‘ชุกรอน’สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217149.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
'ชุกรอน'สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘ชุกรอน’สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

             “ผมไม่เคยแยกศาสนากับเทคโนโลยี เพราะศาสนาครอบคลุมทุกๆ ด้าน ยิ่งปัจจุบันโลกพัฒนาไปไกล เราก็ยิ่งต้องศึกษาใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์มากที่สุด”

การศึกษาด้านศาสนา ไม่ได้หมายความว่า จบออกมาแล้วต้องเป็นครูสอนศาสนาเท่านั้น หากแต่เป็นได้มากกว่านั้น แม้จะไม่มีหลักสูตรวิชาในสายศาสนาก็ตาม เพราะอิสลามสนับสนุนให้ศึกษาไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น การศึกษาในศาสนาอิสลามไม่เคยบังคับหรือขีดเส้นบังคับห้ามการเรียนรู้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเข้าใจคำสอนของศาสนาอิสลามให้อยู่ในเส้นเลือดเสียก่อน เพราะนั่นคือ เกราะป้องกันภัยต่างๆ ที่แอบแฝงมากับสังคม ความคิด และการเป็นคนที่คิดว่าตัวเองเหนือใคร “ชุกรอน หะยีหะมะ กล่าว

ชุกรอน เป็นนักศึกษาธรรมดา บ้านๆ คนหนึ่ง หนึ่งในบัณฑิตใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยศาสนาชื่อดังของโลก อัลอัซฮัร ปีนี้ 2558 เป็นมือโปรภ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ ทำคลิป เล่าเรื่องราวด้วยภาพเคลื่อนไหว และเป็นนักกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เขาคือนักศึกษาตัวอย่างที่น่าจับตาและน่าเอาเป็นแบบอย่างเป็นคน จ.ยะลา มีพี่น้อง 7 คน เป็นคนที่ 3 เป็นลูกของนายอับดุลเลาะ กับ นางรอซีดะ หะยีหะมะ มีอาชีพทำสวน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายจากโรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา จ.ยะลา ทั้งสายสามัญและศาสนาควบคู่

ชุกรอน เล่าว่า พ่ออยากให้ลูกได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ตามความฝันของพ่อสมัยเด็กๆ เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ชุกรอนทำความฝันของพ่อให้เป็นจริง ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นสอบติดสายสามัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาวิชาที่ตัวเองชอบ คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ ศาสตร์ที่เรียนรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์ แต่เมื่อมาศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองโลกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาที่เป็นกลางสากล และยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตหลายๆ ด้าน และที่สำคัญทำให้มองเห็นสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในตะวันออกกลางได้อย่างชัดเจน การมาใช้ชีวิตในอียิปต์เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและภูมิใจที่สุด

ชุกรอนเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย คือการเป็นตากล้องซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก โดยที่ไม่เคยมีพื้นฐานในการถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอมาก่อน แต่ด้วยกับสิ่งที่ชอบและรัก จึงหาทางที่จะศึกษาเรียนรู้การถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอด้วยตัวเอง ผ่านอินเทอร์เน็ต ยูทูบ และสอบถามเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ พร้อมกับการมีโอกาสเข้าร่วมทำงานกับสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ซึ่งหน้าที่หลักคือเป็นช่างภาพประจำสมาคม ยิ่งทำให้ต้องยิ่งศึกษาและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ในด้านนี้ การถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอ เป็นสื่อช่องทางหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้สึก บอกเล่าเรื่องราว แบ่งปันเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดทัศนคติของคนดูได้ ผมจึงมองว่ามันมีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

“ส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่ตัวเองชอบ เรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งการเรียนเช่น ทำงานสมาคม เล่นเวสป้า ขายนาฬิกา ท่องเที่ยว ถ่ายทำวิดีโอ ทำขนมขาย ช่วยดำเนินการสมัครเรียนให้น้องใหม่ สิ่งที่ทำทั้้งหมดไม่เป็นอุปสรรคในการเรียน อยู่ที่แบ่งเวลาให้เป็น อีกอย่างได้ตั้งกฎให้ตัวเองว่า ยิ่งถ้าเราหาประสบการณ์นอกห้องเรียนมากเท่าใด เราก็ต้องให้เวลากับหนังสือมากเท่านั้น พร้อมกับตั้งความหวังการเรียนให้สูงสุด”

ชุกรอน ทิ้งท้ายให้แก่น้องๆ ว่า ตั้งเป้าหมายการเรียนให้ประสบความสำเร็จ ขยันเรียน อดทน คบหาเพื่อนที่ดี ขอคำแนะนำการใช้ชีวิตจากผู้ที่มีประสบการณ์ ทำในสิ่งที่ชอบ เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียนให้ได้มากที่สุด นักศึกษาศาสนามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ยังมีอีกหลายคนที่เก่ง มีความสามารถที่ไม่มีสอนในสาขาที่เรียน แต่พวกเขาทำได้ดี จริงอยู่เรียนมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร หรือนักศึกษาที่มาอยู่ที่อียิปต์ มีเวลาว่างมาก แต่ว่างอย่างมีคุณภาพสำหรับนักศึกษาที่รู้จักตัวเองดี !!!

แนะยกระดับเด็กไทย’คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217158.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
แนะยกระดับเด็กไทย'คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง'

แนะยกระดับเด็กไทย’คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง’ : เกญกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยภาพ

            เมื่อเร็วๆ นี้สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โดย “มร.มาร์ค เคนท์” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ร่วมกับบริติช เคานซิลประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “บทบาทการศึกษาและนวัตกรรมที่มีต่ออนาคตประเทศไทย” เชิญวิทยากรทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภาคเอกชนไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนมิตรภาพอันดีในความร่วมมือเพื่อสนับสนุนทางการศึกษาระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทยที่เข้มแข็งและหลากหลาย

…บรรยากาศในวงเสวนา เริ่มที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” กล่าวถึงบทบาทในการบริหารการศึกษาของ ศธ.ว่า เมื่อดูจากโรดแม็พพัฒนาประเทศของรัฐบาลจะเหลือเวลาอีกประมาณ 18 เดือน ในการทำงาน ดังนั้นต้องเจาะจงเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เด็กไทยคิดอย่างมีเหตุมีผลรู้จักการคิดวิเคราะห์ ซึ่งวางไว้ 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรก การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา และสอง การนำระบบการประเมินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการศึกษา

“ในปี 2559 ศธ.จะเริ่มนำร่องข้อสอบอัตนัย 20% ในการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วิชาภาษาไทยระดับ ป.6 ขณะเดียวกัน มีนโยบายยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีมาตรฐาน ให้เด็กมีทักษะถูกต้องและใช้งานได้จริง โดยดึงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตรและกำลังทำแคมเปญดึงศิลปินดารานักแสดงที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดจูงใจนักเรียนหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมถึงจะคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ 10 แห่งจากทั่วประเทศ ในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและอบรมพัฒนาครูไทย 500 คน ให้มีทักษะความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างมีมาตรฐานและเป็นแกนนำขยายผลไปสู่ครูไทยอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาครูชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความจะยกเลิกการจ้าง แต่เพื่อให้ครูได้พัฒนาตนอย่างยั่งยืนและประหยัดงบประมาณ” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ

ส่วนทัศนะของภาคเอกชน ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าไทย มองว่า ระบบการศึกษาของไทยยังผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและมุ่งเน้นการศึกษาเพื่อสร้างความรู้ แต่ไม่เน้นการสอนให้เด็กรู้จักสร้างกระบวนการคิด ทั้งคิดริเริ่มคิดสร้างสรรค์ทำให้เด็กคิดไม่เป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมสังคมไทยที่เน้นฟังคำสั่งเช่น ฟังคำสั่งพ่อแม่ มาโรงเรียนก็ต้องฟังคำสั่งครู เป็นต้น ดังนั้น ถ้ายังไม่เปลี่ยนแนวคิดหรือวิธีการเรียนการสอนในโรงเรียนให้เด็กรู้จักคิดต่อไปเราจะไม่มีคนทำงานที่มีปัญญาที่พร้อมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก รวมถึงเทคโนโลยีและไม่มีคนที่จะมาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ กลายเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

เช่นเดียวกับ นางเฮเธอร์ สุขเกษม กรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชียใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง บริษัทโอซีเอสกรุ๊ป บอกว่า ในองค์กรของตนมีการจ้างแรงงานไทยประมาณ 2.8 หมื่นคน จากประสบการณ์พบว่าคนไทยยังขาดทักษะเรื่องการคิดวิเคราะห์ ขาดภาวะผู้นำ ที่สำคัญขาดทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อการสื่อสารและอีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภาษาและทักษะในวิชาชีพ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้นมองว่าประเทศไทยการศึกษาไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับในเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคในการแข่งขันเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน

สอดคล้องกับ มร.ไซม่อน แลนดี้ รองประธานหอการค้าอังกฤษประจำประเทศไทย ระบุว่า อยากเห็นแรงงานไทยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และมองว่าการพัฒนาผู้เรียนควรต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มากกว่าจะส่งเสริมให้มากๆ ในเด็กที่โตแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ ขณะเดียวกันอยากให้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านทักษะอาชีพและสถานศึกษาต่างๆ ควรให้พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น เพราะปัจจุบันสถานศึกษาของไทยยังคงทำตามคำสั่ง ขาดการมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่ ศธ.หันมาให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริติช เคานซิล สถานทูตอังกฤษ ก็จะเป็นอีกทางลัดหนึ่งในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ

รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ’สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217093.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ'สมเด็จพระสังฆราช'

รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ’สมเด็จพระสังฆราช’ : ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

           กว่า 6 ครั้ง ที่สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้น้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครั้งที่ 1 ความสุขในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 สัตบุษ พุทธชาด ครั้งที่ 3 บุปผชาติพิไล น้อมถวาย ครั้งที่ 4 พวงมาลาน้อมสำนึก ครั้งที่ 5 มาลี วิวัตร ครั้งที่ 6 พานพุ่มน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

โดยคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ มทร. ธัญบุรี ประดิษฐ์พานพุ่มน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ เนื่องในวาระครบ 102 ปี นับแต่ประสูติกาล และครบ 2 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์

“วินัย ตาระเวช” อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า พานพุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ ความสูงขนาด 3 เมตร มีความหมายแทนพระรัตนตรัย คือแก้วอันประเสริฐสามประการ และเป็นเลขวันประสูติในสมเด็จพระสังฆราช ความกว้างพานพุ่ม 121 เซนติเมตร มีความหมายแทนพระชันษา 100 ปี กับ 21 วัน ที่ทรงเป็นหลักชัยในพระพุทธศาสนา รูปแบบของพานพุ่มเป็นรูปดอกบัวสัญลักษณ์แทนพระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีต ฐานของพานพุ่มจัดทำเป็นรูปกลีบบัวคว่ำ บัวหงาย เรียงชิดติดกันเป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพระองค์ท่าน

ตรงกลางพุ่มประดับอักษรพระนาม “ญ ส ส” แวดล้อมด้วยดอกไม้สีขาวฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์แทนพระจริยวัตรที่สะอาด บริสุทธิ์ ประเสริฐ และสีฟ้าเป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันประสูติในพระองค์ ยอดพุ่มประดิษฐ์เป็นกลีบบัวคว่ำ บัวหงายเรียงชิดติดกันเป็นฐานเหนือบัวเป็นรูปช้างอันมีความหมายแทนพระสกุล “คชวัตร” บนเศียรช้างมีพานพุ่มสักการะเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาเนื่องในโอกาสพิเศษยิ่ง ซึ่งใช้ระยะเวลา 1 เดือน ในการประดิษฐ์ ใช้วัสดุอุปกรณ์เป็นกลีบดอกไม้ประดิษฐ์และประกอบตกแต่งด้วย เพชร ลูกปัด กากเพชร รวม 3 ล้านชิ้น

“เฟรม” อดิศักดิ์ ดิษฐ์เจริญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) เล่าว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อระลึกน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องจากได้มีโอกาสช่วยอาจารย์จัดดอกไม้หน้าพระโกศ และช่วยรังสรรค์พวงมาลาเมื่อวาระครบ 1 ปีสิ้นพระชนม์ ทุกครั้งที่ได้เข้ามาในวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสิ่งที่ภูมิใจมาก ได้ช่วยงานวัด และช่วยอาจารย์จัดดอกไม้ น้อยคนที่จะได้ทำแบบนี้ แต่ละครั้งอาจารย์จะมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป จะได้เทคนิคความรู้กลับไปทุกครั้ง เช่นครั้งนี้ ได้รับความรู้ในส่วนของการไล่สี ย้อมสีของกลีบดอกไม้ ทุกครั้งที่ช่วยงานอาจารย์ จะตั้งใจและมีสติกับงานนั้น

“นภ” นภดล เอกบัว นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) เล่าว่า รับผิดชอบในส่วนของประดิษฐ์กลีบดอกไม้ตรงอักษรพระนาม “ญ ส ส” ถือเป็นจุดเด่นของพานพุ่ม โดยดอกไม้ประดิษฐ์ประดับด้วยเพชร กากเพชร ทุกครั้งที่มีงาน ช่วยงานอาจารย์ทุกครั้ง เพราะว่า งานของอาจารย์เป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียด ต้องมีความอดทนกว่าที่จะประดิษฐ์พานพุ่มขึ้นมาได้ ต้องช่วยกันเรียงกลีบ ไล่สี ภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่านทรงมีพระเมตตา พระกรุณา ระหว่างที่จัดดอกไม้ที่วัด ได้มีโอกาสอ่านหนังสือคำสั่งสอนของท่าน ซึ่งคำสอนเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

“บีม” ชลิตา ทองอ่อน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เล่าว่า ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ เป็นเกียรติกับครอบครัวตนเอง นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ในงานจริง หน้าที่ของชาวพุทธที่ดี ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอาจารย์ เพื่อน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ เนื่องในวาระครบ 102 ปีนับแต่ประสูติกาล และครบ 2 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ และได้รับความรู้ฝึกงานฝีมือเทคนิคใหม่ๆ

เฟรชชี่ “แหนม” ดนัย คำนิล เล่าว่า เป็นงานใหญ่งานแรกที่ได้เข้าร่วมกับทางสาขาวิชา โดยมีหน้าที่เย็บคอม้า เย็บกระทง และเอาใบไม้ประดิษฐ์มาทำเป็นดอกจำปี ภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้มีโอกาสได้ทำถือว่าเป็นเกียรติกับครอบครัว สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระกรุณา ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคนไทยที่ได้ร่วมระลึกถึงพระองค์ท่าน

ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217092.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว

ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน

          ในงาน เจแปน คอนเทสต์ โชว์เคส 2015 หรืองานตลาดอุตสาหกรรมสารัตถะญี่ปุ่น และ งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 28 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้เจรจากับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และผู้บริหารกองทุนคูล เจแปน ฟันด์ ของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในนโยบายคูล เจแปน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นอัดฉีดเงินกว่า 3.75 หมื่นล้านเยน เข้ากองทุนดังกล่าว สำหรับจัดทำสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นในต่างประเทศ

นี่เป็น ผลประโยชน์ติดมือกลับบ้าน ที่ได้จากการเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ ยังไม่รวมถึงการที่ภาพยนตร์เรื่อง มหาสมุทรกับสุสาน Island and The Funeral โดย พิมพกา ตีระ  ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง คว้ารางวัล เบสต์ อาเซียน ฟิล์ม อวอร์ดส จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ทั้งหมดนี้จะมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสารัตถะในไทย ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายแท้จริงของการที่กระทรวงวัฒนธรรมส่งเสริมให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่างๆ

งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว เป็น 1 ใน 3 เทศกาลภาพยนตร์ของอาเซียนที่กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนให้เอกชนผู้สร้างภาพยนตร์ในไทยเข้าร่วม นั่น คือ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง โดยฮ่องกงเป็นตลาดใหญ่สุดของภูมิภาคนี้

โดยปกติ ก่อนที่เทศกาลภาพยนตร์จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ จะเปิดตัวด้วยตลาดขายหนัง ผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศต่างๆ จะคัดเลือก ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือ เปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่เพื่อหาผู้ร่วมทุนสร้าง ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว และภาพยนตร์แอนิเมชั่นหลายเรื่องของญี่ปุ่นเปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่ที่น่าสนใจเพื่อหาผู้อุปการคุณ

ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมจองบูธ ให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยนำของ ไปขายเช่นกัน โดยในปีนี้บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด หรือ จีทีเอช(ปิด) และบริษัท พระเกศฟิล์ม จำกัด ตอบรับไปออกบูธกับกระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่ขาใหญ่อย่างสหมงคลฟิล์มไปออกบูธเอง พร้อมนำหนังดังอย่าง อาบัติ ไปวางขาย ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ซื้อจากไทยไปช็อปปิ้งภาพยนตร์และหนังถึง 38 ราย ส่วนใหญ่เป็นทีวีดิจิทัลไปช็อปปิ้งคอนเทนต์มาใส่ในช่องของตัวเอง

ขาประจำ ที่จับจองพื้นที่มหาศาลในเทศกาลภาพยนตร์เกือบทุกงาน คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์จากเกาหลี ซึ่งมักจะควงคู่ไปกับ Kofic หน่วยงานรัฐบาลที่ทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่มาพร้อมบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ให้บริการเกี่ยวกับการจัดหาโลเกชั่น และบริการอื่นๆ อุปกรณ์สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ในเกาหลีใต้ด้วย

วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และรักษาการรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะของกระทรวงวัฒนธรรมเข้าร่วมงาน เจแปน คอนเทนต์ โชว์เคส 2015 บอกว่า แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์มาก เพราะไม่ได้หมายถึงการขายภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับการขายโลเกชั่น และบริการด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ แน่นอนกองถ่ายจากต่างประเทศ ต้องมาเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และใช้บริการจากบริษัทในท้องถิ่น ทั้งหมดนี้ สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล

ไม่ได้เฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ ภาพยนตร์ ยังมีผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวในประเทศด้วย ญี่ปุ่นกับนโยบายคูล เจแปน เป็นหลักฐานชี้แจงความจริงนี้ได้เป็นอย่างดี ระยะหลัง ญี่ปุ่นถูกเกาหลีใต้แย่งพื้นที่ไปหลายอย่าง กระแสเคป๊อปทำให้ยอดส่งออกสินค้าเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร นำท่องเที่ยวมาทัวร์ตามรอยซีรีส์ดัง ขณะที่ยอดขายสินค้าทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นลดลง

รัฐบาลญี่ปุ่น จึงจัดตั้งกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” ซึ่งมาพร้อมนโยบาย “คูล เจแปน” เป็นส่วนหนึ่งของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสารัตถะเพื่อเผยแพร่ความนิยมญี่ปุ่นในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าหมายสำคัญๆ เช่น เพิ่มยอดการส่งออกอาหารญี่ปุ่นเป็น 1 ล้านล้านเยนต่อปีภายในปี 2563 ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรเงินให้กว่า 3.75 หมื่นล้านเยนเข้ากองทุนดังกล่าว ที่สำคัญ กองทุนเปิดรับภาคเอกชนและหน่วยงานเข้าร่วมโครงการในลักษณะร่วมทุนเพื่อทำงานเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นไปประเทศต่างๆ

วิมลลักษณ์ บอกว่า ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่โตเกียว กระทรวงวัฒนธรรมได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และผู้บริหารกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ร่วมโครงการกับกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” โดยร่วมกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ทำรายการเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นออกอากาศในไทย ขณะเดียวกันอาจมีการผสมผสานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยจะเจรจาทำความตกลง(เอ็มโอยู)กับรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้

วิมลลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการทั้งหมด ก็เพื่อสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและอุตสาหกรรมสารัตถะในไทยให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น ยังนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้นในอีกหลายทาง ทั้งการขายตัวหนังเอง หรือการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หนังอาเซียน จะมาเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของไทย อยากให้ไทย เป็นพี่ใหญ่ของตลาดนี้

 

นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์เข็มเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217073.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์เข็มเดียว

นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์ในเข็มเดียว ขณะที่สกว.ชูผลงานวิจัยเชิงพื้นที่‘ลานสกาโมเดล’ระบบเฝ้าระวัง

           เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558 ศ.นพ.สุธี ยกส้าน หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ว่า ที่มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเมื่อปี 2552 แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมจึงได้มอบสิทธิในการผลิตภาคอุสาหกรรมให้กับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้สำหรับวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่ได้ก่อโรค แต่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกัน ขณะนี้ผ่านการทดลองในลิงแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ 100% ในทุกสายพันธุ์ ภายในเข็มเดียว โดยคุ้มกันจะเกิดขึ้นภายใน 14 – 28 วัน และมีภูมิคุ้มกันยาวนานประมาณ 5-10 ปี

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยในคน เริ่มดำเนินการในปี 2559 โดยแบ่งออกเป็น 3 เฟส คือ เฟสแรกจะทดลองในเทศออสเตรเลีย กลุ่มตัวอย่าง 20-50 คน ใช้เวลา 1 ปี เฟสที่ 2 ทดลองฉีดในคนไทย เพราะมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกมาตลอด โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100-400 คน ใช้เวลาในการศึกษา 2 ปี และเฟสที่ 3 ดำเนินการในประเทศไทยเช่นเดียวกัน โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี จึงคาดว่าน่าเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า”นพ.สุธี กล่าว

ด้านรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้อาการโดยรวมของปอ ทฤษฎี ยังเหมือนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีการให้รายละเอียดของอาการเกี่ยวกับปอด ไต หัวใจแต่ไม่ได้กล่าวถึงอาการของสมอง เนื่องจากประเมิน 100 % ไม่ได้เพราะมีการให้ยา แต่จากการตรวจไม่พบร่องรอยว่ามีอาการสมองบวม จึงไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลที่สำคัญโรงพยาบาลจะให้รายละเอียดต่อไป
 สกว.ชูผลงานวิจัยเชิงพื้นที่‘ลานสกาโมเดล’ระบบเฝ้าระวัง

ขณะที่ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา รองผู้อำนวยการ หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research) สกว. กล่าวว่าเป็นที่ทราบดีถึงสถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกปีนี้อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยถึงแสนกว่ารายและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้กว่าร้อยคน โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากข่าวจากสื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยับยั้งการระบาดนี้ โดยเฉพาะการป้องกันและดูแลโดยชุมชนเอง ผลงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำจังหวัดนครศรีธรรมราช” เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สกว. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ ร่วมกับการทำงานกับกลไกและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยที่งานวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว กลไกและภาคีในพื้นที่ก็สามารถดำเนินงานแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ด้านรศ.ดร.จรวย สุวรรณบำรุง นักวิจัยจากสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กล่าวว่าอ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นอำเภอที่มีอัตราการป่วยด้วยไข้เลือดออกซ้ำๆในบรรดา 23 อำเภอของจังหวัด โดยสถิตการป่วยโรคนี้ย้อนหลัง 5 ปี (2552 – 2556) สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดคือมากกว่า 50 รายต่อประชากร 1 แสนคนเมื่อมีการทำวิจัยโดยการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงลายโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับการดำเนินการในภาคครัวเรือน พบว่าอัตราการป่วยลดลงในปี 2557 และไม่พบอัตราการตาย การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ข้อค้นพบว่า เราสามารถสร้างนวัตกรรมในการประเมินพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำระดับหมู่บ้าน ทำให้รู้แต่ละหมู่บ้านมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด เกิดรูปแบบก่ารแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ครัวเรือนถึงภาพรวมของอำเภอ โดยมี อสม.เป็นกลุ่มที่ดูแลเข้าถึงทุกครัวเรือน มีการเก็บข้อมูลดัชนีลูกน้ำยุงลายทุกๆวันที่ 25 ของเดือน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณ ประชุมวางแผนอาจกล่าวได้ว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้มีส่วนกระตุ้นให้แกนนำชุมชน อสม. ตื่นตัวที่จะเรียนรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกและการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมครอบคลุมทั้งอำเภอ มีนวัตกรรมเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านเสี่ยงสมรรถนะชุมชนและรูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกของพื้นที่เสี่ยงสูงรวมถึงในส่วนของโปรแกรมดัชนีลูกน้ำยุงลายนั้นสามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พื้นที่อื่นๆได้

‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ยันไม่ได้อวดอ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217070.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ยันไม่ได้อวดอ้าง

‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ ยันไม่ได้อวดอ้าง-จูงใจให้ใครดื่ม ไม่ได้เจตนา เห็นเป็นพื้นที่ส่วนตัว โพสต์เพราะเป็นไลฟ์สไตล์

           เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่สำนักงานคณะกรรมควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นายปกรณ์ ลัม หรือโดม นักแสดงชื่อดังเดินทางเข้าให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่กรณีโพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอินสตาแกรมหรือไอจีส่วนตัว ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณาตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยโดม ปกรณ์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้าให้ข้อมูลว่า เดินทางมาเข้าให้ข้อมูลพร้อมคุณแม่โดยไม่มีทนายความมาด้วย เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของคดีความ จึงไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่พาคุณแม่มาเป็นกำลังใจ โดยเจ้าหน้าที่นำรูปจำนวนหนึ่งมาให้ดูมีทั้งรูปในไอจีและเว็บไซต์ ก็ชี้แจงข้อมูลทุกอย่างตามความเป็นจริง ตนไม่ได้ถูกจ้าง รับจ้างให้โพสต์แต่อย่างใด และการโพสต์ก็ไม่ได้เป็นการอวดอ้างหรือจูงใจให้ใครดื่ม แต่โพสต์เพราะเป็นไลฟ์สไตล์ เห็นว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่ได้เจตนา

“หลังให้ข้อมูลก็สบายใจขึ้น เหมือนต้องการมาคุยกับผู้ใหญ่ก็ได้คุยแล้ว ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่รัฐออกมาให้ข้อมูลว่าการโพสต์ดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิด ผมก็ลบรูปที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดียของผมหมดแล้วตั้งแต่วันนั้น เพราะเข้าใจดีว่าอาชีพนักแสดงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตอนนั้นจะถูกผิดไม่รู้ก็แสดงความรับผิดชอบก่อน ผมยินดีที่จะร่วมรณรงค์ และเรื่อนี้เป็นเรื่องใหม่ กรณีนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นการรณรงค์ที่ได้ผลดีมากทำให้คนรู้เกี่ยวกับกฎหมายเรื่องนี้มากขึ้น เหมือนคนที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ไม่เคยรู้กฎหมายนี้มาก่อน”นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับในส่วนการรับงานแสดงในลานเบียร์ ก็ได้บอกไปแล้วว่า คงจะไม่รับงาน ส่วนดาราคนอื่นนั้น ไม่สามารถตอบแทนได้ไม่ถือว่ากระทบกับงาน เนื่องจากตนมีรายได้จากหลายทางมีธุรกิจของตนเองและมีอาชีพอื่นด้วยส่วนตัวหลังจากได้ชี้แจงในวันนี้แล้ว ก็ถือว่าน่าจะเคลีย์ในทุกประเด็น และสบายใจมากขึ้นแล้ว ส่วนขั้นตอนกระบวนการต่อจากนี้ ตนเองก็ไม่ทราบว่าจะสรุปเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้แจ้งว่า ยังมีขั้นตอนของเจ้าพนักงานอีกหลายขั้นตอน

นางรัตนาภรณ์ คูภิรมย์ มารดานายปกรณ์ กล่าวว่า ทำให้รู้กฎหมายมากขึ้นและเข้าใจเจ้าหน้าที่ว่าที่ต้องการเชิญมาให้ข้อมูลเพราะพยายามไม่ให้เกิดการเชิญชวนในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เรียนรู้’ว่าวไทย’สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/216865.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
เรียนรู้'ว่าวไทย'สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1

เรียนรู้’ว่าวไทย’สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1 : จันทรเพชร ไกรโชค 0 เรื่อง-ภาพสพป.พล.1

            เมื่อฤดูฝนพัดผ่านไป ลมประจำถิ่นที่เรียกว่า ลมข้าวเบา หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ลมว่าว ก็เริ่มพัดผ่านเข้ามา เป็นสัญญาณให้ชาวนาในแถบ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก (เมืองสองแคว) เริ่มลงมือเก็บเกี่ยวข้าวที่เพาะปลูกไว้สิ่งที่มาพร้อมกับสายลมหนาวนอกเหนือจากผิวเนื้อที่เริ่มแห้งแตกเป็นขุยสีขาวของเด็กต่างจังหวัดนั้นคือการวิ่งว่าว

ที่โรงเรียนวัดวังเป็ด หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต 1 (สพป.พล.1) เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6  มีนักเรียนจำนวน 127 คน ครูจำนวน 7 คน มี “นายเฉลิม ป้อมบุญมี” เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของ “ว่าวไทย” และ “ความสัมพันธ์ของครอบครัว” จึงได้ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชน จัดกิจกรรม “ว่าวไทย” ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดวังเป็ดขึ้น ในชั่วโมง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ตามนโยบาลพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นายเฉลิม  เล่าว่า การละเล่นว่าวไทย เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัดและความต้องการผู้เรียน เนื่องจากเด็กนักเรียนของโรงเรียนวัดวังเป็ดส่วนใหญ่เป็นครอบครัวชาวไร่ชาวนา มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล เมื่อถึงฤดูทำนาเกี่ยวข้าวก็ต้องออกไปช่วยพ่อแม่ผู้ปกครอง หลายครอบครัวได้ใช้เวลาว่างจากการทำงาน มาทำว่าวให้ลูกหลานได้วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ในขณะนี้วิถีการทำนาได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว ทำให้ลูกหลานชาวนารุ่นใหม่ ไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านการละเล่นว่าวไทย

“การละเล่นว่าวไทย ที่ให้นักเรียนลงมือทำ เป็น ว่าวปักเป้า เนื่องจากเด็กนักเรียนยังตัวเล็ก แต่คล่องแคล่ว ปราดเปรียว จึงใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น เพื่อไม่ให้ว่าวหนักจนเด็กรับไม่ได้ อีกทั้งต้องใช้ศิลปะและความชำนาญในการทำว่าวปักเป้า” ผอ.ร.ร.วัดวังเป็ด อธิบาย

ดูเหมือนว่า การจัดกิจกรรม “ว่าวไทย” ในชั่วโมง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียนวัดวังเปิด ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก “นายนิรุต นาคเจือทอง” ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกิจกรรมว่าวไทย ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนวัดวังเป็ดและมีความชำนาญในการทำว่าวปักเป้าเป็นพิเศษ

“ผมได้เรียนรู้การทำว่าวปักเป้ามาจากคุณพ่อ จึงคิดที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้การทำว่าวปักเป้าเพื่อส่งต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งเด็กนักเรียนที่จะมาเรียนทำว่าวไทย ส่วนมากเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 แต่ละคนตื่นเต้น สนุกสนาน และมีความสนใจที่จะเรียนรู้กันมาก” นายนิรุต เล่าด้วยรอยยิ้ม

ส่วนวิธีการทำว่าปักเป้า นั้น “นิรุต” อธิบายขั้นตอนการทำว่าวปักเป้าว่า เริ่มต้นต้องหาไม้ไผ่สีสุก ที่มีอายุไม่อ่อน หรือแก่เกินไป ตัดให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วเหลาให้สามารถดัดหรืองอได้ จากนั้นนำมาขึ้นโครงว่าวโดยใช้ไม่ไผ่ 2 ชิ้นขัดกันเป็นโครง ยึดติดกันเป็นรูปร่างว่าวด้วยด้าย แต่ต้องระวังในขั้นตอนนี้ ไม่ผูกด้ายยึดโครงไม่ให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เพราะว่าวจะเสียศูนย์ได้ในเวลาเล่น จากนั้นเป็นขั้นตอนการปิดกระดาษลงไปในโครงว่าวโดยใช้กาวเป็นตัวประสาน กระดาษที่ใช้ทำว่าว จะเป็นกระดาษว่าว หรือกระดาษสา หรือถุงพลาสติกใสๆ ก็ได้ เสร็จแล้วก็นำมาเจาะรูผูกคอซุง โดยต้องดูความสมดุลของว่าว ว่าไม่เอียงซ้ายหรือขวา หัวหรือท้ายไม่หนักเกินไป หลังจากนั้นก็ตกแต่งให้สวยงาม และผูกสายป่านนำว่าวขึ้นทดสอบกับสายลมได้

“หนูชอบมาก ที่ทางโรงเรียนวัดวังเป็ด ได้จัดกิจกรรมเรียนรู้ เสริมจากการเรียนในห้องเรียน นักเรียนก็จะไม่เครียดกับการเรียนตามหลักสูตรมากเกินไป และนำเวลาส่วนหนึ่งมาเรียนรู้กับกิจกรรมดีๆ ทั้งทางด้านภูมิปัญญา การละเล่น ของท้องถิ่นอีกด้วย จากการเรียนมาได้ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเพื่อนส่วนใหญ่ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำว่าว ที่ไม่ยาก แต่การทำนั้นก็ให้ว่าวสามารถขึ้นติดลมบนให้ได้ หนูชื่นชอบมากที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมว่าวไทยในภาคเรียนนี้” ด.ญ.สุจิรา แจ่มดี อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดวังเป็ด เล่าด้วยรอยยิ้ม

นายประยุทธ สุรเดชไพบูลย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 กล่าวว่า กิจกรรมที่โรงเรียนแกนนำได้นำไปเพิ่มเวลารู้ ให้แก่นักเรียนมีหลากหลายตามบริบทของโรงเรียน ระดับชั้น อายุ และความสนใจ โดยกระบวนการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของแต่ละโรงเรียนได้ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา และมีการประชุมภายหลังการจัดกิจกรรมของคณะครู เพื่อทบทวน ปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา

“กิจกรรมว่าวไทยพบว่านักเรียนต่างให้ความสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมและรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมที่จัดให้ ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ได้ดำเนินการซักซ้อมความเข้าใจให้กับโรงเรียนแกนนำไปแล้วโดยมี Smart Trainer ร่วมส่งเสริมและพัฒนาตลอด และได้แต่งตั้งคณะศึกษานิเทศก์ ร่วมกับ Smart Trainer ออกติดตามให้กำลังใจการดำเนินกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของโรงเรียน โดยในระยะที่ 1 ได้ออกประเมินระหว่างวันที่ 9 -16 พฤศจิกายน 2558” รักษาราชการแทน ผอ.สพป.พล.1 กล่าวสรุป

‘เดงกี มิชชั่น บัซ’รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217038.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
'เดงกี มิชชั่น บัซ'รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

‘เดงกี มิชชั่น บัซ’รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

             “ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจาก “ยุงลาย” ซึ่งเป็นพาหะของโรค นอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก และยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น ในทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดประมาณร้อยละ 75 ของโรคไข้เลือดออกจากทั่วโลก ประเทศที่มีการระบาดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 166,107 ราย ไทย 150,454 ราย อินโดนีเซีย 101,218 ราย เวียดนาม 66,140 ราย มาเลเซีย 43,346 ราย สิงคโปร์ 22,205 ราย

ในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา อุบัติการณ์ไข้เลือดออกได้เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ประเทศที่ติดอันดับไข้เลือดออก 5 จาก 10 ประเทศอยู่ในทวีปเอเชีย และคาดการณ์ว่า ในประชากรโลกที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกจำนวน 2,500 ล้านคน มีประมาณ 1,800 ล้านคน อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภาระค่าใช้จ่ายของทวีปเอเชียมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ร้อยละ 50 เป็นค่าใช้จ่ายแบบแฝง

โรคไข้เลือดออกนั้นก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้ และมักพบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-8 ปี แต่ผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงลาย ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับ จังหวัดระยอง จัดงานรณรงค์การป้องกันไข้เลือดออกและเปิดตัวรถ Dengue Mission Buzz (เดงกี มิชชั่น บัซ) โดยมีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ให้เกียรติเป็นประธาน และนายชุมพล สุวรรณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. อาจารย์ นักเรียน เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนวัดป่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับรถเดงกี มิชชั่น บัซ หรือรถให้ความรู้เคลื่อนที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก เป็นรถที่ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกแก่ประชาชน โดยจะเดินทางไปยังชุมชนต่างๆ ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุม โดยเป็นความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้ในทันที ภายในรถประกอบด้วยองค์ความรู้โรคไข้เลือดออก แผ่นพับ ใบปลิว ความรู้เกี่ยวกับวงจรของโรคไข้เลือดออก เป็นรถที่มีความทันสมัย สามารถเปิดด้านข้างออกได้ ใช้เป็นเวทีการแสดงต่างๆ เกี่ยวกับไข้เลือดออกได้ด้วย ทางกรมควบคุมโรคได้ตั้งเป้าไว้ประมาณ 4,000 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงประชากรได้กว่า 3 ล้านคน โดยเริ่มต้นจากเส้นทางที่พบการระบาดของโรค

ส่วนอาการของโรคไข้เลือดออก มีไข้ 39-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ประมาณ 4-5 วัน เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว ตับโต กดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ หรืออาการช็อก กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ การรักษา ใช้ยาลดไข้ ยาที่ควรใช้คือ พาราเซตามอล ให้ดื่มเกลือแร่บ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีอาการขาดน้ำมากๆ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักในช่วงไข้ลดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ทั้งนี้ หากประชาชนพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ แค่ 1 รายให้แจ้งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ เพื่อควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง และต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบริเวณใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เช่น ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด ปล่อยปลากินลูกน้ำ หรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลายในภาชนะกักเก็บน้ำ และประชาชนยังสามารถโทรศัพท์สอบถามหรือปรึกษาเจ้าหน้าที่สายด่วนกระทรวงสาธารณสุข โทร.1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216866.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

            นายสิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน การทำหน้าที่ของ “สื่อ” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน มีการนำเสนอภาพที่รุนแรง ขาดจิตสำนึกและความจริงก่อให้เกิดคำถามของสังคมบ่อยครั้งโดยเฉพาะดิจิทัล หรือสื่อสังคมออนไลน์ คือเครื่องมือที่ย่อโลกสามารถส่งออกข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทำได้หลายช่องทาง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตโดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6-36.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 19.3-24.1 และมีอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.6-55.8 ซึ่งจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ทำให้เรื่องราวข่าวสารต่างๆ ถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากเราแชร์ข่าวลือเหล่านั้นไปโดยไม่พิจารณาก็จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

ศูนย์คุณธรรม จึงได้ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชน สำหรับนักวิชาชีพ โดยเฉพาะสื่อมวลชนรุ่นใหม่ ได้กำหนดเวลาไว้ 6 วัน  ตลอดระยะ 3 เดือน ใช้เวลาวิจัย 36 ชั่วโมง อาทิ ปัญหาจริยธรรมสื่อในสายตาพลเมือง กฎหมายสื่อ และความเท่าทันสื่อ เป็นต้น

หลักสูตรประถมศึกษา นำเสนอวิชาสื่อกับสังคม  (Media and Society) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนและสื่อประเภทต่างๆ  รวมถึงสื่อออนไลน์ ในระดับพื้นฐาน กฎหมายและจริยธรรมพื้นฐานของสื่อ บทบาทของสื่อออนไลน์ สิทธิของพลเมืองในการสื่อสารและปกป้องสิทธิของตน

ระดับมัธยมศึกษา นำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อให้ผู้เรียนรู้เท่าทันสื่อในยุคปัจจุบัน รวมถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอุดมการณ์ของสื่อมวลชนต่อความเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคต่างๆ สู่ยุคดิจิทัล สื่อกับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เยาวชนมีความตระหนักและรู้เท่าทันสื่อต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ระดับอุดมศึกษา นำเสนอวิชาในฐานะการศึกษาทั่วไป/วิชาเลือกเสรี (General Education /Liberal Arts) ให้นิสิตนักศึกษาได้เลือกเรียนได้ ทั้งวิชาสำหรับการศึกษาทั่วไปหรือในฐานะที่เป็นวิชาเลือกเสรี ได้แก่ ความรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร กับจริยธรรมกฎหมายสื่อ และวิชาในฐานะวิชาพื้นฐานและวิชาเอกด้านนิเทศศาสตร์ หรือการสื่อสารมวลชน

ระดับบัณฑิตศึกษา จะเน้นหนักด้านจริยธรรมสื่อ โดยประกอบด้วย หลักจริยปรัชญา วิธีวิทยาการวิจัยด้านการสื่อสารและจริยธรรม สื่อและวัฒนธรรมดิจิทัล มิติคุณธรรมจริยธรรมในสื่อประชานิยม เป็นต้น

‘สถานีแรงงาน’ : แวดวงแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216859.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
'สถานีแรงงาน' : แวดวงแรงงาน

‘สถานีแรงงาน’ : แวดวงแรงงาน

             เปิดประเดิมคอลัมน์ใหม่ “แวดวงแรงงาน” ในหน้าการศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ขอแนะนำรายการดีๆ ให้ผู้อ่านได้ติดตามชมกันครับ โดยกระทรวงแรงงานได้เปิด “สถานีแรงงาน” ออกอากาศช่อง 11 (เอ็นบีที) ทุกวันอังคาร เวลา 13.05-13.55 น. เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างประชาชน ผู้ใช้บริการกับหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงแรงงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ด้อยโอกาส ในชุมชนเมืองและท้องที่ชนบทห่างไกล ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ตามนโยบายของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาลที่จะลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการรับรู้ในทุกด้านของกระทรวงแรงงาน ทั้งการหางานทำ ด้านสวัสดิการ ด้านประกันสังคม ตลอดจนด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านนี้โดยตรง

“สถานีแรงงาน” เป็นรายการสด โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อ สื่อสาร เพื่อขอรับบริการหรือสอบถามข้อสงสัย หรือร้องทุกข์ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน

เหนืออื่นใด “สถานีแรงงาน” จะได้ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างผู้บริหารของกระทรวงแรงงานกับภาคประชาชน ในวงกว้างอีกด้วย ติดตามชมกันนะครับ หรือติดต่อผ่านเว็บไซต์ http://www.mol.go.th หรือ Facebook/Ministry of Labour หรือสายด่วน 1506