‘มัมเรซิ่น’ โลกดิจิทัลเพื่อคุณแม่ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500813

‘มัมเรซิ่น’ โลกดิจิทัลเพื่อคุณแม่ยุคใหม่

 “เราคงต้องมองมุมใหม่ว่า การเป็นคุณแม่ในยุคนี้ไม่ได้หมายถึงต้องแก่ ต้องเชย ต้องอยู่กับบ้าน แต่คุณแม่ยุคใหม่ก็ต้องการใช้ชีวิตมีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ มีมุมอื่นที่ทำไปได้พร้อมๆ กันกับการเป็นแม่ ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าอย่างไร ก็ยังอยากสวย อยากดูดี อยากเก๋ แม้สถานะจะเปลี่ยนจากโสดเป็นแต่งงาน มีลูก แต่ก็ยังอยากแต่งตัวเท่ๆ หรือไปนั่งทานอาหารตามคาเฟ่ที่เข้ากับสไตล์ นี่คือการเป็นแม่ยุคใหม่”

 แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย กล่าวถึงเหตุผลในการเปิดตัวเว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจ “มัมเรซิ่น” (Mumraisin) เพื่อเป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ คำแนะนำ ข้อคิดต่างๆ สำหรับคุณแม่ทันสมัย

มันเรซิ่น เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยการดำเนินการของบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย ซึ่งทำธุรกิจนิตยสารหัวนอกเป็นหลักและกำลังบุกตลาดอย่างจริงจัง เข้าสู่กระแสดิจิทัลและแม้ว่าในโลกออนไลน์จะมีเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแม่และเด็ก หรือการเลี้ยงลูกอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว แต่ แพร พิมพิศา ก็มั่นใจว่า มัมเรซิ่นจะสามารถสร้างความแตกต่างได้

ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของพ่อแม่รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ หรือนิช มาร์เก็ต (Niche Market) ที่จะเป็นทางเลือกในการผสานความเป็นพ่อแม่เข้ากับการมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ประกอบกับการใช้ภาพการ์ตูนและคลิปวิดีโอที่ถูกใจคนรุ่นใหม่มาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอก็จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการตอบโจทย์ทางเลือกสำหรับพ่อแม่ในโลกออนไลน์ที่ได้ผล

“แม้ว่ามีมัมเรซิ่นจะเน้นไปที่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นแม่ แต่เราก็มีเนื้อหาสำหรับคุณพ่อด้วย พ่อแม่สามารถใช้เนื้อหาในมัมเรซิ่นมาพัฒนาเพื่อดูแลลูกที่มีอายุตั้งแต่แรกเกินไปจนถึงวัยประถม ส่วนตัวคุณแม่เองก็มีเนื้อหารองรับตั้งแต่การดูแลในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย จึงเป็นการให้ข้อมูลที่พร้อมทุกด้าน” แพร พิมพิศา กล่าว

ในการก้าวออกจากกรอบนิตยสารมาสู่โลกออนไลน์นั้น เธอคิดว่ามีความท้าทายที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของแต่ละเนื้อหาได้เกือบจะทันที เพราะเมื่อโพสต์ลงไปในเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจแล้วก็จะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านทันใด ได้รู้ว่าผู้อ่านชอบ หรือไม่ชอบเนื้อหาแนวไหน ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากงานนิตยสารที่กว่าจะได้รู้ว่าผู้อ่านชอบหรือไม่ ก็ต้องใช้เวลานาน และไม่สามารถปรับเนื้อหาที่ลงไปแล้วได้

ในมัมเรซิ่น นอกจากจะมีเกร็ดความรู้ต่างๆ แล้ว ยังจะมีการเชิญคุณแม่ยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจมาร่วมนำเสนอชีวิตที่สนุก และมีสีสันให้กับผู้อ่านด้วย ทั้งเรื่องแนวทางการดูแลตัวเอง การเลี้ยงลูก ความสัมพันธ์ รวมไปถึงการแนะนำอาหารที่มีประโยชน์

 แพร พิมพิศา เป็นหนึ่งในทายาทรุ่นใหม่ของตระกูลจิราธิวัฒน์ด้วยวัยเพียง 25 ปี แต่เธอมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นนับตั้งแต่เริ่มทำงานถ่ายแบบโฆษณาตั้งแต่อายุ 14 ปี ตามมาด้วยงานด้านละคร พิธีกร เพลง ฯลฯ และเมื่อได้จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทำให้เธอถูกฝึกให้คิดโครงการต่างๆ ภายใต้การมีโครงสร้างแนวคิดที่ชัดเจน และตอบโจทย์ที่ต้องการในทุกด้าน

นอกจากการทำงานกับบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย แล้ว แพร พิมพิศา ยังมีธุรกิจส่วนตัวในการทำเครื่องสำอางยี่ห้อ “บอยเฟรนด์” และชุดออกกำลังกายสำหรับผู้หญิงยี่ห้อ “เกิร์ลเนชั่น” ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนชอบออกกำลังกาย และเห็นว่าผู้หญิงก็ต้องการมีเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่ดูเท่ สวย โดดเด่น ไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะชุดออกกำลังกายที่ดูแข็งเกร่งแบบผู้ชายเท่านั้น ในขณะที่งานในวงการบันเทิงก็เป็นงานที่เธอไม่ได้ทอดทิ้ง

“แพรเป็นคนที่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีวัยเด็ก วัยรุ่นที่อาจจะไม่เหมือนคนอื่น แต่ก็สนุกกับมันและยังคงอยากทำงานหลายๆ อย่างต่อไป”

เมื่อถามว่า เธอมองตัวเองในอนาคตอีก 5 ปีอย่างไร เธอนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะบอกว่า ไม่ได้มองถึงคำว่าประสบความสำเร็จ แต่มองว่ายังอยากจะเป็นคนที่เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้ว อยากจะไปทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ซึ่งคงจะต้องเป็นงานที่เธอเลือกทำเองด้วยความชอบ และใช้เสียงในหัวใจของตัวเองเป็นการตัดสิน ก่อนจะปิดท้ายด้วยรอยยิ้มว่า สิ่งที่ไม่อยากทำคือ ไม่อยากทำอะไรในธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล

ในฐานะลูกสาวของ ธีระยุทธ-ชนัดดา จิราธิวัฒน์ และหลานปู่ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ทายาทสาวของกลุ่มเซ็นทรัลบอกว่า ไม่สนใจธุรกิจของครอบครัวและถนัดงานที่เกี่ยวกับด้านไลฟ์สไตล์มากกว่า และหากจำเป็นต้องกลับไปในธุรกิจครอบครัว สิ่งที่เธออาจจะเลือกทำคือ กิจการโรงแรม ซึ่งมีความผูกพันกับพื้นฐานสถาปัตยกรรมของเธอ

ส่วนงานในปัจจุบันนั้น แพร พิมพิศา กล่าวว่า การเข้ามาทำเว็บไซต์มัมเรซิ่น ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เคยเน้นการทำงานคนเดียว ก็ได้มาเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ได้เข้าใจระบบการสื่อสารในองค์กร และความสำคัญของการรับฟังความเห็นของผู้อื่น ทำให้ใจเย็นและเปิดกว้างต่อความเห็นต่างๆ มากขึ้น

“เพราะสิ่งที่เราคิด ไม่ได้ถูกต้องที่สุดเสมอไป” แพร พิมพิศา กล่าว

ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ มะเร็งสู้ได้ด้วยใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500966

ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ มะเร็งสู้ได้ด้วยใจแกร่ง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แค่อาการเป็นไข้เล็กๆ กับการปวดหลัง อาการเจ็บป่วยที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าอาการเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งของ เป้-ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ ในช่วงเวลาที่เธออายุ 17 ปี วัยอันสดใสที่เต็มไปด้วยความฝันและอนาคต เธอเป็นมังสวิรัติและมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ห่างไกลสิ่งทำลายสุขภาพทั้งหลายทั้งปวง แต่กลับพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ

พบมะเร็งเมื่อเข้าระยะสุดท้าย

“อาการที่เราเป็นครั้งแรก คือ อาการปวดหลัง ปวดหัว เป็นไข้ตอนกลางคืน แต่พอกินยาก็ทุเลาลง เป็นอย่างนี้ทุกคืน ตื่นเช้ามาก็ไปเรียนต่อ ตอนนั้นเป้เรียนอยู่ ม.6 เทอมสุดท้าย ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จ.นครปฐม เราเองในตอนนั้นก็เป็นเด็กที่มีความอดทน ถ้าไม่ปวดหนักจริงๆ ก็จะไม่ฉีดยา ไม่หาหมอ เป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งอาการบางอย่างเริ่มออก

“ตอนที่เรากำลังอาบน้ำถูตัว นิ้วก็ไปกดเจอก้อนเนื้อขึ้นมา เป็นก้อนที่กดเจอแล้วแต่ว่าไม่ได้ถึงขนาดนูนปูดขึ้นมา ต้องใช้นิ้วกดลงไปถึงจะเจอ ก็ไปถามคุณแม่ (สุพิชฌาย์ วิวัฒน์ชานนท์) ซึ่งท่านก็เป็นนางพยาบาล แม่บอกว่าจุดที่เรากดเจอตรงช่วงคอคือต่อมน้ำเหลือง อาจเกิดจากการติดเชื้อก็ได้ ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองจะบวมโตหากมีการติดเชื้อขึ้นมา เราก็ไปหาหมอจัดยามารับประทานไป 2 ชุด ก็ไม่หาย

“จนอาการอื่นๆ เริ่มตามมา อย่างเช่นตัวเริ่มซีด น้ำหนักลดไป 6 กิโลแค่เดือนเดียว ไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลเจาะตรวจก็ไม่พบอะไร ตอนนั้นเราเริ่มเปิดกูเกิลหาว่าอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง แล้วเราก็ไปเจอโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองมา ตอนนั้นเราก็ตกใจมาก เพราะว่าอาการเหมือนกันหมดทุกอย่าง เริ่มทำใจแล้วว่าเราอาจจะเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงตัดสินใจให้คุณพ่อคุณแม่พาไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะว่าอาการที่เราเป็นโรคคิดว่าไม่น่าจะเกิดจากการติดเชื้ออย่างแน่นอน

“จึงย้ายจากโรงพยาบาลที่รักษาอยู่ไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะว่าโรงพยาบาลแถวบ้านไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของเราได้ว่าเป็นอะไร พอไปถึงก็โชคดีได้รักษากับอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญโรคเลือดวิทยา หรือโรคเกี่ยวกับระบบเลือด พอเจอปุ๊บคุณหมอก็จับเจาะเลือด ดูผลเลือดออกมาดูไม่ดีเลย คุณหมอจึงจัดการเร่งรัดการตรวจผลออกมาให้เร็วที่สุด ทั้งการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ เจาะไขสันหลัง และการย้อมสี ผลปรากฏว่าเราเป็นมะเร็งอย่างที่คิดไว้จริงๆ

“เราทำใจไว้แล้วว่าเราอาจจะเป็นมะเร็ง แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็คือเราเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หลังจากทำซีทีสแกนภายในก็พบว่ามะเร็งได้กระจายไปทั่วตัวตามอวัยวะสำคัญต่างๆ ตรวจเจอก็คือในปอดข้างหนึ่ง 6 cm อีกข้างหนึ่ง 3 cm กระจายไปยังมดลูกแล้วก็รังไข่ ในกระเพาะอาหารก็พบ ในกระดูกสันหลังก็พบ เรียกว่าในร่างกายของเรามีที่ไหนเขาไปได้ก็ไปหมด เพราะว่าต่อมน้ำเหลืองมันมีจุดเชื่อมโยงกับร่างกายอยู่ทั่วตัว มีอยู่ที่เดียวที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ขึ้น ก็คือ สมอง ความรู้สึกของเราในเวลานั้น คือ ช็อกที่สุดกับการที่เราเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย”

โอกาสแค่เปอร์เซ็นต์เดียวก็จะสู้

วันนี้ ปริญลดา บอกกับเราว่า นึกย้อนกลับไปก็อยากจะขอบพระคุณคุณหมอที่ช่วยเร่งรัดการจัดการทุกอย่างให้เสร็จอย่างรวดเร็ว หากเทียบเวลาหลังรู้ผลจนไปถึงขั้นตอนการทำคีโมแทบจะเรียกได้ว่า ตรวจตอนหัวค่ำของคืนวันจันทร์ ก็กลับเข้ามาให้คีโมตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นทันที เธอเคยถามคุณหมออยู่เหมือนกันว่าอาการในระยะของอาการแบบนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน คุณหมอบอกว่าเรื่องของการมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนของคนที่เป็นโรคมะเร็งนั้นตอบได้ยาก บอกได้แค่ว่าประมาณอีก 2 สัปดาห์ หากไม่เริ่มรักษาอาการจะทรุดหนักลงไปมาก และหลังจากนั้นจะทรุดมากแค่ไหนคุณหมอตอบได้ยาก และสำหรับเธอเทียบกับคนปกติที่เป็นโรคมะเร็งเวลาที่ทราบผลว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งก็จะมีเวลาทำใจอยู่สักระยะหนึ่ง อาจจะกลับบ้านไปร้องไห้ฟูมฟาย ทำใจอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับ ปริญลดา เธอมีเวลาอยู่ทำใจไม่ถึง 24 ชม.เสียด้วยซ้ำ มีเปอร์เซ็นต์การรอดอยู่ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

“เปอร์เซ็นต์การรอดมีแค่ไหนเราไม่รู้ รู้แค่ว่าเปอร์เซ็นต์เดียวเราก็จะลอง ถ้าไม่ลองก็คือเป็นศูนย์ ถ้าไม่สำเร็จก็คือเราพยายามลองแล้ว สู้แล้ว จะไม่เสียใจเลยเพราะเราทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าเกิดมันสำเร็จเราก็จะรู้สึกภูมิใจกับการที่เราลุกขึ้นต่อสู้กับโรคมะเร็งในครั้งนี้ เราก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเรา เพราะว่าในชีวิตของเรายังมีสิ่งที่อยากจะทำอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งเรายังไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ลองทำ

“หลังจากนั้นเราก็เริ่มการให้คีโมครั้งแรก จำได้เลยว่าพอให้คีโมเสร็จขอคุณแม่ไปกินเอ็มเคที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพราะเราจะไม่ทำให้ตัวเองทุกข์ เพราะการเป็นโรคมะเร็งเราก็ทุกข์มากพออยู่แล้ว และการที่เราจะซ้ำเติมตัวเองไปทำไม อะไรที่เราทำแล้วมีความสุขเราก็ทำไป คนที่ได้คีโมจะต้องรับประทานอาหารที่สุก และสะอาด ไม่หมักดอง เพราะการให้คีโมจะเป็นตัวกดจำนวนเม็ดเลือดขาวในร่างกายเราให้น้อยลง เมื่อเม็ดเลือดขาวลดน้อยลงก็เท่ากับว่าร่างกายเราพร้อมจะติดเชื้อได้ทุกชนิดในโลกนี้

“ดังนั้นเราจะต้องกินอาหารที่สุกและมีประโยชน์ต่อร่างกายจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว ได้หมดขอให้สดสะอาดเป็นพอ บางคนบอกว่าเลี่ยงการรับประทานเนื้อ เราบอกเลยว่ารับประทานได้ เพราะก่อนหน้านี้เราเป็นมังสวิรัตไม่รับประทานเนื้อวัวเนื้อหมู นานๆ จะรับประทานครั้ง ไลฟ์สไตล์ของเราไม่ได้ใกล้เคียงกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่เราก็ยังเป็น ดังนั้นกินอะไรได้ก็กินไปเถอะ ขอให้สมดุลก็พอ

“แต่เราก็จะมีอาการทุกอย่างของคนที่ทำคีโม ก็คือ กินไม่ได้ กินแล้วอ้วก ผมร่วง แต่พอเราอ้วกเราก็กินกลับเข้าไปใหม่ กินไข่วันละ 6 ฟอง กินอาหารที่มีโปรตีนให้เยอะๆ เพื่อให้ร่างกายมีแหล่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ถ้าเราสร้างเม็ดเลือดขาวไม่เพียงพอกับการรับคีโมในรอบใหม่ ก็เท่ากับว่าเราลดเปอร์เซ็นต์การรอดของเราเอง ซึ่งรอบการให้คีโมกับร่างกายของเป้เองจะให้ทุก 2 สัปดาห์ ดังนั้นเราจะพยายามทำตามโปรแกรมการรักษาให้เป๊ะมากที่สุด

“ซึ่งในความโชคร้ายยังมีโชคดีอยู่บ้างว่าการรักษามีการตอบสนองต่อการให้คีโมที่ดี และทุกครั้งที่เราเข้ารับการรักษา เราไม่อยากจะทำตัวเป็นคนป่วย แต่งหน้าจัดเต็มไปหาคุณหมอทุกครั้ง ผมร่วงก็ใส่วิกเปลี่ยนทรงแทบไม่ซ้ำกัน จนแบบคนไข้ที่มารักษาด้วยกันสงสัยว่าเรามาทำไม แต่พอเห็นตอนให้คีโมก็รู้ว่าเราป่วยจริงๆ คุณลุงคุณป้าก็ชมว่าเราไม่เหมือนคนป่วยเลย

“หลังๆ เราก็เริ่มเห็นคุณป้าแต่งตัวสวยๆ เข้ามารับการรักษากันมากขึ้น ซึ่งเราจะบอกกับคนป่วยทุกคนเลยว่าเป็นคนป่วยเป็นโรคมะเร็งนี้ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองดูโทรม ถ้าเกิดคุณปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ดูโทรม คนอื่นก็จะว่าเราดูโทรม แต่ถ้าเกิดเราแต่งตัวให้ดูสวยแล้วคนอื่นรู้ว่าเราเป็นคนป่วยแต่ยังดูสวยอยู่ จะเป็นความภูมิใจกับตัวเราเอง

“เพราะความสุขของผู้หญิงอย่างหนึ่ง ก็คือ การที่เรามองหน้ากระจกแล้ว ตัวเองยังดูสวยดูดี เป็นมะเร็งก็เกิดความทุกข์อยู่แล้ว ถ้าเกิดเราไปจมกับทุกข์ มันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนความคิดจริงๆ ว่าเปลี่ยนทัศนคติกับคนป่วย ถ้าคุณคิดว่าคุณแพ้ คุณก็ไม่มีทางชนะ เราคิดแบบนั้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้ว่าเราเข้มแข็งมากแค่ไหนกับปัญหาที่เกิดขึ้น ถึงขนาดเคยคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่จริงๆ งานศพเราอยากให้จัดแบบไหน โลงแบบไหน จะใช้รูปไหนใส่กรอบหน้าโลง”

วันนี้ที่ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

ปริญลดา เข้ารับการให้คีโมทั้งหมด 16 ครั้ง รวมการรักษาปลีกย่อยอื่นๆ ทั้งหมดอีกประมาณ 24 ครั้ง ซึ่งโชคดีที่ผลการรักษาดีขึ้นทุกครั้ง และทุกครั้งที่มารักษาคุณพ่อคุณแม่ก็คอยให้กำลังใจทุกครั้ง ตอนนี้เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานที่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต อยู่ได้ระยะหนึ่ง และออกมาเปิดธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง และเปิดช่องทางให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคนทางเพจเฟซบุ๊ก (Facebook : Parinlada Sriphattarapun) เธอเล่าต่อว่า “จำได้ว่าครั้งสุดท้ายของการให้คีโมครอบครัวเราดีใจกันมากที่ผ่านจุดนั้นมาได้ จุดที่ความใกล้ตายทำให้เรามองปัญหาใหญ่ของคนอื่นเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรามาก ทำให้เรารู้สึกว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถามว่าวันนี้เราหายขาดจากโรคมะเร็งหรือยัง จะบอกว่าหายก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เรียกว่าอาการสงบจะดีกว่า เพราะเขาอาจจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ถามว่าถ้ากลับมาแล้วจะเป็นยังไง ก็ต้องสู้ต่อ ก็แค่นั้นไม่มีอะไรมาก กลับมาก็รักษากันใหม่ ใจที่สู้และกำลังใจที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ ตอนที่เรารักษามีคุณลุงคนหนึ่งที่มารักษาพร้อมกัน ฝากข้อความกับพยาบาลถึงเราว่าฝากขอบใจหลานด้วยที่ทำให้ลุงมีเสียงหัวเราะระหว่างการรักษา

“ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังใจของคนป่วยเป็นเรื่องสำคัญมาก เราก็ต้องการกำลังใจ คนป่วยเป็นโรคมะเร็งทุกคนต้องการกำลังใจและคำแนะนำ ไม่มีใครจะให้คำแนะนำได้ดีไปกว่าคนที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว หลังจากคุณหมอบอกว่าเราหายจากโรคมะเร็งแล้ว จึงรับงานอาสาสมัครให้กับคำปรึกษากับผู้ป่วยโรคมะเร็งว่าเขาจะต้องรักษาและดูแลตัวเองอย่างไร แต่แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนมีภาระที่แตกต่างกัน บางคนมีภาระที่ต้องดูแลไม่อยากจากไปไหน ทำให้เขาเกิดความเครียดและความเครียดก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจ

“มีผู้ป่วยโรคมะเร็งคนหนึ่งติดต่อมาปรึกษาเรา เราก็ถามเขาเลยว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนจะเดินทางไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจ เราก็ซื้อวัตถุดิบเตรียมไปทำกับข้าวที่บ้านของเขา พูดคุยกันให้กำลังใจกัน ก่อนกลับคุณแม่ของเขาเดินมาขอบคุณที่ทำให้ลูกสาวยิ้มได้ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากนั้นพี่เขาก็เสียชีวิต ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไปเป็นสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่าสำหรับใครอีกหลายคน”

“บทเรียนการเป็นมะเร็งในครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง มองโลกในมุมใหม่ ทำให้เราเติบโตขึ้นมากกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ทำให้เรารู้ว่าลมหายใจของเรามันมีค่าจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังจะหมดลมหายใจแล้วแต่เราอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ เราจะรู้สึกว่าทุกๆ ลมหายใจที่หายใจเข้าออกมันมีค่าต่อชีวิตเราเสมอ และเมื่อคุณอยากจะหายใจต่อคุณจะลุกขึ้นมาทำทุกอย่างเพื่อให้คุณได้กลับมาหายใจอีกครั้ง”

 

 

บริหาร กทม.ต้องคิดเชื่อมโยง ‘เกรียงพล’ กุนซือวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500827

บริหาร กทม.ต้องคิดเชื่อมโยง ‘เกรียงพล’ กุนซือวัยเกษียณ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

บทบาทหน้าที่ในการทำงานข้าราชการ มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงมีความสำคัญที่ต้องทำงานหนักและเข้าถึงปัญหาได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทว่ายุคสมัยนี้การเป็นผู้บริหารที่ดี จะทำ “เช้าชาม เย็นชาม” ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ด้วยวิสัยทัศน์มองการไกลที่ว่า กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าแค่เมือง แต่เป็น “มหานคร” ดังนั้นหน้าที่ของ กทม.จึงควรมีมากกว่าแค่ล้างถนน ลอกท่อ เก็บขยะ เพราะยังต้องมีความสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามาร่วมลงทุน สร้างอาชีพ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้ได้ นั่นคือผลงานที่ เกรียงพล พัฒนรัฐ รองปลัด กทม. เคยทำจนกระทั่งประสบความสำเร็จมาแล้ว ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ เมื่อปี  2545 ด้วยการเปิดตลาดการท่องเที่ยวในประเทศจีนและอินเดีย ให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ มากกว่าเลือกเดินทางไปสิงคโปร์ได้สำเร็จ

รองปลัด กทม.ผู้นี้ขยายความว่า เมืองหลายแห่งทั่วโลก เช่น ลอนดอน โตเกียว และโซล เวลานี้ไม่ได้ทำภารกิจพื้นฐานเพียงอย่างเดียว เขาเริ่มทำหน้าที่เกี่ยวกับการค้า ท่องเที่ยว สร้างอาชีพให้คนในเมือง โดยไม่ต้องรอให้มีนโยบายจากรัฐบาลสั่งลงมา แต่ประเทศไทยยังต้องรอนโยบายจากรัฐบาล ซึ่งช้าไปแล้ว

“เราจะทำแต่พื้นที่สีเขียวไม่ได้ หากเบื้องหลังต้นไม้มีผู้คนตกงาน หลังพุ่งไม้เต็มไปด้วยปัญหายาเสพติด ปล้นจี้ ชิงทรัพย์เพราะคนไม่มีงานทำ ดังนั้นการพัฒนาเมือง พัฒนาคน ต้องพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ในชีวิตรับราชการของผมทำงานมาหลากหลาย และทำในสิ่งที่หลุดออกจากกรอบของงานประจำให้มากที่สุด เพราะโลกสมัยใหม่เป็นยุคของเมืองที่มีการพัฒนาในทุกด้าน” เกรียงพล กล่าว

เกรียงพล เล่าอีกว่า สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเขตพระโขนง ปี 2549 สิ่งที่ภูมิใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การให้ความรู้กับผู้ประกอบการร้านค้าจำหน่ายอาหาร นำน้ำมันพืชที่ใช้ทอดอาหารจนมีสีดำแล้วมาขายให้กับโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เพื่อนำไปผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้อง ปลอดภัยให้กลายเป็นไบโอดีเซลต่อไป ทั้งยังให้ราคารับซื้อสูงมากกว่าขายน้ำมันพืชเก่าให้พ่อค้าคนกลาง ที่รับซื้อแล้วนำไปฟอกใส ก่อนกลับมาย้อมแมวขายใหม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น

โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องไบโอดีเซล แต่หลายองค์กรมุ่งที่จะสร้างโรงกลั่นไบโอดีเซลของตัวเองในพื้นที่ แต่เกรียงพล มองว่าหน้าที่ของ กทม.มีภารกิจที่ต้องส่งเสริมและรักษาสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสำคัญ แนวทางนี้เป็นการเชื่อมโยง รัฐ เอกชน และประชาชน เข้ามามีประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว

รองปลัด กทม.กล่าวอีกว่า ความหวังที่อยากเห็นในอนาคตนับจากนี้หรือกระทั่งเมื่อเขาเกษียณไปแล้ว คือ ต้องการให้ข้าราชการ กทม.ทุกคนวิ่งตาม “มหานคร” แห่งนี้ให้ทัน เพราะเมืองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากภาคเอกชน มีจีดีพีเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหน่วยงาน กทม. ต้องก้าวตามให้ทัน การจะตอบว่าต้องสรรหาบุคลากรที่เก่งเข้ามาทำงาน เป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป ซึ่งต้องหันกลับมาดูว่า ข้าราชการได้ทำบทบาทอำนาจหน้าที่ของตนเองดีแล้วหรือไม่ เพราะการตอบสนองแก้ปัญหาให้ประชาชนต้องรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาไม่รู้จบสิ้น

เกรียงพล บอกว่า เส้นทางหลังเกษียณแล้ว จะขอทำหน้าที่สอนหนังสือระดับปริญญาเอก บริหาร รัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะอาจารย์ทางด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอ ประกอบกับอยากให้ประสบการณ์รับราชการผ่านตำแหน่งงานหลากหลายกว่า 30 ปี ผสมผสานกับวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

เขาทิ้งท้ายว่า การดูแลสุขภาพของคนวัยเกษียณนั้นสำคัญมาก และเขาเลือกออกกำลังกายด้วยการวิ่งนาน 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ทำเช่นนี้ทุกวัน เพราะเชื่อว่าการออกกำลังกายยังช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ เพิ่มความมั่นใจ การคิดและตัดสินใจดีขึ้น ถือเป็นส่วนสำคัญที่คนรับราชการควรปฏิบัติ เพราะในประเทศสิงคโปร์ เวลาสมัครงานเข้าบริษัทใด เขาจะขอดูว่าคุณเคยผ่านการแข่งขันกีฬาใดมาบ้าง เพราะกีฬาต้องฝึกซ้อมให้เก่งและชำนาญ หัวใจคือเขาต้องการคนมีความรับผิดชอบ ฉะนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดมากกว่าผลการเรียนสูงลิ่ว

 

ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500823

ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

โดย…ฤดูกาล ภาพ : ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

 ความทรงจำในวัยเด็กทำให้เธอถูกถ่ายทอดดีเอ็นเอบางอย่าง และในฐานะลูกสาวคนสุดท้องของบ้านทำให้ ชะเอม-ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ วัย 29 ปีกลายเป็นวัยรุ่นติดบ้านและรักครอบครัว

ชะเอม เล่าว่า เธอเดินทางกับพ่อแม่และพี่สาวทั้ง 2 คนตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งความทรงจำกว่า 20 ปีที่ผ่านมายังปรากฏชัดเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน ไม่ว่าจะเป็นทริปไปเกาหลีกับคุณแม่ ย่า และป้า สมัยอยู่อนุบาล 2 ทริปไปหาคุณตาและยายที่อุบลราชธานี

หรือทริปถูกผีหลอกกับคุณแม่ที่กาญจนบุรี ซึ่งความทรงจำเป็นเหมือนดีเอ็นเอ “ท่องเที่ยว” ที่ติดตัวเธอมา ทำให้ทุกวันเธอและพี่ๆ มีหน้าที่พาครอบครัวไปเที่ยว และดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายายเหมือนที่ท่านทำมา

“เมื่อก่อนแม่จะเป็นคนวางแผนการเดินทางทั้งหมด ซึ่งในสมัยก่อนการหาข้อมูลจะยากมาก แม่ต้องเปิดแผนที่ อ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูลเพื่อให้ลูกสาวทั้งสามคนไปเที่ยวด้วยกัน แต่ตอนนี้พวกเราโตและมีงานทำกันหมดแล้ว หน้าที่ของแม่ก็กลายเป็นหน้าที่ของเรา แต่การพาผู้ใหญ่และผู้สูงอายุไปเที่ยวต้องคิดเยอะและวางแผนให้ดี เพราะปู่ย่าตายายจะเดินเยอะไม่ได้ โรงแรมต้องเลือกที่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนสูงอายุ และต้องหากิจกรรมครอบครัวทำกันเสมออย่างมีปิ้งบาร์บีคิว ไหว้พระ ว่ายน้ำสระ โดยเราจะหาเวลาไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวทุกๆ วันหยุด และในหนึ่งปีจะมีทริปใหญ่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ให้ใช้เวลาด้วยกันนานๆ ไปเลย”

 อย่างที่ผ่านมา ชะเอมและครอบครัว (พ่อแม่ตายาย) ได้เดินทางไปนิวยอร์กด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า เป็นทริปที่สนุกสนาน เพราะได้ไปล่องเรือชมน้ำตกไนแองการา ไปกินล็อบสเตอร์ตัวยักษ์จากฟาร์ม (การเดินทางไปจอร์แดน ล็อบสเตอร์ ฟาร์ม ให้นั่งรถไฟ LIRR จากสถานีเพนน์ (Penn Station) ลงสถานีไอซ์แลนด์ พาร์ก (Island Park Station) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

จากนั้นเดินต่ออีกราว 10 นาทีจะถึงฟาร์มล็อบสเตอร์) หรือไปถ่ายรูปและย้อนวัยเล่นม้าหมุนที่ เจนส์ แครระเซิล (Jane’s carousel) อยู่ในย่านท่องเที่ยวดัมโบ (Dumbo) ที่มองออกไปจะเห็นวิวสะพานบรูคลิน โดยคนไทยยังไม่รู้จักมากแต่เป็นสถานที่โด่งดังในหมู่คนนิวยอร์ก

“ทริปนี้เราให้คุณตาคุณยายเดินทางไปก่อนคนอื่น 2 วัน เพื่อให้ท่านปรับตัวกับเวลาที่นั่นและสภาพอากาศ หลังจากนั้นเมื่อพวกเราไปถึงก็จะพาเที่ยวได้อย่างสบาย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย รวมถึงระหว่างการเดินทางเราจะเปิดโรมมิ่งให้ทั้งสองท่าน และพอไปถึงนิวยอร์กแล้ว พี่สาวที่อยู่ที่นั่นก็จะซื้อซิมโทรศัพท์ให้ใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและค่าโทรฯ เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน คุณตาคุณยายจะได้ติดต่อหลานๆ ได้” เธอกล่าวเพิ่มเติม

 การท่องเที่ยวกันแบบครอบครัวได้ถูกสืบทอดถึงรุ่นหลานโดยที่พ่อแม่ของเธอไม่ได้บอก ถึงแม้ว่าลูกสาวคนสุดท้องจะมีหน้าที่การงานเป็นถึงเจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท บัตรกรุงไทย แต่เธอก็ยังสารภาพได้อย่างไม่เขินอายว่า ยังติดครอบครัว ยังชอบไปเที่ยวกับพ่อแม่ และสนิทกับทุกคนในครอบครัว

“อาจเป็นเพราะว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกๆ มาแบบเพื่อน ทำให้พอเอมมีเรื่องอะไรก็จะปรึกษาพ่อแม่มากกว่าปรึกษาเพื่อนๆ ทำให้เราไม่เคยโกหกกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเรายังกอดยังหอมกันเหมือนตอนเด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราทำทุกวัน ดังนั้นถามว่าตอนนี้พ่อแม่แก่ตัวลงทุกวันๆ เราต้องพยายามทำดีเพื่อท่านหรือเปล่า เอมคิดว่า เอมไม่จำเป็นต้องพยายาม เพราะเราสามพี่น้องทำมาตลอด เราให้ความรักกันและกันตลอดเวลา เราให้เวลากันและกันอย่างเต็มที่ ฉะนั้นไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันล้วนเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดแล้ว และอนาคตก็จะดีที่สุดเช่นกันเพราะเราทำแบบนั้นทุกวันไม่มีขาดเลย”

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “วัยรุ่นสมัยนี้” ที่ไม่อายที่จะแสดงออกทางความรักกับครอบครัว ในสังคมที่ต่างคนต่างอยู่อย่างในปัจจุบัน

 

นักเดินทางผู้น่าหลงใหล ‘ค น ห ล ง ท า ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500821

นักเดินทางผู้น่าหลงใหล ‘ค น ห ล ง ท า ง’

โดย…รอนแรม ภาพ : วรานนท์ บุญชิต

 ใครๆ ก็บอกว่าเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ค น ห ล ง ท า ง (มีวรรคทุกตัวอักษร) เป็นบล็อกเกอร์ที่หล่อที่สุดในเวลานี้

เขาคือ แบงก์-วรานนท์ บุญชิต วัย 30 ปี ที่นอกจากจะหน้าตาดี ยังรักการเดินทางจนอยากจะหลงทางไปด้วยกัน

แบงก์เริ่มเล่าว่า ตนเป็นเพียงพนักงานบริษัททั่วไปที่ท่องเที่ยววันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และอาศัยวันลาพักร้อนสำหรับวันหยุดยาว ซึ่งคำว่า งานประจำ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้เขาไม่อยากออกไปหลงทาง

“ผมชอบเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย อย่างไปเดินป่าเดินเขา เวลาที่เราเดินจนเหนื่อยแล้วขึ้นไปเห็นวิวข้างบนนี่ความรู้สึกมันสุดๆ เลย แต่ถ้าช่วงไหนไม่ใช่เทศกาลเดินป่า ผมก็จะชอบไปเที่ยวแบบใช้ชีวิตในเมืองเงียบๆ สงบๆ ผมจะไม่ชอบไปที่ที่คนเยอะๆ เพราะมันทำให้เราเที่ยวได้ไม่เต็มที่ แย่งกันกินแย่งกันเที่ยว

“แล้วผมเองเวลาจะเลือกสถานที่เที่ยว ก็จะเลี่ยงที่ดังๆ ที่มันช้ำจนหมดแล้ว พยายามหาที่ใหม่ที่ดูแล้วน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ แล้วลองไปใช้ชีวิต ไปคลุกคลีอยู่กับคนที่นั่น เน้นไปเพื่อไปลองใช้ชีวิตเลยจริงๆ กินอยู่เรียนรู้ความเป็นท้องถิ่นให้เหมือนคนในพื้นที่ ซึ่งมันทำให้เราได้มุมมองอะไรที่แตกต่างจากการเที่ยวทั่วไปอย่างสิ้นเชิง”

โดยทริปที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเพจเฟซบุ๊กคือ เบตง ซึ่งนับเป็นการออกทริปแบบจริงจังครั้งแรก ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น คลุกคลีอยู่กับคนเบตงจนเขามีเรื่องเล่ามากมาย จึงอยากลองทำรีวิวเป็นครั้งแรก และต่อมาได้เปิดตัวเพจด้วยรีวิวเบตงนี้ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากศูนย์ถึงกว่า 2.2 แสนไลค์ในตอนนี้

“หลักๆ จะเน้นเที่ยวภายในประเทศไทย แค่ในไทยก็มีที่เที่ยวเยอะมาก ไปทั้งชีวิตก็ไม่หมดแล้ว อีกอย่างคือเรากำหนดค่าใช้จ่ายได้ง่าย เดินทางสะดวก เหมาะกับลูกเพจของเราที่ใครๆ ก็สามารถเดินทางตามรอยได้

“ส่วนสไตล์การถ่ายภาพ ผมจะเน้นสไตล์คลีน ดูแล้วสบายตา แบบเลื่อนดูเรื่อยๆ แล้วรู้สึกเพลิน เพราะโทนสีดูสมูท อ่านไปดูภาพไปไม่รู้สึกเบื่อ และที่สำคัญคือ ต้องไม่ทำภาพเยอะจนเกินความเป็นจริง เพราะคนที่เขาอ่านแล้วจะคาดหวังว่าไปแล้วต้องเจอแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งภาพส่วนใหญ่ผมจะแค่ปรับโทนสีให้ดูสมูทขึ้นแค่นั้น นอกนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรเลย และเน้นสมจริงด้วย”

แบงก์กล่าวด้วยว่า การทำงานของตนแทบไม่มีเทคนิคเรียกยอดไลค์ หรือมีแผนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่จะเน้นการใช้ใจใช้ความรู้สึกทำ คือเที่ยวแบบลุยและเข้าถึง เน้นหาที่เที่ยวใหม่ๆ ในมุมที่ไม่เคยมีใครไป

 “เราต้องเที่ยวให้เป็นไปตามฤดูกาล และช่วงเวลาที่เหมาะสม หลักจากนั้นสิ่งที่ยากที่สุด คือการเลือกสถานที่ที่จะไป สำคัญมาก คือต้องใหม่และไม่เหมือนใคร ยิ่งการไปเจาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้วลงไปลุยในที่นั้นๆ ได้จะยิ่งดีมาก ไปให้ถึง ไปให้แม้แต่คนในพื้นที่ยังรู้สึกว่า ‘เฮ้ย ทำไมมีตรงนั้นตรงนี้ด้วย ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย’ หรือบางคนก็เห็นแล้ว ‘รู้สึกคิดถึงบ้าน หรือมีประสบการณ์ในสถานที่เหล่านั้น’ แบบนี้เราจะได้คนพื้นที่และคนเหล่านี้ในการช่วยบอกเล่ารีวิวเราปากต่อปากไปโดยปริยาย”

การเขียนเนื้อหาจึงเน้นไปที่การใช้ชีวิตในที่ใดที่หนึ่ง เล่าเป็นเรื่องราวและใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไป โดยมักจะมีตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่เข้ามาแทรกเสมอๆ ซึ่งจะทำให้คนที่รู้จักคนเหล่านี้มาแท็กและมีส่วนร่วมกับโพสต์นั้น มันก็จะมีความอบอุ่น และความน่ารักจากคอมเมนต์ของคนที่ได้เห็นคนรู้จัก ทำให้เวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนได้เที่ยวไปด้วยกัน

“ผมแค่อยากให้คนรู้สึกชอบในการเดินทางของเรา สนุกไปกับเรา แต่ตอนนี้ก็ดูเหมือนทุกอย่างเดินทางมาได้ไกลและไวมาก ตอนนี้ทำมาได้ประมาณ 10 เดือนกว่าๆ ก็ขึ้นมาถึง 2 แสนแล้ว ผมต้องขอบคุณทุกคนที่ชอบการเดินทางในแบบของผม ซึ่งคนที่เข้ามาอ่านคุณจะได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในมุมที่ไม่เคยมีใครไป ผมแค่อยากมีความสุขกับการเดินทาง ได้ทำให้คนไทยรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบ้านเรา”

ที่มาของชื่อ ค น ห ล ง ท า ง มีความหมาย 2 อย่าง อย่างแรก คือ มาจากตัวแบงก์ที่ไปไหนก็มักจะหลงทางต่อให้มีแผนที่ จีพีเอส หรือกูเกิลแมพ ก็ยังหลงและเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เดินทาง และอย่างที่สอง คือ ความหลงใหลในการเดินทาง โดยทุกคนสามารถหลงไปพร้อมกับเขาได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ค น ห ล ง ท า ง (มีวรรคทุกตัวอักษร) และร่วมติดตามเว็บไซต์ของเขาได้ในเร็วๆ นี้

 

คู่รักคู่ฟิต แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น & ฟ้าใส พึ่งอุดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500817

คู่รักคู่ฟิต แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น & ฟ้าใส พึ่งอุดม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิต จังชั่นส์ สถานฟิตเนส ฟิต จังชั่นส์ (Fit Junctions) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วชิรา ซอห์น ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สเตย์ลีน (Staylean) วันนี้ควงคู่มากับคู่รักฟิตแอนด์เฟิร์ม ฟ้าใส พึ่งอุดม ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฟิต จังชั่นส์ฯ นอกจากจะเป็นคู่ร่วมธุรกิจกันแล้ว แคทและฟ้าใสยังเป็นคู่รักและคู่ชีวิตที่ผูกใจไว้แก่กันอย่างเหนียวแน่น ทั้งคู่รักในการออกกำลัง รักในการออกแรง อะไรอีกที่ทั้งคู่ต่างมีและต่างเหมือน

แคทเธอรีน พูดถึง ฟ้าใส

“ตอนแรกคิดว่าเขาเป็นเกย์ ไม่ชอบเลย”

แคทเธอรีน หรือแคท เล่าให้ฟังว่า เรื่องของเรื่องคือฟิตจังชั่นส์ฯ อยากได้ครูผู้หญิงสอนโยคะ โดยรุ่นพี่ของเธอคนหนึ่งซึ่งเป็นโค้ชสอนคาราเต้อยู่ที่ฟิตจังชั่นส์ฯ ได้แนะนำและนัดแนะให้มาคุยกับฟ้าใส ในชั้นแรกที่ได้พูดคุยกัน เธอก็รู้สึกได้ถึง “ความเป็นหัวนอก” ของชายหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกคนก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ฟ้าใสเป็นหนุ่มนักเรียนนอก เขาไปเรียนที่ออสเตรเลียก่อนจะบินกลับมาสร้างสถานออกกำลังกายที่โด่งดัง

“เราก็หัวนอก แต่เราไม่แสดงออกความเป็นหัวนอก เราคิดว่าเราเป็นคนไทยมากกว่าเขาเสียอีก” สาวลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่น-ไทย เล่า

การสนทนาจบลงด้วยการที่แคทไม่ได้รับสอนโยคะ ต่างคนต่างลืมกันไป จนมาเจอกันอีกทีก็ในอินสตาแกรมที่ฟ้าใสเป็นฝ่ายทักมา ในคืนวันปีใหม่ปีไหนก็สุดจะจำ 24.00 น. คืนนั้น แคทเธอรีนโพสต์รูปตัวเองเล่นโยคะอยู่คนเดียวในห้อง ได้รู้ต่อมาว่า ฟ้าใสเห็นเป็นเรื่องแปลก ผู้หญิงคนนี้ช่างแปลกไม่เหมือนใคร

“โพสต์รูปตัวเองออกกำลังกายตอนเที่ยงคืนวันปีใหม่ มีใครที่ไหนเขาทำกัน แสดงว่าไม่เที่ยว ยายคนนี้ต้องไม่มีแฟนแน่(ฮา)”

แคทบอกว่า สิ่งที่ฟ้าใสคิดเกี่ยวกับตัวเธอนั้นถูกต้องหมด 1.แปลก 2.ไม่เที่ยว 3.ไม่มีแฟน อีกเมื่อคบหากันในเวลาต่อมา ก็พบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตรงกัน ทั้งปูมหลังครอบครัว ความเอาจริงเอาจังกับชีวิต ความมุ่งมั่น ความกล้าตัดสินใจ บุกตะลุยแบบเอาไหนเอากัน

แคทเธอรีน

 แคทเล่าว่า ตอนแรกคิดว่าเขาเหมือนเกย์ แต่เมื่อได้คุยได้คบลึกซึ้ง ก็พบว่าฟ้าใสเป็นผู้ชายที่ละเอียดลออกับชีวิต เป็นคนเก็บรายละเอียด ฟ้าใสสมัยทำงานอยู่ต่างประเทศเป็นลูกเรือ ก็เหมือนกับแคทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินญี่ปุ่น ที่ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกเรือเช่นกัน ชีวิตถูกจัดระเบียบและจัดการตัวเองด้วยวินัยในทุกๆ เรื่อง

“เขาไม่เสียเวลาจีบค่ะ เมื่อทำความรู้จักกันได้สักระยะหนึ่ง เขาก็คุยให้ฟังว่าเขาอยากทำธุรกิจนะ อยากลุยไปข้างหน้า ไม่อยากเสียเวลาจีบ ไม่อยากเสียเวลาทำความรู้จักกันไปอีกนานแค่ไหนหรือ ถ้าคิดว่าใช่ก็ใช่ แคทคิดว่าดีเหมือนกัน ที่เราจะได้ออกวิ่งไปข้างหน้าพร้อมๆ กับคนที่เขาอยากวิ่งอยู่แล้ว”

ทุกวันนี้ สนุกกับการทำงาน และมีความสุขกับชีวิตแต่งงาน ปัจจุบันแคทดูแลรับผิดชอบบริษัทในเครือ สเตย์ลีนฟู้ด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนเพื่อสุขภาพและนักออกกำลัง ครัวกลาง และบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ย่านพระราม 9 ตื่นเช้า(มาก)เพื่อออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน ดูแลงานจนเย็น จึงเดินกลับบ้าน ทำหน้าที่ภรรยาดูแลบ้านดูแลครอบครัว

ฟ้าใส พูดถึง แคทเธอรีน

ฟ้าใส เทรนเนอร์ในโลกออนไลน์คนดัง เล่าถึงภรรยาสาวว่า แคทมีความมุ่งมั่นในทุกเรื่อง กล้าคิดกล้าตัดสินใจและกล้าลุย ขณะเดียวกันก็เป็นผู้หญิงที่มีความเป็นไทยเจืออยู่อย่างน่าทึ่ง เคารพในผู้อาวุโส และในสัมผัสคือความนุ่มนวล ช่างคิด ทว่าพร้อมลุย

“เราคุยและคบกันสั้นมาก ไม่กี่เดือนก็ตกลงใจ รู้สึกว่า มันน่าจะใช่ มีความรู้สึกว่า เหมือนได้เจอคนที่จะสู้บางอย่างไปด้วยกันได้ ผมก็คว้าเลย (ฮา)”

ย้อนไปก่อนที่จะแต่งงานกัน ต่างคนต่างเจอคนอื่นมาก่อน เพื่อที่จะพบว่า คนนี้แหละใช่ที่สุด! ฟ้าใสเองเคยคบหากับเพื่อนสาวในต่างแดนคนหนึ่ง แต่ต่อมามีอันเลิกร้างไป ส่วนแคทก็เช่นกัน ต่างคนต่างมีมาตรฐานของตัว เพื่อจะพบว่า ไม่สำคัญเลย มาตรฐานอะไรนั่น ฟ้าใสบอกว่า เขาเองมาจากครอบครัวแตกแยก ไม่มีความเชื่อในสถาบันครอบครัว แต่เขาเชื่อในตัวภรรยา

คู่นี้ไม่พูดหวานใส่กัน แล้วคู่นี้คุยเรื่องอะไรกัน ตอบว่าคุยกันเรื่องปรัชญา คุยเรื่องธุรกิจ คุยกลยุทธ์การตลาด ลมฟ้าอากาศและอื่นๆ  ชีวิตคู่ไม่หวาน แต่เป็นรสธรรมชาติ (ฮา) รสชาติของความจริง ไม่จี๋ไม่จ๋าใส่กัน ฟ้าใสบอกว่า ชีวิตคู่สำหรับเขาแล้วคือการเทิดทูน ชื่นชม เคารพ นี่คือทั้งหมดที่เขามีให้ผู้หญิงที่เขาเลือก

ฟ้าใส

 เป้าหมายคือการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ทั้งคู่เห็นตรงและสอดคล้อง ปัจจุบันนอกเหนือจากฟิตจังชั่นส์ สาขาแรกที่พญาไท ทั้งคู่ยังได้ช่วยกันขยายสาขา 2 และสาขา 3 ที่อ่อนนุชและสี่แยกรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว (สวนลุมไนท์บาซาร์) สร้างสถานออกกำลังคุณภาพสำหรับทุกคน ใครสนใจขอเชิญได้ทุกที่ทุกสาขา รับประกันว่ามีโปรแกรมออกกำลังที่เหมาะกับคุณแน่ๆ

นอกจากนี้คือ สเตย์ลีน (Staylean Food) อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งต่อยอดมาจากขนมปังอาหารโปรดของแคทเอง ธุรกิจที่เริ่มจากขนมปังสองแผ่น หลักๆ คือแซนด์วิช และซอสเพสโต้ ธุรกิจสเตย์ลีนมีแคทรับผิดชอบดูแล (line id : @staylean) ขณะที่สถานออกกำลัง มีฟ้าใสเป็นตัวหลัก อีกห้าปีเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แบ่งงานกันทำแบบเป๊ะๆ ส่วนชีวิตคู่ก็ลงตัว ช่างน่าอิจฉาจริง…แคท&ฟ้าใส แห่งฟิตจังชั่นส์ คู่รักคู่ฮิตคู่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

 

ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ เยาวชนไทยหัวใจรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500811

ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ เยาวชนไทยหัวใจรักษ์โลก

โดย…ภาดนุ

 นับเป็นเยาวชนไทยรุ่นใหม่ที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย และมีความมุ่งมั่นในการรณรงค์ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะจริงๆ สำหรับ ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ หรือ บูม นักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่เกรด 11 (หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5) ที่โรงเรียนเคนท์ รัฐคอนเนกทิคัต สหรัฐอเมริกา

ในช่วงปิดเทอมนี้หนุ่มน้อยนักเรียนนอกหัวใจรักษ์โลก จึงขอใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อสานต่อโครงการ “Keep To Share กล่องวิเศษ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักในเรื่องปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะ

โดยเฉพาะขยะกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีที่ถูกทิ้งเป็นขยะสูงถึง 8 หมื่นตัน/ปี แถมยังต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย มุ่งเน้นให้ความรู้ที่ถูกต้องในการแกะ ล้าง เก็บ กล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว และนำมาบริจาคเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นแผ่นชิปบอร์ด ผลิตเป็นโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศต่อไป

ศุภพัฒน์ ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานโครงการ ได้กล่าวถึงที่มาของ “Keep To Share กล่องวิเศษ” นี้ว่า ได้ริเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

“จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะเห็นว่า ภายหลังจากการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคหมดแล้ว คนส่วนใหญ่จะเก็บแต่ขวดน้ำพลาสติก ขวดสบู่ ขวดยาสระผม กระป๋องเครื่องดื่ม ขวดแก้ว หรือแม้แต่กระดาษหนังสือพิมพ์ไว้ เพราะสามารถขายได้ราคาในการรับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล”

 ศุภพัฒน์ ขยายภาพต่อว่า แต่ไม่มีคนใส่ใจที่จะเก็บกล่องเครื่องดื่มยูเอชที เพราะไม่มีมูลค่า ทำให้กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีกลายเป็นขยะในที่สุด ซึ่งในประเทศไทยมีการใช้กล่องเครื่องดื่มมากถึง 8 หมื่นตัน/ปี แต่มีการนำกล่องเครื่องดื่มมารีไซเคิลเพียงแค่ 0.07% เท่านั้น

“ปริมาณกล่องเครื่องดื่มมากกว่า 99% จึงกลายเป็นขยะที่สร้างปัญหามลพิษให้สิ่งแวดล้อม ซึ่งกล่องเครื่องดื่มนี้มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ กระดาษ พลาสติก PE และอะลูมิเนียม จึงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย”

ฉะนั้น ในปีนี้ ศุภพัฒน์ บอกว่าโครงการจึงได้ขยายพันธมิตร โดยร่วมกับบริษัท อำพลฟูดส์ บริษัท สยามพิวรรธน์ บริษัท เอ็นเอ็มแอล และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค สานต่อกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ในการมุ่งลดปริมาณขยะกล่องเครื่องดื่มยูเอชที ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน

“ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะ ด้วยการให้ความรู้อย่างถูกต้องในการแกะ ล้าง เก็บ กล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว ส่งเข้ามายังศูนย์รีไซเคิลอำพลฟูดส์ หรือสามารถบริจาคได้ที่จุดรับกล่องเครื่องดื่มยูเอชที ณ ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ 6 จุด ภายในอาคารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และอาคารจอดรถ สยาม คาร์ พาร์ค เพื่อนำมารีไซเคิลเป็นแผ่นชิปบอร์ดผลิตเป็นโต๊ะเก้าอี้นักเรียน เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศ”

ล่าสุด ศุภพัฒน์ ได้เข้าไปทำกิจกรรมรณรงค์และให้ความรู้ด้านการลดปัญหาขยะให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโพธิ์เอน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยทางกลุ่มได้ทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ร่วมกับน้องๆ และวางเป้าหมายร่วมกันในการจัดเก็บกล่องนม โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ให้ความรู้เบื้องต้นแก่น้องๆ ถึงวัสดุที่ใช้ในการทำกล่องกระดาษ ว่าแต่ละวัสดุสามารถนำมาใช้ในการรีไซเคิลเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หลังคาบ้าน เรือ หรือวัสดุที่ใช้ตกแต่งบ้านได้ กลุ่มนี้น้องๆ ได้เล่มเกมการวางเรียงชั้นวัสดุของกล่องให้ถูกต้อง

 กลุ่มที่ 2 ทำกิจกรรมแกะและพับกล่องนม โดยให้น้องๆ ได้ดื่มนมและเรียนรู้วิธีพับกล่องนม เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการพับกล่องให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่สามารถบรรจุลงในจุดรับกล่องนมให้ได้มากชิ้นขึ้น และลดจำนวนครั้งในการมาเก็บกล่องเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยลดพลังงานในการใช้น้ำมันจากรถ และลดปัญหาด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

กลุ่มที่ 3 ทำกิจกรรมตกแต่งการ์ดที่ได้จากกระดาษรีไซเคิล ซึ่งน้องๆ จะได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการนำกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิลเป็นกระดาษสา เป็นต้น

ศุภพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า เขารู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมาก ในฐานะที่เป็นเยาวชนไทยรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ได้มีบทบาทในการรณรงค์ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และการแบ่งปันกลับคืนสู่สังคมไทย โดยหวังว่าโครงการ “Keep To Share กล่องวิเศษ” จะเป็นอีกฟันเฟืองในการปลุกจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ให้มีหัวใจสีเขียว และหากทุกคนร่วมใจรวมกันรักษ์โลก ก็จะต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติได้ในอนาคต

อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.keeptoshare.org/k2s หรือบริจาคกล่องนมได้ที่จุดรับบริจาคทั้ง 6 จุดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้-ก.ย. 2560

 

3 วิธียืดอายุขัย ตามวิถีธรรมดาและธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500564

3 วิธียืดอายุขัย ตามวิถีธรรมดาและธรรมชาติ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เอเอฟพี, เอพีรายงานในเว็บไซต์ time.com ระบุว่า ในปี 2557 มีชาวอเมริกัน 7.7 หมื่นคนมีอายุเกิน 100 ปี ซึ่งเป็นจำนวนน้อยนิดต่อประชากรสหรัฐอเมริกาทั้งหมด คำถามคือ คุณอยากเป็นหนึ่งในนั้นไหม? และนี่คือ 3 วิธีธรรมดาและธรรมชาติที่คุณสามารถเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้และจงเป็นแบบนี้ต่อไป

1.จงมีความอยากรู้อยากเห็น

เราไม่อาจหยุดตั้งคำถามกับโลกใบนี้ได้แม้วันสุดท้ายของชีวิต “การตั้งคำถามและค้นหาคำตอบใหม่ๆ จะทำให้คุณสามารถต่อสู้กับผู้คนและอยู่บนโลกใบนี้ได้” ลอร่า แอล คาร์สเทนเซ็น ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว

เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่คือรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหา และการพัฒนากระบวนการคิดอยู่ตลอดเวลาจะทำให้ระบบประสาทไม่หย่อนประสิทธิภาพ “ดังนั้นความอยากรู้อยากเห็นจะส่งผลให้คุณอายุยืน” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยากล่าวเพิ่มเติม

2.จงกินพืชผักให้มากกว่าที่คิด

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเรียนรู้การกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทว่าหลายคนก็ยังลืมแล้วลืมเล่าจนถึงเวลาสุดท้ายของชีวิต ผลการสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่า กว่า 28 ล้านคนประสบกับโรคเบาหวาน และมีผู้ใหญ่จำนวนกว่า 86 ล้านคนกำลังจะเป็นโรคเบาหวาน (Prediabetes) โดย 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวต้องต่อสู้กับโรคความดันสูง และร้อยละ 69 มีน้ำหนักมากกว่ากำหนด

หนทางหนึ่งที่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีคือ การกินผักในปริมาณมาก ซึ่งมีผลการวิจัยมากมายที่ชี้ชัดว่า การกินผลไม้ ผักใบเขียว ถั่ว และน้ำมันมะกอก เกี่ยวโยงกับการมีอายุยืน

จากการศึกษาผู้ใหญ่ชาวยุโรปจำนวน 4.5 แสนคนในปี 2558 พบว่า ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักที่กินผักผลไม้เป็นหลักหรือประมาณร้อยละ 70 ของอาหารทั้งหมด จะมีความเสี่ยงเป็นโรคระบบหัวใจหลอดเลือดน้อยกว่าคนอื่นๆ อยู่ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังย้ำด้วยว่า ผู้ที่กินผักและผลไม้ร้อยละ 30 ของอาหารทั้งหมดต่อวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันน้อยกว่าคนที่กินผักผลไม้ไม่มากเท่า

ทว่า การกินผักผลไม้อย่างเดียวไม่ใช่ชีวิตปกติของมนุษย์ธรรมดา ดังนั้นการกินเนื้อสัตว์ผสมกับผักและผลไม้จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ต้องรู้จักสมดุลสิ่งที่บริโภคเข้าไปและคิดถึงผลลัพธ์หลังจากมันผ่านปากไปสู่ร่างกายของเรา

3.จงให้ความหมายคำว่า “แก่” ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อาจจะเป็นความคิดที่ยากที่จะไม่คิดว่าตัวเองแก่ ในเมื่ออายุยังไม่หยุดเพิ่มขึ้นทุกปี ทว่า รศ.เบกก้า เลวี่ อาจารย์ด้านระบาดวิทยาและจิตวิทยาจาก Yale School of Public Health กล่าวว่า “เมื่อคนมีทัศนคติที่ดีต่อความชรา จะส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพที่ดี รวมถึงยังมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.5 ปีเมื่อเทียบกับคนที่มีทัศนคติแง่ลบกับความแก่ชรา”

อย่างไรก็ตาม อายุที่คุณได้รับมาย่อมขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้มันอย่างไร เพราะเราทุกคนไม่อาจรู้ได้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นวันนี้จึงเป็นการใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้ายนั่นเอง

 

ยังไงก็ต้องมีนะ… วินัยการออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500562

ยังไงก็ต้องมีนะ... วินัยการออม

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอเอฟพี

เมื่อคนบนโลกนี้พร้อมใจกันเลิกถือเงินสด เรื่องนี้จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อไรยังไม่มีใครบอกได้ แต่เชื่อได้ว่าคงอีกไม่นานเกินรอ เพราะปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลก ผู้คนก็เลิกถือเงินสดหรือแทบจะไม่ถือเงินสดกันแล้ว เรื่องที่อยากมาชวนคุยวันนี้คือผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ถ้าคุณ “ใช้” อย่างไม่มีวินัย

ล่าสุดผู้เขียนได้ยินเพื่อนซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวที่จีน เขาบอกว่า ชายหนุ่มที่ยืนปิ้งมันเผาขายอยู่ริมถนน ไม่รับเงินสดค่าซื้อสินค้า แต่ทุกคนที่มายืนต่อแถวเพื่อรอซื้อมันแถวของเขา ต้องใช้สกุลเงินเสมือนเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทน ฟังดูก็เหลือเชื่อ โดยเฉพาะกับคนไทยเราที่การใช้สกุลเงินเสมือน หรือที่เรียกกันว่าบิตคอยน์ยังอยู่ในวงจำกัด

อยากชวนให้คิดในอีกมุมหนึ่งว่า การใช้สิ่งที่เรียกว่าเสมือนเงินสดนี้ ถ้าใช้อย่างไม่คิด ก็ไม่แตกต่างจากการใช้บัตรเครดิตอย่างไม่คิด ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่บันยะบันยัง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตแทบจะเอามาถอดบทเรียนแทนกันได้กับเงินเสมือนจริง

ในฐานะที่เราก็ต้องเป็นคนหนึ่งที่จะก้าวเดินสู่ถนนที่ไร้เงินสด จึงต้องใช้อย่างมีภูมิคุ้มกัน สำนึกรู้ที่จะช่วยให้เราใช้เงินเสมือนจริงได้อย่างไม่ตกเป็นเหยื่อ (ของตัวเอง) ก็คือการมีสติเท่าทัน ทุกครั้งที่จะ Charge พึงเตือนตนว่า มันคือเงินในกระเป๋าของเรานะ

“การใช้เงิน” กับ “การออมเงิน” นั้น เป็นคู่ผกผันกัน ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับอเมริกันชนหลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำ คนอเมริกันในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะหันกลับมาใช้เงินสดกันมากขึ้นเหมือนเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว

ค่านิยมของคนอเมริกัน การออมเป็นเรื่องชวนหดหู่ การกินการบริโภคแบบฟุ่มเฟือยคือส่วนหนึ่งของรากฐานวัฒนธรรม ถือเป็นสังคมบริโภคสมบูรณ์แบบ สถาบันการเงินและสิ่งแวดล้อมในสังคมล้วนมีส่วนสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ครอบครัวฐานะระดับกลางมีบัตรเครดิตเฉลี่ยครอบครัวละ 13 ใบ!

นั่นทำให้เรโชการออมต่อรายได้ครัวเรือนเกือบจะเป็นศูนย์ (สัดส่วนนี้เคยสูงถึง 25% ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันก็ทำให้คนอเมริกันได้เรียนรู้อยู่เหมือนกันว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พวกเขาลำบาก ก็เพราะไม่มีวินัยการใช้จ่าย

การหันมาใช้เงินสดมากขึ้นของคนอเมริกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้นกับการเปิดวงเงินในบัตรเครดิต เพื่อป้องกันหนี้เสียในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งบทเรียนของคนอเมริกันเองที่ได้รู้ (สักที) ว่า เจ็บปวดแค่ไหนเวลาจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ต้องพบว่าเงิน (ในอนาคต) ถูกนำมาใช้จนหมดเกลี้ยง

การใช้เงินสดที่แนวโน้มเริ่มกลับมามากขึ้นของคนอเมริกัน อาจสะท้อนได้ว่า เป็นการปรับตัวแบบหนึ่งของเขา นั่นคือการปรับตัวให้อยู่ในกรอบที่กำหนดขึ้นโดยเงินสดในกระเป๋านั่นเอง เงินสดในกระเป๋ามีเท่าไร ก็เท่ากับบังคับให้ตนเองใช้เงินเท่าที่มี

เหมือนกับคติไทยที่ว่า กินอยู่ไม่เกินตัว หมายถึง มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น วินัยที่ฝึกจากกรอบของเงินในกระเป๋านี้ ช่วยให้ชีวิตอยู่ในกรอบ ไม่เถลไถลไปตามกิเลสความอยาก ไม่บิดเบี้ยวไปจากแนวที่กำหนด ที่สำคัญไม่ทำให้เกิดหนี้ แม้จะต้องลดความสะดวกสบายลง

บิตคอยน์ สกุลเงินใหม่ที่ซื้อขายกันในออนไลน์ คือสกุลเงินเสมือนที่ไม่รวมศูนย์ที่สถาบันการเงินอีกต่อไป หากดำเนินตัวเองไปตามระบบที่ออกแบบไว้ ปัจจุบันที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มีการตั้งตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์ให้คนที่มีแอดเดรสมากดแลกเงินสดออกมาได้ การใช้บิตคอยน์ในหลายประเทศถูกจับตาว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเงิน ในประเทศไทยธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ยอมรับให้บิตคอยน์เป็นสิ่งถูกกฎหมาย

สรุปว่า ไม่ว่าจะบัตรเครดิตหรือบิตคอยน์อนาคต ถ้าใช้ไม่เป็น ใช้อย่างไม่รู้เท่า ก็ลำบากเหมือนกันหมด พึงมีชีวิตอยู่ในกรอบ (เงินสด/กระแสเงินสด) ดีกว่าให้ตัวเองต้องปวดหัวก่ายหน้าผากล่วงหน้า เพราะไม่มีเงินและเสมือนเงิน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต!

 

ช่างภาพพรี-เวดดิ้ง อาชีพนี้ยังได้ไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500557

ช่างภาพพรี-เวดดิ้ง อาชีพนี้ยังได้ไปต่อ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีวัฒน์/ประสิทธิ์

ในยุคนี้อาชีพช่างภาพอิสระหรือฟรีแลนซ์ยังมีอนาคตที่สดใส โดยเฉพาะช่างภาพที่รับงานถ่ายภาพพรี-เวดดิ้ง บอกเลยว่า ในแต่ละปีมีคู่รักหนุ่มสาวที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมากมาย จึงเป็นการยืนยันได้ว่าอาชีพนี้ยังคงมีอนาคตที่สดใสและไปได้อีกไกล

เปา-ทวีวัฒน์ บรรยงบุญฤทธิ์ (วัย 33 ปี) ช่างภาพอิสระซึ่งมีฝีมือการถ่ายภาพที่มีเอกลักลักษณ์ชัดเจน จนคู่แต่งงานทั่วไปและคู่รักคนดังเรียกใช้บริการมาแล้วมากมาย เล่าถึงที่มาของอาชีพ

“จากจุดเริ่มต้นเป็นช่างภาพของบริษัทออร์แกไนเซอร์ จนต่อยอดมาสู่ช่างภาพนิตยสารที่ทำมา 6 ปี ปัจจุบันผมเป็นช่างภาพอิสระที่รับงานถ่ายภาพพอร์เทรตคู่รักและพรี-เวดดิ้งในสตูดิโอเป็นหลักมาได้ 3 ปีแล้ว ด้วยความที่ผมเริ่มรับงานถ่ายภาพแนวนี้มาก่อนช่างภาพรายอื่นๆ ทำให้คนที่เห็นผลงาน แล้วชอบภาพถ่ายสไตล์นี้ ถามไถ่กันมาเรื่อยๆ จนมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อีกอย่างนิสัยผมจะชอบพูดคุยกับลูกค้าให้เขารู้สึกสนุกสนานผ่อนคลาย จึงเหมือนเป็นการละลายพฤติกรรม ให้พวกเขาแสดงตัวตนออกมาเต็มที่อย่างเป็นธรรมชาติ

เปา-ทวีวัฒน์ บรรยงบุญฤทธิ์

จุดเด่นของสไตล์การถ่ายภาพของผมก็คือ การเน้นตัวตน อารมณ์ ความรู้สึก ความสนิทสนม และความเป็นเพื่อนของคู่รักซึ่งเป็นพื้นฐานของความรักอีกที ไม่ว่าจะเป็นการหยอกล้อ รอยยิ้ม ความร่าเริง โดยดูจากคาแรกเตอร์ของคู่รักเป็นหลัก เน้นโทนแสงที่อบอุ่น ส่วนเรื่องชุดหรือเสื้อผ้าก็จะให้คู่รักเลือกมาเองเลย ซึ่งเราจะแนะนำว่างานถ่ายภาพของเราเป็นสไตล์มินิมอล จะไม่ค่อยเน้นเครื่องประดับสักเท่าไหร่ โชคดีว่าผมเคยเป็นช่างภาพแฟชั่นมาก่อน เลยพอจะแนะนำได้ว่าจะแต่งตัวยังไงให้เรียบง่าย ดูดี และไม่เชย”

เปาบอกว่า ค่าถ่ายภาพจะคิดเหมารวมไปกับค่าสตูดิโอ ช่างแต่งหน้า-ทำผม และอื่นๆ ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็ตกอยู่ที่หลายหมื่นบาทต่อหนึ่งงาน พูดง่ายๆ ว่าอาชีพนี้สามารถทำรายได้ให้อย่างดีทีเดียว

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในวัย 25-35 ปี ในหนึ่งเดือนผมก็รับงานถ่ายภาพให้หลายคู่ โดยจะให้เวลาตั้งแต่แต่งหน้า ทำผม เซตอัพฉาก เปลี่ยนชุด พักกินข้าว ภายใน 1 วันเต็มเลยครับ ส่วนมากลูกค้าจะเคยเห็นผลงานของผมจากอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เมื่อเห็นสไตล์ภาพแล้วชอบ เขาก็จะติดต่อเข้ามา

บีม-กวี ตันจรารักษ์ กับภรรยา

อาจเพราะเคยเห็นผมถ่ายพรี-เวดดิ้งให้กับคนดัง เช่น คู่ของ บีม-กวี ตันจรารักษ์ กับภรรยา และคู่ของเพชรจ้า (วิเชียร) กับนิวเคลียร์ (หรรษา) ซึ่งทุกคู่จะแต่งชุดไพรเวทที่เรียบง่ายเป็นตัวเอง และมีชุดแต่งงานผสมผสานไปด้วย

การถ่ายภาพแนวนี้คู่รักในต่างประเทศมักจะถ่ายในสตูดิโอฉากขาวๆ หรือแบ็กกราวด์เรียบง่ายกันมานานแล้ว อารมณ์จะคล้ายๆ การถ่ายแฟชั่นหรือโฆษณา แต่ในบ้านเรา พอบอกถ่ายพรี-เวดดิ้ง คนก็มักจะนึกถึงการถ่ายภาพในสตูดิโอแล้วใส่ชุดแต่งงานแบบจัดเต็ม”

เปาเสริมว่า สมัยก่อนเวดดิ้ง สตูดิโอ อาจจะเคยรุ่งเรือง แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปธุรกิจเหล่านี้ก็ล้มหาย เนื่องจากเมื่อก่อนคนมักมองว่าการถ่ายภาพเวดดิ้งเป็นงานมิติเดียว เป็นการถ่ายภาพของคู่แต่งงาน เป็นความหวานของคู่รัก ต้องโรแมนติก และต้องมีแพตเทิร์น ซึ่งมันค่อนข้างเชยไปแล้ว

เพชรจ้า (วิเชียร) กับนิวเคลียร์ (หรรษา)

“ผมว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ที่ผู้คนมีโลกทัศน์กว้างไกลขึ้น พวกเขาจึงมองไปถึงสไตล์การถ่ายภาพที่มีซิกเนเจอร์มากขึ้น ที่สำคัญ พวกเขามีทางเลือกมากมายที่จะหาช่างภาพในสไตล์ที่ตัวเองชอบ ช่างแต่งหน้า-ทำผม (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฟรีแลนซ์) เพื่อนำมาผสมผสานให้ตรงใจตามที่พวกเขาต้องการได้

นอกจากสไตล์การถ่ายภาพแล้ว สิ่งที่ลูกค้าชอบก็คือ การสื่อสาร การพูดคุยให้รู้สึกผ่อนคลาย การจัดท่าถ่ายภาพสบายๆ ในอิริยาบถที่เป็นธรรมชาติ ที่จะไม่ใช่การโพสท่าถ่ายแบบแฟชั่น เช่น กอดคอแฟน กระโดดขี่หลัง หยอกล้อ ฯลฯ ซึ่งออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา พอลูกค้าทั่วไปหรือคนดังได้เห็นแล้วก็มักจะชอบครับ”

เปาทิ้งท้ายว่า ในความคิดของเขาแล้วช่างภาพพรี-เวดดิ้งอิสระยังไปได้อีกไกล หากมีซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนและโดนใจคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคุณสามารถถ่ายภาพที่ลูกค้ากลับมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเชย คุณก็จะอยู่ได้แน่นอน ติดตามได้ที่ IG/FB : paophoto

แฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ

ด้าน แฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ (วัย 30 ปี) เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพสมัครเล่นตอนทำนิตยสารคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ได้คิดที่จะเป็นช่างภาพจริงจัง แต่หลังจากฝึกฝีมือแล้วก็เริ่มรู้ว่าตัวเองถ่ายภาพพอร์เทรตได้สวย จึงนำภาพไปลงเฟซบุ๊ก จนเริ่มมีคนถามเข้ามาเรื่อยๆ

“ผมชอบเวลาที่ถ่ายภาพแล้วได้มีการพูดคุยสื่อสารกับคนที่เป็นแบบ การถ่ายภาพของผมเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยซื้อกล้องมาลองผิดลองถูกอยู่นาน จนพบว่าชอบถ่ายภาพสไตล์ที่มีแสงธรรมชาติ ชอบภาพที่มีความนุ่มนวล ไม่แฟชั่นจ๋ามากนัก หลังลาออกจากงานผมก็รับถ่ายภาพมาเรื่อยๆ พอดีว่าช่วงนั้นงานถ่ายภาพพรี-เวดดิ้งเริ่มบูม เลยมีช่างภาพหลายคนเริ่มนำภาพมาลงในเฟซบุ๊กและไอจี ผมจึงคิดว่ามันน่าสนใจดี เลยเริ่มหันมารับงานพรี-เวดดิ้งบ้าง

จุดเด่นของผลงานผมอยู่ตรงการถ่ายภาพนิ่งสไตล์แคนดิด ที่มักจะจับภาพจังหวะอารมณ์ของคู่รัก เช่น หัวเราะ กอดกัน หรือตอนเจอเพื่อนๆ ซึ่งจะคาดเดาเหตุการณ์ได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็จะถ่ายเก็บไว้เยอะมาก ทั้งภาพอิริยาบถของคู่รักและพร็อพตกแต่งที่พวกเขาตั้งใจเลือกมา แล้วถ่ายภาพให้ดีที่สุดท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ที่มีทั้งพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ มันจึงเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ”

แฝดบอกว่า เขาจะใช้เวลาในการถ่ายภาพครึ่งวัน (หรือ 1 คิว) โดยคิดราคาแบบเหมาจ่าย ตั้งแต่ต้นจนจบในราคาหลายหมื่นบาท ส่วนสถานที่ก็แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นโลเกชั่นธรรมชาติ ทั้งทะเลและภูเขา ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปี

“อย่างยุคก่อนนี้จะมีเวดดิ้ง สตูดิโอ เยอะมาก แต่พอโลกมันเปลี่ยนไป ความชอบของคนก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะคนยุคนี้สามารถเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ได้ อะไรที่ดูไม่เหมาะ พวกเขาก็จะไม่เลือก ผมว่าที่ธุรกิจเวดดิ้ง สตูดิโอ หมดความนิยมไปเพราะมันเป็นแพ็กเกจแบบเดิมๆ ซึ่งอาจจะบังคับให้ลูกค้าต้องยินยอมในสิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่ชอบ ผิดกับคนในยุคนี้ที่ชัดเจน สามารถเลือกได้ตามความชอบของตัวเอง อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไปได้ ดังนั้นการทำงานกับช่างภาพอิสระจึงอาจจะถูกจริตและตรงใจมากที่สุด ที่สำคัญลูกค้าต้องชอบสไตล์การถ่ายภาพของช่างภาพคนนั้นอยู่แล้วด้วย

ที่ผ่านมาก็มีทั้งลูกค้าทั่วไปและคนดัง ซึ่งก็มีทั้งงานพรี-เวดดิ้งและงานถ่ายภาพพอร์เทรตที่ผมเคยถ่ายให้ เช่น นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ในงานเบื้องหลังของสินค้าแบรนด์หนึ่ง ภาพคู่รักของ ต้นหอม-สกุนตลาและซัน-ประชากร งานโฟโต้บุ๊กของ เป๊ก-ผลิตโชค และงานพรี-เวดดิ้งของมือกลองวง 25 Hours เป็นต้น เรียกว่าผมรับถ่ายภาพหลากหลายแนว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานพรี-เวดดิ้ง ซึ่งผมมองว่างานถ่ายภาพแบบนี้ยังไปได้อีกไกลเลยครับ” ติดตามได้ที่ IG/FB : 21day

ต้นหอม-สกุนตลาและซัน-ประชากร