CANITT คอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022 ความงดงามของทิวทัศน์ตลอดเส้นทางโร้ดทริป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679508

วันที่ 31 มี.ค. 2565 เวลา 11:30 น.CANITT คอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022 ความงดงามของทิวทัศน์ตลอดเส้นทางโร้ดทริป

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสไตล์นิวโบฮีเมียนไปกับแบรนด์เสื้อผ้าสตรีหรู “คานิท” (CANITT) ในคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022 ที่ชื่อว่า “เวย์ เอาต์ เวสต์” (WAY OUT WEST) แรงบันดาลใจจากความงดงามของทิวทัศน์ที่ได้พบเจอตลอดเส้นทางโร้ดทริปอันแสนพิเศษ พร้อมเคล็ดลับการแต่งตัวสำหรับท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน

สนุกกับการเดินทางครั้งใหม่ไปกับแบรนด์เสื้อผ้าสตรีหรู “คานิท” (CANITT) ที่ล่าสุด ขนิษฐา ดรุณเนตร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ฝีมือเฉียบประจำแบรนด์ ได้พาสาวๆ ออกเดินทางท่องโลกกว้างไปโร้ดทริปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และได้หยิบยกเอาบรรยากาศความสวยงามของดินแดนแห่งหินผาแกรนด์แคนยอน รวมถึงทะเลทรายในแคลิฟอร์เนียและแอริโซน่า มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการถ่ายทอดไอเดียครั้งใหม่ ผสมผสานกับกลิ่นอายฮิปปี้ โมเม้นท์ (Hippies Moment) ที่บอกเล่าถึงช่วงเวลาแห่งอิสรภาพในการใช้ชีวิตของเหล่าบุปผาชน ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าสไตล์นิวโบฮีเมียนที่ถูกตีความให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นและสามารถตอบโจทย์ทุกบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

“คานิท” (CANITT) แบรนด์แฟชั่นสตรีหรูภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘แดซลิ่ง’ (Dazzling), ‘โซฟิสติเคท’ (Sophisticate) และ ‘เออเบิร์น เฟมินีน’ (Urban Feminine) สามคำที่สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์การดีไซน์ได้เป็นอย่างดี กับการนำความงดงามทางแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยมาผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน ให้สนุกไปกับการสร้างสรรค์ลุคใหม่ หญิงสาวในแบบฉบับของ “คานิท” (CANITT) จึงเป็นผู้หญิงที่มีความทันสมัย หลงใหลในสไตล์อันโก้หรู แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ผสานความเซ็กซี่อย่างมีระดับเอาไว้

ขนิษฐา ดรุณเนตร กล่าวถึงแนวคิดหลักของการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ว่า “เรามองว่าช่วงเวลาของซัมเมอร์นั้นเปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการเดินทางเพื่อค้นหาความสุขและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ดังนั้นในคอลเลกชั่นนี้เราจึงหยิบเรื่องราวของการเดินทางมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบเสื้อผ้า เพราะต้องการให้คานิทเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับหญิงสาวผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่ ให้รู้สึกเสมือนได้เดินทางไปโร้ดทริปด้วยตนเอง ผ่านการสร้างสรรค์ลายพิมพ์ การเลือกใช้โทนสี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของเส้นทางโร้ดทริปในประเทศอเมริกา”

จุดเด่นของการออกแบบคอลเลกชั่น “เวย์ เอาต์ เวสต์” (WAY OUT WEST) นี้ คือการเลือกใช้โทนสีอบอุ่น (Sand Dunes) ซึ่งทีมดีไซน์คัดเลือกจากเฉดสีที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นและนำมาปรับแต่งให้มีความโมเดิร์นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น สีแดงเข้ม (Rosewood), สีน้ำตาลเข้ม (Downtown Brown), สีชมพู (Baby Pink) และแน่นอนว่าเฉดสีคลาสสิกในโทนสีนู้ด แลสีขาวก็ยังถูกนำมาแต่งแต้มอยู่ในทุกงานดีไซน์ รวมถึงลายพิมพ์ซิกเนเจอร์ประจำแบรนด์ก็ได้ถูกนำมาตีความขึ้นใหม่อีกครั้งผ่านการเลือกใช้โทนสีใหม่ ภายใต้ชื่อฟอร์เอฟเวอร์ โบโฮ (Forever BoHo)

อีกหนึ่งความน่าสนใจของแบรนด์ “คานิท” (CANITT) คือในแต่ละคอลเลกชั่นทีมดีไซน์จะถ่ายทอดความสง่างามของผู้หญิงเก่งในแวดวงแฟชั่นผ่านการออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งในฤดูร้อนนี้สไตล์อันคลาสสิกของชาล็อตต์ แรมปลิงก์ (Charlotte Rampling) นางแบบและนักแสดงจากยุค 60s ผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณบุปผาชนในทุกลุคที่ปรากฏบนรันเวย์ หน้านิตยสาร หรือแม้กระทั่งแผ่นฟิล์ม ได้ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบซิลลูเอทหลักประจำคอลเลกชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น แจ็กเก็ตสูทคัตติ้งเนี้ยบ และซัมเมอร์เดรสที่ออกแบบมาเพื่อเน้นความโปร่งเบาสบายสไตล์นิวโบฮีเมียน ที่ตัดเย็บขึ้นเพื่อเสริมจุดเด่นตามสรีระของผู้หญิง รวมถึงเสื้อเชิ้ตตัวบางที่มีดีเทลระบายเชือกที่คอ, เสื้อเบลาส์แขนพอง และเชิ้ตบราคล้องคอ ที่สามารถสร้างความเซ็กซี่อย่างมีระดับตามแบบฉบับหญิงสาวของ “คานิท” (CANITT) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยครั้งนี้ทีมดีไซน์ยังได้หยิบเอาผ้าหนังกลับ (Suede) มาสร้างสรรค์ลุคเรียบโก้ ด้วยวิธีการเดินเส้นด้ายยีนส์บนแจ็กเก็ตและกางเกง รวมถึงการใช้ผ้าซีฟองและผ้าลินินคุณภาพเยี่ยมที่ใส่สบายผิว ประกอบกับการเลือกใช้วัสดุที่โก้หรูอย่างกระดุมสีทอง, เข็มขัดหนังแบบเชือก และคอร์เซ็ท

นอกจากนี้ ขนิษฐา ดรุณเนตร ยังได้แนะนำเคล็ดลับการแต่งตัวสำหรับท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนนี้ให้โดดเด่นว่า “ฤดูร้อนนี้โทนสีอบอุ่นจะช่วยให้ผู้หญิงทุกคนสามารถโดดเด่นขึ้นได้ เพราะแดดในช่วงซัมเมอร์มักจะเข้ากับเสื้อผ้าโทนสีอบอุ่นเสมอ ซึ่งหากใครวางแผนจะท่องเที่ยวต่างประเทศไปแกรนด์แคนยอนหรือเดินทางที่ต้องใช้ความทะมัดทะแมงอาจจะหยิบแจ็กเก็ตหนังกลับแมทช์กับกางเกงที่เข้าชุดกันแล้วเติมเต็มลุคด้วยเข็มขัดหนังกับรองเท้าบู๊ท หรือถ้าใครจะไปเดินทะเลทรายหรือขึ้นบอลลูนชุดเดรสลายพิมพ์สไตล์นิวโบฮีเมียนเหมาะเป็นอย่างมากที่จะทำให้คุณโดดเด่นท่ามกลางฤดูร้อนนี้ ส่วนลุคง่ายๆ สำหรับวันที่ใช้ชีวิตเดินเล่นอยู่ในเมืองอาจจะหยิบเชิ้ตบราคล้องคอลายพิมพ์แมทช์กับกางเกงขาสั้นและรองเท้าแกลดิเอเตอร์ หรือเป็นเดรสคล้องคอเข้ารูปก็เหมาะกับช่วงซัมเมอร์เช่นกัน”

พบกับคอลเลกชั่น “เวย์ เอาต์ เวสต์” (WAY OUT WEST) ได้แล้ววันนี้ที่ร้านคานิท (CANITT) ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 และศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G พร้อมติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นผ่านช่องทาง IG: CANITT_OFFICIAL และ Line ID: @CANITT_OFFICIAL

SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013983


Two major refineries, a construction material manufacturer and a major bank have pledged to reach the target of carbon neutrality by 2050.

SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050

Bangchak Corporation, Shell Company of Thailand, Siam Cement or SCG and KBank vowed to achieve the target during a recent forum called the “Climate Action Leaders Forum”, or CAL Forum Class 1.

The forum also featured an exchange of ideas and experiences in regard to achieving concrete results in the reduction of greenhouse gases and global warming.

To reach carbon neutrality or a state of net zero carbon dioxide emissions, a company must somehow offset the emissions by its firms either by removal or by eliminating emissions by society.

SCG president and CEO Roongrote Rangsiyopash said the company had started reducing carbon emissions by 20 per cent since 2020.SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050

He said SCG aims to reach the net zero target by 2050 through four operational approaches:

– The company will use a low carbon manufacturing process, side by side with investing in clean technologies to reduce greenhouse gases.

– The firm is using the “Go Green” approach, spanning eco-friendly products, services and solutions such as going in for low-carbon hydraulic cement and producing eco-packaging.

– The company is reaching out to society in several ways, including providing training for SMEs and cooperating with organisations engaging in the supply chain so they can be a part in minimising environmental problems.

– SCG emphasises coordination with agencies from all sectors, whether it is domestic or international or those within the firm’s supply chain to minimise carbon emissions.

SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050KBank CEO Kattiya Indaravijaya said the bank actually plans to reach the net zero target by 2030.

She said KBank would hasten to implement feasible plans, as well as provide financial support to the business sector and to Thais for transformation of business operations and living in an eco-friendlier way.

“Kbank has approved Green Finance loans worth 65.2 billion baht in 2021. In early 2022, KBank piloted the Go Green Together project to connect and expedite a green ecosystem in Thailand,” Kattiya said.

“For this reason, KBank has spared a credit limit worth 3 billion baht to serve the campaign, aiming to entice Thais to start a ‘green lifestyle’ and build a green ecosystem together.”

SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050Bangchak executive vice president Gloyta Nathalang said the company is continuing its fight against global warming.

She said natural gas had replaced fuel oil at the company’s Bangkok refinery in early 2010 and machines, engines and equipment had been replaced from time to time to reduce CO2 emissions and greenhouse gas.

“Bangchak has shifted toward sustainability, increasing its investment in green energy and operating a green business through our subsidiaries,” Gloyta said.

“Our first target is to achieve carbon neutrality in 2030 by reducing CO2 emissions by 50 per cent, side by side with 50 per cent using other methods,” she said, explaining how the company will reach its net zero target by 2050.

“We prioritise the improvement of efficiency in manufacturing and operations to reduce CO2 emissions in all our businesses, including natural absorption of carbon through reproduction of forests, mangroves and seagrass.”

SCG, KBank, Bangchak, Shell pledge to reach carbon neutrality by 2050Meanwhile Shell country chairman Panun Prachuabmoh said the company supports the government’s policy to achieve carbon neutrality by 2050, which is aligned with Shell’s target in achieving net zero emissions by that deadline.

“Shell Group is determined to reduce CO2 emissions across its value chain, whether it is drilling, refining, transporting or energy consumption by consumers, which requires controlling greenhouse gas emissions,” Panun said.

“For unavoidable emissions, we utilise carbon capture and storage [CCS] technology. Furthermore, we have always been investing in renewable energy, including solar and wind,” he added.

Published : March 30, 2022

By : THE NATION

ช้างดาว : ห่านคู่ 69 ปีที่เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679395

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 07:55 น.ช้างดาว : ห่านคู่ 69 ปีที่เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

ทำความรู้จัก 9 ความเหมือนของเพื่อนร่วมรุ่น “ช้างดาว : ห่านคู่” พร้อมภารกิจพิเศษ เมื่อช้างดาวกลายเป็นเสื้อ และห่านคู่กลายเป็นรองเท้า?

มากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

หากนึกถึงเสื้อยืดสีขาวของคนไทย เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเสื้อยืดตราห่านคู่เป็นอันดับแรก และหากนึกถึงรองเท้าแตะที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน คงหนีไม่พ้นรองเท้าแตะตราช้างดาว เชื่อหรือไม่ว่าทั้ง 2 แบรนด์เป็นสินค้ายอดนิยมที่อยู่คู่คนไทยมานานถึง 69 ปี มีจุดกำเนิดทางธุรกิจในปีเดียวกัน และผลิตสินค้าให้คนไทย ใช้งานมากกว่า 100 ล้านชิ้น และครั้งนี้ทั้ง 2 แบรนด์ได้ร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เซอร์ไพรส์แฟนคลับกับการออกมาประกาศผลิตสินค้าร่วมกันเป็นครั้งแรกในปี 2565

ทำความรู้จัก 9 ความเหมือนของเพื่อนร่วมรุ่น ช้างดาว : ห่านคู่

1. เริ่มต้นธุรกิจก้าวแรกพร้อมกันในปี 2496

2. มีถิ่นกำเนิดของสินค้าที่มาจากเกาะด้วยกันทั้งคู่ ช้างดาวมาจากเกาะสิงคโปร์ และห่านคู่มาจากเกาะฮ่องกง

3. ทั้ง 2 แบรนด์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีอายุ 69 ปีเท่ากัน

4. ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในยุค 5 ย. และคงกระแสนิยมสูงสุดถึงปัจจุบัน

5. ใช้วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติในกระบวนการผลิต ช้างดาวผลิตจากยางพาราธรรมชาติแท้ 100%

และห่านคู่ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%

6. มีจำนวนสินค้าในตลาดรวม 8 รุ่นเหมือนกัน

7. มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยตั้งแต่เด็ก 4 ขวบ ถึงวัยเก๋า 80 ปี

8. ครองความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเหมือนกัน

9. มีเป้าหมายที่จะอยู่คู่แฟนคลับชาวไทยไปถึง 100 ปี

ภายใต้ภารกิจพิเศษ ‘ช้างดาว : ห่านคู่’ บรรดาสาวกจะได้พบกับปรากฏการณ์อะไรบ้าง

คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ทั้ง 2 แบรนด์ได้ร่วมกันทำสินค้ารุ่นพิเศษโดยนำสัญลักษณ์ของทั้ง 2 ฝั่งมาจัดวางในสินค้าของตัวเอง ได้แก่ รองเท้าแตะช้างดาวรุ่นห่านคู่ และเสื้อยืดห่านคู่รุ่นช้างดาว นอกจากนี้เพื่อสร้างความพิเศษยิ่งขึ้นยังมี กระเป๋าย่าม ที่ผ้าด้านนอกทำจากผ้าที่ใช้ผลิตรองเท้าผ้าใบนันยางและผ้าด้านในจากห่านคู่ มีช่องสำหรับเก็บรองเท้าแตะและเสื้อโดยเฉพาะ ผลิตจำนวน 10,000 ชุด โดยมีรหัสประจำเสื้อทุกตัว ตั้งแต่ 00001 – 10000 เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับผู้ร่วมประสบการณ์พิเศษในครั้งนี้

เมื่อช้างดาวกลายเป็นเสื้อ และห่านคู่กลายเป็นรองเท้า แล้วเราจะใส่กันยังไง?

บนความเหมือนกันหลายๆ ประการ ช้างดาวและห่านคู่จึงร่วมกันผลิตสินค้ารุ่นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจให้กับลูกค้าผูกพันกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงอัตลักษณ์สินค้าคุณภาพ ความคลาสสิก ความสบาย ง่ายง่าย ทนทาน ลุยไปทุกที่ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยทุกฐานะ ให้บรรดาสาวกได้เก็บสะสม ซึ่งนับเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตเพียงครั้งเดียวในภารกิจนี้เท่านั้น ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ได้กล่าวถึงแนวคิดการออกแบบว่า การออกแบบสินค้ารุ่นพิเศษนี้ เริ่มต้นจากความบังเอิญที่ทั้ง 2 แบรนด์มีความเหมือนกันในหลายสิ่งอย่างน่าประหลาดใจ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีนเหมือนกัน เข้ามาทำงานในเมืองไทย ผลิตสินค้าเครื่องแต่งตัวเหมือนกัน และประสบความสำเร็จในช่วงเวลาเดียวกัน ผ่านประสบการณ์ อุปสรรคมามากมาย จนวันนี้สามารถสร้างเรื่องราวความประทับใจในเส้นทางของตนและยังคงเป็นสินค้ายอดนิยมคู่คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นทีมนักออกแบบจึงตีโจทย์ออกมาโดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าที่ยังให้ความรู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของทั้ง 2 แบรนด์ แต่สร้างตราสินค้าใหม่ในแบบพิเศษ ที่เน้นลายเส้นเฉพาะตัวของ “ช้างดาวและห่านคู่” ให้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว สร้างแนวคิดการแต่งตัวในแบบเหนือกาลเวลา เหมือนย้อนกลับไปในสมัยยุค 5 ย. ตั้งแต่ผมยาว สะพายย่าม ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สวมรองเท้ายาง

มาทำความรู้จัก 3 สินค้ารุ่นพิเศษ ‘ช้างดาว : ห่านคู่’ กัน

1. เสื้อห่านคู่ รุ่นช้างดาว: เสื้อยืดคอกลมห่านคู่คลาสสิก สีขาว มาพร้อมกับลายพิมพิเศษ “ช้างดาว : ห่านคู่” พร้อมระบุหมายเลขประจำเสื้อ ตั้งแต่ 00001 – 10000 ผลิตจาก ผ้า Cotton คุณภาพดี 100% ปราศจากสารระคายเคือง ใส่สบาย เนื้อผ้าบางเบา ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี ฝีเข็มละเอียด ใส่นานทนทาน มี 5 ขนาดให้เลือก M (อก 38 นิ้ว) , L (อก 40 นิ้ว) , XL (อก 42 นิ้ว) , 2XL (อก 44 นิ้ว) , 3XL (อก 46 นิ้ว)

2. รองเท้าแตะช้างดาว รุ่นห่านคู่: รองเท้าแตะหูคีบช้างดาวคลาสิก รุ่น 200 พื้นสีเขียวห่านคู่ และหูสีน้ำเงินดั้งเดิมพร้อมกับลายพิเศษ “ห่านคู่” ผลิตจากยางธรรมชาติ 100% มีความยืดหยุ่น ทนทาน สวมใส่สบายเท้า มี 5 ขนาดให้เลือก 9 (23 cm) , 9.5 (24 cm) , 10 (26 cm) , 10.5 (27 cm) , 11 (28 cm)

3. กระเป๋าย่ามช้างดาว:ห่านคู่ กระเป๋าย่ามที่ถูกออกแบบร่วมกันของช้างดาวและห่านคู่ โดยใช้ผ้าจากรองเท้านันยางและผ้าด้านในจากห่านคู่ มีช่องพิเศษสำหรับใส่เสื้อยืดและรองเท้าแตะโดยเฉพาะ เพิ่มความพิเศษให้กับภารกิจนี้อย่างลงตัว

สินค้ารุ่นพิเศษนี้ ผลิตและจำหน่ายเป็นชุด โดย 1 ชุดประกอบด้วย เสื้อยืด รองเท้าแตะ และกระเป๋าย่าม จำหน่ายราคาชุดละ 990 บาท (ไม่มีค่าจัดส่ง) สามารถสั่งซื้อได้ทาง www.Thailandpostmart.com เริ่มจำหน่ายวันที่ 29 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 19.53 น.เป็นต้นไป บริการจัดส่งแบบ EMS และบรรจุภัณฑ์พิเศษโดยไปรษณีย์ไทย (รุ่นพิเศษเพียง10,000 ชุด)

นันยางช้างดาวและห่านคู่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปรากฎการณ์การรวมตัวกันของ 2 ตำนานสินค้าในครั้งนี้ จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนคลับคนไทยทั้งประเทศ โดยนันยางและห่านคู่ จะยังเดินหน้าต่อในการสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกยุคทุกสมัย และมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าให้ดี มีคุณภาพมาตราฐาน เพื่อที่จะได้อยู่คู่กัน เป็นตำนานสินค้าขวัญใจของคนไทยตลอดกาล

ปกปิดแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION รองพื้นชนิดน้ำเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679267

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 14:55 น.ปกปิดแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION รองพื้นชนิดน้ำเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม

SUQQU ชวนสัมผัสรองพื้นชนิดน้ำสุดเลอค่า SUQQU THE LIQUID FOUNDATION พร้อมแต่งแต้มสีสันด้วย SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION

SUQQU จัดงานแนะนำรองพื้นชนิดน้ำด้วยเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม SUQQU THE LIQUID FOUNDATION ผสานสกินแคร์เพื่อความชุ่มชื้นผิวและให้การปกปิดขั้นสูง แนบเนียนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ มาพร้อมกับ SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION  สีสันใหม่ในสไตล์คุณ โดยมี อัตสึชิ ซูมิโนะ ประธานกรรมการ บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ภายในบริเวณ Beauty Hall ถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่าย เพื่อให้แขกที่มาร่วมงานได้สัมผัสผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนางเอกของงานเป็นรองพื้นชนิดน้ำใหม่ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION ที่ SUQQU ได้คิดค้นและปรับแต่งเนื้อสัมผัสด้วยเทคนิคใหม่ ทำให้ผงพิกเมนต์เป็นของเหลว (New Fluid Pigment) และผสมให้เป็นรองพื้นชนิดน้ำแบบอิมัลซิไฟเออร์ ทำให้ได้รองพื้นที่ให้ความเรียบเนียน ให้การปกปิดสูงแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ พร้อมให้ผิวฉ่ำวาวด้วยส่วนผสมที่มอบความชุ่มชื้นเพื่อความงามจากประเทศญี่ปุ่นรวม 13 ชนิด ที่พร้อมโอบอุ้มผิวให้ดูละมุน รังสรรค์ฟินิชลุคฉ่ำวาว เข้ากับผิวของสาวไทยทุกคน พร้อมเติมเต็มสีสันไปกับ SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION คัลเลอร์คอลเลกชั่นใหม่ที่พร้อมให้ทุกคนได้แต่งแต้มความสดใสในสไตล์ที่เป็นตัวคุณเอง โดยมีไอเทมสำคัญคือ SUQQU MELTING POWDER BLUSH บรัชออนเนื้อสัมผัสแบบแป้งที่มีความชุ่มชื้นแบบใหม่ที่ใช้เทคนิค “Melting Powder Formula” ผสมผสานออยล์ชุ่มชื้นระดับพรีเมี่ยม ให้ความโปร่งแสง กลมกลืนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติและให้สีที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ มีให้เลือกถึง 8 เฉดสีที่เข้ากับผิว

ด้านสาวนิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ พิธีกรชื่อดัง กล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นแฟนคลับของรองพื้น SUQQU มาหลายรุ่นแล้ว ส่วนรุ่นใหม่นี้ได้ลองแล้วรู้สึกว่าเบา สบายหน้า แต่ยังให้ความปกปิดอยู่ สีและเนื้อรองพื้นแนบกลืนไปกับผิว ทำให้ผิวสวยป็นธรรมชาติมาก ส่วนตัวเป็นคนผิวแห้งซึ่ง SUQQU THE LIQUID FOUNDATION สามารถอยู่บนผิวได้ทั้งวันโดยไม่ตกร่องและสีไม่เปลี่ยนเลยค่ะ”

ทราย-อินทิรา เจริญปุระ นักแสดง กล่าวว่า “ได้ลองใช้ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION แล้วรู้สึกว่าใช้ง่ายมาก ๆ ถ้าจะให้สรุปเป็นคำง่าย ๆ เลยก็คือ User Friendly ค่ะ คือใช้กับฟองน้ำได้ แปรงได้ มือเกลี่ยก็ได้ ใช้ในปริมาณที่น้อยและไม่จำเป็นต้องมีทักษะมากก็สามารถแต่งผิวออกมาให้สวยได้ ถือว่าตอบโจทย์มาก ๆ”

ออม-ปภาพินท์ วีระภุชงค์ เซเลบริตี้ กล่าวว่า “ได้ลอง SUQQU MELTING POWDER BLUSH แล้วรู้สึกชอบมากค่ะ มีให้เลือกหลายเฉดสี ลองปัดแล้วกลมกลืนไปกับพวงแก้ม ดูเป็นธรรมชาติเหมือนมีเลือดฝาดจากภายใน”

Thai public, private sectors share climate-action plans at latest leaders’ forum

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/life/40013921


Thailand’s first-ever Climate Action Leaders Forum aims to enhance climate action literacy to boost people’s awareness of the climate crisis and the importance of operations designed to solve global warming.

Thai public, private sectors share climate-action plans at latest leaders’ forum

Participating in the forum were 49 representatives of several sectors, including policymakers and members of the public sector, transnational organisations, private sector, education sector, capital market, banks and independent agencies.

Kiatchai Maitriwong, executive director of Thailand Greenhouse Gas Management Organisation (TGO), said the forum was widely beneficial for the country.

He added that in the future, more such meetings will be held to raise awareness and boost collaboration in the battle against climate change. This way, he said, Thailand can move forward in the development of society, economy and environment, in coherence with sustainable development.

Natural Resources and Environment Minister Varawut Silpa-archa, who chaired the closing ceremony, said the battle against the climate crisis cannot be won by just one country. He said to win cooperation, perseverance and determination of global communities is required.

He also said Thailand had committed itself to reach carbon neutrality by 2050 and net-zero emissions by 2065 at the 26th Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change, or COP26, in Glasgow last year.

Also joining the Climate Action Leaders Forum were representatives of the United Nations Development Programme, Electricity Generating Authority of Thailand (Egat), Charoen Pokphand Group and PTT Global Chemical.

Prasertsak Cherngchawano, Egat’s deputy governor, said the agency had acknowledged the impact on climate change more than 10 years ago.

“We have also cooperated with public agencies, the Natural Resources and Environment Ministry, Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning, TGO, as well as private sector and communities in operating and supporting greenhouse gas management of energy sector.

“Since 2013, the emission of greenhouse gases has been reduced by more than 42 million tonnes of carbon dioxide equivalent. We aim to reach carbon neutrality by 2050 by increasing the proportion of electricity generation from renewable energy through the ‘hybrid floating solar cells’ project running at Egat dams. There is also the Smart Grid Project for the transmission system, which aims to enhance Thailand’s electricity security. In addition, Egat has initiated a 1-million-rai reforestation project that can cover both green carbon and blue carbon by 2031. This project should absorb about 1.2 million tonnes of carbon dioxide per year,” Prasertsak said.

Noppadol Dej-Udom, Charoen Pokphand Group’s chief sustainability officer, said CP has joined the global community in helping limit the increase of temperatures to below 50 degrees Celsius.

Suphachai Chearavanont, chief executive officer of CP Group, declared the group’s aim to achieve zero-carbon at the Climate Week NYC, which was held in conjunction with COP26.

To achieve this, CP aims to use advanced technology and innovation in manufacturing procedures, including the utilisation of renewable energy, compensation of excessive greenhouse gas emissions and reforestation to re-absorb greenhouse gases in the long run. It expects to plan 20 million trees by 2025.

CP also aims to reduce food waste to zero and replace all its packaging with reusable, bio-degradable type by 2030. It will also help promote the use of electric vehicles by providing more than 200 charging stations near 7-Eleven convenience stores and Lotus’s supermarkets.

Kongkrapan Intarajang, president of PTT Global Chemical (GC), said the organisation aims to reduce greenhouse gases by 20 per cent by 2025 and to net-zero by 2030 can be achieved through two missions.

The first is the circular economy will involve the establishment of a sugarcane bioplastic plant in Thailand as well as a recycling plant to transform PET bottles into food-grade packaging products.

The second is the reduction of greenhouse gases has been clearly targeted and planned around 30 years in advance, with a budget of US$5 billion dedicated for the implementation of three key issues, namely:

  • Overall improvement of projects, efficiency and clean energy utilisation to curb the emission of waste, which can reduce greenhouse gases by 20 per cent.
  • Adjustment of investment in low-carbon businesses which can ensure a 25 per cent reduction.
  • Carbon compensation via reforestation and adoption of new technologies to absorb and store carbon which can promise a 55 per cent reduction.
Thai public, private sectors share climate-action plans at latest leaders’ forum
Thai public, private sectors share climate-action plans at latest leaders’ forum
Thai public, private sectors share climate-action plans at latest leaders’ forum

Published : March 28, 2022

By : THE NATION

ยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679179

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 14:28 น.ยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022

พบสไตล์รับซัมเมอร์กับยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022 พร้อมร่วมค้นหาความสุขของการแต่งตัวไปกับนิทรรศการ The Joys of Clothing ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก ชวนค้นหาความสุขของการแต่งตัวที่บ่งบอกเอกลักษณ์ พร้อมสำรวจความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเสื้อผ้าและชีวิตของเรา ผ่านไอเทมหลากหลายสไตล์ที่สามารถหยิบขึ้นมามิกซ์แอนด์แมชได้ตามโอกาสที่คุณต้องการจากยูนิโคล่ ประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2022 ผ่านธีมประจำซีซันอย่าง The Joys of Clothing พร้อมนิทรรศการในชื่อเดียวกันซึ่งจัดขึ้นถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565 ณ Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับนิทรรศการของยูนิโคล่ในครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านธีมหลักของซีซั่น The Joys of Clothing กับการแสดงความสัมพันธ์ของคนและเสื้อผ้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้เลือกอย่างไม่รู้จบ พร้อมเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของฤดูที่ช่วยสร้างความสุขและรอยยิ้มได้ตลอดทั้งวัน โดยในซีซันนี้ ยูนิโคล่โฟกัสไปที่ความสุขอันเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้คนและเสื้อผ้าบรรจบมาเจอกันผ่าน 4 ธีมย่อยได้แก่

The Joys of Skyline – สร้างนิยามการแต่งตัวใหม่สำหรับคนเมือง

เราทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ อีกครั้ง การได้สวมใส่เสื้อผ้าลำลองที่เรียบง่ายและดูดีทั้งในการทำงานและช่วงพักผ่อนได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในเมือง ผู้คนต้องการเครื่องแต่งการที่โมเดิร์นทันสมัย ดูสนุกสนาน และสวมใส่ได้อย่างสบาย สปิริตของวิถีชีวิตคนเมืองจะเด่นชัดขึ้นกับลุคใหม่ในซีซันนี้

เสื้อแขนกุด สไตล์ American Sleeve เสริมบรา ทรงครอป

บราท็อปผ้าคอตตอนยอดนิยมของยูนิโคล่เสริมด้วยสไตล์ American Sleeve ที่ทำให้ช่วงไหล่ดูดีเพรียวบางช่วยให้ช่วงคอและเอวดูเรียวขึ้นชิ้นนี้จะเข้ากันได้ดีทั้งแบบมีเลเยอร์ หรือพร้อมกับกระโปรงยาว กางเกงขากว้าง และกางเกงขายาวตัวอื่นๆ

เสื้อเชิ้ต Extra Fine Cotton Broadcloth แขนยาว ลายตาราง

เสื้อเชิ้ตรับซัมเมอร์ให้คุณสามารถใส่ได้ทั้งช่วงเวลาทำงานหรือวันพักเบรค สร้างสรรค์จากเส้นใยคอตตอน 100%   ผ่านการฟอกแบบพิเศษเพื่อสร้างสัมผัสนุ่มให้ความรู้สึกสบายๆ ทรงหลวมช่วงไหล่และลำตัวที่ออกแบบให้ขยับแขน ได้ง่ายขึ้น ทรงเข้ารูปช่วงแขนและหน้าอก เย็บ 2 ชั้นเพื่อลุคลำลองพร้อมรอยย่นที่ตะเข็บตั้งแต่ปลายแขนเสื้อจนถึงวงแขน ใช้กระบวนการเย็บที่เรียกว่า “เย็บแบบม้วน” และการเย็บสองครั้งเพื่อให้ตะเข็บมีรอยย่นและให้ลุคที่ดูลำลอง ดีไซน์แบบเบสิคผสานสีสันและลวดลายที่หลากหลาย มีสไตล์ในทุกสถานการณ์ตั้งแต่แคชชวลไปจนถึงทางการ

The Joys of Landscape – เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

การใช้เวลาว่างในกิจกรรมกลางแจ้งเป็นสิ่งสำคัญในการเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจ คุณต้องมีเสื้อผ้าที่ใช้งานได้สำหรับการเดิน ปั่นจักรยาน และกิจกรรมอื่นๆ และไอเทมของยูนิโคล่เปี่ยมด้วยสีสันและพื้นผิวที่กลมกลืนกับทิวทัศน์ เพื่อให้คุณรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

ที่ยูนิโคล่  ยีนส์ของเราสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงอนาคตของโลกใบนี้ กรรมวิธีในการผลิตยีนส์ของยูนิโคล่จึงพยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดย BlueCycle ถือเป็นการพลิกโฉมในวงการอุตสาหกรรม BlueCycle ช่วยลดปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการซักฟอกและแต่งผิวผ้ายีนส์ได้อย่างมากถึง 99%

ยูนิโคล่ขอเสนอกางเกงยีนส์เอวสูงที่ทำให้เรียวขาดูยาวขึ้น ไลน์อัพนี้ยังรวมถึงกางเกงยีนส์ทรงขาตรง อย่าง Straight High Rise Jeans หรือ เอาใจสายวินเทจด้วยทรงหลวม ดีไซน์ทรงขาสอบจนถึงข้อเท้า เพื่อลุคที่ดูโฉบเฉี่ยว อย่าง Peg Top High Rise Jeans

กางเกงยีนส์ทรงกว้างอย่าง Wide Fit Jeans ถือเป็นไอเทมอัพเดทประจำซีซั่นนี้ หรือจะเป็นกางเกงยีนส์สุดคลาสสิกอย่าง Ultra Stretch Jeans ที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ มาพร้อมกับทรงขาสอบเข้ารูปที่สวมใส่ง่าย

Uniform Blue คอลเลคชันใหม่ที่ให้อารมณ์ลำลอง โดดเด่นด้วยเฉดหลากหลายของสีฟ้า ซึ่งมีทั้ง เสื้อเชิ้ตคอปก และเสื้อสเวตเตอร์       ทรงโอเวอร์ไซส์ รวมถึงเสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงทำงานที่มีรายละเอียด ให้ลุคที่คลีนดูดีสำหรับทุกคน

The Joys of Imagination – สร้างแรงบันดาลใจให้กับความสวยงามที่ใช้งานได้จริง

ศิลปะและการออกแบบอันซับซ้อน ซึ่งกระตุ้นจินตนาการ ได้นำเสนอความคิดสำหรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและ          มีความสุข สีสันสดใส ชวนมอง และความงามด้านการใช้งานของดีไซน์ที่ดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเสื้อผ้าที่ดูดีมีสไตล์และช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว อีกทั้งศิลปะยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเสื้อผ้า เพื่อการใช้งานที่กระฉับกระเฉง

IRism

ความลับของเทคโนโลยีที่ช่วยเติมความมีชีวิตชีวาให้ผิวของคุณ ให้สัมผัสเรียบลื่น เส้นใยละเอียดพิเศษที่ช่วยดูดซับและระบายเหงื่อ เนื้อผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น ช่วยถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างรวดเร็ว เพิ่มความสบายในการสวมใส่ และเส้นใยชนิดพิเศษช่วยดูดซับและระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ตั้งแต่ต้นเหตุ มีไอเทมให้เลือกหลากหลายสำหรับผู้ชายและผู้หญิงเพื่อรองรับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคน

เสื้อแจ็คเก็ตและกางเกง Ultra Light

ยูนิโคล่ได้เปิดตัว Ultra Light ซีรีส์ยอดนิยมด้วยเทคโนโลยีดรายที่แห้งเร็วสำหรับผู้ชาย ที่ครั้งนี้สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับผู้หญิง  ด้วยแจ็กเก็ตแบบ 3  มิติพร้อมโครงสร้างเสื้อที่ช่วยสร้างความคล่องตัว ทรงเข้ารูปพอดีไหล่ พกพาสะดวก มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ สามารถใส่เดี่ยวหรือแมชเพื่อใช้งานได้หลากหลาย ดูดีทั้งชุดลำลองและชุดทำงาน

กางเกง Smart Ankle

กางเกงความยาวขาห้าส่วนทรงเนี้ยบ น้ำหนักเบา ทรงสวย และใส่สบาย ตัดเย็บจากผ้าที่ยืดได้ 2 ทิศทางเพื่อความสบาย ในทุกการเคลื่อนไหว พร้อมกระเป๋าด้านข้างเพื่อประโยชน์ใช้สอย ดีไซน์ทรงเอวหลวมยางยืดใส่สบาย ขอบเอวหุ้มด้วย ผ้าที่เข้าชุดกันเพื่อลุคที่ประณีตยิ่งขึ้น กางเกงทรงเข้ารูปขาสอบ ความยาวขาห้าส่วนผ้าคอตตอนทวิล ที่ใช้เส้นด้ายจำนวน มากเพื่อสัมผัสนุ่มเรียบ เหมาะสำหรับสไตล์แคชชวลหรือเรียบหรู

เสื้อยืด Uniqlo U AIRism คอตตอน ทรงหลวม

ไอเทมที่สร้างสรรค์และพัฒนาโดย “คริสตอฟ เลอแมร์” และทีมดีไซเนอร์ในปารีส ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย บรรจบกับเทคโนโลยีนวัตกรรมผ้าอย่าง AIRism จนได้ผลลัพธ์ของสัมผัสเรียบลื่นสบายภายใต้ลุคแบบผ้าคอตตอน เป็นไอเทมที่ให้ทั้งความนุ่มลื่นและแห้งสบาย สวมใส่ได้ทั้งในสไตล์ลำลองและทางการ ทรงคอกลมกระชับ ที่ตอบโจทย์หลักของดีไซน์ได้เป็นอย่างดี

The Joys of Sun and Seaside – รับสัมผัสจากสายลม 

ยูนิโคล่นำเสนอเสื้อผ้าที่เรียบง่ายผ่านพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ สำหรับการใช้ชีวิตท่ามกลางแสงแดดฤดูร้อนหรือหลัง          พระอาทิตย์ตกดินบนชายหาด ผ้าลินินที่คลุมผิวได้อย่างนุ่มนวลและชุดเดรสที่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายและเป็นอิสระราวกับลมริมทะเล

UV Protection

ไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ต้องเจอแดดร้อน และรังสียูวีที่ทำร้ายผิวทุกวัน ยูนิโคล่ UV Protection คิดค้นผ่านนวัตกรรมการปกป้องแสงแดดเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน สามารถป้องกัน รังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย UPF (อัตราการป้องกันรังวียูวีสำหรับเสื้อผ้าและสิ่งทอ)  ตั้งแต่ 15 ถึง 50 ยูนิโคล่ UV Cut Protection ออกแบบมาเพื่อปกป้องทุกคน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ผ่านตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อฮู้ด เสื้อคาร์ดิแกน เสื้อยืด กางเกง ไปจนถึงเอสเซสเซอรี่และหมวก เพื่อป้องกันรังสียูวี ที่ครอบคลุมในทุกกิจกรรม

ลินินคอลเลคชัน

ยูนิโคล่ได้ขยายสินค้าในกลุ่มลินินเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย อาทิ เสื้อเชิ้ตผ้าลินินพรีเมียมของผู้ชาย เสื้อเชิ้ตผู้หญิงที่มาพร้อมสีสันใหม่และรูปทรงปกติ เพื่อให้สวมใส่เป็นแจ็กเก็ตตัวสั้นได้ง่าย นอกจากนี้ยูนิโคล่ยังได้เปิดตัวเสื้อ    แจ็คเก็ตที่ผสมลินินเนื้อนุ่ม สำหรับผู้หญิงแมชกันอย่างลงตัว รวมถึงชุดเดรสผ้าคอตตอนผสมลินิน พร้อมปกเสื้อสกิปเปอร์เพื่อเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย

กางเกงขาสั้น

ไอเทมยอดนิยมสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงในช่วงซัมเมอร์นี้ คงหนีไม่พ้นกางเกงขาสั้น ที่ซีซันนี้ยูนิโคล่ได้เตรียมกางเกง ขาสั้นหลากหลายสไตล์ไว้สำหรับทุกวันสบายๆ ของคุณ ทั้งกางเกงขาสั้นผ้าชิโน กางเกงข้าสั้นผ้าคอตตอน และกางเกง ขาสั้นผ้าเดนิมเจอร์ซี่ให้ได้รับลมเย็นตลอดทั้งซัมเมอร์

เสื้อฮู้ด AIRism UV Protection Supima cotton V-neck L/S cardigan

เสื้อแขนยาว น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับสวมใส่ขณะอากาศร้อน ป้องกันรังสียูวีและแอร์ที่มากเกินไปจากเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ด้วยผ้าแอริซึ่ม (AIRism) ผ้าตาข่ายให้ความรู้สึกเย็นสบาย น้ำหนักเบา และให้ความรู้สึกสดชื่น สามารถใส่กันแดดในวันที่มีกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับแมชกับกางเกงเลกกิ้งและชุดกีฬาอื่นๆ เพื่อสไตล์ที่ดูแอคทีฟยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยูนิโคล่ยังเชิญชวนค้นหาความหมายของ The Joys of Clothing  ผ่านนิตยสาร LifeWear magazine ฉบับที่ 6 ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2022 โดยนิตยสาร LifeWear magazine เป็นนิตยสารแจกฟรี ที่พูดถึงปรัญชาไลฟ์แวร์ของยูนิโคล่ในการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตประจำวันของทุกคนให้ดีขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยธีมของเล่มนี้คือ “The Joys of Clothing” ที่พูดถึงความสนุกของการแต่งตัว นำเสนอความสุขที่เรียบง่ายจากการสวมใส่เสื้อผ้า พร้อมพูดถึงความสัมพันธ์เชิงบวกของผู้คนและเสื้อผ้า ถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์กับผู้สร้างภาพยนต์อย่าง โซเฟีย คอปโปลา และเรื่องราวแฟชั่นของคอลเลคชัน UNIQLO and JW ANDERSON ที่นำเสนอผ่านเลนส์จากนิตยสาร frankie จากประเทศออสเตรเลีย หรือดาวน์โหลดยูนิโคล่ แอพพลิเคชันเพื่อรับข้อมูลล่าสุดจากยูนิโคล่

ชวนอ่านอนาคตที่งานสัปดาห์หนังสือ @สถานีกลางบางซื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679156

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 08:45 น.ชวนอ่านอนาคตที่งานสัปดาห์หนังสือ @สถานีกลางบางซื่อ

คนรักการอ่านต้องมา!! สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันนี้ – วันที่ 6 เมษายน 2565 ปักหมุดครั้งใหม่ในพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และ สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 พบกับบูธสำนักพิมพ์ทั้งไทยและต่างประเทศจำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา กว่า 208 ราย รวมกว่า 583 บูธ การอบรมสัมมนาทางวิชาการ, นิทรรศการ และเวทีเสวนาหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจ บนพื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ สถานีกลางบางซื่อ (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00 น.)

นางสาวทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า “งานสัปดาห์หนังสือฯ จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ตลอดจนผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการอ่าน และยังเปิดโอกาสให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทยเกิดความตื่นตัวปรับปรุงพัฒนาการการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในหลายๆ รูปแบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป งานในครั้งนี้จัดภายใต้ธีม “อนาคต” ซึ่งการอ่านหนังสือเปรียบเสมือนการเดินทางที่พาเราไปสู่อนาคต และยังเป็นการปักหมุดครั้งใหม่ของงานและการอ่านในพื้นที่ใหม่คือ สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินทางแห่งใหม่ของประเทศไทยในอนาคต สมาคมฯ เชื่อว่า งานหนังสือครั้งนี้จะสามารถพาทุกท่านเดินทางไปสู่อนาคตแห่งความรู้และสร้างความทรงจำที่ดีให้กับผู้ร่วมงานทุกท่านเหมือนงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา”

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงาน ตลอด 12 วัน นอกจากการเลือกซื้อหนังสือจากหลากหลายสำนักพิมพ์ใน 6 โซน ได้แก่ 1.โซนหนังสือเด็กและสื่อการศึกษา 2.โซนหนังสือการศึกษา 3.โซนหนังสือต่างประเทศ 4.โซนหนังสือเก่า 5.โซน Book Wonderland (หนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น) 6.โซนหนังสือทั่วไป

ยังมีนิทรรศการที่ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ความรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ นิทรรศการ 125 ปี รถไฟไทย ที่ไล่เรียงประวัติศาสตร์การรถไฟไทยตลอด 125 ปี เชื่อมโยงกับตัวอักษร ก-ฮ ที่เป็นความหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การรถไฟไทย, นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2565 ที่จัดแสดงหนังสือดีเด่นประจำปีนี้, นิทรรศการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 รางวัลพานแว่นฟ้า วรรณกรรมการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย, นิทรรศการหนังสือพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์ และการแปล อันเป็นเสน่ห์แห่งวรรณกรรม, นิทรรศการปกหนังสือสวยสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4, นิทรรศการ 60 ปี ประพันธ์สาส์นและลานกิจกรรม 60 ปีประพันธ์สาส์น ฉลอง 60 ปีสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ภายใต้แนวคิดหยั่งราก ต่อยอด สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา, เทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 7 (The 7th Bangkok Art Festival : BAF 7) เป็นต้น เวทีเสวนา จากสำนักพิมพ์ สมาคม และสมาพันธ์ต่างๆ ที่หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาตั้งหัวข้อเสวนาโดยวิทยากรที่มีชื่อเสียง อาทิ การเปิดตัวหนังสือเซเปียนส์ ฉบับกราฟฟิก เล่ม 1-2 สุนทรียภาพในลีลาเอดูเทนเมนต์ของเซเปียนส์กราฟิก โดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, คุณทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ (คอลัมนิสต์การ์ตูนบางกอกโพสต์), คุณพรเทพ เฮง (ผู้ดำเนินรายการ), เปิดตัวแอปห้องสมุดดิจิทัลโฉมใหม่ TK Read โดย TK PARK และเสวนาหัวข้อ “ห้องสมุดดิจิทัล ตอบโจทย์นักอ่านยุคนี้ได้จริงหรือ?” โดย นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park), และ นายพัฒนา พิลึกฤาเดช ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด, เสวนา Reimagine Bookstores ร้านหนังสือที่มีหัวใจ โดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura), ก้อง – ทรงกลด บางยี่ขัน, หนุ่ม – โตมร ศุขปรีชา

ในปีนี้ กิจกรรมโครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมค้นหาและคัดเลือก “บุคคลต้นแบบส่งเสริมการอ่าน” เพื่อยกย่องและให้กำลังใจผู้ที่ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังและเสียสละ และกิจกรรมประกวด “อ่านได้ เล่าสนุก ปลุกไอเดีย” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังการอ่านให้กับเยาวชนและเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย โดยในวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2565 เวลา 10.30-12.00 น. จะมีการมอบรางวัล และปาถกฐาพิเศษ จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ณ เวทีกลางภายในงาน และพิเศษสุดกับกระเป๋าที่ระลึก ออกแบบลายโดย “มุนิน” เป็นของตอบแทนผู้ที่สนับสนุนโครงการฯ ราคา 200 บาทขึ้นไป ที่บูธ B91 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของงานสัปดาห์หนังสือในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้เก็บ NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นรูปภาพศิลปะจาก “มุนิน” ศิลปินนักวาดภาพชาวไทยชื่อดังที่มีเพียง 25,000 ชิ้น 5 แบบ พร้อมด้วยไอเท็มลับ NFT ชิ้นที่ 6 (จำนวนจำกัด) ที่มีให้กับผู้ที่สะสมครบทั้ง 5 แบบมาเลือกเก็บสะสมตลอด 12 วันเพียงซื้อหนังสือครบ 1,000 บาทภายในงาน แล้วนำใบเสร็จมาแลก NFT ได้ที่บูธกิจกรรม NFT หมายเลขบูธ B94

การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการการควบคุมโควิด-19 มีการตรวจวัดอุณหภูมิผู้ร่วมงานก่อนเข้างาน และให้บริการแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือครอบคลุมทั่วงาน และมีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทั่วบริเวณงานทุกวันหลังเลิกงาน

ไปอ่านอนาคตกันที่งาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ณ สถานีกลางบางซื่อ ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00 – 21.00 น. (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00-21.00 น.) ติดตามรายละเอียดตารางกิจกรรมต่างๆ แผนผังบูธ โปรโมชั่นและหนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์ ฯลฯ ได้ที่ Facebook https://www.facebook.com/bookthai หรือ Website https://thailandbookfair.com/

#สัปดาห์หนังสือ2565

#อ่านอนาคต

#NationalBookFair50

#BKKBookFair20

#งานหนังสือที่บางซื่อ

The secret lives of Thai migratory birds – and how to spot them

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013847


“Bird Talk” brought together experts to share their experiences and insights on how to recognise migratory birds from all around world and where to find them when they land in Thailand.

The secret lives of Thai migratory birds – and how to spot them

Secrets of how to spot exotic winged visitors to Thai shores were revealed in a live talk show broadcast by the Bird Conservation Society of Thailand (BCST) on Friday. 

The secret lives of Thai migratory birds – and how to spot them


“Bird Talk” brought together experts to share their experiences and insights on how to recognise migratory birds from all around world, how to track their long journeys, and where to find them when they land in Thailand.


The experts noted that Thailand is on the migration route for many species of birds and in recent years has attracted new arrivals – including black-winged stilts, painted storks, cormorants, Oriental darters and grey herons. The feathered migrants make their way mainly from the Himalayas and Central Asia but for many of them, Thailand is just a brief stopover. The experts explained that some species are considered nomadic, which means they don’t have a specific habitat in which they stay for long periods. 

However, spotting visitors to Thailand can be tricky for new birdwatchers as they often show features and markings that are similar to native species of birds.
To identify a bird, the experts advised people to observe its colour, listen to its song, record its location and capture it in a photograph to allow further comparison.

The secret lives of Thai migratory birds – and how to spot them


One migrant to look out for is the solitary snipe. This brown-and-grey coloured wader originates in the Chinese Himalayas and ranges mostly across China, Vietnam and the Koreas. The species is small at 29-31cm long but considered heavy or “chunky” for its size. They have long beaks and relatively short legs compared with other waders. The feathers form a grey-brown pattern. They can be often found feeding in wetlands as they make their way through Thailand. So next time you pass a marsh or swamp, why not keep an eye out for this exotic, long-distance traveller?

The secret lives of Thai migratory birds – and how to spot them

Published : March 26, 2022

7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679140

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 15:05 น.7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

‘แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน’ มาร่วมเฉลิมฉลองวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) กับ 7 เคล็ดลับจากนวัตกรรมหมอนไฮบริด ‘DREAMIA’ ที่จะช่วยให้การนอนหลับยากของคุณเป็นเรื่องจิ๊บๆ

จากตัวเลข Super Poll ที่บ่งชี้การนอนหลับของคนไทยโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ (1,109  ตัวอย่าง) พบว่า 30-40% ของประชากรไทยหรือ 19 ล้านคน เผชิญปัญหานอนไม่หลับ โดยระบุสาเหตุมาจากที่รองนอน ฟูก หมอน ทำให้เกิดปัญหาการนอนมากถึง 96.5%  และปัญหาการทำงาน การเดินทาง และใช้โทรศัพท์มือถือ 45.2%

เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการนอนหลับที่ดี และเนื่องในวาระ ‘วันนอนหลับโลก’ (World Sleep Day) 18 มีนาคมที่ผ่านมา อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ โดย คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน ของตกแต่งบ้านครบวงจร สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ  ร่วมกับ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา  เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่แบรนด์ DREAMIA หมอน 7 สัมผัส นวัตกรรมจากอเมริกา หมอนที่ทุกบ้านต้องมี ครั้งแรกในประเทศไทยกับการสร้างมิติใหม่แห่งการนอนเพื่อสุขภาพ ที่มาพร้อมกับ TRICKS การเลือกหมอน แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน แก้ทุกปัญหาในการนอนอย่างไรตามมาดูกันเลย 

หลับฝันดี…สัมผัสแรกต้องนุ่มสบาย

ทริคง่ายๆ สำหรับการเลือกหมอนสัมผัสแรก ต้องมอบความรู้สึกที่นุ่มสบาย มีความแน่นของเส้นใยไม่แบนหรือยุบหนอแล้วไม่พองหนอ  ที่สำคัญต้องรองรับทุกส่วนสรีระของร่างกายได้ดี  ควรใช้หมอนที่มีความนุ่มแน่นและไม่สูงมาก เพื่อหนุนให้ศีรษะอยู่เหนือระดับเดียวกับลำตัว ซึ่งนวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ แถมภายในบรรจุด้วยเส้นใยขนเป็ดเทียม ให้สัมผัสนุ่มสบายช่วยผ่อนคลายหลับสบายตลอดคืน  

เลือกหมอนที่ใช่…สุขภาพจะดีเอง

เพราะการนอนเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดี กว่าจะหาหมอนเริ่ดๆ เหมาะกับสรีระจะอ้วนหรือผอมต้องรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัวกับทุกท่วงท่าการนอน ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกออกแบบโครงสร้างแบบSOFTCELL® ที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตร เป็นช่องเล็กๆที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัว ช่วยลดอาการปวดต้นคอและรองรับน้ำหนักได้ดี จะตรากตำทำงานหนักแค่ไหน อาการออฟฟิศซินโดรมยังไงก็เอาอยู่

บอกลา…หน้ายับได้เลยหลังตื่นนอน

นอกจากโบ๊ะครีมทาหน้าแล้วหรือจะเลือกนอนหงาย เพื่อป้องกันหน้ายับหลังตื่นนอน การเลือกผ้าหุ้มหมอนก็สำคัญ ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกรังสรรค์มาด้วยผ้าจากTencel  ทำจากเซลลูโลสของเปลือกไม้ ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียด นุ่ม เรียบลื่นตลอดทั้งใบ เงางามดุจผ้าไหมให้เนื้อสัมผัสละเอียด นุ่ม ไม่ทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย  เรียกว่า ตื่นเช้ามาก็หน้าใสเด้ง ไร้รอยยับใดๆ แน่นอน

จะหลับทั้งที… หัวต้องไม่ร้อน…!!

หมอนเมมโมรี่โฟม ถูกออกแบบสำหรับคนที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยในขณะนอนหลับและโลหิตไหลเวียนไม่ดี เพราะคุณสมบัติของเมมโมรี่โฟม ที่มีความแน่นและยืดหยุ่นสูง แต่หากนอนอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน แรงกดทับจากหมอนอาจจะทำให้รู้สึกร้อนที่ศีรษะหรือมีเหงื่อท่วมกลายเป็นปัญหาหัวร้อนซะงั้น แต่ด้วยนวัตกรรมหมอน ‘DREAMIA’ ที่ถูกออกแบบรองรับการกระจายน้ำหนักของศีรษะ และช่วยปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยตอบสนองการนอนหลับให้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยปลุกพลังตอนเช้าพร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส

ตัวผ้าหุ้มหมอนสำคัญ

จริงๆ แล้ว เส้นใยแต่ก็ชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเส้นใยที่ถักถอจากธรรมชาติจะไม่  ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว มีความโปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี แต่หากเส้นใยสังเคราะห์ อาจก่อให้เกิดความร้อนเพราะการระบายอากาศได้น้อย นวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ เป็นผ้าเส้นใย Celliant ช่วยฟื้นฟูร่างกายและข้อกระดูกระหว่างหลับ ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นหลังตื่น โดยเส้นใยพิเศษที่มีคุณสมบัติช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อต่างๆ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

จะดีแค่ไหนเมื่อหมอนปรับระดับได้เอง

เพราะความต้องการหมอนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จะสูงหรือจะต่ำก็ปรับได้ขึ้นอยู่สไตล์ของแต่ละคน โดยหมอน‘DREAMIA’ สามารถถอดหมอนใบเล็กที่แทรกอยู่ตรงกลางด้านในออกได้ ทำให้ผู้นอนสามารถปรับระดับสูง-ต่ำของหมอนได้อย่างง่ายดาย หากต้องการความรู้สึกที่แน่นขึ้นและรองรับน้ำหนักได้ดีสามารถใช้หมอนด้านที่มีลักษณะเป็นแถวยาว Elongated SOFTCELL จะช่วยรองรับน้ำหนักของต้นคอได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่จริงๆ แล้วหมอนที่ดีความสูงควรอยู่ 4-6 นิ้ว หากนอนหมอนเตี้ยเมื่อตื่นขึ้นมาจะเกิดอาการมึนศีรษะ หน้าและหนังตาบวม ส่วนหมอนที่สูงเกินไปส่งผลให้เลือกไหลเวียนไม่สะดวก

ซักหมอนทีไร…ปวดใจทุกที

ปัญหาปวดใจแม่บ้านกับการซักหมอนแล้วบางทีก็เป็นขุย  แต่ด้วยนวัตกรรม หมอน‘DREAMIA’ ที่ผ่านขั้นตอน Antimicrobial Silver Chloride Treatment ป้องกันแบคทีเรีย เชื้อรา กลิ่นและรอยคราบต่างๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าหมอนสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ และไม่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดอาการภูมิแพ้และผื่นคัน แม้จะผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง แถมยังโยนใส่เครื่องซักผ้าแล้วเลือกโปรแกรมถนอมผ้าเพียงเท่านี้ แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง รับรองไม่ยับเยินแน่นอน

เมื่อได้ TRICKS และรู้ว่าหมอนไฮบริด DREAMIA นวัตกรรมจากอเมริกา ดีต่อสุขภาพหลับฝันดี ตื่นมาไม่ปวดคอ แถมช่วยฟื้นพลังชีพให้พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส ควรค่าแก่การนอนหนุนกันแล้ว สามารถช้อปได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ หรือช้อปง่ายๆ ผ่านช่องทาง Online ที่ www.indexlivingmall.com สอบถามโทร 1379

MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679130

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 12:07 น.MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

งดงามสมการรอคอย! “มิโด” (MIDO) เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022 ในงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” ที่ส่งตรงให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในรูปแบบออนไลน์

เผยโฉมเรือนเวลาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมกับ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ล่าสุดได้จัดงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” อวดโฉมสุดยอด 5 เรือนเวลาหรู ประจำปี 2022 ซึ่งประกอบไปด้วย มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้ (Multifort Skeleton Vertigo), คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น (Commander Chronograph Special Edition), เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม (Rainflower Blossom), โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม (Ocean Star Titanium) และมัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Multifort Powerwind Limited Edition) ในรูปแบบออนไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้รับเกียรติจากประธานแบรนด์ “มิโด” (MIDO) มร.ฟรานซ์ ลินเดอร์ (Mr.Franz Linder) เป็นผู้แนะนำ 5 เรือนเวลาหรูด้วยตนเอง

“มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน 

สำหรับสุดยอด 5 เรือนเวลาหรูนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก ที่ยังคงคอนเซ็ปต์การดีไซน์ตามแบบฉบับของ “มิโด” (MIDO) ซึ่งโดดเด่นในด้านนวัตกรรม ฟังก์ชันการทำงาน และความงาดงามเหนือกาลเวลา โดยทั้ง 5 รุ่นนี้จะทยอยเปิดตัวให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้ยลโฉมกันตลอดทั้งปี 2022 เริ่มจาก “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) เรือนเวลาหรูจากตระกูล มัลติฟอร์ต (Multifort) ที่ถูกพัฒนาดีไซน์ขึ้นใหม่ด้วยหน้าปัดที่เผยให้เห็นกลไกการทำงานด้านใน ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ (Geneva Stripes) ที่ภายในบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน (Nivachron) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี

ถัดมาที่คอลเลกชั่นที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “มิโด” (MIDO) อย่าง คอมมานเดอร์ (Commander) ที่ปีนี้ได้สร้างสรรค์รุ่นพิเศษ “คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น” (Commander Chronograph Special Edition) ด้วยดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลากว่าที่ผ่านมา โดยการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตเอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวด้วยดีไซน์ของตัวเรือนที่เป็นสีโรสโกลด์ และสายหนังแท้สีน้ำตาล ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 60 ที่มาพร้อมกับสายสำรอง และกล่องดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น

ต่อมาที่ “เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม” (Rainflower Blossom) เรือนเวลารุ่นพิเศษสำหรับสุภาพสตรีจากคอลเลกชั่น เรนฟลาวเวอร์ (Rainflower) สะท้อนความงดงามชวนให้หลงใหล ที่มาพร้อมการดีไซน์ลวดลายแบบใหม่บนหน้าปัดที่มีความโค้งมนอ่อนช้อย เฉกเช่นความงดงามของดอกไม้ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างปราณีตบรรจง ถ่ายทอดความหรูหราให้กับเหล่าสุภาพสตรีโดยเฉพาะ พร้อมกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง และบาลานซ์สปริงนิวาครอน (Nivachron)

ถัดมาที่นาฬิกาจากตระกูล โอเชี่ยน สตาร์ (Ocean Star) กับรุ่น “โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม” (Ocean Star Titanium) ที่ทางทีมดีไซน์ได้หยิบยกลวดลายอันเป็นเอกลัษณ์อย่างลายเส้นรูปทรงคลื่นมาดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับหน้าปัดสีดำบนตัวเรือนไทเทเนียม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์อันแข็งแกร่งที่ผสานความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมาพร้อมฟังก์ชันของนาฬิกาดำน้ำประสิทธิภาพสูงพิเศษด้านความแม่นยำ และเที่ยงตรงพร้อมที่สามารถดำน้ำลึกได้ในระดับ 200 เมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งทนทานในทุกสภาพแวดล้อม

และสุดท้ายกับ “มัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” (Multifort Powerwind Limited Edition) เรือนเวลาหรูที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงรุ่น พาวเวอร์วินด์ (Powerwind) ที่โดดเด่นด้วยตัวกลไกการขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1954 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกจากการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความทนทาน โดยเรือนรุ่นพิเศษนี้จะถูกผลิตขึ้นเพียง 1,954 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเรือนไฮไลท์ที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญประจำปีนี้คือการที่ “มิโด” (MIDO) ได้ประกาศต่อสัญญากับแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” (Kim Soo-Hyun) ซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเกาหลีต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นตัวแทนถ่ายทอดความงดงามเหนือกาลเวลาผ่านเรือนเวลาหรูของ “มิโด” (MIDO) ให้เหล่าแฟนคลับแบรนด์ได้ติดตามกันตลอดปีนี้

นอกจากนี้ทาง “มิโด” (MIDO) ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเก็บรักษานาฬิกาเรือนโปรดให้คงสภาพเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลาว่า สำหรับนาฬิกาที่เป็นลายเหล็ก หรือสายโลหะ ควรถอดสายออกมาเพื่อทำความสะอาดแยก โดยใช้แปรงขนนุ่มพิเศษขัดไปที่บริเวณตัวสายเพื่อกำจัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามซอก แต่หากเป็นสายที่ทำจากหนัง ควรระวังไม่ให้โดนน้ำ หรือเหงื่อมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดเชื้อราจากการอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งส่งผลให้หนังเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนสีได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดสายหนังนั้นสามารถทำได้โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดให้หมาด และเช็ดไปที่บริเวณสายเบาๆ ส่วนบริเวณหน้าปัดนาฬิกา สามารถใช้ผ้าสะอาดเนื้อนิ่ม ไม่มีขุย ชุบน้ำหมาดๆ และเช็ดบริเวณหน้าปัด และด้านหลังให้ทั่วอย่างเบามือ เพื่อขจัดคราบเหงื่อ หรือน้ำมันที่เกาะติดอยู่ ให้สะอาด และเงางาม เพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บรักษานาฬิกาให้คงสภาพเหมือนใหม่ และสวยงามอยู่เสมอได้

เตรียมพบกับ 5 เรือนเวลาสุดพิเศษแห่งปี 2022 จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ “มิโด” (MIDO) นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ “มิโด” (MIDO) เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์  www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299