‘ฮาวา’นศ.เลือดนักสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217525.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
'ฮาวา'นศ.เลือดนักสู้

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน ‘ฮาวา’นศ.เลือดนักสู้

           หลายปีที่ผ่านมา คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิม มีแต่จะนำเรื่องราวของนักศึกษาที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ วันนี้ขอเป็นเรื่องแรกที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ถึงน้ำตาแห่งความเสียใจ แต่ไม่เคยคิดย่อท้อ ยังคงสู้กับความฝัน เพื่อคว้าความสำเร็จกลับไปหาครอบครัวให้ได้ ของน้องนักศึกษาผู้หญิงจนๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน

“พ่อแม่ให้กำเนิดมา วันคลอดแม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อลูกได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ต้องทนเลี้ยงดูตั้งแต่อยู่ในท้องจนโต เมื่อเราโตขึ้นมาแล้วเราจะทำให้พ่อแม่เสียใจได้อย่างไร ความฝันของพ่อแม่ก็เช่นกัน แม้เราจะต้องทุกข์ ลำบากสักเพียงใด เราต้องคว้ามันเพื่อเอากลับไปให้พ่อแม่ชื่นใจให้ได้ นี่คือ สิ่งที่หนูสัญญากับหัวใจตัวเอง”

น้องฮาวา หรือ น.ส.ธัญญามล โต๊ะนิ นักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะนิติศาสตร์อิสลาม ปี 2 เป็นลูกของนายซอแหละ กับนางซอฟียะห์ ลามอ แม่มีอาชีพค้าขาย พ่อเป็นยาม พื้นเพเดิมจาก จ.ปทุมธานี มีพี่น้อง 4 คน น้องฮาวาเป็นพี่สาวคนโตของครอบครัว ฮาวาเริ่มต้นการศึกษาที่สถาบันการศึกษาบันอัร-รอบีตี้ จ.นนทบุรี จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายศาสนา พร้อมกับได้ทุนมาศึกษายังประเทศอียิปต์ เมื่อปี ค.ศ.2010

“น้องฮาวา” มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน แต่มีความอบอุ่นตามประสาชีวิตที่พอเพียงของพ่อแม่ที่อยู่ในกรอบศาสนา ไม่ได้หวังอะไรมากมายขอแค่มีแรงเพื่อทำงาน ทำศาสนกิจในแต่ละวันก็พอ ชีวิตน้องฮาวาจึงถูกปลูกฝังให้อยู่ในเส้นทางศาสนาที่มีความพอเพียงเป็นหลัก ชีวิตจริงไม่ฟุ่มเฟือย ทุกวันตั้งแต่เริ่มโตมาน้องฮาวาจะช่วยพ่อแม่ในทุกเรื่องเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว นำพาตัวเองเข้าสู่รั้วโรงเรียนและสามารถคว้าทุนจากโรงเรียนเพื่อมาต่อยอดชีวิตในอียิปต์ ความจน ความลำบาก จึงไม่มีปัญหาสำหรับการอยู่ในอียิปต์ น้องฮาวาเล่าว่า เข้าเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับในปีแรกก็ลำบากใจมากมาย เพราะต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็โชคดีมีกำลังใจจากพี่ๆ ในชมรม เพื่อนๆ แต่ด้วยความฝันที่ยิ่งใหญ่ ความลำบากจึงเป็นได้แค่การทดสอบเท่านั้น ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้รับก็ไม่มากนัก เงินจากทางบ้านส่งมาเดือนละ 2,000-2,500 บาท ก็พออยู่ได้ โชคดีที่หอพักฟรีทุกอย่าง ถ้ารู้จักประหยัดและเก็บออมก็อยู่ได้

การศึกษาในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เป็นเรื่องที่พูดยาก ต้องยอมรับกับผลสอบอย่างเดียว แม้จะอ่านหนังสือเข้าใจ เขียนได้ แต่บางทีก็สอบไม่ผ่าน แต่เราก็ต้องยอมรับ ด้วยเหตุนี้หลังจากที่สอบไม่ผ่านก็รู้สึกท้อใจในบางช่วง คิดถึงครอบครัวที่รอคอยความสำเร็จ แต่เรายังทำไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างไปสมัครเรียนอัลกุรอานกับผู้อาวุโสที่มีความรู้ในเรื่องการอ่านอัลกุรอานที่ถูกวิธี และการออกเสียงที่ถูกต้องชัดเจน เพราะอัลกุรอานคือสิ่งจำเป็นที่สุดในชีวิตของมุสลิมเรา ความยากง่ายก็อยู่ที่การเรียนรู้ อาจารย์ที่สอนเป็นคนใจดี ท่านสอนเข้าใจง่าย เป็นเวลา 2 ปีกว่าที่ได้ศึกษา จนได้รับใบประกาศนียบัตรจบหลักสูตรการอ่านอัลกุรอาน รู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จที่ไม่ออกสื่ออย่างเป็นทางการ เหมือนจบจากมหาวิทยาลัยก็ตาม อย่างน้อยก็ได้มีใบยืนยันว่าเราสำเร็จแล้วหนึ่งภาควิชาที่สำคัญของศาสนาอิสลาม เพราะความฝันอยากเป็นครูสอนเด็กๆ ที่พอเปิดทางสว่างให้แก่น้องๆ และเยาวชนที่อยากเรียนรู้แต่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอ นี่คือความฝันที่อยากทำให้กับสังคม

“น้องฮาวา” เล่าว่า ปีนี้เพื่อนๆ ที่มาปีเดียวกันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ทุกคนมีความสุข ตนเองก็มีความสุขและตื่นเต้นกับเพื่อนๆไปด้วย แม้วันรับปริญญาตนเองเป็นได้แค่เพื่อนร่วมแสดงความดีใจในงาน แต่ไม่เคยอิจฉาหรือไม่พอใจ คิดอยู่เสมอว่า สักวันจะเป็นวันของเราบ้างคงไม่นานเกินรอ อยากให้พ่อแม่รู้ว่า วันนี้ไม่ใช่วันของลูก แต่พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันของเรา และจะพยายามต่อไปเพื่อวันนี้จะมาถึง ปีนี้จะพยายามให้มากกว่าเดิม

น้องฮาวา ทิ้งท้าย ฝากบอกน้องๆ ว่า การจะมาศึกษาในประเทศอียิปต์ ความเก่งไม่สามารถมาวัดกันที่นี่ได้ เพราะคนเก่ง หรือคนไม่เก่งเท่าเทียมกันหมด ที่นี่ต้องถูกทดสอบในหลายๆ อย่าง ขอแค่อย่าท้อถอยและต้องสู้เพื่อความฝันของตัวเอง เพื่อพ่อแม่ หากพลาดจุดยืนที่แน่นอน ก็ไม่สามารถคว้าความสำเร็จจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรนี้ได้อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ผมยังเห็นน้องฮาวาอยู่กับสังคมด้วยรอยยิ้ม เข้าร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ เธอไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเธอลำบาก หรือมาจากครอบครัวที่น่าสงสาร เพราะเธอเลือกทางเดินนี้แล้วอย่างมั่นใจ และสักวันจะต้องเป็นวันของเธอ เธอจะกลับบ้านไปพร้อมกับความสำเร็จให้แก่ตระกูลของเธอได้อย่างแน่นอน …อามีน..ยาร๊อบ

คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217526.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง

คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง : หัวใจไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

           ประเพณีลอยกระทงนั้น มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การลอยกระทงเป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชน ทั้งสุวรรณภูมิหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพื่อขอขมาต่อธรรมชาติอันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยง ตลอดจนพืชและสัตว์ที่เกื้อกูลให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าลอยกระทงเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พิธีกรรมเกี่ยวกับ “ผี” ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติมีอยู่กับผู้คนในชุมชนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย สำหรับในประเทศไทย ประเพณีลอยกระทงนิยมกระทำกันในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เพราะเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ด้วยการนำดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆ ที่ลอยน้ำได้ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว กะลา ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ ด้วยวัตถุประสงค์และความเชื่อที่แตกต่างกันไป

วัตถุประสงค์ การลอยกระทง นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาบูชาพระแม่คงคา เพื่อแสดงความกตัญญูต่อแหล่งน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บูชาพระอุปคุตเถระ หรือเพื่อลอยเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ หรือเพื่ออธิษฐานขอสิ่งที่ปรารถนา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือของแต่ท้องถิ่น

คุณค่าของประเพณีลอยกระทง คุณค่าต่อครอบครัว  ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ร่วมกันประดิษฐ์กระทงไปลอย เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความรัก ความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เช่น ช่วยกันประดิษฐ์กระทงไปประกวด เป็นการช่วยส่งเสริมการช่างฝีมือท้องถิ่นทางอ้อม หรือทำให้ได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ และสนุกสนานร่วมกัน คุณค่าต่อศาสนา ได้ช่วยกันทำนุบำรุงศาสนา เช่น ทางภาคเหนือ มีการทำบุญให้ทาน การถือศีลที่วัด หรือการลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท นำมาซึ่งการน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  คุณค่าต่อสังคม ทำให้มีความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำลำคลองที่ได้ใช้ประโยชน์ต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอาจจะช่วยกันขุดลอกคูคลองให้สะอาด ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป และควรลอยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ

ปั่นกัน…กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217452.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
ปั่นกัน...กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น

ปั่นกัน…กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น0ภาพ

ไม่โกงชาติ!

ไม่โกงชาติ!

ไม่โกงชาติ!

เสียงกึกก้องไปทั่วประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บัณฑิตไทย ไม่โกง” ซึ่งเป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทำให้บรรดาสมาชิก ทปอ.ทั้ง 27 สถาบันอุดมศึกษา ที่ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ พร้อมใจกันจัดกิจกรรมรณรงค์  เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมไทยให้ตระหนักและรวมพลังกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ผ่านกิจกรรม “ปั้นกัน กั้นโกง” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังนำร่องไปแล้วเมื่อปี 2557

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เล่าว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นศูนย์กลางการจัดโครงการปั่นกัน กั้นโกง ครั้งที่ 2 โดยร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” ซึ่งเป็นโครงการของคณะทำงาน “บัณฑิตไทยไม่โกง” จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ รวมพลังผู้บริหาร นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เสริมสร้างค่านิยม การรับผิดชอบต่อสังคม ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต สร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา ถึงปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เกิดในสังคมไทย นอกจากจะเป็นการรณรงค์ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการรักษาสุขภาพอีกด้วย

“กิจกรรมปั่นจักรยานในโครงการ “ปั่นกัน กั้นโกง” ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพการจัดงานพร้อมกับอีก 3 มหาวิทยาลัยในทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคกลาง), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) และมีการถ่ายทอดกิจกรรมแปรอักษรคำว่า “ไม่โกงชาติ” ถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บัณฑิตทั่วประเทศได้ร่วมกันเคารพธงชาติในเวลา 08.00 น. และเปล่งเสียง “บัณฑิตไทย ไม่โกง” เพื่อแสดงพลังนิสิต นักศึกษาในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย” รศ.ดร.กิตติชัย กล่าว

รศ.ดร.กิตติชัย กล่าวอีกว่า  กิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” จัดพร้อมกันทั่วประเทศไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558  ใน 4 ภูมิภาคดังกล่าว  ซึ่งส่วนกลางจัดกิจกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ โดยรับเกียรติจาก นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นประธานเปิดงาน

“ปั้นกัน กั้นโกง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเมือง เท่าที่ได้พูดคุยกับประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น มีการตื่นตัวมาก ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบอย่างมากและพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี” อธิการบดี มข. กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและตระหนักรู้ กระทรวงศึกษาธิการมีการส่งเสริมสร้างจริยธรรม คุณธรรมในเด็กและเยาวชน โดยมีการขับเคลื่อนการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้ประเทศมีนักเรียนที่ดี มีคุณธรรม ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ หวังว่าการจัดกิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” ในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนภาพให้สังคมไทยปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ  สร้างธรรมาภิบาลต่อต้านคอร์รัปชั่น สอดคล้องกับนโยบายรัฐในการต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อทำให้ประเทศชาติปราศจากคนโกง

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217455.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
‘สธ.’...ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล : ทีมข่าวสาธารณสุข 0รายงาน

             24 สิงหาคม 2558 วันแรกที่ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” เข้าทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นวันแรก ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” บิ๊กเบิ้มที่สุด ถึงวันนี้เวลาผ่านเลยมาเกือบ 3 เดือน ยังน้อยเกินไปที่จะประเมินว่า 8 นโยบายที่ประกาศไว้ในวันแรก ประสบความสำเร็จหรือคืบหน้าไปอย่างไร เพราะ “หมอปิยะสกล” ให้เวลากรม กองต่างๆ แปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้า  3 เดือน ที่ผ่านมา สธ.จึงเหมือนอยู่ในช่วง “ฤดูผลัดใบ” จากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงของการผลิดอกออกผล เห็นแผนที่ชัดเจนขึ้น

“ผลัดใบ” เนื่องจากแม้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ กับรมว.สาธารณสุขคนก่อนจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมาทั้งคู่ก่อนรับตำแน่งใน ครม. แต่ “หมอปิยะสกล” เป็นคณบดีจากแพทย์ศิริราช ขณะที่ “ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน” รมว.สาธารณสุขคนก่อนเป็นคณบดีจากแพทย์ รามาธิบดี มีการผลัดเปลี่ยน รมว.จากแพทย์มหิดลฝั่งกรุงเทพฯ เป็นแพทย์มหิดลฝั่งกรุงธนฯ และทีมที่ปรึกษา รมว.ใหม่ส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแพทย์ชนบท ขณะที่ทีมงานของ “หมอรัชตะ” ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องแพทย์ชนบท ประจวบเหมาะกับ “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัด สธ.ในช่วงเวลานั้น กำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลัง 1 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการเช่นกัน  ปลัด สธ.คนเก่าทำงานร่วมกับ รมว.สาธารณสุขใหม่ได้เพียง 1 เดือน การขยับนโยบายจึงไม่ได้ไปแบบจรวด จนเมื่อ “นพ.โสภณ เมฆธน” ก้าวขึ้นมาเป็นปลัดสธ.คนใหม่ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

โยกรองปลัด 3 คน ไปเป็นอธิบดี โดย “นพ.อำนวย กาจีนะ” เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค “นพ.วชิระ เพ็งจันทร์” เป็นอธิบดีกรมอนามัย และ “นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ” เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดึงผู้ตรวจฯ 3 คน มาเป็นรองปลัด คือ “นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์” “พญ.ประนอม คำเที่ยง” “นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย” และ”นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร” และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ผอ.สำนักบริหารกลางที่เปรียบเสมือนพ่อบ้านในสำนักงานปลัดสธ. ซึ่งรู้และเห็นทุกหนังสือสั่งการหรือข้อหารือ จำเป็นต้องใช้คนที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนจาก “นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา” ที่ข้ามหน้า สสจ.จากรองสสจ.อุดรธานี มานั่งตำแหน่งนี้ในสมัยหมอรัชตะและเคยเป็นอดีตเลขานุการชมรมแพทย์ชนบท เป็น “น.ส.ภาวนา เผือกผาสุข” อดีตผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล

ส่วน “หมอปิยะสกล” ก็อยู่ในช่วงรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน โดยเดินสายต่างจังหวัดดูการทำงานจริง ด้วยนโยบาย “จับสลาก ผ่านที่ไหนแวะที่นั่น” จะไม่ให้มีการเตรียมตัวด้วยผักชีโรยหน้า จึงจับสลากหน่วยงานที่จะไปดูงาน หรือหากนั่งรถผ่านระหว่างทางก็จะแวะเยี่ยมชม เพื่อให้ได้ข้อมูลแท้จริงจากพื้นที่ แม้ที่ผ่านมา ข้าราชการในพื้นที่จะยังคงติดรูปแบบการต้อนรับผู้ใหญ่ด้วยการจัดเตรียมงานต้อนรับ เห็นได้จากการลงพื้นที่ครั้งแรก ให้ รมว.จับสลาก แต่ก่อนเวลาจริง 3-4 ชั่วโมง มีเวลาเพียงพอที่จะจัดเตรียมงาน และครั้งที่สอง มีการพัฒนาจับสลากก่อนลงพื้นที่ไม่นาน แต่พื้นที่จัดเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่พร้อมจะไปรอต้อนรับในทุกหน่วยที่ รมว.จับสลากได้ ทำให้การลงพื้นที่ที่ผ่านมาไม่ได้เห็นของจริงที่แน่แท้

เมื่อรับฟังข้อมูลเพียงพอ และจัดทัพเรียบร้อย จากนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นเวลาจริงของการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 8 ให้เห็นผลชัดเจนมากขึ้น !!!

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการเดินหน้านโยบายใดๆ งานเดิมที่ดีก็มีการสานต่อ งานเดิมที่ยังขัดก็พยายามแก้  โดยเฉพาะในเรื่องการเดินหน้า “เขตสุขภาพ” และ “หมอครอบครัว”  รวมถึง “เรื่องกำลังคน” ด้วยการแก้ปัญหาลูกจ้างที่ตกค้างจากการบรรจุลอตที่ 3 กว่า 7,000 คน ให้ได้บรรจุทั้งหมด ส่วนเรื่องการขจัดความขัดแย้งของกลุ่มก๊วนต่างๆ ก็ทำให้ทุกฝ่ายสงบอยู่ในที่ตั้ง แม้ความเห็นต่างยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกแบบเข้มข้น  บางชมรมจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ “หมอปิยะสกล” ผ่านเฟซบุ๊กเพจประหนึ่ง “จิ้งจกทัก” ขณะที่บางประชาคมยังสงวนท่าที ไม่แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนแบบเต็มร้อย

หวังว่าในช่วงผลิดอกออกผล กระทรวงสาธารณสุขคงจะประกาศนโยบายหรือแผนทำงานเพิ่มเติมที่ “โดนใจ” ประชาชนออกมา โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ 2559 เพื่อเป็นของขวัญด้านสุขภาพให้คนไทย รอฟัง!!!

8นโยบายหมอปิยะสกล

1.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

2.บูรณาการองค์ประกอบและบทบาทเขตสุขภาพระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

3.พัฒนาการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย

4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ

5.ให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข

6.วิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสมุนไพรไทย

7.เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานสาธารณสุข

8.สนับสนุนกลไกการทำงานสาธารณสุขให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงและความผาสุกของสังคมไทยและสังคมโลก

เครือเนชั่นคว้า4รางวัล‘ข่าว-สารคดีส่งเสริมสิทธิเด็ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217438.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
เครือเนชั่นคว้า4รางวัล‘ข่าว-สารคดีส่งเสริมสิทธิเด็ก’

ประกาศรางวัล “ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก” เครือเนชั่นคว้าหลายรายการ คมชัดลึกคว้า 1 รางวัล กรุงเทพธุรกิจคว้า 2 รางวัล และNOW26 คว้า 1 รางวัล

            24พ.ย.2558 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัล “ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก” ประจำปี 2558 โดยการสนับสนุนจาก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถนนราชปรารภ กรุงเทพ

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสทุธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา เปิดเผยว่า การประกวดข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็กในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในระดับอุดมศึกษาและหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในโรงเรียน ปี 2558 นี้ สถาบันอิศราร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และนิสิตนักศึกษา ให้ความสนใจส่งผลงานข่าวและสารคดีเชิงข่าวด้านการส่งเสริมสิทธิเด็กเข้าประกวดจำนวนมาก

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า สำหรับผลการตัดสินรางวัลประเภทต่าง ๆ มีดังนี้ รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อหนังสือพิมพ์ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ ผลงานข่าวเรื่อง “พรวิเศษ” สิทธิเด็กพิการไทย โดย หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ส่วนรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เปิดเทอมไปรบ รับน้องสยองขวัญ โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และ 2) ผลงานข่าวเรื่อง โลกร้ายออนไลน์ Cyberbullying โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

นายประสงค์ กล่าวว่า ส่วนรางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียง มีผู้ส่งผลงานเข้ามาทั้งสิ้นสองผลงาน ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เด็กไทยฟันดี โดย นายสุรพงษ์ เพื่อช่อ สถานีวิทยุไทยพีบีเอสออนไลน์ และประเภทรางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียงฝึกปฏิบัติ มีผู้ส่งผลงานเข้ามาทั้งสิ้นหนึ่งผลงาน ประกอบด้วย รางวัลชมเชย จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ ผลงานข่าวเรื่อง เด็ก 16 รับจ้างเที่ยว ภัยยุควัตถุนิยม โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ในปีนี้คณะกรรมการมีความเห็นว่าไม่มีผลงานใดเข้าข่ายรางวัลชนะเลิศ แต่คณะกรรมการมีมติให้รางวัลรองชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง พรมแดน “ชีวิต” สิทธิ-สัญชาติ โดย สถานีโทรทัศน์ NOW26 รางวัลดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาทพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เด็กขายพวงมาลัยเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 2) ผลงานข่าวเรื่อง นักเรียนอาเซียน โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 3) ผลงานข่าวเรื่อง เหยื่อตะกั่ว โดย มหาชัยเคเบิลทีวี และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาทพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) เปิดทุจริตวุฒิการศึกษา (โครงการ น.ส.ว.) จ.เพชรบุรี โดย สำนักข่าวไทย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD 2) เพิ่มโทษใช้เด็กทำผิด โดย สำนักข่าวไทย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD 3) ถอดบทเรียนหนูน้อยกอดศพแม่ ปลุกสังคมต้านทารุณกรรมเด็ก โดย สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล นิวทีวี ช่อง 18 4) กว่าจะเป็น เด็กแว้น โดยสถานีโทรทัศน์ PPTV และ 5) เด็กถูกทิ้ง : ปัญหา สาเหตุและทางออก โดยสถานีโทรทัศน์ PPTV

นายประสงค์ กล่าวว่า รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติและหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติออนไลน์ในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง มือถือทำพิษวัยประถมส่องคลิปภาพลามกแพร่ว่อนเน็ต โดย หนังสือหอข่าว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดย ส่วนรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง โรงเรียนสอนขับรถ รับหัดเด็ก พ่อแม่ช่วยหนุนลุกทำผิด โดย กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หอข่าว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดย และ 2) ผลงานข่าวเรื่อง รอยสัก ! กับมุมมองทางสังคม โดย หนังสือพิมพ์จันทรเกษมโพสต์ โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า รางวัลหนังสือพิมพ์ในโรงเรียนส่งเสริมสิทธิเด็ก ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ หนังสือพิมพ์น้ำร้อนนิวส์ โดย โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 38 จ.นครศรีธรรมราช ส่วนรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล รางวัลละ 2,500 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ 1) หนังสือพิมพ์ฟ้าใหม่ โดย โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก และ 2) หนังสือพิมพ์ศรีนวลนิวส์ โดย โรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล หนองแขม กรุงเทพฯ

นายประสงค์ กล่าวว่า นอกจากพิธีมอบรางวัลโดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและทูตพิเศษ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เป็นประธานในการมอบรางวัลยังได้รับเกียรติจาก นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมมอบรางวัลหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในโรงเรียนส่งเสริมสิทธิเด็กอีกด้วย โดยสถาบันอิศรายังจัดให้มีการเสวนา ถอดบทเรียน “หนังสือเด็กคลุมโม่ง” ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนถึงผลกระทบต่อเด็กในการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนโดยเจาะลึก โดยมีการยกตัวอย่าง 4 กรณี และยังมีการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำข่าวด้วย การจัดประกวดดังกล่าว สถาบันอิศราเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน โดยร่วมมือกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและอื่น ๆ

สะกดจิต…หยุดเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217391.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
สะกดจิต...หยุดเครียด

สะกดจิต…หยุดเครียด : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

            เครียดๆๆๆ ภัยร้ายคุกคามการดำรงชีวิตของมนุษย์ มักจะเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันส่งผลให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเรียน ปัญหาในการทำงาน ฯลฯ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น และทำให้เกิด “ภาวะซึมเศร้า” หรือ “คิดสั้นฆ่าตัวตาย” ได้

“ทุกปัญหามีทางออก” อาจารย์แซม สะกดจิต หรือ นายแสนชัย เวสารัชตระกูลอายุ 52 ปี เล่าว่า สำเร็จการรศึกษาจากโรงเรียนสารวิทยา, อุเทนถวาย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ เป็นแชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้โฆษณา ทำงานอยู่ในวงการโฆษณามา 25 ปี ตลอดระยะเวลา 25 ปีนั้นทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณาระดับท็อป 5 ของโลก ตลอดชีวิตการทำงานนั้นทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านมีทุกอย่างที่ต้องการ แต่สิ่งที่ชีวิตขาดหายไปคือ “ความสุข”

“ผมตัดสินใจลาออก เพื่อไปศึกษาทุกศาสนาบนโลกใบนี้ จนมาพบการสะกดจิตรักษาโรค ซึ่งนับว่าเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และได้เดินทางไปเรียนวิชาสะกดจิตหลากหลายประเทศ อาทิ ปรับจนเหมาะเข้ากับคนไทย รักษาในโรงพยาบาลมาแล้วกว่า 8 ปี ได้รักษาคนไข้มา 3,000 กว่าคน พบว่าจริงๆ แล้วคนไข้ 3,000 กว่าคนนั้นมีโรคเครียดอยู่ไม่เกิน 30 ประเภท อาทิ ความกังวล ความกลัว ความเครียด เป็นต้น” อ.แซม ระบุ

อ.แซม เล่าอีกว่า อาการอันดับหนึ่งของคนไข้ที่เข้ารักษาคือ อาการนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วถ้าเรารู้กระบวนการของจิตใจเรา ก็จะจัดการรับมือกับความเครียดได้ คนเรามี 2 คนอยู่ในร่างเดียวกัน คนหนึ่งคือจิตสำนึกและอีกคนหนึ่งจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกจะคอยย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าเรากลัวอะไร เช่น กลัวความสูง ความสูงไม่ดี ความสูงน่ากลัว ความสูงตกลงมาแล้วเจ็บ ทำให้เรามีความกลัวซ่อนอยู่ตลอดเวลา

“ตลอดเวลาที่รักษาคนไข้อยู่โรงพยาบาลมา 8 ปีนั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก จนกระทั่งผมมีโอกาสได้มารักษาโรคกลัวความสูงให้คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล คนข่าวเนชั่นทีวี ผมช่วยทำให้คุณกนก สามารถที่จะขึ้นเครื่องบิน และสามารถบินไประยะทางไกลๆ เช่น ต่างประเทศได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้มากยิ่งขึ้น” อ.แซม กล่าว

อ.แซม กล่าอีกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโอกาสได้รักษาโรคเจ้าสาวที่กลัวฝนให้แก่ ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จนทำให้ ดร.บุ๋มกล้าที่จะแต่งงานและเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่เป็นรอบที่สองได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง ณ ตอนนี้นับว่าชีวิตมีความสุขมากพอแล้ว กำลังวางแผนเเล่นเรือใบเดินทางรอบโลก และวางแผนเกษียณด้วยการสร้างลูกศิษย์ปีละไม่กี่คน เพื่อหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาความเครียดของคนไทยให้ลดลงบ้างไม่มากก็น้อย

ส่วนขั้นตอนการรักษาอาการเครียดนั้น อ.แซม เผยสั้นๆ ว่า จะมีอุปกรณ์ช่วย เช่น ระฆังและกลองจะถูกบรรเลงเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษาอาการเครียด “จิตเปิด” ก็จะเข้าสู่กระบวนการสะกดจิตรักษาและเร็วๆ นี้จะมีการรักษาอาการเครียดหรือเรียกว่า “สะกดจิตหมู่” เป็นครั้งแรก จากเดิมในการรักษาแต่ละวันจะดูแลคนไข้ได้วันละ 1-2 คนเท่านั้น

หากใครมีอาการเครียด  หรือเริ่มรู้สึกว่าไม่มีความสุขในชีวิต ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรม “Creative Thinking&Hypnosis” การจัดการความเครียดแบบใหม่พร้อมรับการสะกดจิตรักษา จัดระเบียบจิตปรับชีวิต ให้สมดุลและมีความสุข โดย อ.แซม (แสนชัย เวชสารัชตระกูล) ผู้มีประสบการณ์สะกดจิตมากว่า 8 ปี รักษาคนไข้มาแล้วกว่า 3,000 คน ผู้เข้ารับการอบรม จะได้รับคำแนะนำวิธีสะกดจิตได้สำนึกด้วยลูกบอลสะกดจิต

การอบรม สะกดจิต…หยุดเครียด จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดาฯ  ท่านใดสนใจ สามารถสมัครเข้ารับการอบรมได้ที่ บริษัท โอเค แมส จำกัด หรือโทร.0-2618-7781-4 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้ที่ โทร.08-2250-0740 (นงลักษณ์  จันทโสภณ) หรือ โทร.08-3635-7010 (กันตินันท์ สุดจิตร)

พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน’ตำนานมีชีวิต’และชมรมนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217393.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน'ตำนานมีชีวิต'และชมรมนศ.

พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน’ตำนานมีชีวิต’และชมรมนศ. : ศิษย์เก่าเกษตรเจ้าคุณฯ สจล.เรื่อง/ภาพ

            กว่า 50 ปี ที่ร้านริมทางหน้าคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้เปิดจำหน่ายกาแฟ อาหารและเครื่องดื่ม รู้จักในชื่อ “ร้านพี่จิ๊บ” หรือ “ร้านเจ๊จิ๊บเชิงสะพาน” ปีนี้สภาพร้านอาจทรุดโทรมไม่เหมือนในอดีต แต่ร้านก็ยังเป็นขวัญใจเด็กเกษตรทุกยุคทุกสมัย พื้นที่ติดกันเป็นที่ตั้งของชมรม/ชุมนุมคณะเกษตร ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา มีชมรมพืชสวนประดับ ชุมนุมสัตวบาล ชุมนุมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชุมนุมกีฏ และชุมนุมเทคนิคเกษตร

ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ สจล.จัดงานพระราชทานปริญญาบัตรแยกจากพระจอมเกล้าอื่นๆ มาใช้สถานที่ที่หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นหอประชุมใหม่ตั้งอยู่ในพื้นที่คณะเทคโนโลยีการเกษตร งานพระราชทานปริญญาบัตร จัดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 มีจำนวนบัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต รวม 5,532 คน การจัดเตรียมสถานที่ทั้งด้านในหอประชุมและบริเวณรอบสถาบันได้วางแผนดำเนินการล่วงหน้าหลายเดือน…สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือ สจล.ต้องการปรับพื้นที่ด้านหน้าหอประชุม ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านพี่จิ๊บชมรมและชุมนุมที่่อยู่มาไม่ต่ำกว่า 40 ปี ต้องย้ายไปตั้งบริเวณอื่น!

ต่อมาชมรมและชุมนุมต่างๆ พร้อมทั้งศิษย์เก่า ได้ร้องขอให้สถาบันเห็นความสำคัญของการใช้พื้นที่ในการฝึกทักษะวิชาชีพด้านการเกษตร ซึ่งศิษย์เก่าใช้พื้นที่นี้ในการทำกิจกรรมเชิงวิชาชีพ จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากว่า 40 ปี และอยากรักษาพื้นที่ให้รุ่นน้องได้มีโอกาสใช้เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพเช่นในอดีต จึงเสนอสถาบันว่าจะร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ให้สวยงามเพื่อทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้…ในที่สุด “ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” อธิการบดี สจล.เห็นชอบที่จะให้ชมรมและชุมนุมยังคงใช้พื้นที่เดิมภายใต้เงื่อนไขว่าต้องพัฒนาพื้นที่ให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่กรณีร้านพี่จิ๊บ ร้านค้าหน้าคณะ เป็นคนละเรื่องกับเรื่องกิจกรรมนักศึกษาที่ สจล.จะสนับสนุนและเห็นชอบโดยง่าย
ร้านพี่จิ๊บในอดีต

น.ส.สุภาพ ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่จิ๊บ ปัจจุบันอายุ 68 ปี ได้เปิดร้านขายเครื่องดื่มและอาหารในบริเวณเชิงสะพานหน้าคณะเกษตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 สจล.ยุคนั้นยังเป็น “โรงเรียนเกษตรกรรม” ขายของร่วมกับน้องสาวอีก 2 คน คือ  น.ส.ภัทรา ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่แจ๋ว และ น.ส.น้อย ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่น้อย พี่จิ๊บมีลักษณะเฉพาะของคนสมัยก่อนคือกินหมากจนปากแดงและใส่ผ้าถุง มีสโลแกนประจำตัวว่า “เขียว ขาว เหลือง ชีวิตบากบั่น” ตามสีของคณะเกษตร พี่จิ๊บเสียงดัง แต่ใจดีและจริงใจ เหมือนญาติ เหมือนพี่สาว ขายของแบบครอบครัว กาแฟ ข้าวแกงราคาถูก ใครรายได้น้อยก็มาฝากท้องไว้ที่นี่ ใครไม่มีเงินก็กินเซ็นไว้ได้ บางครั้งก็ให้กินฟรี ใครเข้าร้านก็จะบอกว่า “อยากกินอะไรก็หยิบเอา” คนกินจ่ายเงินครบบ้างไม่ครบบ้าง เวลาเห็นนักศึกษาเกษตรเดินข้างถนนจะตะโกนบอกให้รีบไปเรียนเร็วๆ ความจำดี จำศิษย์เก่าได้หมดทุกรุ่นยิ่งกว่าหนังสือรุ่นหรือหนังสือบันทึกประวัติ เป็นตำนาน เป็นอัตลักษณ์ เป็นสายสัมพันธ์และศูนย์รวมจิตใจของเกษตรเชื่อมศิษย์เก่าทุกรุ่น ใครไปใครมา ไม่เจอคณบดีไม่เป็นไร แต่ต้องไปเจอพี่จิ๊บ !!!!

วันที่ 24 กันยายน 2558 พี่จิ๊บได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้ไปพบผู้บริหาร สจล. ด้วยความกลัว พี่จิ๊บโทรศัพท์เล่าความทุกข์กับศิษย์เก่าคณะเกษตร ภายในวันเดียวกันข่าวแพร่สะพัดในเฟซบุ๊ก เพจเกษตรเจ้าคุณฯ ซึ่งตอนนั้นมีสมาชิก 3,200 คน มีศิษย์เก่าเข้ามาแสดงความเห็นนับร้อยด้วยข้อความห่วงใย พูดคุยเรื่องความเมตตาของพี่จิ๊บที่มีต่อเด็กที่มีรายได้น้อย และเรื่องสัญลักษณ์เกษตรที่กำลังจะหายไป รวมทั้งระดมความคิดเพื่อให้ร้านพี่จิ๊บยังคงอยู่

พี่จิ๊บได้บอกถึงความรู้สึกกับศิษย์เก่าในวันนั้นว่า “รู้สึกเสียใจมากอยากขายของให้เด็กเกษตรไปเรื่อยๆ นักศึกษาเกษตรก็เหมือนลูกหลาน พี่จิ๊บอายุมากแล้วขายของตรงนี้มาเกือบ 50 ปี ถ้าไม่ขายของตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไร ไม่มีความรู้จะไปทำอย่างอื่น ขอความเมตตา สจล.ให้ทำมาหากินที่เดิม”

ภายในเวลาไม่กี่วันที่ศิษย์เก่าระดมความคิดเห็นแและได้ข้อสรุปว่าควรจะขอต่อรองกับผู้บริหาร สจล.ให้ใช้วิธีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม โดยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันทั้ง 44 รุ่น ภายใต้การนำของ “หอมจันทร์ อินทรบุตร” สนับสนุนเงินและแรงงานในการปรับปรุงร้านของพี่จิ๊บ มีอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วเป็นที่ปรึกษาและมีศิษย์เก่ารุ่น 10, 11 และ 16 เป็นผู้นำในการปรับปรุงร้าน ศิษย์เก่ารุ่น 10 ซึ่งเป็นผู้นำที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ได้พูดถึงพี่จิ๊บว่า “พี่จิ๊บเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกษตรเจ้าคุณฯ ทุกคนที่มาเรียนจะรู้จักพี่จิ๊บดี พี่จิ๊บช่วยคนมามากมาย วันนี้พี่จิ๊บเดือดร้อน ผมคงจะอยู่เฉยไม่ได้ ร้านพี่จิ๊บเป็นที่รวมของศิษย์เก่า พี่จิ๊บคือศูนย์รวมของเกษตรเจ้าคุณฯ”

การปรับปรุงร้านพี่จิ๊บ ชมรมและชุมนุมครั้งใหญ่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2558 ร้านพี่จิ๊บมียอดเงินบริจาคจากศิษย์เก่าเพื่อซื้อวัสดุปรับปรุงร้านหลายหมื่นบาท โดยแรงงานที่ใช้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน การพัฒนาพื้นที่วันนั้นทำพร้อมๆ ไปกับพื้นที่ของชมรมและชุมนุมทั้ง 5 ที่ มีมวลชนเกษตรเจ้าคุณฯ มากกว่า 400 คน ร่วมกันขนดิน 6 คันรถบรรทุก อิฐปูพื้นหลายพันก้อน ปลูกต้นไม้ แผ้วถางพื้นที่ วันเดียวกันนั้น มีเงินบริจาคหลั่งไหลไปที่ชมรมและชุมนุมต่างๆ อีกหลายหมื่นบาท ศิษย์เก่าที่มาช่วยส่วนหนึ่งมาเพราะความผูกพันที่มีต่อพี่จิ๊บ และที่สำคัญมาเพื่อพัฒนาชมรม/ชุมนุม เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของท่านเจ้าคุณทหารที่ผู้บริจาคที่ดินตั้ง สจล. และบุญคุณของคณะที่ให้วิชาชีพ ทุกคนร่วมมือกันอย่างไม่เห็นกับความเหน็ดเหนื่อย…วันนั้น รองอธิการบดีฝ่ายอาคารสถานที่และการจราจร ได้มาดูการพัฒนาพื้นที่ด้วยตัวเอง และเอ่ยปากว่า…“เรื่องการให้ย้ายสถานที่ น่าจะหาทางลงได้” !!!

จากร้านกาแฟเก่าทรุดโทรม ชมรม/ชุมนุมที่เกือบจะรกร้าง สภาพตอนนี้ไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว พื้นที่ตรงนี้กลายเป็น “แลนด์มาร์กแห่งใหม่” แหล่งรวมของนักศึกษามาใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนาน เป็นสถานที่สวยๆ สำหรับถ่ายรูปของบัณฑิตที่จะรับปริญญา เป็นพื้นที่ใช้ทำกิจกรรมเสริมทักษะอาชีพ หารายได้ ฝึกการจัดการ การบริหารธุรกิจเกษตร…ตลอด 2 เดือนของการพัฒนาพื้นที่ การรวมจิตรวมใจ รวมกำลังกาย กำลังทรัพย์ ทำงานทั้งวันทั้งคืนเป็นที่ประจักษ์ชัดให้ได้จารึกถึงความรัก ความสามัคคีและความหวัง เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม รุ่นน้องดีใจที่พี่เข้ามาช่วย รุ่นพี่ปลื้มใจที่ได้มีโอกาสช่วยจนงานสำเร็จ และจากนี้ไปก็จะได้คิดวางระบบการทำกิจกรรมเสริมวิชาชีพและดำรงวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันที่ดีของเกษตรเจ้าคุณฯ

ที่สำคัญ พี่จิ๊บ ณ ปัจจุบันหน้าตาสดใส หัวเราะร่วนกับศิษย์เก่าพร้อมกับใช้ผ้าซับน้ำหมาก ตะโกนเสียงสูงว่า “ขอบใจทุกคนนะ ไม่มีพวกเธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน”

วันนี้ ร้านใหม่สวยงามของพี่จิ๊บยังคงอยู่เชิงสะพาน ขายอาหารราคาถูกหน้าคณะ และเป็นศูนย์รวมเกษตรเจ้าคุณฯ เช่นเดิม

ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.รีดเงินครุภัณฑ์สพฐ.806ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217378.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.รีดเงินครุภัณฑ์สพฐ.806ล้าน

ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.เรียกรับผลประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง ครุภัณฑ์สพฐ.มูลค่า 806 ล้าน จี้“รมว.ศธ.” ใช้อำนาจสั่ง“เลขาธิการกพฐ.”ให้“ผอ.เขตพื้นที่ฯ” ตั้งคกก.สอบข้อเท็จจริง

           23พ.ย.2558 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.) เปิดเผย “คม ชัด ลึก” ว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทและร้านค้าหลายแห่งในพื้นที่่จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พัทลุง ชุมพร และจังหงัดอื่นๆ ว่าผู้บริหารโรงเรียนหรือบุคลากรที่ใกล้ชิดผู้บริหารร.ร.เรียกรับค่าคอรัปชั่น แถมบังคับให้บริษัทเอกชนหรือห้างร้านต้องจ่ายเงินก่อนร้อยละ 35 เพื่อแลกกับใบสั่งซื้อจากโรงเรียนโดยวิธีตกลงราคา เป็นช่องว่างให้ผู้บริหารร.ร.หรือคนใกล้ชิดหาผลประโยชน์จากเงินส่วนต่างจากร้านค้า ซึ่งร้านค้าเหล่านี้ทนไม่ไหว ที่ถูกข้าราชการบางรายเรียกรับผลประโยชน์จนลึมคำว่าจริยธรรมคุณธรรม และไม่คำถึงนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ว่าประเทศไทยต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น

“ร้านค้าร้องเรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)มาแก้ไขหรือสั่งการให้ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)สั่งให้ผู้บริหารทั้ง 225 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ให้หามาตรการเข้าไปตรวจสอบ หรือตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับผู้บริหารร.ร. ที่เรียกรับผลประโยชน์จากการจัดซื้อครุภัณฑ์การศึกษาสพฐ. ปีงบปประมาณ 2559 จำนวน 806,782,500 บาท จากงบประมาณค่าครุภัณฑ์ทั้งหมด 1,241,285,000 บาท ในการจัดซื้อครุภัณฑ์จำนวน 10 รายการ ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ร้อยละ 35 คิดเป็นเงิน 282,373,875 บาท เพระาเกรงว่าร.ร.จะได้ครุภัณฑ์ด้อยคุณภาพครูและนักเรียนเสียโอกาส” เลขาธิการภตช.ระบุ

เลขาธิการ ภตช.กล่าวอีกว่า  การจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ฯสพฐ. งบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท เป็นไปตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริหารร.ร.มีอำนาจในการดำเนินการได้ทันที่  ทำให้ผอ.ร.ร.บางแห่งฉกฉวยโอกาสเรียกรับเงินจากร้าค้า  ซึ่งในอดีตมีการเรียนรับผลประโยชน์วงเงินร้อยละ 10 อยากวิงวอนรมว.ศธ.มาแลแลไม่ละสายตาเพราะเป็นการทำลายการศึกษาชาติ

ด้าน นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) ในฐานะที่กำกับดูแลสถานศึกษาศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตนขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก่อน  ถึงจะสามารถตอบได้ว่าขั้นตอนต่อไปจะต้องทำอย่างไร

ปฏิรูปประกันสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217337.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
ปฏิรูปประกันสังคม

ปฏิรูปประกันสังคม : แวดวงแรงงาน

           *เมื่อ 5 พ.ย. 58 ที่ผ่านมา คสช.มีคำสั่ง ที่ 40/2558 ใช้อำนาจมาตรา 44 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ 3 ชุด โดยจุดเน้น พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวในวันมอบนโยบายการปฏิบัติงานของสำนักประกันสังคม (สปส.) และการได้มาของคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ขอสรุปสาระสำคัญเล่าสู่กันฟัง นะครับ…

*การประกันสังคมเป็นหลักประกันชีวิตที่สำคัญสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน ทั้งงานด้านบริการ และสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประกันสังคม การดำเนินงานใดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน จำเป็นต้องปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การปฏิรูประบบงานประกันสังคม งานกองทุนเงินทดแทน และสำนักงานประกันสังคม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งจัดระบบ และจัดการบริหารงานให้เกิดความโปร่งใส

*โดย เร่งรัดการปฏิรูประบบประกันสังคม ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้มีธรรมาภิบาล เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตนเร่งรัดการปฏิรูปกองทุนเงินทดแทน โดยระบบการบริหารจัดการกองทุนเงินทดแทนใหม่ให้ทันสมัยคล่องตัวด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ปฏิรูประบบการให้บริการทางการแพทย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการ โดยการบูรณาการด้านบริการทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่พึ่งพาการบริการทางการแพทย์ภาครัฐ ออกแบบแนวทางในการให้บริการประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ให้ทุกคนได้มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ทำงานโดยสุจริต เที่ยงธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์อื่นใด จากสำนักงานประกันสังคม ให้สมกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความไว้วางใจ

*อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการกำหนดให้คณะกรรมการประกันสังคมมาจากการเลือกตั้งตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนด ขณะนี้ ระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนของการยกร่างกฎหมาย ดังนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 มิได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแต่อย่างใดครับ

เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217328.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

            การอ่านหนังสือเป็นการฝึกทักษะและการเรียนรู้ภาษาที่ดีเยี่ยมวิธีหนึ่ง เอเซียบุ๊คส จำกัด ร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมากว่า 46 ปี จัดโครงการ “ENGLISH LIBRARY FOR KIDS : เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ” ปลูกฝังเรื่องการอ่านโดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชนบริจาคหนังสือให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนภาคใต้ เมื่อปี 2553 บริจาคไปแล้วกว่า 3 หมื่นเล่ม
อาทิ หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและวัยประถม (5-12 ปี) ควรเป็นหนังสือเสริมทักษะเรื่องการนับเลข ตัวอักษร และสิ่งของรอบตัว หนังสือนิทานหรือคำคล้องจอง สำหรับ เด็กวัยประถมต้นและประถมปลาย หนังสือนิทานมีภาพประกอบ หนังสืออ่านขนาดสั้น และหนังสือให้ความรู้ในด้านต่างๆ จะเหมาะกับเด็กวัยนี้ และ หนังสือสำหรับเด็กมัธยม (13 ปีขึ้นไป) เด็กวัยนี้มีทักษะการอ่านที่ค่อนข้างแตกฉาน หนังสือที่มีเนื้อหาในเชิงแฟนตาซีจะช่วยให้เด็กได้ประสบการณ์ใหม่ที่ต่างจากที่พบเจอในชีวิตประจำวัน จึงเสริมสร้างจินตนาการและทักษะการคิดนอกกรอบให้แก่เด็ก

ล่าสุด จัดขึ้นที่ห้องสมุดโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) จ.ฉะเชิงเทรา โดย ผู้บริหาร บริษัทเอเซียบุ๊คส มอบหนังสือให้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) จากนั้น คุณครู นักเรียน พนักงานและผู้บริหารเอเซียบุ๊คสร่วมกันประกอบชั้นวางหนังสือให้แก่ห้องสมุดของน้องๆ

น้องฟาร์ม น้องเพ้นท์ น้องพุธ น้องวิน น้องท็อป แก๊ง 5 หนุ่มน้อยสุดหล่อ กำลังนั่งล้อมวงอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งจัดขึ้นชั้นวาง ปกติพวกเขาเข้าห้องสมุดโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในเวลาว่าง ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อย่างสามก๊ก บางคนก็อ่านสารคดี และหนึ่งในกลุ่ม ด.ช.ณภัทร เนียรศิริ หรือน้องเพ้นท์ จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเรียนต่อ ขณะที่ ด.ช.รติพงศ์ ศิลปกิจโกศล หรือน้องวิน ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ หนังสือความรู้รอบตัว เพราะทำให้มีความรู้รอบตัวมากขึ้น

ส่วน ด.ญ.อรวรรณ จันทร์แก้ว หรือน้องอี๊ฟ บอกว่า อยากเป็นครูสอนวิทยาศาสคร์ จึงต้องอ่านหนังสือเยอะๆ บางคนก็ชอบอ่านภาษาอังกฤษ อย่างน้อง ด.ญ.พิมพ์วิมล สุขสะอาด หรือน้องพิมพ์ ชอบ 1,000 Things to Eat เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ อ่านง่าย เป็นคำศัพท์หลายอย่างเกี่ยวกับอาหาร ภาพสวย ตอนนี้มีหนังสือภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นยิ่งชอบมาก เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้อ่านหนังสือที่หลากหลายมากขึ้น ด้าน ด.ญ.จุฑามาศ ไทยากรณ์ หรือน้องมุก ชอบ My big Word Book เป็นหนังสือที่มีคำศัพท์ดีๆ เยอะมาก หรือ The Opposites เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

คนที่ชอบวิทยาศาสตร์ อย่าง ด.ญ.สุชญา แก้วคำ จะหยิบหนังสือ See inside the Universe เพราะมีลูกเล่นทำให้เข้าใจเนื้อหาข้างในได้มากกว่าหนังสือที่มีแต่ตัวอักษร หรือถ้าอยากรู้ว่าประเทศอื่นๆ ในโลกเข้าใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่ายังไงบ้าง ก็หาคำตอบได้ในหนังสือ Lift the Flap Picture Atlas

อาจารย์มนตรี บุญดี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่ดีส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน สร้างเสริมประสบการณ์ในชีวิตของนักเรียนได้กระตุ้นให้เด็กนักเรียนรักการอ่านและชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก เพราะเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ชอบภาษาอังกฤษได้ดี

“ความรู้ไม่ได้มาจากการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้อาจจะมาจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมหรือเพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ได้เรียน ไม่ว่าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องสมุดก็ขอให้มีภาษาอังกฤษอยู่ทุกทีที่นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเด็กๆ ทุกอย่างมันต้องประกอบกัน สำหรับผู้ปกครองก็เป็นส่วนช่วยสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของน้องๆ ด้วย” อาจารย์มนตรีกล่าว

โรงเรียนที่ยังขาดแคลนหนังสือภาษาอังกฤษ สนใจเข้าร่วมโครงการ “English Library For Kids” สอบถามได้ที่โทร.0-2715-9000 ต่อ 2820-2822 หรือ อีเมล information@asiabooks.com, https:www.facebook.com/asiabokspage