ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521925

ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักออมและนักจัดการเงินที่ดี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการปลูกฝังในเรื่องนี้เคร่งครัด ประชาชนไทยได้อ่านพระราชประวัติ ก็จะได้รับรู้ถึงพระอุปนิสัยการใช้จ่ายอย่างมีระเบียบวินัย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงปลูกฝังอบรมพระโอรสและพระธิดาในเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่ามาโดยตลอด

โดย ราตรีแต่งนักออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์

เรื่องเงินเป็นเรื่องต้องสอน และได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนพระโอรสและพระธิดาเรื่องนี้เสมอมา โดยในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มี พระราชดำรัสเช่นเดียวกับข้อความในหนังสือโดยมีใจความสำคัญๆ ในการออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยมี พระดำรัสไว้ว่า

“… สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนในการประหยัด ได้จัดให้มีเงินค่าขนม หรือพ็อกเกตมันนี่ ให้สัปดาห์ละครั้งตามอายุ และก็ได้ไม่มากนัก พอที่จะซื้อขนมพวกลูกกวาดหรือช็อกโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ ต้องซื้อเอง เพราะของเล่นนั้น ส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้ เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันปีใหม่ และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต

เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ ท่าน (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ของเล็กๆ น้อยๆ นั้น เราจะต้องซื้อเอง และท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อมีจำนวนพอแล้ว…”

เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาตรัสบอกสมเด็จพระบรมราชชนนี ว่าอยากได้จักรยาน เช่นเดียวกับเพื่อนๆ หลายคนที่มีจักรยานถีบกันแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตรัสว่า

“ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้สิ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเก็บเงินหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ เงินออมทวีจำนวนด้วยพระอุตสาหะ พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงอนุญาตตรัสว่า

“ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน ให้แคะกระปุกดูซิว่ามีเงินเท่าไร?”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงแถมให้ ซึ่งส่วนที่แถมนั้นมีมากกว่าเงินในกระปุก ทรงซื้อจักรยานให้พระโอรสเป็นการประหยัดด้านการเดินทางอีกด้วย ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สนพระราชหฤทัยในการดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงคือหีบเพลง แอกคอร์เดียน หลังจากนั้น ก็ได้ทดลองเล่นแซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงซื้อด้วยเงินทรงเก็บออมเก็บไว้

ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราว 14-15 พรรษา ทรงหัดเล่นด้วยแซ็กโซโฟนมือสอง ทรงซื้อราคา 300 ฟรังก์ โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกให้อีกครึ่งหนึ่ง

นอกจากเครื่องดนตรี ก็ยังมีของใช้ส่วนพระองค์หลายชิ้น เช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูปที่พระองค์ทรงเก็บเงินซื้อด้วยพระองค์เองตั้งแต่ 8 พรรษา กล้องตัวแรกที่ทรงใช้มีชื่อว่า Coronet Midget

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงซื้อของที่ทรงอยากได้จากเงินออมซึ่งเหลือจากเงินค่าขนม หากได้รับเงินในโอกาสพิเศษจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็ทรงเก็บสะสมไว้สมทบเงินออมเพิ่ม เพื่อจะได้ซื้อของที่อยากได้เร็วขึ้น

พระราชประวัติในช่วงพระเยาว์ บ่งบอกพระอุปนิสัยที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการบริหารเงิน โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีการกำหนดเงินค่าขนมรายสัปดาห์ ให้ทรงใช้ ทรงสะสม เมื่อได้ก้อนใหญ่จึงมีเงินซื้อของเล่น และนำเงินไปฝากธนาคาร ทรงเป็นต้นแบบของความเรียบง่าย ความประหยัด และความพอเพียงมาโดยตลอด ด้วยการบ่มเพาะพระอุปนิสัยประหยัด เลี้ยงดูจากพระราชชนนี

สร้างรายได้ และการให้

เนื้อหาในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” แม้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะได้ค่าขนมทุกสัปดาห์ ก็ยังทรงรับจ้างเก็บผักและผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม และนำเงินที่เหลือมาใส่กระป๋องออมสิน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงตั้งกระป๋องออมสิน ทรงเรียกว่า “กระป๋องคนจน” เอาไว้ข้างที่ประทับพระธิดาและโอรสทุกๆ พระองค์ และทรงสอนถ้ามีกำไร ก็จะต้องถูกเก็บภาษีหยอดใส่กระปุกนี้ 10%

เมื่อถึงสิ้นเดือนทรงประชุมทั้ง 3 พระองค์ ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างไร ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจนอย่างไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

พระราชจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างเป็นประจำเสมอ โดยเป็นแนวคิดง่ายๆ ที่ทุกคนนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว และเมื่อพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อ ปี 2548 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความเด่นชัดในเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย พระองค์ทรงปฏิบัติเป็น ต้นแบบมาโดยตลอด การใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างเช่น หลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์

ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจ คำว่า “ประหยัด” ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า “… มหาดเล็กห้องสรง เห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์ คงใช้หมดแล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อทรงทราบ ก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน

พระราชจริยวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงพระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิตย์

หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ทูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้น เพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป”

พสกนิกรชาวไทยได้รับฟัง พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มี พระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องการออม และการประหยัดบ่อยครั้ง เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2502 มีพระราชดำรัสสอนให้ประชาชนของพระองค์ใช้ชีวิตด้วยความประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“…การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว

ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย…”

เรื่องราวของพระราชาผู้เป็นที่รัก ซึ่งทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ใส่ใจใช้ชีวิตประหยัดอดออม รู้จักสร้างความมีวินัยทางการเงินให้แก่ตัวเองได้อย่างมั่นคง ด้วยแนวทางที่ทรงปฏิบัติไว้เป็นต้นแบบอย่างเด่นชัด

4 เคล็ดลับอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521927

4 เคล็ดลับอายุยืน

โดย ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส

บางครั้งเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้อายุของเรายืนยาวนั้น ก็เป็นผลมาจากเรื่องง่ายๆ อย่างการเคลื่อน ไหวร่างกายหรือออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เชื่อมั้ยว่าแค่เราขยับร่างกายวันละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อาจจะช่วยต่ออายุคุณให้ยืนยาวไปอีกหลายปี

1.ถ้าไม่อยากป่วย จงลุกขึ้นมา

ผู้ที่อายุมากขึ้นและอยู่ในอาการเฉื่อยชา ควรหันมาเริ่มออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าร่วม โปรแกรมใดๆ ก่อนเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ไปดูคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายกันเลย

ขั้นแรกเริ่มด้วยการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ชื่นชอบมากที่สุด ซึ่งมีความหนักในระดับปานกลาง เพราะการเลือกกิจกรรมที่เราชอบ จะทำให้เราอดทนออกกำลังได้นานขึ้น จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเวลาในการออกกำลังทีละน้อยทุกๆ 2-3 วัน จนกระทั่งออกกำลังได้นานต่อเนื่องครั้งละ 30 นาทีโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป

เมื่อใช้เวลาออกกำลังครั้งละ 30 นาทีจนอยู่ตัวแล้ว ให้ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขึ้นอีก หรือเพิ่มความหนักหน่วงของกิจกรรม หรือทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ต่อมาให้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และได้รับประโยชน์หลายๆ ด้าน

ลองค้นหาวิธีออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ดูสิ และเมื่อทำได้ จงให้รางวัลกับความพยายามของตัวเองด้วยล่ะ

2.ออกกำลังกายไล่ความเจ็บป่วย

ผู้ที่ดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้น เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งโบลเดอร์ สหรัฐ พบว่า การลดลงของแอนติบอดีอันเนื่องมาจากอายุ เป็นสัญญาณว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่การออกกำลังกายจะช่วยคงสภาพการตอบสนองของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (T-Cell) อย่างเหมาะสม

ดังนั้น การออกกำลังกายจึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป เพราะคนในวัยนี้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันได้ง่าย

3.ร่างกายสมบูรณ์ สมองก็ฟิต

ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายกระฉับกระเฉงจะมี สมาธิดี อาจช่วยรักษาความจำและต่อสู้กับภาวะความจำเสื่อมได้ จากการศึกษาของ นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น พบว่า วิถีชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะมีผลเสียโดยตรงต่อความสามารถทางปัญญาและคุณภาพการนอนหลับเมื่อเราอายุมากขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยให้ชายและหญิงอายุ 67-86 ปี ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดี เข้าร่วมการศึกษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตามข้อกำหนด โดยให้พวกเขาออกกำลังกายเบาๆ นาน 30 นาที ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 30 นาที และปิดท้ายด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลางอีก 30 นาที

ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการอบอุ่นร่างกาย เช่น เหยียดแขน ขา และออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง (เดินหรือออกกำลังร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง) ในช่วงสุดท้ายให้ออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง ได้แก่ การเดินเร็ว กายบริหาร หรือเต้นรำ และทำให้ร่างกายเย็นลง 10 นาที โดยทั้งหมดนี้ครอบคลุมระยะเวลา 90 นาที

เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมอง และมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นระหว่างคืนน้อยลงถึงร้อยละ 4-6 เชียวละ

4.อายุไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป

การศึกษาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชายและหญิงอายุระหว่าง 50-60 ปี อยากมีร่างกาย ที่กระฉับกระเฉงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน ภาวะ หรือมีอุปนิสัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่

นักวิจัยได้เฝ้าติดตามผู้สูงอายุจำนวน 9,611 ราย พบว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี และยังมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตใน 8 ปีข้างหน้า น้อยกว่าผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะร้อยละ 35 ซึ่งความเสี่ยงที่ลดลงนั้น พบในผู้เข้าร่วมทำการศึกษาที่ออกกำลังกายระดับปานกลางทั่วๆ ไป เช่น เดินเล่น ทำสวน และเต้นรำ แม้แต่คนอ้วนก็จะมีความเสี่ยงที่จะ เสียชีวิตน้อยลง หากรู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

คณะวิจัยสรุปว่า ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ประโยชน์ที่มากที่สุดก็คือ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตใน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด ในการค้นพบนี้ หัวหน้านักวิจัยแนะนำว่า ชายและหญิงที่มีปัญหาโรคหัวใจและ หลอดเลือด จะมีความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะ มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากการออกกำลังกาย n

ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 12:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521946

ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

วันนี้ไอทีและไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันในชีวิตของคนทั่วโลก เช่นเดียวกับ โฆสิต จึงอนุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิกไนท์ เดอะ คอนซัลแตนท์ ที่ปรึกษาธุรกิจการพัฒนาบุคลากร ผู้นำไอทีมาปรับใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบถึงขีดสุด!

เทคโนโลยีและชีวิตหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โฆสิตเล่าว่า ตลอดช่วงชีวิต 38 ปี มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ไอทีหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน บิดามีทัศนคติให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี นั่นทำให้เขาคุ้นเคยและมีโอกาสทดลองใช้อุปกรณ์ไอทีมาตั้งแต่เด็ก

สำหรับการทำงาน โฆสิตให้ความสำคัญและลงทุนกับอุปกรณ์ไอทีแบบจัดเต็ม เพื่อวัตถุประสงค์การทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดย “เต็มที่” ในทุกเครื่องมือและทุกอุปกรณ์ที่ทำให้การงานไร้ข้อจำกัด

ยกตัวอย่างการประชุมกับ ลูกค้า จะเตรียมความพร้อมใน ทุกสถานการณ์ นั่นหมายความว่า ปัจจุบันจากกระเป๋าทำงานใบเล็ก ก็ต้องเปลี่ยนเป็นกระเป๋าลากใบเขื่อง เพื่อบรรจุคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ลำโพง เครื่องฉาย สายต่อสายพ่วงและอีกมาก

“ลูกค้าสามารถเข้าใจเรื่องที่เรานำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบ พูดได้เลยว่า เทคโนโลยีไอทีทุกวันนี้ ทำให้ผมทำงานได้เต็มที่ในทุกที่และทุกเวลาจริงๆ”

เทคโนโลยียังช่วยทำให้การนำเสนองานน่าสนใจมากขึ้น โดยปกติเขาจะเลือกใช้มัลติมีเดียเป็นสื่อสำหรับอธิบายแนวคิดหรือวิธีคิดที่ยากซับซ้อน หรือมีการตีความ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และทำเรื่องที่น่าสนใจให้มีมิติที่ดึงดูด

“ลูกค้าสามารถเข้าใจวิธีคิด ของผม ผ่านเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ หนังสั้น เพลง และอินโฟกราฟฟิกที่ผมชอบ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมไปแล้ว” โฆษิตเล่า

ในชีวิตประจำวัน เพื่อนๆ ของโฆษิตจะรู้ดีว่า ชายหนุ่มถือคติว่าชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม และเครื่องมือก็คือไอที ลองเล่าให้ฟังถึงแอพพลิเคชั่นเก๋ๆ เช่น Eatigo ใช้จองดีลพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำ หรือ Honestbee ที่ส่งคนไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตและไปส่งให้ถึงที่บ้าน หรือแม้แต่ Blacklane ที่ใช้จองรถลีมูซีน รับส่งสนามบิน เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ไลฟ์สไตล์ไอทีของโฆษิตยังทำเงินให้อีกต่างหาก โดยเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการผสมผสานไอทีและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นเงินทำได้อย่างไร ก็ทำได้ด้วยการขายภาพบนแอพพลิเคชั่น EyeEm ไงล่ะ

“ผมชอบอัพโหลดภาพเข้า EyeEm ซึ่งจะมีคณะกรรมการ คัดเลือกภาพไปขายต่อให้ Getty Images ใครจะเชื่อว่า ภาพที่ผม ถ่ายเล่นๆ จะสามารถทำเงินได้เป็นหลักหลายหมื่นบาทต่อภาพ”

ไอทีสำหรับโฆษิต จึงนับว่าตอบนิยามความเป็นตัวเอง และเพิ่มขีดสุดให้แก่ชีวิตในทุกด้านของ เขาจริงๆ

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521874

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

รวมสูตรบำรุงเส้นผมจากธรรมชาติ ให้ผมแห้งเสียกลับมาเป็นผมสวยสุขภาพดี

เส้นผมของเราดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถ้าหากบอกว่า คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า เส้นผมก็ไม่ต่างอะไรกับหลังคาบ้าน หากเส้นผมสวยสุขภาพดี ก็จะทำให้ลุคโดยรวมดูดีชวนมองตามไปด้วย การดูแลและหมั่นบำรุงเส้นผมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติบางอย่างที่ใกล้ตัวเรา ก็สามารถช่วยบำรุงเส้นผม เปลี่ยนผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวยได้อย่างง่ายดาย

1. อโวคาโด – บดอโวคาโดสุกกับไข่ไก่หนึ่งฟอง จากนั้นนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก วิตามิน กรดไขมัน และแร่ธาตุต่างๆ ในอโวคาโดจะช่วยฟื้นฟูให้เส้นผมกลับมาเงางาม ทำสัปดาห์ละครั้งสำหรับผมเสีย หรือเดือนละครั้งสำหรับผู้ที่มีผมสุขภาพดีอยู่แล้ว

2. เนย – ใช้เนยเพียงเล็กน้อยนวดลงบนเส้นผมที่แห้งเสีย คลุมด้วยหมวกอาบน้ำแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นล้างออก และสระผมตามปกติ จะช่วยรักษาเส้นผมที่แห้งให้ชุ่มชื้นเงางาม

3. น้ำมันมะกอก – อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงผมแห้งเสียให้กลับมาชุ่มชื้นเงางาม ก็คือการนำน้ำมันมะกอกประมาณครึ่งถ้วยไปอุ่น จากนั้นนำมาหมักผม ห่อด้วยพลาสติกใส จากนั้นคลุมด้วยผ้าเช็ดผมอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที แล้วล้างออกพร้อมสระผมตามปกติ

4. ชา – น้ำชาที่เราดื่มกันเป็นหนึ่งตัวช่วยบำรุงเส้นผมสำหรับผมทำสี โดยใช้น้ำชาธรรมชาติที่ไม่ผสมน้ำตาลหรือสารเพิ่มความหวาน ล้างเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากสระผมแล้ว จะช่วยทำให้สีผมชัดเจนขึ้น ซึ่งควรเลือกน้ำชาที่เหมาะกับสีผมของตัวเอง เช่น ผมสีบลอนด์ควรใช้ชาดอกคาโมไมล์ ผมสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มควรใช้ชาดำ

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 16:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521865

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

การทานอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

จริงอยู่ที่ว่าสารอาหารทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ในตัวเองและจำเป็นต่อร่างกาย แต่ทั้งนี้ต้องทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น การทานอาหารหวาน มัน และเค็มในปริมาณมากๆ เป็นเวลาติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงควร ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม

1. ลดหวาน – คนไทยมีนิสัยที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือติดทานหวาน ในทางโภชนาการน้ำตาลให้แต่พลังงาน แต่ไม่ได้ให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ในขณะที่อาหารอื่นๆ เช่น ข้าว ผลไม้ จะให้ทั้งพลังงาน แร่ธาตุ วิตามิน และสารสำคัญอื่นๆ ดังนั้น การกินน้ำตาลมากทำให้ได้แต่พลังงานที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อพลังงานมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนและมีการสะสมเป็นไขมัน

2. หยุดมัน – ของทอดอาจจะเป็นเมนูโปรดของหลายคน จริงๆ แล้วไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายในแต่การทานไขมันมากจะทำให้อ้วนง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ จึงควรหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารผัดต่างๆ ที่ใช้น้ำมันมาก

3. งดเค็ม – ความเค็มของอาหารมาจากสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ หรือที่รู้จักกันในนามของเกลือแกง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปก็ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ เป็นภาระกับไตในการขับโซเดียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย เกิดโรคความดันโลหิตสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง หัวใจ ตับ และไตอีกด้วย

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 14:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521854

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

เนื่องจากประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทำงานของหัวใจ จนหัวใจมีความอ่อนแรงและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามต้องการ จนเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

1. งดเค็ม เพราะอาหารที่มีรสเค็มจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะน้ำคั่งและทำให้อาการทรุดได้อย่างรวดเร็ว จึงควรงดอาหารที่มีรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม

2. ชั่งน้ำหนัก ควรทำเป็นประจำทุกวันในเวลาที่ใกล้เคียงกัน และชั่งโดยเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องเดียวกัน เพื่อป้องกันตัวเลขที่คลาดเคลื่อน การชั่งน้ำหนักเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้รู้ถึงภาวะน้ำคั่ง หรืออาการหอบเหนื่อยที่กำลังมาเยือน หากมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นผิดปกคิ ควรรีบพบแพทย์ หรือโทรรายงานแพทย์ผู้ดูแลทันที

3. กินยา ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของยาที่กินอย่างละเอียด พร้อมกินยาอย่างเป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำ

4. ออกกำลังกาย ทุกคนควรออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น การเดินเร็ว การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ โดยต้องไม่ลืมวอร์มทุกครั้งก่อนการออกกำลังกาย และควรหยุดพักทันทีหากเริ่มมีอาการเหนื่อย หอบ หรือแน่นหน้าอก

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/531989

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (2)

โดย วรธาร

การจาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่ ประกอบด้วย สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในดินแดนพุทธภูมิ (อินเดีย-เนปาล) ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ถือเป็นภารกิจหลักของพระภิกษุสามเณร 99 รูป ในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจัดโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ในความริเริ่มของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

บวชพุทธคยาแดนสัมมาสัมโพธิญาณ

วันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค. เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสามเณรนวกโพธิ 99 รูป ตลอดจนชีพรหมโพธิ (ชีพราหมณ์) ที่บวชถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ในโครงการได้พำนักอยู่วัดไทยพุทธคยา โดยได้รับความเมตตาจากพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งที่พัก อาหาร (อู่ข้าว) น้ำปานะ (อู่น้ำ) ล้วนสัปปายะสะดวกสบาย และชาวพุทธโดยเฉพาะคนไทยที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ พุทธคยา มักจะเลือกมาพักที่วัดแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นสถานที่รับรองผู้แสวงบุญโดยเฉพาะ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ ต่อไป

กล่าวถึงพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถือเป็น 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน ที่ทางโครงการได้เลือกเป็นจุดสตาร์ทด้วยการจัดบรรพชาอุปสมบท ก่อนที่จะเดินทางจาริกธรรมไปสังเวชนียสถานที่เหลือในเมืองต่างๆ

ต้องยอมรับว่า การเลือกพุทธคยาและวัดไทยพุทธคยาเป็นที่ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรในโครงการถือเป็นความหลักแหลมของผู้ริเริ่มโครงการที่มุ่งหวังอยากให้ผู้บวชทุกคนได้นึกย้อนไปเมื่อครั้งที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญความเพียรทางใจ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พร้อมทั้งเกิดการอนุสรณ์ในใจว่า การมาบวชครั้งนี้เสมือนการบวช ณ เบื้องพระพักตร์พระพุทธองค์ผู้ประทับอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จริงๆ และถือเป็นการเกิดใหม่ในทางธรรมหรือทางปัญญาของทุกคนด้วย

ธนิต เสนศักดิ์ หนึ่งในผู้อุปสมบทเผยความรู้สึกของการบวชที่นี่ว่า พุทธ คยาในค่ำวันนี้ (30 พ.ย. วันบรรพชา) วิเศษมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาสละชุดนาคแล้วครองผ้าเหลืองเป็นความปีติที่บอกไม่ถูก ซึ่งการได้บวชพระพุทธศาสนานั้นประเสริฐอยู่แล้ว ทว่าการที่ได้มาบวชภายใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงๆ สุดจะพรรณนาความรู้สึกได้

“นี่เป็นการบวชพระครั้งแรกในชีวิต พูดได้คำเดียวว่าตื้นตันมากครับ พอห่มผ้าเหลืองแล้วมานั่งลงตรงเบื้องหน้าพระอุปัชฌาย์ที่เบื้องหลังคือต้นพระศรีมหาโพธิ์ รอเพื่อนๆ ที่กำลังครองผ้าเพื่อมารับไตรสรณคมน์และสิกขาบทสิบพร้อมกัน ผมได้เพ่งมองไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดปีติขึ้นมาทันที

ลองคิดดูว่า พิธีบวชใช้เวลาค่อนข้างนาน ปกติผมนั่ง 2-3 นาที ก็ปวดขาแล้ว แต่ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า ตัวเองจะนั่งได้นานโดยไม่รู้สึกปวด ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นี่คือความรู้สึกตอนบวชเณรใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พอบวชแล้วผมตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากลาสิกขา อยากฝึกใจให้อารมณ์เย็นขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ขณะที่ ประชุม โซวิกุล บอกว่า ไม่นึกว่าพอมองจากข้างนอกเข้าไปยังบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ เห็นผู้คนมากมาย ดูวุ่นวาย แต่พอเข้าใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ บรรยากาศดูสงบนิ่งมาก แม้ว่าจะมีเสียงสวดมนต์เป็นระยะจากคณะแสวงบุญต่างๆ ก็ตาม แต่ถ้าสังเกตให้ดีคนที่นั่งสมาธิ ทุกคนนิ่งสงบอย่างยิ่ง เงียบไปจนถึงข้างในใจเลยทีเดียว

“ผมชอบพุทธคยา โดยเฉพาะบริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เวลาพระอาจารย์วิทยากรและพระพี่เลี้ยงพามาทำวัตร สวดมนต์เย็นนั่งสมาธิ แผ่เมตตาในเย็นวันที่ 1 ธ.ค. ผมได้ระลึกถึงการบำเพ็ญเพียรและการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ตามที่พระอาจารย์วิทยากรเล่าให้ฟัง กว่าที่พระองค์จะตรัสรู้ต้องผ่านความยากลำบากแสนสาหัสนานัปการนานเป็นเวลา 6 ปี

การมาบวชที่นี่ทำให้ผมได้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นความจริงเสมอก็คือ การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ถ้าได้ลงมือทำอะไรแล้วจะต้องมีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างพระมหาบุรุษและต้องสำเร็จอย่างแน่นอน”

ไปกราบพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาคิชฌกูฏ

วันที่ 2 ธ.ค. คณะของโครงการได้เดินออกเดินทางจากวัดไทยพุทธคยามุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์ โดยมีจุดหมายอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ดำ และมหาวิทยาลัย นาลันทา ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตเมืองราชคฤห์ ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ต้องยอมรับว่า แม้ว่าราชคฤห์ไม่ได้จัดเป็นสังเวชนียสถานทั้งสี่ แต่ก็ถือว่าเป็นแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่นที่แรก

ราชคฤห์ จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างมากในหลายๆ ด้าน เช่น เป็นเมืองที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จมาแสดงธรรมโปรดและได้บรรลุโสดาบัน (คือพระเจ้าพิมพิสาร) เป็นที่ประชุมทำสังคายนาครั้งที่ 1 อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงให้การอุปถัมภ์ สังคายนา ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา

พระอัครสาวกคู่พระบารมีของพระพุทธเจ้า คือ พระสารีบุตรและ โมคคัลลานะ ก็เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เกิดที่นาลันทา วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่ราชคฤห์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ (สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง กุสลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ฯลฯ) อันเป็นหลักการของพระพุทธศาสนาก็ที่เมืองนี้

จุดแรกที่คณะได้เดินทางไปคือ พระมูลคันธกุฎี (กุฏิพระพุทธเจ้า) บนยอดเขาคิชฌกูฏ (ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนหัวนกแร้ง) เพื่อประกอบพิธีทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา แผ่เมตตา เป็นการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนขึ้นไปพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าจะผ่านสถานที่ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเป็นถ้ำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวธรรม “เวทนา ปริคคหสูตร” โปรดทีฆนขปริพพาชก ขณะที่พระสารีบุตรนั่งอยู่ด้วยก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนทีฆนขปริพพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็ถึงปากถ้ำแคบๆ และเตี้ย แคบกว่าถ้ำสกรขาตาด้วย ภายในมีแท่นหินพระวิทยากรเล่าว่า เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระมหาโมคคัลลานะที่บำเพ็ญเพียรแล้วถูกความถีนมิทธะ (ความง่วง) ครอบงำ ซึ่งภายหลังท่านได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ โดยใช้เวลาหลังจากได้อุบายแก้ง่วงจากพระพุทธเจ้าเพียง 7 วัน

เดินเลยถ้ำที่พระมหาโมคคัลลานะบำเพ็ญเพียรมานิดเดียวก็ถึงพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า แต่ก่อนถึงพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทางซ้ายมือจะเป็นคันธกุฎีของพระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ลักษณะเป็นอิฐเก่าก่อขอบขึ้นสูงประมาณไม่เกิน 1 ฟุตครึ่ง ขณะที่พระคันธกุฎีพระพุทธเจ้าวัดด้วยศอกกว้าง 3 ศอกคืบ ยาว 4 ศอก

สวดติโรกุฑฑสูตรที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร

คณะใช้เวลาสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา แผ่เมตตานานพอสมควรก่อนลงจากเขา เพื่อไปฉันภัตตาหารและรับประทานอาหารพร้อมออกเดินทางต่อไปยังวัดเวฬุวันฯ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งวัดแห่งนี้เดิมเป็นสวนไม้ไผ่ของพระเจ้าพิมพิสาร หลังจากพระองค์สดับพระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถาจากพระพุทธเจ้าที่ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม) และได้บรรลุโสดาบันแล้วก็ได้น้อมถวายสวนไผ่แห่งนี้แด่พระพุทธเจ้า

สำหรับวัดเวฬุวันฯ ถือเป็นวัดที่พระพุทธองค์ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ทั้งหมดล้วนอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาและมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชานั่นเอง

ทางคณะนำโดย พระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการได้นำคณะไปนั่งสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และแผ่เมตตายังลานจาตุรงคสันนิบาต สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูปนั่นเอง

ในการสวดมนต์ครั้งนี้ เพื่อให้เข้ากับสถานที่วัดเวฬุวันฯ พระเมธีวรญาณ ได้นำบทติโรกุฑฑสูตรที่ขึ้นต้นด้วยบทว่า อะทาสิ เม อะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา เม ฯลฯ เป็นหนึ่งในบทสวดด้วย เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสารหลังจากน้อมถวายวัดเวฬุวันฯ แล้วก็ได้กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแก่ญาติของพระองค์ในอดีตชาติที่ตายไปแล้วเกิดเป็นเปรตมาขอส่วนบุญ

จากนั้นได้เดินทางไปสวดมนต์นั่งสมาธิที่วิหารพระพุทธรูปองค์ดำ และได้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนาลันทาพร้อมถ่ายรูป ด้านหน้าสถูปปรินิพพานของพระสารีบุตรเป็นที่ระลึกก่อนจะเดินทางกลับวัดไทยพุทธคยาเป็นเสร็จสิ้นโปรแกรมวันที่ 2 ธ.ค.

 

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/530784

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ในความริเริ่มและจัดขึ้นของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม โดยการนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

ถือเป็นการจัดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลปัจจุบันครั้งแรก ในโอกาสที่พระสังฆบิดรทรงเจริญพระชันษาครบ 91 พระชันษา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2561 ทั้งยังเป็นการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธยา ประเทศอินเดียอีกด้วย

โครงการนี้มีผู้ศรัทธาสมัครเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหลากหลาย ประกอบด้วยข้าราชการ อัยการ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ประชาชน และผู้บริหารบริษัทเอกชน รวมจำนวน 95 คน ผู้สมัครบวชสามเณรอีก 4 รวม 99 คน พร้อมกันนี้มีผู้สมัครบวช ชีพราหมณ์ถวายพระกุศลด้วย 21 คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในวันที่ 29 พ.ย. ผู้สมัครบรรพชาและอุปสมบททั้ง 99 คน มี ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เป็นต้น ได้เข้าพิธีปลงผม เข้ารับประทานผ้าไตรจีวร และพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

จากนั้นวันที่ 30 พ.ย. 2560 คณะโครงการฝ่ายฆราวาสนำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ขณะที่พระสงฆ์นำโดยพระเมธีวรญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และรักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการฯ ได้ออกเดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ ประเทศอินเดีย และจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ตลอดจนสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 1-9 ธ.ค. เพื่อศึกษาพุทธจริยาอันควรค่าแก่การน้อมนำมาเป็นหลักในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีต่อไป

ในโอกาสนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ได้รับโอกาสให้ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย จึงขอประมวลกิจกรรมอันงดงามที่เกิดขึ้นตลอด 9 วัน ณ ดินแดนพุทธภูมิของพระภิกษุสามเณรในโครงการและคณะ โดยแยกเป็น 4 ตอน 4 สัปดาห์ ด้วยหวังว่าการนำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้เห็นมหากุศลกรรมนี้แล้วจะเกิดอุตสาหะศรัทธาอันแรงกล้าหันมาใส่ใจ บำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสถาพร และประพฤติตนเป็นชาวพุทธที่ดีสืบต่อไป

พระธรรมโพธิวงศ์ให้การบรรพชา

การบรรพชาไม่ว่าจะประกอบพิธีที่ไหนขอเพียงมีพระอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาก็เป็นอันสำเร็จเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แต่การได้มาบรรพชาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระมหาบุรุษประทับทรงกระทำความเพียรและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่จะได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีโครงการแบบนี้ถึงมีศรัทธาก็ต้องบอกว่าหาโอกาสยากเต็มที

ทั้ง 99 คนจึงนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้บวชสามเณรภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ 1 ใน 4 ของสังเวชนียสถานอีกด้วย เหนืออื่นใดคือการได้รับความเมตตาจากพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยเริ่มบรรพชาในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย. เสร็จสิ้นในเวลา 19.00 น. โดยประมาณ จากนั้นประกอบพิธีอุปสมบท (บวชพระ) ต่อ ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

ทว่า เนื่องจากผู้อุปสมบทมีจำนวนถึง 95 รูป การประกอบพิธีอุปสมบทจึงต้องแบ่งเป็น 2 วัน คือ คืนวันที่ 30 พ.ย. ล่วงไปถึงเวลา 02.45 น. และวันที่ 1 ธ.ค. เริ่มเวลา 05.00 น. ไปเสร็จสิ้นในเวลา 11.00 น. โดยประมาณ ดังนั้นจึงต้องมีการสลับพระอุปัชฌาย์ขึ้นทำหน้าที่ 2 รูป ได้แก่ พระธรรมโพธิวงศ์ และพระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

การอุปสมบทครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดพระภิกษุตระกูล “โพธิ” ทั้ง 95 รูป กล่าวคือ ฉายาของทุกรูปจะมีคำว่า “โพธิ” อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าคำว่า โพธิ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (โพธิ-ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า-การตรัสรู้ธรรม-ผู้เบิกบานในธรรม) หรือหมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย

“คำว่า ‘โพธิ’ ที่ตั้งในฉายาของทุกรูปเป็นความตั้งใจ เพราะถือว่าทุกคนมาบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ บวชที่พุทธคยา สถานที่จริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พอบวชแล้วก็ไม่ได้เรียกพระนวกะ ธรรมดาๆ แต่เราจะเรียกว่า พระนวกโพธิ ส่วนผู้บวชชีพราหมณ์นั้นก็เรียกว่าชีพรหมโพธิ” พระธรรมโพธิวงศ์อธิบายที่มาของการตั้งฉายาพระในโครงการ

อุปัชฌาย์สอนยกระดับจิตใจ

พระธรรมโพธิวงศ์ได้กล่าวให้โอวาทในวันมอบฉายาบัตรแก่พระนวกโพธิ ณ วัดไทยพุทธคยา ว่า ทุกคนที่มาบวชครั้งนี้ถือว่าได้แสดงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาที่มีในตนอันเป็นอันสิ่งที่บิดามารดาได้เตรียมการไว้ให้ ซึ่งต้องขอบคุณพ่อแม่ที่ได้เตรียมศาสนาไว้ให้ทุกคนเป็นคนมีศาสนาและมีศาสนาเป็นที่พึ่งในการนำมาปฏิบัติให้รอดพ้นจากกองเพลิงทั้งสาม (โลภะ โทสะ โมหะ)

“นั่นเพราะพ่อแม่ต้องการให้มีพระคุ้มครอบครองลูก พ่อแม่คุ้มครองลูกได้เฉพาะในส่วนของตาเห็น เมื่อเว้นจากตาพ่อแม่ไปแล้วเดินไปตามถนน ไปสู่สถานที่ใดๆ พ่อแม่ก็อาศัยคุณของพระศาสนาช่วยดูแลลูกของท่าน ดูแลลูกของท่านไม่เพียงพอถึงขนาดดูแลหลานของท่าน ดูแลหลานของท่านไม่เพียงพอยังดูแลนามสกุลของท่านที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ด้วย”

พระธรรมโพธิวงศ์ กล่าวสอนต่อว่า การที่ทุกคนได้บวชในครั้งนี้เพราะได้ผู้ใหญ่ที่มีใจประกอบด้วยธรรมะ คือ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นผู้มีทิศทางการใช้ชีวิตทางโลกที่น่าเคารพและเป็นผู้มีโชคได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจนถ่องแท้ และเมื่อได้ศึกษาแล้วยังใช้ความสามารถของตนนำพระพุทธศาสนามาปรับใช้พร้อมถ่ายทอดให้คนอื่นอีกด้วย

“ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้นำพวกเรามาฝากเนื้อฝากตัวเป็นสาวกระดับใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ลูกพระทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่ได้บวชในสถานที่ธรรมดา เราไม่ได้มาไหว้พระธรรมดา เรามาไหว้พระในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นจะต้องอัพเกรดกาย วาจา ใจของตัวเองให้ดีขึ้น สูงขึ้น

กายคือการเดิน การห่มผ้า ต้องให้ดุจหนึ่งมีตัวอย่างการเข้าเฝ้า หรือการเข้าไปนั่งอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ วาจา การพูดการจาต้องสุภาพสมสมณสารูป บทสวดมนต์ต้องให้คล่องแคล่ว ส่วนใจพยายามเก็บสะสมเอาสิ่งที่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์กลับไปให้มากที่สุด”

เหตุที่เลือกบวช ณ อินเดีย

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน โครงการฯ ได้ให้สัมภาษณ์ขณะเป็นพระภิกษุ (ได้รับฉายาว่า ญาณปวรโพธิ) ว่า เคยมาอินเดียประมาณ 20 กว่าครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่อินเดีย ครั้งนี้เป็นการบวชที่อินเดียครั้งแรกในชีวิตจึงรู้สึกปีติอย่างมาก

“ในชีวิตอาตมาเคยผ่านการบวช 3 ครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่แดนพุทธภูมิเลย ครั้งนี้รู้สึกอิ่มใจเพราะตั้งใจอยู่ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากบวชที่อินเดียสักครั้ง พอจัดโครงการนี้เลยรู้สึกว่า ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยมาอินเดียและถ้าเขาได้มาในลักษณะพุทธสาวกเต็มตัวคงจะได้อะไรหลายอย่าง เช่น ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง ได้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นยังเป็นผลปรากฏอยู่จริง

เฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปกุสินาราสถานที่ปรินิพพาน ทุกคนจะได้รู้ว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสก่อนปรินิพพานว่า อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ เธอจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทพร้อมเถิดนั้น หมายถึงว่าพวกเราจะต้องลงมือทำความดีตั้งแต่บัดนี้ นับเป็นนาที นับเป็นชั่วโมง นับเป็นวัน มิใช่นับเป็นปี ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ อย่างอาตมาอายุ 64 แล้ว ต้องถือว่าไฟกำลังไหม้ศีรษะ จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องดับไฟบนศีรษะให้ได้เสียก่อนด้วยการรีบทำความดี ไม่ประมาท นี่คือเหตุผลของการเลือกโครงการบวชที่อินเดีย”

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เผยว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะบวชจนวันนี้อายุ 62 การบวชครั้งจึงถือว่าเป็นบุญพาวาสนาส่งโดยแท้ที่ทำให้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น

“เดิมผมคงคล้ายคนไทยจำนวนหนึ่ง กับพุทธศาสนาแล้วเหมือนใกล้จนแทบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่กลับอยู่ไกลจนแทบจับแก่นสารไม่ได้ เกิดมาก็ปรากฏช่องทะเบียนราษฎรว่านับถือศาสนาพุทธ ทั้งบ้านอยู่ใกล้วัด ใส่บาตร จำบทสวดมนต์พื้นฐานได้ ทว่ายิ่งโตมีความรู้มีประสบการณ์มากกลับยิ่งห่างไกลศาสนาพุทธในเชิงสารัตถะออกไปทุกที”

คำนูณ เล่าต่อว่า เคยใกล้พระพุทธศาสนายิ่งกว่าคนไทยคนอื่น เกิดอยู่หลังวัดประยุรวงศาวาส มีพ่อเป็นอดีตพระมหาเปรียญ 6 ประโยค แต่กลับซึมซับพระพุทธศาสนาน้อยกว่าที่ควร และให้ความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“การบวชครั้งนี้จึงนับเป็นบุญวาสนาของผมโดยแท้ที่ได้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น แม้วันนี้ลาสิกขาแล้ว แต่ก็จะพยายามกลับไปใกล้พระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้ต่อไปให้มากที่สุด ผมไม่ใช่แค่ต้องการให้การบวชครั้งนี้เป็นเพียงประสบการณ์ล้ำค่าเท่านั้น หากยังต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มากำกับให้มากกว่าเดิม และให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย” คำนูณ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามตอน 2 วันอาทิตย์ที่ 24 ธ.ค.

 

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/529609

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

โดย สมาน สุดโต

มหาเถรสมาคม (มส.) จับมือ “มจร” มุ่งมั่นนำวิปัสสนาธุระ ตามพระไตรปิฎก ออกประกาศพระพุทธศาสนา เปิดปฐมนิเทศวันพ่อแห่งชาติ ที่วัดพิชยญาติการาม พิสูจน์กัมมัฏฐานพองยุบ เริ่มด้วยบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยคณะนิสิตสาขาวิปัสสนาภาวนา ในอุปถัมภ์ทุนโครงการเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในเวลา 09.30 น. วันที่ 5 ธ.ค. 2560

เมื่อเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้ว สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เป็นประธานพิธีปฐมนิเทศ “โครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน” และ “โครงการศึกษาดูงานการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา”ณ ประเทศสหภาพเมียนมา ประจำปีการศึกษา 2560 ได้กล่าวให้โอวาทสรุปความว่า พระอรหันต์สาวกได้รวบรวมร้อยกรองหลักกัมมัฏฐานที่พระบรมศาสดาได้ประทานไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นสมถกัมมัฏฐานและเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะหมวดธาตุมนสิการ การพิจารณาธาตุ 4 นั้น มีหลักวาโยธาตุ หมายถึงการพิจารณาธาตุลมภายในกาย ประกอบด้วย ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ เป็นต้น รวมทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรอื่นๆ มี มหาราหุโลวาทสูตร ที่แสดงถึงการจำแนกธาตุ 4 โดยอาการ 42 ซึ่งนิสิตได้ศึกษาวิธีปฏิบัติมาแล้ว

โครงการนี้กำหนดให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติในสำนักที่เป็นต้นแบบพองยุบ ที่มีแนวคำสอนชัดเจนสอดคล้องกับหลักวาโยธาตุ นับว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทบทวนพิสูจน์ทั้งส่วนวาโยธาตุที่เคยศึกษาในห้องเรียนกับสำนักต้นแบบพองยุบ ว่ามีความถูกต้องสอดคล้องตามที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างไรบ้าง ขอให้ตั้งใจศึกษาปฏิบัติให้สำเร็จตามมโนปณิธานทุกรูป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ) รองเจ้าคณะกรุงเทพฯ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ในฐานะประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 และเปิดสาขาวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นมา เมื่อเรียนภาคทฤษฎีแล้วก็เข้าเรียนปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน แบ่ง 3 ระยะ คือ ปฏิบัติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมโมลี ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง 4 เดือน และที่วัดนาหลวง 1 เดือน ระยะที่ 3 ระหว่างวันที่ 7 ธ.ค. 2560-6 ก.พ. 2561 รวม 2 เดือน ณ สำนักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามหาสีสาสนยิกตา ณ สหภาพเมียนมา

พระเมธี ปัญญาวุโธ ตัวแทนนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา รุ่นที่ 12 ได้กล่าวถวายรายงานว่านิสิตทุกรูป/คนมีกุศลฉันทะในการปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจ โดยการเจริญสติทั้งสี่อิริยาบถใหญ่ตลอดกลางวันและกลางคืน คือมีสติกำหนดรู้ขณะเดิน ยืน นั่ง นอนและอิริยาบถย่อย มีสติกำหนดรู้ขณะห่มผ้า ฉันอาหารเป็นต้น ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเห็นความทุกข์ปรากฏขึ้นในรูปนามอย่างชัดเจน ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี จากพระภาวนาพิศาลเมธี พระวิปัสสนาจารย์ พระพี่เลี้ยง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ และรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติในโครงการอันเป็นดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์

นอกจากนั้น หลวงพ่อสมเด็จ ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ซึ่งนิสิตติดตาตรึงใจกับโอวาทว่า “หลวงพ่อมีความปรารถนาที่จะเดินทางมาให้กำลังใจหลายครั้งแต่มาไม่ได้เพราะสุขภาพ แม้จะเดินทางมาไม่ได้แต่ในทุกๆ วันหลวงพ่อจะส่งกระแสจิตเมตตาให้นิสิตทุกรูป/คนประสบความสำเร็จ มีดวงตาเห็นธรรม”

โอวาทดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นความเมตตาและความเอาใจใส่ในธุระพระศาสนา สร้างขวัญกำลังใจแก่ปฏิบัติธรรมยิ่งนัก

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) บ้านนาหลวง ต.คำด้วง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์ ประธานสงฆ์วัดนาหลวงพร้อมคณะสงฆ์อย่างดีเยี่ยม

ช่วงที่ 2 ภาคปฏิบัติ ที่วัดนาหลวง นิสิต ทุกรูป/คน ออกธุดงค์สู่ชุมชนเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเดินเท้าเปล่าวันละประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทำให้ได้ประสบการณ์และประทับใจ

ช่วงที่ 3 เข้าห้องกรรมฐาน “ปากปิดจิตหยุดท้องพอ” 10 วันก่อนปิดโครงการอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์มาสอบอารมณ์ โดยการแสดงธรรมเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถแก้อารมณ์อย่างถูก ตรง ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสงบเย็น วิปัสสนาญาณเพิ่มพูนตามอินทรีย์ของแต่ละท่าน

สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เหลืออีก 2 เดือน ณ สำนักมหาสีสาสนเยกต่า ประเทศสหภาพเมียนมานั้น นิสิตทั้งมวล 64 ชีวิต จะตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยกุศลฉันทะอย่างจริงจัง สมดังเจตนารมณ์ที่หลวงพ่อปรารถนาจะให้มีผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบทอด คงอยู่แก่อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป

รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล บอกว่าหลักสูตรของ มจร นี้เป็นแห่งเดียวในโลกที่สอนวิปัสสนาภาวนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติทั้งในและนอกประเทศจบแล้วเป็นมหาบัณฑิต ถ้าสนใจสมัครเรียน ขอรายละเอียดได้ที่ 08-1943-2665

 

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528548

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม และคณะสงห์มหายานแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ วัดพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2560

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า การที่คณะสงฆ์ 2 ฝ่าย ร่วมจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งนี้ เพราะคณะสงฆ์ของญี่ปุ่นให้ความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ในขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็มีการเสด็จฯ ไปเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศญี่ปุ่นมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระบรมวงศานุวงศ์ของ 2 ประเทศ เสด็จฯ เยี่ยมเยียนกันเสมอ

ในฐานะที่คณะสงฆ์มหายานมาเป็นคณะใหญ่ และอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์วัดอรุณฯ จึงจัดพิธีต้อนรับคณะทั้งหมดอย่างสมเกียรติ และถือว่าเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปี 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะสงฆ์จากญี่ปุ่น ได้แก่ คณะสงฆ์นิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ พร้อมคณะ จำนวน 80 ท่าน

ก่อนมีพิธีต้อนรับที่วัดอรุณฯ นั้น คณะสงฆ์จากญี่ปุ่นและคณะผู้แทนมหาวิทยาลัยไทโซ เดินทางไปสวดมนต์อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และชมนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระเถระวัดอรุณฯ ที่ให้การต้อนรับผู้มาเยือนระดับวีไอพีจากญี่ปุ่น ได้แก่ พระเทพเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร และคณะสงฆ์ของวัดออรุณฯ

ก่อนที่จะประกอบพิธีอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์จากประเทศญี่ปุ่นและคณะสงฆ์วัดอรุณฯ ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ภาพหมู่ชุดนี้น่าจะต้องเป็นภาพแห่งความทรงจำของผู้มาเยือน เพราะแบ็กกราวด์เป็นพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของประเทศไทยที่งดงามสุดพรรณนาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เมื่อเสร็จภารกิจจากการถ่ายภาพ คณะสงฆ์ไทยและญี่ปุ่นได้บำเพ็ญกุศล 2 ประการ เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ สาธยายพระสูตรในพระอุโบสถ และถวายพระพุทธรูปปางสมาธิ พุทธลักษณะแบบมหายานที่บริเวณพระปรางค์

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การเดินทางมาของคณะนิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ จากประเทศญี่ปุ่น อีกจุดประสงค์หนึ่ง ได้แก่ ร่วมฉลอง 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในส่วนมหาวิทยาลัยไทโช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ มจร ก็ได้มีการลงนามความร่วมมือกับ มจร ใน 3 หลักการ กล่าวคือ 1.ความร่วมมือทางวิชาการ และการทำกิจกรรมร่วมกันในทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งจะให้มีการแลกเปลี่ยนงานวิจัยและนักวิจัยซึ่งกันและกัน 2.ส่งเสริมและร่วมมือกันผลิตงานทางวิชาการและการศึกษานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และ 3.ความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม หรือ Social Services เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การร่วมมือทางด้านวิชาการและบริการทางสังคมของทั้งสองมหาวิทยาลัยจะทำให้กิจกรรมของคณะสงฆ์เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น