14 อาหารที่ควรทานยามปวดท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 16:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515181

14 อาหารที่ควรทานยามปวดท้อง

อาหารบางชนิดสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้องหรืออาหารเป็นพิษได้

อาการปวดท้องหรืออาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเมื่ออาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเวลาที่เราไปเที่ยวพักผ่อน หรืออยู่ระหว่างการเดินทางไกลเนี่ย ยิ่งจะทำให้รู้สึกเซ็งมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากยาแล้ว อาหารบางชนิดก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน

1.กล้วย

กล้วยที่เรากินมาตั้งแต่เล็กๆ เนี่ยแหละเป็นอาหารชั้นยอดที่จะช่วยให้เราหายทรมานได้ เพราะกล้วยมีโพแทสเซียม ที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงและอาเจียน ดังนั้นหากเริ่มมีอาการเมื่อไหร่ให้มองหากล้วยไว้ก่อนเลย

2. ข้าว

ข้าวเป็นอาหารที่ย่อยง่ายไม่ต่างจากกล้วย แถมข้าวยังช่วยเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง และดูดซับสารพิษได้อีกด้วย

3. ซอสแอปเปิ้ล

ซอสแอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่าเพคติน ซึ่งสารตัวนี้มีส่วนช่วยให้ของเหลวจับตัวเป็นของแข็ง ดังนั้นจึงสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง และป้องกันการท้องร่วงซ้ำซ้อนได้

4. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ให้ผลตรงกันข้ามกับซอสแอปเปิ้ลโดยสิ้นเชิง ผลแอปเปิ้ลนั้นสามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกได้ เนื่องจากเต็มไปด้วยวิตามินและใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

5. โทสต์ หรือขนมปังปิ้ง

จงจำไว้ว่าอย่าทานธัญพืชหรือโฮลวีตในตอนที่ท้องไส้กำลังปั่นป่วนเด็ดขาด ให้ทานคาร์โบไฮเดรตที่อ่อนโยนและย่อยง่าย  เช่น โทสต์ ขนมปังปิ้งสีขาว ที่ย่อยง่าย นอกจากนั้นโทสต์ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนได้ด้วย

6. ขิง

สมุนไพรไทยที่เรามักจะมองข้ามอย่างขิง แท้จริงแล้วสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความปั่นป่วนในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งนั่นยังรวมไปถึงชาขิง หรือน้ำขิงด้วย

7. มันฝรั่ง

นอกจากกล้วยแล้ว มันฝรั่งก็มีโพแทสเซียม ที่ช่วยเคลือบกระเพาะ และปลอบประโลมแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย แต่ต้องเป็นมันฝรั่งธรรมดาที่ไม่ผ่านการปรุงรสเท่านั้น

8. ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต และข้าวโอ๊ตบดละเอียด สามารถช่วยปลอบประโลมกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการท้องร่วงได้ และเช่นเดียวกัน ต้องเป็นข้าวโอ๊ตที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงรส

9. แครกเกอร์รสเค็ม

แครกเกอร์รสเค็มนอกจากจะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย สามารถทานยามปวดท้องได้แล้ว สตรีมีครรภ์ก็สามารถทานแครกเกอร์รสเค็มเพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน

10. ซุป หรือแกงจืด

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทานแกงจืด ซุปใส หรือครีมซุปร้อนๆ ซึ่งถือเป็นอาหารอ่อน เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น ได้รับน้ำมากขึ้น รวมไปถึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารมากไปกว่าเดิมด้วย

11. ชาสมุนไพร

เมื่อเกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรือท้องร่วง ร่างกายจะเสียน้ำมาก การจิบชาสมุนไพรจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้น โดยเฉพาะชาคาร์โมมายล์ ที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง และลดอาการอักเสบได้ด้วย

12. น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวเต็มไปด้วยอิเล็กโทรไลต์ที่ร่างกายเสียไป นอกจากนั้นยังมีโพแทสเซียมสูง และกลิ่นของน้ำมะพร้าวก็จะช่วยให้เราสดชื่นขึ้นอีกด้วย

13. มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ชนิดแรกๆ ที่เรานึกถึงยามท้องผูก เนื่องจากมะละกอนั้นเต็มไปด้วยใยอาหาร แถมยังย่อยง่าย และสามารถลดอาการท้องผูกได้

14. น้ำเปล่า

การดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากการดื่มน้ำเยอะๆ สามารถช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกายได้ แถมยังช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

ที่มา: insider

 

6 ข้อควรรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515172

6 ข้อควรรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

รวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วไม่ว่าทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะเป็นวิตามินอีกชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย มีประโยชน์หลายประการ ปัจจุบันนอกจากการทานอาหารที่มีวิตามินซีแล้ว ยังมีอาหารเสริมออกวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เราเลยขอพาทุกคนมาความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามินซีให้มากขึ้นกัน

1. ร่างกายของแต่ละคนต้องการวิตามินซีไม่เท่ากัน

วิตามินซีสามารถละลายในน้ำได้ ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่าย ทั้งนี้ในหนึ่งวันร่างกายของแต่ละคนจะมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป เด็ก 1 – 8 ปี ต้องการวิตามินซีเพียง 35 มิลลิกรัม ในขณะที่เด็กอายุ 13 – 15 ปี เพศหญิงต้องการวิตามินซี 65 มิลลิกรัม ส่วนเพศชายต้องการ 75 มิลลิกรัม สำหรับผู้ที่อายุ 19 ปีขึ้นไป เพศหญิงต้องการวิตามินซีวันละ 75 มิลลิกรัม และหากตั้งครรภ์ร่างกายจะต้องการวิตามินซีเพิ่มจากปกติอีก 10 มิลลิกรัม ส่วนเพศชายต้องการวิตามินซีมากถึงวันละ 90 มิลลิกรัม

2. วิตามินซีพบได้ในอาหารประเภทไหนบ้าง

ส่วนใหญ่วิตามินซีสามารถพบได้ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ส้มโอ มะขามป้อม ลิ้นจี่ สตรอว์เบอร์รี นอกจากนั้นพืชผักอย่างบรอกโคลี ใบย่านาง และขี้เหล็ก ก็มีวิตามินซีสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งรู้หรือไม่ว่า ผักขมๆ อย่างใบขี้เหล็กนั้นมีวิตามินซีสูงถึง 484 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม เข้าตำรับหวานเป็นลมขมเป็นยาที่แท้จริง

3. การทานอาหารเสริมที่มีวิตามินซีดีหรือไม่

อาหารเสริมเหล่านั้นถูกผลิตมาสำหรับผู้ที่ขาดวิตามินโดยเฉพาะ ดังนั้นการทานอาหารเสริมไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด โดยวิตามินซีเสริมก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบเม็ดอม แคปซูล เม็ดเคี้ยว เม็ดฟู่ หรือแม้กระทั่งแบบฉีด แต่อย่างไรก็ตามผู้คนทั่วไปก็ควรทานวิตามินซีแบบธรรมชาติมากกว่า ยกเว้นคนป่วยหรือคนที่กำลังขาดวิตามินอย่างหนักจริงๆ

4. วิตามินซีแก้หวัดได้จริงหรือไม่

ข้อนี้คงเป็นคำถามในใจใครหลายคน จากการศึกษาพบว่า วิตามินซี “มีส่วนช่วย” แก้หวัดได้จริง แต่จะช่วยในเรื่องของการลดความรุนแรงของอาการป่วย และช่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ถึงอย่างไรการจะหายจากหวัดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิตามินซีเพียงเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

5. ทานวิตามินซีมากเกินไปมีโทษหรือไม่

ถึงแม้วิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากมาย แต่การได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็สามารถเกิดโทษได้เหมือนกัน เพราะอาจเสี่ยงเป็นนิ่วในไต เนื่องจากวิตามินซีจะไปรบกวนการดูดซึมของซีลีเนียมและทองแดง ที่มีความจำเป็นต่อการป้องกันนิ่วในไต รวมไปถึงอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับวิตามินซีมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนี้ก็อาจเกิดอาการท้องเสียได้อีกด้วย

6. การทานวิตามินซีให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ควรทานวิตามินซีพร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารเช้า เนื่องจากช่วง 9 – 10 โมง ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้ดีที่สุด ไม่ควรทานวิตามินซีตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด อาจทำให้ปวดท้องได้ และไม่ควรทานวิตามินซีตอนก่อนนอนเช่นเดียวกัน เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับได้นั่นเอง

ที่มา: NIH

 

ความสุขจากการให้ นันทพร ฉายรัศมีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 13:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515156

ความสุขจากการให้ นันทพร ฉายรัศมีกุล

  โดย โยโมทาโร่

 “การที่เรามอบสิ่งดีๆ มอบความสุขให้ใครอีกคนหนึ่ง เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ แต่เราก็เป็นผู้รับด้วยเช่นกัน” นันทพร ฉายรัศมีกุล หนึ่งในคนใจดีจิตอาสากล่าวไว้เช่นนั้น

เธอเล่าที่มาที่ไปอีกว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มจากการที่พูดคุยกับเพื่อนที่ออฟฟิศว่าอยากจะไปทำบุญ จึงมีการรวมกลุ่มกันทำบุญ แต่ก็มีบางช่วงบางตอนของชีวิตที่ต้องห่างหายไปประมาณ 4 ปี จนมีเสียงเรียกร้องจากเพื่อนๆ ถึงได้กลับมาเริ่มต้นทำใหม่กันอีกครั้ง

 “ครั้งล่าสุดที่เราไปทำบุญกันที่บ้านพักฉุกเฉิน เริ่มมากจากมีเพื่อนบอกกับเราว่าอยากจะเปิดโครงการทำบุญบริจาคของอีก จะได้ถือโอกาสนี้ได้เจอกับเพื่อนๆ ในกลุ่มพบปะสังสรรค์ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง เพราะว่าไม่ได้เจอกันมานานแล้วจะได้ถือโอกาสนี้ทำประโยชน์ให้กับทางคนอื่นด้วย แต่ใจเราอยากจะเริ่มปีหน้าเพราะมีลูกเล็กอยู่ แต่เพื่อนก็บอกว่าทำบุญอย่าคิดเยอะ เราก็เลยตกลงที่จะกลับมาเริ่มกันอีกครั้ง”

กลุ่มของนันทพรเองนั้นแตกต่างจากกลุุ่มอื่นๆ อยู่บ้าง ตรงที่ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นการทำกิจกรรมที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพหลัก อาศัยแค่กลุ่มเพื่อนๆ ที่รู้จัก ดูกันว่าใครอยากจะไปทำบุญที่ไหนก็ติดต่อประสานงานแบ่งกัน ใครอยากจะไปที่ไหนบ้างก็สลับกันไป ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าภาพตลอด แล้วแต่ว่ามีใครพบที่ไหนที่น่าสนใจที่จะไปทำบุญ โดยมีทุกคนช่วยกันประกาศประสานงานว่ากำลังจะเปิดรับบริจาคของทำบุญด้วยกันอย่างเรียบง่าย ด้วยเส้นสายแห่งมิตรภาพ

 “บางปีเพื่อนกลุ่มนี้อยากไปสร้างพระพุทธรูป พออีกปีอีกกลุ่มก็ไปบริจาคของ ไม่ได้ตายตัวว่าเราจะไปที่ไหนกันทุกปีเพราะว่ายังมีอีกหลายสถานที่ๆ ยังรอคอยความช่วยเหลือจากสังคม และเราก็ต้องดูด้วยว่าสถานที่ที่เราอยากจะไปนั้นพร้อมไหม บางที่โทรไปเจ้าของสถานที่ก็ไม่สะดวก เพราะว่าอาจจะมีกลุ่มอย่างเราเข้าไปช่วยทำบุญเยอะ ขนาดมีคิวขอเข้ามาทำกิจกรรมยาวถึงต้นปีหน้าเลยก็มี

นันทพร ก็บอกว่าต้องปรับไปหาสถานที่อื่น ที่ยังไม่ค่อยมีใครคนเข้าไปช่วยบ้าง และด้วยความที่ต่างคนยังมีภาระเยอะตอนนี้ก็เลยต้องเลือกสถานที่ใกล้ๆ กันก่อน

“เพราะใจเราอยากจะไปทำบุญต่างจังหวัดบ้าง แล้วก็พยายามเลี่ยงทำบุญกับสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะว่ามีคนช่วยเหลือเยอะ เราเคยไปช่วยเหลือไปทำบุญกับวัดที่มีพระนักพัฒนา ซึ่งไม่เคยรู้จักท่านมาก่อนไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ท่านได้พัฒนาสร้างโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี เลยเปิดโลกทัศน์ว่ายังมีพระนักพัฒนาที่ดีอยู่ และในประเทศไทยยังมีสถานที่ที่ขาดความช่วยเหลือ ให้เราต้องเข้าไปช่วยเหลืออีกมาก”

การทำบุญของกลุ่ม นันทพรแจกแจงว่าส่วนมากจะเน้นอาหารเป็นหลักก่อน เพราะได้ทำบุญด้วยแล้วทางกลุ่มก็จะได้กินด้วย หรือจะใช้เลี้ยงจัดกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกันก็ได้

 “ใครที่ถนัดทำอาหารรับผิดชอบในเรื่องของการทำอาหาร ส่วนเราไม่ถนัดด้านการทำอาหารก็ลงทุนในเรื่องของเงิน แล้วก็ประสานงานแล้วก็แบ่งหน้าที่ว่ามีใครความถนัดอะไร อยากจัดหาอยากทำอะไรก็เอาตามความถนัด ซึ่งล่าสุดก็มีเพื่อนๆ เข้าร่วมกลุ่มตั้งประมาณ 20-30 คน เป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร พอจบเรื่องอาหารก็ค่อยดูว่าสถานที่นั้นขาดเหลืออะไรก็จะหาให้ในสิ่งนั้น บางที่ต้องการเป็นเงิน บางที่ต้องการเป็นสิ่งของ ขาดเหลืออะไรเราก็จะจัดตามนั้นให้”

นันทพร ทิ้งท้ายว่า การที่เราทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้ คิดแค่ว่าเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม เพราะไม่ได้มีเวลามากมายหรือมีเงินมากมาย

“แต่ว่าครั้งหนึ่งได้ทำให้คนอื่นบ้างก็รู้สึกอิ่มใจ ในวันที่เราไปมีหลากหลายความรู้สึก คนที่เราไปทำบุญเราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความสุข มีกำลังใจในชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีกำลังใจกลับมา เพราะรู้ว่ายังมีคนอื่นที่ลำบากมากกว่าเราอีกเยอะแยะมากมาย เหมือนการชาร์จแบตให้กับตัวเองด้วย ภาพภายนอกดูเหมือนว่าเราไปให้เขา แต่อันที่จริงแล้วเราได้ความรู้สึกที่เป็นกำลังใจกลับมาสู่ตัวเราเองอีกด้วย”

 

เรียงร้อยภาพจำในใจ ดุสิตธานี – The Story Never Ends

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515154

เรียงร้อยภาพจำในใจ ดุสิตธานี - The Story Never Ends

โดย ปอย

 ก่อนโรงแรมหรูใจกลางกรุง ที่ยืนหยัดเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพมหานคร มายาวนานกว่า 48 ปี จะยุติการให้บริการในวันที่ 16 เม.ย. 2561 มีกิจกรรมรวมนักสเกตช์ภาพจำนวนร่วมร้อยชีวิตมารวมตัวกัน มีจุดหมายเดียวกันนั่นคือ บันทึกภาพสะท้อนของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

โดยภารกิจปลายทางของทุกคนในวันนั้นคือ ร่วมกันสเกตช์ภาพจำของ “โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ”

สุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่จัดขึ้นเพื่อส่งท้าย “ดุสิตธานี กรุงเทพฯ” ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้าง “ภาพจำ” ตลอดจนความประทับใจที่ทุกคนมีต่อดุสิตธานี ซึ่งทุกคนน่าจะรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และพร้อมที่จะเฝ้ารอการกลับมาของดุสิตธานีในอีก 3 ปีข้างหน้า

“เราได้ร่วมกับกลุ่ม Bangkok Sketchers จัดกิจกรรม ‘ดุสิตธานี ความทรงจำ สุขใจ ไม่สิ้นสุด’ หรือ Dusit Thani Bangkok-The Story Never Ends เพื่อที่จะบันทึกเรื่องราวของโรงแรมที่มีเอกลักษณ์สวยงามทั้งภายในและภายนอก ผ่านปลายดินสอและพู่กันของนักสเกตช์ภาพที่ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 80 ชีวิต ซึ่งต้องบอกว่าทุกภาพนั้นมีคุณค่าทางใจมาก และเป็นภาพจำที่น่าประทับใจ เป็นความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่เราได้ย้อนกลับมามอง”

สุกัญญา ยังได้ย้อนภาพจำในใจ 5 เรื่อง ให้ทุกคนได้ร่วมกันหาคำตอบไปพร้อมกันว่า “คุณรู้หรือไม่” เริ่มต้นจาก คุณรู้หรือไม่ว่า ชื่อ “ดุสิตธานี” นั้น ตั้งชื่อตามเมืองจำลองรูปแบบประชาธิปไตย ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประสงค์จะสร้างขึ้น และพระราชทานนามว่า “ดุสิตธานี” และยังเป็นชื่อของสรวงสวรรค์ชั้น 4 ซึ่งการออกเสียงไพเราะ และมีความหมายอันเป็นมงคลแก่ผู้ที่เข้าพัก เหมือนได้พักอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์

และคุณรู้หรือไม่ว่า ห้องนภาลัย บอลรูม เป็นห้องจัดเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในขณะนั้น และเป็นจุดเปลี่ยนแปลงวิถีการจัดงานแต่งงานของคนสมัยให้เริ่มมาจัดงานที่โรงแรม แทนสถานที่จัดเลี้ยงอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของดุสิตธานีจนถึงวันนี้

คุณรู้หรือไม่ว่า ห้องไลบรารี่ 1918 ที่มาของชื่อ “ไลบรารี่” เป็นห้องจัดเลี้ยงน้ำชา ที่จัดให้คล้ายพระบรมราชานุสรณ์ในรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีเอกสารพระราชกรณียกิจ มีภาพถนน บ้านเรือนและอุปกรณ์ที่หาชมได้ยากในยุคนั้น ส่วนเลข 1918 มาจากปีที่พระองค์ทรงสร้างเมืองประชาธิปไตย ในปี 2461 ซึ่งตรงกับปี 1918

คุณรู้หรือไม่ว่า ห้องอาหารไทยห้องแรกชื่อห้องสุโขทัย เน้นการออกแบบโดยใช้ไม้สัก โดยอาจารย์จากกรมศิลปากร ซึ่งที่นั่งสำหรับรับประทานอาหารนั้น จะเป็นแบบเจาะหลุมนั่งห้อยขา ภายในห้องอาหารมีการแสดงรำไทยให้ชาวต่างชาติได้ชม จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นห้องบุษราคัม และเปลี่ยนเป็นห้องเบญจรงค์ เน้นอาหารไทยแท้แบบชาววัง จนปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาหารแนวร่วมสมัย

และคุณรู้หรือไม่ว่า ห้องอาหารแฮมิลตัน สเต็กเฮ้าส์ ได้ถูกตั้งชื่อตามเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก คือ แฮมิลตัน คิง ซึ่งต่อมาได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยผู้มีอำนาจเต็มคนแรก

สุกัญญา บอกว่า ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันสุดท้ายในวันที่ 16 เม.ย. 2561 ก็เพื่อให้ทุกคนที่รักและผูกพันกับดุสิตธานี ได้ร่วมกันเก็บภาพความทรงจำที่ดีแบบนี้ไว้ ให้ดุสิตธานีเป็นความสุข เป็นความอบอุ่น และทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึง

“ถ้าจะบอกว่า นี่เป็นการนับถอยหลังของดุสิตธานี ก็อาจจะพูดแบบนั้นไม่ได้ทั้งหมด เพราะการนับถอยหลังครั้งนี้ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่เป็นการรอเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังนั้นพวกเราจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมในช่วงส่งท้าย ด้วยความตั้งใจที่จะส่งผ่านความรู้สึกที่เป็นภาพจำดีๆ ให้กับทุกคน

“ดุสิตธานี ยังสร้าง ‘ภาพจำ’ ให้กับทุกคู่รัก ด้วยการจัดกิจกรรมให้ทุกคู่รักที่เคยจัดงานที่โรงแรมดุสิตธานี นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อปี 2513 จนถึงปัจจุบัน เพียงแค่นำภาพแต่งงานมาแสดง ก็จะได้รับบัตรกำนัลรับประทานอาหารชุดพิเศษฟรี เป็นเซตเมนู 3 คอร์ส สำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ และยังจะได้รับหนังสือวิธีการปรุงอาหารไทยของดุสิต Thai Way of Life : The Dusit Cookbook และส่วนลดพิเศษ 27% เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารในโรงแรม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2561 เรามีกิจกรรมจนถึงปีหน้าค่ะ” สุกัญญา กล่าว

เธอยังกล่าวด้วยว่า สำหรับช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ดุสิตธานีมีความยินดีอย่างยิ่งหากหน่วยงานหรือองค์กรใด สนใจร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างภาพจำของดุสิตธานีใน 48 ปีที่ผ่านมาไปด้วยกัน

ภาพจำที่ไม่ใช่การร่ำลา แต่เป็นการเริ่มต้นรอคอย The New Chapter ไปพร้อมกัน เพียงเดินเข้าไปชมภาพวาดสเกตช์สวยงามกันได้ ใจกลางเมืองแค่ลงรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดินก็ระลึกถึงกันได้หลายๆ ฉากแห่งความหลัง

 

เอนหลังกันดีกว่า ด้วยแว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515146

เอนหลังกันดีกว่า ด้วยแว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ

แว่นตาสำหรับนอนอ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ แก้ปัญหาปวดคอ

บอกลาสังคมก้มหน้าได้เลย เพราะหลังจากนี้จะกลายเป็นสังคมใส่แว่นแทน เนื่องจากมีคนทำแว่นตาสำหรับคนขี้เกียจที่ชอบนอนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ เล่นคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ปัญหาปวดคอเวลาก้มหน้านานๆ

แว่นตาที่ว่านี้เป็นของที่ขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเจ้าหนึ่งของประเทศเกาหลี โดยได้นำเข้าสินค้ามาจากจีน ตัวแว่นตาเป็นสีดำ ทำจากวัสดุพีซี น้ำหนักเบา มีขนาด 16.5 x 21 x 4.5 เซ็นติเมตร

การทำงานของแว่นตาก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ใช้หลักการภาพสะท้อนของกระจกเงาในการผลิต เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเอนหลังทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องยกหนังสือขึ้นสูงยามนอนอ่าน และไม่ต้องลุกขึ้นมานั่งก้มหน้านานๆ

สำหรับผู้ที่สวมแว่นสายตาอยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เช่นกัน สามารถสวมแว่นตาอันนี้ทับแว่นสายตาของตัวเองไปได้เลย ซึ่งแว่นตาอันนี้ราคาอยู่ที่ 10,500 วอน หรือประมาณ 300 บาทเท่านั้น

ที่มา: bananabd

 

‘กอล์ฟมาเยือน’ เปิดประสบการณ์เยือนรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515139

'กอล์ฟมาเยือน' เปิดประสบการณ์เยือนรอบโลก

โดย รอนแรม  ภาพ : กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล

 ตากล้องสายสถาปัตย์และธรรมชาติ กอล์ฟ-กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล เขาเป็นเด็กบัญชี จุฬาฯ แต่ขอเลือกเส้นทางเป็นช่างภาพ นักเดินทาง และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “กอล์ฟมาเยือน”

ถามว่าปัจจุบันเขาประกอบอาชีพอะไร คำตอบที่ได้คือเป็นช่างภาพ โดยมีเพจท่องเที่ยวเป็นช่องทางให้คนได้ชมความงามและอ่านเรื่องราวจากประสบการณ์จริง

เขาเริ่มสร้างเพจราว 4 ปีที่แล้วตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปี 3 ในมหาวิทยาลัยโดยเริ่มท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้ๆ อย่างเชียงใหม่ แต่กลับเป็นทริปเปิดโลกกว้างให้เขาสนใจการเดินทาง

 “ผมเริ่มจากลงรูปทริปเชียงใหม่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มเขียนรีวิวลงพันทิป และตัดสินใจเปิดเพจไว้เป็นพื้นที่แชร์ภาพกับเรื่องราวที่ไปเจอมา ส่วนการเป็นช่างภาพเริ่มจากถ่ายรูปปริญญาเพื่อหาเงินไว้ไปเที่ยวทริปหน้า จากนั้นพอในเพจมีภาพท่องเที่ยวมากขึ้น และผมเก็บสต๊อกภาพจนสามารถขายในเก็ตตี้อิมเมจได้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานจ้างและงานสปอนเซอร์ต่างๆ เข้ามา จนตอนนี้ผมได้กลายเป็นช่างภาพเต็มตัว”

ตอนนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหน กอล์ฟมักมองหาโลเกชั่นสำหรับถ่ายภาพ โดยเน้นแลนด์สเคปสวยงามที่สามารถอธิบายแทนความพูดให้ได้มากที่สุด ประกอบกับเนื้อหาในเพจจะมีทั้งการสอนถ่ายภาพ สอนเทคนิคแบบไม่ใช้ศัพท์เทคนิค และประสบการณ์ที่ถ่ายทอดด้วยภาษาไม่เป็นทางการเสมือนว่ากำลังเล่าให้เพื่อนฟัง

 “เวลาถ่ายภาพธรรมชาติเราต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพื่อเก็บหมอกเก็บพระอาทิตย์ ส่วนกลางคืนก็ต้องนอนดึกกว่าคนอื่นเพราะต้องรอถ่ายดาวหรือแสงเหนือ แต่สุดท้ายแล้วพอได้รูปสวยๆ เราจะหายเหนื่อย เพราะเราไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ดังนั้นมันเลยขึ้นอยู่กับจังหวะ เวลา และความอดทนของเรา”

ในแต่ละเดือนเขาจะเดินทางประมาณ 2 ครั้ง เฉลี่ย 10 ประเทศ/ปี ซึ่งตอนนี้กอล์ฟไปเยือนมาแล้วเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก

 “เอกลักษณ์ของเพจผมคือ ภาพถ่าย และบทความแบบสตอรี่เทลลิ่ง” เขากล่าวต่อ

“ตอนนี้มีเพจท่องเที่ยวเกิดขึ้นเยอะมาก ดังนั้นนอกจากจะต้องรักษาจุดเด่นเรื่องภาพไว้ ผมยังต้องพัฒนาและต่อยอดต่อไป โดยในปีนี้มีแผนจะทำในแชนแนลยูทูบ ทวิสต์ทีวี และเว็บไซต์เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทาง”

 เพจกอล์ฟมาเยือนจะมอบความรู้เรื่องการถ่ายภาพ ข่าวสารแกดเจ็ตต่างๆ และแรงบันดาลใจในการเดินทาง รวมถึงตัวเขาเองจะเป็นพลังให้ใครก็ตามให้ทำตามฝัน เหมือนนักบัญชีที่ขอเลือกไม่ถือเอกสาร แต่กลับถือกล้องออกเดินทางรอบโลก

 

คนรักสัตว์ต้องดู! ชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515137

คนรักสัตว์ต้องดู! ชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ชุดว่ายน้ำแบรนด์หนึ่งเอาใจคนรักสัตว์ เปิดให้สั่งพิมพ์หน้าสัตว์เลี้ยงของตัวเองลงบนชุดว่ายน้ำ

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวได้ในทุกๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่กลางมหาสมุทร! Petflair แบรนด์ชุดว่ายน้ำแบรนด์หนึ่งจึงได้จัดแคมเปญให้ทุกคนสามารถเลือกพิมพ์ลายสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของตัวเองลงบนชุดว่ายน้ำได้ตามใจ

การสั่งทำชุดว่ายน้ำก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงของคุณเอง แล้วนำไปอัพโหลดขึ้นที่เว็บไซต์ของ Petflair จากนั้นก็เลือกสีและแบบของชุดว่ายน้ำได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชุดว่ายน้ำวันพีชหลากหลายแบบ กางเกงว่ายน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่งกระเป๋า

ปัจจุบันแคมเปญนี้เป็นแคมเปญของ Kickstarter ซึ่งทำเงินไปแล้วถึง 12,000 เหรียญออสเตรเลีย จากเป้าหมาย 15,000 เหรียญออสเตรเลีย และคาดว่าจะทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ที่มา: metro

 

ขี่จักรยานสร้างสมดุลชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515135

ขี่จักรยานสร้างสมดุลชีวิต

 โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 การเล่นกีฬานอกจากเป็นงานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ในบางจังหวะเวลากีฬาก็ทำให้ผู้เล่นเกิดแนวคิดสร้างสรรค์ดีๆ ได้เช่นกัน

อย่างเช่น ภาสิต ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ที่มีงานอดิเรกสุดชื่นชอบคือการขี่จักรยานและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ก็เพราะขี่จักรยาน

ภาสิต เล่าว่า ปกติแล้วยามว่างจะชอบอยู่บ้าน หรือไม่เสาร์-อาทิตย์ก็จะออกไปขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกาย โดยจุดเริ่มต้นของการขี่จักรยานมาจากไปเรียนหลักสูตรของตลาดทุนแล้วก็มีเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันชวนไปขี่จักรยาน

“แรกๆ ยังไม่ได้มีจักรยานด้วย เพื่อนๆ ก็พาไปซื้อ วันแรกที่ไปขี่จักรยานกับเพื่อน โดนหลอกไปขี่จักรยานระยะทางถึง 50 กิโลเมตร”

แม้ว่าจะไปขี่จักรยานครั้งแรกแบบไม่ตั้งตัวอะไร แต่จากครั้งนั้นก็ทำให้ภาสิตเริ่มชอบการขี่จักรยาน และกลายเป็นไปขี่จักรยานกับกลุ่มเพื่อนเป็นประจำ

 “มีการท้าทายกันในกลุ่มว่าต้องขี่จักรยานให้ได้ 100 กิโลเมตร เลยเถิดไปถึงการวางเป้าหมายลงแข่งขันไตรกีฬา”

ภาสิต รู้สึกว่า การขี่จักรยานเหมือนกับการได้สู้กับตัวเอง สู้ตามเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ เพราะจักรยานไม่เหมือนกับการเล่นบอลที่ต้องเล่นเป็นทีม เนื่องจากจักรยานต้องขี่เองและสู้ด้วยตัวเอง

“ความท้าทายของการขี่จักรยานก็คือ เรามีข้อจำกัดของตัวเองเท่าไร แล้วเราจะก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองได้หรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานที่เราต้องตั้งเป้าหมาย แล้วเราจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่”

ภาสิต ระบุว่า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่หยุดจะพยายามไม่คิดเรื่องงาน การไปขี่จักรยานก็เหมือนไปบำบัดตัวเองจากความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดสัปดาห์

“ก็ต้องยอมรับว่าระหว่างขี่จักรยานไปในบางเส้นทาง เรามักจะได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ปกติเราก็เห็นแบบผ่านๆ ตาอยู่แล้วเวลานั่งรถหรือขับรถผ่าน”

เมื่อเปลี่ยนมาวิ่งหรือขี่จักรยาน ภาสิตมักจะได้เห็นสิ่งต่างๆ สองข้างทางที่เคยเห็น ชัดเจนขึ้นอย่างที่บางครั้งก็คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่เห็นจะต่อยอดไปสู่การทำงานได้

 “ตอนนี้บริษัทก็ทำปุ๋ย ทำเหมืองโปแตช ตอนที่ไปขี่จักรยานผ่านไปสองข้างทางมองเห็นปุ๋ย เห็นแนวทางการทำตลาดปุ๋ย เห็นรายละเอียดว่าชาวบ้านอยู่แถวไหน ทำนาอย่างไร แล้วคนขายปุ๋ยใช้โปรโมชั่นแบบไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอาจจะมองไม่เห็นเวลาที่นั่งบริหารอยู่” ภาสิต กล่าว

ไม่เพียงเท่านี้ จากการที่ภาสิตเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องขึ้นมาเป็นผู้นำทัพขององค์กรให้ก้าวไปได้ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาสิตก็จะใช้หลักการขี่จักรยาน กลับมาประยุกต์กับการก้าวข้ามความท้าทายนี้ โดยดูว่าจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ได้ เพื่อให้คนทำงานเหนื่อยน้อยลง ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

“แทนที่จะใช้วิธีการแบบเดิมๆ ก็ใช้วิธีการใหม่ๆ ที่ทำให้รวดเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่คิดผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ทำอย่างไรให้งานที่มีอยู่ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากให้เปรียบภาพชัดๆ ก็เหมือนกับมีจักรยาน ก็ต้องเอามาขี่ ไม่ใช่นำจักรยานมาแบกหรือเข็นไป” ทุกวันนี้ ภาสิตไม่เพียงแต่ขี่จักรยาน แต่ยังมีความสุขกับการศึกษารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับจักรยาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เลยชอบที่จะศึกษาโครงสร้าง กลไกต่างๆ ว่า ทำไมจักรยานคาร์บอนบอบบางถึงแข็งแรงได้

ทั้งนี้ ภาสิต เชื่อเสมอว่า ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์) ดังนั้นนอกจากให้เวลากับการทำงานแล้ว ก็ต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อตัวเองและคนในครอบครัว

“มาถึงวันนี้การขี่จักรยานก็คือช่วงเวลาที่ได้ทำเพื่อตัวเอง เป้าหมายของภาสิต หลังจากนี้เกี่ยวกับการขี่จักรยานก็คือ อยากขี่จักรยานจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่”

 ภาสิตฝากไปถึงคนทำงานด้วยว่า อยากให้คนทำงานดูแลสุขภาพกันด้วย เพราะถ้าสุขภาพร่างกายดี จิตใจมั่นคง งานก็จะออกมาดี แต่ปัจจุบันมองเห็นหลายคนทำงานกันหนักเกินไป ทำงานหนักแบบลืมตัว มารู้สึกอีกทีก็ตอนที่อาการร่างกายฟ้อง ปวดหัว เป็นไข้ แล้วก็วูบไป

“ดังนั้น เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ คือสิ่งที่สำคัญ ถ้าคิดจะทำงานหนัก ร่างกายก็ต้องแข็งแรงก่อน”

ทุกวันนี้ภาสิตให้ความสำคัญอย่างมากกับการส่งเสริมให้คนในบริษัทออกกำลังกาย โดยเริ่มง่ายๆ จากการเดินขึ้นบันไดก่อน เพราะการขึ้นบันไดเป็นการเช็กสภาพร่างกายได้ระดับหนึ่งว่า

“ระหว่างขึ้นบันได หัวใจเต้นหนักเกินไปไหม เราเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ถ้าเหนื่อยเกินไปลองไปเช็กสุขภาพดูดีไหม ถือเป็นการดูแลแบบง่ายๆ ใครที่ทำงานหนักมากๆ ลองไปขี่จักรยานปลดปล่อยความเครียดกันบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะได้แนวคิดดีๆ กลับมาเป็นประโยชน์กับงานด้วยก็ได้”

 

ความสำเร็จ เทคโนโลยีสยาม ผลักดัน ‘รถพลังงานแสงอาทิตย์’ อวดชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515133

ความสำเร็จ เทคโนโลยีสยาม ผลักดัน ‘รถพลังงานแสงอาทิตย์’ อวดชาวโลก

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากความฝันเป็นแรงผลักดันที่สามารถทำให้เกิดความพยายาม ที่จะแปรเปลี่ยนให้ฝันนั้นกลายเป็นความจริง ความฝันของผู้บริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และคณะนักเรียนนักศึกษา ที่ฝันร่วมกันว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ในเวทีระดับโลกอย่างรายการ World Solar Challenge ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้

เมื่อพวกเขารวมกว่า 20 ชีวิต ก้าวเข้าสู่บทบาทตัวแทนประเทศไทย ที่พร้อมจะนำรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ไปอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกที่ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 8-15 ต.ค.นี้

บนระยะทางการแข่งขัน 3,022 กิโลเมตร ในประเทศที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ นับเป็นความท้าทายของนักศึกษาและอาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม หรือ STC เป็นอย่างมาก และรายการแข่งขันนี้ไม่ใช่ “ของเล่น” ที่ใครอยากจะมาแข่งขันได้ หากแต่มันคือตำนานของวงการรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นพื้นที่ระดับโลกที่คนจะมาแสดงความฝันผ่านเทคโนโลยีด้านยานยนต์ และปฏิเสธการใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน หากแต่ต้องใช้พลังงานธรรมชาติอย่างแสงอาทิตย์เท่านั้น

การแข่งขันที่ดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และจัดขึ้นทุกๆ 2 ปีให้แข่งขันกัน การแข่งขันครั้งนี้สำหรับตัวแทนประเทศไทยอย่างวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามนับเป็นครั้งที่สองที่ก้าวพาตนเองเข้าไปสู่เวทีระดับโลกได้

และครั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเตรียมรถยนต์พลังงานที่สร้างด้วยมือของอาจารย์และนักศึกษาไว้ 2 คัน คือ รถยนต์รุ่น STC-2 ที่มีชื่อเรียกว่า “เอดิสัน” ใช้ลงแข่งในรุ่น Challenger Class มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็ว และอีกคันคือ STC-2 ชื่อเรียก “นิโคล่า” ใช้ลงแข่งขันในรุ่น Cruiser มุ่งเน้นไปที่การออกแบบรถที่สามารถใช้ได้จริงตามท้องถนน แะสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 1 ส่วนเกณฑ์การแข่งขันคือใครเข้าเส้นชัยได้ก่อน ก็ชนะ

น่าสนใจที่ว่า กระบวนการสร้างรถยนต์ผ่านองค์ความรู้ของคนไทยแท้ๆ แบบ 100% การสร้างรถยนต์ที่ถูกแปรเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างชัดเจน

พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เล่าถึงการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งนี้ ในฐานะหัวเรือใหญ่ที่นำความฝันตั้งแต่สมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเห็นการ “ทำและสร้าง” รถยนต์เพื่อแข่งขันในรายการ World Solar Challenge และนับตั้งแต่วันนั้นเขาเองก็ตั้งใจว่าจะสร้างทีมของตัวเองเพื่อส่งแข่งในรายการนี้ ประจวบเหมาะกับเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม และยังเป็นการผลักกันมันสมองของอนาคตของชาติที่เป็นนักศึกษาในสังกัด เขาจึงไม่รีรอที่จะทำมันให้เกิดขึ้น

“การแข่งขัน World Solar Challenge ผมมองว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นการเรียนรู้ผ่านเวทีการแข่งขันระดับโลก แน่นอนว่าคือประโยชน์สำคัญของนักศึกษาไทยที่จะได้โอกาสครั้งนี้เพื่อไขว่คว้าและต่อสู้” พรพิสุทธิ์ นิยามถึงการแข่งขัน

เหนืออื่นใด พรพิสุทธิ์ บอกอีกว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก รวมถึงเด็กไทยกลุ่มนี้ด้วย และใช้มันทุกด้านเพื่อก้าวไปยังจุดหมายที่วางเอาไว้ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาต่างๆ ตามระยะเวลา ระยะทางที่ถูกกำหนดเอาไว้

จุดเริ่มต้นของความฝันที่ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรม พรพิสุทธิ์มองไปที่เรื่องของความ “เชื่อมั่น” ของนักศึกษาที่เป็นเยาวชนไทย ที่จะสามารถเปล่งศักยภาพทักษะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และใช้ความเชื่อนั้นผลักดันให้สามารถเข้าไปร่วมการแข่งขันระดับโลกอย่างไม่น้อยหน้าใคร

“พวกเราภูมิใจที่จะได้มีโอกาสโบกธงชาติไทยเหนือเส้นชัยบนแผ่นดิมของออสเตรเลีย แม้การเดินทางจะไม่ราบรื่นสมบูรณ์มากนักเพราะกว่าจะได้ไปแข่งขันต่างก็มีอุปสรรคมากมายให้ฝ่าฟัน แต่น้อยที่สุดเราก็คือคนไทยกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่ได้เข้าแข่งขัน World Solar Challenge และแน่นอนว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” พรพิสุทธิ์ แสดงออกถึงเป้าหมาย

อาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามอย่าง ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี และผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย ที่นำนักศึกษาไปแข่งขันครั้งนี้ เขาเองก็มีความฝันเช่นกัน โดยเฉพาะการแข่งขันครั้งนี้ที่หวังว่าการจบอันดับด้วยเลขตัวเดียว หรือติดอันดับ 1-9 จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก จะเป็นตัวบ่งบอกและมาตรวัดสำคัญสำหรับมาตรฐานของนวัตกรรมที่อาจารย์และนักศึกษาได้ระดมกันสร้างรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์สองคันนี้ขึ้นมา

ฐกฤต บอกเล่าว่า การเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ ประโยชน์สำคัญที่สุดคือทำให้นักศึกษาของเราสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เหนืออื่นใด นักศึกษาก็จะได้รับประสบการณ์สำคัญและคงไม่สามารถลืมได้

“ผมเชื่อว่าตรงนี้มีประโยชน์มากกว่าว่าจะจบอันดับที่เท่าไหร่ เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ถึงความลำบากจากการเดินทาง การแข่งขัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่พบตลอดการสร้างรถทั้งสองคันขึ้นมา ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขากว่า 20 ชีวิตเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศไทย” อาจารย์ฐกฤต บอกเล่าถึงความรู้สึก

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนที่นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้ร่วมการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกนั้น โดยส่งรถยนต์คันแรกที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้รหัส STC-1 เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่ง ฐกฤต เล่าว่า แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้รับรางวัลอะไรจากการแข่งขัน และการสร้างรถยนต์ก็อาศัยการแสวงหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตที่ทีมงานได้คิดค้นร่วมกัน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่กลับมากลับมีค่าอย่างมาก เพราะเราได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างรถยนต์ และนำข้อมูลที่ได้รับมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ทำให้การแข่งขันในครั้งนี้เรามีความพร้อมเป็นอย่างมาก

แม้จะไม่ได้รับรางวัลและการแข่งขันครั้งก่อนพวกเขาทีมงานต้องกลายเป็นผู้แพ้ แต่ก็ได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลก เพราะรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามถูกสร้างด้วย “มือ” ทำให้ผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลกรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเราอย่างมาก

ฐกฤต เล่าว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างด้วยงบประมาณคันละ 3.5 แสนบาท และสร้างด้วยมือ อาศัยเทคโนโลยีที่เราไม่สามารถผลิตเองได้เท่านั้น ด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่สร้างรถยนต์กันด้วยเงินเริ่มต้นตั้งแต่ 8 ล้านบาท และแพงสุดถึงคันละ 40 ล้านบาท ตรงนี้เองทำให้ผู้เข้าแข่งขันรู้สึกสนใจกับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จากเมืองไทยอย่างมาก

“แม้จะต้องสู้กับประเทศอื่นๆ ที่เก่งกาจในด้านเทคโนโลยี ทั้งจากเอเชีย ยุโรป หรือทวีปอเมริกา ที่พวกเขามีทั้งเงินทุนสนับสนุนมหาศาล และเหนือกว่าเราทุกด้าน แต่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามก็มั่นใจว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้อย่างแน่นอน”

ข้อปัญหาจากการแข่งขันครั้งก่อนกับรถยนต์ STC-1 ถูกแก้ไขและปรับปรุงภายใต้รหัสรถยนต์คันใหม่คือ STC-2 ทั้งสองคัน และถึงขณะนี้มีความพร้อมเต็มพิกัดที่จะร่วมแข่งขันแล้ว โดยอาจารย์ฐกฤต อธิบายว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเข้าแข่งขันในครั้งนี้ ถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของมอเตอร์ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางการแข่งขันที่เป็นทะเลทราย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพร้อมรองรับกับอุณหภูมิบนพื้นผิวที่สูงกว่าปกติ และจะมีผลทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายระหว่างการแข่งขัน ซึ่งเราได้แก้ไขปัญหาในจุดนี้เป็นที่เรียบร้อย

ยังรวมถึงน้ำหนักของรถยนต์ที่ถูกปรับแต่งให้เบายิ่งขึ้น ระบบส่งถ่ายกำลังในการขับเคลื่อนจากเดิมที่พบว่ามีการสูญเสียพลังงานไปมากก็ถูกปรับปรุงใหม่เช่นกัน และสุดท้ายคือระบบกลไกในการเลี้ยวและเคลื่อนที่ ซึ่งในรถยนต์ STC-2 ถูกออกแบบให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ฐกฤต เสริมอีกว่า การปรับเปลี่ยนปัญหาทั้งหมดก็เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่นี้ และแน่นอนว่างบประมาณในการสร้างก็เพิ่มขึ้น แต่เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากอาจารย์พรพิสุทธิ์ ที่ต้องการสร้างฝันให้สำเร็จร่วมกันด้วย

“ความท้าทายของการแข่งขัน คือการนำความคิดและผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ชาวไทยไปอวดโฉมในเวทีระดับโลก และถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่เราก็ต้องได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ และช่วยในการพัฒนาคุณภาพให้เทียบชั้นกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วโลก และสิ่งนี้คือการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีที่สุด และท้าทายที่สุด รวมถึงเป็นการเรียนแบบ Learning by Doing คือการเน้นการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติมากว่าเรื่องของทฤษฎี ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้มุ่งสอนให้กับนักศึกษา เพราะเมื่อจบออกไป สังคมก็จะได้บุคคลากรที่จะมาพัฒนาชาติอย่างมีคุณภาพที่แท้จริง” ผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ตั้งความหวังเอาไว้

 

คิดผิดคิดใหม่ งานวิจัยชี้ หลีกเลี่ยงไขมันไม่ได้ทำให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515130

คิดผิดคิดใหม่ งานวิจัยชี้ หลีกเลี่ยงไขมันไม่ได้ทำให้สุขภาพดี

ตามหลักวิทยาศาสตร์ระบุไว้ว่า การตัดขาดจากไขมัน ไม่ได้ทำให้สุขภาพดีขึ้น

เมื่อพูดถึงการทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลายคนอาจจะคิดไปเองว่าต้องหลีกเลี่ยงไขมัน แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่บอกไว้ว่า ผู้ที่ทานอาหารที่มีไขมันสูง มีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน!

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่มีไขมันคือสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากนักวิจัยชาวแคนาดาจากมหาวิทยาลัย McMaster ค้นพบว่า ผู้ที่ทานคาร์โบไฮเดรตมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ทานไขมันก็จริง แต่กลับกันคือผู้ที่ทานคาร์โบไฮเดรตจะไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

จากงานวิจัยทั้งสองทำให้เราได้ข้อสรุปว่า คุณไม่จำเป็นต้องเลือกที่จะทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรทานทั้งอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดตรควบคู่กันไปในปริมาณที่เหมาะสม เพราะสารอาหารแต่ละชนิดต่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทานอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณทานในปริมาณมากแค่ไหนมากกว่า

ที่มา: insider