15 อาหารเพื่อผิวสวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515642

15 อาหารเพื่อผิวสวยสุขภาพดี

รวมอาหารที่มีสารอาหารเพื่อบำรุงผิว

ครีมบำรุงผิวต่างๆ ที่เราทากันอยู่ทุกวันล้วนมีส่วนช่วยบำรุงผิวของเราทั้งสิ้น แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ทั้งครีมและอาหารผิวจากธรรมชาติ ผนึกกำลังกันบำรุงผิวของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เราเลยขอชวนทุกคนมาเช็คลิสต์ 15 อาหารที่ยิ่งทานยิ่งดีต่อผิวของเรากัน

1. ดาร์กช็อกโกแลต

นอกจากการทานช็อกโกแลตจะทำให้เราอารมณ์ดีแล้ว สารโกโก้ฟลาโวนอยส์ที่อยู่ในดาร์กช็อกโกแลตยังสามารถช่วยปรับสภาพผิวให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้นได้ด้วย

2. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยไบโอติน ที่ช่วยบำรุงผิวและบำรุงเล็บให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่จะช่วยในการย่อยสลายไขมัน ทำให้ร่างกายของเรากระชับขึ้น

3. เมลอน

เมลอนเป็นผลไม้ที่นอกจากจะมอบความสดชื่นยามอากาศร้อนๆ แล้ว ยังมีสารคาโรทีนอยด์ ที่ช่วยลดสิว ให้ความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว และชะลอการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย

4. แซลมอน

ปลาแซลมอนมีโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ แถมยังดีต่อผิวอีกด้วย เพราะสามารถลดการอักเสบของสิว ลดรอยแดง ป้องกันความหมองคล้ำ นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากน้ำมันธรรมชาติ

5. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวประกอบไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ล้วนแต่เป็นอาหารผิวชั้นดี ช่วยปกป้องและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว แถมยังช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากแสงแดดและรังสีที่จะเข้ามาทำร้ายผิวอีกด้วย

6. ส้มโอ

ส้มโอเต็มไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ ต่อสู้กับรังสียูวีและมลพิษที่ตรงเข้าทำร้ายผิว

7. น้ำเปล่า

ยิ่งผิวชุ่มชื้น ก็จะมีส่วนช่วยไม่ให้เกิดหน้าแก่ก่อนวัย เพราะความชุ่มชื้นเป็นพื้นฐานของผิวสุขภาพดี การดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้ผิวไม่แห้ง นอกจากน้ำเปล่าแล้ว อาจจะลองทานน้ำผลไม้ หรือน้ำอินฟิวส์ควบคู่กันไปด้วยก็ได้เช่นกัน

8. เมล็ดป่าน

เมล็ดเล็กๆ เหล่านี้อุดมไปด้วยกรมไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3 และเต็มไปด้วยโปรตีน ทำให้กลายเป็นอาหารผิวชั้นดำสำหรับผู้ที่อยากมีผิวกระจ่างใส แถมยังช่วยป้องกันริ้วรอยได้อีกด้วย

9. มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยใยอาหาร โฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ช่วยบำรุงให้ผิวเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น

10. มันฝรั่งหวาน

มันฝรั่งหวานเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่ตรงช่วยเข้าซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากมลภาวะรอบตัว ช่วยไม่ให้ดูแก่ก่อนวัยอันควร

11. เบอร์รี

ผลเบอร์รีนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นบลูเบอร์รี เชอร์รี หรืออื่นๆ ต่างก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับปัญหาสิว

12. ชาเขียว

ชาเขียวมีส่วนช่วยระดับฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดสิว นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

13. แครอท

แครอทมีวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนนั้นมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย อีกทั้งยังมีวิตามินเอ ที่ช่วยลดความหมองคล้ำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

14. อะโวคาโด

น้ำมันอะโวคาโดสามารถตรงเข้าบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอย ให้ผิวเป็นประกาย อ่อนเยาว์

15. แตงกวา

แตงกวาเต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น สดใส ดูเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่มา: insider

 

เทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515626

เทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที

เคล็ดลับการดูแลผิวแบบเร่งด่วนภายใน 5 นาที สำหรับวันที่เร่งรีบ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบัน ทุกสิ่งรอบตัวล้วนรวดเร็วไปหมด เริ่มจากตื่นตอนแต่เช้าตรู่ เดินทางไปทำงาน เตรียมเอกสารเข้าประชุม จนกระทั่งเลิกงานกลับถึงบ้าน ซึ่งบางคนยังหอบงานมาทำที่บ้านอีก แทบไม่มีเวลาพักผ่อน อดหลับอดนอนและเครียดจากการทำงาน จนเกิดริ้วรอยก่อนวัยที่หลายคนอยากหลีกหนี ดังนั้นเราขอแนะนำเคล็ดลับง่ายๆ กับเทคนิคปรนนิบัติผิวสวยเปล่งปลั่ง ภายใน 5 นาที ให้ทุกคนไว้บำรุงผิวในวันที่เร่งรีบกัน

1. เริ่มด้วย ทำความสะอาดผิวหน้าในตอนเช้าและ ซับผิวหน้าให้แห้ง

2. ตามด้วยโลชั่นปรับสภาพผิว POSITIF Q10 ASTAXANTHIN LOTION หยดโลชั่นลงบนฝ่ามือ 4-5 หยด กดที่ผิวหน้าเบาๆ เพื่อให้โลชั่นซึมลงผิว เนื้อโลชั่นมีส่วนผสมของ Coenzyme Q10 และ Asthaxanthin ชะลอการเกิดริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว พร้อม Hyaluronic Acid เติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก ซึมสู่ผิวง่าย เตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. ใช้เซรั่มเนื้อครีมบางเบาบำรุงผิวหน้า POSITIF Q10 ASTAXANTHIN SERUM กดออกมา 2-3 ปั๊ม ลูบไล้ผิวหน้าและลำคอด้วยปลายนิ้วนางอย่างเบามือ ให้เซรั่มซึมลงผิวจนรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้น เซรั่มบำรุงผิวพร้อมลดเลือนริ้วรอยมีจากส่วนผสมสำคัญของโคเอ็นไซม์ คิวเท็น (CoQ10) และแอสตาแซนธิน (Asthaxanthin) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากมลภาวะและรังสียูวี พร้อมเสริมสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิว ลดเลือนริ้วรอย คืนความอ่อนเยาว์สู่ผิวอีกครั้ง

4. ขั้นตอนสุดท้ายใช้ POSITIF Q10 ASTAXANTHIN CREAM ตักครีมแต้มใบหน้า 5 จุด ได้แก่ หน้าผาก จมูก คาง แก้มซ้าย และแก้มขวา จากนั้นใช้นิ้วนางทั้ง 2 ข้างเกลี่ยครีมแบบเบาๆ มือในทิศทางเดียวกัน ด้วยส่วนผสมอันทรงคุณค่าจากโคเอ็นไซม์ คิวเท็น (CoQ10) และแอสตาแซนธิน (Asthaxanthin) จะช่วยบำรุงผิวพร้อมเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกให้ค่อยๆ ตื้นขึ้น ฟื้นฟูผิวที่ดูหย่อนคล้อยให้กลับมากระชับเต่งตึง เผยผิวแลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และสุดท้ายอย่าลืมทากันแดดทุกครั้ง เพียงแค่นี้ก็พร้อมโชว์ผิวสวยอย่างมั่นใจได้แล้ว

 

5 ผลไม้ช่วยต้านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515618

5 ผลไม้ช่วยต้านมะเร็ง

ผลไม้ 5 ชนิด ที่สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งถือเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่อยู่ใกล้ตัวเรา หากไม่ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี เราทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นมะเร็งกันได้ทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะมารู้ตัวเมื่อสายไปแล้ว ดังนั้นการดูแลสุขภาพอย่างเนิ่นๆ ด้วยการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ อย่างผลไม้ที่ช่วยต้านโรคมะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่ควรรีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้

1. มะละกอ

คุณประโยชน์ในผลมะละกอไม่ว่าจะดิบหรือสุก สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติที่ทำท่าว่าจะเป็นเซลล์ก่อมะเร็ง และยังสามารถป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนอีกด้วย

2. แก้วมังกร

แก้วมังกรมีทั้งพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลืองให้รสชาติออกหวาน และพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงที่มีรสชาติหวานกว่าพันธุ์อื่น ในแก้วมังกรมีสารต้านมะเร็งอยู่ และหากสารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรสีสดๆ จะมีศักยภาพในการป้องกันมะเร็งดีกว่าการรับประทานผลสดเสียอีก นอกจากนั้นหากรับประทานแก้วมังกรเป็นประจำ ก็จะสามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย

3. องุ่น

การทานองุ่นเป็นประจำมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และบำรุงกำลัง ส่วนเครือและรากมีฤทธิ์ในการขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอ็น และปวดกระดูก อีกทั้งยังมีฤทธิ์ระงับประสาท แก้ปวด และแก้อาเจียนอีกด้วย ที่สำคัญสรรพคุณในองุ่นนั้นยังมีผลโดยตรงในการป้องกันโรคมะเร็งด้วยเช่นกัน

4. แอปเปิ้ล

ในทางยา แอปเปิ้ลมีสรรพคุณในการลดกรดในกระเพาะอาหาร ละลายเสมหะ ลดความดันโลหิต ช่วยขับเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย นอกจากนี้ยังเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่สูงของเปลือกแอปเปิ้ลนั้น สามารถล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ได้ด้วย

5. เลมอน

เปลือกเลมอนมีสรรพคุณช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียดได้ นอกจากนี้เลมอนยังมีวิตามินซี และกรดหลากหลายชนิด ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ และมะเร็งในช่องท้องได้อีกด้วย

 

เศรษฐกิจพอเพียง สู่โภชนาการยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515578

เศรษฐกิจพอเพียง สู่โภชนาการยั่งยืน

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพื้นที่ในทุ่งโป่งป่าแขม ประมาณ 200 ไร่ ให้กับชาวเขาเพื่อปรับเป็นพื้นที่ทำนา โดยรับสั่งให้กรมชลประทานสำรวจพื้นที่ทำฝายเพื่อส่งน้ำเข้าที่นา ทั้งยังได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ สำหรับสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนบ้านปางสา

ชาวเขาในพื้นที่หมู่บ้านลุ่มน้ำแม่จัน ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เข้าเฝ้ารับเสด็จ เมื่อครั้งทรงเยี่ยมหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาบ้านปางสา ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ถึง 3 ครั้ง ในปี 2522-2524

แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี รอยพระบาท รอยแย้มพระสรวล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ยังตราตรึงอยู่ในดวงใจของราษฎรทุกชาติพันธุ์ ที่นาของพ่อ 200 ไร่ ยังคงงอกงามโดยปราศจากสารเคมี และกลายเป็นแหล่งอาหารที่ทำกินให้กับชาวเขาในลุ่มแม่น้ำจันเรื่อยมาจนถึงวันนี้

จะแฮ-สุพจน์ หลี่จา ผู้จัดการโครงการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในการสร้างเสริมสุขภาวะ เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เล่าว่า เขามีโอกาสได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ขณะนั้นเขายังเด็ก และรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างรางเลือน ต่อเมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท และได้กลับมาทำงานร่วมกับชาวชาติพันธุ์ เขาจึงเสาะหาเรื่องราวของพระองค์ท่าน ตลอดจนแนวทางที่พระองค์พระราชทานไว้ให้แก่ชาวชาติพันธุ์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง

 

“ความเมตตาและความรักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีให้ชาวชาติพันธุ์ คนรุ่นเก่าพูดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จะมีชีวิตที่มีคุณภาพชีวิตได้ดีงามได้อย่างไร เขาซาบซึ้งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำเข้าไปหาเขาในพื้นที่ เสวยพระกระยาหารแบบเดียวกับชาวชาติพันธุ์ ความซาบซึ้งกลายเป็นความเชื่อและศรัทธา รักหวงแหนต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

โครงการที่พระองค์ท่านมอบให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ยิ่งตอกย้ำให้พี่น้องชนเผ่าเกิดความภาคภูมิใจในการดำเนินรอยตามพระราชาในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทุกวันนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ หรือต่อให้พระองค์ท่านไม่เคยเสด็จฯ แต่พี่น้องชนเผ่าทุกคนก็ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานเป็นแนวทางมากกว่าเศรษฐกิจ การเกษตร หรืออาหาร แต่สำหรับชาวชาติพันธุ์ คือ ภาพรวมของชีวิต เป็นเสมือนกุญแจที่จะไขให้คนเกิดความรักความหวงแหน เกิดความเอื้ออาทรต่อกัน

“จริงๆ แล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีความสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของเราชนเผ่าอยู่แล้ว พี่น้องชนเผ่ามีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เพาะปลูกทำการเกษตรเพื่อหล่อเลี้ยงชีพในครอบครัวและแบ่งปันไปสู่คนในสังคม ผมถอดความจากคำบอกเล่าของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แล้วนำมาต่อยอดโครงการเกี่ยวกับโภชนาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวเขา และเราก็สื่อสารกับกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ในแนวคิดที่แฝงมากับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่องที่แฝงอยู่ในหลักปรัชญานั้น คือ เรื่องของความรัก โดยใช้หลักเหตุผล ในหลวงพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ทุกคนมีความรักมีความสามัคคี เห็นใจผู้อื่น สามารถดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่งดงามอย่างมีความสุข มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และพี่น้องชนเผ่าได้รับรู้รับทราบและปฏิบัติตามที่ในหลวงได้มอบให้ตลอดมา ตอกย้ำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ และสืบสานเจตนานี้ ในหลวงมอบความรักเป็นมรดกที่มอบให้พี่น้องชาติพันธุ์”

จะแฮ ยืนยันในฐานะตัวแทนของพสกนิกรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ว่า แม้วันนี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว แต่สิ่งที่พวกเราได้ยึดมั่นและสืบทอดสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมอบให้

“สิ่งที่จับต้องได้ที่สุด ก็คือ การดำรงชีวิตตามแนวพระราชดำรัส เช่น ที่นา 200 ไร่ ที่พระราชทานให้ พวกเราก็จะดำรงและใช้ประโยชน์จากผืนดินแห่งนี้เพื่อผลิตอาหาร เพื่อเลี้ยงลูกครอบครัวของตัวเองจนไปสู่ลูกหลานตราบนานเท่านาน”

นอกจากที่นาของพ่อที่ทรงพระราชทานพื้นที่ให้ชาวเขาไว้ทำกินแล้ว ปลายทางของประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่น ความจงรักภักดีที่คงอยู่ เชื่อมร้อยประวัติศาสตร์และหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังช่วยเกื้อกูลให้สถานศึกษาใน ต.เทอดไทย ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

พันธวัช ภูผาพันธกานต์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า พื้นที่ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง มีชนชาติพันธุ์ 7 ชาติพันธุ์ ได้แก่ อาข่า ลาหู่ จีนยูนนาน ไทยใหญ่ ม้ง ลีซอ และลั๊วะ อาศัยอยู่ในพื้นที่ 18 หมู่บ้าน และบ้านบริวารอีก 16 ชุมชน ประชากรราว 20,528 คน จาก 5,236 ครัวเรือน นี่เองทำให้พื้นที่ในเขตนี้มีความหลากหลายทางความรู้ภูมิปัญญา โดยเฉพาะความหลากหลายทางด้านอาหารที่เรียนรู้และสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นวิถีวัฒนธรรม ความเชื่อ ที่ช่วยสนับสนุนให้คนในเผ่าพันธุ์ตนเอง ได้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดีในการส่งเสริม ให้เกิดพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร และนำผลผลิตเข้าสู่ขบวนการทางด้านอาหารและโภชนาการสำหรับเด็กและประชาชนในพื้นที่

ตัวอย่างของสถานศึกษาที่นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารและพัฒนาโรงเรียนสอนอาชีพให้เด็กๆ และชุมชนไปพร้อมกัน คือ โรงเรียนสามัคคีพัฒนา โรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สีชมพูที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการเรียนการสอน

เนียร เชื้อเจ็ดตน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีพัฒนา กล่าวว่า เมื่อ 4 ปีก่อนโรงเรียนแห่งนี้มีปัญหาเรื่องพัฒนาการของนักเรียน และอยู่ในลำดับบ๊วย เมื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการเรียนการสอน เพิ่มศักยภาพของผู้เรียน จัดทำสื่อการสอนในโรงเรียน ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นฝึกเป็นวิชาชีพ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลดลง

ในพื้นที่ 19 ไร่ นอกจากอาคารเรียนแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่เดิมเป็นป่าทึบ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถูกแบ่งพื้นที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งพื้นที่เพื่อเพาะปลูก เช่น ผักตามฤดูกาล มะนาว เก๊กฮวย เลี้ยงสัตว์ เช่น กบ ปลา หมู ไก่ไข่ ไส้เดือน จิ้งหรีด ฯลฯ โดยแบ่งให้เด็กแต่ละชั้นดูแลรับผิดชอบ เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญและคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียง

กระบวนการทำงานทำให้เด็กได้ซึมซับในสิ่งที่เขาสนใจ นำความรู้ไปใช้ในครอบครัว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน ส่งเสริมอาชีพ เช่น ผู้ปกครองนักเรียนปลูกเก๊กฮวยขายสร้างรายได้ ซึ่งรายได้จากการขายผลผลิตของโรงเรียนจะนำเป็นเงินกองทุนหมุนเวียนส่งเสริมอาหารกลางวันโภชนาการของเด็กๆ จึงมีคุณภาพดีขึ้น

สุพจน์ เสริมว่า ถ้าเทียบกับในอดีตอาหารตามธรรมชาติมีเยอะขึ้น อาหารปลอดภัยเพราะปลูกเองกินเอง ก็จะไม่มีสารเคมีใดๆ แต่ปัจจุบันการพัฒนาระบบต่างๆ ของสังคม มีการปลูกพืชเศรษฐกิจมากขึ้น ชาวเขาก็ถูกชักชวนให้เข้าสู่วังวนนี้มากขึ้น ก็อาจจะมีการเริ่มใช้สารเคมี ซึ่งนี่เป็นปัญหาหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มที่พยายามมาค้นหาสิ่งที่ดีงามของชาติพันธุ์ “เราก็พยายามมาดูว่ามีอาหารหรือเมล็ดพันธุ์อะไรอยู่ที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของครอบครัวและชุมชนได้ เราก็ส่งเสริมให้เขาปลูกและกิน ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก็ส่งเสริมให้เขาลดการใช้สารเคมีลงได้ เพราะฉะนั้นอาหารที่เขาได้มาก็ปลอดภัยต่อตัวเองและดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย นี่คือแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาใช้กับหลักโภชนาการและความเชื่อของชาวเขา” 

 

กระเป๋าสุดฮาสำหรับคนที่อยากมีพุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515594

กระเป๋าสุดฮาสำหรับคนที่อยากมีพุง

Dadbag กระเป๋าคาดหน้าท้องรูปพุงสุดฮา

ใครว่ามีแต่คนที่อยากมีซิกแพค อยากหุ่นเฟิร์ม คนอีกกลุ่มหนึ่งเขาก็อยากมีพุงกันเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีคนคิดทำกระเป๋าคาดหน้าท้องรูปพุงขึ้นมา เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถมีพุงสมใจ

Dadbag เป็นกระเป๋าผ้าคาดเอวที่ทางแบรนด์คิดทำขึ้นมาเพื่อให้คุณพ่อที่อยากมีพุงเก๋ๆ แต่ไม่อยากทานอาหารขยะ เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องปัญหาสุขภาพ

นอกจากจะได้กระเป๋าคาดเอวลายพุงให้ไปใส่เพิ่มความย้วยกันสมใจแล้ว ยังสามารถใส่ของได้พอสมควรอีกด้วย ใช้งานสะดวกเวลาออกไปข้างนอก และน้ำหนักเบาเนื่องจากทำจากผ้า

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีให้เลือกถึง 6 ลาย ให้เอาไปใส่ให้ตรงกับสีผิวและหุ่นของแต่ละคนให้มากที่สุด!

แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่สามารถสั่งซื้อกระเป๋าพุงเหล่านี้ได้ เนื่องจากโปรเจคนี้ยังไม่คลอดออกมาจริงๆ เป็นเพียงไอเดียที่ลองคิดขึ้นมาก่อน ซึ่งทางแบรนด์กำลังมองหาพันธมิตรและผู้ผลิตเพื่อที่จะทำให้โปรเจคนี้เกิดขึ้นจริง และเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป

ที่มา: dadbag

 

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515585

9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล

ลักษณะนิสัยที่มักพบบ่อยในผู้ที่มีความวิตกกังวลซ่อนอยู่

โรควิตกกังวล (Anxiety) เป็นความผิดปกติทางจิตที่ขึ้นอยู่กับความวิตกกังวลและความกลัวต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต มักเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โดยหากมีอาการนานติดต่อกันประมาณ 2 – 6 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

1. เกิดความทุกข์มากเป็นพิเศษเมื่อประสบความล้มเหลว

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลจะรู้สึกว่าความล้มเหลวมีผลกระทบต่อจิตใจมากกว่าคนอื่น ในสายตาของคนอื่นอาจจะดูทุกข์เกินจริง หรือแม้แต่ความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจทำให้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรจนต้องพักอยู่บ้านไป 1 -2 วัน

2. กลัวความเสี่ยง

เนื่องจากความล้มเหลวในชีวิตจะทำให้ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลเครียดมากเป็นพิเศษ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เพราะไม่อยากประสบพบเจอกับความละอายใจ ความผิดหวัง และความเศร้า

3. สูญเสียสมาธิ

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะคิดเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ในหัวตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากเท่าที่ควร บางทีอาจจะจำบทสนทนาตรงหน้าไม่ค่อยได้ มักหลงๆ ลืมๆ กับเรื่องที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน

4. ป่วยบ่อย

ความเครียดอย่างต่อเนื่องมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะป่วยอยู่บ่อยๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พวกเขาต้องซ่อนความกังวลจากคนอื่น จะทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นมากยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้ป่วยง่ายกว่าผู้ที่ระบายความกังวลให้คนอื่นรับรู้อยู่บ่อยๆ

5. สนใจคำวิจารณ์จากคนอื่น

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะใส่ใจคำพูดของคนอื่น และเก็บมาคิดมาก ส่งผลให้พวกเขาตั้งมาตราฐานต่อตัวเองไว้สูง และอาจมีมาตราฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

6. รู้สึกกระวนกระวาย

ภาษากายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังจะเป็นโรควิตกกังวล เนื่องจากความวิตกกังวลมีผลต่อร่างกายของเรา อาจส่งผลต่อการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการมือสั่น เขย่าขา หรือการนั่งงอเขา

7. สายเสมอ

การไปสายกว่าเวลานัดอยู่บ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า รวมไปถึงโรควิตกกังวลด้วย ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่พร้อมเจอกับปัญหา เริ่มหลีกเลี่ยงที่จะเข้าสังคมทั้งกับที่ทำงาน เพื่อน และครอบครัว

8. ต้องการการวางแผน

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลมักจะรู้สึกไม่ดีเวลาไม่มีแพลน หรือทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวันจะส่งผลให้พวกเขาสงบขึ้น รวมไปถึงการจัดระเบียบพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน หรือโต๊ะทำงานด้วย

9. รู้สึกลังเลที่จะหาเพื่อนใหม่

ผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลอาจรู้สึกลำบากใจ หรือไม่เต็มใจที่จะผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ เนื่องจากไม่อยากให้ใครสัมผัสกับความอ่อนแอของพวกเขา และมักกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียเพื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา: bustle

 

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515402

จัดการโต๊ะทำงานให้น่านั่ง

1.แยกเอกสารให้ชัด

งานจะออกมาดีหรือไม่ นอกจากความสามารถของเราแล้ว การมีโต๊ะที่เอื้อต่อการทำงาน และรู้วิธีการใช้โต๊ะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้เอาไว้

บางคนแยกเอกสารไว้เป็นหมวดหมู่อย่างดี เช่น เรียงลำดับตามอักษร บางคนจัดตามแผนกที่ติดต่อ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละคน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในทุกที่ก็คือพื้นที่เท่าไรก็ไม่พอกับการเก็บเอกสารจนต้องวางสูงท่วมหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ขอเพียงให้คุณแยกเอกสารให้ออกระหว่างเอกสารที่เป็นข้อมูลประกอบการทำงาน กับเอกสารที่ใช้ในการติดต่องาน เช่นเอกสารที่ต้องการรอการเซ็นสัญญา หรือเอกสารนัดหมาย

หากเป็นเอกสารที่ใช้ในการเซ็นสัญญาควรจัดเรียงตามแผนก หรือเรื่องราวให้ชัดเจนง่ายต่อการสืบค้น แต่เอกสารที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถทำลายทิ้งได้ทันที จะช่วยลดการสะสมของกระดาษบนโต๊ะทำงานได้มากทีเดียว และเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งในการเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานของคุณ ถ้ามีกองเอกสารไหนที่คุณไม่ได้แตะต้องนานเป็นปี สามารถนำเอกสารหรือหนังสือกองนั้นไปทิ้งหรือรีไซเคิลได้ทันที

2.ใช้โพสต์อิทดึงสมาธิ

การใช้กระดาษโพสต์อิท เขียนงานที่จะต้องทำในวันนั้นก่อนเริ่มงานเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราจัดสรรการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งที่มีงานเข้ามามากกว่า 5 อย่างที่ต้องทำในวันนั้น การเขียนโน้ตแปะไว้ที่หน้าคอมพ์จะช่วยให้เตือนความจำและดึงสมาธิให้กลับมาทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเราทำงานแรกเสร็จแล้วต้องการดูว่ามีงานอะไรที่ต้องทำในลำดับต่อไป และเมื่อทำงานนั้นๆ เสร็จแล้วดึงโพสต์อิทนั้นทิ้งไปเสีย

เทคนิคในการเขียนโพสต์อิทอย่างหนึ่งก็คือ เขียนเฉพาะหัวข้องาน และกำกับลำดับความสำคัญเช่น ด่วน หรือด่วนที่สุด บางคนใช้ลำดับความสำคัญเป็นคะแนนดาว นอกจากนี้หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อคนนอกองค์กร นอกจากจะต้องเขียนลงโพสต์อิทแล้วควรเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อลงในสมุดโน้ตกำกับอีกทีหนึ่งเผื่อในกรณีที่เคลียร์งานเรียบร้อยแล้วแต่ต้องการติดต่อซ้ำ

3.เคลียร์โต๊ะให้ว่างเข้าไว้

การมีกองงานจำนวนมากบนโต๊ะอาจมองได้ 2 อย่าง 1.เจ้าของโต๊ะมีงานเยอะและทำงานหนัก 2.เจ้าของโต๊ะเป็นคนที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในข้อแรกนั้นดูเหมือนจะดีแต่หากมีกองเอกสารจำนวนมากกองอยู่แล้วอีกสัปดาห์ต่อมากองเอกสารนั้นยังคงอยู่ไม่ได้ลดลงเลย เราอาจถูกมองเป็นคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกลายเป็นคนที่ไม่มีระเบียบไม่รักษาความสะอาดได้

ดังนั้น ควรเคลียร์โต๊ะให้มีพื้นที่ว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีเฉพาะงานที่กำลังทำและสิ่งของจำเป็นในระหว่างการทำงาน เช่น ที่วางสมาร์ทโฟน สายพ่วงชาร์จไฟ แก้วน้ำ บางคนอาจจะมีต้นไม้กระถางเล็กๆ เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของชอบที่อยากเอามาวางบนโต๊ะบ้าง ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็อย่าให้มากจนเกินความพอดี อีกอย่างหนึ่งความเชื่อฮวงจุ้ยในการจัดโต๊ะทำงานเราจะต้องพยายามทำโต๊ะให้ว่างเพื่อรับพลังด้านดีเข้ามาด้วย

4.ไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรมานานหลายปีก็เป็นธรรมดาที่จะเห็นออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 จึงเริ่มเอาของใช้ส่วนตัวเข้ามาไว้ที่ออฟฟิศมากขึ้น เช่น เครื่องสำอางชุดใหญ่ไว้แต่งเติมหน้าระหว่างทำงาน หนังสือเล่มโปรดที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแล้วมาใช้อ่านที่ออฟฟิศ พระเครื่องสะสม ตุ๊กตา หุ่นโมเดล หมอนข้าง และอีกสารพัด

ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนในออฟฟิศมีความรู้สึกว่า นี่คือบ้านที่เราอยู่ร่วมกัน แต่คุณอาจจะไม่มีที่ว่างเหลือพอสำหรับการวางเอกสารในการทำงานของคุณเอง ดังนั้นมีของสะสมมาวางโชว์ที่ออฟฟิศได้แต่ควรนำมาแต่พอดีและไม่ควรมีของส่วนตัวมากเกินไป

 

หลักสูตรอินเตอร์ ทางเลือกอนาคตของเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515401

หลักสูตรอินเตอร์ ทางเลือกอนาคตของเด็กไทย

เป็นเวลามากกว่า 20 ปี ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เริ่มเปิดหลักสูตรนานาชาติ หรือเรียกติดปากว่าหลักสูตรอินเตอร์ จากที่เคยมีให้เลือกเพียงไม่กี่คณะในแต่ละมหาวิทยาลัย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่เวลานี้มีมากกว่าแทบจะเรียกได้ว่าเปิดหลักสูตรนานาชาติเกือบจะครบทุกหลักสูตรกันเลยทีเดียว อะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยเลือกที่จะเปิดหลักสูตรนานาชาติกันมากขึ้น และเด็กนักเรียนไทยที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรอินเตอร์จะได้อะไรกลับมาบ้าง

รองรับประชาคมอาเซียน

ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น รองอธิการบดีอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายถึงความจำเป็นของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้นมา ว่า เหตุผลมีค่อนข้างหลากหลาย แต่เหตุผลอย่างแรกก็คือตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็จะสังเกตได้ว่ามีการเปิดหลักสูตรนานาชาติเพื่อรองรับ เพราะการจะสื่อสารกันได้ต้องมีการใช้ภาษากลาง ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

เหตุผลต่อมาก็คือเป็นการเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมทั้งอาจารย์และนักวิจัยต่างๆ ได้กว้างมากขึ้น เมื่อมีพื้นที่ที่สื่อสารกันด้วยภาษาสากล โอกาสต่อยอดงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดก็จะสูงขึ้น อาจจะเป็นในเรื่องของการนำเอาหลักสูตรในต่างประเทศเข้ามาใช้ หรือว่านำอาจารย์ชาวต่างชาติที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเข้ามาสอนในประเทศไทยก็มีโอกาสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้วงการศึกษาในบ้านเรามีการแข่งขันเปิดกว้างรับองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามา และทำให้นักศึกษาของเราได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น เปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาทำให้เขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก เกิดความเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม

อีกอย่างหนึ่งประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ปัจจุบันพวกเขาก็ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นอินเตอร์เกือบจะทุกหลักสูตรอยู่แล้ว และต่อไปจะมีการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีความสามารถไปทั่วโลก ซึ่งการที่เราต้องเปิดก็เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

ถ้ามีคณะใหม่เปิดขึ้นมาก็จะปรับให้เป็นหลักสูตรอินเตอร์ไปเลย เช่น วิทยาลัยการบินและวิทยาลัยการแพทย์ มีการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับต่างประเทศ ให้เชื่อมโยงหลักสูตรกันให้ได้มากที่สุด ทำให้เด็กไทยที่เรียนหลักสูตรอินเตอร์ อาจจะเรียนที่ประเทศไทย 2 ปี และอีก 2 ปีที่อังกฤษ แล้วได้ประกาศนียบัตร 2 ใบพร้อมกัน ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีรายละเอียดในหลักสูตรการเรียนการสอน และการจัดสรรงบประมาณที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งต้นทุนหลักๆ จะเป็นอาจารย์จากต่างประเทศ ซึ่งการที่จะจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศมาสอนโดยใช้อัตราจ้างราชการไทย คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การเปิดหลักสูตรนานาชาติ นำค่าเทอมที่ได้รับมาเป็นค่าจ้างอาจารย์ ก็จะสามารถทลายข้อจำกัดตรงนี้ลงไปได้

อีกประเด็นหนึ่ง คนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเด็กสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยลง ด้วยการเปิดหลักสูตรนานาชาติให้สามารถเปิดรับเด็กต่างชาติให้เข้ามาเรียนในประเทศไทยได้นั้น ต้องบอกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร จำนวนของเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็จะเริ่มลดลงเป็นเรื่องจริง ที่ทำให้บางมหาวิทยาลัยเริ่มประสบปัญหาขาดเด็กสมัครเข้าเรียน

สำหรับมหาวิทยาลัยหลักที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ที่ผ่านมายังไม่ได้ประสบปัญหาตรงนี้โดยตรง เพราะว่าในแต่ละปีที่มีการสอบเข้าก็สามารถรับได้ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับทั้งหมด เพราะมีความต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ดังนั้นเหตุผลของการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเปิดเพื่อหาเด็กต่างชาติเข้ามาเรียนทดแทนในตรงจุดนั้น

“ถ้ามองในแง่ของการมีเด็กต่างชาติเข้ามาเรียน เป็นเรื่องดีในการเสริมสร้างทักษะประสบการณ์ให้กับนักศึกษาไทย อีกอย่างหนึ่งเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนส่วนมากก็จะเป็นเด็กที่มีความสามารถ อย่างสหรัฐอเมริกา มีเด็กต่างชาติเข้าไปเรียนมากมาย และเด็กต่างชาติเหล่านี้ก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้กับสหรัฐด้วยเช่นกัน ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า”

ไม่ได้สอบเข้ากันง่ายๆ

เกรียงศักดิ์ ไชยวินิจ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอินเตอร์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สถาบันวอร์วิค (Warwick Institute) อดีตนักเรียนหลักสูตรอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผันตัวมาเป็นติวเตอร์ ติวเด็กนักเรียนสอบเข้าหลักสูตรอินเตอร์ของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมในการเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์ของเด็กไทยที่ผ่านมาว่า เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลักสูตรอินเตอร์อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แล้วก็เป็นทางเลือกที่อยู่นอกสายตาของคนทั่วไป เพราะว่าหลักสูตรภาคภาษาไทยนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว

“สมัยก่อนบอกว่าการเข้าอินเตอร์นั้นเข้าง่ายกว่าหลักสูตรไทย ดูได้จากผลคะแนนสอบที่สอบเข้าไปนั้นก็ไม่ได้สูงมากนัก บางคนก็อาจจะพูดถึงในขั้นที่ว่าแค่มีเงินก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว แต่ในปัจจุบันการสอบเข้าหลักสูตรอินเตอร์นั้นค่อนข้างที่จะเข้มงวดอย่างมาก เกณฑ์การใช้คะแนนสอบนั้นสูงขึ้นทุกปี เพราะมีการแข่งขันเข้าไปเรียนค่อนข้างเยอะ ถ้าเกิดผมเทียบคะแนนสอบเข้าคณะบัญชีจุฬาฯ หลักสูตรอินเตอร์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กับตอนนี้บอกได้เลยว่าผมไม่มีสิทธิที่จะได้เรียนแน่นอน คะแนนในตอนนั้นผมได้อยู่ที่ 1,120 ก็เข้าได้แล้ว แต่ตอนนี้คะแนนสอบขั้นต่ำที่เข้าได้อยู่ที่ 1,320 จาก 1,600 คะแนนเต็ม เรียกได้ว่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ 8 ปีที่มีสถาบันกวดวิชาเข้าหลักสูตรอินเตอร์แค่ไม่กี่โรงเรียน แต่ตอนนี้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แล้วก็มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี 8 ปีที่แล้วมีอยู่ 82 คน ตอนนี้สมัครกันเข้ามามากกว่า 400 คน เพราะเด็กๆ เริ่มมองเห็นว่าการเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์มหาวิทยาลัยมีแนวโน้มที่จะได้งานที่ดีกว่า

ในสมัยที่มีคำคำหนึ่งก็คือ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ผมมองว่าอนาคตภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญอย่างมาก และจะมีองค์กรข้ามชาติเข้ามาเปิดในประเทศไทยมากขึ้น และทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งคุณทำงานองค์กรไทยคุณก็ต้องมีการติดต่อประสานงานกับองค์กรข้ามชาติอยู่ดี อีกอย่างการเรียนอินเตอร์นอกจากจะได้ทำงานกับบริษัทข้ามชาติได้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อในต่างประเทศหรือทำงานในต่างประเทศได้อีกด้วย

นั่นทำให้เกิดการแข่งขันในการสอบเข้าสูงขึ้นทุกปี ทำให้เด็กนักเรียนจากแต่ก่อนที่เริ่มเตรียมตัวตอนอยู่ชั้น ม.6 ตอนนี้ต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4-5 กันแล้ว เพราะมีการแข่งขันสอบเข้าสูงมาก ในขณะเดียวสิ่งที่ต้องรู้ก็คือนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอินเตอร์ จะเป็นเด็กที่มีความคิดที่ว่าค่อนข้างอิสระกล้าที่จะแสดงความเห็น ความรู้สึกออกมาตรงๆ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาเองก็จะรู้ว่า สังคมไทยมีกรอบมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ดังนั้นเราจะได้เห็นความผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งยังมีความเป็นไทย เช่น ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง การลำดับของให้ความเคารพครูบาอาจารย์ก็ยังมีอยู่

สำหรับเด็กที่จะสอบเข้าในหลักสูตรอินเตอร์เมื่อรู้ความต้องการที่ชัดเจนว่าเรามีความประสงค์อยากจะเข้าเรียนในคณะอะไร ก็ต้องดูเรื่องคุณสมบัติในการสอบเข้าคณะนั้นๆ อย่างแรกที่ต้องมีก็คือความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาอังกฤษที่ดี แล้วดูว่ามีเกณฑ์อะไรอีกบ้างที่ต้องการแล้วก็ใช้เวลาพัฒนาในจุดนั้น บางคณะต้องใช้คะแนนคณิตศาสตร์สูง บางคณะก็ต้องการคะแนนภาษาอังกฤษสูง แนะนำว่าเด็กที่จะเข้าเรียนต้องมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนถึงอนาคตของตัวเอง และใช้เวลาเตรียมพร้อมฝึกฝนให้มากคะแนนสอบก็จะสูงขึ้นและมีโอกาสสอบติดอย่างแน่นอน”

ยากที่สุดคือการปรับตัว

สิรีนทร์ ดวงอุดมรัชต์ บัณฑิตใหม่จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคภาษาอังกฤษ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเธอทำอยู่ที่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์ในการเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยไทยว่า ไม่ได้เป็นสังคมของโรงเรียนอินเตอร์ล้วนๆ เหมือนในต่างประเทศ จะค่อนข้างหลากหลายเชื้อชาติ แต่มากกว่าครึ่งเป็นนักเรียนไทย

“อาจารย์ที่สอนเป็นชาวต่างชาติ หลักสูตรก็จากต่างประเทศ ดังนั้น วิธีการเรียน วิธีการคิด จะไม่เหมือนกับที่คุ้นเคยในโรงเรียนไทยมาก่อน ซึ่งต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดตั้งแต่สอบเข้าจนถึงช่วงที่ต้องเข้ามาเรียนใหม่ทั้งหมด

การที่เราเข้าเรียนหลักสูตรอินเตอร์ เพราะคิดว่าน่าจะให้อะไรกับเราได้มากกว่าการเรียนในระบบปกติ จึงตัดสินใจติวเข้มในภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ เพราะว่าในการสอบในหลักสูตรอินเตอร์นั้น โจทย์คณิตศาสตร์จะเป็นอีกแบบที่แตกต่างจากคณิตศาสตร์ที่เราเรียนกันในชั้นมัธยมปลายอย่างสิ้นเชิง ต้องใช้ทักษะการคิดการฝึกฝนจนชำนาญถึงจะสามารถทำข้อสอบได้

ระหว่างการสอบก็จะไม่เหมือนกับการสอบเอนทรานซ์โดยทั่วไป จะมีการสอบแค่ไม่กี่วิชาแล้วนำคะแนนที่ได้ไปสมัคร อย่างคณะบัญชีจุฬาฯ อินเตอร์ จะใช้เพียงแค่ภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์ คะแนนสอบอย่างอื่นไม่ต้องใช้เลย ถามว่าง่ายกว่าไหมก็ดูเหมือนจะง่าย แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเสียทีเดียว เพราะข้อสอบส่วนกลางมาจากต่างประเทศ ไม่ใช่การเอาข้อสอบภาษาไทยมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์คุมสอบเป็นชาวต่างชาติ ระบบการสอบก็เป็นของต่างประเทศ ดังนั้นเวลาสอบที่จะเข้าอินเตอร์เน็ตต้องวิธีคิดใหม่ทั้งหมด ไม่สามารถเอาประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนในโรงเรียนไทย ไปใช้ในการสอบหลักสูตรอินเตอร์ได้เลย

พอเข้าไปเรียนแล้วก็ต้องปรับตัวอีกเยอะ เรียกได้ว่าอาจจะใช้เวลาปรับตัวถึง 2-3 ปี สิ่งที่ต้องปรับอย่างแรกคือปรับหู เพราะอาจารย์ที่เข้ามาสอนในแต่ละท่านจะมีสำเนียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นอาจารย์ที่มาจากประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มีสำเนียงการพูดที่เราคุ้นเคยก็จะฟังออกง่าย แต่ถ้าเกิดเป็นอาจารย์ที่มาจากประเทศอื่นๆ ก็จะฟังยาก ต้องใช้วิธีอัดเสียงในระหว่างการสอนและเอามาแกะคำที่บ้านว่าอาจารย์พูดอะไรไปบ้าง ทำให้การเรียนนั้นยากขึ้นไปอีก 3 เท่า ในเนื้อหาวิชาก็ยากอยู่แล้วเจอภาษาเข้าไปก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่พอเวลาผ่านไปเราจะเริ่มคุ้นหูคุ้นชินกับการใช้ภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะผ่านไปได้เรื่อย”

สุดท้าย สิรีนทร์ บอกกับเราว่า พอเรียนจบออกมาแล้วก็รู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเรียนอินเตอร์ เพราะทำให้ได้เห็นโลกได้กว้างขึ้น หางานได้ง่ายกว่าที่คิด และมีโอกาสอื่นที่เราสามารถทำได้อีกมาก ไม่เสียแรงกับสิ่งที่ทุ่มเทมาตลอด

“สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากจะเข้าเรียนต่อในหลักสูตรอินเตอร์ แนะนำว่าขอให้รู้ตัวเองว่าต้องการอะไร และตั้งใจใช้ทำให้เต็มที่ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะเป็นของทุกคน”

 

100 ปี ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515255

100 ปี ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย

โดย…ส.สต

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) เริ่มในวันที่ 28 ก.ย. 2560 นั้น ผู้เขียนเสาะหาข้อมูลความเป็นมาของธงชาติ ได้ดังนี้

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชถึง 3 สมัย (พ.ศ. 2514 พ.ศ. 2516 รวม 2 สมัย) พระเถระนักปราชญ์แผ่นดินสยาม เล่าเรื่องสัญลักษณ์ของชาติไทย หรือธง ในหนังสือ ชีวิตกับเหตุการณ์ ว่าเรื่องธงปรากฏใน ธชัคคสูตร ตอนเท้าสักกะ (พระอินทร์) บอกเทพยดาทั้งหลายว่า ถ้าทำสงครามกับอสูร แต่เกิดหวั่นไหว (กลัว) ให้มองดูธงของเท้าสักกะ ความกลัวจะหายไป

พระพุทธองค์ก็ตรัสกับภิกษุสงฆ์ที่จะออกธุดงค์เข้าป่า ว่า ถ้ากลัวก็ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า (สวดบทอิติปิโส) ความกลัวหายเช่นกัน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เล่าว่า ธงชาติเป็นเครื่องหมายของชาติ เพื่อประกาศว่า ชาตินั้นเป็นชาติเอกราช เมื่อธงชาติยังคง สะบัดพลิ้วอยู่เหนือยอดเสาธงตราบใด ความ ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ก็ยังปลุกชีวิตเราให้ตื่นตัวสำนึกถึงความเป็นเอกราชของชาติอยู่ตราบนั้น

ความเป็นมาของธงในสยามนั้น สมเด็จ พระนักปราชญ์ เล่าว่า เริ่มแต่แผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 2199-2225 ตอนนั้นมีชาว ต่างประเทศเข้ามาทำการค้า และเจริญทางพระราชไมตรีหลายชาติด้วยกัน ครั้งหนึ่ง มองซิเออร์เดลันด์ ผู้แทนบริษัทชาติฝรั่งเศส ได้ลงเรือกำปั่นชื่อว่า เลอร์โวตูร์ บรรทุก เครื่องราชบรรณาการเข้ามา เพื่อจะถวายพระเจ้ากรุงสยาม

เจ้าเมืองบางกอก (ธนบุรี) ได้รับคำสั่งให้คอยต้อนรับ ครั้นเรือกำปั่นชื่อว่า เลอร์โวตูร์ ผ่านป้อมได้ชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นคำนับ ฝ่ายเจ้าเมืองบางกอกไม่รู้ว่าจะชักธงอะไร จึงตัดสินใจ เอาผ้าแดงทำเป็นธง ชักขึ้นคำนับตอบ นายเรือเลอร์โวตูร์เห็น ก็ยิงสลุตคำนับธงผ้าแดงนั้น นี่คือธงผืนแรกที่ไทยอวดชาวต่างชาติ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงดำริว่า “เรือหลวงกับเรือราษฎร์ ควรมีเครื่องหมายสำคัญให้เห็นต่างกัน จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้บรรดาเรือหลวงทั้งปวง ทำรูปจักร อันเป็นนามพระบรมราชวงศ์ ลงไว้ในกลางธงสีพื้นแดงเป็นเครื่องหมายว่าเป็นเรือหลวง”

ถึง พ.ศ. 2360-2366 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นหลวงขึ้น 2 ลำ สำหรับใช้ไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับสิงคโปร์และ มาเก๊า โดยใช้ธงแดงเหมือนเดิม เจ้าเมืองสิงคโปร์ว่า สีเหมือนเรือชวา มลายู แนะให้เปลี่ยนเป็นสีอื่น ตอนนั้นรัชกาลที่ 2 ได้ช้างเผือกถึง 3 เชือก เป็นประเพณีไทยว่าเป็นพระเกียรติยศอย่างสูง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาว ติดไว้กลางธงแดง ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งพระเจ้าแผ่นดินที่มีช้างเผือก ให้ใช้ได้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือพ่อค้าให้ใช้ธงแดง

สมัย ร.4-6

นับแต่ไทยทำสัญญาเปิดการค้าขายกับ ชาวตะวันตก เมื่อ พ.ศ. 2398 สมัยรัชกาลที่ 4 ต่างชาติเข้ามาค้าขาย และตั้งกงศุล พร้อมทั้งชักธงประเทศนั้นๆ ด้วย ไทยเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีธงชาติเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงชาติในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นธงชาติ แต่ให้เอารูปจักรที่อยู่ตรงกลางออก เพราะจักรเป็นเครื่องหมายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน จึงเห็นช้างเผือกอยู่กลางธงแดงโดดๆ

รัชกาลที่ 5 ทรงตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเมื่อ ร.ศ. 118 ตรงกับ พ.ศ. 2442 ตาม พระราชบัญญัตินี้ ระบุว่าเรือหลวงให้ใช้ธงอะไร และเรือทั้งหลายของพ่อค้าและของสามัญชนทั่วไปให้ใช้ธงอะไร เป็นต้น

ครั้นมาในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างธงมหาราช เนื่องด้วยเสด็จสมโภชพระปฐมเจดีย์และพระราชมนเทียรสถาน ในขณะที่ราษฎรปราจีนบุรี ขุดได้แผ่นสำริดเป็นรูปกระบี่หนึ่งครุฑหนึ่งคู่กันสันนิษฐานว่าเดิมจะเป็นของสำหรับประจำธงชัยของพระมหากษัตริย์ครั้งโบราณ พระยาสุนทรบุรี (ชม สุนทรารชุน) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบเป็นธงขึ้นใช้เป็นธงประจำพระองค์เรียก “ธงกระบี่ธุชครุฑพ่าห์”

เหตุเกิดที่อุทัยธานี

ส่วนธงไตรรงค์เกิดขึ้นเมื่อไร ต้องไปดูการฉลองที่ จ.อุทัยธานี ในเวลานี้ เว็บเพจรายงานว่า จ.อุทัยธานี เริ่มประดับธงช้างและธงไตรรงค์กันทั่วเมือง เพื่อเตรียมฉลองครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ในวันที่ 12-17 ก.ย. 2560 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย จากการที่ จ.อุทัยธานี เป็นปฐมเหตุ สืบเนื่องมาจากรัชกาลที่ 6 เสด็จประพาส จ.อุทัยธานี เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2459 ชาวบ้านชาวเมืองประดับธงทิวถวายการรับเสด็จ รวมทั้งประดับธงช้างเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้นด้วย เมื่อพระองค์และข้าราชบริพาร เสด็จผ่านบ้านหลังหนึ่งทอดพระเนตรเห็นธงช้างสลับกลับด้าน ช้างนอนหงายท้องเท้าชี้ฟ้า ทรงสลด พระราชหฤทัย เมื่อเสด็จกลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนธงจากธงช้างเป็นธงไตรรงค์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2460 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2460 ดังนั้นขอจงร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชทาน ธงไตรรงค์เป็นธงชูชาติไทย มา 1 ศตวรรษ และจะยั่งยืนตลอดไป

 

ซือหม่าเชียน – ความตายบ้างหนักหนา ดั่งขุนเขา บ้างเบาบางดุจขนนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515235

ซือหม่าเชียน – ความตายบ้างหนักหนา ดั่งขุนเขา บ้างเบาบางดุจขนนก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซือหม่าเชียนเกิดในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ใช้ชีวิตอยู่ช่วงรัชสมัยของฮ่องเต้ฮั่นหวู่ตี้ ชีวิตซือหม่าเชียนช่วงต้นดูดี และเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น เขาเกิดในตระกูลนักวิชาการ พ่อของซือหม่าเชียนมีตำแหน่งเป็นขุนนางบันทึกประวัติศาสตร์ และหนูน้อยซือหม่าเชียน ก็รักชอบในประวัติศาสตร์และวรรณกรรม

ในวัย 10 ขวบ ก็มีความรู้พื้นฐานด้านวรรณคดีและคัมภีร์ต่างๆ อย่างยอดเยี่ยม ซือหม่าเชียนก็ไม่ใช่เด็กเรียนที่นั่งจุ้มปุ๊กในห้องอ่านตำรา เมื่ออายุ 20 เขาก็ออก ท่องโลกกว้างอยู่หลายปี จะว่าไปก็คล้ายเทรนด์ท่องเที่ยวให้รู้จักชีวิตก่อนเข้าสู่วัยทำงานของหนุ่มสาวสมัยนี้

แต่ที่จริงซือหม่าเชียนก็ไม่ได้อิงแนวคิดท่องโลกกว้างแบบนั้น เขาท่องทั่วแผ่นดินไปพร้อมกับบันทึกข้อมูลของแต่ละท้องถิ่น ทั้งด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เขารู้ตัวว่าเขาสนใจอะไรตั้งแต่ยังหนุ่ม และเขาใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับวิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันจะทำตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับหลายคนในยุคนี้ คนแบบนี้น่าอิจฉาอย่างยิ่ง

พออายุ 37 ย่างกลางคน ซือหม่าเชียนก็ได้รับตำแหน่งต่อจากพ่อของเขาตามที่ควรจะเป็น 2 ปี ต่อจากนั้นพ่อเขาก็เสียชีวิต พ่อเขาฝากฝังภารกิจอย่างหนึ่งไว้ นั่นคือการเรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพราะถ้าไม่นับราชวงศ์ฉินที่บังคับให้บ้านเมืองสงบเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้วยนโยบายประเภทเผาประวัติศาสตร์ก๊กอื่นให้เหี้ยน ยุคที่ซือหม่าเชียนมีชีวิตอยู่ก็นับเป็นสมัยแรกที่จีนถูกรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นและสงบนิ่งยาวนาน

พ่อของซือหม่าเชียนรู้ดีว่าประวัติศาสตร์ในแผ่นดิน จีนก่อนหน้านั้นกระจัดกระจายตามแต่ละก๊กแต่ละเหล่าอย่างไม่เป็นระบบ พ่อของเขาจึงคิดถึงภารกิจใหญ่ที่อยากจะทำในชีวิต ซึ่งก็คือบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ แต่ชะตาไม่อำนวย จึงได้แต่ฝากฝังให้ ซือหม่าเชียนสานต่อภารกิจนี้

ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหา ซือหม่าเชียนรับด้วยความเต็มใจและเต็มที่ แต่ขณะที่เตรียมสานต่อภารกิจก็เกิดเรื่องไม่คาดคิด ฮั่นหวู่ตี้สั่งจำคุกและจะประหารซือหม่าเชียน เหตุจากการวางหมากผิดของฮั่นหวู่ตี้ กองทัพฮั่นพ่ายแพ้ต่อกองทัพชนเผ่าซุงหนู ฮั่นหวู่ตี้เสียทั้งกองทัพและเสียหน้าจนต้องหาแพะรับบาป และแม่ทัพหลี่หลิง หนึ่งในแม่ทัพที่โดนทัพซุงหนูจับเป็นเชลยคือแพะตัวนั้น

ซือหม่าเชียนเห็นความไม่เป็นธรรม ออกตัวแก้ต่างให้แม่ทัพหลี่หลิงโดยที่เขาไม่ได้รู้จักแม่ทัพหลี่หลิงเป็นการส่วนตัว การแก้ต่างครั้งนี้สำหรับซือหม่าเชียน คือผดุงความเป็นธรรม แต่สำหรับฮั่นหวู่ตี้คือการ ฉีกหน้า และระบุว่าความผิดพลาดเป็นเพราะการใช้คนของฮั่นหวู่ตี้ การลุกขึ้นผดุงความเป็นธรรมครั้งนั้นจึงลงเอยด้วยโทษจำคุก

เรื่องไปกันใหญ่เมื่อข่าวลือว่าหลี่หลิงสวามิภักดิ์ ซุงหนู ทำให้ฮั่นหวู่ตี้ตัดสินใจผิด สั่งประหารครอบครัวแม่ทัพหลี่หลิง แม่ทัพหลี่หลิงจึงสวามิภักดิ์ซุงหนูเข้าจริงๆ แต่คนที่โชคร้ายที่สุดคือซือหม่าเชียน เพราะการเข้าข้างคนทรยศ = ประหาร

แต่ซือหม่าเชียนยังมีทางเลือก ในยุคนั้นโทษประหารละเว้นได้หากจ่ายด้วยเงินครึ่งล้าน หรือไม่ก็ต้องรับโทษ “ตอน” แทน นักวิชาการเถรตรงอย่างซือหม่าเชียนย่อมไม่มีเงินครึ่งล้าน ซือหม่าเชียนจึงเหลือแค่ 2 ทาง คือ ยอมตาย หรือโดนตอน

ถามใจผู้คนสมัยนี้ คำตอบคงเดาได้ไม่ยากว่าขอรักษาชีวิตไว้ก่อน แต่จากจิตวิญญาณและวัฒนธรรมยุคนั้น การโดนตอนน่าละอายกว่าตายหลายเท่าตัว สำนวนจีนว่าไว้ “ฆ่าได้หยามไม่ได้” การตอนคือการถูกลบหลู่อย่างรุนแรง จากประวัติศาสตร์จีน ใครที่อยู่บนทางแพร่งนี้ แทบร้อยทั้งร้อยยินดีเลือกความตาย

แต่ซือหม่าเชียนเจอทางเลือกที่ยากลำบากกว่านั้น ภารกิจที่พ่อฝากฝังยังไม่สำเร็จ และเพราะภารกิจนี้ต้องพึ่งพาประสบการณ์ ความรู้ และความทุ่มเทของเขาเท่านั้น เขาจำต้องเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จเรียบร้อย

ซือหม่าเชียนจึงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะต้องแลกด้วยการอยู่ในสถานะแห่งความต้อยต่ำขนาดไหนก็ตาม หลังจากโดนตอน ซือหม่าเชียนยังบากหน้ารับใช้ราชสำนักฮั่นต่อไป ส่วนฮั่นหวู่ตี้ก็ยินดีช่วงใช้ ซือหม่าเชียนอีกครั้งในตำแหน่งใกล้เคียงเดิม แต่เป็นตำแหน่งที่มีแต่ขันทีเท่านั้นที่ทำ ซึ่งยิ่งเพิ่มความอัปยศให้กับซือหม่าเชียน

บางคนคิดว่าเพราะฮั่นหวู่ตี้ต้องการเอาหน้าซือหม่าเชียนมาเป็นบทเรียนให้ขุนนางทุกคนเห็นว่า ไม่ว่าหน้าไหนก็อย่าคิดหือกับพระองค์ ซือหม่าเชียนใช้ชีวิตครึ่งหลังอย่างน่าละอาย ด้วยวิธีคิดของคนยุคนั้น เขาเป็นได้แค่คนพิกลพิการ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า

แล้วเขาก็ใช้เวลา 15 ปี เรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี ก่อนหน้ายุคเขาได้สำเร็จ “บันทึกประวัติศาสตร์” (สื่อจี้) ของซือหม่าเชียน กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคโบราณของจีนที่ทรงคุณค่าที่สุด ด้วยทัศนคติ ฝีมือและความตรงไปตรงมาของซือหม่าเชียน ทำให้ “บันทึกประวัติศาสตร์” ของเขามีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางด้านวรรณกรรม

และบันทึกหลายส่วนแม้พูดถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขั้นก่อนหน้าซือหม่าเชียนนับพันปี ก็มีความแม่นยำตรงกับหลักฐานที่ใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งขุดค้นเจอ นักประวัติศาสตร์จีนยกให้ซือหม่าเชียนคือบิดาแห่งประวัติศาสตร์จีน แต่ในช่วงชีวิตของซือหม่าเชียนบันทึกประวัติศาสตร์ของเขากลับต้องถูกซ่อนเร้น เพราะเนื้อหาบันทึกประวัติศาสตร์ของเขากล่าวพาดพิงถึงข้อดีข้อเสียของบรรพบุรุษของราชวงศ์ฮั่น รวมถึงตัวฮั่นหวู่ตี้เองอย่างตรงไปตรงมา จนถึงรุ่นหลานของซือหม่าเชียน ผลงาน “บันทึกประวัติศาสตร์” ของเขาจึงค่อยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

อาจเรียกได้ว่าเขาสร้างผลงานชิ้นนี้ โดยไม่ได้มีชีวิตอยู่เสพ Like จากใครเลย อาจจะด้วยเหตุผลทางการเมือง จึงไม่มีใครบันทึกบั้นปลายชีวิตของซือหม่าเชียนไว้ รู้เพียงแต่ว่าชีวิตเขาจมอยู่แต่กับความทุกข์ตรม แต่ที่ทนอยู่ได้ก็เพราะต้องทำภารกิจให้สำเร็จ จดหมายฉบับท้ายสุดของซือหม่าเชียนที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ พรรณนาความรู้สึกของเขาว่า

“ตัวข้ารับโทษโดนตอน ยังจะเอาหน้าไปพบพ่อแม่ในสุสานได้อย่างไรอีก แม้ผ่านไปร้อยชั่วคน ความน่าละอายก็ยิ่งทับทวี ข้าใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวล สับสนมึนงง เมื่อก้าวออกนอกบ้านก็มิรู้ว่าจะไปสู่ที่หนใดได้บ้าง…”

สำหรับคนผ่านทางเลือกระหว่างตายกับอยู่อย่างอัปยศอย่างซือหม่าเชียน เขารู้ดีว่าบางทีความตายก็ง่ายเกินไป เพราะชีวิตเขามีสิ่งยิ่งใหญ่บางสิ่งที่ต้องทำ แม้ชีวิตต้องจมกับความทุกข์ตรม ซือหม่าเชียนยังเขียนวลีที่หลายคนอาจคุ้นเคยไว้ในจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา “คนเรานั้นตายครั้งเดียว (แต่ความตายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน) บ้างหนักหนาดั่งขุนเขา บ้างก็เบาบางดุจขนนก” n