ้านได้พระมีคุณสมบัติดังกล่าวมาเป็นสมภารจึงถือว่า โชคดีมาก

วัดสำโรงใหญ่ ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นวัดหนึ่งที่ต้องบอกว่าโชคดีและชาวบ้านก็โชคดีที่ได้ “พระมหาขุนทอง เขมสิริ” สังกัดวัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ และกรรมการบริหารวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ระบุข้างต้นทุกประการมาเป็นจ้าอาวาส และเพียง 1 ปีที่เป็นเจ้าอาวาส (ได้รับแต่งตั้งเจ้าอาวาสวันที่ 5 ม.ค. 2560) ก็สามารถพลิกฟื้นศรัทธาชาวบ้านกลับคืนมาอย่างดี นับวันมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสียงสาธุการจากชาวบ้าน

ผู้เขียนได้สอบถามชาวบ้านผู้ใกล้ชิดวัด (ไม่ประสงค์ออกนาม) ก็ได้รับคำตอบว่า ก่อนหน้าที่พระมหาขุนทองจะย้ายจากวัดมหาพุทธารามมาเป็นเจ้าอาวาส วัดสำโรงใหญ่นั้นขาดการเอาใจใส่ในการพัฒนาแทบจะทุกด้าน การปกครองในวัดก็ไม่ค่อยเรียบร้อย พระลูกวัดขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขณะความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนก็ค่อนข้างแปลกแยกทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยหันไปทำบุญที่อื่นแทน

ด้านสาธารณูปการก็ขาดการก่อสร้างของใหม่ที่จำเป็นซ้ำบางทีก็ไปสร้างสิ่งไม่จำเป็น ขณะที่ของเก่าก็ไม่บูรณะ เสนาสนะต่างๆ เช่น อุโบสถ กุฏิ ทรุดโทรมจนเห็นความผุพัง เฉพาะอุโบสถสกปรกเต็มไปด้วยมูลค้างคาวจนนั่งทำสังฆกรรมแทบไม่ได้ พอมองจากข้างนอกเข้าไปข้างในวัดก็เห็นความเศร้าหมองจนหลายคนไม่อยากย่างกรายเข้าไป บางสิ่งที่สร้างไม่มีการวางผังทำให้ดูเกะกะภูมิทัศน์วัด

ทว่า พอพระมหาขุนทองมาเป็นเจ้าอาวาสในชั่วเวลา 1 ปี ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ชาวบ้านญาติโยมที่ไม่ค่อยเข้าวัด ก็หันมาร่วมพัฒนาวัดไปพร้อมกัน เปลี่ยนวัดที่ซอมซ่อ หม่นหมอง เงียบเหงา อ้างว้างมาหลายปีให้มีสภาพที่เห็นแล้วมีความสดใส ร่มเย็น น่าเข้ามาทำบุญและกิจกรรมต่างๆ อย่างมีความสุข

“อาตมาพัฒนาวัดเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีการพูดคุยกับชาวบ้านและพระในวัดเป็นอันดับแรก ตั้งแต่เข้ามาก็เริ่มสำรวจปัญหาของวัดมีปัญหาอะไรด้านไหนบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข ก็เห็นมี 2 เรื่องสำคัญ คือ ชาวบ้านญาติโยมไม่ค่อยเข้าวัด เวลาทำบุญก็ไปที่อื่น อันนี้ตามที่ญาติโยมเล่าให้ฟัง อีกเรื่องคือความทรุดโทรมของเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ในวัดซึ่งชัดเจนมาก

ภารกิจแรกของอาตมาคือพลิกฟื้นวิกฤตศรัทธาชาวบ้านให้กลับคืนมาโดยเร็วควบคู่ไปกับการบูรณะซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ที่ทรุดโทรม อาตมาใช้ศาลาวัดและทุกวันพระเป็นเวทีพูดคุยกับญาติโยมชาวบ้านผ่านการเทศน์ การบรรยาย บ่อยครั้งจะเชิญชวนญาติโยม ผู้นำหมู่บ้าน กรรมการวัด ไวยาวัจกร ครูอาจารย์ ข้าราชการทั้งเกษียณอายุและไม่เกษียณที่เคยทำบุญกับวัดมาประชุมพูดคุย วิเคราะห์และแก้ปัญหาร่วมกัน

อาตมาจะพูดเสมอว่าวัดไม่ใช่ของเจ้าอาวาสหรือของใครคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคน เป็นสมบัติของชาติและของพระพุทธศาสนาที่เราชาวพุทธต้องช่วยกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทุกวันพระก็จัดให้มีทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ เปิดวัดให้ญาติโยมมาปฏิบัติธรรมรักษาศีล พอทำไปก็เห็นผลญาติโยมเข้าวัดเยอะขึ้นเรื่อยๆ สำคัญทางศาสนาและตอนที่วัดงานไม่ต้องพูดญาติโยมมาเยอะเรียกว่าล้นศาลาเลย”

ในภารกิจพลิกฟื้นวิกฤตศรัทธาชาวบ้านพระมหาขุนทองก็ได้กระทำควบคู่ไปกับการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ เช่น กุฏิเจ้าอาวาส ศาลาเมรุด้วยการปูกระเบื้องและล้อมรั้ว ศาลารายที่เมื่อก่อนเป็นที่นั่งเล่นพักผ่อนก็ทำเป็นหอบุรพาจารย์สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัดสำโรงใหญ่ โดยมีรูปของอดีตเจ้าอาวาสและเป็นที่เก็บศาสนวัตถุต่างๆ เช่น ตู้พระธรรมเก่าแก่ รวมถึงศาลาอเนกประสงค์ที่ตอนมาเป็นเจ้าอาวาสกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างก็ดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ

“ปัจจุบันกำลังบูรณะอุโบสถได้ประมาณ 40% หลังจากเสร็จแล้วจะปรับภูมิทัศน์วัดต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่างานบูรณะซ่อมแซมทุกอย่างที่กล่าวมาได้รับศรัทธาและการช่วยเหลือจากญาติโยมชาวบ้านดีมาก เช่น มีการนำผ้าป่าและกฐินมาทอดถวาย ในส่วนของพระในวัดซึ่งมีอยู่ 7-8 รูปอาตมาก็ใช้หลักการปกครองแบบไม่ปกครอง คือ มีอะไรก็พูดคุยกัน บอกกล่าวกันดีๆ มอบหมายงานให้ทำตามกำลังและความสามารถ แต่เน้นการทำงานเป็นทีม ด้านการศึกษาก็ส่งเสริมให้เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม”

เห็นได้ว่าในห้วง 1 ปีที่ของการเป็นเจ้าอาวาส แม้พระมหาขุนทองจะมีงานด้านการศึกษาที่ต้องผิดชอบมากมายที่วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แต่การทำหน้าที่สมภารวัดก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ ถือได้ว่าท่านคือเพชรเม็ดงามเพชรแท้ที่คนศรีสะเกษโดยเฉพาะชาวอุทุมพรพิสัยจะต้องส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง

คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ รับรางวัลคนดีประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 09:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/537675

คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ รับรางวัลคนดีประเทศไทย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลโครงการคนดีประเทศไทย ปีที่ 9 ประจำปี 2559-2560 เพื่อเชิดชูคนทำดีและสร้างขวัญกำลังใจให้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม โดยมี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคมและอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานมอบรางวัล

มีคนดีผู้มีจิตสาธารณะเสียสละต่อสังคมไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว 4 คน

คนแรกต้องเขาคนนี้อยู่แล้ว “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือตูน บอดี้สแลม นักร้องพันธุ์ร็อกชื่อดัง แบบอย่างคนดีที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักในความดีที่เขาทำกับโครงการก้าวคนละก้าว วิ่งจากใต้จรดเหนือเพื่อหาทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบแก่โรงพยาบาลต่างๆ ในงานนี้รางวัลคนดีกิตติมศักดิ์แห่งปีจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง

คนที่สอง “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” คนขับรถแท็กซี่วัย 38 ปี เจ้าของฉายาแท็กซี่อุ้มบุญ ทำหน้าที่รับผู้ป่วยผู้พิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดเงินมากว่า 20 ปี พูดได้เลยว่า ถ้าไม่มีจิตสาธารณะแท้จริงทำไม่ได้ นับเป็นบุคคลที่หาได้ยากในสังคมไทย

คนต่อมา “เจน พวงมาลี” อดีตข้าราชการครูเกษียณปี 2550 ความดีของเขาคือ หลังเกษียณอายุราชการได้ตระเวนสอนวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางสลับกัน 54 โรงเรียน เป็นเวลา 10 ปี จนถึงปัจจุบันโดยไม่รับค่าตอบแทน คนดีแบบนี้เชื่อเหลือเกินว่าต่อไปภายหน้าจะได้เห็นลูกหลานไทย (โดยเฉพาะคนที่ครูเจนเคยสอน) ทำอย่างครูเจนแน่ๆ

คนสุดท้ายเป็นเยาวชนคนดี ด.ช.วัฒนชัย เที่ยงธรรม อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เด็กน้อยหัวใจ สิงห์ที่ตัดสินใจกระโดดน้ำลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรถกระบะเสียหลักตกคูน้ำริมถนน

นี่คือบุคคลที่ทำความดีจากสาขาประชาชนและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังมีสาขาสื่อมวลชนประเภท “ข่าวส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมดีเด่น” จำนวน 16 รางวัล แบ่งเป็นสาขาโทรทัศน์ 9 รางวัล สาขาสื่อวิทยุ 3 รางวัล สื่อเว็บไซต์ 2 รางวัล และสื่อหนังสือพิมพ์ 2 รางวัล คือ คอลัมน์พระเครื่องของข่าวสด และคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พูดถึงคอนเซ็ปต์ของ “สว่าง ณ กลางใจ” คือ การนำเสนอแง่มุมที่ดีของพระสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคม ทั้งมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเผยแผ่ การบริหารและปกครอง การสาธารณสงเคราะห์ การศึกษา มานานเป็นเวลา 14 ปีแล้ว ตั้งแต่เปิดคอลัมน์มา ไม่มีการเปลี่ยนชื่อคอลัมน์ใหม่และไม่มีการหลุดผังไปไหน

แม้คาแรกเตอร์ของโพสต์ทูเดย์จะเป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ แต่เป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจที่พระสงฆ์ต่างให้การยอมรับซื้อมาอ่านโดยเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ที่มีคอลัมน์เกี่ยวกับธรรมะ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม พร้อมอนุโมทนาในกุศลเจตนาของ “สมาน สุดโต” ผู้เขียนและรับผิดชอบคอลัมน์มาเป็นเวลา 14 ปี และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่ถือว่าได้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญ

ทุกวันนี้ไปวัดไหนก็จะเห็นหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์และคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ โชว์หราอยู่ในกรอบอย่างดี ผมเองไปอินเดียเมื่อวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ก็เห็นมาแล้วแทบไม่อยากเชื่อว่าคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ จะฮอตขนาดนี้ โชว์เรียงรายอยู่ในกรอบติดอยู่ที่วัดไทยพุทธคยาและวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์มากมายเป็นอันดับหนึ่ง

สมาน สุดโต ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ ผู้เขียนและรับผิดชอบคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ มา 14 ปี ได้เล่าที่มาของคอลัมน์ให้ฟังว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 14 ปี หลังก่อตั้งโพสต์ทูเดย์ได้ 1 ปี ก็ได้เปิดคอลัมน์นี้ขึ้น โดยผู้บริหารโพสต์ทูเดย์ในขณะนั้นได้ให้มารับผิดชอบคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับศาสนาและศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะด้านศาสนา ซึ่งเขาเห็นว่าปัจจุบันข่าวสารด้านลบของพระสงฆ์บางรูปได้บั่นทอนขวัญกำลังใจพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีและตั้งใจทำงาน เพื่อพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่จำนวนมาก

“ดังนั้น ผมจึงต้องการนำเสนอข่าวสารและแง่มุมที่ดีงามของพระสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรดีและตั้งใจทำงานเพื่อพระศาสนาและสังคมให้มีกำลังใจทำหน้าที่ต่อไป สำหรับชื่อคอลัมน์ผู้ตั้งคือ คุณณ กาฬ เลาหะวิไลย รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจหนังสือพิมพ์กลุ่มโพสต์ สมัยนั้นเป็นบรรณาธิการข่าวโพสต์ทูเดย์”

ที่ปรึกษากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ ทิ้งท้ายว่า การทำหน้าสื่อมวลชนเขาใช้หลักพระพุทธเจ้าที่ว่า นิคคัณเห นิคคะหาระหัง ปัคคัณเห ปัคคะหาระหัง ตำหนิคนที่ควรตำหนิ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง

ธรรมะรับตรุษจีน จากเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/536505

ธรรมะรับตรุษจีน จากเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

โดย วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แม้เหลือเวลาประมาณ 3 สัปดาห์เศษๆ จะถึงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2561 แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปกราบพระเดชพระคุณ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เจ้าคุณเย็นเต็ก) เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย และเจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม ถนนสาธุประดิษฐ์ ซอย 19 เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เลยขอความเมตตาพระเดชพระคุณให้ธรรมะแก่คนไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนได้เกิดปีติเบิกบานในธรรมรับตรุษจีนที่จะมาถึง

 

ทันทีที่เข้าไปในบริเวณวัดสามารถสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบ ความเย็นสบายของสนามที่มีหญ้าอ่อนนุ่มเขียวขจีอยู่สองข้างทางเดินเข้าไปสู่ด้านในส่วนที่เป็นวิหาร โบสถ์และเสนาสนะสงฆ์ และพอเข้าไปในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยิ่งสงบ ประกอบกับ ได้เห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมผสมระหว่างไทย จีน และทิเบตของพระอุโบสถก็ยิ่งเกิดทัสสนานุตตริยะ

ที่สัมผัสได้อีกอย่างคือความสะอาดของโบสถ์ วิหาร และเสนาสนะ ซึ่งใครที่เคยไปกราบพระหรือทำบุญที่วัดโพธิ์แมนคุณารามก็จะเห็นว่าวัดนี้สงบ สะอาด สมเป็นวัดที่อยู่ของเจ้าคณะใหญ่ จีนนิกายถึงสองรูป หลวงพ่อเจ้าคุณเย็นเต็ก บอกว่า เพราะทุกคน (ภิกษุสามเณร) รู้หน้าที่และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี

การได้สนทนากับพระมหาเถระแห่งจีนนิกายรูปนี้ทำให้รู้ว่า ท่านเป็นพระมีศีลจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสมาก และเป็นพระเก่งในหลายๆ ด้าน ทั้งที่ในตอนสมัยเด็กพ่อแม่ไม่ได้ส่งเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไปก็ตาม แต่พอเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วฝึกฝนพัฒนาตัวเองจนมีความรู้และความสามารถเป็นที่ปรากฏ

 

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปี 2537 แก่ท่าน ตามด้วย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา ในปี 2551

ความสามารถที่ปรากฏชัดคือ ท่านสามารถพูดภาษาจีนได้หลากหลาย ทั้งจีนแต้จิ๋ว จีนกลาง จีนกวางตุ้ง จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน และความสามารถนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเทศนาสอนชาวพุทธทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของต่างประเทศท่านได้เดินทางไปมาหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส มาเลเซีย ไต้หวัน เป็นต้น

“ประมาณ 8-9 ปีหลังมานี้ไม่ได้เดินทางไปเทศน์ยังต่างประเทศเลย เนื่องจากป่วยและสุขภาพไม่ดี แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้น เดินทางไปบ่อยทุกปี ปีละ 6-8 ครั้ง ไปมาหลายประเทศ ประเทศหนึ่งๆ ก็ไปมาหลายครั้ง โดยญาติโยมที่โน่นเป็นผู้นิมนต์ไปเทศน์”

 

ขณะที่การเทศนาในแต่ละสถานที่ ไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศ พระมหาเถระรูปนี้จะดูว่าพื้นฐานความรู้และธรรมะของคนในที่นั้นๆ อยู่ในระดับไหน ซึ่งการพูดคุยกับเขาก็สามารถรู้แล้วว่า ควรเทศน์แบบไหน อย่างไร และด้วยหัวข้อธรรมะอะไร

ขณะหัวข้อธรรมะในการสอนคนที่เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายใช้ในการปูพื้นฐานให้คนฟังนั้นก็คือ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คิดดี ทำดี พูดดี นั่นเอง

“คิดดี ทำดี พูดดีต้องลงมือทำด้วยจึงจะได้ดีและประสบความสำเร็จในสิ่งดีๆ ที่ต้องการ ไม่ใช่ด้วยการขอพรอย่างเดียวเพราะไม่เกิดประโยชน์ เป็นการเสียแรงเปล่า แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไหว้พระแล้วต้องขอพร คนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่มาก ฉะนั้นถ้าอยากได้ ห้ามขอ แต่ให้ลงมือปฏิบัติและปฏิบัติในสิ่งที่ดีด้วย”

 

ในคนที่ชอบขอพร เจ้าคุณเย็นเต็ก บอกว่า บางครั้งบางทีการสอนคนก็ต้องดูบุคคลด้วย ดูว่าคนคนนั้นคุยได้หรือไม่ได้ ถ้าคุยได้ หมายถึงเขามีจิตใจอ่อนโยนและอัธยาศัยพอที่จะรับฟังก็คุย แต่ถ้าดูท่าทีแล้วคุยไม่ได้ก็ไม่คุย ขืนไปคุยกับเขาเดี๋ยวก็เป็นเรื่องได้

“ถ้ามีคนมาขอให้รวยทีเถอะ หลวงพ่อก็จะคุยกับเขาว่า รวยไม่ใช่มาขอแล้วได้นะ เราต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง และทำตามในสิ่งหรือวิธีที่ถูกต้องแล้วมันจะรวยเอง หรือคิดอยากจะมีอะไรดีๆ ต้องสร้าง ไม่ใช่มาขอแล้วรอ อย่างนี้ไม่มีสมหวัง มีแต่หมดหวัง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ขอ แต่สอนให้ทำ ต้องลงมือทำจึงจะได้

เบื้องต้นต้องสะสมบุญ คือสร้างเนื้อนาบุญไว้ก่อน เช่น สร้างวัด สร้างพระ ให้ทาน รักษาศีล ถ้ามีเนื้อนาบุญที่ไหนเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่เราต้องการก็จะงอกออกมาให้เราได้ชื่นใจ แต่ถ้าสร้างหลอกๆ เราจะไม่ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีแต่จะได้วัชพืชแทน” พระมหาเถระแห่งจีนนิกาย กล่าว

พร้อมกับให้ธรรมะในเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึงว่า “ขอให้ทุกคนมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น และใช้สติปัญญาสร้างในสิ่งที่ดีที่ควร อย่านำไปสร้างในสิ่งที่ทำให้เดือดร้อน แค่นี้ชีวิตก็มีคุณค่าและมีความสุขแล้ว”

นพ.ปราการ ถมยางกูร ‘บุญใหญ่ได้ดูแลพระเณรอาพาธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/536405

นพ.ปราการ ถมยางกูร 'บุญใหญ่ได้ดูแลพระเณรอาพาธ'

 โดย วรธาร ภาพ : ธรรมโฆษณ์

นายแพทย์ที่มีอัธยาศัยน่ารัก จิตใจดี บุคลิกอ่อนโยน และมนุษยสัมพันธ์งดงามมาก สำหรับ นพ.ปราการ ถมยางกูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

ไม่แปลกใจที่พระภิกษุสามเณรในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคมที่ผ่านมา เวลาป่วยก็มักจะเรียกใช้บริการตลอด

“อาตมาปวดหัว อาตมาเท้าบวม อาตมาเป็นไข้หวัด อาตมามึนศีรษะ นอนไม่หลับ มียานอนหลับไหม หรือพอมีเหตุฉุกเฉินก็มักจะถามหาคุณหมอปราการ อยู่ไหน เชิญมาทางนี้หน่อย มีพระท่านเดินไปสะดุดหิน” นี่คือเสียงจากพระเณรที่คุณหมอปราการมองว่าเป็นเสียงสวรรค์

มิวายเวลาเข้านอน พระท่านไม่สบายก็จะเดินมาเคาะห้องที่คุณหมอนอน ก็มีให้เห็น ซึ่งนั่นเป็นความปรารถนาของคุณหมอที่ได้ปวารณากับพระภิกษุสามเณรไว้แต่ต้นว่า ถ้าเกิดไม่สบายมาหาได้ทุกเวลา

 โครงการนี้มีผู้บวชสามเณร 4 คน ภิกษุ 95 ชีพราหมณ์ 21 รวม 120 คน ต้องเดินทางเป็นคณะไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทและบวชชีพราหมณ์ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 หลังจากนั้นคณะทั้งหมดประมาณ 140 รูป/คน จะต้องเดินทางจาริกธรรมแสวงบุญไปยังสถานที่สำคัญๆ ตั้งแต่วันที่ 2-9 ธ.ค. 2560

ประกอบด้วย สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เริ่มจาก 1.ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสถานที่ที่คณะได้ไปประกอบพิธีบรรพชา 2.ธัมเมกขสถูปที่สารนาถ เมืองพาราณสี สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ 3.สถูปปรินิพพาน ที่ลาลวโนทยาน เมืองกุสินารา และมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบรมศาสดา 4.ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล

นอกจากไปสังเวชนียสถานทั้งสี่แล้ว ยังได้เดินทางไปสถานที่สำคัญๆ และมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง เช่น เขาคิชฌกูฏ ไปกราบไหว้พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าที่อยู่บนยอดเขา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์

ไปวัดเวฬุวันมหาวิหาร (วัดป่าไผ่) วัดที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธ สร้างถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันในวันเพ็ญเดือน 3 (มาฆบูชา) โดยไม่ได้นัดหมาย พร้อมทั้งไปกราบพระพุทธรูปองค์ดำ และมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสังฆ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นาลันทา

 ไปพระราชวังกบิลพัสดุ์ วัดนิโครธาราม ในเขตประเทศเนปาล ไปวัดเชตะวันมหาวิหาร ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่สร้างด้วยทรัพย์ 54 โกฏิกหาปณะ ด้วยการเอาเงินไปซื้อจากเจ้าของที่ชื่อเจ้าเชตด้วยเงิน 18 โกฏิ แล้วสร้างวัดอีกด้วยเงิน 18 โกฏิ พร้อมทำการฉลองอีกด้วยเงิน 18 โกฏิ รวม 54 โกฏิ นอกจากไปวัดที่เศรษฐีสร้างแล้วก็ยังไปบ้านของเศรษฐีด้วย

ด้วยระยะทางและการเดินทางเฉพาะในอินเดียและเนปาล ในสถานที่ที่ไปรวมแล้วหลายพันกิโลเมตร ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวด้วยทำให้คณะทั้งพระทั้งฆราวาสป่วยทุกวัน โรคที่ฮอตเป็นกันมากคือ ไข้ตัวร้อน ไข้หวัด น้ำมูกไหล ไอ ความดัน บางคนมีปัญหาสุขภาพท้อง เช่น ท้องเสียบ้าง และบาดเจ็บจากการเดินทางเป็นบางรูป

คุณหมอปราการ เล่าว่า ส่วนตัวเคยมีประสบการณ์บวชมาแล้วในโครงการของวัดเทพศิรินทราวาส และมีการเดินทางจาริกแสวงธรรมที่อินเดียเหมือนกันซึ่งเป็นการเดินทางที่มีระยะทางไกลมาก จึงรู้ดีว่าทุกคนที่ไปต้องเจออะไรบ้างในเรื่องของสุขภาพ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังถูกไข้หวัดเล่นงาน

“ผมเตรียมไปหมดเลยยาพื้นฐานพวกนี้ รวมทั้งมียาฉีด เจลล้างมือ ยาอมแก้ไอ เจ็บคอ ยาหม่อง ยาดมก็เตรียมไป เพราะท่านที่บวชบางคนก็อายุ 60 กว่าก็เยอะ อีกอย่างก็เตรียมไปเผื่อฆราวาสด้วย ในส่วนของยาค่อนข้างพร้อมครับ”

นอกจากดูแลพระเณรและฆราวาสในคณะเวลาป่วยแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งของคุณหมอคือเป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกทุกอย่างแด่พระภิกษุสามเณรที่อยู่บนรถบัสคันที่ 3 พระเณรต้องการให้ช่วยเหลืออะไรขอแค่บอก คุณหมอและคู่หูอีกคน (มนัส ปิ่นประเสริฐ อาชีพทนายความที่เคยบวชวัดเทพศิรินทร์ด้วยกัน) พร้อมจัดให้สุดความสามารถได้ใจพระเณรสุดๆ

“การไปทำหน้าที่ครั้งนี้รู้สึกอิ่มใจและมีความสุขมากครับ ที่ได้ดูแลพระเณรเวลาป่วยและรับใช้เวลาที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ณ ขณะนั้นไม่คิดว่าเป็นหมอ คิดว่าเป็นลูกศิษย์วัดมากกว่า ทำให้หมดเท่าที่จะทำให้ได้ ตอนที่ผมบวชก็มีรุ่นพี่ที่เคยบวชเป็นทั้งระดับนายพล อธิบดี อัยการตำแหน่งหน้าที่การงานสูงทั้งนั้น มาคอยปรนนิบัติรับใช้แบบนี้แหละ ไม่มีถือตัว ผมเองก็เช่นกัน”

คุณหมอเล่าว่า มาอินเดีย-เนปาลหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยพาครอบครัวมากราบพระพุทธเจ้าสักครั้งที่ดินแดนพุทธภูมิ  ก็หวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสพาครอบครัวมาไหว้พระพร้อมหน้าพร้อมตากัน

คู่มือไหว้พระที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/535312

คู่มือไหว้พระที่อินเดีย

โดย วรธาร

ต้องยอมรับว่าอินเดียในปัจจุบันเป็นประเทศที่ชาวพุทธจากทั่วโลกรวมถึงคนไทยเราเดินทางจาริกไปแสวงบุญและไปบวชแต่ละปีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะช่วงเดือน ต.ค.ไปจนถึง มี.ค. ซึ่งในการเดินทางไปไหว้พระ ณ ดินแดนพุทธภูมินั้น นอกจากต้องมีศรัทธานำหน้า มีทรัพย์พอแก่การใช้สอย มีสุขภาพแข็งแรง มีผู้ร่วมเดินทางที่ดี มีผู้นำพาที่เชื่อถือได้ มีมัคคุเทศก์ผู้รอบรู้เรื่องอินเดียและสถานที่ต่างๆ ที่ไปอย่างดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรมีติดตัวไปด้วยคือหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาล

แม้ว่าการเดินทางไปไหว้พระที่ดินแดนพุทธภูมิจะมีมัคคุเทศก์หรือมีพระธรรมวิทยากร (ส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ที่สำนักงานพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา ดำเนินการจัดหาให้ในกรณีคณะต่างๆ ขอมา) ให้ความรู้ก็ตาม แต่หนังสือก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะให้ความรู้อีกทางหนึ่ง ในที่นี้จึงขอแนะนำหนังสือที่ผู้ไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาลควรมีไว้อย่างน้อย 1 เล่ม

หนังสือพระพุทธมนต์

หนังสือที่ได้รับความนิยมในการเดินทางไปไหว้พระที่อินเดีย-เนปาลมากที่สุดในเวลานี้ คือ “พระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล” รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล (ฉบับปรับปรุง 980)

เป็นคู่มือสวดมนต์สำหรับผู้ที่จาริกแสวงบุญตามพุทธสถานต่างๆ เช่น พุทธคยา ราชคฤห์ ไวสาลี กุสินารา ลุมพินีสารนาถ เชตะวัน เป็นต้น ประกอบด้วยบทสวดมนต์ต่างๆ เช่น บททำวัตรเช้า-เย็น บทสวดมนต์จากพระสูตรสำคัญ พระปริตร ตลอดจนคำอาราธนา คำบูชาตามพุทธสถานต่างๆ หากได้กล่าวตามก็จะทำให้เกิดศรัทธายิ่งขึ้น

บทสำคัญๆ จะมีการระบุไว้ข้างล่างว่า ควรสวดในสถานที่ไหนจึงเหมาะกับสถานที่ เช่น บทมหาสมยสูตร อันเป็นบทที่พระพุทธองค์เคยใช้ในการประชุมใหญ่เหล่าเทพเทวดาน้อยใหญ่จำนวนมาก ให้สวดที่วัดนิโครธาราม พระราชวังกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล เนื่องจากพระพุทธเจ้าเคยแสดงเมื่อครั้งเสด็จเมืองกบิลพัสดุ์ ว่ากันว่าใครสวดบทนี้เทวดาจะรักใคร่และคุ้มครอง หรือบทมหาปรินิพพานสูตร พระปัจฉิมวาจา ควรสวดที่สาลวโนทยานกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน เป็นต้น

คู่มือไหว้พระพุทธคยา

เป็นอีกเล่มที่รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เน้นไปที่การไหว้พระที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้เป็นหลัก เนื่องจากท่านเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยานั้น เป็นเหมือนบ่อบุญใหญ่ของชาวพุทธซึ่งไม่ว่าใครก็ใฝ่ใจมาอยู่ มาปฏิบัติธรรม เดินจงกรม สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันถือว่าเป็นศูนย์กลางการเสริมเติมบารมี บางคนปฏิบัติอยู่ในปริมณฑลรอบพระเจดีย์ตลอดทั้งคืน ไม่หลับไม่นอน (แต่หลังปี 2556 ที่เกิดเหตุระเบิด ทางการอินเดียเปิดถึง 3 ทุ่ม)

หนังสือเล่มนี้ท่านเรียบเรียงขึ้นเพื่อต้องการเติมเต็มให้ผู้มาปฏิบัติธรรมตามสัตตมหาสถาน คือสถานที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 สัปดาห์ 49 วันมหัศจรรย์ของพระบรมครูที่ทรงลำดับหลักธรรมแห่งการตรัสรู้ของแต่ละแห่ง ด้วยสโลแกนว่า “ไหว้พระ 7 สถาน สวดมนต์ 7 ตำนาน อธิษฐาน 7 ราตรี สร้างบารมี 7 วัน รับพรครบครัน 7 มงคล” หากผู้มาตามศรัทธาตามรอยแห่งพระบารมีของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ณ สถานที่นี้ ย่อมปรากฏผลแห่งความสำเร็จตามปรารถนา

เนื้อหาในเล่มมีบทสวดทั้งทำวัตรและบทสวดมนต์ คาถานมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ การไหว้พระที่สัตตมหาสถาน (ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธเจดีย์ มุจลินทเจดีย์ ราชายตนะเจดีย์) พร้อมทั้งประวัติให้ได้ศึกษา

สู่แดนพุทธองค์ 

หนังสือเล่มใหญ่ 400 กว่าหน้า เรียบเรียงโดยพระธรรมโพธิวงศ์ ขณะที่ยังเป็นพระราชรัตนรังษี หากอยากรู้ประวัติความเป็นมาของสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในอินเดียและเนปาล หนังสือเล่มนี้ได้ให้ข้อมูลไว้ครบถ้วน นอกจากมีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แล้ว เนื้อหาในเล่มยังสอดแทรกด้วยเกร็ดความรู้ดีๆ และน่าสนใจอีกมากมาย รวมทั้งยังมีภาพประกอบสถานที่ต่างๆ ทั้งสีและขาวดำด้วย

อีกเล่มหนึ่ง “สู่แดนพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล” เหมือนกันแต่เป็นฉบับนักเดินทาง เล่มเล็ก พกพาง่าย ความหนา 300 กว่าหน้า สามารถหยิบขึ้นมาอ่านทั้งขณะเดินทางอยู่บนรถและเมื่อไปถึงสถานที่นั้นๆ ข้อมูลเนื้อหากะทัดรัดเข้าใจง่าย ซึ่งหากใครอยากได้หนังสือ “คู่มือไหว้พระ พุทธคยา” และ “สู่แดนพุทธองค์” พระครูอุดมโพธิวิเทศ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา บอกว่ามีอยู่ที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ สามารถไปซื้อหาได้ ซึ่งตอนนี้ทางวัดกำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือน่าสนใจอันเป็นผลงานของพระธรรมโพธิวงศ์ซึ่งเขียนเมื่อครั้งเป็นพระราชรัตนรังษี เช่น พูดนอกไมค์ในอินเดีย เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เกี่ยวกับเกร็ดความรู้อินเดียที่สอดแทรกด้วยหลักธรรมง่ายๆ อ่านแล้วเพลินสนุกดี ลองหามาอ่านดูโดยเฉพาะผู้ที่อยากไปไหว้พระที่อินเดียควรจะมีสักเล่ม

นพ.อิสระ อริยะชัยพาณิชย์ แพทย์อาสาโครงการบวชพระถวายพระสังฆราช ณ อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/535167

นพ.อิสระ อริยะชัยพาณิชย์ แพทย์อาสาโครงการบวชพระถวายพระสังฆราช ณ อินเดีย

โดย แมงโก้หวาน ภาพ : ธรรมโฆษณ์

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยการจัดของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

โครงการนี้มีผู้ไปบวชที่อินเดีย ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และวัดไทยพุทธคยา จำนวน 99 คน แบ่งเป็นบวชพระภิกษุ 95 คน บวชสามเณร 4 คน ผู้บวชชีพราหมณ์ 21 คน

นอกนั้นเป็นทีมงานของโครงการ แยกเป็นฝ่ายประสานงานดูแลและอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุประจำรถบัสแต่ละคันในการเดินทางไปจาริกธรรม ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล

ประกอบด้วยลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ในเขตประเทศอินเดีย

 รวมถึงการเดินทางจาริกธรรมไปยังสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลอีกหลายแห่งและหลายเมือง เช่น เขาคิชฌกูฏ ที่ตั้งพระมูลคันธกุฎี (กุฏิของพระพุทธเจ้า) วัดเวฬุวันมหาวิหาร วิหารหลวงพ่อองค์ดำ มหาวิทยาลัยนาลันทา ที่เมืองราชคฤห์ วัดเชตวันมหาวิหาร บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้สร้างวัดเชตวันถวายพระพุทธเจ้า ที่เมืองสาวัตถี เป็นต้น

 

อีกทีมส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือทีมแพทย์อาสา ร่วมเดินทางไปกับคณะของโครงการ จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นคือ นพ.อิสระ อริยชัยพาณิชย์ นายแพทย์ชำนาญการ แผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลสุรินทร์ ปัจจุบันถูกยืมตัวมาช่วยงานที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หลักสี่

นพ.อิสระ เล่าที่มาของการเป็นแพทย์อาสาในโครงการนี้ว่า เนื่องจากเคยเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตร วนป. ผู้นำยุคระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และเรียนหลักสูตรเออีซี 3 มาก่อน ตอนที่เรียนจะเป็นรุ่นอายุยังน้อยประมาณ 25-40 ปี ผู้เรียนจากหลากหลายสาขา หนึ่งในนั้นก็คือแพทย์ซึ่งมีด้วยกันหลายคน ก็มีโอกาสพูดคุยกันจนกลายเป็นทีมแพทย์ วนป.

“โอกาสของการมาเป็นแพทย์อาสาในโครงการบวชพระที่อินเดีย เพราะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งอยู่ วนป. 3 ได้แจ้งในไลน์กลุ่มแพทย์ วนป.ว่ามีใครว่างและต้องการไปเป็นแพทย์อาสาในโครงการบวชพระ ณ ประเทศอินเดีย ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันบ้าง

ผมเห็นแล้วสนใจ เพราะด้วยตัวโครงการนี้ดีมาก และประธานโครงการก็คืออาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จัดด้วย ยิ่งเชื่อว่าดีเลยอาสาไป ได้ทำบุญด้วยการดูแลพระอาพาธด้วย ทั้งยังได้ไปเที่ยวสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่งและที่อื่นๆ ด้วย”

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลสุรินทร์ ยอมรับว่าประเทศอินเดียโดยเฉพาะสังเวชนียสถานทั้งสี่ เป็นสถานที่อยากไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว ถ้าให้ไปเองก็คงไม่มีโอกาส เพราะภรรยาไม่ไป (หัวเราะ) การมาครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณทางโครงการด้วย

 

“ในมุมของการดูแลพระ ตลอดการเดินทางผมรู้สึกดีมากๆ และภูมิใจที่ได้มีส่วนถวายการดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธในช่วงของการเดินทางจาริกธรรม มีแต่ถ้าในฝั่งของทางการแพทย์ รู้สึกว่าตัวเองเตรียมไม่พร้อมเท่าไรนัก โดยเฉพาะเรื่องยา คือยาจะสำคัญมาก แต่ยาที่ผมเตรียมไปไม่ค่อยตรงกับที่พระท่านเป็น เช่น เป็นหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอ เนื่องจากอากาศที่อินเดียตอนเช้าและตอนเย็นจะหนาวเย็นมาก ทำให้เป็นหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอได้ง่าย ผมเองก็เป็นด้วย แต่ยาพวกนี้ผมเตรียมไปน้อย”

อย่างไรก็ตาม ตลอด 10 วันของการเป็นแพทย์อาสาในแผ่นดินพุทธภูมิ แพทย์หนุ่มจากโรงพยาบาลสุรินทร์ รู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีส่วนในการดูแลและรักษาพระภิกษุสามเณรอาพาธ

“ผมดูแลพระเณรอาพาธหลายรูป แต่มีสองรูปที่ได้ดูแลหลายวันและจนจบโครงการวันที่ 9 ธ.ค. รูปหนึ่งเท้าท่านเป็นแผล ไปโดนอะไรบาดไม่รู้ ทำให้เดินลำบากกว่ารูปอื่นๆ ผมดูแลท่านตลอดจนแผลหาย อีกรูปเป็นไข้หลายวันก็ดูแลจนหายดีเช่นกัน รู้สึกดีใจครับที่ร่วมโครงการนี้ ถ้าจัดอีกก็อยากมาร่วมอีก” หมอหนุ่มจากสุรินทร์เล่าความรู้สึกที่ได้ร่วมโครงการ