จักรยานสาธารณะ เกิดแน่หากคนเปลี่ยน (พฤติกรรม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515979

จักรยานสาธารณะ เกิดแน่หากคนเปลี่ยน (พฤติกรรม)

ระบบจักรยานสาธารณะ หรือ Bike-Sharing ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศในยุโรปและเอเชียได้ใช้บริการรถจักรยานให้เช่ามาเป็นเวลาหลายสิบปี เนื่องจากการใช้รถจักรยานเดินทางในเมือง ยิ่งระยะทางสั้นๆ ยิ่งสะดวก ประหยัดเวลา ช่วยลดภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยควันพิษ ลดปัญหารถติด ประหยัดน้ำมันรถยนต์ แถมได้ออกกำลังกายอีก

ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาอำนวยความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น ทำให้จักรยานสาธารณะเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจักรยานสาธารณะหลายแบรนด์เข้ามาให้บริการ เช่น โมไบค์ (Mobike) ผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก สัญชาติจีน จับมือกับบริษัท เอไอเอส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) โดยจะเริ่มให้บริการที่ มก.เป็นแห่งแรกแล้วขยายมายังห้างในกลุ่มเซ็นทรัล ออฟโฟ (Ofo) จักรยานสาธารณะสัญชาติจีน ที่เพิ่งเปิดให้บริการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่นานมานี้ หรือ โอไบค์ (Obike) จากสิงคโปร์ ที่จับมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ให้บริการจักรยานสาธารณะ ซียู ไบค์ (CU Bike) เป็นต้น เรียกว่าส่วนใหญ่จะให้บริการภายในมหาวิทยาลัย

ปันปั่น…จักรยานสาธารณะ

ย้อนไปเมื่อปี 2555 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำโครงการจักรยานสาธารณะในชื่อว่า “ปันปั่น” (ปัจจุบันโครงการก็ยังอยู่) เป็นบริการให้ยืมหรือให้เช่า รถจักรยานแก่คนกรุงด้วยระบบอัตโนมัติ ใช้ขี่ในระยะสั้นๆ เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างในการเดินทางด้วยรถขนส่งมวลชนขนาดใหญ่อย่าง รถไฟฟ้า โดยเปิดให้บริการในพื้นที่สาทร พระราม 4 ถนนพญาไท ถนนพระราม 1 ถนนราชดำริ ถนนสีลม ถนนนราธิวาส ถนนวิทยุ และถนนเพลินจิต ซึ่งเป็นบางจุดของถนนเท่านั้น ทั้งหมด 50 สถานี จำนวน 500 คัน

เครือฟ้า บุญดวง หัวหน้าศูนย์สารสนเทศจราจร กองนโยบายและแผนงาน สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการมาถึงปัจจุบัน มีสมาชิกสมัครใช้บริการปันปั่นอยู่ที่ 9,800 คน โดยในช่วงแรกๆ ของโครงการมีผู้ใช้ต่อวันอยู่ที่ 600-700 คน แต่ปัจจุบันลดลงอยู่ที่ประมาณ 400-500 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทรงตัวไม่ขึ้นไม่ลง ขณะที่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน พนักงานออฟฟิศ โดยเวลาที่คนมาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเวลาเช้าและตอนเย็น

“โดยเฉพาะตอนเย็น ช่วงเลิกงานเป็นเวลาที่จักรยานปันปั่นไม่พอต่อความต้องการ เพราะเป็นเวลาที่ใครก็อยากหลีกเลี่ยงปัญหารถติด หันมาใช้จักรยานปั่นไปสถานีรถไฟฟ้า แต่เนื่องจากจักรยานมีน้อย สถานีหนึ่งมี 8 หัวล็อกจักรยานก็จริง แต่ 3 หัวล็อกไว้สำรองจอด เพราะฉะนั้นก็จะใช้จริงแค่สถานีละ 5 คัน” เครือฟ้า กล่าว

การที่ผู้ใช้บริการลดลงจากช่วงแรกๆ เครือฟ้ามองว่า เป็นเรื่องปกติ ถ้าจะให้ผู้มาใช้บริการเยอะขึ้นก็ควรขยายบริการไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับรถไฟฟ้า พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น

“ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีของปันปั่นยังตามหลังผู้ให้บริการรายอื่นๆ อยู่มาก นอกจากนี้ปัญหาในเรื่องฝนก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ทำให้ผู้ใช้จักรยานในบางวันลดลง”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีแนวคิดที่จะปรับปรุงและจัดให้มีระบบจักรยานสาธารณะในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปรับปรุงจักรยาน ทำสี และติดสติ๊กเกอร์ ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ระยะที่ 2 จะนำเทคโนโลยีทันสมัยมาให้บริการ ระยะที่ 3 ขยายพื้นที่การให้บริการ โดยจะเปิดให้เอกชนจัดหาจักรยานสาธารณะไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน  

“ทุกวันนี้ปันปั่นยังไม่ได้หักค่าบริการของสมาชิกผู้ใช้แต่อย่างใด โดยค่าสมัครตอนแรก 320 บาท เงินยังอยู่ครบ เรียกว่าตั้งแต่เปิดมา เปิดให้บริการฟรีอยู่ตลอดไม่ได้เก็บเงิน เนื่องจากทางกรุงเทพมหานครต้องการให้คนกรุงหันมาใช้จักรยานในการเดินทางและทำกิจกรรมมากขึ้น” เครือฟ้า กล่าว

ขณะที่ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ประสานงานกลุ่มบิ๊กทรีส์ (Big Trees) มองว่า ปันปั่นอิงกับโฆษณามากเกินไป โดยจะเห็นว่าตามสถานีปันปั่นจะมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ รวมทั้งมีจุดจอดจักรยานที่อยู่บนเกาะกลางถนน ก็แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครไม่ได้สนใจคนใช้จักรยาน ที่ควรจะต้องได้รับความสะดวกและปลอดภัยเวลาจะใช้จักรยาน

“ช่วงแรกที่เปิดให้ทดลองผมไปใช้บริการอยู่ แต่ก็แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวเพราะมองว่า กทม.สนใจแต่ป้ายโฆษณามากกว่า ไม่ได้คำนึงถึงคนใช้ จุดที่ควรตั้งสถานีก็ไม่ตั้ง ไปตั้งไหนก็ไม่รู้ คือตั้งแล้วมันไม่เป็นเครือข่ายเชื่อมต่อกัน เช่น จากจุด A มาจุด B จบเลย แล้วไงไปไหนล่ะทีนี้ นี่แหละที่ผมมองว่าคนกรุงไม่ค่อยให้การตอบรับ อีกอย่างเทคโนโลยีที่ปันปั่นใช้ล้าสมัย ไม่ทันคนอื่นเขา อย่างโมไบค์ เขาใช้จีพีเอสทันสมัยกว่าเยอะ” สันติ กล่าว

ควรเริ่มที่มหาวิทยาลัย

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า ด้วยศักยภาพของประเทศไทย เส้นทางจักรยานยังคงอันตรายอยู่ เพราะฉะนั้นถ้ามีจักรยานสาธารณะก็ควรจะเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยดีที่สุด เพราะถ้าไม่เกิดที่มหาวิทยาลัยข้างนอกก็คงจะเกิดยาก แต่ถ้าทำสำเร็จก็สามารถขยายออกไปข้างนอกได้

เวลานี้ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มให้บริการจักรยานสาธารณะแล้ว เช่น เกษตรศาสตร์ เรามีภาพลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยจักรยานอยู่แล้ว ก่อนนี้มีจักรยานให้นิสิตยืมปั่นในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ยังใช้อยู่ แต่ความนิยมลดน้อยถอยลงตามยุคสมัย เพราะด้วยความทนทานของจักรยานไม่เต็มร้อย ซ่อมแซมลำบาก แถมไม่ถูกใจวัยรุ่นด้วย

ดร.จงรัก กล่าวว่า “ตอนนี้ มก.กำลังจะดึงภาพลักษณ์นั้นกลับมา โดยมหาวิทยาลัยได้จับมือกับโมไบค์ ผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะจากจีน อย่างแรก เพื่อดึงความเป็นกรีนยูนิเวอร์ซิตี้กลับมาสู่เกษตรฯ เอาภาพลักษณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยจักรยานกลับมา สอง มหาวิทยาลัยมีนโยบายเน้นเรื่องเทคโนโลยีเพื่อต้องการทำให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นสมาร์ทยูนิเวอร์ซิตี้ สาม โมไบค์เป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งคนสร้างสตาร์ทอัพก็อยู่ที่มหาวิทยาลัย บรรยากาศนี้จะส่งเสริมให้นิสิตคิดค้นนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถทำเป็นบิซิเนสได้ สี่ผมอยากให้นิสิตรู้จักพึ่งพาตัวเองไม่ใช่เป็นผู้ร้องขอ เขาต้องสามารถสร้างองค์ความรู้และเป็นที่พึ่งพาของคนอื่นได้

ผมคิดว่า จักรยานสาธารณะเกิดแน่ แต่คนเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาปั่นจักรยานมากขึ้น ไม่เฉพาะเวลาออกกำลังกาย แต่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เริ่มที่บ้าน โรงเรียน และในมหาวิทยาลัย ต้องทำให้เป็นชีวิตประจำวัน เช่น ไปไหนใกล้ๆ ไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ หรือขับรถยนต์ไป ให้เดินหรือขี่จักรยาน ผมเชื่อว่า ถ้าทำอย่างนี้จักรยานสาธารณะเกิดแน่นอน

สิ่งสำคัญภาครัฐต้องมีระบบรองรับให้ดีด้วย เช่น มีทางเฉพาะของจักรยาน ซึ่งผมมองว่าจำเป็นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ อย่างน้อยฟุตปาทก็ควรให้ขี่จักรยานได้ เหมือนญี่ปุ่นก็ขี่บนฟุตปาท ของเราจุดไหนทำได้ก็ควรทำ อย่าท้อถอยครับ ส่งเสริมให้เกิดขึ้นให้ได้ สมาร์ทซิตี้ไม่ไกลเกินเอื้อม” รักษาการอธิการบดี มก. กล่าว

ด้าน สันติ กล่าวว่า ถ้าอยากสนับสนุนให้คนที่ไม่เคยใช้จักรยานหันมาใช้จักรยานสาธารณะในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ การมีถนนที่เป็นทางจักรยานแยกต่างหากเป็นสิ่งจำเป็น เพราะคนที่ไม่เคยขี่จักรยานย่อมไม่มีใครอยากเสี่ยงหรืออยากให้ลูกหลานของตัวเองมาชีวิตมาเสี่ยงบนถนน

“อยากให้ลองนึกถึงงานไบค์ฟอร์แดดกับไบค์ฟอร์มัม ทำไมคนมาปั่นเป็นแสนเป็นล้านคนทั้งที่จำนวนมากไม่เคยปั่นก็ยังมาปั่น ก็เพราะว่าวันนั้นเขามั่นใจว่าปลอดภัย นี่คือตรรกะง่ายๆ เพราะฉะนั้นเพื่อคลายความกังวลของคนที่ไม่เคยปั่น แต่อยากให้เขามาปั่น รัฐก็ต้องมีทางจักรยานพิเศษเฉพาะให้ และผมเชื่อว่ายังไงก็แล้วแต่จักรยานสาธารณะในประเทศไทยเกิดแน่นอน แต่ไม่รู้วันไหนปีไหน” สันติ กล่าวทิ้งท้ายแบบขำๆ

 

5 อาหารที่ทานแล้วหน้าเด็กลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515996

5 อาหารที่ทานแล้วหน้าเด็กลง

ผัก 5 ชนิดที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิว

เมื่อวานผ่านไป เซลล์ผิวของทุกก็ย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่หากรู้จักวิธีการดูแลตัวเองให้ถูกต้อง โดยเริ่มจากการทาครีมบำรุง ควบคู่ไปกับการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักที่มีสรรพคุณในการช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิว ก็จะช่วยให้ผิวสวยอยู่กับเราไปได้นานยิ่งขึ้น

1. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และเบตาแคโรทีน ที่ช่วยเรื่องผิวพรรณ แต่กะหล่ำปลีดิบนั้นควรทานแต่พอเหมาะ เนื่องจากหากทานมากเกินไปอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้ และที่สำคัญควรระมัดระวังเรื่องยาฆ่าแมลง เพราะกะหล่ำปลีนั้นติดอับดับ 1 ใน 5 ผักที่มีสารปนเปื้อนมากที่สุด การบริโภคเข้าไปในปริมาณมากอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียน มีอาการชักหรือหมดสติได้

2. พริกหยวก หรือพริกหวาน

ผักกลุ่มนี้มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย นอกจากนั้นน้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงอีกด้วย

3. กระเทียม

กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรไทยและเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยคงความอ่อนเยาว์แล้ว ยังมีคุณสรรพคุณในการบำรุงผิวหนังให้มีสุขภาพดี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด และยังช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ดีอีกด้วย

4. ผักคะน้า

นอกจากผักคะน้าจะช่วยคงความอ่อนเยาว์แล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเสริมแคลเซียม เนื่องจากมีปริมาณแคลเซียมสูงเมื่อเทียบกับผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ แถมยังเป็นแหล่งอาหารที่ดีมากๆ กับหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดใหม่ๆ อีกด้วย

5. หัวหอม

หัวหอมมีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ที่สำคัญหัวหอมเป็นผักที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดีด้วย

 

กาแฟแมลงสาบ น่ากินหรือน่ากลัว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515868

กาแฟแมลงสาบ น่ากินหรือน่ากลัว?

คาเฟ่ที่ไต้หวันทำกาแฟรูปแมลงสาบและตัวละครผีต่างๆ

ลาเต้อาร์ต หรือการวาดฟองนมเป็นรูปต่างๆ เป็นสิ่งที่เรามักจะเห็นกันเป็นปกติอยู่แล้วในร้านกาแฟ โดยทั่วไปก็มักจะวาดเป็นรูปสวยๆ ให้ดูน่าทาน แต่ล่าสุดคาเฟ่แห่งหนึ่งที่ไต้หวันได้คิดกลับกัน วาดฟองนมเป็นรูปสัตว์ชวนขนลุกอย่าง แมลงสาบ!

คาเฟ่ที่ว่านี้ชื่อว่า My cofi เป็นคาเฟ่ที่เชี่ยวชาญทางด้านการทำลาเต้อาร์ตเป็นอย่างมาก สามารถสั่งวาดฟองนมตามรูปต้นแบบที่แต่ละคนออเดอร์ส่งมาได้

แต่สำหรับลายที่ทางร้านวาดอยู่แล้ว และกำลังเป็นที่น่าสนใจอยู่ขณะนี้คือลายแปลกๆ อย่าง แมลงสาบ ตะขาบ หนู

รวมไปถึงตัวละครสุดสยองอย่าง แอนนาเบลล์ ชัคกี้ จูออน และผีไร้หน้าจากการ์ตูนเรื่อง spirited away

เห็นอย่างนี้แล้วบอกไม่ถูกเลยว่ากาแฟเหล่านี้นั้นน่ากินหรือน่ากลัวกันแน่

ที่มา: My cofi

 

5 เคล็ดลับวางแผนสำหรับวันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515861

5 เคล็ดลับวางแผนสำหรับวันหยุด

วิธีการวางแผนลาหยุดและวางแผนการท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อน

เบรินเจอร์ วินยาร์ดส์ ผู้ผลิตไวน์ชั้นนำแห่งหุบเขานาปา วัลเลย์ เผยผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุดของคนในภูมิภาคเอเชีย พบว่า คนไทยกว่า 76% อ้างเหตุงานรัดตัวจนไม่กล้าลาหยุด และกว่า 31% ยอมรับว่ายังกลัวการวางแผนเดินทางด้วยตนเองอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วการวางแผนสำหรับวันหยุดไม่ใช่เรื่องยากเลย สามารถทำได้ง่ายๆ ตาม 5 ข้อต่อไปนี้

1. ยื่นลาก่อนได้เปรียบ

ถ้าการขออนุมัติวันลาพักร้อนของของคุณไม่ง่ายนัก ให้ยื่นลาหยุดล่วงหน้า 5-6 เดือน โดยที่คุณยังไม่ต้องกำหนดแผนการเดินทางแน่นอนก็ได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่การลาหยุดของคุณจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ตรงกับวันลาหยุดของคนอื่น และยังคาดการณ์ได้ยากว่าวันลาหยุดของคุณจะตรงกับงานสำคัญอะไรในอนาคตหรือเปล่า

2. รวมหัวช่วยกันคิด

คุณจะสามารถวางแผนการท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อนได้ดีที่สุด หากคุณนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อนเดินทางของคุณได้ ลองแกล้งนัดเพื่อนของคุณเหมือนการมาดื่มไวน์สังสรรค์กันตามปกติ เพื่อให้เพื่อนที่ยังไม่ได้วางแผนในกลุ่มของคุณไม่เกิดอาการเกร็งมากนัก

3. มั่นคงเข้าไว้

พยายามอย่ากำหนดทั้งวันที่ จุดหมายปลายทาง หรือเส้นทางการเดินทางในทีเดียว เพราะมักจะทำให้กลุ่มเพื่อนของคุณล้มเลิกตั้งแต่การวางแผนขั้นแรก และยังต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า ถ้าคุณกำหนดสถานที่ปลายทางแน่นอนเพียงแห่งเดียว

4. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

เมื่อคุณกำหนดวันที่และจุดหมายปลายทางได้แล้ว ให้ผ่อนคลายและใช้เวลาวางแผนเส้นทางการเดินทางร่วมกัน การสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแบ่งหน้าที่กันวางแผนวันหยุดจะสร้างความสนุกสนานมากกว่าการทำคนเดียวทั้งหมด

5. อย่าตื่นตูมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์

นับเป็นเรื่องจริงที่เรามักรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะไหวตัวทันแค่ไหน บรรดาสายการบินและโรงแรมต่างก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นคุณก็ยังต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอยู่นั่นเอง สำหรับประเทศไทยแล้ว การได้ใช้วันหยุดถือเป็นปัญหามากกว่าการมีวันหยุดไม่พอเสียอีก ฉะนั้นลองใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์นัดรวมกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวดีๆ สักครั้งน่าจะดีกว่า

 

บ้านสูงวัย หัวใจเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515787

บ้านสูงวัย หัวใจเดียวกัน

ประชากรโลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในอีก 35 ปีข้างหน้า หรือปี 2575 โดยจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 14% ของประชากรทั้งหมด

หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) หรือสังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ปัจจุบัน ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยจากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing พบว่า หลังจากปี 2552 ประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิง ได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุ จะมีจำนวนมากกว่าประชากรในวัยแรงงาน และในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ

สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากการลดภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว และการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการตายของประชากร ทำให้จำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

คาดว่าในปี 2573 จะมีจำนวนผู้สูงอายุ 17.6 ล้านคน (26.3%) และปี 2583 จะมีจำนวนถึง 20.5 ล้านคน (32.1%) ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ

หนึ่งในสมาชิกในบ้านนั้น มีผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลมากกว่าคนในวัยอื่นๆ ทั้งทางสภาพร่างกายและจิตใจ ความต้องการทางร่างกายนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก โดยอาศัยการออกแบบหรือปรับเปลี่ยนบางส่วน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ภายในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

หลักการการออกแบบ Aging-In-Place Design ซึ่งหมายถึง แนวทางการออกแบบสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุในรูปแบบที่ให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยในบ้านของตนเองได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องถูกส่งไปอยู่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้ผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่บ้านของตนเอง เช่น โรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงคนชราแบบ Day care หรือ Nursing home เป็นต้น โดยหลักการจะออกแบบเน้นในเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัยของผู้สูงอายุที่อยู่อาศัย ภาพรวมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากงานสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “ที่อยู่อาศัยสำหรับสังคมผู้สูงอายุ : จากมุมมองเชิงนโยบายสู่ภาคปฏิบัติ” ในงาน มหกรรมบ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ ที่จัดโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดการณ์ว่า ในปี 2568 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของจำนวนประชากร และในปี 2578 เพิ่มเป็น 30% จากข้อมูลในปี 2546 ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 10% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มแบบเท่าตัว

โดยบอกว่า จากสถิติผู้สูงอายุมีความต้องการอยู่ที่บ้านของตัวเอง มากกว่าสถานบริการผู้สูงอายุ โดยประชาชนในชนบทมีความต้องการสูงถึง 92% ส่วนเขตเมืองสูงถึง 72% ทำให้เห็นว่าธุรกิจประเภท Home Healthcare จะได้รับความนิยมในอนาคต ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

ไตรรัตน์ แจงว่า สัดส่วนผู้สูงอายุมีมากกว่าเด็ก ขณะที่จำนวนแรงงานเริ่มลดลง ซึ่งหากวางแผนไม่ดีจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ควรมีการออกมาตรการสนับสนุนให้บุตรหลานนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุ มาใช้หักลดหย่อนภาษีได้

รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต้องส่งเสริมกิจการ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์ ปรับปรุงบ้าน รวมทั้งธุรกิจประกัน จะต้องสนับสนุนให้นำเงินมาใช้ในการปรับปรุงบ้านได้ นอกจากนี้ภาครัฐต้องสนับสนุนให้ลงทุนสร้างชุมชมผู้สูงวัย โดยรูปแบบอาจจะไม่เป็นตึกสูงเกินไป ในลักษณะชุมชนย่อมๆ เป็นต้น

พร้อมทิ้งท้ายไว้น่าสนใจมากว่า การพัฒนาที่พักสำหรับผู้สูงอายุ ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด และถือเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในเรื่องของบุคลากร เห็นได้จากปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคและดูแลผู้สูงอายุได้ไม่ดีพอ

พญ.นาฏ ฟองสมุทร ผู้บริหารโครงการที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย มองว่า การเตรียมรับมือกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ในระยะต่อไป กิจการ รวมถึงการออกแบบต่างๆ ต้องรองรับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบลักษณะประชากร ที่เพศหญิงในวัยเกษียณจะมีสัดส่วนสูงกว่าเพศชายในอัตรา 60:40 สินค้า บริการต่างๆ จะต้องคำนึงถึงเพศหญิงมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันในสังคม

การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะ “คลื่นสึนามิผู้สูงอายุ” (Population Tsunami) ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จากประชากรที่เกิดในช่วงเบบี้ บูมเมอร์ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกิจการประเภท Care Housing ต้องเริ่มปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดย พญ.นาฏ นำเสนอแผนเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องคำนึงถึงปัจจัย 3 ด้าน คือ

1.ในเรื่องของรายได้ ต้องเตรียมตัวและเริ่มออมเงินในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ระดับรายได้เก็บออมที่เหมาะสมของชนชั้นกลาง สำหรับใช้จ่ายในชีวิตหลังวัยเกษียณควรมีไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท/ปี

2.การดูแลเรื่องสุขภาพ เพื่อไม่ให้เป็นผู้สูงอายุที่มีโรคภัยไข้เจ็บ และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มขึ้น

3.การมีที่อยู่อาศัยในวัยเกษียณ ที่อบอุ่น และปลอดภัย

พร้อมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุต้องเริ่มจาก 3 ขั้นตอน คือ 1.เริ่มจากที่บ้าน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ล้วนต้องการอยู่ที่บ้าน ซึ่งการอยู่ที่บ้านก็ต้องมีผู้ดูแลอย่างมีคุณภาพ 2.กรณีที่ไม่มีผู้ดูแลที่บ้าน ต้องมีสถานที่ให้ผู้สูงอายุพักอาศัยในระหว่างที่ลูกหลานออกไปทำงาน และ 3.ผู้สูงอายุในช่วงปลาย ไม่สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว ต้องการที่พักอาศัยแบบ Nursing Home หรือการยกโรงพยาบาลมาหาผู้สูงอายุที่บ้าน

การทำให้ที่พักสำหรับผู้สูงอายุประสบความสำเร็จได้ จะต้องเป็นความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ที่จะต้องดูว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในแต่ละขั้นตอนได้อย่างไร โรงพยาบาลที่จะต้องเข้ามาร่วมมือในการให้บริการ และธุรกิจดูแลสุขภาพในรูปแบบ Healthcare ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

บ้านผู้สูงอายุในฝันจากแนวคิดคนรุ่นใหม่

สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่า 20% ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่า 14% ขึ้นไป

เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีการประกาศผลในโครงการประกวดแบบ “บ้านผู้สูงอายุ” โดย ธอส. ชิงรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 3 แสนบาท เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นออกแบบบ้านที่สามารถสร้างได้จริง มีพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม สวยงามควบคู่ไปกับความสะดวกสบาย ปลอดภัย พร้อมทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเอื้อประโยชน์ต่อการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุมากที่สุด เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

การที่นิสิตนักศึกษาได้ใช้ความรู้ ความสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบบ้านผู้สูงอายุ ซึ่งผลงานการออกแบบบ้านดังกล่าวจะนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบบ้านให้กับผู้สูงอายุในอนาคต มีผ่านเข้ารอบรวมทั้งสิ้น 14 ราย

คณะกรรมการตัดสินซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เอสซีจี และผู้บริหาร ธอส. ได้ร่วมกันพิจารณาผลงานของนิสิตนักศึกษาจาก 10 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศที่ให้ความสนใจส่งแบบบ้านเข้าประกวด และได้คัดเลือกผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ แสดงรายละเอียดพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม สวยงาม สะดวกสบาย ปลอดภัย เลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเอื้อประโยชน์ต่อการอยู่อาศัยมากที่สุดให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมกับได้รับทุนการศึกษา 3 รางวัล รางวัลละ 1 แสนบาท ประกอบด้วย

1.ศิริพร คำแก้ว นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชื่อผลงาน “บ้านอยู่เย็น”

 

 

2.ปริญญา เนตรคำ นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชื่อผลงาน “L House”

 

 

3.พีรพล สุทธิมรรคผล นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อผลงาน “บ้านวันวาน”

 

 

แบบบ้านวันวาน แนวคิดในการออกแบบของทีมพีรพล นำเสนอมุมมองของการออกแบบว่า คนสูงอายุมักชอบพูดถึงเรื่องเก่า ชอบเล่าความหลังในอดีต ผู้สูงอายุอาจจะรู้สึกมีความสุข สบายใจ และปลอดภัยต่อสิ่งที่เขารู้สึกคุ้นเคย ทำให้เขามักโหยหากับสิ่งเดิมๆ ยิ่งในอดีตของผู้สูงอายุในยุคปัจจุบัน ก่อนที่จะมาอยู่อาศัยในบ้านที่มีลักษณะสมัยใหม่ เขาเคยอาศัยอยู่บ้านที่มีลักษณะแบบบ้านไทยสมัยก่อน จึงเลือกออกแบบบ้านให้มีกลิ่นอายบ้านไทยสมัยก่อน เพื่อให้มีความรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่ในบ้าน ซึ่งในอดีตมีบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบที่เขาเคยคุ้นชินอีกครั้ง

ส่วน ศิริพร ตัวแทนจากทีมบ้านอยู่เย็น บอกถึงแนวคิดในการออกแบบคือต้องการให้คนในครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า และสามารถรองรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ รวมถึงผู้สูงอายุติดเตียง โดยมีการออกแบบราวจับทั่วบริเวณบ้าน มีระบบแสงไฟฟ้าให้มองเห็นได้ชัด รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 

การเตรียมความพร้อมก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาแบบบ้านให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้สูงวัยอย่างเหมาะสม ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในอนาคตอันใกล้นี้ของสังคมไทย

 

3 ขั้นตอน ตัวช่วยเสื้อผ้าหอมสดชื่นยาวนานตลอดทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515806

3 ขั้นตอน ตัวช่วยเสื้อผ้าหอมสดชื่นยาวนานตลอดทั้งวัน

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอน ตัวช่วยเสื้อผ้าหอมสดชื่นยาวนาน กระตุ้นความสดใส เติมพลังกระปรี้กระเปร่า ตลอดทั้งวัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลิ่นหอม” เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต่างชื่นชอบ และเป็นตัวช่วยในการสร้างความมั่นใจ รวมถึงกระตุ้นความรู้สึกสดชื่น กระปรี่กระเปร่า ร่าเริง สดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังในทุกครั้งเมื่อได้กลิ่น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้หญิงจะคอยฉีดน้ำหอมก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อให้กลิ่นหอมติดอยู่บนตัวตลอดเวลา แต่หารู้ไม่ว่ายังไม่ทันถึงครึ่งวัน  กลิ่นหอมก็จางหายไปซะแล้ว และสำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยที่ทำให้กลิ่นหอมติดทนได้ตลอดทั้งวัน

Step 1: เลือกเสื้อผ้าให้ดี เพื่อกระตุ้นพลังความสดใส

แน่นอนว่า ถ้าสาวๆ อยากที่จะให้กลิ่นหอมติดทนบนเสื้อผ้าตลอดทั้งวัน ก่อนอื่นเลย สาวๆ ต้องพิถีพิถันและใส่ใจเลือกเนื้อผ้าที่จะสวมใส่ให้เหมาะกับสภาพอากาศและการใช้งานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพอากาศในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่จะมีความร้อนชื้น ดังนั้นก็ควรที่จะเลือกเสื้อผ้าที่ทำมาจากเนื้อผ้าคอตตอน หรือผ้าลินิน โปร่งโล่ง เบาสบาย และระบายอากาศได้ดี ชนิดที่ว่าไม่ว่าจะขยับตัวทำกิจกรรมอะไรกลิ่นหอมที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าก็จะหอมฟุ้ง พร้อมกระตุ้นความสดใสให้กับสาวๆ ทั้งวันแน่นอน

 

 

Step 2: ใส่ใจขั้นตอนการซัก เพื่อความกลิ่นหอมสดใสที่ติดทนนานบนเสื้อผ้าตลอดทั้งวัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าการซักผ้าด้วยเครื่องเป็นวิธีที่ประหยัดทั้งแรงและเวลา แต่ถ้าสาวๆ อยากจะถนอมและทำให้เสื้อตัวโปรดหอมยาวนานแล้วล่ะก็ อาจจะต้องเพิ่มเวลา และให้ความใส่ใจกับขั้นตอนการซักมากขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่รู้กันดีว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม ด้วยผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ดาวน์นี่ สวีทฮาร์ท ที่รังสรรค์ขึ้นจากดอกกุหลาบหายาก 1,000 ดอก ใช้เพียงแค่ครึ่งฝา ก็รับรองได้ว่ากลิ่นหอมสดใสจะติดทนยาวนานบนเสื้อผ้า ยิ่งกว่าน้ำหอมระดับพรีเมี่ยม ช่วยกระตุ้นความสดใสร่าเริง และทำให้สาวๆ รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดเวลา

 

Step 3: เก็บรักษาให้ดี กลิ่นหอมสดชื่นบนเสื้อผ้าก็จะยิ่งติดทนนานมากขึ้น

ขั้นตอนการเก็บก็ส่งผลต่อกลิ่นหอมบนเสื้อผ้าเช่นกัน ต่อให้ซักและใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มดีแค่ไหน หากนำไปเก็บในตู้เสื้อผ้าที่สกปรกและอับชื้น ก็อาจจะทำให้กลิ่นหอมจางหายได้ไว ดังนั้น สาวๆ ควรตั้งตู้เสื้อผ้าไว้ในพื้นที่ปลอดโปร่ง ไม่อับชื้น และหมั่นเช็ดทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าอยู่เสมอ เพื่อที่ไม่ว่าจะแขวนเสื้อผ้าไว้นานแค่ไหน กลิ่นหอมสดใสก็จะยังติดอยู่บนเสื้อผ้าทุกครั้งที่สวมใส่

 

 

หวังว่าเคล็ดลับที่ ดาวน์นี่ หามาฝากในครั้งนี้ จะทำให้เสื้อผ้าของสาวๆ ที่มีกลิ่นหอมสดใสติดทนนานตลอดทั้งวัน ยิ่งกว่าน้ำหอมระดับพรีเมี่ยม พร้อมกระตุ้นพลังความสดใสและกระปรี่กระเปร่าตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

 

 

14 วิธีลดความอ้วนโดยที่ไม่ต้องอดอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515805

14 วิธีลดความอ้วนโดยที่ไม่ต้องอดอาหาร

การอดอาหารไม่ใช่ทางออกเดียวในการลดความอ้วน ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นอีกมาก

การทานอาหารที่น้อยลง หรือการอดอาหาร ไม่ใช่วิธีเดียวในการลดความอ้วน การดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการเป็นวิธีที่ดีกว่านั้น เราเลยขอแนะนำทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป นอกจากผอมลงแล้วยังสุขภาพดีด้วย

1. จดบันทึกเมนูที่ทานในแต่ละวัน

การจดบันทึกสิ่งที่ทานในแต่ละวันจะช่วยให้เรามองเห็นพฤติกรรมการทานอาหารของตัวเอง มองเห็นภาพรวมของเมนูอาหารที่ทานเข้าไป ซึ่งจะทำให้เราสามารถรู้ปัญหาหรือต้นเหตุของความอ้วนได้ รวมไปถึงสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสิว การย่อยอาหาร ได้อีกด้วย

2. วางโทรศัพท์และคุยกับคนรอบตัวขณะทานอาหาร

มีงานวิจัยเผยว่า การทานอาหารโดยทำกิจกรรมอื่นขณะทานไปด้วย เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์ ทำงาน จะทำให้คุณทานอาหารในปริมาณมากขึ้น ดังนั้นการหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่อใส่ใจกับอาหารตรงหน้าจึงเป็นวิธีที่ดีกว่า นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยระบุไว้อีกว่า คนโสดกินผักได้น้อยลงในแต่ละวัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่แต่งงานแล้วหรืออยู่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับคนอื่น

3. ออกกำลังกายกับโฟม

การออกกำลังกายกับโฟมอาจจะไม่สามารถเรียกเหงื่อได้มากนัก แต่เป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทุกวัน โดยจะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้

4. ทานอาหารให้ช้าลง

การทานอาหารช้าๆ จะช่วยให้ทานน้อยลง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ที่สำคัญคือช่วยให้ร่างกายสามารถย่อย และดูดซับสารอาหารทั้งหมดได้ดีขึ้น

5. นอนหลับให้เพียงพอ

คนวัยทำงานควรนอนวันละ 7 – 9 ชั่วโมง เนื่องจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะไปลดประโยชน์ของการควบคุมอาหาร ทำให้ระบบในร่างกายรวน รวมไปถึงอาจจะหิวตอนดึกด้วย

6. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

โดยปกติแล้วผู้ชายควรดื่มน้ำวันละ 13 แก้ว ส่วนผู้หญิงควรดื่มน้ำวันละ 9 แก้ว ซึ่งการดื่มน้ำให้มากขึ้นจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ และช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย

7. ทานผักเยอะขึ้น

ผักเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยสารอาหารและวิตามิน นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็งบางประเภทได้อีกด้วย

8. รักษาสุขภาพจิต

นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิตก็เป็นเรื่องสำคัญ การที่คนเราไม่แสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ แต่เก็บความเครียดไว้ข้างใน มีแต่จะทำให้เครียดมากขึ้น การระบายออก หรือหากมีอาการเครียดสูง การไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นทางออกที่ดีมาก

9. เคลื่อนไหวร่างกาย และยืดกล้ามเนื้อ

หลายคนทำงานออฟฟิส ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ การขยับร่างกายหรือยืดกล้ามเนื้อบ้างจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง หากไม่มีเวลาจริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องถึงกับเข้ายิม แต่เพียงแค่ขยับร่างกายให้มากขึ้น เลือกที่จะเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เล่นโยคะ หรือคาดิโอ้เบาๆ ตามยูทูปในห้องของคุณ เท่านี้ก็จะช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นแล้ว แถมยังดีต่อสุขภาพจิตด้วย

10. ทำอาหารไปทานเอง

การทำข้าวกล่องไปทานเองจะช่วยให้เราสามารถควบคุมอาหารได้ เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ และจะช่วยทรงเสริมให้รูปร่างของตัวเองดีขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถเลือกทานสิ่งที่ชอบได้โดยถูกหลักโภชนาการอีกด้วย

11. เมื่ออิ่มแล้วให้หยุด

หลายคนมักจะเสียดายเวลาอาหารเหลือ หรือบางทีไม่ได้หิวหรอก แต่เป็นแค่ความอยากทานเฉยๆ เราอยากให้ทุกคนมีสติให้มากๆ ทานแต่พอดี หากทานอิ่มเมื่อไหร่ให้หยุด โดยไม่ต้องเสียดาย เพราะถ้าทานเยอะเกินไปขึ้นมาอาจจะมาเสียใจภายหลังก็ได้

12. ทานผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้

จริงอยู่ที่ว่าการดื่มน้ำผลไม้ก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังสะดวกรวดเร็วอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การทานผลไม้สดๆ ก็ย่อมได้รับสารอาหารมากกว่าแน่นอนอยู่แล้ว ที่สำคัญน้ำผลไม้บางชนิดยังผสมน้ำและน้ำตาลมาก ทำให้เจือจาง และอาจได้รับน้ำตาลที่เกินความจำเป็นต่อร่างกายด้วย

13. ซาวน่า

การนั่งในห้องซาวน่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ช่วยลดความเครียด ซึ่งนั่นอาจจะให้ประโยชน์ไม่ต่างจากการออกกำลังกายหนักๆ เลย

14. วัดสัดส่วนของตัวเอง

น้ำหนักกับสัดส่วนเป็นคนละเรื่องกัน บางทีน้ำหนักไม่ลด แต่สัดส่วนลดลงก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ดังนั้นการวัดสัดส่วนอย่างเป็นประจำจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ทำให้เราออกแบบการทานอาหารให้เหมาะกับตัวเองได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะทำให้มีกำลังใจในการลดน้ำหนักต่อไปด้วย

ที่มา: insider

 

ความฝันจากวัยสาว พลิกสร้างเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515788

ความฝันจากวัยสาว พลิกสร้างเงินได้

เดินทางมาถึงวัยเลข 5 ทัชชภรก็ไปหัดเรียนทำขนม เมื่อคิดว่าชีวิตอยากพักผ่อน เริ่มรามือจากงานหลัก และครอบครัวหมดภาระ สมัยสาวๆ เคยฝันอยากมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง อบขนมแสนอร่อยให้ผู้คนลิ้มลอง

เรื่องของทัชชภร นิลประกอบกุล วัย 51 ปี อาจเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน เพราะเธอคือผู้ไม่ละทิ้งความฝัน เมื่อเวลาและจังหวะชีวิตลงตัว ความฝันวันเก่าพลิกทำรายได้ให้แก่เจ้าของอย่างคาดไม่ถึง

 

ชีวิตมีหน้าที่ จึงต้องเว้นวรรคความฝัน เรียนจบมุ่งหน้าสู่ธุรกิจโรงแรม จากนั้นเป็นตัวแทนประกัน ไต่เต้าในวงการกว่า 10 ปี กระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการภาคอาวุโสของบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ วันนี้ได้เวลาผ่อนมือจากธุรกิจหลัก หมดภาระเรื่องครอบครัว จึงนึกสนุกไปเรียนทำขนม ไปเรียนร้องเพลง ทำเล่นสนุกๆ เป็นงานอดิเรก ที่ไหนได้ “เรื่องเล่น ๆ” กลายเป็น “คาซ่า-เบค” (Caza-bake) แบรนด์ขนมอบที่หลายคนรู้จักดีจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก

“มีเพื่อนรุ่นพี่ในคลาสเรียนร้องเพลง เขาสอนทำขนมอยู่ พูดขึ้นว่ามาเรียนกับเขาสิ เขาจะสอนให้ฟรี” ไปเรียนกับรุ่นพี่ตัวต่อตัวครั้งเดียว จากนั้นเป็นการเรียนผ่านไลน์ บัตเตอร์เค้กก้อนแรกแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ในคลาสร้องเพลง ปรากฏว่าคนเรียกร้องให้ทำขาย เริ่มมีออร์เดอร์เข้ามา

“ดิฉันชอบโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อมีเรื่องราวในชีวิตเพิ่มขึ้นจากการทำขนม ก็โพสต์หน้าเค้กสวยๆ และเขียนเรื่องราวให้กำลังใจดีๆ ประกอบเค้ก โอ้โห นี่เป็นการพลิกชีวิตของดิฉันมาก”

ครั้งหนึ่งหัดทำเค้กฝอยทอง เธอโพสต์เฟซบุ๊กว่า ขนมไทยและขนมเทศที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว เหมือนคนเราแม้มีความคิดความเห็นที่แตกต่าง หากการอยู่ร่วมกันก็เป็นไปได้ เหมือนฝอยทองและเค้กที่กัดคำไหนก็อร่อยคำนั้น เขาอยู่ด้วยกันได้ทั้งๆ ที่แปลกแตกต่าง เห็นไหมล่ะ โพสต์ถูกจังหวะ เรียกไลค์เรียกออร์เดอร์ กลายเป็นมาร์เก็ตติ้งแบบไม่ตั้งใจ ขนมขายดีเพราะทุ่มเท ถ้าลูกค้าไม่เซ็งแซ่ว่าอร่อย จะไม่ทำขาย ขนมที่ขายจึงเหมือนได้รับการันตีจากลูกค้าว่าอร่อยแน่

คาซ่า-เบค อบเค้กและเบเกอรี่หลากหลาย โดยเฉพาะมูนเค้กขนมไหว้พระจันทร์ที่นำสูตรมาจากโรงงานขนมไหว้พระจันทร์ของพ่อ “ลิ้มเลี่ยงเซ้ง” ซึ่งเลิกกิจการไป เสียดายสูตรโบราณแท้ ตัดสินใจทำขาย ทุเรียนไข่เดี่ยวหวานน้อย

สำหรับยอดจำหน่ายเดือนหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ยอดขายเป็นหลักแสนบาท นับเป็นฮ็อบบี้ทำเงินที่ทำความแปลกใจให้ด้วย พี่สาวคนเก่งให้ข้อคิดว่า คนทุกคนมีความฝัน แต่ส่วนใหญ่มักเอาอุปสรรคเป็นที่ตั้ง เมื่อจะลงมือก็มีแต่แง่ลบ ทำให้ไม่กล้า

“ดิฉันไม่มองที่อุปสรรค ขอให้ได้ลงมือ อย่างน้อยคือได้ทำตามฝัน ได้คำตอบว่า เราทำได้หรือไม่ได้ ส่วนเงินถ้าได้ เป็นผลพลอยได้” คาซ่า-เบค เค้กปอนด์ละ 300-350 บาท มีหมดทั้งเค้กกาแฟอร่อย เค้กหน้านิ่ม เค้กมะม่วง เค้กส้ม ช็อกโกแลต คุกกี้ เค้กกล้วยหอม ทอฟฟี่เค้ก เค้กมะพร้าว และเค้กนมสด อย่าลืมบัตเตอร์เค้ก ราคา 250 บาท สั่งซื้อได้ที่ fb : Caza-Bake ไลน์ไอดี tatchaporn โทร.09-3229-6465

 

4 ข้อควรระวังเมื่อทานน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515655

4 ข้อควรระวังเมื่อทานน้ำผึ้ง

ถึงแม้ว่าน้ำผึ้งจะมีประโยชน์มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อควรระวัง

ประโยชน์ของน้ำผึ้งมีอยู่มากมาย ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย รวมไปถึงบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีโทษ ดังนั้นจึงควรรู้ข้อควรระวังเสียก่อนที่จะทานน้ำผึ้ง

1. การทานน้ำผึ้งมากไปอาจทำให้ท้องอืด

เนื่องจากในน้ำผึ้งปริมาณของน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการดูดซึมในลำไส้ ส่งผลให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องเสีย ดังนั้นควรทานแต่น้อยเท่านั้น

2. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบทาน

เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ ยังมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้อาจเกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อที่ปนมากับน้ำผึ้งได้ โดยเฉพาะเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึ่ม ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง

3. ไม่ควรทานน้ำผึ้งเกินวันละ 10 ช้อนชา

ปกติแล้วปริมาณน้ำผึ้งที่ควรทานคือวันละ 6 ช้อนชาเพียงเท่านั้น หรือหากมากกว่านั้นก็ไม่ควรจะเกิน 10 ช้อนชา เนื่องจากแท้จริงแล้วน้ำผึ้งมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลทรายขาวเสียด้วยซ้ำ หากทานมากจะเกินความจำเป็นของร่างกาย

4. คนที่แพ้น้ำผึ้งและเกสรน้ำผึ้งไม่ควรทาน

ผู้ที่แพ้น้ำผึ้ง รวมไปถึงเกสรน้ำผึ้ง ไม่ควรทานน้ำผึ้งเป็นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการแพ้กำเริบขึ้นมากทันที ซึ่งความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน

 

5 ประโยชน์ของดอกมะลิที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515651

5 ประโยชน์ของดอกมะลิที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ดอกมะลินอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ดอกมะลิถือเป็นดอกไม้สมุนไพรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งส่วนของดอก ใบ และลำต้น นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว บางส่วนยังสามารถเอามาสกัดทำยารักษาโรคได้อีกมากมายอย่างที่หลายคนน่าจะคาดไม่ถึง

1. แก้ปวดหัว

ดอกมะลิสามารถบรรเทาอาการปวดหัวได้ โดยใช้ส่วนของดอกสดนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกขมับ จะช่วยแก้อาการปวดหัว หรือจะใช้ส่วนรากสดประมาณ 1-1.5 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดหัวก็ได้

2. รักษาอาการผิวไหม้จากแดดและผื่น

ใบของดอกมะลิสามารถนำมาใช้รักษาโรคผิวหนังได้ โดยนำใบสดมาตำใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แผลโรคผิวหนังเรื้อรัง แก้ฟกช้ำ และบาดแผล หรือสามารถใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใหม่ๆ แล้วนำไปลนไฟ เพื่อใช้ทารักษาแผล ฝีพุพอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ส่วนของดอกสดมาตำใช้เป็นยาทารักษาแผลเรื้อรัง ทาฝีหนอง ผิวหนังผื่นคัน ได้อีกด้วย

3. รักษาอาการหงุดหงิด

ดอกมะลิมีรสหอมเย็น อีกทั้งยังมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ จิตใจชุมชื่น ความชุ่มชื่นใจนี้จะช่วยรักษาอาการหงุดหงิดของเราได้ดีเลยทีเดียว

4. แก้ปัญหาเรื่องทางเพศ

ดอกมะลินั้นสามารถใช้เป็นยาชูกำลังได้ แถมดอกมะลิยังสามารถทำให้เรากระชุ่มกระชวยได้ด้วย

5. แก้อาการอ่อนเพลียจากแดด

ดอกมะลิสามารถแก้อาการอ่อนเพลียได้ นอกจากนี้แล้วการนำดอกมะลิผสมยาหอมที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจนั้น จะทำให้จิตใจชุ่มชื่น และแก้ลมวิงเวียนได้อีกด้วย