ชีวิตไม่ติดทุกข์ สิทรา พรรณสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513963

ชีวิตไม่ติดทุกข์ สิทรา พรรณสมบูรณ์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : สิทรา พรรณสมบูรณ์

“แมคโครไบโอติกส์ การกินอาหารและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ” เป็นหนังสือเกี่ยวกับแมคโครไบโอติกส์เล่มแรกๆ ในเมืองไทยที่ “สิทรา พรรณสมบูรณ์” เขียนขึ้น เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่โชคร้ายป่วยเป็นมะเร็ง แล้วเธอก็ขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ชีวิตวันนี้มีคุณค่า หนึ่งในประจักษ์พยานคือหนังสือแมคโครไบโอติกส์ที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน หากทุกวันนี้ยังติดอันดับขายดีตลอดกาล

ถือเป็นหนึ่งในหนังสือยอดนิยมสำหรับการซื้อไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยมะเร็ง หากสิทรามิได้ดีใจที่หนังสือทำยอด แต่ดีใจที่มันอาจมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยมะเร็ง ได้มีทางเลือกและมีหนทางปฏิบัติตัวเรื่องการกินอยู่ เหมือนในอดีตที่ครั้งหนึ่งเธอได้รับโอกาสนั้น

สิทราป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ได้รับการวินิจฉัยให้ตัดเต้านมทิ้ง ตัดไปข้างหนึ่งแล้วแต่ไม่แล้ว เนื่องจากมะเร็งชนิดที่สิทราเป็น มีข้อบ่งชี้ว่าอีกข้างที่เหลือจะมีปัญหาตามมา นัดวันเข้าโปรแกรมรักษาเต้านมอีกข้างต่อไปเลย ขณะรอพักฟื้น ได้อ่านหนังสือเยี่ยมไข้ที่มีผู้หวังดีนำมาให้

“Recalled by Life” คือหนังสือเล่มนั้น มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “ข้าพเจ้าหายป่วยจากมะเร็งได้อย่างไร” เขียนโดย นพ.แอนโธนี่ แซททิลาโร ซึ่งล้มป่วยลงด้วยมะเร็ง มีคนนำหนังสือเกี่ยวกับการกินอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ไปให้นพ.แอนโธนี่อ่าน นายแพทย์ท่านนี้ประทับใจมาก ปฏิวัติวิถีชีวิตกระทั่งหายป่วย

เรื่องนี้ยังความประทับใจแก่สิทราเช่นกัน เธอคว้าโอกาสนั้นและทำให้มะเร็งหายไปจากชีวิต เมืองไทยสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีใครคุ้นเคยกับคำว่าแพทย์ทางเลือก แต่สิทราก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เลือกทางเดินที่แจ่มกระจ่างอยู่ตรงหน้า

“ดิฉันเป็นมะเร็งเต้านมที่เจอในระยะต้น ทันทีที่ตรวจพบ แพทย์ผู้ทำการรักษาขอให้ผ่าตัดทันทีภายใน 24 ชั่วโมง ตกใจและขาดสติ เมื่อหมอบอกให้ตัดก็ตัด ไม่คิดเลยว่านี่คือร่างกายของเรา”

หนังสือทำให้สิทราฉุกคิดว่า ทำไมเราไม่ทำบ้าง ทำไมไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ในเมื่อร่างกายนี้ก็ของเรา หรือจะเดินเข้าออกโรงพยาบาลนี้ต่อไป ด้วยความเศร้าเคร่งเครียดและสับสนอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ จิตตก หดหู่ ชีวิตมีความหมายแค่การรอคอยว่าหมอจะพูดอะไร

“นี่คือชีวิตของเรามิใช่หรือ ทำไมให้หมอมาตัดสินใจ การผ่าตัดเต้านมทำให้เราแย่ เราไม่เอาอีก ตัดสินใจเด็ดขาด จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต ทันทีที่ตัดสินใจ ก็หนีหมอออกจากโรงพยาบาลมาเลย”

แน่วแน่เพราะเชื่อมั่นในแนวทางธรรมชาติ สิทราไม่เสียเวลาหรือลังเล เธอใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานแค่ 2-3 วัน โดยวันที่ออกจากโรงพยาบาลไม่ได้บอกหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัวแม้แต่คำเดียว รวมทั้งไม่ติดต่อกลับไปอีก  ครั้งเดียวก็ไม่ ถือว่าเลือกแล้ว

“โชคดีที่คนใกล้ตัวก็สนับสนุน สมาชิกในครอบครัวทุกคนเคารพในการตัดสินใจของดิฉัน เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าครอบครัวไม่เข้าใจ การตัดสินใจต้องยากกว่านี้”

ความกล้าในการตัดสินใจ อาจได้มาจากบิดา อบ วสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตประธานสภาหอการค้าไทย สิทราเล่าว่า บิดาเข้มงวด เป็นคนจริงและเด็ดเดี่ยว สิ่งเหล่านี้ได้มาจากท่าน

สิทราเรียนบัญชีตามความต้องการของบิดา เพื่อจะได้เป็นกำลังช่วยธุรกิจของครอบครัว แม้ไม่ชอบแต่ก็เรียนได้ จบแล้วบินไปเรียนต่อด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ทำงาน แต่งงาน มีความสุข

สมัยสาวใช้ชีวิตเต็มที่โลดแล่นอยู่ในวงสังคม เป็นนักจัดปาร์ตี้คนหนึ่ง ที่ชอบนัดเพื่อนฝูงมาเฮฮา ออกกำลังกายเต็มที่ กินอาหารเต็มที่ กินทุกอย่างที่อยากกิน กินทุกอย่างที่อร่อย ชีวิตเดินทางมากระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในวันที่รู้ว่ามีเนื้อร้ายในทรวงอก

ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตมากินอยู่ง่ายๆ ศึกษาเรื่องอาหารแมคโครไบโอติกส์ ขณะนั้นเมืองไทยมีความรู้ด้านนี้จำกัด สิทราสั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้จากต่างประเทศทั้งหมด แม้กระทั่งเดินทางไปอังกฤษ เพื่อเรียนรู้เรื่องแมคโครโบโอติกส์ที่นั่น ประทับใจมากและคิดว่าต้องทำให้ได้ ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ให้ได้

“ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่าธรรมชาตินี้มหัศจรรย์ และตัวเราเองนี้มีพลังความสามารถที่จะรักษาตนเองได้ หากตั้งใจทำจริง ดิฉันตกลงใจเลิกทำงาน หันมาให้เวลาแก่ตนเองให้มากขึ้น

”การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากครอบครัวก่อน สิทราชักชวนสามีให้ออกไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัด เมื่อแรกแต่งงานได้ซื้อที่ดินเก็บไว้ผืนหนึ่ง พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ปัจจุบันคือบ้านน้ำสวย เขาใหญ่ ได้ปลูกบ้านและใช้ชีวิตใน “วิถีโบราณ” หมายถึง กินอยู่ตามธรรมชาติ เหมือนคนรุ่นเก่าๆ

หลักการที่สำคัญของแมคโครไบโอติกส์ ก็คือการกินและการใช้ชีวิตให้สมดุลกับธรรมชาติ อาหารกินอยู่ง่ายๆ ไม่ปนเปื้อนไม่ปรุงแต่ง ควรทำอาหารกินเอง เลี่ยงการซื้ออาหารสำเร็จรูป ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงทุกรายละเอียดของชีวิต สิทรา
ย้ำว่า ให้ฟังร่างกาย Listen to your body

“เสียงที่จะบอกเราในทุกวันว่าสิ่งที่เราทำนั้น ส่งผลอย่างไร รู้สาเหตุแก้ที่สาเหตุ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณป่วย บางคนออกแดดแล้วปวดหัว บางคนได้กลิ่นบางอย่างแล้วคลื่นไส้ อะไรก็ตาม คุณต้องฟังเขา เขาจะบอกคุณเองว่าคุณต้องทำหรือไม่ทำอะไร”

แรกใช้วิธีจด สิทราจดทุกอย่าง เรียนรู้ร่างกายตัวเองว่าเหมาะกับอะไรไม่เหมาะกับอะไร ยังมีช่วงเวลา เช่น กินอะไรเป็นอย่างแรก กินแล้วท้องเสียไหม กินแล้วอึดอัดไหม ในที่สุดก็จะรู้ไปเองว่า สมดุลของตนนั้นอยู่จุดใด รวมทั้งที่ก็จะรู้ตามมาว่า สิ่งที่เคยรู้ สิ่งที่เคยใช่ สิ่งที่เคยสมดุล ในที่สุดก็จะไม่เป็นอย่างนั้น

“ตัวเราและทุกอย่างรอบตัวเราล้วนเป็นอนิจจัง มันไม่คงที่แน่นอนหรอก มันไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไปหรอก มันจะเปลี่ยน ความสมดุลในร่างกายของเราจากอย่างหนึ่ง เปลี่ยนสู่อีกอย่างหนึ่ง คุณมีหน้าที่ฟังว่าเขาจะบอกอะไรคุณ”

ไม่มีสูตรที่ตายตัว เหมือนกับที่หนังสือเล่มนี้บอกไว้แต่ต้น สิทรามิได้แนะนำใคร เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเจ็บไข้ก็ไม่เหมือนกัน อย่าเพิ่งคิดไปว่าเป็นมะเร็งแล้วหันมากินแมคโครไบโอติกส์แล้วจะหายเหมือนกันหมด หากแต่ให้ลองอ่านดูแล้วพิจารณาว่าน่าเชื่อได้หรือไม่ ถ้าสงสัยก็ลองทำดูกับตัวเอง

สิ่งงที่สำคัญยิ่งกว่าอาหารในความคิดของสิทราคือธรรมะ รักษาร่างกายและรักษาจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรม แต่ก่อนรู้จักธรรมะแบบกระเส็นกระสาย ต่อเมื่อมะเร็งมาทักทาย จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางของโกแองก้า  กับอาจารย์ John Coleman และ พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร รวมทั้งที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมโกแองก้า

การปฏิบัติธรรมยังทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินนักแสดงและผู้กำกับคนดัง ซึ่งไปร่วมปฏิบัติธรรมและเป็นสายธรรมด้วยกัน วันหนึ่งได้มีโอกาสทำอาหารแมคโคไบโอติกส์ให้ภัทราวดีลองชิม จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าคือฟักทองย่าง ผักป่า

กลัวว่าจะไม่มีรสที่สุด แต่กลายเป็นว่าภัทราวดีตื่นเต้นและเอร็ดอร่อยกับอาหารธรรมชาติธรรมดาๆ นี้มาก ถึงขั้นยุยงให้สิทราเขียนหนังสือแนะนำคนอื่นเสียด้วย นำมาซึ่งหนังสือเล่มแรกในชีวิต ซึ่งถึงวันนี้พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 23 แล้ว ขณะที่เล่ม 2-3-4 ก็ทยอยตามมา รวมทั้งอีกหลายเล่มในแนวเดียวกัน

“คุณเคยคิดหรือไม่ว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อจะตาย การป่วยครั้งนี้ทำให้ดิฉันมองโลกเปลี่ยนไป เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้”

มองเห็นทุกข์ มองเห็นความตายที่มาใกล้ ทำใจและอยู่กับมันอย่างไม่ทุกข์ มันก็แค่นี้ ชีวิตที่เหลือสิสำคัญกว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณภาพ จึงขอบคุณมะเร็ง โรคร้ายที่ใครๆ กลัว แต่ทำให้สิทราได้เปลี่ยนชีวิต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างที่มีประโยชน์ ได้สัมผัสกับชีวิตที่มีคุณภาพ

“ถ้าไม่มีมะเร็งในตัว คงไม่ได้เห็นโลกอีกซีกหนึ่งที่ไม่เคยเห็น โลกอีกซีกหนึ่งที่เราตาบอดมาตลอด ขอย้ำเรื่องให้ฟังเสียงของร่างกาย ควรกินอาหารทำเอง เลี่ยงการซื้ออาหารสำเร็จรูปปรุงแต่ง มีวินัย ออกกำลังกายพอเหมาะพอควรแต่สม่ำเสมอ มีจิตใจดีงามผ่องใส คิดดีทำดีแล้วจะดีเอง”

 

‘สุรการ ศิริโมทย์’ ซีเอฟโอ WORK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513750

‘สุรการ ศิริโมทย์’ ซีเอฟโอ WORK

โดย ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน/วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สุรการ ศิริโมทย์” วัย 39 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารการเงินการลงทุน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ผู้ประกอบรายการทีวีดิจิทัลที่ผลิตรายการจนมีหลายรายการครองเรตติ้งอันดับต้นๆ ของประเทศ ล่าสุดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แซงหน้ายักษ์ใหญ่ของวงการโทรทัศน์อย่าง บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) หรือช่อง 3 กลายเป็นใหญ่ที่สุดแทนเจ้าพ่อเรตติ้งอันดับหนึ่งของไทย โดยมีเขาอยู่เบื้องหลังดูแลงานด้านการเงินขององค์กร

สุรการเป็นเด็กหัวดี ช่วงเรียนระดับมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สามารถสอบเทียบ ม.6 ได้จึงเลือกเอนทรานซ์เข้าติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (เอสไอไอที) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เขาชื่นชอบเรียนคณะนี้เพราะเกี่ยวข้องกับตัวเลขและการคำนวณ ผนวกกับเป็นการเรียนภาคภาษาอังกฤษซึ่งยุคนั้นค่อนข้างได้รับความนิยมมากเพราะเป็นยุคที่ในทุกมหาวิทยาลัยทยอยเปิดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษ เป็นโอกาสดีเพราะได้เรียนในคณะที่ชอบและยังได้ภาษาอังกฤษไปด้วยพร้อมกันและยังได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนๆ ในรุ่นที่เรียนมัธยมรุ่นเดียวกัน

ประมาณปี 2540-2541 ที่จบปริญญาตรีเป็นช่วงจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท วิทยาลัยบริหารการจัดการ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหิดล ประมาณปี 2542-2543 ในช่วงที่เรียนปริญญาโทที่มหิดลได้ค้นพบว่ามีความชอบวิชาด้านบัญชีและการเงินอย่างมาก

หลังจากเรียนจบจึงตัดสินใจบินไปเรียนต่อปริญญาโท วิชาเอกด้านการเงินที่ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานฟราน ซิสโก ที่สหรัฐ สาขาวิเคราะห์ธุรกิจและการเงิน (MSBA-Finance) และจบกลับมาไทยในปี 2546 จึงสมัครงานไปทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งได้รับเลือกเข้าทำงานหลายด้านทั้งงานผู้จัดการกองทุน งานฝ่ายวิเคราะห์ งานวาณิชธนกิจ

เริ่มทำงานที่แรกในสายงานวาณิชธนกิจที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตนานประมาณ 6 ปี กับ “สุวภา เจริญยิ่ง” กรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจวาณิชธนกิจ (ไอบี)

ในช่วงที่ทำงานไอบีที่ บล.ธนชาต เป็นยุคที่เศรษฐกิจค่อนข้างเติบโตดีทำให้มีโอกาสได้ทำงานที่ปรึกษาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) จำนวนหลายธุรกรรมจากนั้นย้ายงานมาทำที่ บริษัท บูทิค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ ที่ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารโรงแรมและรีเทลมอลล์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นได้เข้ามาร่วมงานกับ WORK ครั้งแรกเป็นช่วงสั้น เป็นผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ครรชิต ควะชาติ ก่อนจะ ลาออกกลับไปทำงานไอบีที่ บล.ธนชาตเป็นรอบที่ 2

ก่อนที่จะได้กลับมาทำงานที่ WORK เป็นรอบที่ 2 สาเหตุเกิดจากที่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน คือ คุณ “ครรชิต” ลาออกจึงได้รับโอกาสชักชวนให้ กลับมาทำงานที่เวิร์คพอยท์อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น อีกเหตุผลที่ตัดสินใจมา WORK ในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ทีวีดิจิทัลกำลังจะเปิดประมูลใน 1-2 ปีข้างหน้า จึงมองว่าเป็นโอกาสการทำงานที่ท้าทาย สนุกในการทำงาน และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของบริษัทด้วย ขณะที่ส่วนตัวชื่นชอบติดตาม ผลงานเป็นแฟนคลับผลงานหนังสือของผู้ก่อตั้ง WORK คือ ประภาส ชลศรานนท์ และปัญญา นิรันดร์กุล ที่มีผลงานพิธีกรและการแสดง มาเป็นทุนเดิมตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนที่จะรู้จัก WORK เมื่อได้เข้ามาร่วมงานยิ่งทำให้เคมีการทำงานที่ตรงกัน

ดังนั้นจึงเป็นที่ทำงานที่ตั้งใจว่าจะทำไปจนเกษียณการทำงานเพราะสัมผัสว่าวัฒนธรรมองค์กร WORK เหมาะสมกับตัวเอง คือรุ่นพี่หรือผู้ใหญ่ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พูดหรือแสดงความคิดเห็นและพร้อมให้โอกาสในการลงมือทำ

สำหรับการทำงานด้านไอบี มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ การทำงานอย่างมากเพราะได้พบร่วมงานกับลูกค้าหลากหลายธุรกิจในการทำธุรกรรมต่างๆ อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีเดีย จึงได้ ความรู้ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของธุรกิจ เช่น การทำโปรเจกชั่นทางการเงินหรือทางบัญชี ความรู้เรื่องภาษีรวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสายไอบี มีข้อดีเป็นการฝึกระเบียบวินัยได้ทำงานภายใต้ความกดดัน เพราะงานไอบีจะมีลักษณะคือ ต้องการคุณภาพที่สูง และมีเวลาในการทำงานที่จำกัดเพราะ ทุกอย่างเป็นธุรกรรมที่เราบอกกับลูกค้าไว้ว่าผลลัพธ์ของงานจะออกมาตามแบบที่บอกลูกค้าไว้ เช่น การทำไอพีโอต้องช่วยลูกค้าเตรียมตัวให้ผ่านเกณฑ์ต่างๆ ให้ได้เพื่อให้เข้าจดทะเบียนได้ ทำให้การทำตัวเลขต้องละเอียดและต้องแม่นในเรื่องข้อมูลรวมถึงการ เตรียมทำข้อมูลรายการเสนอขาย (ไฟลิ่ง) ที่ต้องเขียนให้คนอ่านเข้าใจ”

ช่วงที่ทำงานที่ บริษัท บูทิค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ ซึ่งเป็นบริษัท ที่เกิดจากการร่วมทุนของไทยกับบริษัทขนาดใหญ่ ในสิงคโปร์และมีกองทุน ของกลุ่มเลห์แมนบราเธอร์ส จึงได้ เรียนรู้การทำงานในแบบสากล รวมถึงการทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ต่างชาติที่มีความซับซ้อนสูงมาก อีกทั้งได้ เรียนรู้งานด้านการพิจารณารวมถึงเจรจาต่อรองเงินกู้สินเชื่อสถาบันการเงินที่การทำงานไอบีไม่ได้เรียนรู้งานส่วนนี้มากนักหรือเกือบครอบคลุมของศาสตร์ความรู้ด้าน “คอร์ปอเรตไฟแนนซ์”

ปรัชญาการทำงานที่ใช้คือ “ต้องทำงานทุกงานให้สุด” หาแนวทางคิดว่าออกมาการทำงานให้สุดต้อง เป็นรูปแบบไหนเพื่อทำให้งานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้การทำงานมีโอกาสทั้งประสบความสำเร็จ หรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราทำไม่สุดและไม่ประสบความสำเร็จจะเกิดความความค้างคาใจซึ่งเมื่อผ่านไปแล้วจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้อีก

เขามักสอนน้องในทีมว่า การทำงานหนักเหนื่อยชั่วคราว เพราะทุกงานจะมีกำหนดการในการส่ง ดังนั้นการทำงานจะเหนื่อยเฉพาะช่วงก่อนกำหนดส่งงาน เมื่อทำสุดแล้ว แต่ถ้างานไม่ประสบความสำเร็จจะทำให้ไม่มีอะไรติดค้างคาใจ และอย่ากลัวการทำงานใหม่ที่ไม่เคยทำ พร้อมให้เปิดใจเรียนรู้งานใหม่ กล้าถามในสิ่งที่ไม่รู้ อย่าอายการผิดพลาดในการทำงานเพราะเป็นการเรียนรู้การทำงานให้ดีขึ้น

 

เสียง…ของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513865

เสียง...ของชีวิต

โดย  ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอเอฟพี

 ผมเป็นคนชอบดูหนังโฆษณา ผมคิดว่านอกจากเราจะได้รับความบันเทิงขนาดสั้นจากหนังโฆษณาแล้ว เรายังมีโอกาสได้เสพไอเดีย ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีสร้างเรื่องราว วิธีกำกับ วิธีแสดง วิธีการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ รวมทั้งวิธีการถ่ายทำ การตัดต่อ การใส่จังหวะฮา การสร้างซีนเศร้า หรือฉากซึ้งๆ ในหนังโฆษณานั้นๆ

ทว่า “เสียง” ก็มีความสำคัญต่อหนังโฆษณาไม่น้อยไปกว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด เสียงเพลง หรือเสียงดนตรี ที่ช่วยสร้างอารมณ์ หรือส่งอารมณ์เราให้พุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดของเรื่อง

ภาพจึงเปรียบได้ดั่งการที่เราเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า และเสียงในหนังโฆษณาจึงเปรียบประดุจดังกลิ่นของอาหารที่ลอยมาเตะจมูก จนทำให้เราโคตรหิว ไม่ใช่แค่รู้สึกหิวแบบดาดๆ

มีโฆษณาของค่ายประกันชีวิตค่ายหนึ่ง ซึ่งเพิ่งออนแอร์ได้เพียงไม่นาน ผมอยากให้คุณใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code นี้ดู เพื่อจะได้เข้าไปดูหนังโฆษณาชิ้นนี้ อีกทั้งผมยังอยากให้คุณได้ลองสังเกตดูว่า เสียงมีความสัมพันธ์กับภาพมากน้อยแค่ไหน และความสัมพันธ์นั้นๆ ส่งผลทางความคิด ชีวิต และความรู้สึกของเราในฐานะคนดู คนฟังมากน้อยอย่างไร ทำไมเราถึง “รู้สึกอะไรบางอย่างได้มากมายเหลือเกิน” หลังจากที่ดูโฆษณาชิ้นนี้จบแล้ว

 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปในหัวข้อ “The Art of Sound Creation” ที่จัดขึ้นโดย หลักสูตรสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง ประเทศไทย

โดยการเวิร์กช็อปในครั้งนี้ ผมได้ข้อคิดดีๆ จาก ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค หนึ่งในขุนพลจากโอกิลวี่ ที่ได้มาช่วยตอกย้ำในความเชื่อของผมที่ว่า เสียงมีความสำคัญต่อหนังโฆษณามากมายเหลือเกิน

ยุทธพงศ์ กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้นั้น เสียงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาพและตัวอักษรเลย เสียงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าตราสินค้าได้ และทำให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

“เพราะประสาทสัมผัสในด้านการรับฟัง มีส่วนช่วยให้เกิดการซึมซับได้มากกว่า ซึ่งกลยุทธ์การสร้างเสียงเพลงให้เหมาะกับตราสินค้า บางครั้งเสียงสามารถเชิญชวนและสร้างอารมณ์ได้มากกว่าภาพ และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการสร้างแบรนด์ระดับโลก”

ย้อนกลับมาที่ชีวิตของเราทุกคน หากชีวิตจริงของเราคือหนังโฆษณาชิ้นหนึ่ง คุณคิดว่าเสียงในโฆษณาชิ้นนั้นประกอบไปด้วยเสียงใดบ้าง มู้ดแอนด์โทนของเสียงนั้นมีหน้าตาออกมาเป็นเช่นไร เสียงนั้นสะท้อนให้เราได้เห็นภาวะอารมณ์ใดของชีวิตเราบ้าง

หากชีวิตจริงของเราต้องพบเจอกับภาวะอารมณ์ที่อาจจะสุข เศร้า เหงา หรือรื่นเริงบันเทิงใจ เราสามารถสร้างเสียงเพื่อบอกเล่าให้ตัวเราเองได้รับรู้ว่า เราจะรับมือ หรือเรียนรู้กับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนั้นอย่างไร เสียงที่เราสร้างจะส่งผลหรือเป็นแนวทางให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร

เสียงใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับเสียงจากภายในใจ ที่จะคอยย้ำเตือนให้เรารู้ตัวว่า เราคือใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร และสิ่งไหนคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิต

ท้ายที่สุด “เสียง” จะเป็นดั่งแสงไฟส่องทาง ที่ช่วยส่องนำทางให้เราก้าวเดินไปแต่ละก้าวได้อย่างมั่นคงแข็งแรงมากที่สุด

ว่าแต่วันนี้คุณได้ลองฟังเสียงจากหัวใจของตัวคุณเองแล้วหรือยัง?

ถ้ายัง ทำไมไม่เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้?

………….ล้อมกรอบ………….

ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

อดีตผู้สื่อข่าวแห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht

 

‘แป้ง ปล้ำแรง’ ผู้ก่อการดี…ความดีทำได้ไม่ต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513863

'แป้ง ปล้ำแรง' ผู้ก่อการดี...ความดีทำได้ไม่ต้องรอ

โดย มัลลิกา

 หลายคนที่ไม่รู้จัก “แป้ง ปล้ำแรง” หรือ ณรัชต์หทัย เหมือนประสิทธิเวช คงนึกสงสัยว่าเธอทำงานทำการอะไร เพราะถ้าได้เห็นตามหน้าแฟนเพจ “Pang Plumrang-แป้ง ปล้ำแรง” มีเข้าใจไปว่า ทำงานมูลนิธิการกุศลอะไรสักอย่างเป็นแน่

แทบจะทุกสัปดาห์ที่เห็นเธอกับเพื่อนนับสิบจนถึงนับร้อยคน ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส สร้างห้องสมุดโรงเรียน มอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันน้องผู้พิการ ร้องเพลงให้กำลังใจผู้ต้องขัง ณ เรือนจำต่างๆ หรือไปสนับสนุนคนที่ทำความดีอยู่แล้วไม่ให้อ่อนแรง อย่างช่วยนำอาหารสุนัขไปมอบให้แม่ชีที่เลี้ยงสุนัขหลายตัวที่วัดสามพราน ดังคำที่ว่า “ช่วยคนดีก่อนที่เขาจะหมดแรง”

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เธอทำ เพราะตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ที่เธออุทิศตัวเป็น “หัวหน้าผู้ก่อการดี” จากเพื่อนฝูงที่ช่วยกันเพียง 9 คน ขยายสู่คนนับพันที่มาร่วมแรงร่วมใจร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

เท้าความไปถึงบุคคลที่เป็นต้นแบบให้ แป้ง ปล้ำแรง มีจิตอาสา

“เรื่องช่วยคนอื่นเราทำคนเดียวทำมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่เราได้เห็นจากคุณยาย คุณยายเป็นจิตอาสาประจำหมู่บ้าน ใครมีอะไรคุณยายช่วยหมด คุณยายไม่ต้องสอนอะไรเลยแต่สิ่งที่เราคุ้นชินได้เห็นคุณยายทำมันฝังอยู่ในตัว เราก็เติบโตมาแบบนั้น”

สิ่งที่เธอทำไม่ต้องยิ่งใหญ่ หากแต่ความดีเล็กๆ ที่เพียรทำนั้นต่างหากสำคัญ

ฉายา แป้ง ปล้ำแรง มาจากชื่อวงดนตรี ปล้ำแรง (ผวนคำมาจากคำว่า แป้งรัม) ร้องประจำที่ซิคาด้า มาร์เก็ต หัวหิน ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์

 “นอกจากดูแลครอบครัวแล้ว ก็มีงานประจำทำ 3 วัน ทำมา 9 ปีแล้ว วงปล้ำแรง ร้องเพลง 20% พูด 80% เป็นวงคอเมดี้ทอล์กโชว์ มีแฟนคลับพอสมควร เวลาเราชวนทำบุญอะไรแฟนคลับก็ช่วยๆ กัน แต่ภารกิจแรกของผู้ก่อการดี คือช่วงน้ำท่วมปี 2554 ชวนแฟนคลับเช่ารถ 6 ล้อเอาของไปช่วยที่พุทธมณฑล”

หลังจากนั้น แป้งก็เหมือนรู้สึกอยากทำมากๆ ขึ้น แล้วกล้าพูดเชิญคนมาทำดี แล้วมีพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า ความดีไม่จำกัด เราไม่ต้องรอให้เกิดเหตุน้ำท่วม ภัยพิบัติ

“ก็เลยคิดภารกิจ ไปปลูกป่า ดูแลเด็กพิการ เล่นดนตรีบำบัด ไม่ได้กำหนดว่าเดือนหนึ่งต้องไปไหนทำอะไร ความดีทำได้ไม่ต้องรอ พร้อมเมื่อไรก็ทำ ไม่มีตั้งเป้า พอเราทำตรงนี้ปั๊บ เราเสพติดความสุขจากการทำความดี บางครั้งมีแฟนคลับแจ้งมาว่า ตรงนี้ต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะลงไปหาข้อมูลดูก่อน ได้ข้อมูลก็มาแจ้งทางแฟนเพจแป้ง ปล้ำแรง ส่วนมากจะรับเป็นสิ่งของ ใครมีอะไรก็นำมา หรือเราประสานงานไปรับของ ถ้าเป็นปัจจัยก็จะนำไปมอบให้มูลนิธิ อย่างที่ผ่านมาเราเองก็ร้องเพลงเปิดหมวกหลายที่ เพื่อนำไปมอบศิริราชมูลนิธิ”

ในการทำความดี แป้ง ปล้ำแรง บอกว่า มีคนมองเข้ามา 3 ประเภทด้วยกัน 1.คนที่เห็นดีด้วย และร่วมสนับสนุน 2.คนเฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย และ 3.คนที่กระแนะกระแหน หาว่าทำดีเพราะอยากดัง ซึ่งเธออยากบอกกับคน 3 เหล่านี้

“อยากบอกคนกลุ่มแรกว่า สิ่งที่เราทำ คุณก็ทำได้ แค่สละเวลา รู้จักให้ตามกำลังที่มี ต้องรู้จักกล้าให้ก่อน หรือคิดว่าไม่มีปัจจัย เราต้องดูแลครอบครัวให้ดี ก็ใส่ใจครอบครัวไม่ให้ลูกหลานมาเป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม นั้นก็ทำความดีอยู่ดีนะ คนแบบที่สอง เขาก็จะถามบ่อยนะว่า เราทำไม่เหนื่อยเหรอ ไม่ได้ห้ามแต่ก็ถาม แต่สักวันหนึ่งเขาต้องรู้สึกว่าเขาอยากทำบ้าง เพราะเท่าที่สังเกตตอนนี้คนเหล่านี้ก็ขยับมาช่วยแชร์กิจกรรมที่เราทำ ส่วนคนประเภทที่สาม ต้องขอบคุณเขามากๆ ยิ่งเขามองเราลบ เรายิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราบริสุทธิ์ ถ้าเราอยากดังมีช่องทางมากกว่านี้อีก แล้วไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราต้องออกไปชี้แจงตอบโต้คนเหล่านี้ เพราะเราทำความดี เราจบภารกิจแล้ว”

 หลายสิ่งที่เธอได้ทำ แม้จะฝ่าแดดฝ่าฝน ระยะทางไกลไปลำบาก หากแต่เป็นความสุขใจ

“รู้สึกว่าเรายังทำน้อยไปด้วยซ้ำ ที่รู้สึกภูมิใจ คือเราสามารถทำให้ใครหลายคนหันมาอยากทำความดี ในขณะที่สังคมเจริญด้วยวัตถุ แต่จิตใจของเรามันสวนทางกัน ไม่ต้องมาร่วมทำกับเราก็ได้ ขอแค่กล้าทำความดีในสิ่งที่ถนัด มีหลายคนที่ได้ไอเดียจากเราแล้วไปต่อยอด ทำให้มีคนทำความดีแตกแขนงออกไป

“ที่สำคัญมีกลุ่มเยาวชนให้ความสนใจเราเยอะขึ้น มาติดตามแล้วบอกอยากทำ ตรงนี้ที่เราภูมิใจ อย่างน้อยๆ เราได้ให้ปุ๋ยกับต้นกล้าความดีไว้แล้ว” แป้ง ปล้ำแรง กล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิใจ

 

9 สัญญาณที่บอกว่าคุณทานโปรตีนน้อยเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513829

9 สัญญาณที่บอกว่าคุณทานโปรตีนน้อยเกินไป

รวมสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนน้อยเกินไปแล้ว

ทุกคนน่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาหารประเภทโปรตีนจะช่วยเพิ่มพลังงาน ทำให้เรามีแรงที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นหากทานโปรตีนน้อยเกินไป ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณบอกเราทันที ลองมาเช็คกันดูสิว่าคุณได้รับโปรตีนน้อยเกินไปหรือไม่

1. อาการบวมน้ำ

อ้างอิงจาก Will Smelko ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Ora Organic กล่าวไว้ว่า อาการบวมน้ำสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ดังนั้นหากรู้สึกว่าตัวบวมแปลกๆ ให้ลองเช็คระดับโปรตีนในร่างกายดู ไม่แน่อาจจะเป็นต้นเหตุของอาการบวมน้ำก็ได้

2. หายใจถี่

เมื่อได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หายใจถี่ เมื่อยล้า ซึ่งอาการทั้งหมดนั้นก็เป็นอาการที่พบในผู้ป่วยโลหิตจางเช่นเดียวกัน หากเริ่มมีการดังกล่าวก็ควรเช็คดูว่าทานโปรตีนน้อยเกินไปหรือไม่

3. ทานอาหารแล้วไม่ค่อยอิ่ม

Allison Stowell นักโภชนาการของแบรนด์ Guiding Stars กล่าวไว้ว่า คุณจะรู้สึกอยากอาหารตลอดเวลา หากไม่ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ เมื่อพูดถึงอาหารว่าง เรามักจะมองข้ามโปรตีนไป แต่แท้จริงแล้วการทานอาหารว่างที่มีแต่คาร์โบไฮเดรตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้คุณหายหิว ลองหยิบกราโนล่าแบบแท่งที่มีโปรตีนอย่างน้อย 5 กรัม ชีสสติ๊ก ถั่วประมาณ 1 ออนซ์ หรือเนยถั่วสัก 2 ช้อนโต๊ะ มาทานเป็นอาหารว่างดู น่าจะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอมากขึ้น

4. หิวง่ายขึ้น

Kick @55 Fitness เจ้าของและเทรนเนอร์ฟิตเนส ได้บอกว่า ลูกค้าของเขาหลายคนมักจะมาปรึกษาว่าพวกเขาหิวง่าย และจะชอบอยากทานของหวานช่วงเย็น ซึ่งวิธีแก้ปัญหาอันดับแรกที่เขามักจะเสนอให้ลูกค้าทุกคนคือ ให้เพิ่มโปรตีนในทุกมื้ออาหาร รวมไปถึงอาหารว่างด้วย เพื่อรักษาระดับน้ำตาล ช่วยให้อยู่ท้อง และลดความอยากอาหารตลอดเวลา

5. รู้สึกเฉื่อยชาแม้หลังทานอาหาร

Lanette Kovachi นักโภชนาการของ Subway กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ทานโปรตีนไม่เพียงพอในมื้อเช้า อาจส่งผลเสียต่อคุณไปทั้งวัน ทำให้หิวง่ายและเฉื่อยชา เนื่องจากมื้ออาหารของคุณอาจมีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป แต่ขาดโปรตีนและเส้นใยอาหาร ให้ลองปิ้งขนมปังแล้วประกบกับไข่ดาวหรือไข่ขาว อาจเพิ่มโยเกิร์ตกับผลไม้สับ หรือทานซีเรียลคู่กับนม เพื่อเพิ่มโปรตีนให้กับมื้ออาหาร

6. ร่างกายซ่อมแซมตัวเองช้า

Dr. Axe ได้บอกไว้ว่า หากคุณได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง และหายช้าเกินกว่าคำวินิจฉัยของแพทย์ อาจเป็นสาเหตุมาจากร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนมีส่วนช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากใครพบปัญหานี้อยู่ ให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าทานโปรตีนมากพอหรือยัง

7. ผมร่วง

การที่ผมร่วง หรือผมสุขภาพไม่ดี สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนน้อยเกินไป เนื่องจากเส้นผมต้องการโปรตีนเพื่อไปสร้างความแข็งแรงให้กับรากผม ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ผมร่วงไปมากกว่านี้ล่ะก็ ควรทานโปรตีนให้มากขึ้น

8. ภูมิคุ้มกันต่ำลง

หากร่างกายขาดโปรตีน คุณอาจป่วยง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อนำไปสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว ภูมิคุ้มกันเราก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นหากคุณป่วยอยู่บ่อยๆ ก็ลองทานโปรตีนเพิ่มขึ้นดู ไม่แน่ร่างกายอาจจะแข็งแรงขึ้นก็ได้

9. ผิวหยาบกร้าน

หากพบว่าผิวแห้ง หยาบกร้าน สัมผัสแล้วไม่เรียบเนียน นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังทานโปรตีนน้อยเกินไปแล้ว หากเกิดอาหารเหล่านี้ก็ควรรีบทานโปรตีนให้มากขึ้น แล้วดูว่าดีขึ้นหรือไม่ หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรพบแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา: bustle

 

‘รักลูกให้พาลูกเที่ยว’ ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513850

'รักลูกให้พาลูกเที่ยว' ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น

โดย ฤดูกาล

คุณแม่ขาลุย ชัญญา จารุรัตน์ คริสเตียนเซ่น อดีตคอลัมนิสต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ได้ถ่ายทอดยีนนักเดินทางสู่ลูกๆ ทั้งสองผ่านการเดินทาง

ปัจจุบันเธอได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ตามสามี โทมัน กุลเลย์เออร์ คริสเตียนเซ่น ผู้บริหารโรงแรมในกัมพูชา

โดยเธอได้รับทำหน้าที่เป็นคุณแม่เต็มตัว พร้อมกับยังเป็นนักเขียนอิสระ และที่ปรึกษาด้านการตลาดการประชาสัมพันธ์ให้กับธุรกิจที่กรุงพนมเปญ

ชัญญาเล่าว่า เอมม่า ลูกสาวคนโตวัย 13 ปี และออสก้า ลูกชายคนเล็กวัย 9 ขวบ ได้เดินทางตั้งแต่ยังเล็ก โดยคุณพ่อจะให้เอมม่าขี่คอ แล้วใส่ออสก้าไว้ในกระเป๋าหน้าเหมืองจิงโจ้ ส่วนเป้สะพายหลังจะอัดแน่นไปด้วยนม น้ำอุ่น น้ำเย็น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชู่เปียก ถุงพลาสติก และชุดสำรอง จนตอนนี้ลูกทั้งสองเริ่มโตแล้ว การเดินทางก็ยิ่งสนุกขึ้น

 เธอจะให้ลูกๆ ช่วยวางแผนการเดินทาง และฝึกให้พวกเขาช่วยทำหลายอย่าง เช่น ดูตารางการบิน รับผิดชอบกระเป๋าของตัวเอง เพื่อให้ลูกเรียนรู้เรื่องการเดินทาง รู้จักที่จะสนใจป้ายต่างๆ เข้าใจขั้นตอนการทำงานของแต่ละสนามบินและฝึกทักษะการเอาตัวรอด

“การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยฝึกทักษะทางร่างกายและพัฒนาสมองของลูกแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญแม้ว่าจะบินไฟลต์ดึกดื่นเที่ยงคืน เด็กๆ ก็จะไม่งอแง เพราะต้องตื่นตัวตลอดเวลาไปจนขึ้นเครื่องบินเลย ทีนี้ล่ะ เขาจะเหนื่อยและหลับพอดี พออีก 2 ชั่วโมงจะถึงที่หมายเราก็จะปลุกมารับประทานมื้อเช้า ล้างหน้า แล้วเขาจะเปิดหนังดูจนถึงจุดหมายปลายทาง

“ทุกครั้งที่เดินทางครอบครัวเราจะทำแบบนี้เหมือนเป็นแพตเทิร์น อย่างทริปล่าสุดเราเดินทางเที่ยวละ 4 ไฟลต์ เวลารวมเกือบ 21 ชั่วโมง ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกว่ามันโหด แต่เอมม่ากับออสก้าก็ทำได้ดีมากจริงๆ”

เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางยังทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ผู้คน กลายเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย ส่วนการท่องเที่ยวแบบครอบครัวจะทำให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ได้มองตาและรับฟังกันมากขึ้น ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกัน ได้ดูแลกันและกัน ระวังปกป้องกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่เรียกว่า ความรักและความผูกพันของคำว่า “ครอบครัว”

 นอกจากนี้ ชัญญายังได้แบ่งปันเรื่องราวและภาพครอบครัวสุดน่ารักผ่านอินสตาแกรม takemykidsoutfortravel หรือ “รักลูกให้พาลูกเที่ยว” โดยเธอได้ให้ความหมายว่า การพาลูกเที่ยวเป็นการพัฒนาลูกทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด และอารมณ์ผ่านการเดินทางและประสบการณ์ทั้งร้ายและดี

เพราะประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้จะสร้างให้เขาเป็นคนมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ดีด้วยสติและปัญญา เข้าใจคนอื่น อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักแก้ปัญหา และมีความสุขง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว

“ในฐานะของพ่อแม่ การได้เห็นลูกเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความสุข เราสุขใจยิ่งกว่า” เธอได้ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกด้วยว่า

“ลูกเราเป็นเด็ก แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นอย่าคิดว่าลูกเล็กจะจำไม่ได้หรือเสียดายเงิน เพราะปกติแล้วเบบี๋เดินทางไม่เสียสตางค์ ส่วนเด็กเล็กก็จ่ายแค่ครึ่งราคา ซึ่งเชื่อเถอะว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ด้วยสิ่งที่ลูกและคุณจะได้กลับมานั้นมีค่าเกินกว่าเงินจะซื้อได้หลายเท่านัก ส่วนใครที่มองว่าการกระเตงลูกเที่ยวนั้นลำบาก ต้องบอกว่าถ้าเราเตรียมตัวดีๆ เราจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเลย”

 

ถึงเวลารู้จัก จักรพันธุ์ พันธ์บูรณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513849

ถึงเวลารู้จัก จักรพันธุ์ พันธ์บูรณะ

โดย รอนแรม ภาพ : ถึงเวลาเที่ยว

หนุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ ริว-จักรพันธุ์ พันธ์บูรณะ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ถึงเวลาเที่ยว Time To Travel” เริ่มต้นออกเดินทางเพราะเบื่อหน่ายชีวิต

เส้นทางจึงนำพาให้ไปเจอเรื่องราวระหว่างทาง จนเกิดเป็นความชอบและกลายเป็นงานอดิเรกที่รัก อย่างเพจเฟซบุ๊กที่สร้างขึ้นเพื่อบอกต่อประสบการณ์และความรู้สึกที่ดี

“เหตุที่เริ่มท่องเที่ยวมาจากช่วงที่เบื่อชีวิตและกำลังเปลี่ยนงาน ตอนนั้นได้ดูกระทู้นั่งรถไฟไปเที่ยวเกาะเต่าคนเดียว ดูมันเท่ มันชิก แต่พอได้ลองไปเอง ตอนเริ่มก็อยากจะเลิกแล้ว เพราะดูลำบาก นั่งรถไฟฟรีที่มีคนเบียดกันนาน 12 ชั่วโมง ทำให้อยากจะเลิกตั้งแต่ตอนแรก แต่สุดท้ายก็ฝืนเอา และพอไปถึงแล้วทำให้รู้เลยว่าชีวิตมันอิสระ ได้เจอคนจากทั่วโลก” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้น

“ผมเป็นคนเที่ยวได้หลายแบบ แต่หลักๆ คงจะเป็นแบ็กแพ็ก นอนโฮสเทลที่ได้เจอเพื่อนใหม่ และเวลาไปเที่ยวจะเน้นถ่ายรูป ชอบไปเที่ยวคนเดียว หรือบางครั้งก็อาจจะขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเอง”

นอกจากเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว ริวยังเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยว Thewanderlust เป็นช่างภาพรับถ่ายรูปงานต่างๆ เป็นเจ้าของบริษัทรับผลิตวิดีโอ และเป็นคนออกแบบ รวมถึงขายเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ Jogs ของตัวเอง

ทว่าเส้นทางบล็อกเกอร์ได้เริ่มต้นจากการชอบถ่ายภาพและเขียนกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป จากนั้นได้เปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อเป็นที่เก็บสะสมงานและแบ่งปันให้คนอื่นได้เห็นว่า ความสุขของเขาคืออะไร

“ตัวตนของเพจตอนแรกที่คิดไว้คือ อะไรที่อยู่รอบๆ ตัวเราเพราะทุกอย่างมันรีวิวได้หมด ตั้งแต่ส้มตำหน้าปากซอยยันแบกเป้ไปญี่ปุ่น ด้วยเงิน 1.5 หมื่นบาท รวมตั๋ว หลักๆ ที่ชอบทำที่สุดคงเป็นรีวิวการแบกเป้เที่ยวไปยังที่ต่างๆ ในราคาน่ารัก เช่น ไปเชียงใหม่ 205 บาท กระบี่ 300 บาท ญี่ปุ่น 3,500 บาท ซึ่งคนชอบ” ริว กล่าวต่อ

 “ชอบเขียนแบบเล่าบรรยาย คือผมเป็นคนง่ายๆ ไม่ค่อยวางแผนการเดินทาง สนุกกับการเปลี่ยนไปแต่ละวัน เลยชอบเขียนการเดินทางเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง ไม่ใช่แค่ที่ไหนสวย แต่ไปแล้วเจออะไร ตกรถ ตกเครื่อง โดนโกง ผมก็นำมาเล่าหมด อยากให้เหมือนดูภาพและอ่านหนังสือไปพร้อมกัน ส่วนการถ่ายภาพจะเน้นที่ภาพสวย เห็นแล้วอยากติดตามไป ขอคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นแบบให้ ก็จะได้ทั้งเพื่อนใหม่และได้รูปสองเด้งเลย”

ใครที่อยากได้แรงบันดาลใจในการเดินทาง เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ และรายละเอียดค่าใช้จ่าย (ว่าจริงๆ เที่ยวไม่ได้แพงอย่างที่คิด) สามารถติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ถึงเวลาเที่ยว Time To Travel และอย่าลืมออกเดินทาง เพราะอย่างที่เขาบอกไว้ว่า ชีวิตเกิดได้แค่หนเดียว

 

วิ้งวาวกันให้สุดกับมาสก์หน้ากากเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513819

วิ้งวาวกันให้สุดกับมาสก์หน้ากากเพชร

บิวตี้แบรนด์จากฝั่งอเมริกาออกมาสก์หน้ากากเพชรสุดอลัง

นับว่าปีนี้เป็นปีของเทรนด์วิ้งวาวเลยก็ว่าได้ กระแสไฮไลท์ กลิตเตอร์ เทรนด์ยูนิคอร์นนี่มาแรงเสียจริงๆ และล่าสุดแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางจากอเมริกาก็ได้ออกมาสก์หน้ากากเพชรออกมา ที่ต้องบอกเลยว่ามาสก์ทีคงจะหน้าโกลว์อลังการแบบสุดๆ

แบรนด์ที่ปล่อยภาพน้ำจิ้มออกมาเป็นรายแรกคือ GlamGlow แบรนด์มาสก์หน้าชื่อดังที่ผลิตมาสก์มาหลายต่อหลายรุ่น ส่วนมาสก์หน้ากลิตเตอร์ที่ว่านี้ จะเป็นมาสก์โคลนที่มีส่วนผสมของถ่านชาร์โคล ซึ่งจะเป็นโคลนพอกหน้าสีดำที่มีกลิตเตอร์สีเงินผสมอยู่ด้วย

และตามกันมาติดๆ กับ Too Faced ที่เจ้าของแบรนด์อย่าง Jerrod Blandino เพิ่งโพสต์ภาพมาสก์หน้ากลิตเตอร์ ซึ่งเป็นเจลใสผสมกลิตเตอร์สีชมพู พร้อมคลิปที่นางแบบใช้ผลิตภัณฑ์นี้ลงบนใบหน้า

สำหรับมาสก์กากเพชรทั้งสองตัวนี้ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายที่แน่นอน แต่หลายเสียงคาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งใน Holiday Collection ที่ออกช่วงปลายปีนี้

ที่มา: bustle fashionisers

 

ครีเอทสุดๆ คนญี่ปุ่นพับเกี๊ยวทอดเป็นรูปหงส์และหมวกซามูไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513817

ครีเอทสุดๆ คนญี่ปุ่นพับเกี๊ยวทอดเป็นรูปหงส์และหมวกซามูไร

ชาวญี่ปุ่นนำการพับกระดาษโอริกามิมาใช้พับแผ่นเกี๊ยวทอดเป็นรูปต่างๆ

ชาวญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “โอริกามิ” เป็นการนำกระดาษธรรมดาๆ แผ่นเดียวมาพับเป็นผลงานศิลปะอันน่าทึ่ง ซึ่งนอกจากใช้พับกระดาษแล้ว ล่าสุดมีคนญี่ปุ่นนำเทคนิคนี้มาใช้ตอนเข้าครัวด้วย

กระแสการพับเกี๊ยวเกิดจากผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่น @key_daisuki ได้โพสต์ภาพเกี๊ยวรูปหงส์และหมวกซามูไร ที่เกิดจากฝีมือพ่อของเขา ผู้ซึ่งนำเทคนิคการพับกระดาษโอริกามิ มาใช้พับแผ่นเกี๊ยวทีละแผ่นก่อนนำไปทอด

นอกจากลูกชายของเขาจะชมว่าอร่อยแล้ว อาหารมื้อนี้ยังหน้าตาน่าทานขึ้นอีกด้วย แถมการโพสต์รูปลงในทวิตเตอร์ของผู้ใช้งานดังกล่าวก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นลุกขึ้นมาพับแผ่นเกี๊ยวทอดแบบเดียวกัน ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะเห็นเกี๊ยวรูปแปลกๆ ตามมาอีกเพียบก็ได้

ที่มา: Sora News 24


เสียมราฐ ความสุขกลางน้ำ ณ หมู่บ้านกำปงเครี๊ยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513820

เสียมราฐ ความสุขกลางน้ำ ณ หมู่บ้านกำปงเครี๊ยะ

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุเด็กๆ ในหมู่บ้านกำปงเครี๊ยะแจกรอยยิ้มให้คนแปลกหน้าระหว่างทางกลับบ้าน

 “ทะเลสาบเป็นพลังงานนิจนิรันดร์” คำพูดนี้ได้ยินครั้งแรกในชีวิตจากไกด์ท้องถิ่นนาม “เพชร” ชายวัยกลางคนชาวเสียมราฐ ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของอดีตเมืองหลวงแห่งกัมพูชาตั้งแต่เด็กจนโต

เขากำลังพูดถึง “โตนเลสาบ” ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเริ่มจากข้อมูลทั่วไปอย่างทะเลสาบมีความยาว 260 กิโลเมตร (กม.) กว้าง 80 กม. กินพื้นที่ 5 จังหวัดในกัมพูชาหรือประมาณจากฉะเชิงเทราไปสระแก้ว (เขาเทียบให้คนไทยเห็นภาพ) ตั้งอยู่ใจกลางประเทศโดยสายน้ำจะไหลจากแม่น้ำโขงตอนบนเข้าโตนเลสาบ ไหลลงแม่น้ำโขงด้านล่างผ่านเข้าเวียดนามและออกไปทางทะเลจีนใต้

ระดับน้ำจะลึกที่สุดช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. ราวๆ 10 เมตร เป็นแหล่งส่งออกปลาเนื้ออ่อนได้ปีละ 4 แสนตัน และเป็นแหล่งน้ำให้ชาวเสียมราฐทำนาได้ 3 ครั้ง/ปี ทว่าไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าประโยคสุดท้ายที่ว่า

“โตนเลสาบเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกลางน้ำถึง 170 แห่ง ซึ่งชาวบ้านยังใช้ชีวิตลอยน้ำจนถึงวันนี้”

ลักษณะบ้านเรือนใต้ถุนสูงในหมู่บ้านกลางน้ำ

ความสุขกลางน้ำที่ กำปงเครี๊ยะ

ไกด์เพชรนั่งประจำที่อยู่ทางด้านขวาของคนขับตามตำแหน่งรถยุโรป ที่กำลังแล่นอย่างเชื่องช้าบนถนนลาดยางห่างจากตัวเมืองเสียมราฐ 55 กม. มุ่งสู่ท่าเรือนำเที่ยวชมหมู่บ้านกลางน้ำที่สวยที่สุดติด 1 ใน 3 ของโตนเลสาบนาม “กำปงเครี๊ยะ” กำปง แปลว่า หมู่บ้าน เครี๊ยะ แปลว่า คลัง หมายถึง หมู่บ้านคลังสินค้า ที่ในอดีตเคยคึกคักและเต็มไปด้วยสินค้าทางการเกษตร

เรือนำเที่ยวจอดอย่างเป็นระเบียบโดยมีให้เลือก 2 ขนาด ลำใหญ่บรรทุกได้ 20 ชีวิต ส่วนลำเล็กรับได้น้อยกว่าครึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าเหมาลำ และค่าชมทะเลสาบอีกคนละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ ฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

ไกด์เพชรจับจองพื้นที่บนหัวเรือ ส่วนนักท่องเที่ยวได้สิทธินั่งบนเก้าอี้หรือขึ้นไปรับลมบนดาดฟ้าก็สบายดี โดยไต้ก๋งจะค่อยๆ เร่งเครื่องเหมือนจงใจให้เห็นบ้านทุกหลังเคลื่อนที่แบบสโลว์โมชั่น ถึงขนาดมีเวลาโบกมือทักทายชาวบ้านที่บังเอิญโผล่หน้ามาได้อย่างไม่ร้อนรน

ปัจจุบันชาวกำปงเครี๊ยะ ทำอาชีพค้าขายและทำไร่ทำสวนตามชายฝั่ง บ้านเรือนมุงจาก ใต้ถุนสูง บ้างเป็นบ้านปูนอันแสดงถึงฐานะ บ้างกึ่งบ้านกึ่งเรือเคลื่อนไหวตามระดับน้ำ แต่ทุกหลังจะมีเรือผูกไว้กับท่าน้ำหน้าบ้านไว้สำหรับสัญจร ซึ่งในหมู่บ้านมีทุกอย่างไม่ต่างจากบนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน (ลอยน้ำ) วัด (บนสันดอน) ร้านค้า แม้กระทั่งปั๊มน้ำมันก็มีให้เรือแวะเติมกลางทะเลสาบนั่นเลย

เสียงเครื่องยนต์อื้ออึงอยู่ในหูนานเป็นชั่วโมง เป็นเวลาเดียวกับที่บ้านเรือนสองข้างทางเริ่มบางตาแล้วค่อยๆ หายไป จนรอบตัวมีแต่ผืนน้ำสีน้ำตาลเข้มจรดเส้นขอบฟ้า เรือดูเล็กไปถนัดตาเมื่ออยู่กลางโตนเลสาบของจริง แต่ฤดูกาลนี้ทะเลสาบหน้าฝนน่ากลัวพอๆ กับมหาสมุทรกลางพายุ เพราะไม่ทันได้ตั้งตัวกระแสลมก็พลันพัดแรงจนมีแต่คลื่นหัวแตกเต็มผืนน้ำ พร้อมกับเมฆที่ลอยคล้อยต่ำจนไม่มีช่องว่างระหว่างเส้นน้ำและฟ้า

ขณะนั้นไต้ก๋งตัดสินใจหันหัวเรือกลับและเร่งความเร็วหนีฝนสาดที่ชาวเสียมราฐต่างทราบดีว่า ฝนที่นี่ตกแรงแม้ไม่นาน แต่ก็ไม่อยากให้แขกที่บรรทุกมาเต็มลำเรือเปียกปอน ขาขึ้นจึงใช้เวลาไม่เท่าขาล่อง ซึ่งดีใจที่ได้เห็นภาพกำปงเครี๊ยะชุ่มฉ่ำสมกับเป็นหมู่บ้านที่มีความสุขกลางสายน้ำ และที่สำคัญชาวบ้านสามารถรักษาน้ำไว้ได้บริสุทธิ์เหมือนรอยยิ้มของเด็กน้อย

ระหว่างทางก่อนถึงฝั่ง นึกขึ้นได้ว่าลืมถามคำถามสำคัญเรื่องทะเลสาบเป็นพลังงานนิจนิรันดร์ ไกด์จึงเปล่งเสียงตอบแข่งกับเสียงฝนว่า “เพราะน้ำคือพลังงาน” นับเป็นครั้งที่สองที่ได้ยินคำนี้ “พลังงานที่ทำให้เกิดอารยธรรมและการค้า เมื่อประเทศใดมีน้ำและข้าวจะสามารถสร้างกองทัพ การค้า และประเทศชาติ เช่นเดียวกับโตนเลสาบที่ทำให้เกิดอังกอร์”

ลูกหลานชาวกำปงเครี๊ยะพายเรือเป็นทุกคน

สามปราสาทแห่งอังกอร์

อังกอร์ แปลว่า เมืองหลวง และเสียมราฐเคยเป็นอดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรกัมพูชา ที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อปี 2493-2513 หรือ 5 ปีก่อนเข้าสู่ยุคเขมรแดงที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการเข้ามาของมหาอำนาจภายนอก แต่ปากกาก็หยุดจดอยู่แค่นั้น เพราะไกด์เพชรหยุดเล่ากะทันหันก่อนเปลี่ยนเป็นเรื่องประวัติศาสตร์และปราสาทในอังกอร์

หนึ่งวันนี้เขาจะพาไปชมปราสาท 3 แห่ง ได้แก่ ปราสาทนครวัด ปราสาทบายน และปราสาทตาพรหม ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ 2 พระองค์ โดยเริ่มต้นที่ “ปราสาทนครวัด” เขาเล่าว่า การสร้างปราสาทคือ การแสดงสติปัญญาและอำนาจบารมีของกษัตริย์ ดังนั้นพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ดำริให้สร้างปราสาทนครวัด เมื่อปี 1656 หรือ 904 ปีที่แล้ว นับเป็นกษัตริย์ผู้สร้างระบบชลประทานที่ฉลาดล้ำ

เนื่องจากหินทรายที่นำมาสร้างปราสาทถูกตัดมาจากภูเขากุเลนที่ห่างออกไป 54 กม. ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขุดคลองและใช้น้ำจากโตนเลสาบปล่อยเข้าไป เพื่อขนย้ายหินทรายน้ำหนักมหาศาลลงบนแพไม้ไผ่ ปล่อยให้ไหลไปตามคลองตรงเข้าสู่ปราสาท

ปราสาทนครวัดทางด้านหน้ามี 5 ประตู ด้านหลังมี 1 ประตู โดดเด่นด้วยพระปรางค์ 5 ยอด ล้อมด้วยระเบียงคด 3 ชั้นก่อนถึงปราสาท และมีคูน้ำรอบด้านเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง 200 เมตร นอกจากนี้ ปราสาทนครวัดยังมีบทบาท 4 ประการ คือ เป็นปราสาทของกษัตริย์ เป็นวัดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์และพุทธเถรวาทในเวลาต่อมา เป็นโรงเรียนที่จะตั้งอยู่โดยรอบปราสาท และเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของกษัตริย์

จากนั้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ได้สร้าง “ปราสาทบายน” หรือนครธมในปี 1724 ปราสาทประกอบด้วยพระปรางค์จำนวน 37 ยอด ทุกยอดมีลักษณะเป็นรูปพระพักตร์ของพระองค์

นอกจากนี้ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังได้สร้าง “ปราสาทตาพรหม” ถวายอุทิศให้กับพระราชบิดา และต่อมาได้กลายมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันกลายเป็นโบราณสถานที่มีเอกลักษณ์ที่สุดด้วยต้นสะปงหรือต้นสำโรงขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่เหนือปราสาท และรากไทรที่ชอนไชจนเป็นหนึ่งเดียวกับหินทราย

ไกด์เพชรยังกล่าวด้วยว่า พื้นที่มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกกินพื้นที่ถึง 401 ตารางกิโลเมตร มีปราสาทมากกว่า 200 แห่ง และพื้นที่ทั้งหมดจะเขียวชอุ่มอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าในหน้าแล้ง ส่วนงานบูรณะจะมีอยู่แทบตลอดเวลาภายใต้การดำเนินการของหลายชาติทั้งญี่ปุ่น อินเดีย และจีน ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทั้งในแง่ของสัมพันธไมตรีและการเมือง

สรุปแล้วกัมพูชาอยู่ในภาวะสงครามมามากกว่า 30 ปี อยู่ดีๆ ไกด์ของเราก็วกกลับมา การประกาศเป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี 2535 เปรียบเหมือนการสร้างชาติให้กลับคืนมา จากเมืองที่ไม่มีคนอยากอาศัย ปัจจุบันเสียมราฐมีประชากรกว่า 1 ล้านคน ที่อพยพเข้ามาหาอนาคตกับการท่องเที่ยว

แต่กระนั้น สิ่งที่คนกัมพูชาต้องการมากที่สุดไม่ใช่เงินตรา แต่คือ สันติภาพและสันติสุขที่รอคอย

ชายวัยกลางคนที่พูดแทบตลอดเวลาจบบทสนทนาไว้เพียงเท่านี้ และภาพสุดท้ายที่เห็นคือ เขายังคงนั่งประจำที่อยู่ทางด้านขวาของคนขับตามตำแหน่งรถยุโรปเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน

รอยยิ้มสดใสต้อนรับนักท่องเที่ยว

……….ใต้ภาพ…………

00 รูปเปิด เด็กๆ ในหมู่บ้านกำปงเครี๊ยะแจกรอยยิ้มให้คนแปลกหน้าระหว่างทางกลับบ้าน

01 จุดถ่ายภาพนครวัดสะท้อนน้ำยอดนิยม

02 ลูกหลานชาวกำปงเครี๊ยะพายเรือเป็นทุกคน

03 รอยยิ้มสดใสต้อนรับนักท่องเที่ยว

04 ลักษณะบ้านเรือนใต้ถุนสูงในหมู่บ้านกลางน้ำ

05 ชาวบ้านกำลังพายเรือผ่านวัดกลางน้ำ

06 วัยรุ่นเร่งสปีดเรือแข่งกันเป็นสีสันของกำปงเครี๊ยะ

07 คลื่นลมแรงก่อนฝนเทลงกลางทะเลสาบ

08 ชาวบ้านโบกมือทักทายนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา

09 นางอัปสรถูกจับจนผิวมันวาว

10 นกพิราบโบยบินเหนือยอดปราสาทนครวัด

11 ทางขึ้นสูงชันสู่หนึ่งในห้ายอดของปราสาทนครวัด

12 ไกด์โชว์ท่าถ่ายภาพยอดนิยมที่ปราสาทบายน

13 ใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

14 รากต้นไทรอ้อมรัดตัวปราสาทตาพรหม

15 หญิงชราผูกข้อมือให้ชาวบ้านด้านในปราสาทตาพรหม

16 ต้นสะปงสูงใหญ่เหนือปราสาทตาพรหม

17 นักท่องเที่ยวลอดหน้าต่างนครวัดเพื่อเก็บภาพ