พิมพจนา ปรีดีสนิท ซีบังเกิด แม่-ลูกคู่คิด… ชีวิตและงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513815

พิมพจนา ปรีดีสนิท ซีบังเกิด แม่-ลูกคู่คิด... ชีวิตและงาน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

 โค้ชจิมมี่-พจนารถ ซีบังเกิด วัย 61 ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach Group) เจ้าของโครงการโค้ชเพื่อประเทศไทย (Coaching for Thailand) และเจ้าภาพใหญ่ Asia-Pacific Alliance of Coaches 2017 Coaching Conference เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่งของความเป็นโค้ชคือความเป็นแม่ของลูกสาว พิมพจนา ปรีดีสนิท หรือ “โบ” อายุ 33 ปี โบจบปริญญาโท 2 ใบ จากสาขา International Business และสาขา Diplomacy & Trade จาก Monash University ประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า PimPredee

เพิ่งผ่านพ้น “เดือนของแม่” มาไม่นาน วันนี้ขอให้คู่แม่-ลูก คู่คิดทั้งชีวิตและการงานคู่นี้ได้คุยถึงกันแบบโค้ชๆ  (ฮา)

แม่มองโบว่า มีความเป็นตัวของเอง

จิมมี่ เล่าว่า โบเป็นเด็กเลี้ยงง่าย เลี้ยงและคุยกับลูกเหมือนเพื่อน เมื่อโบอายุได้ 3 ขวบครึ่ง ตอนนั้นพ่อกับแม่ของโบตกลงแยกทางกัน โบอยู่ในความดูแลของแม่ตั้งแต่นั้น บอกและทำให้ลูกเห็นเสมอว่า แม่รักโบ พ่อก็รักโบ วันไหนอยากอยู่กับใครก็บอก

“บ้านของเรา พ่อแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน คงไม่ง่ายนักสำหรับโบ แต่ความรักความอบอุ่นเท่านั้นทำให้เราผ่านสถานการณ์นั้นมาด้วยดี ลูกไม่ได้รู้สึกว่าครอบครัวแตกแยก ตอนที่เราอยู่กับลูกก็จะสนุกสนาน ไปไหนไปกัน แม่กับลูกจะมีเพลงประจำตัว ทุกวันนี้โบก็ยังร้องได้”

เพลงอมตะมีเนื้อร้องว่า “มีรถ 1 คัน มีกระเป๋า 1 ใบ คุณแม่ไปไหน ก็เอาน้องโบไปด้วย” ไปไหนกับลูก จิมมี่จะร้องเพลงนี้กันไปอย่างสนุกสนาน (หัวเราะ) เป็นการบอกโบทางความคิดว่า เราไม่มีวันทิ้งกัน เป็นความปลอดภัยในระดับจิตใต้สำนึกที่ทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกปลอดภัย

“ดิฉันเป็นแม่ที่ไม่เคยผลักดันลูกให้เรียนเก่ง ไม่เคยชักนำให้ลูกเรียนพิเศษ แล้วก็ไม่เคยบอกลูกว่าต้องเรียนให้เก่ง แค่ให้เขารู้จักความรับผิดชอบ มีการบ้านก็ทำการบ้าน ไม่เคยลางานเพื่อติวลูกก่อนสอบ ปล่อยให้ลูกเป็นอิสระ” จิมมี่ เล่า

มีบ้างที่ให้ความเห็นเรื่องการปฏิบัติตัวกับผู้อื่น เพื่อน คนขายของ ยาม แม่บ้าน คุณแม่คนนี้ยึดมั่นในการเคารพที่เท่าเทียม ไม่ปฏิบัติตัวเหนือกว่าหรือต่ำกว่า สำหรับเรื่องแฟน จะให้ความเห็นไม่อ้อมค้อม ถ้าขัดตาขัดใจ ก็บอกตรงๆ

“เขาเป็นคนที่ทำอะไรด้วยตัวเอง มีความเป็นอิสระ ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะหักดิบแม่ แต่เขาก็ไม่ยอมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง มีวิธีคิด มีสติ และเคารพความเป็นมนุษย์”

 หลังโบเรียนจบปริญญาโทใบที่ 2 ด้านการทูตที่ออสเตรเลีย คุณแม่ขอให้เรียนต่อเกี่ยวกับการโค้ช ได้กลับมาช่วยงานเป็นกรรมการผู้จัดการที่จิมมี่ เดอะ โค้ช ดูแลเรื่องบริหารและการตลาด จนไม่มีเวลาที่จะออกไปโค้ช ในที่สุดลูกบอกแม่ว่า จะไม่ทำงานแล้ว เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

คุณแม่บอกลูกว่า อยากเป็นอะไรก็ไปเป็น ไปหาให้เจอ ในที่สุดโบค้นพบอยากเป็นดีไซเนอร์ โดยไม่ได้ยึดติดปริญญาโท 2 ใบ และไม่เสียดายประวัติการทำงาน ในที่สุดโบก็มีแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น “พิมปรีดี” (PimPredee)

“ดีใจที่ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบและใช่”

โบพูดถึงแม่ว่า แม่ไม่สอน แม่ทำให้ดู

“ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าแม่ดุ แม่มีระเบียบ เนี้ยบเป๊ะ ในขณะที่เราไม่ใช่ จนเริ่มโตถึงเข้าใจว่า แม่เป็นเพื่อน ช่วงวัยรุ่น 17-18 ปี แม่เป็นคนแรกที่พาโบเข้าผับกินเหล้า เพื่อให้เรียนรู้และมีประสบการณ์จริง รู้จักโลกและรู้จักเอาตัวรอดในภาวะอันตราย”

หลังค้นพบตัวเองได้ทำแบรนด์ “พิมปรีดี” คอนเซ็ปต์เป็น Minimal Style เน้นความธรรมดา เรียบๆ คัตติ้งเนี้ยบ สามารถมิกซ์แอนด์แมทซ์ได้กับเสื้อผ้าที่มีอยู่เดิม ที่สำคัญคือร่วมสมัย ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ขนาดแนวเสื้อผ้ายังได้อิทธิพลมาจากแม่

“แนวคิดนี้ถูกปลูกฝังจากแม่โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อก่อนโบเห็นแม่ชอบแต่งตัว หยิบจับเสื้อตัวโน้นมาใส่กับกระโปรงกางเกงตัวนี้ บางชุดบางตัวแม่บอกว่า เนี่ยซื้อมาตั้งแต่โบยังไม่เกิดเลยนะ แบรนด์พิมปรีดีเน้นความคุ้มค่า อีก 10-20 ปี ก็ยังอินเทรนด์ นอกจากนี้ก็คือความเนี้ยบและเป๊ะเหมือนแม่”

 ตัวตนโบในปัจจุบัน เธอบอกว่ามาจากแม่ แม่ไม่เคยสอน แต่ทำให้ดู การเลี้ยงแบบให้อิสระ ทำให้เกิดความมั่นใจ มองความท้าทายเป็นโอกาส กล้าคิดกล้าตัดสินใจ พูดได้เลยว่า แม่เป็นต้นแบบ ที่ทำให้เป็นโบ

“ขอบคุณค่ะแม่”

 

เทคนิคแต่งหน้าเผยผิวใสสไตล์สาวญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513814

เทคนิคแต่งหน้าเผยผิวใสสไตล์สาวญี่ปุ่น

เทคนิคการแต่งหน้าแบบธรรมชาติ โชว์ผิวสวยสุขภาพดีสไตล์สาวญี่ปุ่น

ใครๆ ก็อยากจะมีผิวที่สวยใสสุขภาพดีกันทั้งนั้น วันนี้เราเลยมาเผยเทคนิคการแต่งหน้าสไตล์ญี่ปุ่น ที่จะเน้นโชว์ผิวเรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้แต่งหน้า

ถ้าพูดถึงการแต่งหน้าสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว เรื่องผิวนั้นสำคัญมาก ขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้เลยคือการลงครีมกันแดด เพื่อปกป้องผิวจากแสงยูวี จากนั้นลงรองพื้นให้ทั่วใบหน้า โดยใช้แปรงขนสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่หนาจนเกินไป

แต้มคอนซีลเลอร์ในจุดที่ต้องการปกปิดเพิ่มเติม เช่น รอยสิว ใต้ตา จากนั้นลงบลัชออนเนื้อครีมสี Dramatic Red เพื่อช่วยให้ผิวดูมีเลือดฝาด และใช้แปรงปัดแป้งฝุ่นเบาๆ ทั่วใบหน้า เพื่อเซตเบสเมคอัพทั้งหมดที่ลงไป

ใช้ดินสอเขียนคิ้ว 3 in 1 โดยใช้ด้านดินสอวาดโครงคิ้วแบบโค้งๆ ไม่ตัดมุม จากนั้นใช้ด้านฝุ่นถมตามแนวคิ้วที่วาดไว้ให้เต็ม โดยไล่สีให้ช่วงหัวคิ้วอ่อนกว่าหางคิ้ว เพื่อความเป็นธรรมชาติ สุดท้ายใช้แปรงปัดคิ้ว ปัดให้เส้นขนคิ้วเรียงตัวสวย

เมคอัพสไตล์ญี่ปุ่นจะไม่เน้นคัดเบ้าให้ลึก แต่จะเน้นความสดใสของดวงตามากกว่า ให้ใช้อายแชโดว์เนื้อเจลสี Pink Beige ลงเป็นเบส เพื่อให้อายแชโดว์สีชัดขึ้น และช่วยปกปิดความหมองคล้ำของเปลือกตา จากนั้นใช้อายแชโดว์แบบฝุ่นโทนสีแชมเปญลงทั่วเปลือกตาและขอบตาล่าง คัดเบ้าตาจางๆ ด้วยอายแชโดว์แบบฝุ่นสีน้ำตาลธรรมชาติ พร้อมแตะพิกเมนต์สีชมพูประกายท็อปช่วงกลางตาและขอบตาล่าง

ใช้อายไลเนอร์หัวเมจิกวาดเป็นเส้นบางๆ ชิดโคนขนตา วิงปลายหางขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ตาดูเฉี่ยว จากนั้นปัดขนตาบนด้วยมาสคาร่าสูตร Volume ที่ช่วยให้ขนตาดูหนา และปัดขนตาล่างด้วยมาสคาร่าสูตร Curl & Keep ที่ขนแปรงเส้นเล็กละเอียด เพื่อให้ขนตาล่างดูยาวขึ้น

ปัดบลัชออนเนื้อฝุ่นสี Natural Peach โทนชมพูโอลด์โรส ที่โหนกแก้มเบาๆ เพื่อเผยผิวแลดูมีเลือดฝาด จากนั้นใช้ Shade Brown สีน้ำตาล ในการเฉดดิ้งบริเวณกรอบหน้าและจมูก รวมไปถึงแตะ Glow Highlight เพื่อไฮไลท์เพิ่มมิติที่โหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก และปลายคาง

แต่งแต้มริมฝีปากด้วยลิปสติกสูตร Moist Type สี Nude Beige ที่ให้สีติดชัดทนนาน และมอบความชุ่มชื้นเหมือนลิปครีม และเนื่องจากสาวญี่ปุ่นจะเน้นริมฝีปากที่แวววาว ชุ่มชื้น ลิปกลอสจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นให้คอมพลีทลุคด้วยลิปกลอสสี Feminine Blue ที่มอบความโปร่งใสแบบสาวหวาน เท่านี้ก็พร้อมเผยผิวใสสไตล์สาวญี่ปุ่นแล้ว

 

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้ให้กำเนิด ‘ปรัชญาของนายพีท’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513812

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้ให้กำเนิด 'ปรัชญาของนายพีท'

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เดินเข้าร้านหนังสือ พบหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่ให้ข้อคิดในการทำงาน “อย่ามัวแต่ลับมีด…ในวันที่คนอื่นใช้ปืน” เมื่อหยิบมาพิจารณาใกล้ๆ อ้าว! นี่เป็นเล่มที่สามแล้วนี่นา พอดูชื่อผู้เขียนก็เซอร์ไพรส์ เพราะเป็นคนในแวดวงการเงินที่คุ้นเคย ไมค์-สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

ไมค์ เล่าถึงบทบาทนักเขียนที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าได้ออกหนังสือมาแล้ว 3 เล่ม เล่มแรกชื่อ “ความสำเร็จที่แถมมาด้วยความสุข” เล่มที่สอง “มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม มองข้ามอุปสรรคที่คนอื่นมองเห็น” ซึ่ง 2 เล่มแรกออกเมื่อปี 2558 และก็เพิ่งมาออกเล่มล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค. 2560 นี่เอง เนื้อหานั้นเป็นการรวมเล่มจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก “Pete’s Philosophy” ของตัวเอง

“เรามีประสบการณ์ที่เคยเป็นทั้งลูกน้อง ทั้งหัวหน้ามาเล่า ยังจำความรู้สึกที่เป็นลูกน้องได้ เพราะมันเพิ่งผ่านมาไม่นาน และในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าคนด้วย จึงมาเขียนบล็อกในเพจ Pete’s Philosophy คิดเป็น Article แล้วผมชอบวาดรูป ก็วาดการ์ตูนเอง เสร็จก็ใช้มือถือถ่ายแล้วโพสต์ลงเพจ”

เมื่อถามว่า พีท เป็นตัวแทนของ ไมค์ เองหรือเปล่า ไมค์ก็หัวเราะพร้อมปฏิเสธ ก่อนอธิบายว่า

“พีทเป็นชื่อที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ตั้งเป้าให้พีทเป็นคนอายุ 30 กว่าๆ ซึ่งผมไม่ใช่ (หัวเราะ) พีทเป็นหัวหน้า มีทีมงานของตัวเอง แต่เขาก็ยังมีหัวหน้าอีกเยอะ ฉะนั้นพีทจึงเป็นคนที่มีไอเดียเกี่ยวกับการทำงานยังไง พอผ่านประสบการณ์มากขึ้น เริ่มมีเรื่องคน เรื่องวิธีการทำงาน หรือเรื่องเกษียณ เช่น เกษียณยังไงไม่ให้คนอื่นลำบาก และมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิต เช่น ที่ให้ข้อคิดว่า ถ้าไม่กล้าก็ไม่ได้ทำอะไรสักที”

เพจ Pete’s Philosophy ตอนนี้มีผู้ติดตาม 1 แสนกว่าคนแล้ว  นอกจากจะต่อยอดมีหนังสือเป็นของตัวเอง นายพีทคนนี้ยังมีสติ๊กเกอร์ในแอพพลิเคชั่นไลน์อีกด้วย…ไม่เบาจริงๆ

บางเรื่องไมค์เขียนเองชอบเอง อย่างเรื่อง มูลค่า กับ คุณค่า แยกให้ออก ที่มาจากประสบการณ์ตรง คือที่บ้านมีเก้าอี้หนังตัวหนึ่งที่ซื้อมาแพงมาก

“ช่วงที่ลูก 3-4 ขวบ ชอบใช้เล็บข่วนเก้าอี้จนเป็นรอย ช่วงแรกหงุดหงิด แต่พอเวลาผ่านไปมีโมเมนต์นั่งคิด แล้วก็มาคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องมูลค่าถูกหรือแพง อีกหน่อยลูกเราคงไม่ทำแล้ว แต่เก้าอี้นี้จะมีคุณค่ามากมายมหาศาล เป็นเก้าอี้ที่มีรอยอดีต เวลาเรานั่งเรายิ้มได้ทุกทีที่นึกถึงที่มาของร่องรอย อีก 20 ปีลูกแต่งงานไป เราก็ยังนั่งและคงมีความสุข”

ไมค์ เล่าด้วยว่า ที่อยากเขียนเพราะชอบสอนด้วย ซึ่งช่วงก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย มีเวลาว่างช่วงหนึ่งได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่องการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

“ชอบอารมณ์ที่ได้ถ่ายทอด ก็คิดว่าถ้าเกษียณอายุหรือเออร์ลี่รีไทร์ ก็อาจจะไปสอนหนังสือก็ได้ และเวลาที่บล็อกเรามีคนแชร์บอกว่าได้ประโยชน์ หรือมีคนอินบ็อกซ์ถามเข้ามา เช่น มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ผมก็ตอบเขายาวเลย อย่างนี้ชอบ สนุกดี

“ให้เรียกตัวเองว่าเป็นอาชีพอะไร อืม! ถ้านักการตลาดก็มีคนเก่งกว่าผมเยอะ หรือนักการเงินก็มีคนเก่งกว่าเยอะ ไม่รู้หรอก อย่างเขียนหนังสือก็สนุกดี แต่เขียนเป็นงานอดิเรกมากกว่า ส่วนการสอนหนังสือไม่ได้สอนแล้ว แต่อยู่ในแพลนที่อยากจะสอน ผมเชื่อว่าคนเราทำได้ทุกอย่างถ้าอยากทำ และถ้ามีความสุขในการทำจะยิ่งทำได้ดี”

ส่วนผสมลงตัวระหว่างธุรกิจกับศิลปะ

ไมค์เรียนจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้านมาร์เก็ตติ้งไฟแนนซ์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น อิลลินอยส์  สหรัฐอเมริกา แต่เห็นได้ว่างานที่ทำจะอยู่ในสายงานธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยไปทางสังคมศาสตร์อย่างที่เรียนมา

“ทำงานที่แรกเป็นแอคเคาต์แมเนเจอร์บริษัทเอเยนซีโฆษณา โลว์ ลินตาส จากนั้นได้โอกาสทำงานที่ซิตี้แบงก์ ในฐานะโปรดักส์แมเนเจอร์ในผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต และเลื่อนขึ้นเป็น คันทรี มาร์เก็ตติ้ง ไดเรกเตอร์ ดูภาพรวมการตลาดของซิตี้แบงก์ ก่อนย้ายค่ายไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ในตำแหน่ง Head of credit card และขึ้นเป็น Mass customer seqment ลูกค้าทั่วไป ควบตำแหน่ง Head of digital banking หลังออกจากไทยพาณิชย์ได้ไปทำธุรกิจส่วนตัวระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย ในปัจจุบัน

“ที่เลือกเรียนสายสังคมศาสตร์นั้น เพราะเป็นเรื่องรากฐาน หากไปเรียนเทคโนโลยี อีก 10 ปีก็เปลี่ยนแล้ว แต่สังคมยังเหมือนเดิม เช่น เรียนเรื่องสลัม ก็จะสอนว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นเรื่องผมที่สนใจ ซึ่งข้อดีเมื่อทำงานเกี่ยวกับธุรกิจหรือการตลาด ยิ่งเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น ช่วยเรื่องงานได้เยอะมาก”

ถึงแม้จะสนใจสังคมศาสตร์ แต่ไมค์ไม่มีความคิดที่จะไปทำงานด้านสังคมหรือการเมืองเลย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบด้านธุรกิจและด้านการตลาด

“รู้สึกสนุกที่ได้ทำ ส่วนการเมืองก็ติดตามข่าวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้อยากทำงานทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในพาร์ตของการเขียนหนังสือก็คล้ายกับเป็นงานด้านสังคมวิทยาอยู่เหมือนกัน หนังสือไปอยู่ในหิ้งหมวดจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการติดต่อกับคน”

อนาคตการทำงานของไมค์นั้นไม่ได้วางไว้ เพราะไม่เคยคิดระยะยาวเลย คิดแค่ว่าให้มีความสุข สนุกกับสิ่งที่ทำก็พอ เมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่มีความสุข แสดงว่าไม่ใช่เวลาแล้ว

 “อีกข้อหนึ่งไม่ต้องกลัวว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วตัน เท่าที่ดูจากประสบการณ์คนรู้จักไม่เคยมีคนตันเลย คิดว่าเอาให้มีความสุขและทำได้ดี ถ้าเราทำได้ดีแล้วคนอื่นมองว่าไม่ดี นั่นก็ถึงเวลาที่ออกมาเหมือนกัน แต่แล้วก็จะต้องมีทางไปต่ออยู่ดี ไม่กลัวอนาคต ตัวเองจึงไม่แพลนว่า 5 ปี 10 ปี จะเป็นอะไร ไม่เคยเลยตั้งแต่ทำงาน โชคดีที่มาด้วยตัวมันเอง ที่เห็นความก้าวหน้ามาเรื่อยๆ

“ต่อให้ไม่ก้าวหน้าแต่มีความสุข ผมก็ว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ผมมีเพื่อนหลายคนก็อยู่ที่เดิมแต่เขามีความสุขมาก ชีวิตด้านอื่นก็มีความสุขสุดๆ แม้ด้านนี้อาจไม่ได้ไปวิ่งเร็วมาก นั่นคือประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิต เพราะความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างผมตอนนี้ก็มีความสุขดี ถามว่าเครียด งานก็เยอะ ก็มีบ้าง แต่สนุก เราได้อยู่ในองค์กรที่ช่วยอะไรได้จริงในตลาด”

 

เดิน หายใจ อ่อนวัย เคล็ดชีวิตของ สุมาลี บำรุงสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513810

เดิน หายใจ อ่อนวัย เคล็ดชีวิตของ สุมาลี บำรุงสุข

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 ใครเป็นนักอ่านเชื่อว่าย่อมรู้จักดีกับนามปากกา “สุมาลี” หรือสุมาลี บำรุงสุข นักเขียนนักแปลชื่อดัง โดยเฉพาะซีรี่ส์โด่งดังของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” นั่นเอง

ปัจจุบันในวัย 62 ปี สุมาลีใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษกับคู่ชีวิต เรื่องราวที่น่าสนใจของเธอเกี่ยวกับไอเดียการใช้เวลาว่างของนักแปลมือเก๋า

 “ในวันพักผ่อนหรือในวันที่ไม่ได้เขียนหรือแปลหนังสือ ก็จะใช้เวลากับการเดิน การหายใจ การออกกำลังกาย และการอ่านหนังสือ ถ้าไม่เขียนก็อ่าน” สุมาลี เล่า

นักแปลคนดังกล่าวว่า การเดินช่วยได้มากในแง่ของสุขภาพร่างกาย ยังความสดชื่นแจ่มใส บางวันออกไปเดินภายนอกตัวบ้านไม่ได้ เพราะสภาพอากาศหรืออะไรก็ตาม สุมาลีก็จะใช้วิธีเดินไปเดินมาภายในบ้าน เดินในสนามภายในบ้าน ชื่นชมต้นไม้ดอกไม้

“อย่างน้อยต้องมี 25 นาที ที่อังกฤษเดินอย่างต่ำประมาณนี้หรือมากกว่านี้ทุกวัน”

แล้วถ้าหนาวมากจนไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ล่ะ ที่อังกฤษเวลาเข้าสู่ฤดูหนาวจะหนาวมาก มีกรณีหนาวจนสั่นและต้องอยู่แต่ในบ้านบ่อยเหมือนกัน ใช้วิธีหายใจลึกๆ ช้าๆ แทน กำกับสติไปด้วยเวลาหายใจ เพราะฉะนั้นจะชอบมากเวลากลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย เพราะอากาศดี (ร้อน) เดินได้ตลอด

ขอขยายความเรื่องการหายใจ สุมาลี เล่าว่า เธอเดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยทุกปี ในครั้งหนึ่งได้พบเคล็ดลับเรื่องการหายใจจากเว็บไซต์เรื่องการหายใจของโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ลองทำตามแล้วพบว่าถูกจริตกัน วิธีไม่มีอะไรมากไปกว่าการนับ โดยนับกำกับการหายใจในทุกครั้งที่สูดลมเข้าและออก

“เป่าลมหายใจออกมาให้ผ่านปาก หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ กำหนดรู้ กำหนดนับ ทำให้ได้ 30 ครั้งอย่างน้อยต่อวัน จะผ่อนคลายลงไปอย่างที่ตัวเองก็รู้สึก ก็สัมผัสได้” สุมาลี เล่า

ส่วนการอ่านหนังสือ สุมาลี เล่าว่า หนังสือคือลมหายใจของชีวิต เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยส่วนตัวแล้วอ่านทุกอย่างและสนุกกับทุกอย่าง เพลิดเพลินไปกับตัวอักษร ตั้งแต่ต้นฉบับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตำราทำอาหาร รวบรวมข้อเขียนคนดัง หรือหนังสือธรรมะ

“กำลังอ่านหนังสือที่เขียนขึ้นโดยลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อชา สุภัทโท อ่านแล้วสบายใจและได้ข้อคิดว่า เรื่องเรานิดเดียว เราคิดถึงแต่ตัวเรา คิดถึงแต่ตัวเองมากไป หาเรื่องมองให้พ้นไปจากตัวเองบ้าง ก็จะแจ่มใส หายเครียด”

ชีวิตผ่านมาถึงวัยนี้ เธบกว่าก็ย่อมมีบ้างที่เคยไม่สบอารมณ์ ไม่สบายใจ อึดอัดใจ เช่น อยากเขียนหนังสือ อยากทำโน้นอยากทำนี่ เดินไปเดินมาและไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากนั้นเลย เพราะอะไร ก็เพราะสิ่งที่สมบูรณ์ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ คนใกล้ตัวอยู่ใกล้ๆ เรา ก็ไปหาเรื่องให้เขาปวดหัว หรือบางทีเขาก็หาเรื่องมาให้เราปวดหัว มองให้เห็นเป็นธรรมดาเสีย

 “อายุมากขึ้น ดีขึ้นที่ความคิด เพราะคิดได้และคิดเป็น เมื่อก่อนตอนสาวๆ ขี้โมโห รักไม่สมหวังก็ทุกข์ โลกนี้ช่างหดหู่ แต่เมื่อแก่ตัวลง กลับเห็นว่าเป็นไป ดีขึ้นและทุกข์น้อย”

ปัจจุบันนี้ถ้าเครียดมากโกรธมาก สุมาลีใช้วิธีเดิน โดยเธอใช้คำว่า “เดินกำหนด” ความโกรธจะค่อยๆ หายไป เพราะรู้ถึงความโกรธควบคู่ไปกับกริยาอาการก้าวย่าง หรือบางทีก็ไม่ได้กำหนด เพราะเผลอมองโน้นมองนี่ เพลินๆ ไปเลยหายโกรธไปแล้ว

เดินแล้วหายโกรธจริงๆ หรือนี่ สุมาลี เล่าว่า ถนนที่ใช้เดินบ่อยๆ ก็เป็นถนนสายเล็กๆ ที่ทอดตัวอยู่กลางหมู่บ้านเล็กๆ ของเธอ ใกล้ๆ กับลอนดอน ที่ปลายถนนยังมีสวนอังกฤษสวยงามมาก ชื่อ Sfinsburg Park บรรดาแม่ๆ  ชอบพาลูกเล็กๆ มาเล่นที่ปาร์คแห่งนี้

คำถามสุดท้ายคือเคล็ดลับความอ่อนเยาว์ สุมาลี เผยว่า คือหัวใจที่เด็กตลอดกาล ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่เขียนหรือแปลหนังสือเกี่ยวกับเด็กหรอก (ฮา)

 

กวิณ โอภาสวงการ ความสำเร็จอยู่ที่โอกาส ไขว่คว้า ลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513809

กวิณ โอภาสวงการ ความสำเร็จอยู่ที่โอกาส ไขว่คว้า ลงมือทำ

 โดย พูลศรี เจริญ

 กวิณ โอภาสวงการ ทายาทคนโตของ ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ วาณิชธนากรฝีมือดีแถวหน้าของไทย

กวิณ จบไฮสคูลที่โรงเรียนนานาชาติ โชรส์เบอรี กรุงเทพ จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านบริหาร ที่มหาวิทยาลัยรอยัล ฮอลโลเวย์ แห่งลอนดอน และปริญญาโทด้านบริหารที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน อังกฤษ ผ่านการฝึกงานในสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของโลกหลายต่อหลายแห่งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

เมื่อจบปริญญาโท กวิณตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะกลับบ้านเกิด ด้วยเหตุผลอยู่อังกฤษก็ไม่เหมือนอยู่บ้านเรา จากนั้นมาทำงานที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจกลยุทธ์ บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์”

คุณพ่ออยากให้ผมเรียนด้านการบริหารและการเงิน ท่านบอกว่าไม่ว่าจะทำงานอยู่สายงานไหน อย่าทิ้งเรื่องการเงิน เพราะการเงินถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน”

ปัจจุบัน กวิณ อายุ 26 ปี แต่เขาดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ เจ้าตัวบอกว่าอาจเป็นเพราะต้องไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่วัยเด็กต้องรับผิดชอบตัวเอง

กวิณ ทำงานที่เอเซีย พลัส ได้ประมาณ 1 ปี ตัดสินใจลาออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการก่อตั้ง ชิฟท์ เวนเจอร์ส กับกลุ่มเพื่อนๆ หลังคิดตกผลึกว่าการเป็นลูกจ้างเป็นเส้นทางที่ไม่ใช่

การก้าวออกจากพนักงานประจำใน เอเซีย พลัส ซึ่งเป็นธุรกิจที่พ่อสร้างและปั้นจนเติบใหญ่ กวิณ บอกว่า เขาคิดถูก เพราะทำให้มีเวลาคิดเรื่องต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายของชิฟท์ เวนเจอร์ส

“พอหลุดออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงการทำงานประจำที่ เอเซีย พลัส ผมประสบความสำเร็จมากพอสมควร ”

ชิฟท์ เวนเจอร์ส ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 2559 เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจ 3 แกนนำ ประกอบด้วย วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ซึ่งเคยทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ซิลิคอนวัลเลย์ วิเลิศ อรวรรณวงศ์ มีประสบการณ์ทางด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลเอเยนซี และกวิณ

กวิณ อธิบายว่า ชิฟท์ เวนเจอร์ส เป็นส่วนผสมระหว่างไพรเวทอิควิตี้ หรือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนร่วมลงทุน หรือเวนเจอร์แคป

อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ชิฟท์ เวนเจอร์ส เป็นสังคมหรือเป็นคอมมูนิตี้ นอกจากมีกวิณ และเพื่อนๆ แล้วก็ยังมีผู้ที่ร่วมลงขันตั้งกองทุนดังกล่าว โดยมีทั้งนักลงทุนรายบุคคลและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนผู้ที่มีธุรกิจดั้งเดิมอยู่แล้ว

“กลุ่มผม คือ ชิฟท์ บวกนักลงทุนในคอมมูนิตี้ของเรา กลุ่มเรามีอายุตั้งแต่อายุ 25-26 ปี และ 60 กว่าปี มีทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจที่บางส่วนมีสายสัมพันธ์จากคุณพ่อ หรือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว”

กวิณ บอกว่า ชิฟท์ เวนเจอร์ส มีเป้าหมายชัดว่าจะเป็นแหล่งสนับสนุนการลงทุนครบวงจรสำหรับธุรกิจตั้งต้นใหม่ หรือ “สตาร์ทอัพ”

แผนลงทุนในสตาร์ทอัพ 2-3 ราย/ปี เป็นธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ วงเงินลงทุนในประเทศตั้งเป้าบริษัทละ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป (ประมาณ 6.65 ล้านบาทขึ้นไป คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 33.25 บาท/ดอลลาร์) ส่วนการลงทุนต่างประเทศตั้งงบ 5-6 หมื่นปอนด์/บริษัท

ขณะที่ตั้งเป้าลงทุนบริษัทละ 5 ปี จากนั้นถอนเงินลงทุนออกเพื่อทำกำไร 2 บริษัท รูปแบบการลดสัดส่วนการลงทุน จะมีทั้งขายหุ้นออกบางส่วนด้วยการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และขายกิจการต่อให้คนอื่น ตั้งเป้ากำไร 5-10 เท่า

บทบาทของ ชิฟท์ เวนเจอร์ส นอกจากสนับสนุนเรื่องเงินทุนแล้ว ยังให้คำปรึกษาและช่วยจัดการเรื่องภาษีที่ต้องเสียในแต่ละประเทศให้คุ้มค่าที่สุดด้วย รวมถึงจะแนะนำผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้เพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจ

ล่าสุด ชิฟท์ เวนเจอร์ส ได้ใส่เงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพแล้ว 3 บริษัท เป็นการคัดมาจาก 70-80 บริษัท หนึ่งในนั้นมีบริษัทที่กวิณ และเพื่อนภูมิใจนักหนาว่าเป็นดีลใหญ่ นั่นก็ คือ การลงทุนในบริษัท แสนรู้ (Zanroo) เป็นเงิน 7.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 259 ล้านบาท

แสนรู้ คือบริษัทสตาร์ทอัพที่ทำธุรกิจแบบ B2B โดยเฉพาะ บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับระบบโซเชียล มอนิเตอริ่ง (Social Monitoring) เป็นหลัก และนำข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า (Big Data : ข้อมูลขนาดใหญ่) บนโลกโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ พันทิป อินสตาแกรม ฯลฯ ที่คนพูดถึงในง่มุมต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงการตลาด

กรณีของบริษัท แสนรู้ ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 3-5 ปีข้างหน้า เป้าหมายของเจ้าของ คือ มาร์เก็ตแคป 3 หมื่นล้านบาท

“การลงทุนในบริษัท แสนรู้ ถือว่าเราเดินมาถูกทาง วัดจากผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง โดยลงทุนได้ 2 เดือน มีลูกค้า 100 บริษัท มีลูกค้าทั้งที่เป็นธุรกิจอาหาร และโรงแรม เปิดให้บริการแล้ว 9 ประเทศ ผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ออกมาเท่ากับปีที่แล้วทั้งปี”

กวิณ บอกว่าจุดเด่นของแสนรู้ คือ การมีซอฟต์แวร์ที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังขยายตลาดต่างประเทศจนกลายเป็นเบอร์ 1 ในมาเลเซีย และมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศอีกหลายประเทศ รวมถึงตั้งเป้าเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทยอีกด้วย

อีกบริษัทที่ได้ลงทุนไปแล้ว คือ บริษัท ลอคค์ บอกซ์ (Lock Box) กวิณ บอกว่าผู้ก่อตั้งเป็นเพื่อนเขา มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท กวิณ ถือหุ้นอันดับ 2 บริษัทดังกล่าวยังต่อยอดรายได้ด้วยการให้เช่าพื้นที่ของลอคค์ บอกซ์ เพื่อลงโฆษณา เท่ากับว่ามีรายได้ 2 ทาง

ลอคค์ บอกซ์ เป็นเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ให้บริการตู้รับฝากของตามแนวรถไฟฟ้า ปัจจุบันมี 20 จุด ไม่รวมการให้บริการบนห้างสรรพสินค้า ซึ่ง กวิณ บอกว่าจะขยายพื้นที่และทำเลการให้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลที่มีเจ้าล็อกเกอร์สีเหลืองแบรนด์ Lock Box เรียงรายอยู่ตามแนวสถานีรถไฟฟ้า เกิดจากจากการที่กลุ่มผู้ก่อตั้งได้เล็งเห็นว่าประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่กลับไม่มีผู้ให้บริการรับฝากสัมภาระ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนนักช็อป และผู้ที่ไม่ต้องการหิ้วสัมภาระระหว่างการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการขนส่งมวลชนและการท่องเที่ยวไทย ให้ขึ้นไปสู่มาตรฐานบริการระดับสากล

นอกจาก 2 บริษัทข้างต้นแล้ว ชิฟท์ เวนเจอร์ส ยังทำงานกันหนักเพื่อเฟ้นหาบริษัทที่จะลงทุนกันไปเรื่อยๆ โดยล่าสุด ได้ลงทุนในสตาร์ทอัพอีก 1 บริษัท เป็นธุรกิจแฟชั่นในอังกฤษ ที่ออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้นักร้องเจ้าของเคยทำแบรนด์ใหญ่มาก่อน

สตาร์ทอัพอีกบริษัท เป็นฟินเทค ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและโอนเงินข้ามประเทศ อยู่ระหว่างการเจรจาคาดว่า ได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ โดยบริษัทดังกล่าวได้ใบอนุญาตให้โอนเงินในยุโรปได้แล้ว และคาดว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตดี

กวิณ บอกว่าการลงทุนต่างประเทศ เขาและเพื่อนยังต้องอาศัยคุณพ่อ (ก้องเกียรติ) ช่วยดูและร่วมเจรจาด้วย

ธุรกรรมธุรกิจแฟชั่นผ่านการคัดกรองอย่างดี ทั้งกวิณ เพื่อน และพ่อของเขาให้ความเห็นว่าควรลงทุนหลังลงมือสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจด้วยตัวเองกับคำถามที่เข้มข้นและเคี่ยวตามสไตล์ของมือวาณิชธนากรที่ผ่านการทำธุรกรรมมามากต่อมาก

“การลงทุนต่างประเทศตอนนี้จะมีคุณพ่อเป็นพี่เลี้ยงร่วมเจรจา ส่วนลงทุนในประเทศผมและเพื่อนจะตัดสินใจด้วยตัวเอง”

สาเหตุที่ต้องมีคุณพ่อร่วมด้วยช่วยตัดสินกรณีลงทุนต่างประเทศ กวิณว่า พ่อของเขามีประสบการณ์สูง โดยทั้งสองคนจะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่อังกฤษช่วยดูให้ด้วย

“ผมมีเพื่อนที่เป็นทนายความช่วยดู ส่วนคุณพ่อมีเพื่อนที่เป็นนายธนาคารช่วยคัดกรองให้ด่านแรก ซึ่งผมและคุณพ่อเห็นตรงกันว่าถ้าผ่านสองคนนี้มาแล้วก็มั่นใจได้”

สำหรับธุรกิจที่ ชิฟท์ เวนเจอร์ส สนใจอีกธุรกิจ คือ เครื่องสำอาง เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในเอเชีย และก็เช่นเคย แบรนด์ที่จะนำเข้ามาขายมาจากอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่กวิณและพ่อคุ้นเคย

การก้าวเดินในแต่ละก้าวของกวิณตั้งแต่เล็กจนเป็นนักธุรกิจหนุ่มน้อยในวันนี้ เขาถูกปูพื้นฐานมาอย่างดีและเป็นระบบจากบุพการี

“คุณพ่อคุณแม่สอนว่า ก่อนจะทำอะไรให้วิเคราะห์ให้ดี ทั้งการทำธุรกิจ การใช้ชีวิต คนที่คบหา และพาร์ตเนอร์ธุรกิจ”

หลักคิดสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่จากกวิณคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง เขาบอกว่าต้องชอบในสิ่งที่ทำ เมื่อชอบแล้วความตั้งใจก็จะตามมา แต่ต้องให้มั่นใจว่าสิ่งที่ชอบต้องตอบโจทย์ทั้งตัวเองและนักลงทุน

“คุณพ่อสอนว่า ให้ทำในสิ่งที่ชอบ และต้องรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตให้ดี นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สอนว่าใน 1 อาทิตย์ ควรมี 1 วันที่ต้องพักให้เต็มที่”

กวิณ กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการสัมภาษณ์ว่า ความสำเร็จในชีวิตอยู่ที่โอกาส การไขว่คว้าและลงมือทำจริง ที่สำคัญคือ ตัวเขาเองเป็นคนที่ชอบทำธุรกิจมาตั้งแต่วัยเด็ก และหนุ่มน้อยคนนี้ได้สานฝันตัวเองแล้ว

 

ขนมญี่ปุ่นสามมิติสุดแปลก หน้าตาเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อตัดเสิร์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513703

ขนมญี่ปุ่นสามมิติสุดแปลก หน้าตาเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อตัดเสิร์ฟ

ขนมเยลลี่ของญี่ปุ่น ที่ทุกครั้งเวลาตัดเสิร์ฟเป็นชิ้น หน้าตาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เมื่อพูดถึงขนมญี่ปุ่น เรามักจะนึกถึงความน่ารัก ความครีเอท และหน้าตาที่ดูไม่เหมือนใคร เช่นเดียวกับ “Fly Me To The Moon” ขนมเยลลี่ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Nagatoya เป็นเยลลี่มาในรูปบล็อกสี่เหลี่ยม โชว์ภาพนกสีฟ้าที่กำลังโบยบินไปดวงจันทร์

เมื่อชิ้นเยลลี่ถูกตัดออกไปมากขึ้น นกจะค่อยๆ กางปีกออกบินไปยังดวงจันทร์ จากพื้นหลังสีเหลืองจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีแสงสีฟ้าเข้ามาแทนที่ ทำให้ได้รูปร่างและรสชาติของขนมแต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปทุกครั้งที่ตัดเสิร์ฟ

ชั้นบนสุดและล่างสุดของขนมเป็นเยลลี่รสถั่วแดง ตรงกลางเป็นเยลลี่รสแชมเปญ แซมด้วยนกและดวงจันทร์ที่เป็นเยลลี่รสมะนาว พร้อมโรยท็อปปิ้งด้านบนด้วยแครนเบอร์รี วอลนัตญี่ปุ่น และลูกเกด

ขนมหวานสุดแปลกชิ้นนี้มาในกล่องสวยงามที่ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Reika Masuda

“Fly Me To The Moon” มีขายที่ร้านค้าออนไลน์ของ Nagatoya ราคา 3,500 เยน หรือประมาณ 1,000 บาท ซึ่งเจ้าขนมชิ้นนี้ฮอตมากถึงขั้นมียอดสั่งซื้อท่วมท้น ต้องใช้เวลารอของประมาณ 10 วันหลังจากชำระเงินเลยทีเดียว!

ที่มา: Sora News 24

 

เผยโฉมชุดดำน้ำมาดนักธุรกิจราคาหลักแสน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513673

เผยโฉมชุดดำน้ำมาดนักธุรกิจราคาหลักแสน!

ชุดดำน้ำดีไซน์เหมือนชุดสูท ดูหรูหราจากแบรนด์ Thom
Browne ที่ใส่ไปโต้คลื่น หรือดำน้ำดูปะการังเสร็จแล้วก็เข้าประชุมต่อได้เลย!

เวลานึกถึงชุดดำน้ำ ทุกคนคงจะนึกภาพตัวเองใส่ชุดว่ายน้ำแขนยาว
ขายาว ปิดมิดชิดสีเข้มๆ สุดเชย ดูยังไงก็ไม่แฟชั่นเอาซะเลย
แต่ครั้งนี้ลองเปลี่ยนความคิดกันใหม่ เพราะแบรนด์ Thom Browne
ได้สร้างสรรค์ชุดดำน้ำสุดพิเศษที่จะลบภาพชุดดำน้ำทุกแบบที่เคยมีมา!

ชุดดำน้ำสุดแปลกที่ว่านี้ก็คือ TROMPE
L’OEIL TECHNICAL WETSUIT จากแบรนด์ Thom Browne
ที่ถูกดีไซน์ให้คล้ายกับชุดสูท ดูหรูหราเหมือนไม่ได้มาดำน้ำ
แต่มาประชุมในมาดนักธุรกิจใหญ่อะไรแบบนั้น!

นอกจากดีไซน์เก๋ไก๋กับลายพิมพ์เลียนแบบชุดสูทแบบเต็มยศแล้ว
เว็ทสูทตัวนี้ยังช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขณะลงไปดำน้ำอีกด้วย หรือใครไม่อยากดำน้ำ
จะใส่ไปเล่นกระดานโต้คลื่นก็ดูหล่อเท่ได้เหมือนกัน

แต่ใครที่อยากได้มาไว้ในครอบครองก็ดูยอดเงินในบัญชีกันสักหน่อย
เพราะเว็ทสูทตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ $3,900 หรือประมาณ 130,000 บาท
เลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่าเอาไปสร้างสระว่ายน้ำที่บ้านน่าจะเวิร์คกว่า

ที่มา: Mikeshouts

ภาพ: Apparatusmag/

 

รวมสบู่สุดเก๋ที่เหมาะกับแต่ละคนในกลิ่นที่คาดไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513659

รวมสบู่สุดเก๋ที่เหมาะกับแต่ละคนในกลิ่นที่คาดไม่ถึง

อาบความเก๋ด้วยสบู่กลิ่นตดยูนิคอร์นและกลิ่นแปลกๆ อีกเพียบ

สบู่ตามท้องตลาดที่เราเคยเห็นก็จะมีแค่กลิ่นปกติทั่วไป แต่สบู่จากต่างประเทศแบรนด์หนึ่งใส่ใจในผู้บริโภคลึกลงไปกว่านั้น ออกสบู่สุดเก๋ที่เหมาะกับแต่ละคน ให้เลือกใช้ในโอกาสที่ต่างกัน รวมไปถึงตั้งชื่อกลิ่นเก๋ๆ ที่เห็นแล้วจะต้องอยากลองใช้สักครั้ง

สบู่สำหรับเป้าหมายในชีวิต ดูเหมือนทุกคนจะมีเป้าหมายในชีวิตกันหมด ถ้าคุณยังหาเป้าหมายในชีวิตไม่เจอ เราแนะนำให้ใช้สบู่อันนี้ ที่น่าสนใจคือเขาบอกว่าเป็นกลิ่น Unicorn Farts กลิ่นตดยูนิคอร์นจะเป็นยังไงต้องลอง

สบู่เพิ่มความเซ็กซี่ ที่จะทำให้คุณกลายเป็น Kardashian อีกคน มาในกลิ่น Tanning Oil หรือน้ำมันทาผิวแทน เซ็กซี่กันให้สุด!

สบู่สำหรับคนชอบกิน เอาใจสายแดกด้วยกลิ่น Frito Pie หรือข้าวโพดทอดกรอบอบชีส งานนี้อาบๆ อยู่แล้วจะเผลอหยิบใส่ปากหรือเปล่าเนี่ย

สบู่สำหรับฮิปสเตอร์ก็มี! มาในกลิ่นกาแฟ เบคอน และคราฟต์เบียร์ พอจับมารวมกันแล้วจะออกมาเป็นยังไงกันนะ

สบู่สำหรับมนุษย์อินโทรเวิร์ต หรือคนที่ชอบเก็บตัว ไม่ค่อยเข้าสังคม เป็นสบู่ที่ไม่มีกลิ่น! เพราะจากคำอธิบายบอกว่า ยังไงชาวอินโทรเวิร์ตก็ไม่ค่อยออกไปพบปะกับใครอยู่แล้ว ดังนั้นสบู่ก็ไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นหรอก

สบู่สำหรับพวกชอบซุบซิบ เป็นกลิ่นกาแฟเฮเซลนัต น่าจะหอมหวานใช้ได้ แต่ดูจากชื่อกลิ่นแล้วจะใช้ดีมั้ยล่ะเนี่ย

สบู่สำหรับลูกคนกลาง เขาว่ากันว่าลูกคนกลางมักจะได้รับความสนใจน้อยที่สุด ทางแบรนด์เลยให้คำอธิบายเจ็บๆ ว่า เอาเลย ทำผมสีม่วงไปเลย เพราะยังไงก็ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว พร้อมออกสบู่กลิ่นกาว ดมกาวกันไป

สบู่สำหรับรักแท้ ใครเพ้อๆ สายเทพนิยายหน่อยต้องใช้สบู่กลิ่นนี้เลย เป็นกลิ่นบลูเบอร์รีแพนเค้ก ดูแล้วน่าจะหอมหวานใช้ได้

สบู่สำหรับอาการเขียนไม่ออก นักเขียนหลายคนพอทำงานไปเรื่อยๆ ต้องมีตันกันบ้าง เขาเลยออกสบู่อันนี้มา แต่ทางแบรนด์ก็ได้พูดดักไว้ก่อนแล้วว่า นี่มันเป็นแค่สบู่ อย่าหวังว่าจะช่วยอะไรได้มาก ซึ่งสบู่ก็มาในกลิ่นวิสกี้ถูกๆ นั่นหมายความว่า ‘ตัน เครียด กินเหล้า!’ นั่นเอง

ที่มา: Whiskey River Soap

 

กางเกงใส เสื้อถุงดำ แฟชั่นแบบนี้ก็มีด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513498

กางเกงใส เสื้อถุงดำ แฟชั่นแบบนี้ก็มีด้วย

รวม 4 แฟชั่นแปลกตาล้ำสมัย

ไม่มีคำว่าผิดหรือถูกบนโลกของแฟชั่น เพราะทุกอย่างเป็นศิลปะ ถ้าเรามัวแต่ยึดติดอยู่กับอะไรเดิมๆ แฟชั่นเก๋ๆ ก็คงไม่มีโผล่มาให้เราเห็นเหมือนเช่นทุกวันนี้หรอกจริงไหม วันนี้เราเลยพามาส่องแฟชั่นที่แปลกแสนแปลก แต่มองไปมองมาก็ดูสวยชิคเหมาะกับสาวมั่นดีเหมือนกัน และต้องขอบอกเลยว่าเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น แปลกแต่ไม่ไก่กานะเออ

Transparent Jeans เดี๋ยวนี้สังคมเราเปิดเผยเปิดกว้างกันมากขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเปิดขนาดนี้ เมื่อ TOPSHOP ปล่อยคอลเลคชั่น MOTO Clear Plastic Straight Leg Jeans ยีนส์ซีทรูพลาสติกใสที่มองทะลุกันถึงเนื้อใน การันตีความชัด 100% จะว่าไปก็เหมาะกับอากาศบ้านเราดีเหมือนกัน ใส่คู่กับเสื้อคลุมฝนเก๋ๆ ได้

Boot-pants ก่อนหน้านี้เราน่าจะเคยรองเท้าบู๊ตส์ย๊าวยาวที่เหล่าคนดังใส่กันมาบ้างแล้ว (แม่ชมของเราก็เคยใส่นะ) จนเหล่านางแบบดังก็เริ่มใส่รองเท้าบู๊ตส์สูงปรี๊ดเหมือนกางเกงออกมาเดินเก๋ๆ ให้เห็นกันถี่ขึ้น ทั้งสีเรียบ สีจัดจ้าน ไปจนถึงลวดลายหนังสัตว์ เทรนด์นี้ก็เลยกลายเป็นแฟชั่นฮอตไปโดยปริยาย นี่ถ้าบ้านเราน้ำท่วมอีก แฟชั่นนี้ต้องอินแน่ๆ

Mismatched Shoes เราไม่แน่ใจว่าที่มาที่ไปของเทรนด์นี้เกิดจากความง่วงและรีบ จนทำให้สวมรองเท้าสลับคู่กันหรือเปล่า แต่ใครจะไปคิดว่าเทรนด์นี้มันอินจริงๆ เพราะห้องเสื้อดังฝั่งเมืองนอกหยิบมาใช้บนรันเวย์กันเยอะมาก เริ่มตั้งแต่ Celine ตามด้วย Moschino และ Calvin Klein ที่ให้นางแบบใส่รองเท้าข้างละสี หรือดีไซน์รองเท้าให้สลับลายซ้ายขวา ไม่ก็ออกแบบให้ทั้งสองข้างดูไม่เหมือนกันไปเลยก็มี

CDG Shirt เรียกได้ว่าสะดุดตาอย่างแรงกับคอลเลคชั่น Supreme x Comme Des Garcons แถมทำเอาเหล่าแฟนๆ แอบเงิบ เมื่อ SUGA วง BTS หยิบเสื้อตัวนี้มาใส่ เพราะรูปร่างมันคลับคล้ายคลับคลา ชวนให้คิดถึงถุงดำยังไงก็ไม่รู้นี่สิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงออร่าความคูลที่ไม่อาจถูกบดบัง ของอย่างงี้มันขึ้นอยู่กับหน้าตาคนใส่ด้วยแหละ

 

Hapz ตั๋วที่คนซื้อกำหนดราคาเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513413

Hapz ตั๋วที่คนซื้อกำหนดราคาเอง

Hapz จึงถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการเป็นสะพานเชื่อมออร์แกไนเซอร์และคนที่สนใจร่วมกิจกรรมเข้าด้วยกัน โดยสองผู้ร่วมก่อตั้งเคลมว่า เป็นแพลตฟอร์มแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้บริการตั๋วหลากหลายประเภทแบบครบวงจร ตั้งแต่ให้ข้อมูลอีเว้นท์ต่างๆ การจำหน่ายตั๋ว ดีลพิเศษ ไปจนถึงงานบริการลูกค้า

แต่ไหนแต่ไรมาราคาบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตจะถูกกำหนดโดยผู้จัดงานเป็นหลัก โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง อาทิ ความดังของศิลปิน สถานที่จัดงาน แต่สองหนุ่มจากสิงคโปร์ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในวงการตั๋ว ด้วยการให้ผู้ซื้อกำหนดราคาที่พอใจและพร้อมจะควักเงินจ่ายด้วยตัวเอง หากราคาแมทช์กับช่วงราคาที่กำหนดไว้ก็ปิดดีลซื้อขายทันที หากไม่แมทช์ก็เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้ซื้อในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาที่เสนอไว้

แพลตฟอร์มที่ว่านี้คือ Hapz ที่เกิดจากไอเดียของ เคนดริก หว่อง ที่ปรึกษาการจัดอีเว้นท์และออร์แกไนเซอร์วัย 29 ปี และ ไหล ซิน จู ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้วัย 28 ปี จากประสบการณ์ด้านออร์แกไนเซอร์ของ หว่อง เขาพบว่าความท้าทายใหญ่ของคนจัดงานคือการจับกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ส่วนในมุมของคนที่อยากไปร่วมงานคือ บางครั้งก็พลาดข้อมูลอีเว้นท์ที่พวกเขาสนใจเข้าร่วม

 

 ภาพ : ไหล ซิน จู (ซ้าย) /เคนดริก หว่อง (ขวา) http://www.digitalnewsasia.com

ในช่วงเริ่มแรก Hapz โฟกัสเฉพาะอีเว้นท์การวิ่งเพียงอย่างเดียว โดยเริ่มทดลองระบบจากการจัดงานวิ่งแข่งโดยที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเตรียมแพ็กอุปกรณ์การวิ่งมาเอง ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด สองหนุ่มจึงเริ่มลงมือพัฒนาแพลตฟอร์มการจองตั๋วร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ อย่างจริงจัง โดยปัจจุบันมีให้บริการจองตั๋วทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ วิ่ง คอนเสิร์ต เทศกาลต่างๆ การแสดง และตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวหรือสวนสนุก

การตั้งราคาของ Hapz จะเป็นแบบยืดหยุ่น ไม่ตายตัว (Dynamic Price) โดยจะทำงานร่วมกับออร์แกไนเซอร์ของอีเว้นท์นั้นๆ เพื่อกำหนดช่วงราคาซึ่งจะขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ ที่นั่งที่ยังว่าง ระยะเวลาก่อนถึงวันจัดงาน (ยิ่งเหลือเวลามากยิ่งถูก) และราคาของคู่แข่งรายอื่น โดยช่วงราคาของ Hapz จะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยข้างต้น เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถคำนวณจุดคุ้มทุนของตัวเองได้

แม้ปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการการจองตั๋วอีกหลายเจ้าในตลาด แต่ ไหล มองว่า จุดต่างของ Hapz คือ พวกเขาจะให้บริการทั้งลูกค้าและผู้จัดงาน และมองว่าผู้จำหน่ายตั๋วรายอื่นเป็นเสมือนพาร์ทเนอร์ทางการค้ามากกว่า เนื่องจากตั๋วที่ลูกค้าซื้อจาก Hapz อาจเป็นตั๋วที่มาจากผู้จำหน่ายตั๋วรายอื่น

ความท้าทายของ Hapz คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก เนื่องจากช่วงแรกที่ทั้งคู่เปิดตัวแพลตฟอร์มนี้ มักจะมีคำถามจากลูกค้าตามมาเสมอว่า เป็นเว็บไซต์หลอกจำหน่ายตั๋วหรือเปล่า เนื่องจากราคาตั๋วของ Hapz มักต่ำกว่าท้องตลาด แต่หลังจากดำเนินการมากว่า 4 เดือน คำถามดังกล่าวก็ค่อยๆ หายไป

ปัจจุบันมีผู้ลงชื่อเข้าใช้บริการแล้วกว่า 8,500 คนในสิงคโปร์ ผ่านการร่วมงานกับอีเว้นท์ใหญ่ๆ อาทิ Ultra Singapore และ Dreamworks Day Asia โดยมีเป้าหมายจะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย