8 สัญญาณของโรคภูมิแพ้ตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514331

8 สัญญาณของโรคภูมิแพ้ตนเอง

สัญญาณเตือนโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตนเอง

โรคภูมิแพ้ตนเอง หรือโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ โรคพุ่มพวง เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันต้านทาน หรืออิมมูน (Immune) ผิดปกติ โดยต้านเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะต่าง ๆ ได้กับทุกเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เป็นผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (ชนิดไม่ใช่จากการติดเชื้อ) ของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคนี้เกิดจากอะไร แต่จากการศึกษาเชื่อว่า น่ามาจากการผิดปกติจากพันธุกรรม ซึ่งพบโรคได้สูงในผู้หญิง โดยมี 8 อาการหลักๆ ที่ชี้ว่าอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง ดังนี้

1. เป็นไข้โดยหาสาเหตุไม่ได้ ปวดหัวเรื้อรัง

2. ผืนแดงขึ้นเป็นรูปผีเสื้อ มักพบบริเวณกลางใบหน้าและโหนกแก้ม

3. ปวดข้อและกล้ามเนื้อ มักเกิดกับข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า

4. เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ

5. คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

6. เกล็ดเลือกต่ำ อาจเห็นเป็นจุดแดงเล็กๆ ทั่วตัว คล้ายจากโรคไข้เลือดออก

7. ความดันโลหิตสูง

8. ชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แขนและขาอ่อนแรง

ที่มา: healthandtrend siamhealth


 

 

“รูบี้ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดใหม่ล่าสุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514321

“รูบี้ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดใหม่ล่าสุดของโลก

แบรนด์ขนมหวานค้นพบช็อกโกแลตชนิดใหม่ในรอบ 80 ปี

80 ปีมาแล้ว หลังจากที่โลกได้รู้จักกับ “ไวท์ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดที่ 3 ถัดจาก “ดาร์คช็อกโกแลต” และ “มิลล์ช็อกโกแลต” ล่าสุด Barry Callebaut แบรนด์ขนมหวานชื่อดังก็ได้ค้นพบช็อกโกแลตชนิดที่ 4 “รูบี้ช็อกโกแลต”

รูบี้ช็อกโกแลต รังสรรค์มาจาก Ruby cocoa bean ที่ให้รสชาติเข้มข้น เป็นการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างรสชาติของผลไม้อย่างเบอร์รี และรสหวานละมุนของช็อกโกแลต มาพร้อมสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติของ Ruby bean ไม่ได้ปรุงรสหรือใส่สีเพิ่มแต่อย่างใด

Peter Boone หัวหน้าเชฟของ Barry Callebaut กล่าวไว้ว่า “Barry Callebaut ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกและผู้ริเริ่มด้านช็อกโกแลตและโกโก้ทั่วโลก การวิจัยผู้บริโภคในตลาดยืนยันว่า รูบี้ช็อกโกแลตทับทิมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูง เรากำลังรอคอยที่จะได้ร่วมงานกับเหล่าพันธมิตรในการแนะนำรสชาติใหม่นี้ออกสู่ตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้สัมผัสรสชาติช็อกโกแลตชนิดที่ 4 ของโลก ถักจากดาร์ค มิลล์ และไวท์ช็อกโกแลต”

ที่มา: Barry Callebaut

 

อัลเลน เบราเออร์ คิดซะว่ากำลังทำกิจการร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514121

อัลเลน เบราเออร์ คิดซะว่ากำลังทำกิจการร้อยล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ Best Self Co. บริษัทผลิตไดอะรี่และสมุดออร์แกไนเซอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองด้วยการจัดทำแผนการใช้ชีวิตเป็นช่วงสั้นๆ เพิ่งจะคว้ารางวัลชนะเลิศ Build A Bigger Business จาก Shopify เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสัญชาติแคนาดา โดยหนึ่งในคุณสมบัติของธุรกิจที่จะเข้าแข่งขันบนเวทีดังกล่าวได้ก็คือ จะต้องมียอดขายตั้งแต่ 1-50 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในโลกของการทำธุรกิจไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด บางคนได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งกิจการของตัวเองจะทำยอดขายได้ในหลักล้านเหรียญสหรัฐ แต่สำหรับบางคนกลับสร้างรายได้ทะลุล้านเหรียญอย่างง่ายดายราวกับว่าตัวเลขนั้นไม่เคยอยู่ในสายตาพวกเขา เช่นเดียวกับ อัลเลน เบราเออร์ ที่ทะยานไปถึงจุดที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอย่างรวดเร็ว

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2014 เบราเออร์ และ แคทริน เลเวอร์รี่ ต่างลาออกจากงานเพื่อตามหาเส้นทางทำธุรกิจของตัวเองในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองกำลังย่ำอยู่กับที่ทั้งๆ ที่ไม่เคยหยุดก้าวเท้า รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยอยู่เฉย ทว่า ไม่มีงานชิ้นไหนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพักทุกอย่างแล้วทุ่มเทเวลา 1 ปีให้กับการวิจัยเกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จในระดับไฮเพอร์ฟอร์มมิ่ง ว่าคนเหล่านี้มีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไป

สิ่งที่ทั้ง เบราเออร์ และ เลเวอร์รี่ พบคือ คนเหล่านี้จะมีการวางแผน การลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามความคืบหน้าของงานในแต่ละวัน เมื่อทั้งคู่ลองลงมือทำตามสิ่งเหล่านี้ ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ในที่สุดจึงผันมาเป็นไอเดียของ SELF Journal สมุดออร์แกไนเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานค่อยๆ แพลนและตั้งเป้าหมายเป็นระยะสั้นๆ ครั้งละ 3 เดือน เพื่อให้เป้าหมายนั้นๆ สำเร็จได้เร็วขึ้นและไม่หนักมากจนต้องผัดวันประกันพรุ่งเสียก่อน

Best Self Co. ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่ขั้นแรก คือการระดมทุนในเว็บไซต์ kickstarter ที่ระดมทุนทะลุเป้า 15,000 เหรียญสหรัฐ ภายในเวลาเพียง 28 ชม. โดยสุดท้ายสตาร์ทอัพรายนี้คว้าเงินทุนไปถึง 300,000 เหรียญสหรัฐ และเมื่อปีที่แล้ว Best Self Co. ทำยอดขายได้ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตลอดเส้นทางของ Best Self Co. สองผู้ก่อตั้งได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่สำคัญที่จะแนะนำสตาร์ทอัพมือใหม่ดังนี้

ตั้งเป้าใหญ่ เบราเออร์ แนะนำหลักคิดในการสร้างธุรกิจว่า ให้ทำเหมือนเรากำลังสร้างบริษัทที่มีมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ใช่เพียงคิดว่ากำลังจะสร้างสตาร์ทอัพของเราคนเดียว จากนั้นให้คิดต่อไปว่า เรากำลังจะวางระบบ ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการในการรับสมัครงานสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่งานของสตาร์ทอัพเล็กๆ

บันทึกทุกอย่าง ให้บันทึกกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนประจำวัน สัปดาห์ หรือเดือน ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญโฆษณาในเฟซบุ๊ค การนัดหมาย หรือการปิดการขาย ไว้เป็นเอกสารที่คนอื่นสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้ โดยขั้นตอนที่เก็บไว้เหล่านี้จะกลายเป็นคู่มือในการปฏิบัติงานขององค์กร เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจเติบโตและมีการรับพนักงานเพิ่มเติม การเปลี่ยนถ่ายงานจะทำได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

แบ่งบริษัทออกเป็นส่วนๆ หรือแผนก แล้วกระจายงานออกไป เนื่องจากหากเจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบงานล้นมือ เช่น รับนัดหมาย หรือตอบอีเมล ก็จะไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับการวางแผนขยับขยายธุรกิจ

เตรียมรับมือความสำเร็จ ไม่ใช่แค่วางแผน ให้ตั้งเป้าหมายของบริษัทไว้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเติบโต และต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามารับหน้าที่แทนเจ้าของกิจการ

มีเป้าหมายชัดเจน หลักสำคัญที่ เบราเออร์ ยึดมาตลอดคือ การกำหนดเป้าหมายที่แน่นอน เบราเออร์ เผยว่า ตราบใดที่คุณรู้ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ตรงนี้และกำลังจะไปต่อทางไหน นั่นแหละคือการเดินทาง และการไปสู่จุดหมายจะง่ายดายยิ่งขึ้น 

ภาพ : http://www.allenbrouwer.com

 

น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน ‘พระราชาในดวงใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514127

น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน ‘พระราชาในดวงใจ’

ภาพในหลวงพระราชินีประดับผนังทุกๆ บ้านคุ้นตา ทุกภาพคือที่สุดแห่งความศรัทธาและงดงามของปวงไทย

ห้องรูปไข่ภายในวางตู้เลขเก้าไทย จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ภาพขาวดำรูปเล็กๆ ทรงน่ารักสุดใจเมื่อทรงพระเยาว์ ไล่ลำดับไปถึงยุวกษัตริย์เมื่อทรงเป็นพระอนุชา ภาพเคียงข้างพระคู่หมั้นทรงพระสิริโฉม

พระบรมฉายาลักษณ์บันทึกประวัติศาสตร์ได้แจ่มชัด การเดินเข้ามาชมนิทรรศการห้องนี้ เกิดสมาธิ ได้แรงบันดาลใจ และให้ทั้งกำลังใจคนไทยให้คลายความเศร้าหมอง ความรู้สึกรักอาลัย และเตรียมพร้อมก้าวสู่ช่วงส่งเสด็จสู่แดนสรวงเดือน ต.ค.จะมาถึงในเร็ววันนี้

นิทรรศการ “พระราชาในดวงใจ” คัดเลือกผลงานโดย 3 ภัณฑารักษ์ ได้แก่ อภินันท์ โปษยานนท์ ธวัชชัย สมคง ศักดิ์ชัย กาย กำลังจัดแสดงจนถึง 26 พ.ย.นี้ ที่ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

หนึ่งในภัณฑารักษ์ อภินันท์ กล่าวแนะนำพระบรมสาทิสลักษณ์ชิ้นเอก วาดโดย ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ จิตรกรราชสำนักฝีมือก้องโลก ภาพขนาดใหญ่ 150×120 ซม. ภาพนี้งามเหลือเกิน คนไทยควรมาชมให้เป็นบุญตา

“พระราชาในดวงใจ” สำหรับชื่อนิทรรศการก็บ่งบอกความรู้สึกถ่องแท้บรรดาศิลปินได้ เป็นการรวบรวมคนวงการศิลปะได้ทั้งศิลปินใหญ่เล็ก เช่น เกษียร จินดาลักษณ์ ปัญญา วิจินธนสาร ปรีชา เถาทอง ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี อังกฤษ อัจฉริยโสภณ รวมงานศิลปะทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม 160 กว่าผลงาน

ต่อเนื่องขึ้นไปชั้น 9 ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำลังจัดแสดงเดินชมเสพศิลป์ให้อิ่มใจ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดภัณฑารักษ์โดย นิติกร กรัยวิเชียร คัดสรรภาพถ่ายฝีพระหัตถ์นำมาแสดงในครั้งนี้ 200 ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ คืออีกนิทรรศการคนไทยไม่ควรพลาด

 

ศิลปะช่วยบรรเทาความโศกเศร้า

ผลงานศิลปกรรมหลายรูปแบบ ฝีมือศิลปินชั้นนำหลายยุคสมัย ความทรงคุณค่าคือภาพเหล่านี้ล้วนหาชมยาก ภาพล้ำค่าเป็นสมบัติส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วประเทศ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ขออนุญาตคอลเลกเตอร์บิ๊กเนมของวงการศิลป์นำมาจัดแสดงให้ประชาชนชม ฟรี!

ที่สำคัญ บางภาพไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน

งานชิ้นเอกผลงานจิตรกรราชสำนัก ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ ศิลปินชาวอินโดนีเซีย วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายงานให้ราชสำนักไทยช่วงปี 2503-2513 ภาพวาดสีน้ำมันให้สีจัดคือลายเซ็นของจิตรกรใหญ่ท่านนี้

อภินันท์ให้รายละเอียดภาพนี้อยู่ในคอลเลกชั่นงานสะสมศิลปะสุดอลังการของ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ความงามคือทั้งสองพระองค์ทรงยืนมุมเฉียงแตกต่างจากผลงานอื่นๆ ของระเด่น ที่วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ทรงยืนหันพระพักตร์ตรง

พระบรมสาทิสลักษณ์อีกภาพงดงามสีทองอร่าม ผลงานศิลปินใหญ่อีกท่าน ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ วาดเมื่อปี 2559-2560 ใช้เทคนิคสีอะครีลิกและทองคำบนผ้าใบ ขนาด 200×160 ซม. ภัณฑารักษ์ 1 ใน 3 นิทรรศการครั้งนี้ ธวัชชัย สมคง อธิบายการคัดสรรพระบรมสาทิสลักษณ์ผลงานนี้ ที่หลายๆ คนคงคุ้นตา เป็นภาพต้องมีไว้ติดบ้าน ผลงานของศิลปิน เกษียร จินดาลักษณ์ วาดไว้เมื่อ ปี 2522 ภาพเก่าแก่ล้ำค่าเจ้าของเป็นนักสะสมที่วงการรู้จักกันดี สมบัติ วัฒนไทย ไม่ได้ให้ใครหยิบยืมไปจัดแสดงง่ายดายนัก แต่ในโอกาสนี้คอลเลกเตอร์อนุญาตให้หยิบยืมจัดแสดงยาวนานหลายเดือน

”คอลเลกเตอร์ผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่านเลยนะครับ ทุกคนถือว่าเป็นการถวายความรำลึกแด่องค์อัครศิลปิน พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงและพระราชินี ภาพนี้ได้กลายเป็นโปสเตอร์แจกคนไทยนำมาประดับบ้านและบูชา ผมเสาะหาจนเจอภาพต้นแบบงดงามมาก พระราชินีฉลองพระองค์สีชมพู หรือผลงานที่ศิลปินสร้างจากความสะเทือนใจ ปรีชา เถาทอง สร้างงานประติมากรรมนั่งบัลลังก์ มีคุณทองแดงหมอบอยู่ใกล้ๆ เป็นชิ้นงานหลังสวรรคต คนไทยเห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านยิ่งขึ้น” ธวัชชัย กล่าว

ห้องจัดแสดงวัตถุสะสมเกี่ยวข้องกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ภัณฑารักษ์บรรณาธิการนิตยสารลิปส์ ศักดิ์ชัย กาย ทุ่มเททำงานคัดสรรพระบรมฉายาลักษณ์กว่า 1 หมื่นภาพ จัดแสดงที่ ”ห้องหมายเลข ๙” อีกห้องที่สุดแห่งความประทับใจ

“ผมตัดเรียงไปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ภาพต้นฉบับขาวดำขนาดเล็กนำมาอัดขยายใหญ่ ช่างภาพคือ วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติด้านการถ่ายภาพที่ได้ตามเสด็จ และได้มีโอกาสได้ฉายภาพทั้งสองพระองค์ไว้ หลายภาพผมไม่เคยเห็นเลยนะครับ ช่างภาพอีกท่าน จำนงค์ ภิรมย์ภักดี มีโอกาสฉายพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงและพระราชินีที่เราคุ้นตา มีลายเซ็นทั้งสองพระองค์จึงต้องใช้คำว่าประเมินค่าไม่ได้ และอีกภาพสมัยทรงพระเยาว์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีลายพระหัตถ์ของ 3 พระองค์ทรงเขียนไว้ใต้ภาพ ภาพสะสมมูลค่า 8 หลักเลยนะครับ ของ สมชาย ชีวสุทธานนท์” 

ภาพพอร์เทรตประดับบนผนังอีกด้าน ศักดิ์ชาย กล่าวย้ำว่า มากกว่าราคามหาศาล คือความรักและศรัทธาของนักสะสมภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกนักสะสมรายใหญ่ของไทย ณรัฐ นภาวรรณ นักสะสมพระบรมฉายาลักษณ์ สร้างตึก 3 ชั้นไว้โดยเฉพาะ เพื่อเก็บรักษาสมบัติประเมินค่าไม่ได้หลายๆ หมื่นภาพ

“ผมไปเห็นภาพต้นฉบับตื่นเต้นมากครับ มากทั้งจำนวนและความหายาก พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงตั้งแต่ก่อนปี 2500 นักสะสมเรียกภาพกลุ่มนี้ว่า ‘ในหลวงเหรียญเดียว’ ทรงติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 เหรียญในสมัยเป็นพระอนุชา เหรียญเพิ่มตามการสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นพระมหากษัตริย์ ‘ในหลวงสองเหรียญ’ ‘ในหลวงสามเหรียญ’ กรอบวงรี ปี 2504 เด็กรุ่นใหม่ยังไม่เกิดไม่เคยเห็นมาดูกันเลยครับ

ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนไทยนำมาใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น ใครเปิดบริษัทห้างร้านก็นำพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงเป็นของขวัญมงคล ห้องภาพยุคนั้นช่างจีนชอบใช้สีสันสดๆ ทาทับภาพอัดใหม่ สีผิดเพี้ยนมาเรื่อยๆ กลายเป็นป๊อปอาร์ตร่วมสมัยไปอีกแบบ แต่สำหรับภาพในการสะสมของคุณณรัฐ คือ ต้นฉบับทุกๆ ภาพครับ” ศักดิ์ชาย อธิบายรูปเล่าเรื่องตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนปลายรัชกาล ความงามคมชัดตรึงใจ จับใจอย่างสุดซึ้ง  

 

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9

ต่อเนื่องขึ้นไป ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 อีกนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำเสนอ 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่ ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาวดำ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพ และพระบรมวงศานุวงศ์

ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และภาพสุนัขทรงเลี้ยง จัดแสดงยาวไปถึงปีหน้า 7 ม.ค. 2561

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ภัณฑารักษ์ นิติกร กรัยวิเชียร ช่างภาพที่มีโอกาสถวายงานราชสำนักคัดเลือกนำมาแสดงในครั้งนี้ จำนวน 200 ภาพ ถือเป็นการรวบรวมภาพฝีพระหัตถ์มากที่สุดครั้งหนึ่ง

“ครั้งล่าสุดที่มีการจัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ คือปี 2535 หรือ 25 ปีมาแล้ว นั่นก็แสดงว่าคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 25 ปี ไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้แน่ๆ นะครับ หรืออาจจะเคยชมกันในอินเทอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง และสำหรับครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวบรวมภาพฝีพระหัตถ์มาจัดแสดงได้สมบูรณ์แบบที่สุด จากจำนวน 600 รูป ผมคัดนำมาจัดแสดง 200 รูป

 

“ทุกภาพคือประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงประดับในเรือกองทัพที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียดในภาพด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงโปรดฉายภาพครอบครัว ภาพที่นำมาจัดแสดงช่วงต้นรัชกาล จึงเป็นภาพถ่ายยุคขาวดำ ทรงฉายภาพพระราชโอรส พระราชธิดา ทรงโปรดการถ่ายรูป ทั้งแบบแคนดิด และออฟฟิเชี่ยนพอร์เทรต ผมถือว่าเป็นเรื่องวิเศษมากๆ ที่ได้เห็นภาพทุกๆ พระองค์ในวัยเยาว์ ทรงฉายภาพครอบครัวได้บรรยากาศอบอุ่นมากครับ”

นิติกร กล่าวว่า แบ่งภาพเป็น 3 ยุค ยุคกลาง ทรงถ่ายภาพประชาชนในโอกาสแปรพระราชฐาน ภาพงานโครงการพระราชดำริเมื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ ภาพฝีพระหัตถ์ชั้น 9 จึงบันทึกความรักความผูกพันของพระเจ้าแผ่นดินและคนไทยไว้ได้อย่างคมชัดอย่างยิ่ง 

 

ชื่อ ‘ณารา’ บนปกนิยายที่(ยัง)ขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513980

ชื่อ ‘ณารา’ บนปกนิยายที่(ยัง)ขายได้

โดย มัลลิกา

“กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน ตอนเขียนงานได้แล้ว 5 เรื่อง จะเป็นนักเขียนต้องมั่นใจว่า งานที่เราทำนั้น หนังสือที่เราเขียนมันเป็นอาชีพเลี้ยงเราได้”

“ณารา” นามปากกาของ “ณิชา ตันติเฉลิมสิน” นักเขียนโรมานซ์ของสำนักพิมพ์พิมพ์คำ

ที่จริงณาราเขียนนิยายได้หลายแนว แต่โรมานซ์เป็นจุดจำหรือเอกลักษณ์ของนิยายณารา เพราะไม่ว่าจะดราม่าเข้มข้น คอมเมดี้ บู๊สนั่น มาเฟีย ประวัติศาสตร์ ข้ามภพข้ามชาติ ทุกแนวจะต้องมีฉากโรมานซ์

กลรักลวงใจ ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว ขุมทรัพย์แห่งมาซิดอน เพลงรักเพลิงมายา คุณชายธราธร รอยรัก หักเหลี่ยมตะวัน รอยฝันตะวันเดือด ไฟรักเกมร้อน ทะเลไฟ ฯลฯ ตัวอย่างผลงานของณารา

เป็นเวลา 12 ปี ณารามีนิยาย 52 เล่ม บนปกนิยายชื่อคนเขียนใหญ่กว่าชื่อเรื่องเสียอีก นั้นบ่งบอกว่า ชื่อ “ณารา” ขายได้ แฟนนักอ่านเห็นคว้าหมับเพราะเชื่อมือกันอยู่แล้ว แน่นอนว่า ณาราเขียนหนังสือจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยติดตามผลงานเสมอ และกลุ่มใหม่ๆ ที่เลือกอ่านบางเรื่อง

“ตั้งแต่เขียนแรกๆ ปี 2548 บก. (บรรณาธิการ) ก็บอกว่า ควรจะมีผลงานอย่างน้อย 2 เล่มต่อปี ให้เขียนงานเสมอเพื่อให้แฟนนักอ่านไม่ลืมเรา ซึ่งเราก็เขียนได้ประมาณปีละ 4 เรื่อง แต่มาช่วง 2 ปีหลังนี้ที่นิยายน้อยอย่างเห็นได้ชัด ปีละ 2 เรื่อง แล้วแฟนๆ ก็มีติงมาว่าช่วงหลังเขียนเบาไป

“เป็นเพราะตอนนี้ทำธุรกิจร้านอาหารที่แคนาดา งานเขียนคืองานที่รักก็จริงแต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้ธุรกิจครอบครัว เรายอมรับเวลาน้อยลง ถ้าจะเขียนงานหนักเราจะยิ่งไม่มีทั้งแรงกายแรงสมองจะเขียนงาน เพราะต้องหาข้อมูลมาก”

แม้จะบอกว่าไม่มีเวลา แต่เรื่อง ดวงใจขบถ ก็ทุ่มเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับการสิ้นชาติรัฐฉาน “ตอนเขียนเรื่องนี้ก็อยู่ภาวะตึงเครียด หาข้อมูลเยอะมาก อ่านหนังสือหลายเล่ม บันทึกของเจ้านางต่างๆ เพื่อสรุปให้รู้ว่า สถานการณ์ช่วงนั้นเป็นยังไง ดูละครดูหนังสังเกตการแต่งกาย คำพูดคำจา ศึกษาจากคนไทยใหญ่”

สิ่งที่ณาราเคยกลัวในการเป็นนักเขียนคือ หมดพล็อต คิดพล็อตไม่ออก พล็อตตัน แต่พอลงมือเขียน พล็อตมีรออยู่เพียบ นั้นเป็นเพราะสิ่งที่ณาราสนใจนำมาเป็นประเด็นจะแวดล้อมตัวเอง และเป็นสิ่งที่เธอมีความสนใจ มีส่วนร่วมกับมันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยวที่เธอมักนำมาสอดแทรกในนิยาย

“อย่างไปเที่ยวรัฐมอนทานาของอเมริกา มีถนนโกอิ้งทูเดอะซัน สุดถนนเส้นนั้นเจอโรงแรมหนึ่งบนทะเลสาบ สร้างมาเกือบ 200 ปี พอเข้าไปในโรงแรมเราเจอภาพของผู้ก่อตั้ง ใส่ชุดสมัยก่อนกระโปรงบานเป็นสุ่มๆ เห็นแล้วรู้สึกมีอะไรน่าเล่า

“ก็คิดพล็อตเป็นข้ามภพข้ามชาติไปเสนอขวัญเรือน เบื้องต้นเขาก็สนใจ แต่ยังไม่เริ่มเขียนเพราะตอนนี้เขียนเรื่อง มนตราสิตางคุ์ อยู่ได้ครึ่งเรื่องแล้ว

“เวลาเขียนงานส่วนใหญ่จะคุยพล็อตกับ บก.ก่อน เพราะเราไม่อยู่เมืองไทย ไม่รู้เทรนด์อะไรมา อย่างตอนนี้เทรนด์นิยายจีนมาแรง แต่เราไม่เคยอ่านหนังสือจีน เราก็ไปเขียนแนวนี้ไม่ได้ ก็เลือกเขียนอะไรที่เรารู้สึกกับมัน

“ชอบเขียวนิยายกึ่งท่องเที่ยว อย่างแคนาดาเขานิยมกีฬาฮอกกี้ ก็เอามาเขียนเรื่อง เงาลวง ให้พระเอกเป็นนักฮอกกี้ ช่วงแรกที่เราไปอยู่แคนาดามีประสบการณ์ทำงานไม่ได้สวยหรู ก็เอามาเขียนเรื่อง วิมานเมฆา บอกเล่าชีวิตเมืองนอกไม่ได้สวยหรูนะ ผู้หญิงคิดจะมีสามีฝรั่งมันไม่ใช่คำตอบ บางคนมีสามีดีก็โชคดีไป บางคนไปเมืองนอกต้องทำงานเลี้ยงสามีก็มี

“ที่สนใจหลากหลาย เพราะเวลาเขียนนานๆ ตัวคนเขียนเองที่จะเบื่อ เราอยากได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ คนอ่านก็จะได้ตื่นเต้นไปด้วย เราไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่พอเราเขียนแล้วสนุกเราก็อยากเขียน อย่างมีช่วงหนึ่งแค้นใครสักคน ก็เขียนแนวฆาตกรรม ฉันได้ระบายอารมณ์ (หัวเราะ) พอเขียนจบเรื่องอารมณ์แค้นนั้นก็หายไปพอดี”

ตอนนี้ณารามีพล็อตนิยายอีกหลายพล็อตที่กำลังจัดลำดับและให้มันตกผลึก แฟนๆ นักอ่านไม่ต้องกังวลว่า ภารกิจอื่นๆ จะทำให้ณาราเขียนงานน้อยลงกว่านี้ หรือทิ้งช่วงผลิตงาน เพราะอย่างไรเสียการเขียนก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไปแล้ว

 

20 ชิ้นงาน ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ในการสะสมของเสริมคุณ คุณาวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513918

20 ชิ้นงาน ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ในการสะสมของเสริมคุณ คุณาวงศ์

โดย  เพรงเทพ

“หุ่นกระบอกผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต นับเป็นงานศิลปะไทยแบบประเพณีชั้นสูงโดยแท้ ตั้งแต่การปั้นขึ้นรูปหัวหุ่น ปั้นเครื่องประดับ เช่น ทับทรวง งานเขียนบนใบหน้าแบบจิตรกรรมไทย งานปักและประดับเครื่องแต่งกาย งานปิดทองประดับกระจก เมื่อรวมศิลปะไทยหลายแขนงเข้าด้วยกันแล้วดั่งนี้จึงออกมาเป็นหุ่นหนึ่งตัว

บางคนตีค่าเป็นเพียง “งานฝีมือ” ไม่นับเป็น “งานศิลปะ” นั่นอาจมองเช่นนั้นได้จากมาตรฐานตะวันตก แต่ในทัศนะของผมแล้ว เราควรใช้มาตรฐานของไทยเป็นสำคัญ นั่นคืองานไทยๆ เช่น หุ่นไทย หัวโขน เครื่องละคอน หนังใหญ่ รูปปั้นตู้วรรณคดี พระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนังล้วนเป็นศิลปะสมบัติล้ำค่าที่พวกเรา ทุกคนควรรักษา เชิดชูและสืบทอดต่อไป

“สำหรับงานของอาจารย์จักรพันธุ์ ได้สะท้อนทักษะชั้นครูในเรื่องสัดส่วน การให้องค์ประกอบของสีสัน งานเขียนเส้นบนใบหน้าและความละเอียดอ่อนในการประดับเครื่องแต่งกายแบบสกุลช่างจักรพันธุ์ อันเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน มาร่วมกันรักษาศิลปะไทยแท้ๆ ให้ลูกหลานได้เห็นสืบต่อไปกันมากๆ นะครับ”

เป็นข้อเขียนของ เสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ และโครงการส่งเสริมศิลปะไทย ที่โพสต์ลงใน เฟซบุ๊ก Sermkhun Kunawong ของเขาช่วงปลาย พ.ค. 2560 ก่อนที่จะมีนิทรรศการศิลปะ “จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ในผลงานสะสมของเสริมคุณ คุณาวงศ์ และบุตรสาว พร้อมเปิดตัวหนังสือ “จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปะมีชีวิต ผ่านมุมมอง เสริมคุณ คุณาวงศ์”

นิทรรศการที่รวบรวมและนำเสนอผล งานที่ทรงคุณค่าซึ่งสร้างสรรค์โดย จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในผลงานสะสมของเสริมคุณ คุณาวงศ์ ซึ่งได้สะสมผลงานมากว่า 17 ปี

นิทรรศการในครั้งนี้ประกอบไปด้วย ผลงานตั้งแต่สมัยเรียนของจักรพันธุ์ ภาพเขียนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีไทย ภาพเหมือนบุคคล ภาพในโครงการอนุรักษ์จิตรกรรมไทยประเพณีที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร งานประติมากรรม งานฝีมือแบบไทย เช่น ทับทรวงและหุ่นพระหุ่นนาง ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นมรดกอันล้ำค่าทั้งทางด้านฝีมือการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบทอดต่อไป

นิทรรศการศิลปะครั้งนี้ มีงานให้ชมถึง 20 ชิ้น แม้จะไม่มากนัก แต่ผลงานทุกชิ้นที่นำมาแสดงจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยเทคนิค แตกต่างกันไป ทั้งงานประติมากรรม จิตรกรรม ภาพเหมือนบุคคล ภาพวรรณคดี หุ่นกระบอก และจิตรกรรมไทยประเพณี เป็นต้น ซึ่งสามารถสัมผัสได้ถึงความงามของลายเส้นหรือลายไทยที่อ่อนช้อยผสมผสานเข้ากับศิลปะสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน

สำหรับผลงานที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ ภาพเหมือนบุคคล ชื่อ “สุวรรณี สุคนธา” ภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณคดีไทย ชื่อ “พระไวยเกี้ยวนางวันทองแปลง” ภาพที่อยู่ในโครงการอนุรักษ์จิตรกรรมไทยประเพณีสกุลช่างจักรพันธุ์ โปษยกฤต ชื่อ “ไพร่พลมารของพญาวสวตี มาราธิราชกรีธามาประจญ พระศากยมุนีมหาโพธิสัตว์ยังควงไม้อสตถพฤกษ วัดตรีทศเทพวรวิหาร จากแบบร่างของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และ วัลลภิศร์ สดประเสริฐ พ.ศ. 2544” เป็นต้น

เสริมคุณ เผยถึงที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ว่า โดยส่วนตัวรักและชื่นชอบผลงาน ของ อาจารย์จักรพันธุ์ อยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสจึงมีแนวคิดที่อยากจะจัดงานนี้ขึ้น เพื่อร่วมเชิดชูผลงานของอาจารย์ ผู้เป็นทั้งศิลปินและเป็นครู ผู้ที่เข้าใจในความงดงามแบบไทยอย่างลึกซึ้ง ผลงานของอาจารย์และศิษย์นั้นถือได้ว่า เป็นมรดกอันล้ำค่าทั้งทางด้านฝีมือการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบทอดต่อไป

เมื่อได้สัมผัสกับนิทรรศการงานศิลปะครั้งนี้ แม้มีไม่มากชิ้นนัก แต่ก็ได้อรรถรสในการเสพชมอย่างเต็มอิ่ม ถึงจะจัดแสดงมาตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายก็ไม่น่าที่จะพลาดชม

สุนทรียภาพแห่งนิรมิตศิลป์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ จะจัดแสดงถึงวันที่ 1 ต.ค. 2560 ณ ห้อง 407 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลา 10.30-20.30 น. (ยกเว้นวันจันทร์) โทร.02-214-6630

สำหรับใครที่ยังไม่เต็มอิ่มในการชมงานของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต แนะนำให้ติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งได้เก็บรักษาและรวบรวมศิลปวัตถุเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน ดังนี้ 1.ศิลปวัตถุประเภทงานจิตรกรรม และต้นฉบับแบบร่าง 2.ศิลปวัตถุประเภทงานหุ่น เก็บรักษาหุ่นโบราณ และหุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ 3.ศิลปวัตถุประเภทพุทธศิลป์ 4.ศิลปวัตถุประเภทเครื่องลายคราม และ 5.ศิลปวัตถุประเภทเครื่องดนตรี

สำหรับมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต นับเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตัวสิลปิน โดยมุ่งมั่นพยายามเก็บรักษาศิลปกรรมล้ำค่าและประวัติศาสตร์การสร้างสรรค์ศิลปะของชาติไทย ตลอดจนอนุรักษ์ทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้คงสภาพเดิมอย่างดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความตระหนักในคุณค่าของงานช่างไทยแขนงต่างๆ และวัตถุประสงค์ที่จะทำนุบำรุงให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป ทั้งในลักษณะของงานช่างอันทรงคุณค่าแต่โบราณและงานช่างสกุลหนึ่งในรัชกาลที่ 9

 

ปทุมวันสายอาร์ต! เซลฟี่ใต้ใบบัวลอยฟ้า กับเหล่ามาครับแอนด์เฟรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513951

ปทุมวันสายอาร์ต! เซลฟี่ใต้ใบบัวลอยฟ้า กับเหล่ามาครับแอนด์เฟรนด์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพมหานครไปเสียแล้วสำหรับ “ทางเชื่อมแยกปทุมวัน” ภายใต้แนวคิดการออกแบบอารยสถาปัตย์และพื้นที่ศิลป์สาธารณะที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้สัญจรไปมาในย่านสยาม โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างสมาคมการค้าพลังสยาม หรือที่รู้จักกันในนาม พันธมิตรพลังสยาม (Siam Synergy) และผู้ประกอบการในย่านที่ต้องการคืนกำไรให้สังคม

สยามถือเป็นย่านสำคัญของเมืองหลวง ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การค้า การศึกษา ศิลปะ และนวัตกรรม ปัจจุบันมีจำนวนผู้สัญจรในพื้นที่ย่านสยามเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยจากการศึกษาในปี 2558 ร่วมกับกรุงเทพมหานครและบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ พบว่า สะพานลอยคนเดินบริเวณเหนือสี่แยกปทุมวัน ซึ่งแต่เดิมเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามสแควร์ มีสภาพเก่าและแคบ ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของปริมาณคนเดินเท้าในอนาคตที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 4.9% ต่อปี และอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 9.83% ต่อปี

อีกทั้งสภาพเดิมของทางเชื่อมไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการได้ทั่วถึงตลอดสี่แยก จึงได้ทำการปรับปรุงทางเชื่อมแยกปทุมวันทั้งหมดตั้งแต่ปี 2559 ด้วยงบประมาณของเอกชน เพื่อรองรับคนทุกกลุ่ม ผู้สูงอายุ และผู้ทุพพลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลกที่มีลานลอยฟ้าในย่านสำคัญไม่ว่าจะเป็น ไฮไลน์ นิวยอร์ก, โซล สกาย การ์เด้น และสวนลอยมหานครปารีส เพื่อการสัญจรที่ปลอดภัย ความสะดวกสบายของประชาชน และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลัก รวมทั้งเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง

ทางเชื่อมแยกปทุมวันมีแรงบันดาลใจมาจากชื่อ สี่แยกปทุมวัน จึงมีงานศิลป์นามธรรม (แอบสแทรกต์) รูป “ใบบัว” ลอยอยู่กลาง สระน้ำเป็นร่มเงาให้คนเดินได้โดยรอบ นอกจากนี้ ทางหอศิลปกรุงเทพฯ ยังได้ร่วมมือจัดพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นย่านแห่งศิลปะ เป็นศูนย์รวมสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยและต่างประเทศ โดยเชิญชวนศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังของไทยทั้งแนวกราฟฟิตี้ อิลลัสเตรชั่น ดรออิ้ง และเพนติ้ง รวมทั้งสิ้น 13 ศิลปิน เช่น ยุรี เกนสาคู, พีระพงศ์ ลิ้มธรรมรงค์ (P7), จักรกฤษณ์ อนันตกุล, รักกิจ ควรหาเวช, เมธี น้อยจินดา และชาญณรงค์ ขลุกเอียด มาร่วมสร้างสีสีนให้กับอินสตอลเลชั่นอาร์ตบนใบบัว ซึ่งนับเป็นการรวมตัวกันของศิลปินสตรีทอาร์ตชั้นนำเพื่อสร้างปรากฏการณ์งานศิลปะใจกลางกรุงเทพฯ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

รวมถึงงานศิลปะปลายเปิดของ โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ที่วาดภาพลายเส้นบนฝาผนังรอบสกายวอล์ก เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ความยาวประมาณ 400 ม. และยังได้สร้างสรรค์ผลงานสครับเจอร์ในโปรเจกต์ชื่อ “มาครับแอนด์เฟรนด์”

“สครับเจอร์มาครับและมาจ้ะเป็นโปรเจกต์แรกที่ว่าด้วยเรื่องของการแสดงออกในมิตรภาพ ทั้งความเป็นเพื่อนและครอบครัว ที่สอดคล้องโยงใยกันจนแยกไม่ออก ต่อด้วยมาครับแอนด์เฟรนด์ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ 2 สื่อถึงการที่เรามีเพื่อน การนึกถึงกันทำให้รู้สึกว่าเรามีเพื่อนอยู่เต็มไปหมด งานนี้เลยแตกขยายมาเป็นคาแรกเตอร์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนมาครับ โดยทำเป็น สครับเจอร์ที่ตั้งใจให้มีส่วนร่วมกับคน อยากให้คนมาคลุกเคล้ามากอด และอีกส่วนเป็นภาพฝาผนังซึ่งเป็นเรื่องราวความหลากหลายที่มาอยู่ร่วมกันทั้งผู้คน กิจกรรม เรียกว่าทุกๆ อย่าง”

โลเลยังกล่าวต่อว่า มาครับ เป็นสุนัขตัวโตสูง 7 ม. และมาจ้ะสูง 2.5 ม. ทั้งสองชิ้นงานเป็นส่วนผสมของหลายๆ อย่าง และเขาจงใจที่ทิ้งปลายเปิดไว้ให้คนคิดตามจินตนาการ ซึ่งที่มาของชื่อ มาครับ และ มาจ้ะ เป็นคำตอบเวลาเราเจอหรือเรียกใครสักคน ซึ่งเป็นการตอบสนองกันในแบบที่เราคุ้นเคยและอบอุ่น

“ผมว่าทุกคนจะมีวิธีการของตัวเอง เขียนหนังสือลายมือก็ไม่เหมือนกัน ถ้าให้วาดรูปหมาออกมาก็ไม่เหมือนกัน ผมอาจจะทำงานมานาน ผลิตผลงานออกมาจนคนได้เห็น คนจะบอกว่างานโลเลมันจะรูปร่างที่มันแปลกประหลาดหน่อย ถ้าเป็นเรื่องแต่งก็จะออกแนวเพ้อฝัน หลุดโลก เซอร์ๆ แล้วก็หักมุม เรารู้อยู่แล้วล่ะว่างานเราเป็นอย่างไร แต่ก็อยากให้แต่ละคนนิยามในแบบที่ตัวเองมอง”

ทางเดินสกายวอล์ก เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติไปถึงสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและไอเดียมากมายให้ได้ค้นหา โดยสามารถแวะมาเกาะกอดสรับเจอร์มาครับและผองเพื่อน และถ่ายรูปกับภาพฝาผนังแนวสตรีทอาร์ตได้ที่ชั้น 2 ของห้าง

นอกจากนี้ พันธมิตรพลังสยามยังได้เชิญชวนคนไทยร่วมประกวดตั้งชื่อทางเชื่อมแยกปทุมวัน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 1 แสนบาท ตั้งแต่วันนี้-11 ก.ย. 2560 ประกาศผลวันที่ 25 ก.ย. 2560 และดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ http://www.siam-synergy.com

 

กาญจนา เข็มลาย ทำเกษตร แบบคน(เคย) เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:30 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513950

กาญจนา เข็มลาย ทำเกษตร แบบคน(เคย) เมือง

โดย พาแลง

เมล็ดพันธุ์ผักที่ได้มาจากการลงพื้นที่เรียนรู้แบบทัวร์ซี๊ด (Tour Seeds) จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา นำลงปลูกบนดินในกระถาง ผ่านมา 5 วันต้นเริ่มงอก ทำให้นึกถึงการพูดคุยกับกูรูด้านการเก็บเมล็ดพันธุ์ “พี่จุ่น-กาญจนา เข็มลาย” สมาชิกเกษตรกรในกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ที่ใช้พื้นที่ 5 ไร่ ที่ได้รับเป็นมรดกมาพัฒนาให้เป็นสวนแบบผสมผสานและแหล่งเรียนรู้ด้านการเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ใช่ว่าเธอจะกลายเป็นกูรูได้แบบฉับพลัน เพราะถึงแม้จะมีครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่ชีวิตของกาญจนาก่อนหน้านี้ เรียกว่าเป็นสาวเมืองกรุงเต็มตัว

“อยู่กรุงเทพฯ มานาน ทำงานมีครอบครัว และทำงานอยู่กรุงเทพฯ มาโดยตลอด จนกระทั่งเจอวิกฤตน้ำท่วมตอนปี 2554 และคุณแม่เสีย เราพบว่าในปีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต่อให้เรามีงาน มีเงิน แต่ถ้าเราไม่มีอาหาร เราก็อยู่ไม่ได้ ประกอบกับลูกเราก็เรียนจบปริญญาตรี มีงานทำแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับบ้านตอนปี 2555” พี่จุ่น เล่าที่มาของการกลับบ้านเกิด

มรดกจากครอบครัว แม่แบ่งที่ดินให้ลูก 7 คน อย่างเท่าเทียมคนละ 5 ไร่ พี่จุ่นเองหลังจากกลับบ้านเธอตัดสินใจพลิกที่ดินจากไร่มันสำปะหลังและสวนมะม่วงให้กลายเป็นพืชไร่ พืชสวน และปลูกผักอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่บุ่มบ่าม “ที่ดินผืนเดิมเป็นไร่มันสำปะหลัง แม่ตัดสวนมะม่วงทิ้งเพราะไม่ได้ราคา เราก็มาปรับปรุงดินก่อนลงพืช ภายในพื้นที่ 5 ไร่ เราใช้เป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ปลูกของกิน และปลูกพืชพันธุ์ ท้องถิ่น เป็นสวนผสมผสานกับพี่น้อง พอเรามาทำก็ได้รับโอกาสไปอบรมเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ พอกลับมาก็เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

“ตัวพี่จุ่นเองไม่ใช่คนทำการเกษตร ทำไม่เป็น ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ตอนเริ่มบุกเบิกเราฝึกเริ่มทำทีละนิดทีละเล็กละน้อย ไม่ได้วาดผังว่าจะปลูกอะไรตรงไหน ส่วนหนึ่งเพราะทำอะไรไม่เป็นมาก่อน เพราะเรายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้ผล ถ้าลงตูมทีเดียวก็ไม่รู้จะได้ทุนเมื่อไหร่ ทำตามกำลัง เช่น ถ้ามีกล้วยก็เอาหน่อไปปลูก และเอาพืชอย่างอื่นแทรกเข้ามา ไม่ลงทุนตูมเดียว คือ ปลูกพืชอายุสั้นรอ เรียนรู้ไปทีละนิดๆ ถึงแปลงจะไม่สวยเท่าของคนอื่น แต่ทำให้เราไม่เสี่ยงกับโรค และทำให้มีของกินตลอด ไม่ต้องซื้อ”

กาญจนา บอกว่า พื้นที่ อ.สนามชัยเขต ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งและมีความมั่นคงทางอาหารในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งระบบควบคุมการผลิตภายในกลุ่มและการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล เป็นต้นแบบของพื้นที่ในโซนภาคตะวันออก “เครือข่ายของเราไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตหรือขายอย่างเดียว เราสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคเหมือนเป็นพี่น้อง และช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เวลาเจอภัยธรรมชาติ เราเคยเป็นผู้ประสบภัยเมื่อปี 2554 เพราะเจอวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ พอเขาเจอน้ำท่วม ก็ส่งเมล็ดพันธุ์ไปให้ เราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วย เราไม่ได้ช่วยแค่ตัวเอง เราได้ช่วยเพื่อนๆ ด้วย”

“ในสวนของเราต้องปลูกพืชที่เรากินได้อย่างน้อย 15 ชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นพืชพันธ์ุท้องถิ่น เช่น ชะมวง มะละกอ ชะอม บวบงู น้ำเต้า ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ฯลฯ พี่ว่าไม่พอ เพราะเราอยากกินโน่นกินนี่ ก็ปลูกตามที่เราอยากกิน หรือเท่าที่เราอยากได้เมล็ดพันธุ์ได้ จนเต็มพื้นที่ บางทีก็ไปขอเมล็ดขอกิ่งเขามา ก็เอามาแบ่งกัน ก็แบ่งกันก็ได้เจอกัน คุยกัน แบ่งปันกัน ยิ่งคนเมืองยิ่งเห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ ก็สนใจถามมีอย่างนี้ด้วยเหรอ อยากได้อยากกินก็หามาปลูก เพราะเราก็ได้กินด้วย ได้ขายด้วย ก็ดีใจแล้ว เพราะความที่เราเป็นคนเมือง พอเรากลับมาอยู่ก็มีความรู้สึกว่ามันได้ใจ”

“จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีความรู้เรื่องเกษตรเลย มันร้อน มันเหนื่อย ทำใหม่ๆ ขายไม่ออก ไม่มีที่ไป ขนไปบริจาคหมดเลย” พี่จุ่น เล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ เธอบอกว่า การเริ่มต้นจากผู้ให้ ดึงดูดให้คนอื่นๆ เดินทางมาหาเธอมากขึ้น จากเครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์ “มีคนมาเยี่ยมกลุ่มเรา ก็กลายเป็นช่องทางขายเล็กๆ น้อยๆ ทำเกษตรอินทรีย์จะขายแต่ผักสดเท่านั้น ต้องเปลี่ยนวิถีการขายผักสด ทำเมล็ดพันธ์ุ กิ่งตอน กิ่งพันธุ์ ทุกอย่างที่เป็นของเกษตรเราก็สามารถเอามาสร้างรายได้ได้ทั้งหมด ในสวนเราขายได้ทุกอย่าง เราแบ่งปัน มีเพื่อน การแชร์ การได้รับความรู้จากกลุ่มพี่น้อง ก็เอามาดัดแปลงกับของเรา สุดท้ายเราก็ส่งต่อ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เยอะเลย ตอนนี้กำลังอินเลย เวลามีคนชวนให้ไปค้างที่ไหน ไม่อยากจะไป ห่วงสวน (ยิ้ม)”

มากกว่าการปลูกผักเพื่อกิน หรือเน้นปลูกผักสดเพื่อเก็บขายตามฤดูกาล กาญจนา มองไกลถึงการทำพื้นที่ให้เป็นแปลงที่ปลูกเพื่อเน้นการเก็บเมล็ดพันธุ์ “เหตุผลข้อแรก คือ เราเป็นคนเมืองมาก่อน ก็ออกตัวว่าไม่ถนัดนักกับการทำงานลงพื้นที่หนักๆ อย่างพี่สาวของพี่จุ่นจะเป็นคนขยันมาก เขาจัดการเรื่องแรงงานได้ดี แต่เราพอกลับมามองตัวเอง พี่จุ่นเป็นคนเรื่อยๆ ก็เลยมองหาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์ ถ้าใส่ใจรายละเอียด เราจะได้เปรียบเรื่องราคา ได้ใจกว่าปลูกผักสดแล้วขาย เรื่องรายได้ของคนที่ปลูกผักแล้วขายเลย ยกตัวอย่างเช่น ผักสดบางชนิด ในฤดูกาลจะขายได้ 30 บาท/กก. เราไม่ขายผักสด แต่จะรอให้เขาแก่ เติบโต อดใจรออีกสัก 2-3 สัปดาห์ จะได้ส่วนที่เป็นเมล็ด 1 กก.ของผักสด มันได้อีก 10 เท่าของราคาผักสด หรือผักบางตัวมันจะมีราคาเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะ เราได้เรียนรู้วิถีของเขาค่อนข้างเยอะ” พี่จุ่น ให้ภาพ

กาญจนา บอกหลังจากถูกป้อนคำถามว่ารายได้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับการอยู่ในเมืองกรุง “ไม่ได้มีรายได้อะไรเยอะนะ แต่เราไม่ค่อยมีรายจ่าย ข้าวก็มีกินเอง ปลูกผักในแปลงก็พอกินทุกวัน ซื้อบ้างแค่เนื้อสัตว์ มีรายได้เข้ามาวันละ 200-300 บาท ก็อยู่ได้แล้ว แต่จริงๆ แล้วก็มากกว่านั้น แต่ที่สุดของการทำงานตรงนี้ คือ ความสุขที่ได้ปลูกแล้วได้เห็นผล และเราได้กินเอง มัน ดีใจ๊ ดีใจ แค่กล้วยออกลูก มะเขือมีลูก มัน ดีใจมากเลย”

 

กะเทยไทยในสายตาจีน หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513914

กะเทยไทยในสายตาจีน หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก

โดย นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เมื่อชาวจีนถามถึงเมืองไทย แทบไม่มีใครไม่ถามถึงกะเทย

จะไม่ถามได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลภาษาจีนที่อธิบายถึงกะเทยไทย ประหนึ่งพล็อตหนังไซไฟ เขย่าขวัญ

ที่สำคัญคือ 10 ปีที่แล้วผมเห็นคำอธิบายผิดๆ อย่างไร 10 ปีที่ต่อมาก็เห็นคำอธิบายผิดซ้ำเดิมคงอยู่อย่างนั้น อ่านแล้วได้แต่ “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก”

ป๋ายตู้จีนในวันนี้ยังคงอธิบายอย่างที่ผมเคยเห็นในสื่อจีนทั้งหลายมากว่า 10 ปีที่แล้วว่า…

“กะเทยคือกลุ่มชายแปลงเพศที่เลี้ยงชีพด้วยการแสดงโชว์ในธุรกิจท่องเที่ยว รูปร่างเอวบางร่างน้อย ถ้าจะต่างจากผู้หญิงก็ที่พวกเขามีฝ่ามือฝ่าเท้าใหญ่ บ้างยังเป็นชาย บ้างแปลงเพศแล้ว กะเทยทั้งหลายเป็นกะเทยเพราะสภาพสังคมบังคับให้เป็น พวกเธอจึงกลายเป็นเพียงวัตถุ เพื่อให้ผู้คนเชยชมในความสวยงาม สนุกสนาน…”

ดราม่าบังเกิดขึ้นแล้ว…

“ไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเรื่องเพศเฟื่องฟูมาแต่ไหนแต่ไร มีคติเกี่ยวกับสตรีเพศต่างจากจีนมาก ไทยดูถูกความยากจนแต่ไม่ดูถูกอาชีพขายบริการ จึงมีผู้หญิงจำนวนมากเข้าทำงานในสถานบันเทิง และสังคมก็ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามพวกเขาแต่อย่างใด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เช่น พัทยา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ต่อมาจากนั้นจึงมีธุรกิจขายบริการของพวกรักร่วมเพศ แล้วจึงทำให้เกิดกลุ่มชายที่แปลงเพศเป็นกะเทยในที่สุด”

“เพราะผู้หญิงในธุรกิจสถานบันเทิงทำเงินได้ดี จึงมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ต้องหาเลี้ยงชีพคิดหาวิธีแปลงเพศเป็นผู้หญิง แถมยังมีพวกค้ามนุษย์ที่ทำธุรกิจมืด ลักพาเด็กทั้งหลายไปแปลงเพศเป็นกะเทย กลุ่มกะเทยจึงเกิดขึ้นมาก” !?!?!?!….

“ทศวรรษที่ 20 มีปริมาณกะเทยในประเทศไทยถึง 2 หมื่นคน โดยมีอายุ 14-50 ปี มักอยู่ในแถบพัทยาตามบาร์เหล้าและไนต์คลับ จึงสามารถพบเห็นกะเทยตามแหล่งท่องเที่ยวราตรีในไทยได้อย่างแน่นอน นอกจากมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม พวกเขายังมีความสามารถในการเต้นรำแสดงโชว์อย่างยิ่ง”

จากความละเอียดลออของความเป็นมาสถิติและแหล่งอาศัย เห็นชัดว่ากระทิงไทยได้รับความใส่ใจน้อยกว่ากะเทย

“ในประเทศไทย กะเทยส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน สามารถบอกได้เลยว่าแทบไม่มีลูกชายบ้านคนรวยที่ไหนยอมไปเป็นกะเทย และในประเทศไทยเองจะมีโรงเรียนฝึกอบรมกะเทยโดยเฉพาะ”

เรื่องกะเทยมาจากครอบครัวยากจน คงผสมโรงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตขันทีจีน ส่วนเรื่องโรงเรียนฝึกอบรม หวังว่าชาวจีนจะไม่ได้เข้าใจผิดคิดว่าโรงเรียนชายล้วนใดในไทยเป็นโรงเรียนฝึกกะเทย

“ปกติจะเริ่มต้นฝึกกันตั้งแต่ 2-3 ขวบ จะฝึกทั้งการแต่งกาย แต่งหน้า ให้ทำงานอดิเรกแบบผู้หญิง ที่สำคัญที่สุดคือจะให้ทานฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อยับยั้งการเจริญเติมโตของระบบอวัยวะเพศชาย เสริมให้พัฒนาการเจริญเติบโตไปทางเพศหญิง โดยทั่วไปต้องทานต่อเนื่องเป็นสิบปี หลังจากนั้นอวัยวะที่แสดงความเป็นชายทั้งหลายก็จะลีบเล็ก กล้ามเนื้อลดน้อย ผิวพรรณละเอียดนุ่มนวลขาวผ่อง รูขุมขนเล็ก หน้าอกขยาย มีรูปร่างเป็นหญิง แต่สูงสง่า กลมกลึง และมีราศีกว่าผู้หญิงทั่วไป”

“สาเหตุที่ประเทศไทยมีกะเทยมากนั้นมีหลายองค์กรเคยวิเคราะห์วิจัย แต่มีสาเหตุไม่แน่ชัด อย่างไรก็ตามน่าจะมาจากศาสนา ภูมิประเทศ การศึกษา และสภาพสังคมที่มีอิสระ”

ฟังดูมีหลักการไม่ใช่น้อย เลยขอดูหน่อยว่าองค์กรทั้งหลายเค้าวิเคราะห์ว่าอย่างไร?

“ด้านศาสนา ไทยนับถือพุทธหินยาน เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา พุทธหินยานนั้นต่างกับพุทธมหายานตรงที่ว่าให้ความสำคัญกับการตื่นรู้เฉพาะแต่ละบุคคล ความเคารพในบุคคลอื่นจึงเป็นจุดเด่นของไทย เราจะเห็นได้ว่ามารยาทคนไทยจะใช้อาการไหว้กับผู้คนทั่วไป ซึ่งเป็นอาการเดียวกับการไหว้พระ”

คนเขียนบทความนี้จึงสรุปว่าชาวไทยเคารพคนทั่วไปเท่ากับเคารพพระ?!?!?

“เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คนไทยจะมีคำถามในใจก่อนว่า ฉันมีสิทธิอะไรหรือไม่ที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ชาวไทยจึงมักไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ดังนั้นการเป็นกะเทยในไทย จึงไม่ถูกดูถูกแต่อย่างใด”

“ด้านภูมิประเทศ ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ชาวไทยจึงเนือย และมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ทำเลตามตำราฮวงจุ้ยอยู่ในตำแหน่ง “คุน” มีความชื้นสูง ซึ่งก็คือมีความเป็น “หยิน” สูง แผ่นดินไทยโอบเข้าหาน้ำ ด้านเหนือเป็นเขา มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยถูกรุกรานจากต่างประเทศมากว่า 270 ปี รูปร่างแผ่นดินประเทศไทยหากเปรียบเป็นร่างกายผู้หญิง ภาคใต้เปรียบเหมือนเรียวขา เมืองหลวงจะอยู่ในตำแหน่งอวัยวะเพศหญิง ทำให้เป็นประเทศที่มีความเป็น “หยิน” มากขึ้นไปอีก อิทธิพลนี้ทำให้ผู้คนสุภาพเรียบร้อย แต่เพศชายมีโอกาสสับสนในเพศได้ เช่นที่บางคนบอกว่ากะเทยเป็นตามธรรมชาติก็เกิดจากสาเหตุนี้”

ฮวงจุ้ยก็มา…

“ด้านการศึกษา ประเทศไทยเน้นจรรยามารยาท เด็กๆ ได้รับการสอนสั่งเรื่องศาสนา และความสุภาพเรียบร้อย โรงเรียนส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ข้างวัด เด็กยืนคุยกับผู้ใหญ่หรือเดินผ่านผู้ใหญ่จะต้องค้อมตัว ผู้ชายพูดเสียงดังจะถูกหาว่าไม่มีมารยาท”

จัดว่ามองไทยในแง่ดีอยู่ไม่น้อย… “แม้กะเทยในไทยจะไม่ได้รับการยอมรับในกระแสสังคมหลัก แต่ก็ไม่ได้ถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ในโรงเรียนมีนักเรียนกะเทย ในตลาดและร้านค้าก็มีพ่อค้าแม่ค้ากะเทยได้เช่นกัน”

“กะเทยส่วนใหญ่เลือกเส้นทางนี้เพราะมีรายได้ดี มีบ้างที่เป็นเพราะธรรมชาติ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้แล้วทุกคนจะพบว่าต้องอดทนต่อความยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจ รายได้ก็ไม่ได้หามาง่ายๆ อย่างที่คิดไว้ กฎหมายระบุว่าพวกเขาเป็นผู้ชาย แต่ชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นผู้หญิง หากจะเข้าห้องน้ำ ต้องดูว่าวันนั้นแต่งกายเป็นชายหรือเป็นหญิง แล้วเลือกเข้าตามการแต่งกาย”

“กะเทยมีชีวิตงานแสดงเพียงช่วงสั้นๆ โดยปกติแล้วกะเทยจะมีอายุยืนเพียง 35-40 ปี ช่วงชีวิตก่อน 18 ปีเป็นวัยแห่งการเติบโต พอช่วย 18-25 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะรับงานแสดงต่างๆ สร้างโอกาสให้ตัวเอง พอ 26 ปีขึ้นไปก็เข้าสู่วัยชรา เปรียบได้กับช่วงอายุ 55 ปีของคนทั่วไป ที่พวกเขาอายุสั้นก็เพราะการทานฮอร์โมนเพศหญิงต่อเนื่อง ยิ่งใช้ก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณมากเข้า และเมื่อเข้าสู่ช่วงร่วงโรย ความเป็นชายก็จะเริ่มปรากฏชัดขึ้น ผิวหยาบ รูขุมขนใหญ่ เสียงแหบห้าว ฮอร์โมนที่ใช้จะไม่มีผลอีกต่อไป ต้องอยู่กับความทุกข์ทางกายและทางจิตใจต่อไปตลอดชีวิต…”

วัฏจักรและระบบนิเวศของกะเทยไทยจึงช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก…

ฉะนั้นสายตานักท่องเที่ยวจีนที่มุงขอถ่ายรูปกลุ่มนักแสดงโชว์สาวประเภทสองตามแหล่งท่องเที่ยว จึงล้วนแฝงไปด้วยคำอธิบายอย่างบิดเบี้ยวข้างต้น และความบิดเบี้ยวยังกระจายอยู่ในมุมมองจากสื่อจีน

สื่อจีนเสนอเรื่องกะเทยไทยทีไร ก็พยายามเค้นให้เนื้อหาได้อารมณ์ตามข้อมูลพื้นฐานข้างต้น

ไม่แน่ใจว่าคำอธิบายและสถิติข้างต้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน แต่น่าแปลกใจที่คำอธิบายนี้ไม่เคยถูกแก้ไข อาจเป็นเพราะมันสนองจินตนาการชาวจีนที่ชื่นชอบให้โลกภายนอกประหลาดพิสดาร คุ้มค่าแก่การท่องเที่ยว หรืออาจเป็นเพราะฝั่งการท่องเที่ยวไทยก็ไม่ได้เสียประโยชน์จากการโปรโมทความพิสดารนี้ หรืออาจเป็นเพราะแค่ไม่มีใครใส่ใจและเดือดร้อนในคำอธิบายผิดๆ แบบที่คนจีนยัดเยียดวลีให้คนไทยแบบ Stereotype เป็นคำว่า “ไม่เป็นไรๆ”

กะเทยไทยในความคิดของชาวจีน จึงยังคงมีชีวิตที่ “หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก” อยู่อย่างนี้เรื่อยมา n

 

ความสุขที่ปลายเท้า แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513968

ความสุขที่ปลายเท้า แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา

โดย นกขุนทอง

ไม่ได้โหนกระแส ที่ตอนนี้คนกำลังนิยมออกกำลังกาย ด้วยการ “วิ่ง” ทว่า “แวซายน์-วรัญญภัสสร์ สิรินิธิยประภา” ดีเจแห่งคลื่น GET 102.5 เลือกการวิ่งเป็นกีฬาโปรด แถมยังกลายมาเป็นไลฟ์สไตล์ เพราะวิ่งมาตั้งแต่อายุยังน้อยจนโตเป็นสาวสะพรั่ง สุขภาพดี รูปร่างดี มีสุขภาพจิตที่ดี ก็เพราะการวิ่งนี่ละ

เริ่มต้นชีวิตนักวิ่งลมกรด

“ตั้งแต่สมัยอยู่ประถม เรียนที่วัฒนาวิทยาลัย มีวิชาพละ แล้วเรารู้สึกว่าเราวิ่งได้เร็ว นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ชอบวิ่ง พอวิ่งได้ที่หนึ่งของห้อง ชนะคนตัวสูงสุดของห้องเรายิ่งชอบ ตอนเด็กซายน์จะตัวเล็กมาก พอวิ่งชนะ ทุกคนก็
โอ้โห ปรบมือเซอร์ไพรส์มากที่เราวิ่งได้เร็วขนาดนั้น  ซึ่งซายน์ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองวิ่งได้เร็ว

บางคนตอนเด็กๆ อาจไม่ชอบเรียนพละ แต่ซายน์เป็นคนชอบวิชาพละมาก พอเริ่มฮึกเหิมรู้สึกว่าเราเป็นคนวิ่งได้เร็วก็ลงแข่งวิ่งเรื่อยๆ ได้เหรียญมาก็หลายเหรียญ จนมาถึงระดับมัธยมก็ยังลงแข่งวิ่งอีก”

แม้กระทั่งเรียนระดับอุดมศึกษา ซายน์เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ก็ยังต้องวิ่งและวิ่งหนักกว่าเดิมเสียอีก “ต้องวิ่งกันทุกวัน เพราะมีกฎว่า เชียร์ลีดเดอร์ทุกคนจะต้องวิ่งรอบสนามจุ๊บ (สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จะวิ่งตั้งแต่ 16.30-17.00 น  ถ้าให้นับรอบอย่างน้อยก็เป็นสิบรอบได้

ทุกครั้งที่โดนทำโทษ เช่น มีคนที่ไม่ยิ้ม หรือทำไม่พร้อมกัน พี่ๆ ก็จะให้วิ่งรอบสนามจุ๊บ เคยวิ่งรอบสนามจุ๊บมากสุด คือ 23 รอบในวันเดียว โหดมาก (หัวเราะ) แต่ซายน์โชคดีที่ซายน์ชอบวิ่งอยู่แล้ว แล้วซายน์วิ่งเป็นอันดับหนึ่งของเชียร์ลีดเดอร์รุ่นนั้น

ซายน์วิ่งนำแล้วบิ๊วด์คนอื่น เฮ้ย…วิ่งได้ เชื่อซายน์ถ้าคิดว่าสนุกมันก็จะสนุก ไม่เคยรู้สึกไม่ชอบการถูกทำโทษเลย อย่างคนอื่นเขาจะร้องไห้พอรู้ว่าต้องวิ่ง แต่เราจะชอบมากที่พี่ๆ เขาให้วิ่ง ทั้งวิ่งทำโทษและวิ่งก่อนซ้อมเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรง วิ่งเพื่อเอาแรง”

วิ่งได้อยู่กับตัวเอง

แวซายน์ได้ประโยชน์จากการวิ่งหลายๆ ด้าน จึงทำให้เธอไม่เคยคิดหยุดวิ่ง โดยเฉพาะเวลาเครียด มีปัญหาแก้ไม่ตก แค่ออกวิ่ง ก็รู้สึกได้ปล่อยวางปัญหาเหล่านั้นตัวเบาสบายขึ้น

“ซายน์ว่าการวิ่งทำให้เรามีสมาธิที่ดี แล้วก็เบิร์นได้ความแข็งแรงของร่างกาย ทำให้เรารู้สึกว่าร่างกายของเรามันสดชื่น ทำให้ร่างกายของเราไม่ค่อยเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เชื่อว่าที่ทุกวันนี้ซายน์แข็งแรง ส่วนหนึ่งมาจากการวิ่งนี่ละ

ต่อให้ซายน์จะไปโยคะ ตีแบด ว่ายน้ำ ก็ยังทำสลับกับการวิ่งอยู่ดี  อยู่บ้านก็วิ่งรอบหมู่บ้านได้ ไปทะเลก็วิ่งริมหาด ต่อให้ไปเขาก็วิ่งได้ มันวิ่งได้ทุกที่จริงๆ บางวันก็วิ่งบนลู่ ถ้ามีโอกาสก็นัดกับเพื่อนไปวิ่งตามสวนสาธารณะ

การวิ่งเป็นกีฬาที่ง่าย วิ่งคนเดียวได้ ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เยอะ ปกติถ้าซายน์ไม่ได้วิ่งลู่ ซายน์จะออกไปวิ่งที่สวนเบญจสิริ สุขุมวิท และอีกที่ก็สวนสันติภาพ ตรงซอยรางน้ำ ซายน์จะวิ่งประมาณ 45-60 นาที  ถ้านับเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลได้ เริ่มวอร์มร่างกายสัก 10 นาที วิ่งอีก 20-30 นาที แล้วก็คูลดาวน์อีก 15 นาที  หรือถ้าวิ่งบนลู่วิ่งก็ใช้เวลาประมาณเดียวกัน”

เทคนิคการวิ่งของแวซายน์

หลายคนที่อยากวิ่ง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วิ่งแล้วเกิดอาการบาดเจ็บก็เสียกำลังใจ หยุดวิ่งไปเลย หรือบอกว่า การวิ่งเป็นกีฬาที่เหนื่อยมาก แวซายน์มีเทคนิคดีๆ มาช่วยเชียร์อัพให้ทุกคนอยากลุกอกมาวิ่งกัน

“การวิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วอย่างเดียว เดินเร็วก็ได้ จ๊อกกิ้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงหรือความฟิตของร่างกายในช่วงนั้น คือมันวิ่งได้ตลอดจริงๆ

ซายน์จะมีทริกของซายน์ อย่างเช่นถ้าหลายคนบอกว่า การวิ่งน่าเบื่อ เวลาวิ่งก็ให้เปลี่ยนจังหวะในการวิ่ง อย่างรอบแรกอาจเดินเร็วก่อน รอบสองวิ่งเหยาะๆ แล้วก็วิ่งเร็วสลับไปมา ถ้ารู้สึกว่าน่าเบื่อก็เปลี่ยนเป็นวิ่งกระโดดไปเรื่อยๆ มันก็เร็วเหมือนกันแล้วสนุกด้วย

การวอร์มร่างกายก่อนวิ่งสำคัญมาก  ถ้าไม่วอร์มร่างกายให้เพียงพอ หรือลงสนามปุ๊บไม่ยืดไม่วอร์ม หรือว่าลงปุ๊บวิ่งเร็วเลยก็ไม่ได้ ต้องให้ร่างกายปรับตัวแล้วเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ พอวิ่งเสร็จก็ควรยืดเส้น สำคัญมากเหมือนกัน

ซายน์เคยมีช่วงที่แบบวิ่งเสร็จแล้วยืดร่างกายไปนิดหน่อยแล้วก็รีบไปทำอย่างอื่น ผลที่ได้คือมีอาการบาดเจ็บตามมา ตัวจะตึงๆ กล้ามเนื้อบาดเจ็บ หลังจากนั้นต่อให้รีบแค่ไหนก็ต้องยืดเส้นยืดสายให้เรียบร้อยก่อนเสมอๆ ค่ะ

ใครที่อยากวิ่งนะคะ อันดับแรกควรซื้อรองเท้าให้ถูกต้องก่อน อุปกรณ์ช่วยได้ อย่างซายน์มีรองเท้าวิ่งค่อนข้างเยอะ เดี๋ยวนี้รองเท้าวิ่งกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว นอกจากใส่วิ่งแล้วยังใส่ไปเที่ยวเมืองนอกเวลาที่ต้องเดินเยอะกว่าปกติ หรือใส่ในชีวิตประจำวัน

รองเท้าวิ่งสำคัญนะคะ ซายน์เองติดตามพวกนวัตกรรมเสมอ รองเท้าวิ่งที่ดีจะช่วยซัพพอร์ตเท้าของเรา จังหวะที่เราวิ่งมันเป็นแรงกระแทก รองเท้าวิ่งจะไปลดแรงกระแทก อย่างคู่ล่าสุดที่ซายน์มี เขาเคลมว่าเปรียบเสมือนวิ่งอยู่บนฟองอากาศ ซึ่งซายน์ก็รู้สึกว่าใส่วิ่งแล้วปวดขาน้อยลง เหมือนมันวิ่งได้นานขึ้น

อีกอย่างที่ควรให้ความสำคัญคงเป็นชุดใส่วิ่ง ซายน์จะชอบใส่สปอร์ตบราเสื้อกล้ามที่เป็นผ้าสำหรับใส่ออกกำลังกายโดยเฉพาะ เพื่อให้ระบายเหงื่อ แล้วมักจะใส่ขาสั้นสำหรับวิ่ง

ผ้าจะลื่นๆ บางๆ มันๆ ข้างในจะมีตัวซัพพอร์ตกันไม่ให้โป๊เวลาเราคลายเส้นยืดเส้น”

“วิ่ง” ไม่เกี่ยวกับใครเลย อยู่ที่คุณคนเดียว พร้อมที่จะออกมาวิ่งแล้วหรือยัง