เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/498092

เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

โดย…ราตรีแต่ง

ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก่อน ถึงจะลงทุนกับการมีสินทรัพย์ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมราคาพอสมฐานะได้ เพราะเพียงแค่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ มีอาชีพการงานที่มั่นคง หรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาดี ก็มีโอกาสได้รับพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ก็สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดได้แล้ว

แต่ผลที่ตามมาจากการขอสินเชื่อก็คือ กู้บ้านการจ่ายดอกเบี้ยนั้นมากกว่าราคาบ้าน หรือห้องชุดที่ซื้อมาด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท กู้เงินธนาคารระยะเวลา 30 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.50% ต่อปี ผ่อนเดือนละ 1.4 หมื่นบาท ถ้าผ่อนแบบนี้ไปตลอดจนครบ 30 ปี ด้วยราคาดอกเบี้ยรวมเงินที่ผ่อนไปทั้งหมดจะกลายเป็น 5 ล้านบาทโดยฉับพลันทันที แต่ถ้าเพิ่มเงินงวดไปอีกเดือนละแค่ 2,000 บาท จะผ่อนหมดเร็วขึ้นถึง 10 ปี และจะทำให้เงินค่างวดลดลงกว่า 1 ล้านบาท เห็นได้ชัดๆ ว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในการกู้ซื้อบ้าน 1 หลัง เทียบได้กับราคารถยนต์ 1 คัน หรือสามารถซื้อบ้านหลังที่สองได้อีกหลังหนึ่งเลยทีเดียว

คนทั่วไปจึงต้องใช้เวลา 25-30 ปี ในการสร้างสินทรัพย์เพียงแค่บ้านหลังเดียว ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้าเราใช้ความมีวินัยทางการเงิน และเคล็ดลับ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินความอดทนในการผ่อน เพื่อบ้านหลังที่เรารักหมดหนี้หมดสินได้ในเร็ววัน เริ่มกันเลยข้อแรก

ชำระเกินทุกงวด โปะเพิ่มปีละครั้ง

การโปะหนี้บ้านนั้นช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น และเสียดอกเบี้ยทั้งหมดลดลงได้จริง โดยวิธีเพิ่มเงินงวดหรือข่ายผ่อนต่อเดือนให้มากขึ้น เพียงแค่เพิ่มอีก 10% จากที่จ่ายเงินงวดเดิม ก็ช่วยให้ผ่อนคอนโดได้เร็วขึ้นแล้ว เช่น ปกติจ่ายเงินงวดเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เพิ่มอีกเดือนละ 1,000 บาท เป็นการเพิ่มด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อาจจะเป็นการชำระเกินทุกงวด

ข้อแรกก็หมูๆ แล้วนะ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถกันเลย การชำระเกินทุกงวดนั้นเหมาะสมกับคนที่มีรายได้และรายจ่ายค่อนข้างคงที่ ทำให้สามารถวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำ

หรืออีกวิธีจะเป็นการชำระเกินด้วยจำนวนเงินมากๆ เพียงก้อนเดียว ด้วยการโปะเพิ่มปีละครั้ง ก็สามารถทำได้เช่นกันผ่อนค่างวดเพิ่มอีก 1 เดือน ปกติเราจ่ายค่างวด 10 เดือน ให้เพิ่มอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือน โดยอีก 1 เดือนที่จ่ายเพิ่มนั้น เราจะไปทบในเดือนไหนก็ได้ เมื่อโอกาสรับเงินก้อนใหญ่ประจำปีมาถึง เช่น เงินโบนัส ได้รับค่าจ้างพิเศษหรือค่าคอมมิชชั่น ถ้ารีบนำมาโปะยอดหนี้ก็จะก้าวไปสู่ความมีอิสรภาพการเป็นลูกหนี้ธนาคารได้ในเร็ววัน

ขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้

ก่อนกู้เงินซื้อบ้านควรศึกษาให้เข้าใจว่า หลังจากหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยราคาถูกในปีแรกๆ แล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้จะถูกปรับเพิ่มขึ้น ลูกหนี้ส่วนใหญ่จะเลือกรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น ที่ให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกกว่า แต่ต้องรอให้ครบ 3 ปี ถึงจะรีไฟแนนซ์ได้ แต่การรีไฟแนนซ์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ลดลงไป ดังนั้นผู้กู้สามารถติดต่อขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารด้วย เพราะบางธนาคารไม่ให้ลูกค้าจากธนาคารเดิมมาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้

การรีไฟแนนซ์วิธีนี้จะช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น แต่จะรีไฟแนนซ์ได้ก็ต่อเมื่อครบ 3 หรือ 5 ปี แล้วแต่เงื่อนไข แต่สิ่งที่จะตามมาจากการรีไฟแนนซ์ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ ศึกษากันไว้ก่อนตัดสินใจ เช่น 1.ค่าธรรมเนียมในการจำนอง (จ่ายกรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ใหม่ 2.ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ 3.ค่าประเมินหลักประกัน 2,700 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร)

โปะเงินก้อนใหญ่ไปเลย

เมื่อได้โบนัส เงินพิเศษ หรือเบี้ยขยัน ให้รีบนำมาโปะเพิ่มจากเงินค่างวด ทั้งนี้การจะเพิ่มเงินในการผ่อนค่างวด หรือจะทำด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนที่ดี และไม่ทำให้แผนการเงินในชีวิตประจำวันเราเสียหายด้วย สำหรับเรื่องนี้ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ยกตัวอย่างไว้น่าสนใจทีเดียว คือกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าผ่อน 20 ปี จะจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท สมมติเงินเดือนของเราอยู่ที่ 5 หมื่นบาท ได้รับโบนัส 3 เดือน เท่ากับ 1.5 แสนบาท ถ้าแบ่งมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี จะเห็นได้ว่า โปะบ้านเพียงครั้งเดียวด้วยเงิน 1 แสนบาท ยังประหยัดดอกเบี้ยได้หลายแสน แล้วถ้าโปะบ้านทุกครั้งที่มีเงินก้อนหรือได้เงินโบนัส จะประหยัดดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน

เมื่อพูดถึงการโปะบ้าน หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้ามีเงินก้อนควรเอาไปโปะบ้านหรือเอาไปลงทุนดีกว่ากัน K-Expert ขอแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยบ้านที่จ่ายอยู่ ก็คุ้มที่จะนำเงินก้อนไปลงทุน แต่โดยทั่วไปดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% ต่อปี ซึ่งการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ มักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น โดยมีโอกาสขาดทุนที่สูงได้ ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจเรื่องผลตอบแทนที่จะได้รับ การนำเงินก้อนไปโปะบ้านก็จะคุ้มค่ากว่า

ความสุขอย่างหนึ่งของคนที่เป็นหนี้จากการซื้อบ้าน ก็คือการได้เห็นยอดหนี้คงเหลือลดลง ความสามารถปลดหนี้ได้ก่อนกำหนดก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจในชีวิต เพราะแสดงถึงความอดทนและความมีวินัยในตัวเองอย่างสูงเลยทีเดียว

 

3 สูตรหมักผมตามสภาพเส้นผมของแต่ละคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514543

3 สูตรหมักผมตามสภาพเส้นผมของแต่ละคน

สูตรหมักผมให้สวยสุขภาพดีด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ

นอกจากสารเคมีจากการทำผม ไม่ว่าการดัดผม ยืดผม หรือทำสี ล้วนแล้วแต่จะทำให้ผมเสีย ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองที่กระจายอยู่ทั่วไป ก็ทำให้สุขภาพของเราแย่ลงได้ ดังนั้นเพื่อคงผมสวยสุขภาพดีให้อยู่กับเราไปนานๆ เราจึงควรหาเวลาดูแลเส้นผมเป็นพิเศษอย่างการหมักผมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงใช้พืชพรรณธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปในทุกครัวเรือน

1. ผมแห้ง – หมักผมด้วยน้ำมันมะกอก

เลือกใช้น้ำมันมะกอกแบบอุ่นหรือแบบธรรมดาก็ได้ ชโลมให้ทั่วเส้นผมทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที หรือถ้าอยากให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ชโลมทิ้งไว้ก่อนนอนแล้วหมักข้ามคืน ตื่นมาตอนเช้าก็ล้างออกแล้วสระผมปกติ จะช่วยให้ผมนุ่มชุ่มชื้น ลดการแตกปลาย เหมาะอย่างยิ่งกับคนผมแห้ง

2. ผมมัน – หมักผมด้วยมะนาวและว่านหางจระเข้

นำน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมเข้ากับวุ้นใสที่ขูดมาจากว่านหางจระเข้ 1 ก้าน แล้วนำไปชโลมให้ทั่วเส้นผม ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก จากนั้นสระผมตามปกติ ทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง จะช่วยให้ผมสุขภาพดีขึ้น หนังศีรษะมันน้อยลง เหมาะกับคนผมมัน

3. ผมชี้ฟู – หมักผมด้วยน้ำผึ้ง

ใช้น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกและสระผมตามปกติ สามารถหมักได้บ่อยตามต้องการ เมื่อทำเป็นประจำจะช่วยให้เส้นผมนุ่มขึ้น ดูมีน้ำหนัก และจัดทรงง่าย

 

10 สิ่งที่ทำทุกเช้าแล้วชีวิตจะดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514536

10 สิ่งที่ทำทุกเช้าแล้วชีวิตจะดีขึ้น

เคล็ดลับการเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีคุณภาพ

บางคนอาจจะไม่อยากตื่น หรือรู้สึกไม่สดใสในตอนเช้า เช้าวันรุ่งขึ้นลองใช้เคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ เพียงใช้เวลาไม่กี่นาที ก็อาจทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งวัน

1. ตื่นไปวิ่งยามเช้า

แสงแดดอ่อนๆ จากธรรมชาติจะช่วยให้ทุกคนสดใส รวมไปถึงการออกกำลังกายเบาๆ ยังช่วยให้เลือดไหวเวียนได้ดีขึ้น นอกจากนั้นในการศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงประมาณ 72,000 คน พบว่า การเดินสามชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 35%

2. เก็บเตียงในทุกเช้า

หากไม่อยากออกไปวิ่ง การทำให้อะไรง่ายๆ อย่างจัดที่นอนให้เรียบร้อย ก็เป็นอีกสิ่งที่จะทำให้ทุกคนกระปรี้กระเปร่าได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตื่นแล้ว การที่เตียงเราเป็นระเบียบก็จะช่วยให้ทัศนียภาพดีขึ้นอีกด้วย

3. ดื่มน้ำ

ตลอดทั้งคืนที่เราหลับ ร่างกายจะสูญเสียของเหลวผ่านทางเหงื่อและการหายใจ การสูญเสียของเหลวนี้อาจนำไปสู่การขาดน้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำสักแก้วในตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และทำให้สดชื่นขึ้น

4. อ่านหนังสือ

หากพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง เราอยากแนะนำให้ทุกคนหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน อาจอ่านระหว่างจิบกาแฟยามเช้า หรือช่วงที่เดินทางไปทำงานก็ได้ เพราะมีผลการวิจัยออกมาว่า การอ่านหนังสือมีส่วนช่วยลดความเครียด นอกจากนั้นความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ยังบอกอีกว่า การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่เงียบสงบ มีส่วนช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. เขียนสิ่งดีๆ ในชีวิต 3 ข้อ

สละเวลาเพียง 10 นาทีในตอนเช้า เขียนเรื่องราวดีๆ ในชีวิตของคุณ นักจิตวิทยาเผยว่า การทำแบบนี้ในทุกเช้าติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ และยังเพิ่มความสุขในอีก 6 เดือนข้างหน้าอีกด้วย

6. จิบกาแฟเบาๆ

การทานคาเฟอีนในทุกเช้า จะช่วยให้คุณตื่นตัวมากยิ่งขึ้น แต่ให้ระวังไม่ให้ทานคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจะเกิดผลเสียมากกว่าได้รับประโยชน์

7. ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ

ลองจิตนาการถึงบ้านที่สะอาดสะอ้าน ห้องนอนถูกจัดให้เรียบร้อย จานชามถูกล้างและวางคว่ำไว้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้ส่งผลต่ออารมณ์เราในทันที แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น แล้วเห็นความเป็นระเบียบเหล่านี้ รับรองว่าจะต้องรู้สึกดีกว่าแน่นอน

8. นั่งสมาธิ

การทำจิตใจให้สงบทุกเช้าจะช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้น คลายความวิตกกังวล ลดความดันโลหิต แถมผู้ที่นั่งสมาธิเป็นประจำยังช่วยให้ร่างกายอ่อนเพลียน้อยลงอีกด้วย

9. ตั้งเป้าหมายในแต่ละวัน

ในทุกๆ เช้า นอกจากทบทวนตารางงานของตัวเองแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายในแต่ละวันและเขียนเอาไว้ ว่าวันนี้ต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ โดยเลือกสิ่งที่สามารถทำได้จริง เมื่อทำสิ่งนั้นเสร็จแล้วคุณจะได้รับพลังงานบวก และรู้สึกถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยในชีวิตก็ตาม

10. พูดคุยกับคนที่คุณรัก

ความรู้สึกดีหลังจากได้พูดคุยกับคนรอบตัวที่คุณรัก ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ดีในการเริ่มต้นวันใหม่เท่านั้น แต่ยังดีกับร่างกายของคุณด้วย โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า คนที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนอื่นรอบตัว จะมีชีวิตที่ยืนยาวผู้ที่แยกตัวออกไปอยู่คนเดียว แถมการพูดคุยหรือระบายบางสิ่งออกมายังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย

ที่มา: insider

 

ทำขนมเล่นๆ ได้เห็นเป็นรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514493

ทำขนมเล่นๆ ได้เห็นเป็นรายได้

แมกคาเดเมียบอล รสชาติอร่อยภายใต้แบรนด์ พี.เอส.ไอเลิฟยู (P.S. I love you) เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ ปุ้ย-พิมรา สุขเวช ในการนำคุกกี้สไตล์ยุโรปมาดัดแปลง ใส่ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไป จนกลายเป็นแมกคาเดเมียรสคลาสสิก ช็อกโกแลต ที่ถูกปากคนกิน สามารถทำรายได้นอกเหนือจากงานด้านการตลาดให้ดีแทคราว 1 แสนบาท/เดือน ซึ่งรายได้ก้อนนี้พิมราบอกว่าขึ้นอยู่กับความขยัน

พิมรา เล่าถึงแรงบันดาลใจของการทำแมกคาเดเมียบอล เกิดมาจากงานอดิเรกที่ชื่นชอบตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย สนุกกับการทำขนมมาเรื่อยๆ พอหลังศึกษาจบปริญญาตรีได้มีโอกาสไปเยี่ยมพี่สาวที่เรียนอยู่ที่นิวยอร์ก และได้ไปลิ้มรสบานาน่า พุดดิ้ง ที่ร้านแมคโนเลียเจ้าดังของนิวยอร์ก เธอจึงกลับบ้านมาทำขนมจำพวกพุดดิ้งและลองให้คุณพ่อได้รับประทาน ปรากฏเป็นที่ถูกปากเพราะอร่อยมาก เธอจึงคิดเปิดร้านร่วมกับพี่สาวชื่อ มินิบาร์ รอแยล ตรงสุขุมวิท 23 โดยปุ้ยเป็นผู้ออกแบบขนมหวานทั้งหมด เมื่อทุกอย่างลงตัว ปุ้ยจึงอยากหาอะไรใหม่ๆ ทำเพื่อท้าทายตัวเองเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว และเธอก็ปิ๊งไอเดียทำแมกคาเดเมียบอลให้คุณพ่อได้กินในงานวันเกิดของตัวเองและลองทำแจก ปรากฏแขกที่ไปร่วมงานชื่นชอบมาก ชมว่ามีรสชาติที่อร่อยไม่ขาดปาก ถึงขนาดอยากสั่งไปให้เพื่อนๆ หรือคนที่เขารักต่ออีกทีหนึ่ง นี่คือที่ไปที่มาของแมกคาเดเมียบอลแสนอร่อย

“แมกคาเดเมียบอล ทำให้ญาติๆ กิน ก็ชอบ ซึ่งตอนแรกยังไม่มีแบรนด์ แต่เพื่อนๆ อยากสั่งไปให้คนที่เขารักได้กินซึ่งยุคนี้คนนิยมซื้อของดีๆ และเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีๆ ส่งต่อให้คนที่เรารัก จึงเป็นที่มาของแบรนด์” นอกจากรสชาติซึ่งปุ้ยเน้นส่วนผสมอย่างดี ได้แก่ แมกคาเดเมียนำเข้าจากออสเตรเลีย ใส่เมล็ดเชียซึ่งดีต่อสุขภาพและเพิ่มรสชาติลงไป

“จริงๆ ปุ้ยอยากสนับสนุนของไทยนะคะ แต่ปุ้ยอยากให้ถั่วเวลากัดลงไปแล้วได้เทกซ์เจอร์ความกรอบของถั่วและมีกลิ่นหอมของเนย และได้ความเค็มของเกลือตัดกันจะให้รสชาติที่ไม่เลี่ยน นอกจากนี้ปุ้ยยังใส่เมล็ดเชียลงไปซึ่งดีต่อสุขภาพ คือแม้จะอ้วนแต่ก็อ้วนอย่างมีประโยชน์” นอกจากส่วนผสมที่คิดมาเป็นอย่างดีจนลงตัวการเลือกหีบห่อที่สวยงามก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

 

 

 

“แบรนด์ปุ้ยเน้นการทำหีบห่อให้สวยงาม จึงเลือกสีทองเพราะความชอบส่วนตัว หากหีบห่อสวยขนมอร่อยก็มีความสุขทั้งคนให้และคนรับ เท่าที่ผ่านมาผลตอบรับดีเกินคาด เช่นเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพีอาร์สั่งทำ 60 กล่อง เดือนที่แล้วทำแจกในงานหมั้น 200 กระปุก เพราะปุ้ยออกแบบหีบห่อเอาไว้ 3 แบบ ได้แก่ รสคลาสสิกบัตเตอร์ รสช็อกโกแลต และเลมอนลาเวนเดอร์ มีให้เลือกกระปุก 2 แบบคือ กระปุกเล็ก 12 ลูก ราคา 280 บาท ขวดใหญ่ 20 ลูกราคา 380 บาท และบ็อกซ์เซต 2 กระปุกเล็กอยู่ด้วยกัน ราคา 600 บาท” 

ทุกการคิดสร้างสรรค์ต้องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ปัจจุบันปุ้ยจึงคิดเพิ่มอีก 2 รสชาติ ได้แก่ รสทุเรียน กับสตรอเบอร์รี่ โดยเลือกวัตถุดิบของที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยใช้หุ้มไว้รอบนอกเพื่อเพิ่มความอร่อย

“ถ้านำทุเรียนกับสตรอเบอร์รี่ใส่เข้าไปข้างในไม่อร่อย เราเลยเลือกนำทุเรียนในรูปแบบฟรีซดรายมาคลุกด้านนอก ซึ่งฟรีซดรายเป็นกรรมวิธีถนอมอาหารที่ให้รสชาติและคุณภาพอาหารใกล้เคียงกับของสดมากๆ ซึ่งทุเรียนเราจะได้ทั้งความหวานและหอมไปด้วย แต่รสทุเรียนกับสตรอเบอร์รี่ใช้กับแค่รสคลาสสิกบัตเตอร์เพราะดูเข้ากันที่สุด ปุ้ยยังคิดค้นสูตรรสชาติแมกคาเดเมียบอลรสไมโลคลุกด้านนอกอีกด้วย โดยช่วงเวลาที่ปุ้ยเลือกทำขนมคือช่วงเสาร์และอาทิตย์โดยให้ลูกน้องเป็นคนปั้นแล้วปุ้ยเป็นคนอบเองทั้งหมด”

“อุปสรรคของการพัฒนางานอดิเรกเป็นธุรกิจ คือ ปุ้ยยังมีงานประจำ ตอนแรกไม่ได้แล้วเราเหนื่อยมาก แต่พอบริหารจัดการได้ ก็ยังอยากเที่ยวด้วย อยากทำทุกอย่าง ก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น ไม่ควรเสียงานที่ออฟฟิศ ตอนนี้ก็คิดค้นไปเรื่อยๆ อย่างวันเกิดพี่สาว ปุ้ยเอาแมกคาเดเมียนัตมาชุบช็อกโกแลต แล้วพี่สาวก็เพนต์ชื่อเจ้าของวันเกิดลงไปบนบอล ว่าจะทำจำหน่ายถือเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ”

หากให้พิมราแนะนำน้องๆ หากอยากพัฒนางานอดิเรกให้เป็นธุรกิจต้องเริ่มจากจุดเล็กคือ อินเนอร์ของเราว่าเราชอบอะไร ถ้าทำด้วยใจ แล้วเราชอบ จะเกิดการคิดค้นที่บ่งบอกความเป็นเรา และทำออกมาได้ดี คาแรกเตอร์นี้เองจะทำให้เราไม่ซ้ำใคร ดูงานคนอื่นได้แต่อย่าก๊อบปี้ ดูเพื่อเป็นไอเดียเฉยๆ แล้วอุปสรรคก็จะผ่านไปได้

“ถ้ามีโอกาสวิ่งเข้ามาต้องรีบคว้าไว้ แม้เราจะมีงานประจำต้องทำก็ตาม เพราะบางทีเวลาเรานึกได้คนอื่นก็นึกได้เหมือนกัน ดังนั้นคิดได้แล้วต้องรีบทำค่ะ” 

พี.เอส.ไอเลิฟยู จำหน่ายผ่านออนไลน์ ps.pimara หรือที่เบอร์ 08-0445-8042 หรือทางไลน์ไอดี pimaras เมื่อสั่งแล้วจะมีเดลิเวอรี่ส่งให้ถึงมือเลย

 

เล็บผมยาว เทรนด์ใหม่แห่งการทำเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514513

เล็บผมยาว เทรนด์ใหม่แห่งการทำเล็บ

ศิลปินชาวเกาหลีสร้างสรรค์งานศิลปะบนเล็บด้วยเส้นผม

อาจจะเพราะการทำเล็บแบบเดิมๆ มันน่าเบื่อจนเกินไป ศิลปินสาวชาวเกาหลีอย่าง “ยูน ดาอิน” จึงลุกขึ้นมาเพ้นท์เล็บตัวเองเป็นรูปใบหน้าคน ยิ่งไปกว่านั้น เธอบรรจงเติมเส้นผมลงไปบนแต่ละเล็บ เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับใบหน้าเหล่านั้นด้วย

หลังจากที่เธอโพสต์ผลงานศิลปะบนเล็บของเธอลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ก็มีเสียงวิพากย์วิจารณ์มากมายทั้งด้านบวกและด้านลบ บ้างก็บอกว่าดูแปลกใหม่ดี และถ้าหากเป็นผมหยิกดัดลอนน่าจะสวยมากแน่ๆ แต่บางเสียงก็บอกว่าดูน่าเกลียด และน่าขยะแขยง

แถมยังมีบางกลุ่มตั้งคำถามว่า หากทานอาหารที่ต้องใช้มือหยิบขึ้นมา เธอจะล้างมือยังไง ต้องล้างเส้นผมเหล่านั้นด้วยไหม และต้องเป่าแห้งเหมือนเวลาเราสระผมหรือเปล่า เทรนด์นี้จะเพิ่มความเก๋ หรือจะสร้างความลำบากให้กับเรากันแน่ล่ะเนี่ย

ที่มา: boredpanda Dain Yoon

 

ผมสุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้หวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514502

ผมสุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้หวี

การเลือกใช้หวีให้เหมาะกับสภาพเส้นผมของแต่ละคน

ในปัจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้หวีที่เหมาะกับเส้นผมค่อนข้างน้อย รู้ไหมว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นผมพันกัน หรือแตกปลาย ก็มาจากการใช้หวีที่ผิดประเภท ซึ่งคนส่วนใหญ่จะคิดว่า เมื่อผมเสียแตกปลายก็เข้าร้านตัดผม เพื่อให้ผมกลับมาดีขึ้น บางท่านต้องจ่ายค่าคอร์สทรีทเมนต์แพงๆ ดังนั้นการใช้หวีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถใช้จัดแต่งทรงผมง่ายๆ ด้วยตัวเอง วันนี้เราเลยขอหยิบเคล็ดลับดีๆ จาก Ladyford (เลดี้ฟอร์ด) ร้านทำผมสุดฮิพ สไตล์สแกนดิเนเวี่ยน อยู่ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอราวัณ กรุงเทพฯ มาฝากกัน

1. หวีซี่ ใช้หวีได้ทั้งตอนผมแห้งและผมเปียก เมื่อต้องการให้ผมเรียบไม่ชี้ฟู มีทั้งแบบห่างและแบบถี่ โดยแบบห่างเหมาะกับเส้นผมที่มีความหนาและยาว มีลักษณะใหญ่-หยิกฟู หวีประเภทนี้จะถนอมผมมากกว่าทำลายเส้นผมเหมาะมากกับสาวที่ชอบดัดผม เพราะหวีซี่ห่างจะทำให้ลอนผมไม่แตกง่าย ส่วนแบบถี่เหมาะอย่างยิ่งกับผมเส้นเล็ก จะเป็นหวีที่มีซี่ละเอียดติดกันสวยงามปลายด้ามจะเล็กสามารถแบ่งผม แสกกลาง แสกข้าง เหมาะกับสาวที่ชอบทำผมแบบแนววอลลุ่ม และสุภาพบุรุษที่ชอบเชตแนววินเทจ

2. หวีแปรงไนลอน จะมีแบบวงรีและสี่หลี่ยม เหมาะสำหรับผมที่มีความยาวระดับกลางจนถึงยาวมาก แปรงชนิดนี้สามารถใช้ได้กับสภาพเส้นผมทุกประเภท และเหมาะกับการใช้ในช่วงผมแห้ง ถ้าผมเปียกอาจทำให้ผมฉีดขาดหรือหลุดร่วงได้ ตัวแปรงมีหลายขนาด มีด้ามจับถนัดมือ ขนหวีทำจากไนลอนและมักมีปุ่มหุ้มที่ซี่หวี สามารถหวีตั้งแต่โคนผมจรดปลายผม หวีประเภทนี้จะกระตุ้นให้หนังศีรษะผลิตน้ำมันจากธรรมชาติมาบำรุงตั้งแต่หนังศีรษะถึงปลายผม และจะเพิ่มความพองตัวของผมให้ดูมีวอลลุ่มมากขึ้นด้วย

3. หวีแปรงขนธรรมชาติ ขนแปรงทำจากขนสัตว์ เช่น ขนหมูป่า ขนม้า ซึ่งไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตขณะหวีผม ให้สัมผัสที่อ่อนโยนต่อเส้นผม หวีประเภทนี้เหมาะกับเส้นผมทุกประเภทโดยเฉพาะผมเสีย ช่วยให้ผมดูเงางาม ไม่ชี้ฟูส่วนใหญ่จะใช้กับผมเด็กเพื่อกะตุ้นการทำงานของหนังศรีษะให้หนังศรีษะแข็งแรง มักใช้หวีผมที่แห้งสนิท เพราะหากหวีตอนผมเปียกขนสัตว์จะดูดซับน้ำทำให้ขนแปรงเปียก ทำให้แปรงเหม็นอับ และอาจเกิดการเสียดสีกับเส้นผมมาก ทำให้ผมขาดร่วง

4. หวีแปรงกลม ตัวแปรงกลมมีหลายขนาด ขนแปรงมีทั้งทำมาจากขนสัตว์หรือไนลอนจะเห็นกันได้บ่อยที่ร้านทำผม หวีประเภทนี้ใช้เพื่อจับผมเป็นช่อๆ เซตให้เป็นลอน หรือไดร์ผมตรงก็ได้ ใช้ได้กับเส้นผมทุกประเภท หากเป็นหวีแปรงแกนโลหะจะสามารถนำความร้อนได้ดีทำให้เซ็ทผมได้เร็วกว่า

 

เสริมสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 17:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514361

เสริมสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด

อาหารที่เหมาะสม และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของแต่ละกรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือดกับอาหารเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน เพราะในแต่ละกรุ๊ปเลือดจะมีสารเคมีในเลือดที่ต่างกัน และมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป  เพราะฉะนั้นอาหารชนิดไหนที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดอะไร จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่เราควรจะรับรู้

กรุ๊ปเลือดโอ: จัดเป็นพวกทานโปรตีน (High Protein Diet)

ลักษณะเด่นของเลือดกรุ๊ปโอคือ น้ำย่อยในระบบย่อยอาหารมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเหมาะกับอาหารประเภทเนื้อแดง ผักและผลไม้ แต่นมวัวและชีสจะย่อยยาก ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงแป้งสาลี เพราะเลคตินในแป้งสาลีจะทำปฏิกิริยาที่รบกวนระบบเผาผลาญของร่างกาย สิ่งที่ควรเน้นเพิ่มคือ ปลาและอาหารทะเล ทั้งนี้เพื่อเพิ่มแคลเซียมซึ่งร่างกายจะไม่ได้รับจากนมวัว และเพิ่มไอโอดีนเพื่อประโยชน์ของฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมักจะไม่คงที่

กรุ๊ปเลือดเอ: จัดเป็นพวกมังสวิรัติ (Vegetarian Diet)

คนกรุ๊ปเลือดเอ มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เพราะจะย่อยได้ยาก และเป็นเหตุให้เกิดสารท็อกซินขึ้นในร่างกาย ควรหันมารับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อปลาและเนื้อไก่แทน แต่ควรเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว ปลาจาระเม็ด เพราะมีเลคตินที่รบกวนระบบย่อย หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกและแฮม เพราะมีสารประกอบไนเตรทอยู่มาก สามารถกระตุ้นการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ควรเพิ่มการรับประทานวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานที่ดีของระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยลดปัญหาเรื่องของกรดในกระเพาะอาหารต่ำอีกด้วย

กรุ๊ปเลือดบี: จัดเป็นพวกผสมผสาน (B-BALANCE)

ลักษณะเด่นคือ คนกรุ๊ปเลือดบีเป็นกรุ๊ปเดียวที่สามารถรับประทานอาหารประเภท นมวัว เนย และไข่ได้ตามปกติ ยกเว้นเนยแข็งรสเข้ม เพราะจะย่อยยาก นอกจากนั้นยังรับประทานเนื้อสัตว์ได้หลากหลาย ถึงแม้คนกรุ๊ปบีจะมีระบบย่อยที่ค่อนข้างสมดุลที่สุด แต่ยังคงต้องระวังเป็นพิเศษกับเนื้อไก่ ซึ่งมีเลคติกที่รบกวนระบบเลือดอยู่มาก สามารนำไปสู่อาการเส้นเลือดในสมองแตก และภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ควรเปลี่ยนไปใช้ไก่งวงแทนเนื้อไก่

คนกรุ๊ปเลือดเอบี: จัดเป็นพวกลูกผสมของกรุ๊ปเอและบี

สำหรับคนกรุ๊ปเลือดเอบีนั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นส่วนผสมของลักษณะเลือดจากกรุ๊ปเอและกรุ๊ปบี ซึ่งนั่นหมายถึงอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปเอและบี ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ปเอบีด้วย แหล่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ อาหารทะเล (ยกเว้นปลาเนื้อขาวและแซลมอนรมควัน) เต้าหู้ เนื้อแดง บางชนิด เช่น เนื้อแกะ กระต่าย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากนัก เพื่อไม่ให้รบกวนระบบย่อยอาหาร นอกจากนั้นควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพื่อช่วยป้องกันมะเร็ง และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกและแฮม ซึ่งมีสารประกอบไนเตรต์ เช่นเดียวกับคนกรุ๊ปเลือดเอ

 

โคล่าผสมกาแฟ เครื่องดื่มสุดแปลกของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 15:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514347

โคล่าผสมกาแฟ เครื่องดื่มสุดแปลกของญี่ปุ่น

Coca-Cola ที่ประเทศญี่ปุ่น ออก Coca-Cola Coffee Plus เครื่องดื่มโคล่าผสมกาแฟ

ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่เราเห็นเยอะพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ นั่นก็คือ ตู้กดน้ำอัตโนมัติ ที่บรรจุน้ำหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม น้ำชา หรือกาแฟ และตอนนี้ Coca-Cola ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เตรียมบรรจุเครื่องดื่มตัวใหม่ล่าสุด Coca-Cola Coffee Plus เครื่องดื่มโคล่าผสมกาแฟ ที่มีคาแฟอีนมากกว่าปกติ

การออก Coca-Cola Coffee Plus มีการตลาดคล้ายๆ กับที่ออก Coca-Cola Plus 0 แคลอรี่ เมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ Coca-Cola Coffee Plus ไม่ได้ลดจำนวนแคลอรี่ลง แต่มีจุดขายตรงที่เป็นการผสมเครื่องดื่มรสโคล่าเข้ากับผงกาแฟ ผสานรสชาติที่เข้มข้นลงตัวและดูทันสมัยขึ้น ที่สำคัญคือเพิ่มปริมาณคาแฟอีนขึ้นอีก 50% จากโคล่าแบบปกติ งานนี้ต้องมีตื่นกันบ้างแหละ

Coca-Cola Coffee Plus มีวางจำหน่ายเฉพาะในตู้กดน้ำอัตโนมัติ ราคากระป๋องละ 130 เยน หรือประมาณ 40 บาท โดยผู้ที่ได้ซื้อมาลองแล้วบอกว่าสีเหมือนโคล่าแบบปกติ แต่ฟองเยอะกว่า มีกลิ่นคล้ายกับกาแฟ แต่รสชาติกลับไม่แตกต่างจากโคล่าแบบปกติมากนัก

ที่มา: rocketnews24

 

5 วิธีแก้อาการหัวร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514336

5 วิธีแก้อาการหัวร้อน

รวมวิธีที่จะช่วยดับอาการหงุดหงิดให้ใจเย็นลง

อาการหัวร้อน หรืออาการหงุดหงิด หลายคนน่าจะเป็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ฝนตก รถติด หรือเวลาเล่นเกมแล้วไม่ได้ดั่งใจ บวกกับอากาศอันระอุของประเทศไทยด้วยแล้ว ยิ่งพาให้คนไทยเราหัวร้อนไปกันใหญ่ เราเลยขอเสนอ 5 วิธีที่จะช่วยแก้อาการหัวร้อน แบบที่ไม่ต้องเอาหัวลงไปจุ่มน้ำกัน

1. หายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ผ่อนคลายมากขึ้น

2. พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้น หากไม่พอใจสิ่งไหน ให้ออกมาจากตรงจุดนั้น แล้วหาที่เงียบๆ อยู่กับตัวเองให้ใจเย็นขึ้น

3. คุยกับคนที่ใจเย็นกว่า ถ้าคนหัวร้อนอยู่รวมกัน ก็จะยิ่งพากันไฟลุกเข้าไปใหญ่ ให้แยกออกมาคุยกับคนที่ใจเย็นกว่า ซึ่งคนเหล่านั้นจะช่วยวพาให้เราใจเย็นลงได้

4. หาขนมทาน การทานของหวานหรืออะไรเย็นๆ น่าจะพอทำให้เราใจเย็นขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ก็ผ่อนคลายไปได้ชั่วขณะ

5. ระบายออกมา หากทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่หาย ก็ระบายออกมาเถอะ จะไปเล่นเกมยิงกระหน่ำ ตีมอนสเตอร์ ชกมวย วิ่ง เตะบอล เอาที่แต่ละคนถนัดเลย รับรองว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514295

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ความสูงนับเป็นค่านิยมในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าความสวยความหล่อจากส่วนสูงและน้ำหนัก จนหลงลืมไปว่า “ความเตี้ย” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีลูกก่อนวัยหนุ่มสาว เพราะส่วนสูงของพวกเขาอาจเป็นสัญญาณของ “โรคเด็กเตี้ยผิดปกติ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก (pediatric endocrinologist) กล่าวว่า เด็กเตี้ยเป็นภาวะหรืออาการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยมีหลายประการ ทั้งจากพันธุกรรมและจากโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone)

 

 

ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง หากต่อมใต้สมองไม่ผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตก็จะทำให้ระดับการเจริญเติบโตของเด็กต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ต่อมนี้ทำงานผิดปกติอาจเป็นพันธุกรรมบางอย่าง หรือมีก้อนเนื้อไปกดทับ จึงทำให้ต่อมใต้สมองไม่สามารถทำงานได้

“ผู้ปกครองอาจจะสังเกตด้วยการเทียบความสูงของลูกกับเพื่อนในชั้นเดียวกันว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ หรือไม่ หรือสังเกตได้จากอาการบางอย่าง เช่น ถ้ามีอาการที่สัมพันธ์กับก้อนที่ไปกดต่อมใต้สมองก็จะมีอาการของภาวะมีก้อนในเนื้อสมอง เช่น ปวดหัว อาเจียน หรือบางคนถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดก็จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอาการสายตาผิดปกติร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยมักเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว แต่บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ (Integrated Effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมนเจริญเติบโต สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม

สอง ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม จะพบได้บ่อย 2 ชนิด คือ ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้าโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ หรือมารดามีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

รวมถึงภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม คือ มีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือหากเตี้ยทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย ก็จะชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพประจำปีของเด็ก

นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะสังเกตเห็นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่พาลูกมาพบแพทย์จะอยู่ในช่วงวัยประถมศึกษา รวมถึงความสูงของเด็กที่มีภาวะดังกล่าวก็จะไม่เท่ากัน เช่น บางรายอายุ 8 ขวบ มีความสูงเพียง 75 ซม. จะนับว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงค่อนข้างมาก ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมา หากผลิตไม่ได้เลย หรือไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตเลย ก็จะทำให้เด็กตัวเล็กแบบสังเกตเห็นได้ชัด

“เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะเตี้ย แต่จะไม่เตี้ยเหมือนเด็กขาดอาหาร เพราะเด็กที่กินไม่ดีมักจะผอมแห้งตัวเตี้ย แต่เด็กกลุ่มนี้จะตัวเตี้ยแล้วดูจ้ำม่ำ เพราะพวกเขาได้รับอาหารที่ดีแต่ไม่ยอมโต” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับเกณฑ์ความสูงของเด็กนั้น ให้ดูได้จากการเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวคือผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบุตรหลานมีการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตที่ปกติ ควรพาบุตรหลานไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ก่อน เมื่อพาเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเด็กเตี้ยผิดปกติไปพบกุมารแพทย์ จะมีการประเมินและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติหรือสงสัยจะส่งต่อไปให้กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติต่อไป และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการทดสอบทางฮอร์โมนโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเจริญเติบโต เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนดังกล่าว กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะพิจารณาการรักษา โดยให้ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีดเท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดกิน ชนิดพ่น หรือแบบอื่นๆ ตามที่ได้มีการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กเฉพาะทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางด้านจิตใจ และระบบร่างกายอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อเล็ก และมีไขมันสะสมมาก เป็นต้น

ด้าน นพ.สุทธิพงศ์ อธิบายถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่งขึ้นๆ ลงๆ เป็นรูปคลื่น (Pulsatile Secretion) ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงต้องให้ยาไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตออกมา หากกระตุ้นแล้วระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ออกมาเท่าที่ควรจะเป็นก็จะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตนั้นทำได้ไม่ดี

“ถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ไปกดต่อมใต้สมองไว้ แพทย์ต้องผ่าตัดนำก้อนพวกนี้ออก แต่ถ้าไม่มีอะไรไปกดทับ แต่เป็นเพราะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมอง แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเจริญเติบโตสังเคราะห์ไปทดแทน เสมือนกับถ้าน้ำในโอ่งเริ่มพร่อง เราก็จะเติมให้เต็ม โดยทั่วไปในเด็กเราจะมุ่งเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในเด็กที่ขาด แพทย์จะให้ยาจนกระทั่งเด็กได้ความสูงสุดท้าย คือ สูงดีเท่ากับเด็กปกติและจะหยุดการรักษา ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะต้องรักษาต่อไหม แต่ละรายจะต้องมารีเทสต์ฮอร์โมนกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าวัยผู้ใหญ่จะไม่สูงขึ้นแล้ว แต่การขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตอาจมีผลทางด้านอื่น เช่น ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกไม่แข็งแรง เป็นต้น”

 

 

จากการสัมภาษณ์คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีบุตรชายเป็นภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต เธอเล่าว่า ได้สังเกตเห็นลูกชายสูงช้าลงในช่วงวัย 4-6 ขวบ คือ มีความสูงเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึง 1 ซม. จากปกติต้องเพิ่มขึ้นปีละ 3-5 ซม. จึงพาลูกไปพบกุมารแพทย์และทำให้ทราบว่า ลูกชายคนโตประสบกับภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

“เราสังเกตได้จากความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงเสื้อผ้าของลูกที่ใส่ไซส์เดิม ใส่กางเกงเบอร์เดิม และลูกสาวคนเล็กเริ่มมีความสูงเท่ากับพี่ชาย ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะเขายังกินได้เหมือนเดิม นอนได้ดีเหมือนเดิม แค่ตัวไม่โตขึ้นเท่านั้น และไม่เคยรู้จักภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตมาก่อน เลยตัดสินใจพาไปหาคุณหมอและรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน ลูกเริ่มฉีดยาครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ จนตอนนี้อายุ 13 ปี เขาสูงขึ้นเกือบ 10 ซม. ซึ่งสูงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้น ทำให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาต่อเนื่อง คือ ไปพบคุณหมอทุกๆ 3 เดือน และฉีดฮอร์โมนทุกคืนก่อนนอน รวมถึงการดูแลเรื่องเวลานอนว่าต้องนอนหลับก่อนสี่ทุ่ม สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา และดูแลเรื่องอาหารให้เขารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้เดือนละ 1 กก. ก็จะเป็นตัวเสริมให้ลูกสูงขึ้นได้”

คุณแม่ท่านนี้ยังได้ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า พ่อแม่ควรสังเกตลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตว่ามีความผิดปกติเรื่องความสูงหรือไม่ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจร่างกาย หากมีความผิดปกติก็จะสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับความสูงมากขึ้น จึงมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูป หรือการฝังเข็มเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงโดยไม่ได้ผล ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือ

“อาหารเสริมเพิ่มความสูงที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ หากดูส่วนประกอบแล้วจะเป็นพวกโปรตีน นม อาจจะมีแคลเซียมปะปน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่แล้ว แต่ถามว่ากินอาหารเสริมพวกนี้แล้วจะสูงหรือไม่ ยังไม่มีทางการแพทย์พิสูจน์” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ พันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อความสูงค่อนข้างมาก สอง หากพันธุกรรมดีแต่กินอาหารได้ไม่สมบูรณ์ก็จะส่งผลให้เด็กโตช้า สาม สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กโตได้ดี ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนที่ดีพอ และการออกกำลังกายที่ดีพอ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตซึ่งจะส่งผลให้เด็กโตได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าพันธุกรรมดี กินดี พักผ่อนดี ออกกำลังกายดี และฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้เด็กสูงดีตามไป

รวมทั้งยังเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ที่ต้องสังเกตบุตรหลานและลูกศิษย์ถึงความผิดปกติทางร่างกาย เพราะเรื่องความเตี้ยที่อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กไทยอาจมีภาวะซ่อนเร้นที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที