5มหาวิทยาลัยปั้น’ไกด์นักดำน้ำ’สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217329.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
5มหาวิทยาลัยปั้น'ไกด์นักดำน้ำ'สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

5มหาวิทยาลัยปั้น’ไกด์นักดำน้ำ’สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล : เปิดวิสัยทัศน์ กมลทิพย์ ใบเงิน0เรื่อง ศูนย์ดำน้ำ Dolphin Divers0ภาพ

            เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพได้จัดพิธีบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท ร่วมกับโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และศูนย์ดำน้ำ ดอลฟิน ไดเวอร์ส (Dolphin Divers) พร้อมจัดเสวนาหัวข้อ “ช่องโหว่ 3 แสนล้าน ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท วิเคราะห์ให้ชัดเพื่อคนไทยก่อนก้าวไกลสู่อาเซียน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ ดร.ศรินทร์รัศมิ์ เสริฐปัญญา อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ นายต่อศักดิ์ สร้อยมงคลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และนายซาช่า อูลเมอร์ เจ้าของศูนย์ดำน้ำดอลฟิน ไดเวอร์ส ผู้ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้

ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ  จ.ปทุมธานี  ประธานในการเปิดงาน…กล่าวว่า “การที่มหาวิทยาลัยได้ให้การส่งเสริมการฝึกวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท เพราะมองเห็นว่าการสร้างโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำนั้น เป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมและสร้างงานธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการสร้างความร่วมมือให้แก่สังคมประชาคมโลกในยุคอาเซียนให้เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์โครงการดีๆ เช่นนี้ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสในการร่วมมือกันเพื่อเข้าสู่ยุคอาเซียนและจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

ประเทศไทยมีจุดดำน้ำติดอันดับโลก ที่สามารถดึงดูดนักดำน้ำท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้เข้ามาเยี่ยมเยือนเมืองไทยได้เสมอมา แต่ผู้ที่ประกอบอาชีพ Dive Master หรือ ไกด์นักดำน้ำ คนไทยกลับมีจำนวนไม่มากนัก ด้วยค่าเรียนที่มีราคาสูง จึงทำให้โอกาสของผู้ที่ประกอบอาชีพไกด์นักดำน้ำส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติ

นายซาช่า อูลเมอร์  วัย 47 ปี  ชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่อยู่เมืองไทยมา 15 ปี เจ้าของศูนย์ดำน้ำ ดอลฟิน ไดเวอร์ส เกาะช้าง จ.ตราด ผู้ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้ ได้ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า “คุณต้องจ่ายเงินขั้นต่ำประมาณ 1 แสนบาท เริ่มต้นหลักสูตร Open Water Diver จนถึง Dive Master แน่นอนว่ามีจำนวนคนไทยจำนวนไม่มากนักที่สามารถจ่ายเงินจำนวนนี้ได้ ถ้าการดำน้ำเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยทุกอย่างจะมีราคาถูกลงจนถึงฟรี แบบนี้เราถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดนี้ เพื่อมีนักดำน้ำและ Dive Master คนไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมดำน้ำได้ในระยะยาว”

ด้านทรัพยากรบุคคลของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทถึงแม้เราจะมีข้อด้อยด้านภาษา อีกทั้งยังคงขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ นายต่อศักดิ์ สร้อยมงคลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง ยังคงมองเห็นข้อเด่นของแรงงานไทย โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยเรามีจุดเด่น 4 S คือ Sun Sand Sea และ Smile ในส่วนของ 3 S แรก คือทรัพยากรทางธรรมชาติที่เรามีอยู่ แต่ S ตัวสุดท้ายคือ ทรัพยากรบุคคล ที่คนไทยของเรามีข้อเด่นมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงระดับโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราต้องรักษาทรัพยากร S-Smile ตรงนี้เอาไว้ ส่วนทักษะด้านภาษาไม่ควรมองข้าม เพราะตอนนี้มีชาวฟิลิปปินส์ที่เก่งภาษาอังกฤษ ยอมรับเงินเดือนเท่าคนไทยเข้ามาทำงานบ้างแล้ว ซึ่งเราก็ต้องเลือกคนจากคุณภาพเอาไว้ก่อน แต่ก็ต้องรักษาสมดุล เพราะชาวต่างชาติในอาเซียนที่เข้ามาทำงานในไทยอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมการบริการแบบคนไทยเท่าคนไทยด้วยกันเอง”

หากมองในภาพรวมของอาเซียน ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะเต่า ประเทศไทย เกาะสิปาดัน ประเทศมาเลเซีย ฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม รวมถึงเกาะของกลุ่มประเทศในอาเซียน ที่มีรวมกันมากกว่า 3 หมื่นเกาะ ซึ่งจะทำให้ประชาคมอาเซียน (10 ประเทศ) กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ข้อมูลจาก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)

ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพบัณฑิตให้สามารถเข้าสู่งานบริการธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ทด้วยระบบการศึกษา พร้อมปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ จะเป็นการวางรากฐานเพื่อทำให้อาเซียนสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ว่ากันว่า “ไกด์นักดำน้ำ” หลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา เป็นการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท ร่วมกับโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และศูนย์ดำน้ำดอลฟิน ไดเวอร์ส เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท เปิดโอกาสการทำงานของคนรุ่นใหม่ รองรับศักยภาพการท่องเที่ยวอาเซียนแบบครบวงจร

ปัจจุบันความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน 5 สถาบันอุดมศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ (คณะศิลปศาสตร์) ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี/สาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา/สาขาวิชาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี เป็นการเรียนภาคทฤษฎีควบคู่ภาคปฏิบัติ และต้องมาฝึกงานเป็น “ไกด์นักดำน้ำ” ที่เกาะช้าง จ.ตราด

สามารถติดตามโครงสร้างการสอนดำน้ำ โครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้ ในรายการศึกษาทัศน์ ตอน “อุตสาหกรรมดำน้ำคนไทยทำได้” เผยแพร่ออกอากาศวันอาทิตย์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที เวลา 08.30-09.00 น. และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ช่อง สศทท.1-15 เร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทร.08-6101-4783 หรือ http://www.bangkokseaevents.com

วันรวมญาติ’ชาวเล’อันดามันผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217258.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
วันรวมญาติ'ชาวเล'อันดามันผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง

หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติ ‘ชาวเล’ อันดามัน ผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                      เสียงดนตรีวงรำมะนาดังขึ้น ตามด้วยการร่ายรำรองเง็งจากสังกาอู้ ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมองดูลีลาการรำและชุดแต่งกายอันงดงามของแม่ครูเหล่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากคนดูที่มาร่วมงานในวันนั้นล้วนแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านอวดกันอย่างภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง
                      หลายคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันมานาน บางคนพาครอบครัวมาพบกันที่นี่หลังแยกย้ายไม่ได้พบญาติกันหลายปี เพราะวันนี้คือวันนัดพบญาติชาวเลแห่งอันดามัน ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้น ณ ลานวัฒนธรรมอุรักลาโว้ย บ้านสังกาอู้ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยการจัดงานครั้งนี้ นอกจากให้ชาวเลได้พบญาติกันแล้ว ยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในการสนับสนุนแก้ปัญหาชาวเลอย่างมีส่วนร่วม
                      ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณทะเลอันดามันนานกว่า 300 ปี ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 43 ชุมชน ใน 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา สตูล กระบี่ และระนอง ประมาณ 12,250 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งทุกกลุ่มมีวิถีชิวิต วัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง
                      เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐบาลมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลโดยให้กระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข การส่งเสริมด้านการศึกษา การแก้ไขปัญหาอคติทางชาติพันธุ์การส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรม ฯลฯ
                      ตลอด 5 ปี ที่มีมติคณะรัฐมนตรี พี่น้องชาวเลได้มีการรวมตัวในพื้นที่ของตนเองและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชาวเลทั้ง 5 จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยการสนับสนุนขององค์กรพัฒนา นักวิชาการ สื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชาวเล ได้มาโดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน แต่การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่บรรลุผล
                      ในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินพบว่าชาวเลจำนวน 31 แห่ง อาศัยอยู่บนที่ดินก่อนประกาศของรัฐ เช่น กรมเจ้าท่า ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งยังอาศัยอยู่บนที่ดินที่ถูกฟ้องขับไล่โดยเอกชน ถึง 7 แห่ง จำนวน 1,228 หลังคาเรือน
                      แสงโสม หาญทะเล จากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล บอกว่า เมื่อก่อนชาวเลก็คือชาวเล มีอิสระจะว่ายน้ำ จะจับปลาตรงไหนเวลาไหนก็ได้ มีอยู่มีกินและมีความสุขมาก แต่พออุทยานเข้ามา การท่องเที่ยวเข้ามา ทะเลและที่ดินก็ไม่ใช่เป็นของชาวเลอีกต่อไป เพราะมีการกว้านซื้อที่ดินจากชาวเลโดยนายทุน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรม ชาวเลก็กลายเป็นชาวเขา เพราะต้องย้ายไปอยู่กลางเกาะจะหาทางลงทะเลไปจับปลาเหมือนก่อนก็ไม่ได้
                      สนิท แซ่ซั่ว แกนนำชาวเลบ้านราไวย์ภูเก็ต เล่าว่า ชาวเล อาศัยอยู่บนที่ดินกว่า 30 ไร่ที่หาดราไวย์มานับร้อยปี อยู่ๆ ก็มีนายทุนมาฟ้องขับไล่ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จำนวน 161 ครอบครัว เราก็ยืนยันว่าเราอยู่มาก่อน นายทุนมีเอกสารสิทธิได้อย่างไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่เลี้ยงที่เป็นนักพัฒนามาช่วย กรมสอบสวนคดีพิเศษมาขุดกระดูกบรรพบุรุษที่ฝังไว้นั้นไปพิสูจน์ดีเอ็นเอถึงต่างประเทศ ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาว่าเป็นกระดูกของชาวเล นั่นแสดงว่า เราอยู่ที่นี่มาก่อน จึงต้องให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินออกให้นายทุน แต่อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ดำเนินการ
                      ส่วนการประกอบอาชีพทำประมง ซึ่งอยู่คู่กับชาวเลมาตั้งแต่เกิด พออุทยานประกาศทับที่ก็ทำให้ชาวเลไม่สามารถจับปลาได้อีกต่อไป ซึ่งขณะนี้คณะทำงานฯ ก็ได้มีการประชุมหารือถึงเรื่องนี้ เพื่อผ่อนผันให้ชาวเลได้ทำกิน เพราะปกติชาวเลจับปลาด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านและจับพอกินอยู่แล้วไม่เคยคิดทำมาหากินแบบล้างผลาญ
                      นอกจากปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้ว ชาวเลยังต้องประสบปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือพื้นที่สุสาน 23 พื้นที่ จำนวน 232.5 ไร่ ซึ่งชาวเลใช้ฝังศพ โดยการอ้างสิทธิของนายทุน อีกทั้งรัฐก็ไม่มีการออกเอกสารทางทะเบียนให้แก่พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล
                      วิทวัส เทพสง ชาวเลแห่งบ้านทับตะวัน จ.พังงา บอกว่า พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล เป็นเขตแดนบรรพบุรุษที่ใช้ฝังศพ ประกอบพิธีมานับร้อยปี แม้ยังไม่มีเอกสารให้ทางการยอมรับได้ แต่เขตแดนนี้ มีกระดูกของบรรพบุรุษฝังอยู่ข้างล่าง เบื้องบนกลายเป็นรีสอร์ทของนายทุน ซึ่งเราต้องทวงคืน มนุษย์เรานั้นหากต้องสูญเสียหลักความเชื่อก็ไม่มีตัวตน
                      พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลแห่งบ้านแหลมตง เกาะพีพี จ.กระบี่ เล่าว่า ชุมชนบ้านแหลมตง อยู่บนที่ดิน 2 ไร่เศษ ประมาณ 45 ครอบครัวอาศัยอยู่อย่างแออัด เราอยู่มานานแล้ว ชุมชนของเราโอบล้อมไปด้วยโรงแรม เวลาเด็กๆ ไปโรงเรียนก็ต้องเดินผ่านชายหาดของโรงแรม ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวนุ่งน้อยห่มน้อยนอนตากแดด เด็กๆ จะเห็นภาพอย่างนี้ทุกวัน จิตใจจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำประปาไม่มีใช้ต้องซื้อในราคาแพง น้ำฝนก็ใช้ไม่ได้เพราะหลังคาบ้านเราสังกะสีเป็นสนิม พอใช้น้ำฝนหุงข้าวก็บูด แถมยังมีขยะที่ใครก็ไม่รู้เอามาทิ้งไว้ข้างชุมชน
                      วงพูดคุยแลกเปลี่ยนของชาวเลในวันนั้น เป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ ซึ่งชาวเลและทุกภาคีจะต้องร่วมกันต่อไป อาจารย์ นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคมฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าปัญหาเหล่านี้ชาวเลจะต้องจัดทำข้อมูลต่างๆ ของตนเอง แผนที่ชุมชนข้อมูลการสืบสายเครือญาติ วิถีวัฒนธรรม ฯลฯ โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการเตรียมตัวอยู่กับวิถีสมัยใหม่ที่เข้ามากับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เป็นการสร้างจุดยืนของตนเอง ความเจริญที่เข้ามา เราสกัดกั้นมันยาก แต่หากเราเตรียมพร้อมเราสามารถเลือกสรรให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนของเราได้
                      ด้าน ธีระพจน์ สุถิรวัฒน์ ตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยวเกาะลันตา ให้ข้อคิดเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเกาะลันตา คือกลุ่มที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ชาวเลต้องหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเอาประโยชน์จากเรา คือต้องเข้าไปจัดการท่องเที่ยวเรื่องวิถีชีวิตและธรรมชาติ เราต้องปรับตัวให้ได้ เช่น ใช้เรือของชาวเลมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นการนำอดีตอันงดงามมาต่อยอดกับปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เรื่องการทำมาหากินก็เหมือนกัน ชาวเลต้องทำเรื่องอนุรักษ์ให้มากขึ้น เช่น ทำธนาคารปู ธนาคารปลาหมึก ธนาคารหอยชักตีน ซึ่งได้ทั้งอาชีพและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป
                      ซึ่งไม่ต่างจากความเห็นของอีกหลายๆ คนที่เสนอแนะให้ชาวเลปรับตัว ให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยการนำของดีของชุมชนชนต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น กะปิ ปลาแห้งหรือสร้างบ้านเล็กๆ สักหลังให้นักท่องเที่ยวใช้บริการแบบกลมกลืนกับวิถีอันงดงามของท้องถิ่น
                      ข้อสรุปที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวงพูดคุยในวันนั้นก็คือ ควรมีพื้นที่ที่ชาวเลและภาคีพัฒนาต่างๆ มาทำงานร่วมกันเป็นพื้นที่นำร่องที่มีการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติเพื่อการขยายผลต่อไป
                      วงพูดคุยเสวนาจบลงแล้ว การแสดงทางวัฒนธรรมที่แต่ละหมู่บ้านและจากพี่น้องชนเผ่าอื่นๆ ทั่วประเทศที่ได้เตรียมมาก็ออกมาโชว์สู่สายตาผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เป็นวันพบญาติที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่ายิ่งทางจิตใจ จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำตกทะเลตรงแหลมสังกาอู้ ชาวเลต่างถิ่นบ้างก็เข้าที่พักบ้างก็พูดคุยกันต่อรอวันแยกย้ายกลับถิ่นของตน เพื่อพบกับความจริงแห่งชีวิตในวันรุ่งขึ้น
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติ ‘ชาวเล’ อันดามัน ผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217259.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      “ผมมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ เมื่อก่อนยังว่ายน้ำในคลอง ใช้น้ำในคลองซักเสื้อผ้า ชาวบ้านยังตักน้ำในคลองใส่ตุ่ม ใช้สารส้มแกว่งแล้วเอามาใช้ในบ้านได้ ปลายังมีเยอะ ทั้งปลาตะเพียน ปลาหลด ปลากระทิง ปลากรายขนาดตัวละ 5-6 โลยังมี กุ้งก้ามกรามลงไปงมตามตลิ่งหาได้ง่าย เรือพายขายกล้วยอ้อย ขายขนมมีหลายลำ ช่วงลอยกระทงก็จะสนุกสนานกันทั้งคลอง”
                      ลุงวาทิน รักสุวรรณนิมิต วัย 67 ปี ชาวบ้านริมคลองใกล้วัดลาดพร้าว เขตห้วยขวาง เล่าวิถีชีวิตชาวบ้านในคลองลาดพร้าวย้อนหลังไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน
                      เช่นเดียวกับ ลุงสำเนียง บุญลือ วัย 61 ปี แกนนำชาวบ้านชุมชนพิบูลร่วมใจ 2 คลองลาดพร้าว บอกว่า “เมื่อก่อนตอนเช้า ตื่นมานุ่งผ้าขาวม้าลงไปอาบน้ำแปรงฟันในคลองได้เลย แต่ทุกวันนี้คงไม่มีใครกล้า กลัวจะตาบอด แต่เด็กๆ ก็ยังลงไปเล่นน้ำในคลองอยู่นะ ถ้าฟื้นฟูคลองขึ้นมาได้ก็จะดี ชาวบ้านก็มีแผนที่จะเดินเรือในคลอง เรือท่องเที่ยว และทำตลาดน้ำอยู่แล้ว”
                      ก่อนที่เมืองจะขยายตัว ริมคลองลาดพร้าวเคยมีโรงสีเล็กรับซื้อข้าวอยู่ 2 โรง เพราะพื้นที่รอบๆ ยังเป็นทุ่งนา ชาวบ้านดั้งเดิมยังทำนาเป็นอาชีพหลัก แม่ของลุงสำเนียงเมื่อก่อนก็ยังทำนา แต่มาเลิกราไปเมื่อราวปี 2518 เพราะความเจริญเริ่มคืบคลานเข้ามา ที่ดินราคาแพงขึ้น ทุ่งนาจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรรและเป็นหมู่บ้าน โรงสีข้าวจึงพลอยหายไปด้วย
                      ส่วนสภาพน้ำในคลองเริ่มเน่าเสียตั้งแต่ปี 2528-2529 เพราะเมืองเริ่มขยายตัว มีตึกแถว ร้านค้า มีตลาดสด โรงนวด ฯลฯ รวมทั้งท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม.ก็ปล่อยลงคลองโดยไม่มีการบำบัด นานวันเข้าน้ำในคลองก็เน่าเหม็นเป็นสีดำ กุ้ง ปลาจึงหายไป
                      คลองลาดพร้าว มีความยาวทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณชุมชนพระราม 9 ตัดผ่านถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ผ่านชุมชนประชาอุทิศ-ลาดพร้าว 80-พิบูลร่วมใจ 2-สะพานสอง- วัดลาดพร้าว-วังหิน-บางบัว-คลองสอง-สะพานใหม่-คลองถนน (เขตสายไหม) ไปเชื่อมกับคลองต่างๆ ที่แยกมาจากคลองรังสิตได้
                      ส่วน คลองบางซื่อ ที่เชื่อมกับคลองลาดพร้าว มีปากคลองอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านสามเสน- เกียกกาย-บางซื่อ เข้ามาในเขตห้วยขวางและเชื่อมกับคลองลาดพร้าวบริเวณใกล้วัดลาดพร้าว
                      ปัจจุบันสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร มีโครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากรที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งขณะนี้ได้บริษัทที่รับเหมางานแล้วในวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะเซ็นสัญญาและเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนธันวาคม 2558
                      ส่วนแผนการรองรับชาวบ้านที่จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนให้พ้นแนวเขื่อน รัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านตามแนวทางบ้านมั่นคง โดยการจัดผังชุมชนใหม่และสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม หรือกรณีที่ดินเดิมไม่พออาจจัดซื้อที่ดินใหม่ หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ มารองรับ
                      อย่างไรก็ดี ก่อนที่โครงการก่อสร้างเขื่อนจะเข้ามา ในช่วงปี 2555 ภายหลังจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ผู้นำชาวบ้านในคลองลาดพร้าวและบางซื่อร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยว ทั้งราชการและเอกชน ผู้เชี่ยวชาญปรึกษาหารือกันเรื่องการฟื้นฟูคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อที่อยู่ในเขตห้วยขวาง โดยมีการสำรวจคลองเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการพัฒนาและฟื้นฟูคลอง
                      ต่อมาในปี 2557 จึงเริ่มมีการฟื้นฟูคลองบางซื่อขึ้นมา เช่น มีการจัดพิธีบวชคลอง มีการปลูกหญ้าแฝกลงในลำคลองเพื่อให้รากแฝกช่วยกรองน้ำเสีย และทำน้ำหมักจุลินทรีย์แล้วเทลงในคลองเพื่อให้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย จนถึงปัจจุบันนี้น้ำในคลองบางซื่อช่วงถนนรัชดาภิเษกลงมาถึงชุมชนลาดพร้าวซอย 46 น้ำในคลองใสขึ้น มีปลาแหวกว่ายให้เห็น ต่างจากน้ำในคลองลาดพร้าวที่มีสีดำเหมือนโอเลี้ยง
                      ผศ.พงศ์พร สุดบรรทัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ในฐานะประธานประชาคมเขตห้วยขวาง กล่าวว่า เขตห้วยขวางจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนและคลอง โดยตนจะเสนอให้สภาสถาปนิกเข้ามาพูดคุยกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คมนาคม และมหาดไทย เพื่อร่วมกับชาวบ้านพัฒนาชุมชนและคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อให้เป็นพื้นที่ตัวอย่าง เป็นเวนิสตะวันออกอย่างแท้จริง แม้ในวันนี้น้ำในคลองลาดพร้าวจะเน่าเสีย แต่ในวันข้างหน้าจะต้องมีโครงการบำบัดน้ำเน่าเสียอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้ กทม.ก็จะเริ่มโครงการบำบัดน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบแล้ว ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเกือบ 7,000 ล้านบาท ดังนั้นคลองลาดพร้าวซึ่งเชื่อมกับคลองแสนแสบในอนาคตก็จะต้องแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียด้วยเช่นกัน
                      “ถ้าหากคลองแสนแสบใสสะอาด คลองลาดพร้าวก็จะต้องใสด้วยเช่นกัน ซึ่งในต่างประเทศจะมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง และต้องแยกท่อน้ำทิ้งออกจากท่อน้ำดี ซึ่งโครงการเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของกทม.จะต้องไม่เป็นท่อระบายน้ำทิ้งเพียงอย่างเดียว และเราจะพัฒนาให้มีการเดินเรือเพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมจากสะพานใหม่มาในคลองลาดพร้าว-คลองแสนแสบ และออกไปคลองพระโขนงได้ เพื่อเชื่อมกับรถไฟฟ้า หรือการคมนาคมทางบก คาดว่าภายในปีหน้าจะเริ่มการเดินเรือได้ โดยให้ชาวบ้านริมคลองมีส่วนร่วม”
                      จำรัส กลิ่นอุบล ผู้นำชุมชนลาดพร้าว 45 คลองลาดพร้าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้หลายปีเคยมีการเดินเรือในคลองลาดพร้าวจากสะพานใหม่ไปพระโขนง แต่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วม ทั้งยังเกิดปัญหากับชุมชน เช่น เรือวิ่งเร็ว เสียงดัง คลื่นจากคลองกระแทกบ้านริมคลอง และเมื่อการเดินเรือในช่วงนั้นไม่ได้รับความนิยม บริษัทเอกชนที่มาวิ่งเรือจึงเลิกไป ซึ่งหากมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตในคลองแล้ว และจะมีการเดินเรือในคลองก็จะไม่มีผลกระทบกับบ้านที่อยู่ริมคลอง และจะสามารถเชื่อมการคมนาคมระหว่างถนนลาดพร้าวกับรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีสถานีบริเวณถนนรัชดาภิเษกได้
                      “ทุกวันนี้ในชั่วโมงเร่งด่วนในถนนลาดพร้าวรถจะติดมาก และหากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในถนนลาดพร้าวขึ้นมาอีก การจราจรก็จะยิ่งเป็นอัมพาตขึ้นไปอีก เราจึงคิดแผนเรื่องการเดินเรือในคลอง ในระยะแรกอาจจะเป็นช่วงสั้นๆ จากสะพานสองหรือวัดลาดพร้าวไปเชื่อมกับคลองบางซื่อที่ถนนรัชดาภิเษกซึ่งมีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่แล้ว หรือจากคลองลาดพร้าวอาจเชื่อมไปยังคลองแสนแสบหรือเชื่อมต่อกับรถยนต์ที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราได้”  จำรัส เล่าด้วยว่า ตอนนี้ชาวบ้านมีเรือยนต์ที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 20-30 คน จำนวน 3 ลำ
                      “ส่วนในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ เครือข่ายชุมชนในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อได้ร่วมกันสืบสานประเพณีลอยกระทงและฟื้นฟูประโยชน์จากการใช้คลองขึ้นมา โดยจะมีการตักบาตรทางเรือ การแข่งพายเรือเล็ก การแห่กลองยาวทางเรือ การแสดงและการละเล่นต่างๆ ของชาวบ้านในวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่คลองบางซื่อบริเวณซอยลาดพร้าว 42 และในวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่คลองลาดพร้าวบริเวณชุมชนร่วมใจพิบูล 2 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย” จำรัส กล่าว
                      กมลทิพย์ คงประเสริฐอมร นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำคณะกว่า 10 คน มาสำรวจคลองลาดพร้าว-คลองบางซื่อ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กล่าวว่า การมาสำรวจคลองเพื่อดูสภาพการใช้ประโยชน์จากคลองของชาวบ้าน และดูเรื่องท่อระบายน้ำทิ้งทั้งจากชุมชน โรงงาน ร้านค้า และท่อน้ำทิ้งของกทม. หลังจากนั้นจะจัดเวทีพูดคุยกับชาวบ้านในคลองลาดพร้าว-บางซื่อทั้ง 13 ชุมชนเพื่อดูความต้องการของชาวบ้านว่าต้องการพัฒนาคลองไปในแนวทางไหน อย่างไร
                      และหลังจากนั้นจึงจะนำแผนงานของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคลองมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อจัดทำเป็นแผนการพัฒนาคลองสนับสนุนความต้องการของชาวบ้านต่อไป ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรฯ ก็ได้จัดทำโครงการในลักษณะนี้ไปแล้วที่หัวหินและอยุธยา
                      นี่คือก้าวย่างในการพัฒนาและฟื้นฟูคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ โดยการริเริ่มของชาวบ้านและภาคประชาสังคม ขณะที่หน่วยงานรัฐจะมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถช่วยเชื่อมเส้นทางคมนาคม และสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนได้.!!
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

นร.ไทยเจ๋ง!คว้า9เหรียญสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217271.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
นร.ไทยเจ๋ง!คว้า9เหรียญสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ2015

นักเรียนไทยเจ๋ง! คว้า 9 เหรียญรางวัลจากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ 2015 ที่ไต้หวัน

         เมื่อเวลา 00.10 น.วันที่ 20 พ.ย.58 นางพนิดา วิชัยดิษฐ ผอ.กลุ่มโครงการพิเศษ หัวหน้าทีมคณะนักเรียน พร้อมด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 20 คน ที่เดินทางเข้าร่วมในงานแสดงและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ สำหรับเด็กและเยาวชน : International Exhibition for Young Inventors 2015 (IEYI 2015) ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2558 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐไต้หวัน ได้เดินทางกลับถึงไทยเรียบร้อยด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 635
         โดยนางพนิดา วิชัยดิษฐ ผอ.กลุ่มโครงการพิเศษ หัวหน้าทีมคณะนักเรียน กล่าวว่า สพฐ. ได้คัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยจากทั่วประเทศ จำนวน 10 ผลงาน เข้าร่วมการแสดงผลงาน ร่วมกับสิ่งประดิษฐ์ของเด็กและเยาวชน จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง เวียดนาม มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย ตุรกี และประเทศไทย รวม 107 ชิ้นงาน ผลปรากฏว่านักเรียนไทยสามารถคว้า 1 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง โดยรางวัลเหรียญทองได้มาจากประเภทความปลอดภัยและสุขภาพ ได้แก่ผลงานระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ ของน.ส.ศุภัชญา ตันติวันรัตน์ อายุ 17 ปี และน.ส.สิทธรัตน์ วนธรรมพงศ์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 รร.สตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร
         นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่นานาชาติมอบให้เป็นรางวัลพิเศษอีก 4 ผลงาน รวม 6 รางวัล คือ ผลงานอุปกรณ์ล็อคเบรกมือรถยนต์ ผลงานอุปกรณ์ช่วยยกระทะเติมถ่าน รุ่น SRW 001 ผลงานกระป๋องดักเศษวัสดุเครื่องดูดฝุ่นและผลงาน กล่องป้องกันสนิมกุญแจ

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217219.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

จาก’ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’สู่’เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน’ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

 

             พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการการใช้เวลาเรียนของเด็กไทย ที่ผลสำรวจพบว่า ต้องใช้เวลากับการเรียนในห้องเรียนสูงเป็นอันดับสองของโลก” และผลที่ได้รับจากแนวคิดทางการศึกษาแบบเดิมๆ ที่สะท้อนภาพของ “การศึกษาและการวัดผลในด้านต่างๆ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลายเป็นที่มาสำคัญของโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน”

จากแนวคิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเวลาเรียนของเด็กไทย สู่การนำไปปฏิบัติโดยกระทรวงศึกษาธิการ จนเกิดกระแสตอบรับที่มีมาอย่างหลายรูปแบบจากสังคมไทย ที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นที่มาของหลากหลายคำถามในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะข้อกังขาว่า “เมื่อลดเวลาเรียนแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กหรือไม่?” “เมื่อลดเวลาเรียนลงแล้ว จะให้เด็กทำอะไร จะเกิดประโยชน์อะไร?”

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน” ว่า ภาพรวมของโครงการ หลังเดินหน้าไปแล้วกว่า 1 เดือน เปรียบเสมือนการ “ลดไขมัน” จากหลักสูตรเดิมๆ ที่มีอยู่ และเข้าสู่กระบวนการ “เพิ่มเติมโปรตีน” เพื่อให้เกิดการ “เรียน” ที่จะนำไปสู่ “รู้” อย่างแท้จริง และนำไปปรับใช้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการ ที่เริ่มนำร่องไปแล้วกว่า 4,100 โรงเรียน ทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาฯ และที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ในระดับประถมและมัธยมต้น

“ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเพราะหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้เด็กประถมมีชั่วโมงเรียนนับ 1,000 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ชั่วโมงเรียนจริงในปัจจุบันมีมากถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ส่วนเด็กมัธยมต้น มีการกำหนดให้เด็กมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่เวลาเรียนจริงมี 1,400 ชั่วโมงต่อปี ทำให้โรงเรียนต้องหาวิชา หรือกิจกรรมนอกเหนือจากที่บังคับในหลักสูตร มาเพิ่มในชั่วโมงที่เหลือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นการเสริทักษะให้เด็ก แต่มักมุ่งเน้นไปที่วิชาการในห้องเรียน ซึ่งมีมากพออยู่แล้ว เด็กประถมศึกษามีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่จะทำให้เกิดอีคิวและทักษะเพียง 160 ชั่วโมง หรือแค่ 13.34% เรียนในห้องเรียนถึง 1,040 ชั่วโมง หรือ 86.66 ชั่วโมง จากเวลาเรียนทั้งหมด 1,200 ชั่วโมง ขณะที่เด็กมัธยมต้น เรียนนอกห้องเรียนเพียง 160 ชั่วโมง หรือ 11.43% เรียนในห้องเรียน 1,240 ชั่วโมง หรือ 88.57 ชั่วโมง เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเด็กไทยในภาพรวมทั้งสิ้น”

รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า กระทรวงไม่ได้ปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาหลัก แต่ปรับลดเวลาในวิชาที่ซ้ำซ้อนและดูไม่เกิดประโยชน์มากนัก หลังจากได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็ระดมสมองข้าราชการ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า ควรปรับบทบาททั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เรื่องคือ ปรับตารางการสอน ปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้กระชับ โดยไม่ตัดเนื้อหาในวิชาหลัก และเตรียมความพร้อมที่ครูชั้นประถมและมัธยมต้น หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจก็ไม่ต้องปรับในส่วนมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา เพราะเด็กระดับนี้เริ่มมีวุฒิภาวะแล้วจากโครงการนี้แล้ว

“เบื้องต้นชั้นประถมลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 840 ชั่วโมง หรือ 70% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 30% ขณะที่ชั้นมัธยมต้น ลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 1,040 ชั่วโมง หรือ 74.28% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 25.70% โดยรวมในชั้นประถมศึกษาชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 16.66% ส่วนมัธยมต้น ชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 14.29% น่าจะรองรับการศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตแบไทยๆ ได้”

สำหรับช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ในเรื่องต่างๆ ราว 390 กิจกรรม ใน 4 หมวดสำคัญ ซึ่งเด็กๆ คงจะมีเวลาสำหรับที่จะเลือกทำ มากกว่าที่จะว่างไปทำอย่างอื่น หมวดแรก เน้นแนวคิด คิดเก่ง คิดดี มีฝีมือ และแข็งแกร่ง คือมุ่งเน้นสร้างการพัฒนาสมอง ให้หัดคิด และวิเคราะห์เป็น หมวดที่สอง เน้นสร้างจิตใจดี มีคุณธรรมจริยธรรม หน้าที่พลเมือง หมวดที่สาม สร้างทักษะฝีมือ สร้างอีคิว และ หมวดสุดท้าย เน้นให้เกิดพลานามัยแข็งแรง ทั้งกีฬา และกิจกรรมต่างๆ ฉะนั้นตอบโจทย์ข้อนี้ได้เลยว่า ไม่ใช่ลดเวลาเรียนแล้วจะว่าง ที่พัฒนาในเรื่องสมอง โครงการเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่จะมาเติมและชดเชยให้แก่เวลาที่น้อยลงสำหรับการเรียนในห้องเรียน ที่จะทำให้ไอคิวไม่ลด แต่พัฒนาให้เด็กไทยมีอีคิว และเอ็มคิว ในระยะยาว

โครงการนี้เด็กยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น เด็กไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ที่โรงเรียน ทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือในบริเวณโรงเรียน ยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น

โรงเรียนนำร่อง 4,100 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวง ไม่ได้ถูกบังคับ เพราะเดิมทีตั้งเป้าไว้แค่ 3,000 โรงเรียน แต่ที่่น่าดีใจคือ หลายโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ถึงกับบอกว่า ทำไมไม่คิดทำเรื่องแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่เคยมีกิจกรรม กระทรวงได้จัดทำคู่มือการเรียนการสอน การทำเวิร์กช็อป ติวเข้มครูผู้สอน ซึ่งกระทรวงติดตามอย่างใกล้ชิดทุกโรงเรียน เพราะกระทรวงเตรียมการรองรับไว้แล้ว ด้วยการจัดทีมเจ้าหน้าที่ (สตาฟฟ์) หรือที่เรียกว่า สมาร์ม ทีม จากทางกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ เป็นพี่เลี้ยงให้แต่ละโรงเรียน ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนในทุกด้าน และจะเริ่มมีการประเมินผลโดยทีมเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทางผู้บริหารของกระทรวง โดยรัฐมนตรีจะลงพื้นสำรวจความคิดเห็นเร็วๆ นี้

“ที่ผ่านมาการเรียนตามหลักสูตรโดยเวลาปกติในห้องเรียน มีการประเมิน และมีข้อศึกษาวิจัยหลายด้าน ที่เห็นว่า มีความซ้ำซ้อนของแต่ละวิชา แนวคิดการลดเวลาเรียน ไม่ใช่การลดความสำคัญ หรือลดเนื้อหาในหลักสูตร แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในหลักสูตรให้กระชับ พูดง่ายๆ เป็นเพียงแค่การปรับโครงสร้างเวลาเรียน ให้เนื้อหากระชับ ไม่มีการปรับเนื้อหาในวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และอื่นๆ แต่จะปรับในส่วนที่ซ้ำซ้อน เช่น คณิตศาสตร์ 1 คณิตศาสตร์ 2 หรือเนื้อหาที่มีความซ้ำซ้อน และไม่จำเป็นที่เบียดบังช่วงที่เด็กควรจะได้รับการผ่อนคลาย ผมขอยืนยันว่า ไม่ได้หมายความถึงการลดคุณภาพของหลักสูตรที่จะเรียน แต่ลดปริมาณของเวลาที่ใช้ และใช้เวลาที่ได้มาไปเติมในส่วนที่ขาด เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน รวมถึงผลการเรียนเด็กอย่างแน่นอน”

ที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลด้วยว่า ลูกหลานจะได้วิชาการน้อยลง เพราะมีการส่งผลวิจัยไปให้ผู้ออกข้อสอบโอเน็ต และเอ็นที วิเคราะห์แล้วว่า แนวทางนี้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการสอบของเด็ก แต่ตรงกันข้าม กลับทำให้เด็กก้าวข้ามสิ่งที่เกินจะเรียนรู้ในภาวะขณะนั้นได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอย่างภูมิใจว่า เวลานี้มีหลายโรงเรียนแสดงเจตจำนงที่จะขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ มีความยินดีที่จะช่วยเหลือ และพร้อมขยายโครงการนี้ ต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ช่วงแรกอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ขณะนี้เชื่อว่าผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง รวมถึงเด็กนักเรียน ก็เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเห็นด้วยกับโครงการนี้แล้ว

กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายจะดำเนินการต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียน ทุกสังกัด ทั่วประเทศ ภายในปี 2559 และเตรียมขยายเข้าสู่โรงเรียนสอนศาสนา ทุกศาสนา รวมถึงโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามทั่วประเทศ จะเน้นหลักความเท่าเทียมเป็นหลัก และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุนทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องด้วย

 

 

‘สิทธิสุดท้าย’ แห่งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217264.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
'สิทธิสุดท้าย' แห่งชีวิต
'สิทธิสุดท้าย' แห่งชีวิต

‘สิทธิสุดท้าย’ แห่งชีวิต

 

 

                      เปิดแนวคิดสิทธิผู้ป่วยเลือกปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งผ่านมา 8 ปี แล้ว พบว่า มีคนไทยใช้สิทธิไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าว
                      ขณะเดียวกัน ในวงการแพทย์ยังมีข้อถกเถียง แพทย์จำนวนหนึ่งมองว่า กฎหมายฉบับนี้ ขัดจรรยาบรรณ และยังผลักภาระความรับผิดชอบมาให้แพทย์ โดยเฉพาะหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระสุดท้าย
                      ส่วนฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่า การแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วย จะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติได้ถูกต้อง มีหลักการ และไม่ทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะ “ฝืนก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง” สิทธิเลือกอยู่ สิทธิเลือกไป ใช้ได้แค่ไหน ดังนั้น รายการ คม ชัด ลึก ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ดิจิทัลช่อง 22  เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิทธิการตาย
                      คุณหญิงจํานงศรี หาญเจนลักษณ์ นักเขียนชื่อดังทั้งด้านธรรมะและหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวว่า ทำเพราะว่า ต้องการจะทำ และจากที่ได้คุยกับคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่า มีกฎหมายตัวนี้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมีอยู่แล้วก็ทำเสียเลย
                      จริงๆ แล้วตัวเองคิดมานานแล้ว เพราะในประสบการณ์ชีวิต พบกับความตายของคนที่รู้จัก ที่คิดว่า ไม่ถูกต้อง ที่เขาจะต้องทรมานอย่างนั้น หรือจะกล่าวว่า ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี ก็คงไม่ผิด
                      ผู้ป่วยมีท่อคาคออยู่เป็นเดือน มือ-เท้าถูกมัดไว้กับเตียง เพราะถ้าปล่อยผู้ป่วยก็จะพยายามดึงออก ทุกครั้งที่เข้าไปเยี่ยม เขาก็มองหน้าเรา น้ำตาคลอ เหมือนจะขอร้อง น้ำตาไหล และจะมีการกระตุ้นความดันตลอด ทุกครั้งที่ความดันตก เพราะหากหยุดกระตุ้น หัวใจไม่บีบตัว น้ำในร่างกายจะไหลย้อนเข้าไปท่วมปอด ผู้ป่วยคนนี้ อายุ 99 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา และตัวเองอยู่ในเหตุการณ์
                      ดิฉันเองทราบดีว่า ตัวเองก็จะถึงวันนั้น แต่ต้องการตายอย่างเป็นธรรมชาติถ้าทำได้ จึงได้เขียนหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาไว้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 โดยเป็นการเขียนก่อนที่อายุจะครบ 73 ปี 1 วัน โดยที่ขณะนั้นสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เพียงแต่ขณะนั้นจะต้องเข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดี ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องเล็ก แต่ก็ฉวยโอกาสนั้นทำขึ้น เพราะถือว่า สิทธิการตาย เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล
                      สำหรับหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษาที่ทำขึ้นนั้น เป็นการทำในขณะที่ร่างกายแข็งแรง สติ สัมปชัญญะ สมบูรณ์ มีการพูดคุยกับลูกๆ ทั้ง 4 คน และลูกทุกคนเข้าใจดี และเซ็นชื่อเป็นพยานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว หัวหน้าศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า คุณหญิงจำนงศรีถือเป็นคนแรกที่คิดจะทำเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่สุขภาพแข็งแรง เป็นคนที่ไม่ประมาทเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นการวางแผนของตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ
                      เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะผู้ป่วยหนักหลายรายที่เข้ารับการรักษาหลายครั้งหลายหน ก็เคยได้พูดคุยกัน เขาจะพูดเลยว่า รอบนี้พอแล้วนะ เพราะลองมาเยอะแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด เป็นไปตามขบวนการของโรค คนที่จะพูดอย่างนี้ได้ แสดงว่า เขาต้องเห็นภาพต่อไปในอนาคตแล้วว่าเขาจะต้องเจออะไร เขาจึงวางแผนการเดินทางของตัวเองได้
                      ตามปกติการจะให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่ว่า ขณะนั้นสภาวะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร รู้สึกตัวหรือไม่ หากผู้ป่วยอาการค่อนข้างหนัก พูดไม่ได้ ก็จะถามญาติว่า ผู้ป่วยเคยพูดอะไรไว้หรือไม่ ปกติผู้ป่วยเป็นคนอย่างไร สภาวะที่เคยป่วยเขาเคยตอบสนองอย่างไรบ้าง เคยแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา ไว้หรือไม่
                      จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้มีตามขึ้นมาจากเรื่องการแพทย์ ที่ค่อนข้างก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่งคนไข้หากจะเสียชีวิต ก็มีการเยื้อชีวิต โดยการใส่เครื่องช่วยหายใจได้ กระตุ้นหัวใจได้ ใส่ปอดใส่หัวใจเทียมได้ เมื่อทำมาถึงระดับหนึ่ง ก็รู้สึกว่า เป็นอะไรที่ทำแล้วมีแต่โทษไม่มีประโยชน์ ก็เลยมีการคิดกันว่า ใครจะตอบคำถามได้ดีที่สุด นั่นก็คือ คนไข้เองจะเป็นคนให้คำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่ญาติหรือหมอ
                      ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมารับการผ่าตัด แล้วก็กลับมาใหม่ หลังจากเข้ารับการผ่าตัดรอบสอง อาการก็ดีขึ้น หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งก็กลับมาใหม่ คราวนี้ก็จะมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า เขาไม่ขอที่จะยื้อชีวิต ขอที่จะคืนตัวเองสู่ธรรมชาติ ขอจากไปอย่างธรรมชาติ แต่หนังสือดังกล่าวของเขาเป็นการเขียนขึ้นจากความรู้สึก ไม่ใช่เขียนในลักษณะตามกฎหมาย ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่มีแบบฟอร์ม ปัจจุบันมีแบบฟอร์มให้แล้ว
                      การทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะคนไข้กับญาติได้มีการพูดคุยกันมาก่อน พอถึงภาวะนั้นญาติก็จะชัดเจน จากที่สังเกตก็คือ คนไข้จะได้รับการดูแลและมีการจากไปอย่างสงบกว่ามาก หากมีการเตรียมตัวอย่างนี้มาก่อน
                      ในกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า จะใช้เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตตน หมายถึงทางการแพทย์ก็ต้องพิจารณาว่า จริงๆ ตอนนี้เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว ก็เข้าเกณฑ์เหมาะสมทางการแพทย์แล้ว
                      พญ.ฉันทนา หมอกเจริญพงศ์ กรรมการสมาคมบริบาลระยะท้าย กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันในวงการแพทย์ มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จริงๆ แล้วตามกฎหมายที่ว่าไว้ แพทย์สามารถปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้ป่วยได้เขียนแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ตอนที่เขายังมีสติ สัมปชัญญะ ครบถ้วน และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเขาเอง
                      เราต้องมองว่า คุณหมอเป็นผู้ให้บริการ คนไข้ ญาติ เป็นผู้รับบริการ กฎหมายที่ออกมาเพื่อตอบความต้องการของผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ ว่า ถ้าในเมื่อเรารู้แล้วว่า เป็นโรคที่รักษาแล้วไม่หาย ถึงแม้ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ไปไกล สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ระยะหนึ่งก็ตาม แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องทุกข์ทรมาน คนที่เป็นญาติก็ทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย
                      จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ดี เพื่อที่จะให้ผู้รับบริการกับผู้ให้บริการ คุยตรงกัน ความต้องการของทั้งสองฝ่าย และวางแผนร่วมกัน ระหว่างคนไข้ หมอ และ ญาติ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจของหมอเท่านั้น หรือญาติเท่านั้น แต่จะเป็นการพูดคุยร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน
                      ในแง่กฎหมายมองย้อนกลับไป สิทธิผู้ป่วยฉบับล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฉบับก่อนหน้านี้ก็ระบุชัดเจนว่า ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาพยาบาลมีสิทธิได้รับข้อมูลที่เป็นจริง และเพียงพอเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การตรวจรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน

 

ชู’รู้ทันคนโกง’ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217212.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
ชู'รู้ทันคนโกง'ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

ชู’รู้ทันคนโกง’ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

                วันที่ 21 พ.ย.2558 เป็นวันเลือกตั้งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด ซึ่งผู้สมัคร 2 คนด้วยกันในจำนวนนั้นมีนายวัชระ ตราบดี อดีตรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายวัชระได้ใช้สโลแกนในการชิงชัยคือ”สหกรณ์อยู่ได้ สมาชิกอยู่รอด ทำงานร่วมกัน รู้ทันคนโกง” และมีนโยบายในการบริหารงานหากได้รับการเลือกตั้งคือ ปรับโฉมใหม่การให้บริการสมาชิก สะดวก รวดเร็ว ประทับใจ  ติดตามทวงหนี้แชร์ลอตเตอรี่กลับคืนมา ยึดทรัพย์ กลับคืนมาโดยเร็ว ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และพร้อมลดดอกเบี้ยให้สมาชิกตามสภาวะด้านการเงินทุกระยะ พักชำระหนี้ ประนอมหนี้ให้สมาชิกที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

พร้อมทั้งนายวัชระจะเน้นความมั่นคงของสหกรณ์และพร้อมอยู่เคียงสมาชิก สู้วิกฤตไม่คิดหนี มุ่งพัฒนาสหกรณ์ครู สู่การพึ่งตนเอง  บริหารงานด้วยองค์คณะบุคคลที่มีประสบการณ์โปร่งใส ใจสะอาด จัดบริษัทค้ำประกันผู้ค้ำเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้การกู้เงินไม่ให้เดือดร้อนแก่ผู้ค้ำ จัดตั้งคณะตรวจสอบภายในจากบุคคลที่มีประสบการณ์เพื่อป้องกันการคอร์รับชั่น

มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217198.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง
มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง

มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตนักปฏิบัติสายช่าง : ชุลีพร อร่ามเนตร

 

 

            “2 ปีที่ผ่านมา พยายามส่งเสริม สนับสนุนให้อาจารย์มุ่งการทำงานวิจัย ที่เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ตอบสนองพัฒนาชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ เพราะงานวิจัยจะช่วยส่งเสริมต่อยอดความรู้ให้อาจารย์ และนักศึกษา โดยให้อาจารย์ไปทำงานวิจัย ฝังตัวในสถานประกอบการ 1 ปี เพื่อให้ได้ประสบการณ์ และโจทย์ปัญหาจากภาคอุตสาหกรรมมาทำงานวิจัย รวมถึงนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

ขณะนี้มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence : COE) 13 ศูนย์ ได้แก่ 1.ศูนย์ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม 2.ศูนย์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลอัตโนมัติ 3.ศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี 4.ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพและนาโน 5.ศูนย์บริการวิชาการภาษาอังกฤษ 5.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 6.ศูนย์บริการวิชาการอุตสาหกรรม SMEs 7.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 8.ศูนย์โรงพิมพ์ 9.ศูนย์คหกรรมครบวงจร 10.ศูนย์ทรัพยากรสื่อ 11.ศูนย์พลังงานสะอาด

12.ศูนย์บริการสุขภาพแพทย์แผนไทย และ 13.ศูนย์วิจัยสี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังวางแผนในการจัดตั้งศูนย์เพิ่มตามความต้องการของคณะต่างๆ รวมอีก 10 ศูนย์ เป็น 23 ศูนย์ ภายในเดือนตุลาคม 2559 โดยทุกศูนย์จะเป็นการสร้างนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ อีก 2 ปีข้างหน้า มทร.ธัญบุรี มุ่งมีอาจารย์ นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ก่อให้เกิดความเป็นเลิศในด้านต่างๆ บูรณาการทุกสาขา คณะ ศาสตร์เข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน อาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาเอก ต้องทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจกท์ของรัฐบาล หรือการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (กลุ่มคลัสเตอร์) ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านพลังงาน 2.มีเดียเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที 4.แฟชั่นและสิ่งทอ 5.อาหาร และ 6.ออโตเมชั่นและควบคุมเพื่อผลิตงานวิจัยแบบบูรณาการ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ประเทศ ภายใต้การทำงานวิจัยร่วมกันของอาจารย์แต่ละคณะ สาขาทั้งในและต่างมหาวิทยาลัย

รวมถึงนักวิจัยต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยจัดสรรงบวิจัย ปี 2559 ประมาณ 80 กว่าล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนางานวิจัยในสาขาต่างๆ โดยพุ่งเป้าไปในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมเขตตะวันออก ได้แก่ จ.ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี และอรัญประเทศ เพราะเป็นเศรษฐกิจพิเศษ โดยขอใช้จากราชพัสดุ 500 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาเฉพาะทาง เป็นเป้าหมายในการเชื่อมโยงพื้นที่ ทำงานวิจัย มุ่งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต้องทำการปรับการเรียนการสอน หลักสูตร และงานวิจัยมุ่งเน้นวิชาพื้นฐาน และวิชาชีพให้เข้มข้น โดยที่ผู้เรียน อาจารย์ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสามารถรู้จักประยุกต์เข้าด้วยกันได้  สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ คือแรงงาน และงานวิจัย มหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นแก่ตัวอาจารย์ และนักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสายอาชีพว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุ และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนการสอน การทำวิจัย เพื่อฝึกให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เล่าอีกว่า เมกะโปรเจกท์ที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ แต่เป็นศาสตร์บนพื้นฐานเดิมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยี คลัสเตอร์ต่างๆ ต่อยอดจากเรื่องเดิม เช่น พัฒนาเรื่องอาหาร จากตอนนี้เป็นการแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพก็อาจจะใช้ระบบนาโน หรือกระบวนการที่ใช้ระบบเครื่องจักร

nbsp;     ส่วนเรื่องพลังงาน ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ชีวมวล อนาคตอาจแปรพลังงานมาจากพืชพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็เป็นการต่อยอดพัฒนาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นอกจากผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มาผลิตชิ้นส่วนรถไฟเพิ่มขึ้น การพัฒนาด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ต้องเรียนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะมุ่งการเรียนใช้ซอฟต์แวร์แบบบบูรณาการมากขึ้น ฯลฯ

“ทุกงานวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน มีการเชื่อมโยงงานวิจัย มาบูรณาการ ครูอาจารย์จะเป็นผู้กระตุ้น เสนอแนะการเรียนการสอนให้แก่เด็ก และเป็นนักวิชาการ นักวิจัยประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ ได้จริง เด็กรู้พื้นฐานศาสตร์ทุกศาสตร์จากการเรียนรู้งานวิจัย รู้จักคาดการณ์ในอนาคต และรู้ลึกศาสตร์ของตนเองที่เลือกเรียน เพราะมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่บริการวิชาการ และพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม ผลิตสิ่งประดิษฐ์ อันนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ รากฐานในการพัฒนาประเทศ และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลก” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

2คนไทยบุคคลสำคัญของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217176.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
2คนไทยบุคคลสำคัญของโลก

‘ดาว์พงษ์’ เผย ‘ยูเนสโก’ มีมติประกาศยกย่อง 2 บุคคลของไทย ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์ – หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล’ เป็นบุคคลสำคัญของโลก

                      19 พ.ย. 58  พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลสำคัญ / เหตุการณ์สำคัญของโลก ปี 2016 – 2017 ในระหว่างการประชุมสมัยสามัญยูเนสโก ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 3 – 18 พฤศจิกายน 2558 ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เสนอชื่อบุคคลสำคัญ จำนวน 2 ราย เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญ ดังนี้
                      1) ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านการศึกษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ในวันที่ 9 มีนาคม 2559
                      2) เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านการศึกษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ในปี 2560
                      การประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกในครั้งนี้ ได้นำข้อมติของคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก เรื่อง การฉลองบุคคลสำคัญที่มีผลงานดีเด่นและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับรองก่อนประกาศเป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่า ยูเนสโกได้มีมติให้ประกาศยกย่องบุคคลสำคัญของไทยทั้ง 2 รายดังกล่าว เป็นบุคคลสำคัญของโลก และร่วมเฉลิมฉลอง ในปี 2016 – 2017
                      ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาตามคุณสมบัติในการคัดเลือกทุกประการ กล่าวคือ การฉลองครบรอบเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เสนอจะต้องเป็นแบบอย่างอันดีเลิศที่แสดงออกอย่างชัดเจนในเรื่องของการส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีของมวลมนุษย์ตามสาขาหลักของยูเนสโก คือ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชน และการเฉลิมฉลองต้องครบรอบ 50 ปี 100 ปี หรือ ทุกๆ 50 ปี โดยต้องสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นแบบอย่าง ความมีคุณค่า และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจในระดับโลก หรืออย่างน้อยในระดับภูมิภาค
                      รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2505 ถึงปี 2558 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องและร่วมฉลองบุคคลสำคัญ / เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ของไทยรวม 26 รายการ อาทิ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2539 ฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ฉลองวันเกิดครบรอบ 100 ปี ของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในวันที่ 24 ตุลาคม 2546 การฉลองครบรอบชาตกาล 100 ปี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในวันที่ 20 เมษายน 2554 การฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชนและการศึกษาด้านวัฒธรรมในปี 2558 เป็นต้น
                      ทั้งนี้ ยูเนสโกได้ประกาศให้ประชาคมโลกร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นการเชิดชูเกียรติคุณบุคคลสำคัญของประเทศสมาชิกที่มีความโดดเด่นเป็นแบบอย่างที่ดีงามในด้านต่างๆ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการจัดงานเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญดังกล่าวต่อไป

เสนอ’ดาว์พงษ์’ทบทวน’ผูกขาดตำรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217168.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
เสนอ'ดาว์พงษ์'ทบทวน'ผูกขาดตำรา'

สมาคมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา เผย ผลกระทบจากนโยบายให้ สพฐ.จัดซื้อหนังสือ 4 รายวิชาโดยตรง เสนอ ‘ดาว์พงษ์’ ทบทวน ‘ผูกขาดตำรา’

                      หลังจากกลายเป็นเรื่องสั่นสะเทือนไปทั่ววงการพิมพ์ตำราแบบเรียน เมื่อนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้า (อค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัด สพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จาก อค.แทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน โดยอ้างว่าเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกัน และแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า
                      ล่าสุด วันนี้ (19 พ.ค.) สมาคมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา เผย ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอข้อมูลเพื่อตอบประเด็นปัญหาต่างๆ ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอีกครั้ง
ใบปลิวว่อนต่อต้ายยึดครองสพฐ.
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใบปลิวบันทึกข้อความ เรื่องแถลงการณ์การรวมพลังเรียกร้องความเป็นธรรม และต่อต้านกลุ่มกระบวนการยึดครอง สพฐ.ที่ชั่วร้าย ถึงแกนนำและพี่น้องผู้เป็นกำลังสำคัญของ สพฐ.โดยใบปลิวดังกล่าวถูกพบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขณะเดียวกันยังมีการถ่ายภาพและส่งต่อผ่านโปรแกรมไลน์ (Line) ของข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วย โดยบันทึกข้อความดังกล่าวมีใจความสำคัญระบุว่า ขณะนี้มีกลุ่มกระบวนการยึดครอง สพฐ.ที่ชั่วร้าย อาศัยจังหวะที่ทหารมีอำนาจเข้ามาเสียบตำแหน่งสำคัญใน สพฐ. โดยคนที่มีศักยภาพใน สพฐ.ไม่ได้รับการแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว และมีการแต่งตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษแบบแท็กทีมมากินเงินหลวง นอนโรงแรมและคอรัปชั่นส์อย่างไม่ละอายใจ
                      นอกจากนี้ ในใบปลิวยังระบุด้วยว่าการทำงานในระดับชาติไม่ง่าย วิสัยทัศน์ของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา และผอ.สถานศึกษาแคบเกินกว่าที่จะทำงานใหญ่ระดับชาติ ขาดความเชี่ยวชาญ ถึงเวลาที่ต้องรวมตัวต่อต้านการตั้งคนข้ามหัวโดยไม่ได้ดูศักยภาพ เพื่อให้กระบวนการชั่วร้ายที่ยึดครอง สพฐ.ได้รู้สำนึกและเกิดยางอาย ไม่กล้าทำอะไรโดยไม่เกรงใจคน สพฐ. โดยนัดแสดงพลังต่อต้านด้วยการนัดหยุดงานพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ ในใบปลิวดังกล่าวได้ระบุชื่อคนที่ถูกอ้างว่าเป็นประธานและรองประธานแกนนำ พร้อมทั้งผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามาทำงานใน สพฐ.ด้วย
                      นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ได้อ่านใบปลิวดังกล่าวแล้ว แต่ไม่รู้ว่าต้องการอะไรเพราะบรรยากาศการทำงานของ สพฐ.ก็ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นการสร้างสถานการณ์มากกว่า เพราะผู้ถูกแอบอ้างชื่อก็มาขอโทษตน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เชื่อว่าใบปลิวอาจจะมีสาเหตุจากการที่ตนให้ นายชลำ อรรถธรรม ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ภูเก็ต มารักษาราชการในตำแหน่ง ผอ.สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) ซึ่งอาจมีคนไม่พอใจ แต่ก็อยากถามว่า ผอ.เขตพื้นที่ฯเป็นคน สพฐ.หรือเปล่า การมองว่าเข้ามายึดครอง สพฐ. ตนมองว่าเป็นเรื่องตลก
                      ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนได้อ่านใบปลิวดังกล่าวแล้ว คงต้องดูก่อนว่าใบปลิวที่เผยแพร่ออกมามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะจะให้เชื่อข้อมูลจากใบปลิวทั้งหมดคงไม่ได้ และไม่ทราบว่าผู้ที่นำมาเผยแพร่มีจุดประสงค์จะสื่อสารข้อมูลถึงใคร หากต้องการจะสื่อสารมาถึงตัว รมว.ศึกษาธิการ ก็ขอให้ส่งเรื่องมาถึงตนโดยตรงได้เลยตนพร้อมจะตรวจสอบให้และเป็นความลับอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนไม่มีนอกมีในกับใครทั้งสิ้นข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการตนก็ยังรู้จักไม่หมดทุกคนด้วย
                      ส่วนที่มีการระบุว่าการแต่งตั้งข้าราชการใน สพฐ.ไม่เหมาะสมมีการข้ามหัวและได้คนไม่มีศักยภาพนั้น เรื่องนี้ตนให้อำนาจผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในการพิจารณาแต่งตั้งอยู่แล้วและตนก็ไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว แต่ดูตามผลงานที่สามารถจะทำงานในตำแหน่งนั้นๆ อย่างกรณีของนายพะโยม ชิณวงศ์ ที่ตั้งเป็นรองเลขาธิการ กพฐ. ตนก็สอบถามทั้ง เลขาธิการ กพฐ. และปลัด ศธ.ดังนั้น เมื่อเลือกบุคคลนั้นมาดำรงตำแหน่งแล้วจะถูกจะผิดคนที่คัดเลือกมาก็ต้องรับผิดชอบ แม้กระทั่งการแต่งตั้งระดับเลขาธิการองค์กรหลัก หรือแม้แต่ นายการุณ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ตนก็พร้อมจะรับผิดชอบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนที่จะมีการนัดหยุดงานในวันที่ 11 ธ.ค.นั้น เป็นข้าราชการมีผู้บังคับบัญชาหากมีอะไรก็ควรมาพูดคุยกัน ไม่ใช่ทำอะไรตามความรู้สึก