สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216860.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน : เปิดวิสัยทัศน์ โดยกมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง ประชาสัมพันธ์ สวธ. ภาพ

             “นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เข้ามารับ “ไม้ผลัด” ต่อจาก “น.ส.นันทิยา สว่างวุฒิธรรม” อธิการบดี สวธ. ที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558

“นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2500 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เริ่มรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 3 สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2528 โอนมารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ปี 2541 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สำนักงานเลขานุการกรม กรมศิลปากร ปี 2550 ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตามด้วยผู้อำนวยการกองกลาง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในปี 2552 จากนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองในราชการมาตลอด จนกระทั่งเมื่อปี 2555 นั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จากนั้นอีก 2 ปีก็ไปกินตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (ซี10) ในตำแหน่ง “อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ในปี2558

“นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” ผ่านการอบรมมาแล้วหลายหลักสูตร อาทิอบรมการวางแผนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม อบรมผู้บริหารเครือข่ายวัฒนธรรม ประจำปี 2550 อบรมการพัฒนานักบริหารระดับกลาง ประจำปี 2551 อบรมหลักสูตรอุปนิสัยสำหรับผู้ที่มีประสิทธิภาพสูง อบรมหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระดับสูง : ผู้มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.)

อบรมหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระดับสูง (นบส.2) พ.ศ.2557 ศึกษาดูงานด้านวัฒนธรรมประเทศอินโดนีเซีย และสิงคโปร์

“สวธ.พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมความเป็นไทยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบนโยบายการดำเนินงานของ วธ.ประจำปีงบประมาณ 2559 ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีกิจกรรมที่สำคัญคือ งานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 โดย สวธ.จะจัดกิจกรรมการแสดงพื้นบ้านเพื่อเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกันทุกภูมิภาคของประเทศ

และกิจกรรมรณรงค์แต่งกายชุดไทยพระราชนิยมในงานสำคัญ และการแต่งกายด้วยผ้าไทยในชีวิตประจำวันเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา (7 รอบ) 12 สิงหาคม 2559 ด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล จะเน้นการทำวิจัยรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมไทยและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและประเทศไทย” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมป้ายแดง เผยวิสัยทัศน์

ส่วนในด้านวิถีถิ่น วิถีไทย, วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน, มรดกไทย มรดกโลก กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยุค “พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” ได้จัดเตรียมโครงการกิจกรรมที่พร้อมผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนี้ วิถีถิ่น วิถีไทย อาทิ การรณรงค์ส่งเสริมค่านิยมหลัก 12 ประการอย่างเข้มข้น ให้เด็ก เยาวชน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดได้มีส่วนร่วมแสดงออกถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่งดงามในแบบไทย เช่น มารยาทไทย การไหว้ การยิ้ม ขอบคุณ ขอโทษ น้ำใจไมตรี อาหารพื้นถิ่น ประเพณีการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน การแต่งกายพื้นถิ่น ภาษาไทยและภาษาถิ่น

วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน เผยแพร่ให้ความรู้ในประเพณีวัฒนธรรมร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น สงกรานต์ ศิลปะการแสดง เช่น หุ่น โขน(รามายณะ) หนังใหญ่ ผ้า การแต่งกาย วรรณกรรม รวมถึงความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนา

และมรดกไทย มรดกโลก ที่สำคัญคือ การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ พร้อมเผยแพร่สร้างการยอมรับและดำเนินการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ในปีงบประมาณ 2559 สวธ.ได้จัดทำแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานประจำปี ที่สนองนโยบายของรัฐบาลและกรอบการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรม ใน 4 แผนหลัก คือ 1.แผนพัฒนาและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ 2.แผนแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.แผนส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ 4.แผนอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

อธิบดี สวธ. เล่าอีกว่า ในช่วงไตรมาสแรก สวธ.จะบูรณาการโครงการต่างๆ อย่างครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริม อนุรักษ์ สืบสานงานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เสี่ยงต่อการสูญหาย จะดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมในรูปแบบการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน 4 ภูมิภาค เช่น สะล้อ ซอ ซึง ลิเก หมอลำ โนรา จากนั้นนำทีมที่ชนะเลิศพร้อมรองเข้าโครงการอบรมการพัฒนาเทคนิคการแสดงโดยความร่วมมือจากสถาบันบันการศึกษาเปิดสอน และหาเวทีให้แสดงในงานศิลปะและวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คณะศิลปินพื้นบ้านอย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“สวธ.มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่างๆ ในปี 2559 จะก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับประชาชน มุ่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน ประชาชน ชุมชนและทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ร่วมกันรักษาวัฒนธรรมไทย ค่านิยมหลัก 12 ประการของประเทศ เกิดความรัก ความห่วงแหน ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และสามารถรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ พร้อมเป็นประชาคมอาเซียน และยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ” อธิบดีสวธ. กล่าวสรุป

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216874.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้ : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา

                      ตำบลท้อแท้ ชื่อนี้หลายคนได้ยินแล้ว อาจอมยิ้มพลางอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือชื่อตำบลจริงๆ หรือ?
                      นี่คือชื่อตำบลจริงๆ อยู่ในเขต อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่มีการสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวปลอดภัย ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้การหนุนเสริมมาตั้งแต่ปี 2556
                      ต.ท้อแท้ สมาชิกส่วนใหญ่ของชุมชนดำรงชีพด้วยวิถีเกษตรกรรมและเช่นเดียวกันกับประชากรไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ที่หลายสิบปีที่ผ่านมา วิถีการเกษตรของพวกเขาต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ไม่ว่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือการเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ จนเป็นผลทำให้สุขภาพทั้งของพวกเขาและผู้บริโภคตกอยู่ภาวะอันตรายมากขึ้น
                      จนเมื่อสามปีที่แล้ว เวทย์ พลูหน่าย ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลท้อแท้ ได้เห็นถึงปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรอันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตจากการซื้อสารเคมี ปุ๋ยเคมี มีจำนวนสูง จึงได้นำเรื่องมาปรึกษาหารือกับสมาชิกในสภาองค์กรชุมชน ประมาณเดือนธันวาคม 2556 และนับจากนั้นเครือข่ายเกษตรกรปลูกข้าวปลอดภัย จึงเกิดขึ้น โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน เป็นจำนวนเงิน 2 แสนบาท
                      สภาองค์กรชุมชนตำบลท้อแท้ เริ่มขยายกลุ่มผู้ผลิตข้าวปลอดภัย โดยมีการพาสมาชิกชุมชนไปดูงานพื้นที่รูปธรรมของ จ.ลพบุรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการผลิตแบบไร้สารเคมี กระทั่งทำให้สมาชิกที่ไปเห็นเกิดแรงบันดาลใจ และกลับมาเป็นคนต้นแบบให้แก่ชุมชนทั้งหมด 8 คน
                      ผ่านไปเพียงหนึ่งปี คนต้นแบบเหล่านี้ได้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว และนำมาถ่ายทอดให้สมาชิกชุมชนได้รับฟังซึ่งยังคงเห็นถึงความหวังในแนวทางการผลิตอาหารปลอดภัยนี้ว่า เป็นแนวทางที่ดีและสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยกลุ่มผู้ผลิตที่เรียกว่า คนต้นแบบนี้ยังคงดำเนินการผลิตแบบไร้สารเคมีและขยายพื้นที่เพาะปลูกแบบไร้สารเพิ่มเรื่อยๆ
                      พร้อมกับขยายแนวคิดไปยังเพื่อนบ้านคนอื่นๆ จนมีสมาชิกครบทั้ง 8 หมู่บ้าน และเข้าร่วมกลุ่มผลิตอาหารปลอดภัยอีกประมาณ 80 คน โดยมีแปลงนา แปลงผัก สวนผลไม้ปลอดภัยเป็นต้นแบบในชุมชนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน อันมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือเพื่อให้ประชาชนใน ต.ท้อแท้ ได้บริโภคข้าว ผลไม้ ปลอดภัย เกษตรกรมีสารเคมีตกค้างในร่างกายลดลง
                      ความเติบโตของกลุ่มได้พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อทางกลุ่มข้าวปลอดภัยได้ประกาศใช้ “ธรรมนูญชุมชนระบบการผลิตข้าวปลอดภัย” ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นข้อตกลงของกลุ่ม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เพื่อขอความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย โดยธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีการบังคับใช้กับสมาชิกทุกคนในตำบล หากแต่จะใช้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมเพื่อขยายความร่วมมือไปอย่างละมุนละม่อม
                      นอกจากนี้ 20 กรกฎาคม 2558 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้จับมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง องค์การบริหารส่วนตำบลท้อแท้อีกครั้ง เพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรข้าวปลอดภัย ภายใต้โครงการเศรษฐกิจและทุนชุมชนเข้มแข็ง โดยได้จัดเวทีสร้างแผนปฏิบัติการ “ข้าวปลอดภัย” ที่ห้องประชุมชั้นสองของอบต.ท้อแท้ เพื่อสรุปบทเรียนของการปลูกข้าวไร้สารในปีที่ผ่านมาและร่วมกันวางแผนในการปลูกข้าวปลอดภัยในปีต่อไป
                      แน่นอนว่าเกษตรกรที่เริ่มต้นปลูกข้าวปลอดภัยไม่ได้ประสบความสำเร็จไปเสียทุกคน หนึ่งในแปดคนของคนต้นแบบที่หันมาทำการเกษตรไร้สารเคมี อย่าง “หมอตู่” หรือ ศรายุทธ พุนพิน นักวิชาการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลท้อแท้ ซึ่งมีความสนใจในอาหารปลอดภัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้กลับมาทำนาไร้สารเคมีของตนเองประมาณ 3 ไร่ ปรากฏว่าเขาไม่ได้ข้าวเลย
                      หมอตู่เล่าว่า เขาได้ทดลองทำนาโยน ปรากฏว่า ต้นกล้าถูกทั้งนกเป็ดน้ำ ทั้งมด กินหมด นับตั้งแต่เพาะกล้าแล้ว (เล่าไปหัวเราะไป) ต่อมาเมื่อข้าวงอกงามดี ก็ปรากฏว่ามีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ความที่เขาไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าเขาก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นเต็มไปหมด และเมื่อข้าวเท่าที่มีออกรวงมาหนูก็มากินอีก สรุปว่าเขาไม่ได้ข้าวเลย แต่เมื่อให้พี่สาวแฟนมาทำในปีต่อมา พี่สาวแฟนสามารถผลิตข้าวได้อย่างงดงามทั้งที่ทำนาปลอดภัยเหมือนกัน
                      “การทำนาไร้สารเคมี ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน แต่คนที่ทำนาเป็นอยู่แล้ว อย่างไรเขาก็จะทำได้ แต่ผมไม่เคยทำนามาก่อนเลย ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ”
                      ดังนั้น ผลของการทำนาไร้สารที่ล้มเหลว ไม่ได้แปลว่า การทำนาปลอดภัยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อไปฟังคำตอบของคนต้นแบบคนอื่นๆ อาทิ ลุงพวง ดาวเรือง, นุจรินทร์ ศรีชมพู, ซิ้ม เพชรดี ปรากฏว่าทุกคนได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนลดลง ทั้งยังมีวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ กันไป เช่น การจัดการหนู ใช้กับดักหนู การไล่นก ใช้หุ่นไล่กา มัดถุงพลาสติกติดไม้ปักกลางทุ่งนา หมั่นไปดูทุ่งข้าวบ่อยๆ หรือหากมีต้นหญ้าขึ้นก็ถอน
                      “สิ่งที่ทำ นอกจากจะช่วยให้ต้นทุนการเกษตรลดลง ยังทำให้สุขภาพผมดีขึ้น อาการชาที่เท้าของผมซึ่งเคยเป็นก่อนหน้านี้หายไป ผมมีความเชื่อมั่นในแนวทางนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าทางภาครัฐจะช่วยสนับสนุนแค่ไหน เพราะปัญหาสำคัญคือตลาด”
                      ขณะที่นางนุจรินทร์ ศรีชมพู บอกว่า จำนวนข้าวไร้สารที่เธอได้เมื่อเทียบกับการผลิตข้าวใช้สารเคมี เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วถือว่าได้ผลลัพธ์ค่าตอบแทนพอๆ กัน เพราะการทำนาไร้สารเคมีไม่ต้องใช้เงิน แต่ว่าสิ่งที่ได้เพิ่มมา คือ สุขภาพที่ดี อาจจะเหนื่อยมากขึ้นหน่อย อย่างต้นหญ้าต้องถอนเอง
                      แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้จากการทำนาใช้สารเคมี การทำนาอย่างหลังจะได้ผลผลิตมากกว่า รวมถึงเมล็ดข้าวปลอดสารนั้น มีขนาดเมล็ดเล็กกว่า ดังนั้น หากต้องขายข้าวในราคาเดียวกันแล้ว ข้าวไร้สารจะได้รับค่าตอบแทนที่น้อยกว่า เพราะถูกมองว่าเป็นข้าวคุณภาพต่ำ (เมล็ดเล็ก) ทุกคนจึงเห็นตรงกันว่า ต้องมีตลาดมารองรับเพื่อให้พวกเขาได้ผลิตข้าวปลอดภัยที่คุ้มค่ากับการผลิต
                      ดังนั้นก้าวต่อไป แนวทางการหาตลาดรองรับ จึงจำเป็น และจะมีการเปิดเวทีปรึกษาหารืออีกครั้ง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลจะมาช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอีกทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็มีทางออกบ้างแล้ว นั่นคือ เจ้าหน้าที่ทหารจากอำเภอวัดโบสถ์ที่มาร่วมด้วย ยินดีจะช่วยหาตลาดให้ชาวบ้านอีกทางหนึ่ง รวมถึงทาง รพ.สต.ตำบลท้อแท้ ก็พร้อมสนับสนุน เพื่อจะได้สร้างแผน “ทำนาปลอดภัย” ให้แก่ชุมชนได้อย่างครอบคลุมและผู้ผลิตสามารถดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้ : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา)

ทรัพยากรแร่ : ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216872.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
ทรัพยากรแร่ : ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย

หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ทรัพยากรแร่’ ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์

                      ทรัพยากรแร่ถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวม (common property) ของทุกคน หรือที่เรียกว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ในอดีตที่ผ่านมาจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ เนื่องจากประเทศไทยยังมีทรัพยากรแร่จำนวนมาก เงินทุนและความรู้ในการใช้เทคโนโลยีทั้งด้านการสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ ต้องพึ่งพาต่างชาติ รัฐบาลไทยจึงให้ใช้ประโยชน์และให้สิทธิพิเศษแก่บริษัทเอกชนต่างชาติ เพื่อให้มีการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ในการทำเหมืองแร่และการประกอบโลหกรรม
                      อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองแร่และการประกอบโลหกรรมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่มาตรการทางกฎหมายและในทางนโยบายของการกำกับดูแลให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตประทานบัตรแร่ ยังขาดประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่กับผู้ประกอบการทำเหมือง
                      สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรณีกรมทรัพยากรธรณี(พ.ศ. 2555) ได้จัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่ พ.ศ.2555-2559 โดยส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรแร่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประเมินศักยภาพและพัฒนาแหล่งแร่ที่มีคุณค่าสูง (Superior Exploration) และใช้แร่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง (Mineral for Advanced Product) ส่งเสริมการร่วมพัฒนาแหล่งแร่ระหว่างภาครัฐและเอกชน(Positive Partnership) และส่งเสริมอุตสาหกรรมแร่สีเขียวสะอาดตั้งแต่ต้นจนจบ (Green and Clean Mineral Industry: Before-During-After) สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่พัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรแร่ (Value Added) รวมถึงการสร้างมูลค่าทรัพยากรแร่ (Value Creation) ในการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆควบคู่กับการสนับสนุนและจูงใจให้ใช้วัสดุทดแทนแร่และการใช้ประโยชน์โลหะหมุนเวียนให้มากที่สุด
                      ตามบทบาทหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่ในมุมมองของประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต่อผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองมหาศาลโดยที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิด ซึ่งไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงมีคำถามต่อความเป็นธรรมที่พวกเขาต้องรับภาระผลกระทบแทบทั้งสิ้น เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ
                      สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอในรายงานการศึกษาเรื่อง “แผนแม่บทการจัดการธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี(กันยายน 2556) เสนอให้มีการจำแนกเขตแหล่งทรัพยากรแร่ (Mineral Resources Zone) และศึกษาคุณสมบัติของแร่ทั่วประเทศเพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมให้มีการศึกษามูลค่าทางเศรษฐกิจของแร่ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม การดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบการจัดการการใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่ เช่น พื้นที่อนุรักษ์โดยศึกษาแนวทางและข้อพึงปฏิบัติในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
                      จากข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ แสดงให้เห็นว่า การทำเหมืองแร่ในวันนี้และในอนาคต นอกจากต้องคำนึงถึงมิติวิศวกรรมการทำเหมืองแร่และประโยชน์ที่ได้รับแล้ว ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนในการใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ การพิจารณาต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่รัฐและผู้ประกอบต้องดำเนินการเพื่อให้การทำเหมืองแร่มีผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่จึงต้องครอบคลุมแนวคิดและแนวทางดังนี้
                      1) แนวทางการบริหารจัดการแร่ตามหลักธรรมาภิบาลและโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการบริหารจัดการ และกระจายการจัดสรรประโยชน์จากเหมืองแร่อย่างเป็นธรรม
                      2) แนวทางการใช้ประโยชน์จากแร่และการอนุรักษ์พื้นที่ศักยภาพแร่ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
                      3) แนวทางการสำรวจแร่ การทำเหมือง การติดตามตรวจสอบ การควบคุมและการฟื้นฟูเหมืองแต่ละประเภท
                      4) แนวทางการตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้สนับสนุนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …. ตามแนวคิดและแนวทางดังกล่าว โดยออกแบบให้มีคณะกรรมการ 3 ระดับ ดังนี้
                      1) คณะกรรมการนโยบายแร่ มีรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะกรรมการ ทำหน้าที่จัดทำและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากแร่
                      2) คณะกรรมการแร่ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ หลายสาขาที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ออกหลักเกณฑ์ในการกำกับการอนุมัติอนุญาตต่างๆ รวมทั้งติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของใบอนุญาต โดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้อออกประทานบัตรการทำเหมืองประเภทที่มีเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ และการทำเหมืองใต้ดิน
                      3) คณะกรรมการแร่จังหวัด มีผู้ว่าราชการจัดหวัด เป็นประธาน และเป็นผู้ให้อนุญาตประทานบัตรประเภทเหมืองแร่ขนาดเล็ก ไม่เกิน 100 ไร่ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่มาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ทำเหมืองแร่ ทำหน้าที่จัดทำแผนบริหารจัดการแร่จังหวัด
                      หลักการของการสำรวจแร่ต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์พื้นที่ กล่าวคือ การได้อาชญาบัตรผูกขาด สำรวจแร่ หรืออาชญาบัตรพิเศษ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน รวมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดสำรวจแร่ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม เขตพื้นที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตโบราณสถาน
                      การประกอบกิจการเหมืองแร่ ต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานดังกล่าว มาตรการหนึ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูและการปิดเหมือง โดยแผนการฟื้นฟูเหมืองต้องประกอบด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลฐานของปริมาณมลพิษทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการฟื้นฟูเหมือง การปิดเหมืองจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการฟื้นฟูพื้นที่ มีการรื้อถอนหรือมีการประเมินผลการฟื้นฟูแล้วเท่านั้น
                      กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประเมินผลกระทบ และกระบวนการอนุมัติ อนุญาตประทานบัตรทำเหมือง หรือการออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งในพื้นที่เมื่อมีการทำเหมือง
                      การมีกองทุนศึกษา พัฒนา และฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง โดยรายได้ของกองทุนมาจาก 1.เงินส่วนแบ่งค่าภาคหลวงแร่ที่รัฐบาลได้รับ 2.ส่วนแบ่งผลประโยชน์พิเศษที่ผู้ถืออาชญาบัตรและผู้ถือประทานบัตรเสนอแก่รัฐ 3.ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมการออกอาชญาบัตร ประทานบัตร และการอนุญาต 4. ส่วนแบ่งค่าใช้เนื้อที่ในอาชญาบัตร และประทานบัตร 5.ส่วนแบ่งค่าขายของกลางและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดและค่าปรับตามที่กำหนดในกฎหมาย 6.ส่วนแบ่งเงินบำรุงพิเศษในอัตราส่วนที่รัฐมนตรีกำหนด เป็นต้น การมีกองทุนเป็นหลักประกันสำคัญที่ผู้ประกอบการเหมืองต้องรับผิดชอบ โดยไม่เป็นภาระแก่รัฐที่ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้จ่าย
                      ทรัพยากรแร่เป็นทรัพยากรส่วนรวมที่มีมูลค่าซึ่งควรนำมาวางแผนการบริหารจัดการแร่ที่เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากแร่อย่างสมดุลและยั่งยืน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับโซนพื้นที่ของประเภทเหมืองแต่ละประเภท จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการแร่อย่างโปร่งใสและมีหลักธรรมาภิบาล
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ทรัพยากรแร่’ ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์)

พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคมมอบสิทธิผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี2538

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151114/216862.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558
พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคมมอบสิทธิผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี2538

สปส.มีข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี 2538 รับสิทธิภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ 20 ต.ค.2558 ให้สิทธิลูกจ้างผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อน 30 มี.ค.2538

             พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในการเยี่ยมผู้ประกันตนทุพพลภาพว่า นับเป็นโอกาสดีที่ พ.ร.บ.(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 (ฉบับใหม่) มีการปรับเพิ่มข้อกฎหมายเพื่อดูแลผู้ประกันตนฯ ได้ตลอดชีวิต เนื่องจากผู้ทุพพลภาพในสังคมถือเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งเมื่อบุคคลเหล่านี้ประสบเหตุจนต้องมีสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ รัฐจึงต้องให้การคุ้มครองดูแล เพื่อให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนให้ผู้ทุพพลภาพสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องกลายเป็นปัญหาของสังคม กระทรวงแรงงานได้ขับเคลื่อนผ่านการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม เริ่มกิจกรรมประกันสังคมมอบสุข เพื่อผู้ประกันตนทุพพลภาพทั่วประเทศ

ด้าน โกวิท สัจจวิเศษ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดกิจกรรม มอบสุขแก่ผู้ประกันตนทุพพลภาพประจำปี 2558 สัญจรลงพื้นที่พบผู้ประกันตนทุพพลภาพที่ได้รับสิทธิก่อนปี 2538 เป็นการแจ้งสิทธิและติดตามหลังเจ็บป่วยและขาดสิทธิ เนื่องจากปัจจุบัน พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 (ฉบับใหม่) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แก้ไขกฎหมายเพื่อขยายความคุ้มครองผู้ทุพพลภาพ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน ได้รับการดูแลตลอดชีวิต ดังนี้

ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือผู้ทุพพลภาพเพิ่ม : สิทธิประโยชน์กรณีตายแก่ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง/ผู้ทุพพลภาพแม้ส่งเงินสมทบไม่ครบตามสิทธิ

ผู้จงใจให้ตนเองได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และตายเพิ่ม : สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนที่จงใจทำให้ตนเองบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และตาย หรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้น

กรณีทุพพลภาพเพิ่ม : ผู้ประกันตนซึ่งสูญเสียสมรรถภาพ ไม่ถึงร้อยละ 50 ของร่างกายมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ (พ.ร.บ.เดิม ผู้ประกันตนต้องสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย ร้อยละ 50 ถึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ)

ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2538 ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต (พ.ร.บ.เดิม : ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 30 มี.ค.2538 ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 15 ปี)

สิ่งสำคัญคือ ความมุ่งหวังให้ผู้ประกันตนทุพพลภาพ ได้มีโอกาสได้รับสิทธิที่จะคอยดูแลคุณภาพชีวิต และมีเงินทดแทนการขาดรายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องให้ผู้ทุพพลภาพตกอยู่ในสภาวะขาดรายได้ หรือต้องมีวิถีชีวิตที่ทุกข์ยากเพิ่มมากยิ่งขึ้น ตลอดจนไม่รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมนั่นเอง

“สำนักงานประกันสังคมขอแจ้งผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2538 ที่มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 (ฉบับใหม่) มาแสดงความจำนง เพื่อติดต่อขอรับสิทธิเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต โดยยื่นหลักฐาน คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน 2-10 และสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร ได้ที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง/ จังหวัด/ สาขา ที่สะดวก ในการยื่นขอรับสิทธิฯ นี้ ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพ ไม่ต้องมีการตรวจสุขภาพใหม่แต่อย่างใด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่ ทุกสาขา ทุกจังหวัด หรือ โทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง”

คุณยายวันดี กล่อมฤทธิ์ ผู้ประกันตนทุพพลภาพจากสาเหตุเส้นเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง ปัจจุบันอายุ 79 ปี ก่อนป่วยเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือน 11,190 บาท เป็นผู้ประกันตนปี 2536 ถึง 31 พฤษภาคม 2537 หักเงินสมทบเดือนละ 49.22 บาท (ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ได้รับการลดหย่อนส่วนเงินสมทบกรณีเจ็บป่วยคงเหลือในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.44) จาก พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคม คุณยายวันดี ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ เดือนละ 5,595 บาท

ด้าน คุณลุงอร่าม ศรีหิน ผู้ประกันตนทุพพลภาพ สาเหตุจากการประสบอุบัติเหตุ ปัจจุบันอายุ 60 ปี เคยทำงานบริษัท คอมพรีเฮนสีฟคาร์โก แมนเนจเม้นท์ จำกัด ได้รับเงินเดือน 5,550 บาท เป็นผู้ประกันตน ปี 2536 ถึง 30 มิถุนายน 2536 หักเงินสมทบเดือนละ 83.25 บาท (ปี 2534 อัตราเงินสมทบร้อยละ 1.5) เคยประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เป็นทุพพลภาพ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2536 ส่งผลให้คุณลุงอร่ามเส้นประสาทแขนขาด แขนซ้ายไม่สามารถใช้งานได้ และตาข้างซ้ายพร่ามัว คุณลุงอร่ามดีใจมากที่ได้รับข้อมูลว่าจะสามารถได้รับสิทธิจากประกันสังคมไปจนตลอดชีวิต เพื่อใช้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย และที่สำคัญได้รับเงินได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ จาก พ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ เดือนละ 2,775 บาท

‘แม่วางสคูลสเตย์’พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216823.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
'แม่วางสคูลสเตย์'พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน
'แม่วางสคูลสเตย์'พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

‘แม่วางสคูลสเตย์’พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

 

 

            “เราเชื่อว่าในหัวใจของใครหลายต่อหลายคนมีความปรารถนาจะทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอะไร เมื่อไร และอย่างไรดี หวังว่าเมื่อเกษียณจากงานเหล่านี้ค่อยใช้เวลาที่เหลือมาทำงานเพื่อสังคม” ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช ผู้ก่อตั้งกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสา และโครงการแม่วางสคูลสเตย์เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดเช่นนี้มาตลอด

กระทั่งสองปีก่อน ภัทราทิพย์ได้รู้จักกับคุณครูพร  สรัญมูลธิ เมื่อครั้งที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยปู อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อร่วมพัฒนาโรงเรียน ด้วยการปรับปรุงห้องคอมพิวเตอร์ และห้องสมุด รวมทั้งออกค่ายอบรมการแยกขยะให้แก่เด็กนักเรียน การที่ได้ทำความรู้จักกับคุณครูและนักเรียนอย่างใกล้ชิดในครั้งนั้น ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนว่า การทำงานเพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

“เมื่อคุณครูย้ายจากแม่อายมาที่ ร.ร.สโมสรไลอ้อนส์รัตนโกสินทร์  อ.แม่วาง ทางทีมงานกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ จิตอาสาได้ขึ้นไปสำรวจและพบว่าโรงเรียนตั้งอยู่บนภูเขาระหว่างเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ และเป็นเส้นทางเดินป่าที่นักท่องเที่ยวนิยมมาก ในระหว่างวันจะมีชาวต่างชาติเดินผ่านเส้นทางโรงเรียนตลอด และชอบแวะเข้ามาดูภายในโรงเรียน ทั้งในละแวกใกล้เคียงก็มีน้ำตกหลายแห่ง รวมทั้งที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการสร้างที่พักภายใต้ชื่อ แม่วางสคูลสเตย์ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว ที่เน้นหนักในการท่องเที่ยวเชิงจิตอาสา”

ภัทราทิพย์ เล่าว่า ร.ร.สโมสรไลอ้อนส์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ มีนักเรียนราว 70 คน ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง และมีครูประจำชั้นเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งไม่พอที่จะดูแลนักเรียน โรงเรียนจึงมีแนวคิดในการจ้างครูพิเศษเพื่อมาช่วยสอนให้ครบ และเงินค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากเงินบริจาค การริเริ่มโครงการแม่วางสคูลสเตย์นี้น่าจะเป็นแนวทางในการพึ่งตนเองของโรงเรียนอย่างยั่งยืน

ในช่วงเริ่มต้นโครงการ กลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสาเสนอแนวคิดนี้ไปยังกลุ่ม GIST-Group Independent Study Travel โปรแกรมผู้นำเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Leadership Program) แห่งอีสเวสต์เซ็นเตอร์ ซึ่งสนใจงานด้านการพัฒนาในแถบเอเชีย ทำให้เรามีอาสาสมัครต่างชาติ ทั้งจาก ฮ่องกง อินเดีย ฟิลิปปินส์ เดินทางมาที่โรงเรียนเป็นเวลา 4 วัน เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ภัทราทิพย์ กล่าวว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการเริ่มต้นโครงการเป็นอย่างดี ทั้งการรวบรวมข้อมูลของโรงเรียนและการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด สร้างเว็บไซต์และลงเนื้อหาภาษาอังกฤษทั้งหมด

หลังจากนั้นทีมงานคนไทยของกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสาก็รับช่วงงานทั้งหมดเพื่อสร้างให้โครงการแม่วางสคูลสเตย์ต่อไป ภัทราทิพย์เล่าให้ฟังว่าแม้จะเป็นงานจิตอาสา แต่ก็มีการวางแผนการทำงานและประชุมงานกันสม่ำเสมอ ใครที่มีประสบการณ์งานโรงแรมมาช่วยวางระบบงาน ใครที่เคยทำร้านกาแฟก็มาช่วยทำร้าน ใครที่ทำร้านอาหารก็มาช่วยวางแผนเรื่องครัว ทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างดี เป็นทีมงานที่ดีมาก

“เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อม พวกเราก็เดินทางขึ้นไปวางระบบทั้งหมดในการทำงาน ทั้งการรับแขก การดูแลบ้านพัก การทำอาหาร การทำร้านกาแฟ เพื่อหารายได้ประจำโดยไม่ต้องรอแขกที่มาพัก เมื่อจัดระบบเสร็จแล้ว ก็ให้ครูและเด็กนักเรียนชั้นประถมปลายมาเรียนรู้กระบวนการทำงานเบื้องต้น เตรียมสคริปต์ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างชาติให้ครูและนักเรียนฝึกฝน“

ภัทราทิพย์ กล่าวว่า วิธีการจัดการผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ทางทีมงานได้อบรมครูและนักเรียนให้รู้จักการแยกขยะ และการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมจัดวางถังแยกขยะไว้ครบถ้วนภายในบริเวณโรงเรียน

โชคดีที่ครูสนใจเรื่องการส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภัทราทิพย์เล่าว่า ผู้ที่มาพักสามารถรับประทานผักและไข่ไก่สดๆ ที่ปลอดสารพิษ ที่นี่ยังมีการเปิดสหกรณ์เป็ด ไก่ หมู และไส้เดือนให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น เด็กนักเรียนนำไก่กลับบ้าน 3 ตัว เพื่อไปเพาะเลี้ยง อีก 5 เดือนต่อมา เด็กต้องนำลูกเจี๊ยบกลับมาคืนสหกรณ์ 5 ตัว เป็นการหมุนเวียน ได้สัตว์เพิ่มขึ้น ในโรงเรียนยังมีบ่อเลี้ยงกบ ที่จะแจกให้เด็กนักเรียนและชาวบ้านไปทำอาหารได้สม่ำเสมอตลอดปีอีกด้วย

ที่ช่วงปีที่ผ่านมา ภัทราทิพย์ได้ทำงานร่วมกับคุณครูในทุกขั้นตอน และสองฝ่ายมองตรงกันว่า หากมีใครสนใจจะมาร่วมโครงการแม่วางสคูลสเตย์ ก็จะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนและเด็กนักเรียน โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ นักเดินทางที่มองหาที่พักเรียบง่าย ราคาประหยัด ท่ามกลางนาข้าวเขียวขจีและขุนเขาสลับซับซ้อน

กลุ่มที่สองคือ อาสาสมัคร ซึ่งต้องการสละเวลาบางส่วนช่วยทำงานพัฒนาโรงเรียน งานเกษตร และกิจกรรมศิลปหัตถกรรมซึ่งนำรายได้เข้าช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มสุดท้ายคือ นักศึกษาที่ต้องการมาฝึกงานในระยะยาว โดยมาทำงานช่วยสอนหนังสือ พัฒนาโรงเรียน งานเกษตร และอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งสร้างสมประสบการณ์ชีวิตของตนเอง โดยจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากโรงเรียนสโมสรไลออนส์รัตนโกสินทร์

“เรามุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครมากกว่าคาดหวังในเชิงธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ  ต้องการให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะวิชาชีพ รู้จักฝึกพูดภาษาอังกฤษ เข้าใจการบริหารจัดการบ้าง เชื่อว่าโครงการนี้จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเรียนรู้แก่เด็ก ยิ่งหากมีคนมาพักหรือมาช่วยงานอาสาสมัคร รายได้จากตรงนี้ก็จะได้นำมาทำประโยชน์ให้แก่โรงเรียนต่อไปในระยะยาว”

โครงการแม่วางสคูลสเตย์ ตั้งอยู่ที่หมู่ 19 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เส้นทางเข้าสู่โรงเรียนจะเป็นถนนลาดชันระยะทาง 8 กม. แยกจากถนนสาย 1013 อันเป็นถนนเส้นที่ตัดจาก อ.สันป่าตอง ผ่าน อ.แม่วาง ลัดเลาะเลียบผ่านโครงการหลวงแม่สะป๊อกสู่ยอดดอยอินทนนท์

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.maewangschoolstay.com หรือ http://www.facebook.com/maewangschoolstay

 

 

มหิดลเร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูกกันไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216873.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
มหิดลเร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูกกันไข้เลือดออก

มหิดล เร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูก ป้องกันไข้เลือดออก ชี้ปัจจัย​ติดเชื้อซ้ำไวรัสเพิ่มตัว 100-1,000 เท่า เตือนประชาชนมีไข้อย่าบริจาคเลือดเหตุทำคนอื่นติดเชื้อได้

             เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเสวนาเรื่อง ไขความจริงวิทยาศาสตร์ ของไข้เลือดออก โดย ศ.ดร.ศุขธิดา อุบล อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็งกี่ กล่าวว่า ​​​ปัจจุบันไม่มียาต้านไวรัสไข้เลือดออก และถึงแม้มียาต้านไวรัส โอกาสในการใช้ยาถือว่ายังต่ำมาก โดยระยะเวลาการให้ยาจะอยู่ที่​ 4-5 วัน แต่ส่วนใหญ่​ผู้ป่วยกว่าจะมาพบแพทย์ ก็​เข้าวันที่ 2 ​แล้ว ​ซึ่งจะทำให้ยาไม่สามารถรักษาเพื่อหยุดการเพิ่มจำนวนไวรัสได้ ​ความหวังจึงอยู่ที่วัคซีนป้องกันโรค โดยประเทศไทย ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ และ รศ.ดร.สุธี ยกส้าน เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกของโลก ที่สามารถพัฒนาให้เชื้อเด็งกี่อ่อนฤทธิ์ลงเพื่อทำเป็นวัคซีนได้​ทั้ง 4 สายพันธุ์ ซึ่งวัคซีนที่กำลังพัฒนาอยู่ก็ยังพบว่าสร้างภูมิคุ้มกันได้ ร้อยละ 60 เท่านั้นแต่วัคซีนที่จะป้องกันได้ต้องสร้างภูมิได้มากกว่านี้ และยังพบว่า วัคซีนดังกล่าวทำเพื่อป้องกันเด็งกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์แต่เชื้อกลับต่อสู้กันเอง ทำให้ภูมิคุ้มกันบางสายพันธุ์ขึ้นสูง บางสายพันธุ์ไม่ขึ้นหรือต่ำจนวัดไม่ได้ นอกจากนี้ ไวรัสเด็งกี่ ยังปล่อยโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาชื่อ NS1 ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ผนังหลอดเลือดรั่ว ซึ่งในวัคซีนก็ยังไม่สามารถป้องกันการปล่อยสารดังกล่าวได้ จึงยังต้องพัฒนาต่อ​

ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย กำลังมีโครงทดลองของนักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก ภายใตัการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ​ที่​พัฒนาวัคซีนชนิดพ่นทางจมูกเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ที่ 3 ซึ่งถือว่าเป็นชนิดที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ได้ยากที่สุด โดยทำเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ​ไปใส่ไว้ในอนุภาคชนิดหนึ่ง ซึ่งจะนำเชื้อเข้าไปสู่ภูมิคุ้มกันได้โดยตรง วิธีนี้จึงทำให้ได้ภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ขณะนี้พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในหลอดทดลอง และอยู่ระหว่างการนำไปสู่การทดลองในสัตว์ และทดลองทางคลินิกต่อไป แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวว่า ​ปัจจัยที่ทำให้โรคไข้เลือดออกเกิดความรุนแรง คือ การติดเชื้อไข้เลือดออกต่างสายพันธ์ุครั้งที่ 2 พบว่าจะรุนแรงมากกว่าผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรก อยู่ที่ 15-80 เท่า​ โดยกลไกของเชื้อเด็งกี่นั้น เมื่อติดเชื้อครั้งแรกแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันเชื้อสายพันธุ์นั้นๆไปตลอดชีวิต และในช่วง 6 เดือน – 2 ปี หลังการติดเชื้อ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานข้ามสายพันธุ์ จึงพบว่าถ้าติดเชื้อซ้ำในช่วงนั้น จะไม่ป่วยและมีภูมิต้านทานไปตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน แต่หากติดเชื้อซ้ำหลังจากช่วง 2 ปี ภูมิต้านทานข้ามสายพันธุ์จะต่ำลง จนทำให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรง โดยอนุภาคของไวรัสจะไปจับกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ไม่สร้างภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ไวรัสเจริญเติบโตมาก ​100-1,000 เท่า ​เมื่อนั้น​​เซลล์เม็ดเลือดขาวจะทำงานผิดปกติ และสร้างสารน้ำปล่อยออกมานอกเซลล์ มีผลทำให้เกิดการทำลายเกร็ดเลือด ระบบการแข็งตัวของเลือดเสียไป ผนังหลอดเลือดเสีย ทำให้หลอดเลือดรั่ว จนน้ำและโปรตีนบางตัว ออกจากหลอดเลือด หากไม่สามารถหยุด​ทัน ก็ทำให้เกิดอาการช็อก และNS1 ก็ยังเพิ่มขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่ง​พิษจะที่ทำให้ผนังหลอดเลือดรั่ว ​​ทั้งสองอย่างช่วยกันจึงทำให้ผู้ป่วยอาการหนักมาก

​ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับเชื้อเด็งกี่ ที่ต้องเฝ้าระวังหลายประเด็น เช่น ​ในช่วง​ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบสายพันธ์ุใหม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อยากเรียกว่า สายพันธ์ที่ 5 โดบเชื้อพบยุงและลิง ที่อยู่ในป่า แถบ​ชายแดนประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะพบการติดต่อสู่​คนต่อเมื่อสายพันธ์ุพัฒนาตัวเองเพิ่มจำนวนไวรัสจนสามารถเข้าเซลล์มนุยษ์ได้ ​ซึ่งลิงและมนุษย์มีความใกล้เคียงกัน โอกาสเข้าสู่คนจึงค่อนข้างสูง ที่น่ากังวลคือ ถ้าสายพันธ์ุที่ 5 ออกจากป่ามาสู่เมือง ซึ่งอาจเกิดจากการท่องเที่ยว ก็จะทำให้การควบคุมโรคเป็นปัญหามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในต่างประเทศ​ 3 เดือน ที่ผ่านมา พบ​ว่า เชื้อเด็งกี่ สามารถถ่ายทอดได้จากการบริจาคเลือด ​โดยพบจำนวน 4 รายแล้ว ซึ่งปัจจุบันเชื้อเด็งกี่ ถือเป็น​เชื้อที่ไม่มีการตรวจในการบริจาคเลือด ทำให้ประชาชนหากรู้สึกตัวว่า มีไข้ ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216818.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

              “ภคภพ ตัณฑเศรณี” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย ร้องเรียนผ่าน “สมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา” วอนศธ. ทบทวนข้อเสนอ “ธเนศพล” ให้สพฐ.สั่งการให้ร.ร.ในสังกัดกว่า 3.5 หมื่นแห่ง สั่งซื้อแบบเรียน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักจากองค์การค้าฯ โอด! กระทบธุรกิจเอสเอ็มอีและวิถีชุมชน ร้านค้ากว่า 700 แห่ง พนักงานอีก 27,000 ครอบครัว และนักเรียน นักศึกษา ที่ทำงานช่วงปิดเทอมร่วม 1,000 ชีวิต  ระบุ 16 พ.ย.นัดขอเข้าพบ “บิ๊กหนุ่ย”เพื่อหาทางออก

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมตรัง แยกวิสุทธิกษัตริย์ วังขุนพรหม กรุงเทพมหานคร  ได้มีตัวแทนร้านค้าหนังสือแบบเรียน นำโดย นายภคภพ ตัณฑเศรณี นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย และนายณัฐวุฒิ วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ และนายส่งศักดิ์ สายปัญญา  นัดพบกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษาไปถึงพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ขอให้ทบทวนข้อเสนอที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)สพฐ.)ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัดสพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากองค์การค้าฯ และให้บริษัทไปรษณีย์ไทยดำเนินการจัดส่งแทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน อ้างเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกันและแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า

นายภคพล เผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกในสมาคม กว่า 700 ร้านค้าหนังสือแบบเรียนทั่วประเทศไทย ต่างวิตกทุกร้อนกันไปหมดกับข้อเสนอดังกล่าว ในการสั่งซื้อหนังสือแบบเรียน 4 วิชาจากองค์การค้าฯ และให้ไปรษณีย์เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งนั้น หากเกิดขึ้นจริง แน่นอนร้านค้าหนังสือส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามชุมชนทั่วประเทศ จะได้รับความเดือดร้อนแน่นอน รวมถึงพนักงานกว่า 27,000 ครอบครัว อาจจะต้องถูกเลิกจ้างได้ในอนาคต หากร้านค้าไม่ต้องจัดส่งตำราเรียนให้แก่โรงเรียนกว่า 35,000 แห่งทั่วประเทศ

“ร้านค้าหนังสือส่วนมากกระจายอยู่ตามชุมชน กลายเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด ยิ่งช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม-เมษายน เวลา 40 วันที่ร้านค้าต้องบรรจุหนังสือแบบเรียนส่งให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษา มาทำงานทั้งในร้านค้าและระบบขนส่ง ที่บริการส่งตรงถึงห้องเรียน มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นม.3-ปริญญาตรีเข้ามาทำงาน บางคนทำงานจนสามารถจ่ายค่าเทอมได้ และเลี้ยงพ่อแม่ได้ หากระบบที่ดำเนินมากว่า 10 ปี หลังเปิดเสรีตำราเรียนนี้ต้องยกเลิกไป แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อเยาวชนที่หารายได้ช่วงปิดเทอม ซึ่งมีอยู่ร่วม 1,000 คน รายได้ส่วนนี้อาจจะต้องขาดหายไป รวมถึงต้นทุนร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีการเก็บสต็อกตำราเรียนมูลค่าหลายล้านบาทก็ต้องเดือดร้อน อีกทั้งร้านค้าหนังสืออาจต้องเลิกกิจการไป” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าว

นายภคภพ เผยอีกว่า องค์การค้าฯ ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของร้านค้าหนังสือ หากเป็นร้านค้าหนังสือขนาดใหญ่จะได้รับส่วนลดร้อยละ 25  ส่วนร้านค้าหนังสือขนาดเล็กจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10 แต่ละร้านค้าจะสั่งซื้อหนังสือล่วงหน้าเพื่อเตรียมการขนส่งให้โรงเรียนหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว มีเวลาจัดส่ง 40 วัน ขณะที่ครูก็เตรียมการสอนตามหนังสือแบบเรียนที่คาดว่าจะนำมาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน ทุกอย่างในกระบวนการขายตำราเรียนได้มีการเตรียมการล่วงหน้านาน ทั้งเตรียมกำลังคน เตรียมรถขนส่ง ทั้งแบบรถบรรทุก 10 ล้อ รถบรรทุก 12 ล้อ รถบรรทุก 18 ล้อ หรือแม้กระทั่งต้องใช้รถพ่วง

“ประมาณเดือนมีนาคม ของทุกปี เมื่อสพฐ.จัดสรรงบประมาณรายหัวส่งไปให้แต่ละโรงเรียน จากนั้นโรงเรียนจะประกาศจัดซื้อจัดจ้าง เปิดซอง สอบราคา และกำหนดวันนัดส่งหนังสือตำราแบบเรียนให้แก่โรงเรียน ส่วนมากทางผู้บริหารและครูจะเป็นฝ่ายนัดจัดส่งหนังสือเรียน และทุกปีจะจัดส่งถึงโรงเรียนก่อนเปิดเทอม เมื่อเปิดเทอมนักเรียนก็มีตำราเรียนทันที หากให้บริษัทไปรษณีีย์จัดส่งหนังสือ ผมไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการได้ทันเปิดภาคเรียนหรือไม่ เพราะการจัดส่งหนังสือเรียนแตกต่างจากสินค้าอื่น เพราะต้องมีการแยกกล่อง แยกวิชา แยกระดับชั้นเรียน ระดับห้องเรียน เรียกว่าอำนวยความสะดวกให้แก่โรงเรียนเต็มที่” นายภคภพ ระบุ

ขณะที่  นายณัฐวุฒิ  วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ  กล่าวเสริมว่า ธุรกิจร้านหนังสือในปัจจุบันแทรกอยู่ทุกชุมชน เป็นแหล่งงานให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงาน เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่หวังผลกำไรมากนักแต่ต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานที่เป็นชาวบ้านในชุมชน ให้สามารถเลี้ยงชีพได้ หากต้องมีการผูกขาดตำราเรียน เกรงว่าร้านค้าหนังสือจะล้มหายตายจากกันไปหมด เพราะอยู่ไม่ได้ ขอให้รัฐบาลทบทวนในเรื่องนี้

นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าวอีกว่า ได้พยายามขอเข้าพบ นายธเนศพล ซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีหลายอย่าง แต่เรื่องนี้ถือว่ายังไม่ถึงที่สิ้นสุด ซึ่งทางสมาคมได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ รมว.ศึกษาธิการทบทวนข้อเสนอดังกล่าว ในเบื้องต้นจะได้เข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ ในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้

อนึ่ง นักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่จะได้รับแจกฟรีตำราเรียนตามนโยบายเรียนฟรี 12 ปี มีจำนวน  10 ล้านคน อีกทั้งประเทศไทยได้เปิดเสรีตำราเรียนมาตั้งปี 2542 หากใช้อำนาจรัฐ ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อตำราเรียนจากหน่วยงานของรัฐ เท่ากับหน่วยงานรัฐทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งพ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ฮั้ว 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ป.ป.ช. และเข้าข่ายรัฐผูกขาดตำราเรียนเป็นการฮั้วขั้นเทพระหว่างรัฐต่อรัฐ

หากดูเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาของ “พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการแล้ว สังคมไทยพอจะมีความหวังได้ว่า “รััฐมนตรีศึกษาฯ คนนี้” คงไม่อยากเห็นภาพการทำลายระบบเอสเอ็มอีของชุมชน ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ชูธงขับเคลื่อนค่อนประเทศไทย รวมถึงไม่อยากเห็นภาพเด็กนักเรียนได้รับหนังสือช้า ไม่ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 อย่างแน่นอน นะขอบอก !!

ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216796.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

สสส.ร่วมกับอะเดย์ จัดงาน a day BIKE FEST 2015 ระหว่าง 12-15 พ.ย.นี้ ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพ นำเทรนด์ปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

             เมื่อวันที่ 12 พ.ย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ อะเดย์ จัดงาน a day BIKE FEST 2015 เทศกาลจักรยานแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์การจัดงานว่า ‘Tour de World’ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 12-15 พ.ย. 2558 ที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน

นายณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สสส. กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการปั่นจักรยานและการเดินวิ่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การสร้างสุขภาพ ลดการใช้พลังงาน โดยสสส.ใช้ยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน คือ 1.สร้างกระแสความตื่นตัวด้านการเดินและใช้จักรยาน 2.ผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยาน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ  1. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในวิถีชีวิต 2. การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 3. การท่องเที่ยวและนันทนาการ ซึ่งสสส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่ายสุขภาพ ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้จักรยานในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการผลักดันงานจักรยานอย่างมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3 ส คือ 1 สวน 1 เส้น 1 สนาม  1.สวน ปรับสวนสาธารณะ ให้เอื้อต่อการใช้จักรยาน 2. เส้น ให้แต่ละจังหวัดกำหนด 1 เส้นทางที่มีผู้ใช้เป็นประจำ 3. สนาม ทุกจังหวัดมีสนามกีฬา สนามบิน หรือสนามของหน่วยราชการอยู่ให้จัดแบ่งให้เป็นเลนปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจุบันมีจังหวัดนำร่องทั้งสิ้น 17 จังหวัด

“สำหรับการจัดงาน “สสส. Presents a day Bike Fest 2015” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความตื่นตัวในสังคม และนำเทรนด์การปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาสู่การท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีเส้นทางน่าปั่นมากมาย ผนวกกับเส้นทาง 3 ส ที่มีความพร้อมทางกายภาพ ความงดงามทางวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอีกด้วย” นายณรงค์ กล่าว

ด้าน นายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day กล่าวว่า การจัดงาน a day BIKE FEST 2014 เริ่มตั้งแต่ปี 2012 และประสบความสำเร็จมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ในปีนี้งาน “สสส. presents a day BIKE FEST 2015 จัดภายใต้คอนเซปต์ ‘Tour de World’ พูดถึงเทรนด์การปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเนื้อหาของ a day BIKE FEST ทุกปีจะเชื่อมโยงกับเทรนด์การปั่นจักรยานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้การนำจักรยานไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ กำลังได้รับความนิยม เราขอชวนผู้คนออกเดินทางพร้อมจักรยานไปพื้นที่ต่างๆ เพื่อออกกำลังกาย และท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้จักรยานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงการให้แนวคิดและตัวอย่างการจัดการท่องเที่ยวสำหรับจักรยานที่น่าสนใจ

สำหรับภายในงานจะพบกับ Shop Zone รวมร้านขายจักรยานและสินค้าเกี่ยวกับจักรยานกว่า 200 ร้าน Vintage Zone พื้นที่โชว์รถวินเทจสุดสวยและหายาก 30 คัน Vintage Market Zone ตลาดนัดขายสินค้าและอะไหล่วินเทจInternational Zone บูทจากผู้ผลิตจักรยานอิสระชั้นนำจากต่างประเทศ Triathlon Zone โซนพิเศษที่รวมร้านขายสินค้าเกี่ยวกับไตรกีฬา รวมถึงบริการให้ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ Travel Zone บูทจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจักรยาน เช่นโรงแรมจักรยาน ทัวร์จักรยาน ฯลฯ Forum Zone เวทีพูดคุยให้ความรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจักรยานConcert คอนเสิร์ตโดยศิลปินชั้นนํา อาทิ เป้ อารักษ์ แอนด์ เดอะปีศาจแบนด์, ลิปตา, โอปอ ประพุทธ์, คชา AF, กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ฯลฯ City of Bike Zone รวมบูทขององค์กรที่ขับเคลื่อนงานด้านจักรยานในทุกมิติของไทยCompetition Zone การแข่งขันจักรยานหลายรูปแบบ Extreme Zone การแข่งขันและการโชว์จักรยานผาดโผน Kid Zone การแข่งขันจักรยานเด็กขาไถหลากหลายรุ่น

รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216757.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue)

รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue) : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             จากกรณีนักแสดงชื่อดัง “ปอ” ทฤษฎี สหวงษ์  ล้มป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคไข้เลือดออก ทำให้สังคมไทยเกิดการตื่นตัวมากขึ้นกับการระวังป้องกันโรคไข้เลือดออก

แม้ทีมแพทย์ที่ตรวจรักษาจะออกมายืนยันว่า อาการป่วยของนักแสดงหนุ่มเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกทุกรายก็ตาม แต่เพื่อความไม่ประมาท เราควรจะรู้เท่าทันอันตรายของโรคไข้เลือดออกนี้กันอย่างถ่องแท้อีกครั้ง เพื่อระมัดระวังป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกได้ในอนาคต

“โรคไข้เลือดออก” เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสเดงกี มียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงตัวเมีย ซึ่งกัดเวลากลางวันและดูดเลือดคนเป็นอาหาร จะกัดดูดเลือดผู้ป่วยเชื้อไวรัสเข้าสู่กระเพาะ สะสมในเซลล์ผนังกระเพาะจนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เข้าสู่ต่อมน้ำลายและเข้าในร่างกายคนที่ถูกกัดเป็นรายต่อไป

มีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นอีกก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนและผ่านระยะฟักตัวนาน 5-8 วัน หรือสั้นที่สุดจำนวน 3 วัน ยาวนานที่สุด 15 วัน ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้

อาการของโรคจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบคือ มีไข้สูงเฉียบพลัน เกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชัก

มีเลือดออกที่ผิวหนัง เป็นจุดเลือดเล็กๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อก

อาการตับโต กดเจ็บ ส่วนใหญ่จะคลำพบ ตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ ภาวะการไหลเวียนล้มเหลว ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด ช่องท้อง เกิด hypovolemic shock

ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับมีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว และความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือ อาการช็อก ที่ทำให้ภาวะการไหลเวียนเลือดล้มเหลว นั่นเอง

ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสาหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลที่ดีตลอดระยะเวลาวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วของพลาสมา

“นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินหายใจ รพ.วิชัยยุทธ บอกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งคนสูงอายุ 90 ปีก็ยังเป็น นอนพักรักษาตัวนานหลายสัปดาห์ น่าเสียดายว่าประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ หากเมื่อไหร่ที่มีจะต้องแนะนำให้คนไทยฉีดควรฉีด เพราะโรคนี้ไม่มียารักษา ถ้าเป็นแล้วอาจเสียชีวิตได้

“สำหรับกรณีของคนไข้รายนี้ (ปอ) เข้าขั้น severe dengue เดงกีขั้นรุนแรง มีทั้งการรั่วของพลาสมา ทำให้ความดันโลหิตต่ำ มีอาการช็อก (dengue shock syndrome) น่าจะมีน้ำรั่วออกมาในปอด และเยื่อหุ้มปอด ในช่องท้อง ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว มีเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำจากโรคเดงกีเอง และเลือดไม่แข็งตัว เนื่องจากการทำงานของตับล้มเหลว” นพ.มนูญ วิเคราะห์

นพ.มนูญอธิบายว่า นอกจากนี้หัวใจและไตยังทำงานน้อยกว่าปกติ ซ้ำเติมทำให้ระบบหายใจยิ่งแย่ลง ไม่แน่ใจว่าสมองโดนด้วยหรือไม่ การรักษาต้องประคับประคอง ให้เครื่องช่วยหายใจ อาจต้องล้างไต ตับ ถึงแม้จะทำทุกอย่างก็อาจเสียชีวิตได้ เพราะไม่มียารักษาโดยตรง ปีนี้คนเป็นไข้เลือดออกกันเยอะมาก ต้องระวัง

“นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์ไข้เลือดออกในไทยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2558 พบผู้ป่วย 102,000 คน เสียชีวิต 102 คน เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือกออกมากที่สุดในไทยมีผู้ป่วย 150,000 คน เสียชีวิต 150 คน นับว่าปีนี้ถือว่าระบาด แต่ไม่รุนแรง

ขณะที่สถิติการเกิดโรคช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปีนี้ มากกว่าปี 2557 ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,000-4,000 คนต่อสัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคม มีผู้ป่วยสูงถึง 7,000 คนต่อสัปดาห์

“ที่น่าสังเกตคือ ปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี บวกกับฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ลูกน้ำยุงลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น” นพ.โอภาส อธิบาย

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ คือ 1.ภาวะเลือดออกมาก 2.เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต โดยไวรัสเดงกีที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งประเทศไทยมีการระบาดของ 4 สายพันธุ์วนเวียนกันไปแล้วแต่พื้นที่

“นพ.โสภณ เมฆธน” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ไวรัสเดงกีในไทยยังไม่มีสายพันธุ์ใหม่ มีเพียง 4 สายพันธุ์เท่านั้น และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้ยุงกัด

“นพ.อำนวย กาจีนะ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร หน้าแดง มีจุดเลือดที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งคนหนึ่งคนจะเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทาน

การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เลือดออก และช็อกได้ ส่วนการวินิจฉัยโรค ในช่วงแรกจะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจ ซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย

การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคอง ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา และจากการสำรวจคนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80% แต่มีส่วนร่วมในการป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงลายเพียง 20% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน รพ.ศิริราชฯ ประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ถึงวิธีการป้องกันตนเองและระมัดระวังผู้ใกล้ชิดไม่ให้ถูกยุงลายกัด ด้วยการนอนในมุ้งหรือสถานที่ที่มีมุ้งลวดแน่นหนา สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาว  ใช้สารไล่ยุง (Mosquito Repellents) ที่ไม่เป็นอันตรายทาผิว หรือใช้ชุบเสื้อผ้า ใช้ชุบวัสดุปูพื้น

ต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะแหล่งเพาะยุงลาย เช่น ปิดปากภาชนะเก็บน้ำด้วยผ้า ตาข่ายไนลอน อะลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นที่สามารถปิดปากภาชนะเก็บน้ำนั้นได้อย่างมิดชิด จนยุงไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปวางไข่ได้

‘จูลี’คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216736.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
'จูลี'คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘จูลี’คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

             เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา เป็นงานวันรับปริญญาของนักศึกษาไทยมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งมีนักศึกษาจบการศึกษา 67 คน ณ ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยอัล อัซฮัร โดยมีนายพีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร พร้อมด้วย ดอกเตอร์มุฮฺยิดดี อัลอาฟีฟี่ เลขาธิการใหญ่แห่งสภาวิจัยอิสลามอัลอัซฮัร ร่วมเป็นประธานในพิธี

1 ใน 67 คนที่เข้ารับปริญญาในปีนี้ คือ หนึ่งคนที่สำคัญและมีบทบาทมากกับสังคมนักศึกษาไทย คนไทย รวมถึงข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร โดยเฉพาะเป็นสื่อกลางด้านภาษาในระดับประเทศอีกด้วย นับได้ว่าเป็นบุคคลคุณภาพที่น่ายกย่องในการช่วยเหลือสังคม และยังเป็นอดีตนายกสมาคมผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่หลายเส้นทางเพื่อเตรียมไว้ให้แก่น้องๆ นักศึกษารุ่นใหม่ได้เดินอย่างง่ายดายในสายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรนักศึกษากับองค์กรอัลอัซฮัร

เป็นวิทยากรพิเศษสอนหนังสือ ติวเข้มให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่มีปัญหาต่างๆ รวมถึง เป็นล่าม เป็นไกด์นำเที่ยว แม้จะสิ้นสุดวาระการดำรงในตำแหน่งนายก แต่ก็ไม่เคยที่จะทิ้งสมาคม จึงไม่แปลกที่ใครในวงการนักศึกษาไทยในอียิปต์ต่างรู้จักและรักผู้ชายคนนี้ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ “จูลี” ต้องใช้เวลาอยู่ในประเทศอียิปต์ถึง 16 ปี และก็จบลงด้วยความสมบูรณ์แบบ ตามแบบฉบับนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ระดับโลกอย่างแท้จริง

“จูลี” ชื่อที่ติดปากนักศึกษาไทยในอียิปต์ เดิมชื่อ ลีนวัตร แสงวิมาน เป็นคน จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายยีอารี แสงวิมาน ซึ่งมีภรรยาสองคน นางประคอง และนางสาลี่ แสงวิมาน อาชีพทำสวนส้มโอ มีพี่น้องทั้งหมด 26 คน จบประถมจากโรงเรียนบ้านแสงวิมาน ได้ศึกษาต่อด้านศาสนาและสามัญที่โรงเรียนประทีบศาสน์ (ปอเนาะบ้านตาล) จ.นครศรีธรรมราช และได้รับทุนจากโรงเรียนให้มาศึกษาในประเทศอียิปต์เมื่อปี พ.ศ. 2543

“จูลี” บอก ว่า “อัลอัซฮัร” เปรียบเสมือนศิลาแห่งความรู้ สอนให้ยึดหลักการศาสนาที่เข้มข้นพร้อมกับเปิดวิสัยทัศน์ทางความคิด เน้นหลักคำสอนด้านคุณธรรม จริยธรรม และทุกการงานที่รับผิดชอบนั้นต้องควบคู่ไปกับคำสอนศาสนาซึ่งเป็นแนวทางสร้างความสันติ ความสุขกับสังคมได้อย่างหลากหลายและลงตัว รุ่นพี่ต่างมีการงานที่หลากหลายแม้จะไม่จบสายนั้นๆ โดยตรงก็ตาม เช่น เป็นผู้นำองค์กรศาสนา ครู ผู้บริหารสถาบันการศึกษา แพทย์ ล่ามภาษา นักการทูต ผู้อำนวยการบริหารสายการบิน

อียิปต์ เป็นประเทศอาหรับที่มีความหลากหลาย การอยู่อียิปต์ให้มีความสุขสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ภาษา” หากเข้าใจภาษาทั้งหมดเราจะเข้าใจคนอียิปต์ได้ดีและปลอดภัย จากการเริ่มต้นเข้าศึกษาในระดับมัธยมต่อด้วยการเข้ามหาวิทยาลัยคณะศึกษาศาสตร์และภาษาอาราบิก ทำให้มองภาษาเป็นสิ่งมีค่าเพราะคณะนี้จะมีทุกวิชาของคณะอื่นๆ มารวมกัน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นทางนำที่ต้องคู่ไปกับภาษา จึงจะเดินไปสู่เป้าหมายอย่างมีคุณภาพ

สำหรับภาษาอาหรับนั้น มีอยู่ 3 แกนหลัก คือ ภาษาท้องถิ่นอียิปต์ ภาษาราชการ (ภาษาหนังสือ) และภาษาศาสตร์เทคนิค (ภาษาศัพท์หนังสือพิมพ์) ซึ่งต้องศึกษาและค้นหาอย่างแท้จริงโดยเฉพาะภาษาท้องถิ่นจะต้องคบเพื่อนอาหรับเพื่อความรวดเร็วในการได้เรียนรู้ภาษา ภาษาราชการ หรือภาษาพูดเพื่อติดต่อในโลกอาหรับต้องแม่นในเรื่องการเขียน การอ่าน การฟังและการสนทนา

ส่วนภาษาศาสตร์เทคนิค หรือศัพท์หนังสือพิมพ์ จะเป็นศัพท์ข่าวที่ออกมาใหม่ๆ จะเป็นตัวเติมเต็มให้ภาษาราชการดูดี และสามารถรับรู้ข่าวสารที่กว้างขึ้น เช่น ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนาเปรียบเทียบ ประเด็นศาสนาร่วมสมัยและการเมือง จากการให้ความสำคัญกับภาษาจึงทำให้มีโอกาสได้ทำงานในด้านการใช้ภาษาเช่น เป็นล่ามให้แก่ คณะศอ.บต. ล่ามประชุมผู้สื่อข่าวในกระทรวงการต่างประเทศ ล่ามประชุมคณะจากอัลอัซฮัรกับเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงและล่ามให้แก่องค์กรต่างๆ

ที่มีวันนี้ได้ เพราะ “สมาคมนักศึกษาไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์” ซึ่งเป็นบ้านของพวกเรานักศึกษาไทยทุกคน เป็นสถานที่และแหล่งผลิตสร้าง “ผู้นำสังคม” จากรุ่นสู่รุ่น เริ่มต้นจากตำแหน่งอนุเหรัญญิก ตำแหน่งเหรัญญิก ตำแหน่งกีฬา ตำแหน่งเลขานุการ ที่ปรึกษาและนายกสมาคม สถานที่แห่งนี้ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งในจำนวนนักศึกษาทั้งหมดกว่า 2,000 คน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเป็นการเรียนรู้เส้นทางใหม่ที่น่าจะส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อที่นี่คือเวทีที่จะนำไปสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ประเทศไทยของเรา

“จูลี” ฝากบอกน้องๆ นักศึกษารุ่นใหม่ๆ ว่า อยากให้น้องให้ความสำคัญกับภาษาให้มาก ทำกิจกรรมให้หลากหลาย และสิ่งที่ตามมาคือ การรู้จักคิดและคิดให้เป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น อยู่อียิปต์ให้มีความสุขต้องใช้ชีวิตอย่างเฉลียว