พระสงฆ์วัดอินทารามค้าน ไม่ให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าตากฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534100

พระสงฆ์วัดอินทารามค้าน ไม่ให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าตากฯ

โดย…ส.สต

สืบเนื่องจากผู้เขียนแสดงความเห็นว่าจะให้การฉลอง 250 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีความหมาย และเป็นการเฉลิมพระเกียรติมหาราชที่ทรงเป็นวีรบุรุษชาวไทยให้ยั่งยืน จึงเสนอให้ราชการและคณะสงฆ์เปลี่ยนชื่อวัดอินทาราม เป็นชื่อวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วันที่ 5 ม.ค. 2561 ผู้เขียนไปกราบเรียนถามความเห็นพระครูสุวิมลธรรมโสภิต เจ้าอาวาสวัดอินทารามวรวิหาร และพระมหาพิน พุทธวิริโย พระมัคคุเทศก์ประจำวัด

พระครูสุวิมลธรรมโสภิต เจ้าอาวาส บอกว่า การเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะหลักฐานเอกสารยืนยันมีไม่มากพอ แม้ว่าสาธารณชนจะรู้กันทั่วว่า วัดนี้คือวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ตาม

ที่ยืนยันกันตลอดมาคือพระแท่นบรรทมที่ทรงเคยใช้เป็นที่ประทับแรมทรงธรรมและกรรมฐาน พระเจดีย์กู้ชาติที่บรรจุพระบรมอัฐิ

ส่วนพระมหาพิน พุทธวิริโย บอกว่า ไม่เห็นด้วยและขอค้านอย่างแรง เพราะวัดเป็นของส่วนรวม ที่จะให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เพราะมองในอนาคต หากพระในวัดทำเรื่องมิดีมิงามเป็นข่าวก็จะพูดว่าพระวัดสมเด็จพระเจ้าตากฯ ทำให้เสียชื่อพระองค์ท่าน ดังนั้นเป็นวัดอินทารามดีแล้ว เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ  นั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงอุปถัมภ์ทุกวัด

ที่ว่าชื่ออินทารามนั้นดีแล้ว เพราะอินทาราม แปลว่า วัดใหญ่ ซึ่งในอดีตนั้นมีที่ดินกว้างใหญ่ มีพระภิกษุสามเณรมาก และที่เป็นความรู้ใหม่คือวัดนี้ พระอินทร์อุปถัมภ์ รวมทั้งเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงด้วย แต่ปัจจุบันมีแต่ชื่อและอาคารเรียนใหญ่โต แต่ไม่มีนักเรียน เพราะตั้งแต่สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมโดยอดีตเจ้าอาวาสตอนนั้น มีพระ 53 รูป และสามเณร 40 รูป แต่หลังจากนั้นนักเรียนก็หมด อาคารเรียนไม่มีคนดูแล ตัวท่านมหาพินจึงขออนุญาตเจ้าอาวาสมาอยู่ที่โรงเรียนปริยัติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2550 เพื่อรักษาอาคารและสถานที่มิให้ชำรุดทรุดโทรม

ในการที่ผู้เขียนได้กราบนมัสการครั้งนี้ ท่านให้ปฏิทินที่พิมพ์ในงานกฐินพระราชทาน พ.ย. 2558 มา 1 เล่ม เป็นปฏิทินเต็มไปด้วยข้อมูลประวัติศาสตร์ของวัดอินทาราม และเรื่องราวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งภาพงามๆ ที่หายากด้วย

 

ข้อมูลของวัด จากปฏิทินดังกล่าวนั้น ดังนี้

วัดอินทารามวรวิหาร

วัดอินทารามวรวิหารเป็นวัดสำคัญสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เป็นวัดอนุสรณ์สันติสถานที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงประกอบพระราชกุศล มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์หลายอย่าง วัดอินทาราม ขณะนี้เป็นวัดอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร ตั้งอยู่ ถนนเทอดไท ริมคลองบางกอกใหญ่ แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

วัดอินทารามวรวิหาร เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า “วัดบางยี่เรือนอก” คู่กับวัดราชคฤห์ ซึ่ง เรียกว่า “วัดบางยี่เรือใน” วัดนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ใดสร้างและสร้างมาแต่ครั้งใด เพิ่งปรากฏในพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์อย่างถึงขนาด แล้วสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ใช้เป็นที่ประกอบพระราชกุศลอย่างยิ่งใหญ่หลายครั้ง ทรงถวายที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นอันมากทรงสร้างกุฏิ เสนาสนะสงฆ์ 120 หลัง บูรณะพระปฏิมาและพระอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ถวายพระไตรปิฎก พระหีบปิดทองคู่หนึ่งสำหรับเก็บวิธีอุปเทศพระกรรมฐาน พระองค์ก็ยังเสด็จมาทรงศีลบำเพ็ญพระกรรมฐานแรมพระตำหนักอยู่ถึง 5 เวร ทรงถวายเรือโขมดยาปิดทองทึบหลังคาบัลลังก์คาดสีสักหลาดเหลือง 1 ลำ คนพาย 10 คนมาเป็นปะขาวอยู่วัด

เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับจากพระราชสงครามจากสระบุรี ได้โปรดให้สร้างพระเมรุที่วัดอินทารามเพื่อถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชชนนี ใช้เวลาสร้างถึง 2 เดือน และนำพระบรมอัฐิพระราชชนนีมาประดิษฐาน ณ วัดอินทาราม เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคต ได้นำพระบรมศพมาประดิษฐาน (ฝัง) ไว้ ณ วัดอินทารามนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จเสวยราชสมบัติแล้ว ยังทรงรับวัดอินทารามเป็นวัดอารามหลวงอยู่อีก พระองค์ได้เคยทรงเสด็จมาพระราชทานผ้ากฐิน 2 ครั้ง จึงเป็นประเพณีในรัชกาลต่อๆ มา

วัดอินทารามได้ขาดการปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนล่วงมาถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ วัดอินทารามซึ่งได้เสื่อมสลักหักพังไป เพราะขาดผู้ทำนุบำรุง ก็ได้ผู้ศรัทธาปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ผู้ที่มีศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดอินทารามขึ้นใหม่ครั้งนี้ ได้แก่ พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ต้นตระกูลศรีเพ็ญ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้มิได้ทำกันเพียงสิ่งใดปรักหักพังก็ใช้ซ่อมแซม หรือปรับปรุงโยกย้ายของเก่ามาเป็นของใหม่เท่านั้น แต่พระยาศรีสหเทพได้ปลูกสร้างถาวรวัตถุเสนาสนะขึ้นใหม่ ตั้งแต่พระอุโบสถอันเป็นสิ่งใหญ่ลงไปจนถึงสิ่งเล็กน้อยเสร็จเรียบร้อยแล้วทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นพระอารามหลวงอีกครั้งหนึ่ง พระองค์พระราชทานนามว่าวัดอินทาราม เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร จึงได้เรียกว่า วัดอินทารามสืบมาจนทุกวันนี้

แม้ว่าที่ผู้เขียนจุดประเด็นไว้จะเดินต่อลำบาก แต่เรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังมีให้พูดถึงอีกครับ

 

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 08:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534099

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (จบ)

โดย…วรธาร ภาพ ณธนา หลงบางพลี-วรธาร ทัดแก้ว

หลังจากภิกษุสามเณรนวกโพธิ 99 รูป เหล่าชีพรหมโพธิที่บวชในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ในความริเริ่มและจัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์ ได้จาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถาน 3 แห่ง (พุทธคยา ที่ตรัสรู้ สารนาถ ที่แสดงปฐมเทศนา กุสินารา ที่ปรินิพพาน) ตลอดจนสถานที่สำคัญอื่นๆ แล้ว ในที่สุดก็มาถึงสังเวชนียสถานที่ 4 คือ สวนลุมพินีวัน

 

จากกุสินารา…สู่ลุมพินี

คณะได้ออกเดินทางจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ในเช้าวันที่ 6 ธ.ค. จุดหมายสวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ในเขตประเทศเนปาล โดยได้แวะพักฉันเพลและรับประทานอาหารกลางวัน ณ วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ซึ่งอยู่ห่างจากด่านโสเนาลี (Sonauli) อินเดีย-เนปาล ประมาณ 2 กิโลเมตร

เกี่ยวกับวัดไทยนวราชรัตนาราม 960 พระครูสิริสุตาภิรม พระธรรมวิทยากร โครงการฯ ประจำบัสคันที่ 3 เล่าที่มาคร่าวๆ ว่า ครั้งหนึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่อินเดียแล้วจะข้ามแดนเพื่อไปยังลุมพินีวันแต่เกิดปวดหนักกะทันหัน แต่จุดบริเวณดังกล่าวไม่มีห้องน้ำทำให้เกิดความลำบากมาก

“เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ปรารภเรื่องนี้กับพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล (ขณะนั้นเป็นพระราชรัตนรังษี) เลยเป็นมูลเหตุของการสร้างวัด 960 ในเวลาต่อมาเพื่อให้เป็นที่พักระหว่างทางของผู้แสวงบุญ มีห้องน้ำห้องสุขา ที่จัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ มีศาลาอเนกประสงค์ ที่พักดื่มน้ำชากาแฟ มีคลินิกปฐมพยาบาลพร้อม โดยพระราชรัตนรังษีได้ไปดำเนินการซื้อที่ดินในนามมูลนิธิวัดไทยกุสินารา และดำเนินการก่อสร้างจนสามารถใช้สอยได้ตั้งแต่ปี 2550 โดยสิ่งก่อสร้างแรกก็คือห้องน้ำห้องส้วม”

ฟังแล้วก็ได้แต่รำพึงคนเดียว “ผู้ใหญ่มีบุญบารมีไปที่ไหน ความสะดวกสบายหรือความเจริญมักจะเกิดขึ้นตามมาเสมอ” ทุกวันนี้วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ถือเป็นที่รองรับชาวพุทธจากทั่วโลก คณะแล้วคณะเล่าที่จะข้ามไปแสวงบุญในเขตประเทศเนปาล และจากเนปาลข้ามมายังอินเดีย

 

ทว่า กว่าจะข้ามด่านแดนไปเนปาลได้ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ยังดีที่การเดินทางไปลุมพินีวันใช้เวลาไม่มาก เวลาบ่าย 3 เศษๆ ก็ถึงที่หมายทำให้มีเวลาในการทำกิจกรรมตามที่โปรแกรมวางไว้ คือ มีการทำวัตรเย็น สวดมนต์เต็มรูปแบบ ภายใต้พระต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใกล้สระโบกขรณี โดยการนำของพระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการ

หลังจากนั้นคณะได้เข้าไปข้างในมายาเทวีวิหาร ซึ่งจะมีพระรูปพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดา แกะสลักด้วยหินยืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่ ส่วนข้างหน้าเป็นรูปสิทธัตถราชกุมารกำลังก้าวพระบาทบนดอกบัว เสร็จแล้วได้เดินทางไปพักยังวัดไทยลุมพินี อีกส่วนหนึ่งพักที่วัดจีน

ในวันที่ 7 ธ.ค. ช่วงบ่ายคณะได้เดินทางไปชมวัดทิเบต จากนั้นมุ่งสู่วัดนิโครธาราม ซึ่งในอดีตเป็นวัดที่เจ้าศากยะพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าสร้างขึ้นเพื่อรับรองการเสด็จกลับกบิลพัสดุ์ของพระพุทธองค์ วัดแห่งนี้เป็นที่ให้การบรรพชาแก่ราหุลกุมารและพระนันทะ (น้องชายต่างมารดาพระพุทธเจ้า) ทั้งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรต่างๆ เช่น เวสสันดรชาดก แก่พระประยูรญาติ ปัจจุบันในพื้นที่วัดมีสถูปขนาดใหญ่ ส่วนด้านหน้าทางเข้าจะมีสถูปของพระราหุล

ต่อมาคณะได้ไปพระราชวังกบิลพัสดุ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลวัดนิโครธาราม ปัจจุบันเหลือเพียงซากอิฐหักกากปูนของโบราณสถานที่รัฐบาลเนปาลรักษาไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังคงเห็นร่องรอยแห่งอดีต ทำให้หวนระลึกถึงพระมหาบุรุษเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเคยประทับอยู่ในที่แห่งนี้นานถึง 29 ปี ก่อนเสด็จออกผนวช ทางคณะได้เลือกจุดใกล้บริเวณประตูวังทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นประตูที่เจ้าชายสิทธัตถะ (ทรงม้ากัณฐกะโดยมีนายฉันนะตามเสด็จ) เสด็จออกผนวช เป็นจุดสำหรับทำวัตรสวดมนต์เย็นเจริญจิตตภาวนา

 

ลาสิกขาที่ลุมพินี-มุ่งสู่เมืองสาวัตถี

เช้าวันที่ 8 ธ.ค. ภิกษุสามเณรนวกโพธิและชีพรหมโพธิได้ทำพิธีลาสิกขาที่ลุมพินีวัน โดยมี พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ทำพิธีสึกให้ จากนั้นได้ออกเดินทางมุ่งสู่เมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย และพักวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ที่มีพระครูปริยัติโพธิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เป็นเจ้าอาวาส โดยผ่านด่านโสเนาลี ใช้เวลาเดินทางเกือบ 8 ชั่วโมง จึงถึงวัดไทยเชตวัน ซึ่งความล่าช้าส่วนหนึ่งมาจากถนนหนทางไม่ดีนั่นเอง

ถัดมาวันที่ 9 ธ.ค. อันเป็นวันที่คณะเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งต้องไปขึ้นเครื่องบินของการบินไทยสมายล์ที่เมืองลัคเนา ในตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารที่วัดไทยเชตวันมหาวิหารแล้วได้เดินทางไปวัดเชตวันมหาวิหาร โดยแวะชมบ้านบิดาของพระองคุลิมาล และบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนมุ่งสู่วัดเชตวันมหาวิหารอันเป็นสถานที่สุดท้าย

“การมาวัดเชตวันมหาวิหารถือเป็นการมาเพื่อระลึกถึงคุณของมหาเศรษฐีผู้สร้างวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็คือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี (เศรษฐีผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนยากไร้ที่พึ่ง) ซึ่งท่านเศรษฐีนับเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรวยในการทำบุญ โดยเฉพาะการสร้างวัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ในพระพุทธศาสนา” พระเมธีวรญาณ กล่าว

เมื่อย้อนไปดูความเป็นมาของวัดทุกคนจะรู้ว่าเชตวันมหาวิหารเกิดขึ้นจากศรัทธาอันยิ่งยวดของอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่มีต่อพระพุทธเจ้า จากการที่ครั้งหนึ่งได้ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์แล้วมีโอกาสพบพระพุทธเจ้าและฟังธรรมจนได้บรรลุโสดาบัน พอกลับมาสาวัตถีจึงได้สร้างวัดถวายเป็นพุทธบูชา

 

กล่าวถึงที่ดินสร้างวัดเศรษฐีได้ซื้อมาจากเจ้าเชต เดิมทีเจ้าเชตไม่ยอมขาย แต่ถูกเศรษฐีตื๊อตลอด จนหลุดปากพูดอย่างเสียไม่ได้ว่าถ้าเศรษฐีเอาทองมาปูเต็มสวนจะขายให้ เท่านั้นเองเศรษฐีก็จัดให้ เอาทองมาปูจนเต็ม เจ้าเชตเห็นศรัทธาอันแรงกล้าจึงยอมลดราคากึ่งหนึ่ง คิดเพียง 18 โกฏิ จากนั้นเศรษฐีก็ใช้เงินอีก 18 โกฏิสร้างมหาวิหาร เสร็จแล้วทำการฉลองด้วยเงินอีก 18 โกฏิ รวม 54 โกฏิกหาปณะ แถมชื่อวัดยังไม่ได้ใช้ชื่อตัวเองอีก เพราะเจ้าของสวนขอให้มีชื่อตัวเองด้วย กระนั้นเศรษฐีก็ยินดีอย่างยิ่ง (ถ้าเป็นเราท่านจะยอมไหมหนอ)

สำหรับวัดเชตวันมหาวิหารในปัจจุบันก็จะเห็นซากอิฐของสถานที่ต่างๆ ที่สามารถมองเห็น เช่น พระมูลคันธุกุฎีของพระพุทธเจ้า กุฎีของพระสาวก เช่น พระอัครสาวก พระอานนท์ พระสีวลี เป็นต้น มีต้นโพธิ์ที่ชื่อ อานนทโพธิ์ ที่เชื่อกันว่าปลูกตั้งแต่สร้างวัดเสร็จ นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏเป็นซากอิฐอีกมากอยู่ใต้ดินที่ยังไม่ได้ทำการขุดหน้าดินออก

ทว่า มีสถานที่หนึ่งที่คณะมีโอกาสเดินถึงที่คือ สถานที่พิจารณาและตัดสินอธิกรณ์ (คดี) ของภิกษุและภิกษุณีเวลาที่เกิดอธิกรณ์ขึ้นกับทั้งภิกษุและภิกษุณี ซึ่งในสถานที่ดังกล่าวจะมีบ่อความลึกประมาณ 4 เมตร ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องคดีความอยู่ มาถึงที่นี่แล้วได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรพร้อมเขียนชื่อตัวเองในกระดาษแล้วทิ้งลงบ่อเรื่องคดีความที่ประสบอยู่จะผ่านพ้นไปด้วยดี หลายคนในคณะจึงไม่ยอมพลาด

คณะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมและเดินชมวัดเชตวันมหาวิหารประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นได้เดินทางไปยังเมืองลัคเนาเพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

สวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมา จุดประกายสามัคคีชาวพุทธลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 07:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/534098

สวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมา จุดประกายสามัคคีชาวพุทธลุ่มน้ำโขง

โดย…สมาน สุดโต

ผมร่วมคณะสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 นำโดยดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบัน พร้อมกรรมการและแขกรับเชิญจำนวนหนึ่งไปนครย่างกุ้งเพื่อสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่สหภาพเมียนมา จัดเป็นครั้งแรก โดยเป็นแขกรับเชิญของ ดร.คินฉ่วย (Dr.khin Shwe) ประธานสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน และประธานบริหารบริษัท เซกะบา ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและภิกษุสงฆ์ชั้นนำของสหภาพเมียนมา

เมื่อคณะเดินทางถึงสนามบินแห่งใหม่ (เปิดใช้มาได้ประมาณ 1 ปี) ของนครย่างกุ้ง หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่ช่อง Asean ก็ได้รับการต้อนรับจากดร.คินฉ่วย (Dr.khin Shwe) ที่จัดคณะสาวพม่ามาตั้งแถวมอบดอกไม้ให้กับคณะทุกคน จากนั้นพาไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารลอยน้ำการเวก Karaweik Palace RoyalCultural Show ภัตตาคารนี้จำลองจากเรือพระที่นั่งของกษัตริย์เมียนมาซึ่งมีขนาดใหญ่ ตั้งในทะเลสาปกันดอว์จี ณ ภัตตาคารนี้ ได้พบ สมหมาย สุภาษิต ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมากับคณะพระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ซึ่งสมหมายบอกว่ามางานเดียวกัน และพักโรงแรมเดียวกัน รับประทานอาหารค่ำ เดินทางเข้าพักโรงแรมคณะทั้งหมดได้เดินทางไปร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปี ที่พระเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) ที่ ดร.คินฉ่วย จำลองพุทธสถาน และพระมหาเจดีย์ที่มีชื่อของเมียนมามาไว้ที่เดียวกัน รวมทั้ง พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์ ด้วย

การที่ไม่ได้สวดมนต์ข้ามปีที่มหาเจดีย์ชเวดากองในตอนกลางคืนเพื่อส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นั้น เพราะรัฐบาลเมียนมาต้องเตรียมสถานที่เพื่อฉลองมหาเจดีย์ชเวดากอง เนื่องในโอกาสที่พระพุทธศักราชเปลี่ยนเป็น 2561 วันที่ 1 ม.ค. โดยนิมนต์พระสงฆ์ 1.8 หมื่นรูป มาสวดมนต์และรับสังฆทานในตอนเช้า ซึ่งจะมีแขกระดับวีไอพีที่มีบัตรเชิญเท่านั้นร่วมงาน

อันเงื่อนไขแขกที่เข้าร่วมต้องมีบัตรเชิญเท่านั้น ทำให้เห็นภาวะผู้นำและน้ำใจ ดร.คินฉ่วย ที่สละสิทธิในการเข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการที่มหาเจดีย์ชเวดากองในเช้าวันที่ 1 ม.ค. เมื่อแขกที่เชิญโดย ดร.คินฉ่วย ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีในตอนเช้าเพราะไม่มีบัตรเชิญ ยกเว้นพระสงฆ์

 

จากนั้น ดร.คินฉ่วย เดินทางจากบริเวณมหาเจดีย์ชเวดากอง มาอยู่ร่วมกับแขกรับเชิญจาก 5 ประเทศซึ่งพักที่โรงแรม summit park view (5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนไต้หวัน) ดร.คินฉ่วย บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า เขาผิดหวังมากที่ฝ่ายจัดการไม่อนุญาตให้ผู้ที่เขาเชิญมาร่วมพิธีในตอนเช้า ทั้งๆ ที่การประชุมการเตรียมงานทุกครั้งไม่เคยมีสัญญาณบอกว่าจะไม่อนุญาตชาวต่างชาติเข้าร่วมพิธี แต่มาวันนี้ (1 ม.ค.) อ้างความปลอดภัย ซึ่งทำให้เขาผิดหวังมาก

พร้อมกับบอกว่าเขาเคยจัดมายิ่งใหญ่ขนาดไหนใครๆ ก็ทราบ เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บริเวณมหาเจดีย์ชเวดากองเต็มไปด้วยพระสงฆ์ประมาณ 5,000 รูป ที่เขานิมนต์มาสวดมนต์ ซึ่งได้รับเสียงสาธุจากชาวเมียนมาทั่วไป เขาบอกว่าที่เขาเชิญชาวพุทธชั้นนำจาก 5 ประเทศก็เพื่อความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวพุทธในภูมิภาคนี้ เพราะตัวเขานั้นดำรงตำแหน่ง ประธานสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC)

ในเรื่องเดียวกัน ดร.สุภชัย ได้กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจดร.คินฉ่วย มาก เมื่อแขกที่เขาเชิญมาถูกปฏิเสธให้เข้าร่วมพิธีในตอนเช้าวันที่ 1 ม.ค. 2561 อย่างไรก็ตาม ตอนค่ำวันที่ 1 ม.ค. ดร.สุภชัย ได้จัดให้คณะทั้งหมดขึ้นไหว้และสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากองเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดไป

ย้อนกลับไปในพิธีสวดมนต์ข้ามปีที่มหาเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) ในตอนค่ำวันที่ 31 ธ.ค. ที่มีพระสงฆ์เมียนมาและจากอาเซียนเข้าร่วมพิธีหลายร้อยรูป โดยมีนายตูระ อู อ่อง โก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนา สหภาพเมียนมาเป็นประธาน ส่วนแขกที่ร่วมงานส่วนมากเป็นระดับวีไอพีทั้งไทยและเมียนมา

นายตูระ อู อ่อง โก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนา กล่าวว่า ในนามรัฐมนตรีกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมเมียนมาขอใช้โอกาสพิเศษนี้แผ่เมตตาและสวดมนต์เพื่อสันติภาพและความสุขให้แก่ทุกๆ ท่านที่มาสวดมนต์เนื่องในโอกาสวันฉลองรับปีใหม่ 2018 นี้

ในโอกาสการเฉลิมฉลองอันเป็นมงคลนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่พระสงฆ์ทั้งหมดในพิธีมาจาก เมียนมาและในประเทศอาเซียน นำโดยรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เนื่องในพิธีพุทธาภิเษกพระเจดีย์ชเวดากองโดยรัฐบาลเมียนมาและร่วมประชุมสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC) ด้วย

เนื่องในการทำบุญครั้งนี้ขอตั้งความปรารถนาให้สันติภาพเกิดแก่เมียนมาและทั้งโลกต่อไป

 

พระโสภณวชิราภรณ์ (เจ้าคุณไสว) เล่าว่า มานครย่างกุ้งหนนี้ได้งานตามเป้าหมาย คือการประชุมกรรมการสมาคมพุทธศาสนาอาเซียน (ABC) การตั้งทีมวิจัยเรื่องสุวรรณภูมิในประเทศที่มีสุวรรณภูมิเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งชื่อและสัญลักษณ์ การสวดมนต์ข้ามปี และร่วมฉลองมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งทางเมียนมาเรียกว่างานพุทธาภิเษกและถวายสังฆทานพระสงฆ์ 1.8 หมื่นรูป

ส่วน ดร.สุภชัย สรุปว่าการมาร่วมสวดมนต์ข้ามปีที่เมียนมาเป็นการจุดประกายความร่วมมือของชาวพุทธในลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยหวังว่าในอนาคต ลุ่มแม่น้ำโขงหรือสุวรรณภูมิจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/533021

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (3)

เรื่อง วรธาร ภาพ วรธาร-ธรรมโฆษณ์

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เสนอตอนที่ 2เกี่ยวกับภารกิจจาริกแสวงธรรมไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า บนเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันมหาวิหารที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแผ่นดินมคธได้น้อมถวายพระพุทธเจ้า มหาวิทยาลัยนาลันทา เพื่อศึกษาพุทธจริยา พุทธกิจ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงศึกษาพุทธสาวก จริยาวัตรปฏิบัติของพุทธสาวก ของพระภิกษุสามเณร 99 รูป ในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

สัปดาห์นี้เสนอเป็นตอนที่ 3 กับ ภารกิจจาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถาน 2 ตำบล ในเขตประเทศอินเดีย ประกอบด้วย สารนาถ ณ เมืองพาราณสี สถานที่ ตั้งของธัมเมกขสถูป ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกชื่อธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่บุคคลกลุ่มแรก คือ พระปัญจวัคคีย์ อันประกอบด้วย อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว อีกสังเวชนียสถานหนึ่ง คือ เมืองกุสินารา สถานที่ ปรินิพพาน

 

ออกจากวัดไทยพุทธคยา สู่พาราณสี เป้าหมายสารนาถ

วันที่ 3 ธ.ค. หลังทำภัตกิจเช้าเสร็จแล้ว คณะได้ออกเดินทางจากวัดไทยพุทธคยามุ่งหน้าสู่เมืองพาราณสี แต่เนื่องจากระยะทางจากพุทธคยาไปพาราณสีค่อนข้างไกล ประกอบกับถนนหนทางไม่ดี ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งวันจึงถึงพาราณสี โดยได้เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง

ก่อนเช้ามืดวันที่ 4 ธ.ค. คณะพระภิกษุสามเณรในโครงการได้เดินทางไปประกอบพิธีลอยเส้นผม (เส้นผมของแต่ละรูปตอนปลงผมนาคได้นำมาด้วยเพื่อการนี้) ในแม่น้ำคง จากนั้นได้ เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง คือ สารนาถ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี จวบเวลาเวลา 16.00 น. โดยประมาณ ก็เดินทางถึง

นั่นหมายความว่า คณะมีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทำวัตรเย็น สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรและเจริญจิตตภาวนา เนื่องจากสถานที่จะปิดทำการในเวลา 17.00 น.โดยประมาณ

 

ทว่า ด้วยความที่ผู้ริเริ่มโครงการ คือ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งอุปสมบทในโครงการนี้ด้วย ได้มอบหมายให้ทีมผู้ประสานงานโครงการ นำโดย ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และเลขาฯ มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า คณะทำงานของโครงการไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่เป็นผลสำเร็จ

ทำให้คณะได้มีเวลาในการทำวัตรเย็นและสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในช่วงเวลาที่พระจันทร์เต็มดวงอันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์

“ผมมาอินเดียประมาณ 20 ครั้งได้ แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ได้สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในเวลาที่พระจันทร์เต็มดวงอันเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ ทุกครั้งที่มาที่นี่ก็ได้สวดเฉพาะในตอนกลางวันตลอด ทุกคณะที่มาก็น่าจะเป็นอย่างนี้

ครั้งนี้ผมจึงตั้งใจมาก เมื่อเห็นว่าเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ก็อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงบรรยากาศที่ใกล้เคียงจริงๆ กับตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์ คือ ได้สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในช่วงพระจันทร์เต็มดวงๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่พิเศษครึ่งหนึ่งในชีวิตของผมและของทุกคนที่ร่วมคณะครั้งนี้” ดร.บวรศักดิ์ เล่าถึงความตั้งใจในการพาคณะมาสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ณ ธัมเมกขสถูป ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

มุ่งสู่กุสินารา เข้าพักวัดไทย กุสินาราเฉลิมราชย์

กิจกรรมทำวัตรเย็นและสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ณ บริเวณด้านหน้าธัมเมกขสถูปที่สารนาท นำสวดโดย พระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ หัวหน้า พระธรรมวิทยากรประจำโครงการ ได้เสร็จสิ้นในเวลาเกือบ 1 ทุ่ม ท่ามกลางการรุกเร้าให้เสร็จไวๆ ของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ประมาณว่าข้าพเจ้าต้องการกลับบ้านแล้ว

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อ โดยมีจุดหมายคือ การเข้าพักที่วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ เพื่อประกอบพิธีทำบุญทักษิณานุปทาน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธ.ค. อันตรงกับวันพระบรมราชสมภพของพระองค์ และประกอบกิจกรรมทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ต่อด้วยมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมศาสดา

เช้าออกบิณฑบาต ณ หมู่บ้านอนุรุทธวา

ช่วงเวลาที่พระภิกษุสามเณรในโครงการพักอยู่ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ในเช้าวันที่ 5 ธ.ค. หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ได้ออกบิณฑบาตโปรดชาวฮินดูในหมู่บ้านอนุรุทธวา ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ท้องทุ่งนาไม่ไกลจากวัด ระยะประมาณเกือบ 2 กม. ปรากฏว่ามีชาวบ้านพอเห็นพระเณรอุ้มบาตรเดินผ่าน จำนวนไม่น้อยได้เตรียมข้าวและอาหารมาใส่บาตร

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ที่เดินทางมาวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อรับคณะโครงการ ในการจาริกธรรมไปยังลุมพินีวัน ประเทศเนปาล และเมืองสาวัตถี พร้อมทั้งทำหน้าที่ออกเดินนำบิณฑบาตด้วย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบิณฑบาตในอินเดียว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติของคนอินเดีย ถ้าเห็นคนถือหรืออุ้มภาชนะ เช่น บาตรหรือขันเดินมา เขาก็จะแบ่งปันข้าวอาหารให้ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจของคนอินเดียอยู่แล้ว

 

“ดังนั้น การใส่บาตรพระในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกของคนอินเดีย แต่จะแปลกก็ตรงที่น้อยนักจะเห็นพระออกมาบิณฑบาตในอินเดียแค่นั้นแหละ”

ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ เล่าความรู้สึกของการออกมาบิณฑบาตในชุมชนฮินดูว่า เป็นบรรยากาศที่ต่างจากการบิณฑบาตในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่ส่วนใหญ่จะใส่แต่ข้าวอย่างเดียว แต่ที่กรุงเทพฯ ทั้งข้าว ทั้งน้ำ ทั้งอาหารใส่ครบ บางคนใส่น้ำขวดเบ้อเริ่มพระอุ้มบาตรแทบไม่ไหว

“ผมบวชหนนี้เป็นหนที่ 3 ปกติบิณฑบาตที่เมืองไทย ไม่ว่าที่ไหนหรือในชนบท ไม่ได้กันดารเหมือนที่นี่ แต่ถึงที่นี่จะกันดาร ประชาชนยากจน แต่คนที่นี่ไม่กันดารน้ำใจ พอเขาเห็นพระอุ้มบาตรเดินมา ก็รีบตักข้าวมาใส่บาตรในตอนนั้นเลย แสดงให้เห็นว่าบ้านก็พึ่งวัด วัดก็พึ่งบ้าน พระที่นี่เล่าได้ให้ฟังว่าคนในหมู่บ้านมาทำงานในวัดไทยกุสินาราเยอะ เจ็บไข้ไม่สบายวัดก็รักษา ขณะที่วัดเองก็อาศัยที่ของเขา คือซื้อที่เขาสร้างวัด ถือว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน”

ขณะที่ ปรเมษ ลิ้มชูวงศ์ หนึ่งในผู้อุปสมบทในโครงการ เล่าถึงความรู้สึกว่า พอเห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตรซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมชีวิตคนเราช่างแตกกันมากในเรื่องของฐานะความเป็นอยู่ เห็นแล้วรู้สึกสงสารเขาเหมือนกัน แต่กับการเที่ยวบิณฑบาตในวันนั้นอย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนมีน้ำใจ และมีน้ำใจกับคนต่างศาสนาอีกด้วย

 

บ่ายไปกราบพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ขณะที่ช่วงบ่าย คณะได้ออกเดินทางไปยังสถูปที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพาน ในสาลวโนทยาน เพื่อทำการเปลี่ยนผ้าคลุมพระพุทธไสยาสน์ปาง ปรินิพาน พร้อมทั้งสวดมนต์บทมหาปรินิพพานสูตร อันเป็นการน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระบรมศาสดาปรินิพพานอยู่ ณ สถานที่ ดังกล่าว จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังมกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อเจริญจิตตภาวนาและสวดมนต์ด้วยบทมหาปรินิพพานสูตร ตอนที่ว่าด้วยมกุฏพันธนเจดีย์

เสร็จแล้วเดินทางกลับวัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ เพื่อประกอบพิธีทำบุญทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธ.ค. ก่อนที่เช้ารุ่งขึ้นวันที่ 6 ธ.ค.จะออกเดินทางจากวัดไทยกุสินาราฯ มุ่งสู่ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล

(ติดตามตอนสุดท้าย วันที่ 7 ม.ค. 2561) n

จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 12:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/533019

จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

โดย…เอกชัยจั่นทองอ้างอิง http://buddhismarticles.com/?p=1

กำลังจะเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของคนไทย หลายคนวางแผนเดินทางกลับบ้านไปชาร์จพลังกับครอบครัว บางคนวางแผนทำบุญรับปีใหม่ควบคู่ไปกับการฉลอง หรืออีกหลายกิจกรรมในห้วงเวลานั้น ว่าไปแล้ววันเวลาก็เดินเร็วเหลือเกิน ใครอยากทำอะไรก็อย่ารอช้าให้ใช้ตัวเองและพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเสมอในการใดก็ตาม

กล่าวถึงประโยคคำว่า “ที่พึ่ง” ทำให้หวนนึกถึง หลวงปู่คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย ท่านมีบทความชิ้นหนึ่งความหมายช่างสอดรับกับคำว่า “ที่พึ่ง” ใจความสำคัญว่า “เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า”

หลวงปู่คำดี บอกว่า ผู้มีสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก ความข้อนี้มีหลักพระบาลีรับรองในมหาสมัยสูตรดังจะยกมาอ้างอิง ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในราวป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดประมาณ 500 รูป ครั้งนั้นเทวดาทั้งหลายพร้อมกันมาจาก 10 โลกธาตุ มาประชุมกันแล้วยืนอยู่ในที่อันควรข้างหนึ่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าและทัศนาพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นผู้พ้นจากกิเลสสง่างามด้วยศีล หมดจดไม่มีมลทินแล้ว ได้กล่าวภาษิตคาถานี้ว่า

เย เกจิ พุทธํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺตีติ. แปลความว่า ถ้าชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่นับถือภายในใจจริงแล้ว ชนเหล่านั้นจักไม่ไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายจากอัตภาพแห่งมนุษย์แล้ จักไปเกิดในหมู่เทพยดาทั้งหลาย

สรณะทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นสรณะที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง 3 ก็ปรากฏแก่เขาอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้ง 3 จริงๆ แล้วจะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้อย่างแน่นอน

การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ให้ตั้งจิตอธิษฐานในใจของตนว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อริยเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตลอดจนสิ้นชีวิตของข้าพเจ้า

ความหมายการกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระธรรม และพระอริยสงฆ์สาวก ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกที่นับถือของข้าพเจ้าทั้งหลาย จะไม่ยึดถือสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ว่าพวกข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ เป็นอุบาสกอุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป

หลวงปู่คำดี อธิบายว่า ให้พึงศึกษาโอวาทคำสอนว่า การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เป็นอุบาสกอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา พูดง่ายๆ ก็คือ การบวชขั้นต่ำในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเกิดเคราะห์ภัยต่างๆ ก็ให้ทำอย่างนี้ก็จะหายเคราะห์ภัยนั้นๆ ถ้าเคยถือพระภูมิเจ้าที่อยู่ ก็ให้เลิกให้ละเสีย บรรดาภูตผีปิศาจที่เราเคยนับถืออยู่นั้น เป็นภูตผีปิศาจที่เป็นบาป จึงไม่สามารถที่ไปเกิดได้ เป็นผีที่ไม่มีบุญกุศลจึงไม่ได้เกิด ที่มาสิงในมนุษย์ก็เพราะเขาอยากเกิดนั้นเอง

“เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เจ้า เป็นที่พึ่งที่สุดของมนุษย์”

ในทางศาสนาให้เรานับถือพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ในทางโลกให้เราถือบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้มีพระคุณอื่นๆ ตลอดถึงองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่ง เป็นบุคคลที่ควรกราบไหว้บูชา และควรตอบแทนคุณ

สุดท้าย ถ้าเราไปถือในศาสนาอื่นอย่างจริงจัง ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์ได้เหมือนกัน หรือมัวไปยึดถือภูตผีปิศาจ ไปกราบไหว้ผี ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์เช่นเดียวกัน

รัชธิพร สุขสงวน ด้วยรักและผูกพันกับสวนส้มโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526060

รัชธิพร สุขสงวน ด้วยรักและผูกพันกับสวนส้มโอ

โดย ภาดนุ

อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน แวนด้า-รัชธิพร สุขสงวน (วัย 29 ปี) กลับไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นชาวสวนส้มโอ ที่พูดได้ว่าทั้งสร้างความสุขให้กับตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนจะมาถึงจุดพลิกผันนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเธอเลย

“เดิมทีแวนเรียนจบทางด้านการจัดการร้านอาหารและภัตตาคาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ ได้ปีกว่าๆ แต่ด้วยความที่เราเกิดและโตในบ้านสวนมาตลอด เลยรู้สึกชินและชอบอากาศที่ต่างจังหวัดมากกว่า

จุดพลิกผันเกิดขึ้นตอนน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งท่วมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แวนตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วกลับมาช่วยพ่อแม่ทำสวนส้มโอที่ชื่อ “สวนส้มโอคุณพิทักษ์” อย่างจริงจัง เพราะเป็นอาชีพหลักที่พ่อแม่ทำมาตั้งแต่พวกท่านอายุได้ 20 กว่าๆ แต่พอน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ สวนส้มโอที่ทำมาก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแบบเต็มๆ

พวกท่านจึงรู้สึกเครียดมากในตอนนั้นเพราะรักในอาชีพนี้มาก ซึ่งมันช่วยเลี้ยงปากท้องพวกเรามาจนเติบโตมาได้ น้ำท่วมครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้กับสวนส้มโอถึง 80% ของพื้นที่ทั้งหมด 20 กว่าไร่ โดยน้ำขังอยู่นาน 2 เดือน หลังจากน้ำลดส้มโอส่วนใหญ่ก็ยืนต้นตายเกือบหมด แวนกับน้องชายจึงตัดสินใจช่วยพ่อแม่ดูแลสวนส้มโอต่อ เพราะเห็นว่าพ่อแม่ก็อายุ 55 ปีกันแล้ว พวกเราลูกๆ จึงยิ่งรู้สึกเป็นห่วงมากๆ”

แวนด้าบอกว่า เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอกับน้องชายก็ร่วมหุ้นกันทำสวนส้มโอ 20 ไร่ บนพื้นที่ของสวนเดิมที่พ่อแม่เคยทำ โดยสวนส้มโอคุณพิทักษ์นี้อยู่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยเธอและน้องชายถือว่าเป็นชาวสวนส้มโอรุ่นที่ 3 แล้ว

“แวนได้ร่วมมือกับน้องชายปรับปรุงสวนส้มโอที่เสียหาย โดยเริ่มจากการพลิกหน้าดินใหม่หมดเลย จากนั้นก็ยกร่องสวน แล้วจึงปลูกต้นส้มโอใหม่อีกครั้ง โดยมีพ่อคอยสอนและให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ เสมอ ส้มโอเป็นไม้ยืนต้นที่นิยมปลูกจากกิ่งพันธุ์ที่มาจากการตอนกิ่ง ที่สวนเราปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ ทองดีและขาวน้ำผึ้ง ซึ่งต้องใช้เวลา 4-5 ปี ถึงจะให้ผลผลิตได้ จุดเด่นของส้มโอทองดีคือเนื้อสีชมพูหวานฉ่ำ ส่วนขาวน้ำผึ้งจุดเด่นคือ เนื้อสีน้ำผึ้งหวานกรอบ คือถ้าปลูกไว้ 100 ต้น ก็ไม่มีทางที่ส้มโอทั้งร้อยต้นที่ปลูกนั้นจะให้ผลผลิตพร้อมกันทุกต้น

ต่อมาในปี 2558-2559 ส้มโอก็เริ่มให้ผลผลิต แต่กว่าจะมาถึงช่วงที่สามารถนำส้มโอไปขายได้ก็พบกับอุปสรรคมาเยอะ นั่นคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ฝนฟ้าไม่ค่อยตกตามฤดูกาล ที่สำคัญแมลงศัตรูพืชสมัยนี้มันก็พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เราจะใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะจะทำให้มีสารตกค้างในส้มโอด้วย เราจึงหันมาใช้ไบโอเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่ทำจากสมุนไพรเข้ามาช่วยด้วย แม้จะเห็นผลช้า แต่ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ทิ้งสารตกค้างไว้ในผลส้มโอให้เป็นอันตรายแน่นอน”

แวนด้าเสริมว่า ช่วงแรกที่ส้มโอออกผล อุปสรรคอีกอย่างก็คือ พอนำส้มโอไปวางขาย ลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส้มโอเปลือกหนาเกินไป (เป็นธรรมชาติของส้มโอในฤดูกาลแรกซึ่งเปลือกจะหนาๆ หน่อย) อยากได้ส้มโอที่เปลือกบางๆ

“โดยธรรมชาติของส้มโอทั่วๆ ไปแล้ว ต้องปลูก 6-7 ปี ส้มโอถึงจะเปลือกบางลงตามธรรมชาติไปเอง เรียกว่าเราต้องฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่าง กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ได้พ่อแม่คอยแนะนำวิธีหรือเคล็ดลับต่างๆ ในการดูแลส้มโอให้ พอได้ผลผลิตส้มโอออกมา ช่องทางการตลาดของเราจะเป็นการส่งออกไปยัง จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์

ส่วนตลาดในประเทศ ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่พ่อทำก็จะส่งพ่อค้าคนกลาง แต่ช่วงหลังที่เราได้ลงมาทำสวนเอง เราเลยทำตลาดเองด้วย โดยเน้นขายเอง เช่น ไปออกงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ ขายผ่านออนไลน์ และขายที่ตลาดปันสุข ซึ่งอยู่ที่อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา บ่อพลับ จ.นครปฐม ซึ่งเป็นตลาดนัดที่เปิดทุกวันศุกร์ สำหรับการขายผ่านออนไลน์ สามารถติดต่อผ่าน ‘เพจเฟซบุ๊ก : สวนส้มโอคุณพิทักษ์’ ได้เลย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเทพฯ เมื่อเข้ามาดูรูป ดูข้อมูลในเฟซบุ๊กแล้วสนใจ ส่วนมากก็จะอินบ็อกซ์มาหรือโทรมาสอบถามรายละเอียดก่อน จึงค่อยสั่งส้มโออีกที

โดยปกติแล้วส้มโอจะมีมาตรฐานในการขาย โดยวัดจากเส้นรอบวงของผลส้มโอ ถ้าเป็นพันธุ์ทองดี เบอร์ 1 ต้องมีเส้นรอบวงตั้งแต่ 17 นิ้วขึ้นไป เบอร์ 2 ต้องมีเส้นรอบวง 16-17 นิ้ว และเบอร์ 3 ต้อง 15-16 นิ้ว เป็นต้น เรียกว่าจะมีขนาดหรือเกณฑ์มาตรฐานในการขายอยู่แล้ว แต่บางคนก็อาจจะชอบส้มโอลูกเล็กๆ เพราะรู้สึกว่าจะให้เนื้อที่มีรสหวานกว่าก็มี ราคาขายต่อลูกจะขึ้นอยู่กับราคากลางของตลาดส่งออกในแต่ละปี ซึ่งเป็นการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่ถ้าเรานำไปขายเองก็จะได้ราคาที่สูงกว่า”

แวนด้าบอกว่า ตอนนี้ราคาส้มโอโดยเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 80-90 บาท แต่ในช่วงหลังน้ำท่วมใหม่ๆ ราคาจะดีกว่านี้ โดยอยู่ที่ลูกละ 100 กว่าบาท เนื่องจากเป็นช่วงที่มีผลผลิตน้อยเพราะน้ำท่วม

“ฤดูกาลที่ส้มโอออกผล ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ของทุกปี รายได้ต่อฤดูกาลก็ถือว่าดีพอสมควร มีรายได้หลักแสนเช่นกัน แต่หนึ่งปีจะทำได้แค่ฤดูกาลเดียว ในอนาคตแวนคิดว่าจะนำส้มโอมาพัฒนาเป็นสินค้าแปรรูป เช่น ยำส้มโอสูตรโบราณ แยมส้มโอ น้ำส้มโอ เปลือกส้มโอเชื่อม และยาจุดกันยุงจากเปลือกส้มโอ ซึ่งทุกอย่างจะเป็นสินค้าแฮนด์เมดทั้งหมด

โดยจะเน้นช่องทางการตลาดไปที่กลุ่มคนรักสุขภาพ และคิดค้นแพ็กเกจจิ้งให้เหมาะกับตลาดคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Pomelo Me ตอนนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่ สินค้าน่าจะวางขายได้ในช่วงต้นปี 2561 จะเน้นขายทางออนไลน์ และไปออกบูธตามอีเวนต์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหาร ทั้งที่นครปฐมและที่กรุงเทพฯ

นอกจากส้มโอที่เป็นผลผลิตหลักแล้ว เรายังมีการปลูกผลไม้ชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น มะพร้าวอ่อน มะนาวแป้น มะม่วง กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยไข่ มะปราง มะขาม ทุเรียน และพืชผักสวนครัวที่หลากหลาย โดยดำเนินตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องความพอเพียง มีกินมีใช้ในครัวเรือน แบ่งปันบ้าง ถ้าเยอะก็นำไปขายบ้าง”

แวนด้าทิ้งท้ายว่า ความสุขของเธอก็คือ การได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลรักษาต้นส้มโอ หรือการตลาดที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย ซึ่งต้องพัฒนาและต้องปรับเปลี่ยนให้ทัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การได้อยู่กับพ่อแม่ ได้ดูแลพวกท่าน ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ แค่รู้ว่าพ่อแม่มีความสุข เธอก็มีความสุขไปด้วยแล้ว

“แวนมีอีกสิ่งที่ชอบก็คือ การทำขนม ทุกวันนี้แวนขายเบเกอรี่ โฮมเมดแบบออนไลน์ด้วยค่ะ โดยเริ่มทำครั้งแรกเมื่อปี 2557 เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทิ้งในสิ่งที่เรารักและเรียนมาอีกอย่างหนึ่งไป อยากบอกว่าแวนมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ทำขนม ได้ใช้เวลาอยู่กับมัน เมนูส่วนมากจะใช้วัตถุดิบจากสวนเราเองด้วย เช่น บานอฟฟี่พาย เค้กกล้วยหอม เค้กมะพร้าวอ่อน ชิฟฟอนมะพร้าว พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน เค้กมะม่วง เป็นต้น รวมทั้งทำขนมทั่วไปอย่าง คุกกี้ บราวนี่ คอนเฟลกคาราเมล ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการหารายได้อีกทาง โดยขายผ่าน ‘เพจเฟซบุ๊ก : เบเกอรี่ โฮมเมดบาย แวนด้า’ ด้วยค่ะ ใครสนใจลองเข้าไปดูได้เลย หรือติดต่อได้ที่ Line ID : vanda_rtp”

6 วิธีถนอมดวงตาคลายความเมื่อยล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525972

6 วิธีถนอมดวงตาคลายความเมื่อยล้า

วิธีบริหารดวงตาที่ช่วยคลายความเมื่อยล้าแบบง่ายๆ ที่ผู้ใช้สายตาหนักๆ ควรทำตาม

เมื่อต้องใช้ดวงตาเป็นเวลานาน ทั้งจากการใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์ ก็อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้าแล้วนั้นมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น เมื่อมองสิ่งรอบตัวอาจพบว่าภาพมัวลงในช่วงแรกของการมองและกลับมาเป็นปกติในเวลาต่อมา น้ำตาไหล แสบตา รู้สึกหนักตึงบริเวณเปลือกตา ล้าตา หรือรู้สึกอยากหลับตาตลอดเวลา เนื่องจากดวงตาของเรามีคู่เดียว จึงต้องมีวิธีถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตาคู่สวยอยู่กับเราไปนานๆ

1. หยิบปากกาแล้วยืดไปให้สุดแขน ตาสองข้างจ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน

2. พักสายตาเป็นระยะๆ หากใช้สายตาประมาณ 1 ชม. ควรพักสายตาโดยการหลับตานิ่งๆ หรือมองไปไกลๆ ประมาณ 5 นาที

3. ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา

4. หลีกเลี่ยงลม หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า

5. พยายามจำกัดเวลาของการใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์ ไม่ให้ติดต่อกันนานเกินกว่าสองชั่วโมง

6. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยป้องกันโรคต่างๆ ของดวงตา

3 กฎเหล็กที่คนเป็นโรคภูมิแพ้ควรทำตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525971

3 กฎเหล็กที่คนเป็นโรคภูมิแพ้ควรทำตาม

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ และหมั่นออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

ปัจจุบันมีผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยโรคภูมิแพ้นั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และมีด้วยกันหลากหลายชนิด แต่ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ต้องทำเหมือนกัน คือต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ และพยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ – แน่นอนว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ หากแพ้ฝุ่นก็ควรนำเครื่องนอนไปตากแดด หรือหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ หรือหากแพ้ขนสัตว์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือหาผ้าปิดปากป้องกัน

2. อยู่ห่างจากฝุ่นละออง – มลพิษ ฝุ่น และควันต่างๆ มีส่วนทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นได้ ควรหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างไกลจากฝุ่นละออง ควันรถยนต์ในชั้นบรรยากาศ ควันก๊าซจากโรงงาน หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ เช่น ควันบุหรี่

3. ออกกำลังกาย – ภูมิคุ้มกันดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำภูมิต้านทานดีขึ้น อาการภูมิแพ้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และยังลดโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ได้อีกด้วย

3 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ กระชับสะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 15:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525970

3 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ กระชับสะโพก

เซตท่าออกกำลังกายช่วยกระชับสะโพกที่ทำได้ง่ายๆ แค่นอนเตะขา

สมัยนี้ใครๆ ก็อยากมีหุ่นเป๊ะสวย สะโพกกระชับ หน้าท้องแบนราบ เนื่องจากเทรนด์การออกกำลังกายกำลังเป็นเทรนด์ที่อินสุดๆ แต่ด้วยงานที่กองเท่าภูเขา ทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่มีเวลาไปฟิตเนส เราจึงมีท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้นคือเพียงแค่นอนเตะขาเท่านั้น!

1. นอนเตะขา (Lying Leg Lift) เริ่มด้วยการนอนราบกับพื้น ออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาทั้งสองข้างให้ลอยขึ้นจากพื้นโดยไม่งอหลังและเข่า พยายามให้เท้าชี้ขึ้นด้านบนในตำแหน่งสูงสุดที่สามารถจะทำได้ ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ จึงค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบถึงพื้น นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง

2. นอนเตะขาไปด้านข้าง (Lying Leg Twist) เริ่มด้วยการนอนราบกับพื้น ออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาทั้งสองข้างให้ลอยขึ้นจากพื้น โดยไม่งอหลังและเข่า พยายามให้เท้าชี้ขึ้นด้านบนในตำแหน่งสูงสุดที่สามารถจะทำได้ ค่อยๆ บิดสะโพกและขาไปด้านซ้ายของลำตัวจนรู้สึกตึง โดยที่หลังยังคงแนบกับพื้นไว้ตลอด ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ แล้วค่อยๆ บิดสะโพกและขาไปทางขวาของลำตัวจนรู้สึกตึง นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นบิดสะโพกและขาสลับข้างกันไปมาจนครบ 10 ครั้ง

3. นอนตะแคงเตะขา (Side-Lying Leg Lift) เริ่มด้วยการนอนตะแคงกับพื้นในลักษณะเหยียดขาตรง ใช้ศอกและแขนวางบนพื้น ดันลำตัวช่วงบนขึ้นโดยที่สะโพกยังคงติดพื้นอยู่ มืออีกข้างวางราบกับพื้นด้านหน้าเพื่อเสริมการทรงตัว จากนั้นออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาข้างที่อยู่ด้านบนให้ลอยขึ้นจนรู้สึกเกร็ง ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ จึงค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบแตะขาอีกข้าง นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง แล้วจึงทำสลับกับขาอีกข้างหนึ่ง

7 วิธีเอาชนะความเหงาความเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 14:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525946

7 วิธีเอาชนะความเหงาความเศร้า

อาการเหงา เศร้า ทุกข์ อาจดูเป็นปัญหาใหญ่ แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ

ถึงแม้ว่าชีวิตเราจะดูราบรื่น เหมือนจะมีความสุขดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางช่วงบางจังหวะของชีวิต เราก็ย่อมมีมุมเหงา ซึมเศร้า แอบทุกข์ใจกันอยู่บ้าง ซึ่งหากบางคนเจอปัญหาที่หนักเกินรับไหว อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้ การรู้ทางออกของปัญหา และเตรียมรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้สุขภาพจิตของหลายๆ คนดีขึ้นได้

1. ร้องไห้ – มีงานวิจัยบอกว่า หลังร้องไห้ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งทำให้รู้สึกดี อีกทั้งการร้องไห้ช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก จึงทำให้ร่างกายผ่อนคลายและช่วยให้ความเจ็บปวดหายไป

2. ออกกำลังกาย – เรารู้กันอยู่แล้วว่าการออกกำลังช่วยหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งจะช่วยให้เราหายจากความเศร้า นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยให้มีเวลาส่วนตัวที่จะโฟกัสกับเรื่องบางอย่างที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ และทำให้คุณลืมความเศร้าได้

3. งดดูหนังฟังเพลงที่ทำให้เกิดความเศร้า – สื่อต่างๆ มีผลต่ออารมณ์ของเรามาก พยายามอย่าบิ้วให้เศร้าไปมากกว่าเดิม ควรเลือกฟังเพลงหรือดูหนังฟีลกู้ดที่ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นแทน

4. พยายามแก้ปัญหาโดยไม่เอาอารมณ์มาร่วมด้วย – เมื่อมีปัญหาหลากหลายมาพร้อมกัน ให้จัดเรียงปัญหาที่เร่งด่วนขึ้นมาขบคิดและแก้ปัญหาก่อน ปัญหาที่ไม่เร่งด่วนค่อยนำมาแก้ไขทีหลัง

5. รักตัวเองให้มากและพึ่งพาตัวเองให้ได้ – เมื่อถูกทอดทิ้งแทนที่จะฟูมฟายและต่อว่า หรือเคียดแค้นคนที่ทิ้งไป มาคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองลุกขึ้นยืนหยัดให้ได้เร็วที่สุดดีกว่า

6. มองโลกในแง่ดี – จำไว้ว่าทุกปัญหามีทางออก และการแก้ปัญหาจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมีสมองที่ผ่อนคลายเท่านั้น ลองพักผ่อนด้วยการ ทำโยคะ นั่งสมาธิ เดิน จะทำให้คุณมีความสุขและผ่อนคลาย

7. ปรึกษาคนรอบข้างที่คุณไว้ใจให้เขารับฟัง – บางครั้งการเล่าปัญหาต่างๆ ในใจให้ใครสักคนที่ไว้ใจฟัง นอกจากจะได้ระบายแล้ว อาจได้คำแนะนำดีๆ กลับมาด้วย