เปิดใจ’โฆษกกระทรวงแรงงาน’ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216746.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
เปิดใจ'โฆษกกระทรวงแรงงาน'ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ)

เปิดใจ’โฆษกกระทรวงแรงงาน’ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ) : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน ปชส. สป.รง.ภาพ

             ชายร่างผอมสูง แต่ทุกย่างก้าวกระฉับกระเฉง แคล่วคล่อง ว่องไว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอ เป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักประชาสัมพันธ์ นักวิชาการ และนักบริหารไร้พุง ที่ยากจะพบเห็นในผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการไทย ด้วยความพิสมัย “ลูกหนัง” เป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ “ธีรพล ขุนเมือง” ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ใช้วันว่างดวลแข้งอย่างสม่ำเสมอ

ชีวิตเผชิญกับความท้าทาย เมื่อ “ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ 315/2558  แต่งตั้ง “ธีรพล ขุนเมือง” ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็น “โฆษกกระทรวงแรงงาน” มีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2558

“ธีรพล ขุนเมือง” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง (รัฐศาสตร์) และระดับปริญญาโท(พัฒนาสังคม)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ช่วงชีวิตวัย 26 ปี มีโอกาสเกือบติดฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง “หนุ่ย” เฉลิมวุฒิ สง่าพล ดาราเอเชีย ระดับโค้ชฟุตบอลเลื่องชื่อ แต่เขาเลือกสอบบรรจุเข้ารับราชการแทนการเป็น “นักกีฬาฟุตบอล”

“ธีรพล” ได้รับความไว้วางใจกินตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (สป.รง.) ตามด้วยตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในปี 2557 ผู้บริหารระดับต้น จากนั้นไต่ระดับสู่เก้าอี้ “รองอธิบดี กพร.” ระหว่างวันที่ 23 กันยายน-23 พฤศจิกายน 2557 ก่อนก้าวสู่ผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557-6 ตุลาคม 2558 และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558-ปัจจุบัน นั่งในตำแหน่ง ผู้ตรวจฯ สป.รง.

ปี 2533 “ธีรพล ขุนเมือง” ได้รับคัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2532 (ครุฑทองคำ) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และปี 2540 ได้รับคัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2539 (ครุฑทองคำ) กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

อบรมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 53 รุ่นเดียวกับ “ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดรง., นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และนายดิสทัต โหตระกิตย์  เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ อีกทั้งผ่านการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การบริหารจัดการด้านกำลังคนเพื่อความมั่นคง ประเทศออสเตรเลีย, การบริหารจัดการเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ ประเทศอินโดนีเซีย ฯลฯ

โฆษกกระทรวงแรงงานป้ายแดง เปิดใจต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า จะมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้กลไกของรัฐและประชาชนดำเนินไปอย่างคล่องตัว เมื่อประชาชนเข้าใจ รับรู้ และมีความเชื่อมั่น ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นโดยใช้หลัก “ความจริง” ฉะนั้น ต้องสื่อสารโดยใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และต้องประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ประชาชนต้องการรับรู้เป็นหลักที่กระชับ ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ เพราะในแต่ละเรื่องหากประชาชนยังไม่เข้าใจ ก็ยากที่จะทำให้โครงการต่างๆ ประสบผลสำเร็จ

“หัวใจของการเป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน ต้องสร้างการรับรู้กับประชาชน รวมทั้งจูงใจให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์ขององค์กร ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศชาติโดยรวมด้วย ที่สำคัญผมยึดหลักการทำงานต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง” ธีรพล ให้คำมั่น

ว่ากันว่า ช่วงปฏิบัติหน้าที่รองอธิบดี กพร. “ธีรพล” ได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือ “ใต้ร่มพระปรีชาชาญ พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” รวบรวมพระราชประวัติโดยเฉพาะพระปรีชาชาญงานช่างตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ จวบจนพระมหากรุณาธิคุณเลิศล้ำ ส่งผลต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน และได้นำหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง “ขอบใจ” คณะผู้จัดทำ

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216727.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย ยันไม่มีสายพันธุ์ใหม่ พีคสุดช่วงเดือนส.ค. พบป่วย 7,000 รายต่อสัปดาห์

           11พ.ย.2558 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศก็มีการระบาด เช่น มาเลเซีย จนถึงเดือน ก.ย. 2558 พบผู้ป่วย 80,000 ราย เสียชีวิต 200 กว่าราย

ส่วนสถานการณ์ในประเทศข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือน พ.ย. พบผู้ป่วย 102,000 ราย เสียชีวิต 102 ราย เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือกออกหนักนั้นมีผู้ป่วย 150,000 ราย เสียชีวิต 150 ราย ในปีนี้ถือว่าระบาดแต่ไม่รุนแรงเท่าปี 2556 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. มากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ถือว่าผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 3,000-4,000 รายต่สัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดในเดือน ส.ค.มีผู้ป่วย 7,000 ต่อสัปดาห์

“ที่น่าสังเกตคือปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี่ บวกกับฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ลูกน้ำยลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น เช่น โคราช เชียงใหม่ กทม. ซึ่งในการป้องกันที่สำคัญที่สุดต้องกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะลูกน้ำที่เกิดจากยุงลายที่มีเชื่อไข้เลือดออกก็จะมีเชื้ออยู่ในตัวเลย แต่ที่เป็นปัญหาในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย นอกจากเจ้าของบ้านจะไม่กำจัดทุกสัปดาห์แล้ว เมื่อมีเจ้าหน้าที่จะเข้าไปกำจัดให้ภายในบ้าน ก็ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายบ้าน ให้ทำได้แค่บริเวณท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นการกำจัดที่ไม่ตรงจุด เพราะลูกน้ำที่อยู่ตามท่อน้ำนั้นเป็นยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลาย” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า โรคไข้เลืดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป้ฝ่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ 1. ภาวะเลือดออก 2.เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้ โดยไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี่ 1, 2, 3 และ 4 ย้ำว่าไม่มีสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด และความรุนแรงของทั้ง 4 สายพันธุ์ไม่ต่างกันมาก ในการระบาดในประเทศไทยจะพบทั้ง 4 สายพันธุ์โดยอาจจะวนเวียนกันไป บางปีสายพันธุ์ อาจจะระบาดมากในภาคใต้ สายพันธุ์ที่ 3 อาจจะระบาดมากในภาคเหนือ เป็นต้น ดังนั้นคนหนึ่งคนจะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทานไวรัสเดงกี่สายพันธุ์นั้นๆ ทั้งนี้การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น เลือดออก และช็อคได้

สำหรับอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตัว อาเจียน เลือดออกที่ผิวหนัง แต่หากอาการรุนแรงไข้จะลดลง ตัวเย็น ซึม กินอาหารไม่ได้ เวียนศีรษะ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หมดสติ ซึ่งระยะติดเชื้อและรุนแรงจะอยู่ในช่วง 48 ชั่วโมง หากรักษาตามอาการจนพ้นระยะ 7 วันก็จะหายจากโรค การวินิจฉัยแรก จะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน จึงจะเจาะเลือดและตรวจรู้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องให้การรักษาแบบประคับประคองมีไข้ ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา

“จากการสำรวจของกรมควบคุมโรค คนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80 % แต่มีส่วนร่วมในกาป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงล่ยเพียง 20% เท่านั้น คนไทยจึงควรป้องกันโรคด้วยการสำรวจบ้านตัวเองและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เทน้ำทิ้งสัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ครั้ง” นพ.โอภาสกล่าว
พิษณุโลกไข้เลือดออกแนวโน้มรุนแรงตาย1ราย

นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณะสุขจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในช่วงปลายฝน ของปี 2558 ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง พบผู้ป่วยตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 6 พฤศจิกายน 2558 พบแล้ว 905 ราย มากกว่า ปี 2557 ที่มีผู้ป่วยเพียง 152 รายเท่านั้น อำเภอที่พบอัตราการป่วยมากที่สุดคือ อ.เนินมะปราง อ.ชาติตระการ และ อ.วัดโบสถ์ ส่วนพื้นที่พบน้อยที่สุดคือ ชุมชนในเขตเทศบาล กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ อายุ 15-24 ปี ถึงร้อยละ 28.28 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 21.62 มีประชาชนที่เสียชีวิตจากไข้เลือดออกแล้ว 1 ราย คือ ในพื้นทื่ อ.นครไทย

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ขอวงโรคพบว่า พื้นที่ที่พบแล้วจะก็จะกลับมาพบอีก ทั้งๆที่มีการควบคุมโรคทันทีที่พบผู้ป่วย มีการสอบสวนโรคลงพื้นที่ ที่มีฉีดพ่นหมอกควัน กำจัดยุงลายทัน แต่หลายแห่งยังขาดความร่วมมือในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย จึงทำให้ยุงไม่หมดไปจากชุมชน มีผู้ป่วยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีประชาชนในชุมชนยังมองว่าไม่อันตราย ป่วยก็รักษา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มองข้าม ปรากฏว่าล่าสุดนั้นได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของไข้เลือด นั้น เนื่องจากว่าผู้ป่วย ได้ป่วยแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็จะเกิดอีกสายพันธุ์ใหม่อีก ซึ่งประชาชนควรระมัดระวัง และรีบรักษา ไปหาแพทย์ดีกว่า

สำหรับมาตรการป้องกันนั้น ขณะนี้หากมีพื้นที่ใดเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออกระบาด ทางเจ้หาน้าที่ก็ประสานความร่วมมือกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ในการฉีดพ่นยา กำจัดลูกน้ำยุงลาย ตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งที่วัด โรงเรียน ชุมชนต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดได้อีก พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกให้กับประชาชนถึงพิษภัยของไข้เลือดออกที่หากมองข้ามอาจจะเสี่ยงต่อชีวิตได้
เชียงใหม่ไข้เลือดระบาดมีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว3ราย

นายแพทย์ไพศาล ธัญญาวินิชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้เลือดออกของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง มีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาประมาณ 4-5,000 คน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย ในขณะที่ปีที่ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงมากที่สุดคือปี 2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ราย และมีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกกว่า 10,000 คน กระจายอยู่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จุดที่พบการระบาดค่อนข้างสูง อยู่ในเขต อ.เมือง อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ริม และ อ.สันทราย มีลักษณะเป็นเมืองและมีชุมชนอยู่หนาแน่นทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ได้พยายามเตือนประชาชนในพื้นที่จุดเสี่ยงที่โดยการประสานงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทุกพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะการให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกตามบ้านเรือนและแหล่งชุมชน นอกจากนั้นยังให้อาสาสมัครสาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดยุงกัด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก หากป่วยมีอาการไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีอาการของไข้หวัด ห้ามซื้อยามารับประทานเอง แต่ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

นอกจากนั้น ในให้ลงพื้นที่บริเวณงานก่อสร้างที่มีคนงานก่อสร้างอาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้รณรงค์ให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งให้ความรู้กับกลุ่มคนงานที่อาศัยอยู่กันเป็นชุมชนในการสังเกตอาการการเป็นไข้เลือดออกเพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

พัฒนา’คน’ทุกระดับเสียงสะท้อนคน’เขตพื้นที่ฯ’ถึง’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216688.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
พัฒนา'คน'ทุกระดับเสียงสะท้อนคน'เขตพื้นที่ฯ'ถึง'บิ๊กตู่'

พัฒนา“คน”ทุกระดับเสียงสะท้อนคน“เขตพื้นที่ฯ”ถึง“บิ๊กตู่” : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน มนุษย์พันธุ์38ค(2)ภาพ

            “ใครที่ไม่ได้ฟังผมวันนี้ ใครที่ฟังก็ไปบอกเขาด้วย บางครั้งผมเห็นครูบางคน สถานศึกษาบางแห่ง บอกไม่รู้เรื่อง ดีแต่สั่งการลงไป นี่เขาทำให้หมดแล้ว เพียงแต่ท่านต้องขวนขวายบ้าง เขตการศึกษาท่านต้องมารับผิดชอบด้วย ไม่อย่างนั้นเขตการศึกษาก็เหมือนเดิม ท่านต้องปรับปรุงวิธีการทำงานของท่าน ผมไม่ได้ตำหนิท่านว่าไม่ได้ทำงาน แต่ท่านต้องทำให้ตรงกับนโยบายของเรา”

ถ้อยความจากปาก “บิ๊กตู่“ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อหัวค่ำวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา สื่อสารถึงผู้นำหน่วยงานการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขต ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

นับเป็นครั้งแรกที่ “บิ๊กตู่” ประธานซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ทะลุทะลวงไปถึง “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย “สพท.” เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่พื้นที่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ส่งต่อกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีโรงเรียน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง องค์คณะบุคคลทางการศึกษาเป็นองคาพยพขับเคลื่อน

“ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี 100% และอยากจะสนับสนุนความคิดของนายกฯ ในฐานะประธานซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่สั่งเดินหน้าการปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเนื้อหาหลักสูตรด้วย ความจริง สพท.ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เป็นนวัตกรรมท้องถิ่นด้านการศึกษา ที่มีบทบัญญัติถึงวิธีการปฏิบัติที่หลากหลาย แต่มีจุดมุ่งหมายไปสู่เอกภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ในการปฏิบัติจริงและการปฏิรูปการศึกษาหลายๆ รอบที่ผ่านมา สพท.ในฐานะหน่วยปฏิบัติพัฒนาการศึกษาก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

เมื่อครั้งที่สภาการศึกษาทำวิจัย สพท.เมื่อปี 2556 ผลปรากฏว่า ไม่มีสพท.ผ่านการประเมินในระดับดีมากเลยสักเขต มีเพียงเขตระดับดีอยู่ 16 เขต ระดับพอใช้ 155 เขต นอกนั้นคืออะไร? นี่คือผลสะท้อนถึงความเข้มแข็งของ สพท.ที่ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาต้องใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.ด้วย” นายชาญ คำภิระแปง ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 (สพป.เชียงใหม่เขต 2) ผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาสายบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38ค(2) หรือมนุษย์พันธุ์ 38ค(2) ใน ก.ค.ศ., ประธานสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา, นายกสมาคมนักวางแผนการศึกษาไทย ระบุุ

ไม่เพียงเท่านั้น นายชาญ ยังต้องข้อสังเกต สพท.มีหน้าที่ต้องไปทำหน้าที่ให้โรงเรียนเข้มแข็ง ทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงสพท.อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก ไม่เข้มแข็ง การปฏิรูป สพท.จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้ปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. ปรากฏว่ากลุ่มอำนาจเก่าออกมาตีปี๊บ โชว์กึ๋น โชว์ข้อเสนอ พิมพ์เขียวหลายอย่างๆ กระทั่งข้อเสนอย้อนรอยกลับไปสู่โครงสร้างศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการอำเภอ เหมือนเดิม

“ผมถามว่า ในอดีตก็เป็นเช่นนี้แล้ว คุณภาพการศึกษาดีหรือไม่? ทุกคนก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจดี แล้วทำไมต้องมีการปฏิรูป ยุบรวมโครงสร้างมาเป็นปัจจุบัน ดังนั้น ข้อเสนอของผมก็คือ ให้คงความเป็น 5 แท่งไว้เหมือนเดิม ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) แต่ให้บริหารงานในรูปแบบของ “คณะกรรมการ” หรือบอร์ดศธ. เชื่อมการทำงาน 5 แท่ง ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลและรับผิดชอบ ส่วนในระดับจังหวัดให้มีสภาการศึกษารับนโยบายไปปฏิบัติ รับผิดชอบตามโครงสร้างตามระบบซิงเกิล คอมมานด์ (คำสั่งเดียว) จากส่วนกลางถึง สพท. ด้านวิชาการก็ให้เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการ อย่างนี้ความเป็นเอกภาพถึงจะเกิด”

เหนืออื่นใด นายกสมาคมนักวางแผนการศึกษาไทย ชี้ว่า ที่สำคัญระบบบริหารงานบุคคลต้องมีการพัฒนา มิใช่เป็นแบบปัจจุบัน ที่ข้างบนรักษาอำนาจ ข้างล่างก็กินเลือดกินเนื้อครู ต้องมีมาตรการคัดกรองเพื่อสกัดกั้นผู้บริหารการศึกษาประเภทจี้ตาไม่กะพริบ ได้ตำแหน่งมาเพราะการวิ่งเต้น หากการแก้ปัญหาคนในแวดวงการศึกษาไม่ได้ ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษา

ยกระดับ’แม่ฮ่องสอนโมเดล’พัฒนาคนทุกช่วงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216687.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ยกระดับ'แม่ฮ่องสอนโมเดล'พัฒนาคนทุกช่วงวัย

ยกระดับ’แม่ฮ่องสอนโมเดล’พัฒนาคนทุกช่วงวัย : ทีมสื่อสารสาธารณะ สสค.เรื่อง/ภาพ

            สสค.จับมือทุกภาคส่วนราชการ ยกระดับ “แม่ฮ่องสอนโมเดล” บูรณาการข้อมูลสารสนเทศ ร่วม “พมจ.แม่ฮ่องสอน”  เพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตพัฒนาคนทุกช่วงวัย นำร่องที่ อ.แม่ลาน้อย

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับทุกภาคส่วนราชการและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 8 ท้องถิ่นใน อ.แม่ลาน้อย และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดการเสวนาแม่ฮ่องสอนโมเดล สู่การยกระดับการพัฒนาการเรียนรู้เด็กพิการสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยระบบสารสนเทศ

นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อดูแลเด็กและผู้สูงวัยด้อยโอกาสนั้น ไม่อยากให้มองเป็นการสงเคราะห์ แต่ต้องหาวิธีการที่สร้างความเข้มแข็ง และสร้างตระหนักให้คนแม่ฮ่องสอนว่า ชาวแม่ฮ่องสอนทุกคนรวมถึงคนพิการสามารถสร้างประโยชน์ให้แผ่นดินได้ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการทำงานบูรณาการร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากนายอำเภอแม่ลาน้อย น.ส.พิมพรรณ มานะจิต นายกเทศมนตรีตำบลลาน้อย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบล สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน (พมจ.แม่ฮ่องสอน)  โรงพยาบาลประจำอำเภอแม่ลาน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 และประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายเอนก ไชยวงค์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากสถิติประเทศไทยมีประชากรพิการทั้งสิ้นจำนวน  1,859,200 คน พบผู้พิการในแม่ฮ่องสอนจำนวน 6,066 คน คิดเป็น 0.33% และพบประชากรเด็กพิการด้อยโอกาสสูงสุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย โดยพบการพิการในวัยเรียนจำนวน 100 คน ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นที่มาของการค้นหานวัตกรรมช่วยเหลือเด็กพิการจนเป็นที่มาของการเกิด “แม่ฮ่องสอนโมเดล” ซึ่งมีจุดเด่นในการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศส่งต่อข้อมูลเด็กพิการด้อยโอกาสอย่างบูรณาการทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือของ สสค.และมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ทำให้เด็กพิการด้อยโอกาสจำนวน 300 คน ถูกค้นพบและได้รับโอกาสขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กพิการทางการศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2558

“มีการขยายผลการทำงานตั้งแต่การเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กพิการด้อยโอกาสแบบมีส่วนร่วมใน อ.แม่สะเรียง อ.ปาย และอ.ปางมะผ้า และล่าสุดมีการยกระดับการบูรณาการเพื่อคนทุกช่วงวัยด้วยการเปิด “ศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อยและห้องศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กพิการด้วยโอกาสแบบมีส่วนร่วมอำเภอแม่ลาน้อย” ขึ้น เพื่อดูแลเด็กพิการใน อ.แม่ลาน้อย เพิ่มขึ้นอีก 24 คน โดยเป็นครั้งแรกที่เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเด็กพิการและผู้พิการร่วมกับ พมจ.แม่ฮ่องสอน เพื่อการดูแลและพัฒนาคนทุกช่วงวัย” นายเอนก กล่าว

นางนฤมล ปาลวัฒน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในฐานะอดีตคุณยายผู้ว่าฯ พบว่า เด็กแม่ฮ่องสอน 5 คน จะเด็กพิเศษ 1 คน ครั้งแรกที่เริ่มทำนั้น ไม่เคยคิดว่าต้องได้รับความสนใจจากส่วนกลาง จากองค์กรต่างประเทศ แต่ต้องการเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ในฐานะที่เราเป็นแม่ เมื่อลูกเกิดมาเป็นเด็กพิเศษ เราต้องเสียกำลังคนดูแล ในความคิดของคุณยายผู้ว่าฯ จึงคิดว่าเราน่าจะช่วยเหลือกัน จึงเป็นที่มาในการสร้าง “แม่ฮ่องสอนโมเดล”  และการขยายผลการทำงานต่อเนื่องยั่งยืนต่อเนื่อง

ทั้งนี้ยังมีการลงบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดตั้งห้องเรียนเพื่อพัฒนาเด็กพิการด้อยโอกาสแบบมีส่วนร่วมระหว่างเทศบาลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย กับศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย พร้อมกับการเปิดศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อย และห้องศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพิการด้อยโอกาส แบบมีส่วนร่วม อำเภอแม่ลาน้อย

ขณะที่ “นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดพิเศษ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งต้องรักษาทุกคนไว้ ซึ่งปัจจุบันเรามีเด็กพิการรุนแรงจำนวน 219 คน ที่อยู่นอกระบบภายในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่ต้องพัฒนาและสอนหนังสือ ดังนั้นคนที่จะมาทำงานนี้เรื่องนี้จึงต้องเป็นคนที่เสียสละและจริงจัง เพราะแม่ฮ่องสอนของเรายังมีจุดอ่อนอยู่ เนื่องจากความทุรกันดารความห่างไกลในพื้นที่ แต่เราจะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง

“ผมเต็มใจและตั้งใจช่วยให้สมบูรณ์ โดยผมเสนอให้มีการนำเรื่องนี้เข้าประชุมใหญ่ในจังหวัด มีการดูแล การส่งต่อแต่ละหน่วยงาน เพื่อดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ โดยผมในฐานะผู้ว่าฯ จะได้หนุนให้ถูกต้องและตรงจุด เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน ช่วยคนแม่ฮ่องสอนทุกคน ผมมั่นใจว่า ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยปีต่อไปผมจะให้งบประมาณการศึกษาประมาณ 20 ล้านบาท จากปกติ 2 ล้านบาทต่อปี โดยจะปูพรมเรื่องการอ่านหนังสือ 2.5 หมื่นคน เรื่องการอาชีพ และต้องการแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองไอที” ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน ให้คำมั่น

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

“…ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง”

จากที่รัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจทีมใหม่ ได้ออกอาวุธเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจฐานรากทรุดตัวลงไป โดยดำเนินการผ่านโครงการเติมทุนของกองทุนหมู่บ้านและการให้เงินทุนระดับตำบลไปทำโครงการต่างๆ ตลอดจนการเร่งทะลวงท่อการใช้เงินของโครงการขนาดเล็กซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วนั้น

ขยับต่อมา ก็ถึงเวลาการออกอาวุธสำหรับช่วย SMEs ไม่ให้เป็นหนี้เสีย เพราะถ้าเกิดเป็นแล้วจะทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินอ่อนแอลง พอเกิดอ่อนแอมากๆ ก็นำไปสู่การชะลอการให้กู้เข้าไปในระบบ ความเสียหายลุกลามไปยังลูกค้าที่ดีที่ไม่ได้มีปัญหาให้เกิดปัญหาได้

อีกประการหนึ่งคือ ถ้า SMEs เกิดเป็นหนี้เสียแล้วคงแก้ยาก ให้กลับมาแข็งแรงแบบเดิมยิ่งยากกว่า หรือเรียกว่าเครดิตที่เคยมีจะหายสูญไปเลย ถึงกลับมาใหม่ได้ การขอกู้ใหม่อีกครั้ง เป็นไปได้ยากสุดๆ

เรามาดูมาตรการชุดนี้ที่น่าสนใจและ SMEs ควรเอาไปคิดต่อเพื่อจะได้ใช้โอกาสรับเอาความช่วยเหลือในครั้งนี้ของรัฐบาลมาเกื้อหนุนกิจการของตัว SMEs ได้บ้าง

เรื่องของมาตรการมีดังนี้นะครับ

เรื่องที่ 1 Soft Loan ที่คาดว่าเริ่มได้ในวันที่ 18 กันยายน 2558 โดยมาตรการ การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ SMEs กู้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนการทำธุรกิจ โดยกลไกจะให้ธนาคารออมสินอัดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารที่ได้เงินกู้ไปก็นำไปปล่อยกู้ต่อกับ SMEs เป้าหมายที่ควรช่วย ต้องช่วยในเวลานี้บนอัตราดอกเบี้ยที่ถูก

ขณะเดียวกัน รัฐบาล เข้ามาชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในส่วนที่ธนาคารควรจะได้ผลตอบแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสินจะส่งหนังสือเชิญชวนไปยังธนาคารทุกแห่งในไทยถึงเงินกู้ดังกล่าวและคาดว่ารัฐบาลจะเปิดตัวโครงการ สินเชื่อเพื่อ SMEs และลงนามความร่วมมือกับธนาคารที่สนใจเข้าร่วมโครงการในวันที่ 18 กันยายน 2558 นี้ โดยรัฐบาลให้นโยบายกระจายเงินสู่ระบบเร็วที่สุดภายในเวลา 3 เดือน เรียกได้ว่า ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง

เรื่องที่ 2 การเข้าค้ำประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ข้อมูลมาว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้ บสย. แก้เงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอสโดยขยายกรอบวงเงินค้ำประกันจากเดิม 80,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับโครงการ Soft Loan พร้อมกับการปรับเงื่อนไขการค้ำประกันใหม่ ในเรื่องของการรับความเสี่ยงกรณีเกิดหนี้เสียเป็น Portfolio โดย 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งให้ บสย. เป็นผู้รับผิดชอบใน 15 เปอร์เซ็นต์แรก และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแบ่งความรับผิดชอบระหว่าง บสย. กับสถาบันการเงิน หรือคิดเป็นการจ่ายค่าประกันชดเชยตามภาระการค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 22.5 เปอร์เซ็นต์ของภาระค้ำประกันเฉลี่ยตลอดระยะเวลาโครงการ และทางการยังได้ปรับระยะเวลาโครงการดังกล่าวจากสิ้นสุดคำขอในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นสิ้นสุดคำขอในโครงการในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 เรื่องแบบนี้ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สนใจเข้าใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. เพิ่มขึ้น มีการเร่งส่งลูกค้าเข้าโครงการให้เร็วมากขึ้นเพื่อให้เงินสินเชื่อได้ส่งไปถึงผู้ประกอบการ SMEs เร็วขึ้น

โดย บสย. คาดว่าจะมียอดค้ำประกันไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อเดือน และหลังจากที่ ครม. มีมติมาถึง บสย. เป็นที่เรียบร้อย ทาง บสย. จะต้องแจ้งสถาบันการเงินกว่า 10 แห่งที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้เพื่อปรับเงื่อนไขใหม่ หลังจากนั้นสามารถเริ่มค้ำประกันทันที

เรื่องที่ 3 การตอบรับของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ธนาคารพร้อมเข้าไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือดังที่ระบุมา ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากธนาคารออมสินทั้งวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งและรายละเอียดเงื่อนไขปล่อยกู้ ส่วนกรณีการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีการเพิ่มเพดานการค้ำประกันจาก 18 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ธนาคารสามารถเข้าไปสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ SMEs ได้เพิ่มเติม ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะคงยังมุ่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับลูกค้าเดิมชั้นดีและลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองแล้วตามเกณฑ์

ด้านสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า “เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความสนใจร่วมโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SMEs วงเงิน 100,000 ล้านบาท หากแต่ว่า การปล่อย Soft Loan จากธนาคารออมสิน เพื่อมาปล่อยต่อ น่าจะเหมาะกับลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมากกว่า เนื่องจากลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความเปราะบาง และมีความสามารถชำระหนี้อาจด้อยกว่าลูกค้าธนาคารพาณิชย์”

ดังนั้น ที่มาของการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมากขึ้น จากผลของการออกมาตรการดังกล่าวทุกฝ่ายคาดว่า จะทำให้ SMEs มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในด้านการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

เราๆ ท่านๆ ต่างทราบดี ช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เหตุว่าธุรกิจ SMEs นั้นมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 37.4 ของ GDP รวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ จำนวนของธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอยากเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า Startup/เถ้าแก่น้อยร้อยล้าน/นักรบธุรกิจรุ่นใหม่

เรื่องช่วย SMEs จึงเป็นส่วนที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน

เรื่องที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ มีแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 เรื่องหลักคือ

4.1 ผลักดันตลาดภายในให้เข้มแข็ง ผ่านการสร้างตลาดกลาง ตลาดชุมชน

4.2 เพิ่มการขยายตัวของการค้าชายแดน ซึ่งจะร่วมกับหอการค้าไทยเพิ่มการค้าชายแดนถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2560

4.3 เจาะตลาดและเพิ่มส่งออกในอาเซียน เรื่องการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร โดยผลักดันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการที่มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ดึงแรงงานเกษตรคืนถิ่น และท้ายสุดคือ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว เป็นต้น และสุดท้ายคือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการรายใหม่ และผลักดันให้ SMEs ไปอาเซียน

เรื่องที่ 5 การบริหารจัดการในพื้นที่แบบ CEO หอการค้าไทย ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มเอกชนเสนอให้รัฐบาล

5.1 เร่งมาตรการที่ประกาศมาให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านหรือพัฒนาชุมชน

5.2 มาตรการต้องออกมาแบบเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

5.3 ให้รัฐบาลดึงผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามีบทบาทในการผลักดันและจัดอบรมหลักสูตรเชิงการค้าในลักษณะผู้ว่า CEO ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

สำหรับข้อแนะนำของผมต่อท่านที่เป็น SMEs มีดังนี้ครับ

1. สำรวจกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเข้ามากับที่มีตารางเวลาว่าจะออกไป เพื่อดูว่าต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มมั้ย

2. ตรวจรายงานเครดิตบูโรตัวเอง ขณะนี้หนี้สินของเราทุกบัญชีมีลักษณะ ปกติ มีการค้างชำระมั้ย มีตรงไหนที่เป็นข้อเสียบ้าง

3. ติดต่อสถาบันการเงินหลักของเราแต่เนิ่นๆ ในการยื่นคำขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน อย่ารอจนขาดเงินแล้วจึงเริ่มทำ

4. เอาใจใส่ในธุรกิจ ลูกค้า ลูกน้องเราให้มาก ใกล้ชิดให้มาก อย่าบ้ายอดขาย หรือปล่อยเครดิตไปมากเกิน

5. อย่าริเอาเงินสดที่มีอยู่ตอนนี้ไปปล่อยกู้เพื่อเอาดอกสูงๆ เพราะจะเจ็บตัวเวลาที่เอาคืนมาไม่ได้

6. เลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน ไม่ต้องไปออกความเห็นโน่น นั่น นี่ อยู่แต่กับสิ่งที่เราต้องทำต้องดูแลเท่านั้น เรื่องคนอื่นไม่ต้องร้อนวิชาไปออกความเห็น

7. ลดการเล่น “ไลน์” วันละชั่วโมง เพื่อเอาเวลามาปรับปรุงตัวเอง คิดเรื่องของตนเอง สงบใจอยู่กับตัวเองและครอบครัวของตัวเองก็พอ

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ถ้าหนีไม่ได้ ให้หันหน้าสู้…

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนเอาไว้ เป็นคาถากระตุ้นหัวใจตัวเองว่า เมื่อใดเผชิญปัญหา แล้วรู้ว่ายังไงก็หนีปัญหาไปไม่ได้ ก็ควรที่จะหันมาเผชิญหน้า ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ แก้ไขกันไป

ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นความเป็น “ดิจิตอล” แห่งยุคสมัยไปได้ เพราะอย่างไร เราก็ต้องอยู่กับมัน จะอย่างชื่นชม หรืออย่างระทมทุกข์ก็ว่ากันไป ดังนั้น ควรหันหน้ามาสู้กับมัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังการบรรยายของผู้ที่อยู่ในแวดวงโฆษณา มาพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล ที่ส่งผลกระทบกับการโฆษณา ก็ทำให้คิดอะไรเลยเถิดไปหลายอย่าง แต่ก่อนจะไปเล่าถึงเรื่องที่คิดเลยเถิด ขอเก็บตกสิ่งที่น่าสนใจจากการบรรยายมาเล่าสู่กันฟังก่อน

ผมเรียกการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของยุคดิจิตอลว่าเป็น “การคุกคาม” รูปแบบหนึ่ง ใครไม่เห็นด้วยก็คงไม่ว่ากัน เหตุผลเพราะ บ่อยครั้งผมสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปหลายอย่าง

มือถือของผม จ่ายเงินค่าบริการทุกเดือน แต่ส่งโฆษณามาใส่เครื่องผม ทั้งที่ไม่เคยร้องขอ เคยไปต่างประเทศ แล้วพบว่า เปิดมือถือขึ้นมา มีข้อความแจ้งว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน และพรุ่งนี้จะไปไหน ตกลงชีวิตไม่มีความลับอีกแล้วใช่ไหม

ข้อดีของดิจิตอล อาจทำให้ค้นหากันง่าย รู้ความเคลื่อนไหวกันไม่ยาก ซึ่งก็เลวร้ายพอๆ กับรู้ความเคลื่อนไหวไม่ยาก และค้นหากันง่ายนั่นแหละครับ ผมจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “การคุกคาม”

การคุกคามของดิจิตอล ในแวดวงโฆษณา พาเอาวิธีทำธุรกิจโฆษณาแบบเดิมๆ หายสาบสูญไปด้วย แทบต้องโยนทิ้ง เผาตำรากันเกือบหมด เพราะตอนนี้กลายเป็นยุคที่ถูกเรียกว่า “Empower Consumer” ลูกค้ามีอำนาจเหนือกว่า และกลายเป็นศูนย์กลางที่คนค้าขายจะมาใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าใช้มุมมองแบบนักสื่อสาร แต่เดิมการพูดถึง “สื่อ” มักหมายถึงนักสื่อสารมวลชน ที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหา ส่งสารไปให้ประชาชนเป็นผู้รับสาร เดี๋ยวนี้ประชาชนผู้ที่เคยรับแต่สาร สามารถลุกขึ้นมาทำตัวเป็นสื่อเสียเอง เพราะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเอง

ดูกรณีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์สิครับ สิ้นเสียงระเบิดปุ๊บ ข่าวสารที่ได้เสพ มาจากสื่อที่ไม่ใช่นักสื่อสารมวลชน แต่เป็นคนทั่วไปที่กำลังอยู่ในย่านนั้น ทุกคนทำตัวเป็นสื่อสารมวลชนชั่วคราว ส่งข่าวกันกระหึ่ม ข้อดีคือ เร็ว ข้อเสียคือ จริงบ้างเท็จบ้าง คละเคล้ากันไป

ดังนั้น ถ้าย้อนกลับไปที่วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งคือวิธีการสื่อสารกับลูกค้า ต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เพราะลูกค้ามีเครื่องมือที่เป็นช่องทางสื่อสารเป็นของตัวเอง ลูกค้าเริ่มมีปากมีเสียง เปลี่ยนมาเป็นคนพูดเสียเอง แทนที่จะเป็นคนฟังอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

การคุกคามอย่างรุนแรงของดิจิตอล มาจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก จนอาจเรียกได้ว่า เผลอหลับตาไม่ได้เลย แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องถูกมองใหม่ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างน้อย คือ 1) วิธีการเข้าถึงลูกค้า 2) สื่อที่จะใช้ 3) อะไรที่จะบอก

อย่างแรก วิธีการเข้าถึงลูกค้า จะเข้าถึงได้ ต้องเริ่มจากการ “เข้าใจ” ลูกค้าเสียก่อน เข้าใจว่าเขาเป็นใคร เขามีวิถีชีวิตอย่างไร เขาเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากช่องทางไหนบ้าง เขาชอบหรือไม่ชอบทำอะไร ฯลฯ ซึ่งการจะรู้ได้ลึกซึ้งถึงกึ๋นขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นการสำรวจ การวิจัย การไถ่ถาม หรือเข้าไปคลุกคลี

อย่างที่สอง สื่อที่จะใช้ สมัยก่อนสื่อที่ทรงอานุภาพร้ายแรงคือ “ทีวี” ซึ่งคนทำโฆษณาตบตีแย่งชิงเวลาหลังข่าวช่วงละคร ที่เรียกว่า Prime time กันชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่เดี๋ยวนี้ เจอทีวีดิจิตอลเข้าไป แค่จะกดดูให้ครบทุกช่องยังเหนื่อย อย่าพูดถึงเรื่องแย่งเลย น่าจะเกี่ยงกันซะมากกว่า

แต่สื่อที่ทรงอานุภาพในมุมมองของคนทำโฆษณา และคนในแวดวงดิจิตอลทั้งหลาย กลับไม่ใช่ทีวีอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ “สมาร์ตโฟน” โทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ในมือทุกคนนั่นแหละ

บางคนผูกพันกับมือถือถึงขั้น “ขาดไม่ได้” กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกคนพวกนี้ว่า “Nomophobia” โรคขาดมือถือไม่ได้ นั่นแปลว่า ถ้าใครสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านมือถือได้ เท่ากับสื่อสารได้ถึงเนื้อถึงตัวมากกว่า

อย่างที่สาม อะไรที่จะบอก ซึ่งก็คือเนื้อหาใจความของสารที่ส่งถึงลูกค้า ถ้าเป็นแต่ก่อนก็มีลักษณะที่เรียกว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” แปลตรงตัวเลย เป็นโฆษณาที่พยายามจะชวนให้เชื่อ เดี๋ยวนี้ลองทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่ค่อยเชื่อแล้ว ยังแว้งมาจับผิดอีก ถ้าจับผิดเจอ มีการแฉออกสื่อของตัวเองอีกด้วย

ดังนั้น การโฆษณา จึงต้องทำตัวเนียน โฆษณาแบบไม่โฆษณา สิ่งที่เรียกว่า “Content Marketing” จึงเข้ามามีบทบาท นั่นคือ การใช้เนื้อหาข้อมูลที่น่าสนใจ ไม่โฆษณากันแบบโจ่งครึ่ม มีสาระอะไรให้ลูกค้าบ้าง แบ่งปันกัน แบบนี้จะได้รับการตอบรับมากกว่า

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อดั้งเดิมจะใช้ไม่ได้เลย หรือวิธีการโฆษณาแบบเดิมจะหมดบทบาทลงแบบสิ้นเชิง แต่ต้องมีการผสมผสาน และปรับเปลี่ยนให้ไม่ใช่การชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว ต้องใช้เรื่องราวเชิงอารมณ์มาสื่อมากขึ้น ให้ข้อมูลมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการแบ่งปันมากขึ้น

ในแง่มุมการใช้สื่อมีเสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย ในแวดวงโฆษณาเขาเสนอแนวคิดเรื่องการใช้สื่อเอาไว้น่าสนใจคือ การผสมผสานกันระหว่าง 3 รูปแบบ คือ PAID/OWNED/EARNED

Paid คือ สื่อที่ต้องจ่ายเงินซื้อ ซึ่งอาจเป็นสื่อในรูปแบบเดิมบ้าง ผสมกับรูปแบบดิจิตอลบ้าง Owned คือ สื่อที่เราเป็นเจ้าของเอง ของฟรีทั้งหลายในโลกออนไลน์มีให้เลือกเพียบ อย่างน้อยๆ เฟซบุ๊ก ก็นับเป็นสื่อฟรี ที่ลูกค้ายังมีเป็นของตัวเอง เราก็ไม่ควรน้อยหน้า Earned คือ สื่อที่ได้ฟรี จากการที่ลูกค้าช่วยกระจายเนื้อหาข้อมูลที่เราเผยแพร่ให้เอง โดยไม่ต้องขอร้อง ที่ทำให้เพราะรู้สึกว่าข้อมูลนั้นดี อย่างนี้ต้องแชร์

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในยุคดิจิตอลคุกคาม คือ Owned กับ Earned เพราะสื่อที่จะ Owned เป็นของตัวเอง เป็นสื่อดิจิตอลที่มักจะฟรี แต่ต้องทำความเข้าใจว่าแต่ละสื่อนั้น มีคุณลักษณะอย่างไร ควรใช้ประโยชน์ในมุมไหน ขณะที่สื่อแบบ Earned เป็นการได้อานิสงส์จากการเผยแพร่ บอกต่อโดยลูกค้า ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจาก Content Marketing การสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม เสพแล้วรู้สึกว่า “อยากแชร์ให้เพื่อน”

ถ้าเราสามารถสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม ไม่ได้มุ่งแต่การโฆษณา ลูกค้าจะติดตาม ช่วยส่งต่อ แพร่กระจายให้ ข้อมูลของเราเข้าถึงเพื่อนฝูงของเขาได้ แบบที่เราไม่ต้องเหนื่อยแรง

หากจะว่าไป มานั่งคิดดูดีๆ ดิจิตอลที่คุกคาม ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายทุกมุม เพราะยังมีมุมดีๆ ที่สร้างโอกาสให้กับ SMEs สามารถใช้เป็นช่องทางสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ จากแต่ก่อนคงไม่มีปัญญาไปจ้างเขาทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพราะใช้เงินเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ สามารถ Owned หรือ Earned สื่อต่างๆ ได้เอง

ใช้เงินน้อยลง แต่ต้องใช้ความคิดกับเนื้อหา ความสนใจ ใส่ใจกับลูกค้า มากขึ้น

เมื่อสามารถมีสื่อในมือได้ ก็ต้องขยันสร้างเนื้อหา ขยันบอกเล่า ขยันสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย แบบนี้ถือว่าสามารถเปลี่ยนดิจิตอล จาก “คุกคาม” ให้กลายมาเป็น “ครื้นเครง” สร้างความยินดีปรีดาให้ธุรกิจได้

แต่อย่างไรก็อย่าลืมหัวใจสำคัญว่า…ลูกค้ายุคนี้ ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้อง “บอกเล่า” และ “แบ่งปัน”…

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs และ แฟนคลับ “เส้นทางเศรษฐี” ทุกท่านครับ ฉบับนี้ ผมจั่วหัวเรื่อง “ดอกเบี้ยต่ำ ค้ำประกัน…ฟรี” ก็เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับ SMEs ทุกท่านครับ

มาตรการล่าสุดที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังฮอตฮิตคือ เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ และ ค้ำประกัน…ฟรี ภายใต้แนวนโยบายของ ท่านดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นแคมเปญที่โดนใจฝุดๆ กันเลยล่ะครับ แต่หลายคนก็ยังมีความสับสนอยู่บ้างครับ ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

รัฐบาลมีมาตรการช่วยผู้ประกอบการ SMEs 2 ส่วนคือ 1. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินเป็นแกนหลัก ปล่อยวงเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ไปดำเนินการปล่อยกู้ให้กับ SMEs โดยมีเงื่อนไข ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี (หมดเขต วันที่ 31 ธันวาคม 2558) และ 2. การค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 กันยายน 2558 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร มีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs (แบบขั้นบันได) ต่อเนื่อง 4 ปี โดยปีแรก “ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน” (หมดเขต วันที่ 30 มิถุนายน 2559)

จะเห็นว่าทั้ง 2 ส่วนนี้ แยกกันระหว่างการ “เงินกู้ซอฟต์โลน” ซึ่งรัฐบาลให้การช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยสินเชื่อ กับ “การค้ำประกันสินเชื่อ” ซึ่งช่วยในด้านหลักประกันการกู้เงินของผู้ประกอบการ SMEs

โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติเงินกู้ซอฟต์โลน ในโครงการนี้ ธนาคารเป็นผู้พิจารณา โดย 1. ไม่สามารถนำไปใช้รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมได้ 2. ธนาคารสามารถพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้ที่เป็นเอ็นพีแอลสามารถกู้ได้ด้วยแต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคาร 3. ระยะเวลาการขอใช้บริการสินเชื่อสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติ ครม. วันที่ 8 กันยายน 2558 ของ บสย. วงเงินค้ำประกันรวม 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. บสย. เปิดกว้างสำหรับธนาคารทุกธนาคารที่ร่วมลงนามกับ บสย. และสามารถร่วมได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อ

2. รัฐบาลสนับสนุน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการ SMEs 4 ปี (แบบขั้นบันได) คือ ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ ส่วนในปีที่ 2-4 ผู้ค้ำประกันจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการ

3. โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี และสิ้นสุดการรับคำขอค้ำประกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2559

ดังนั้น หากผู้ประกอบการ SMEs ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แต่ขาดหลักประกัน โดยให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก สามารถติดต่อธนาคารได้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โดยการยื่นขอสินเชื่อซอฟต์โลน จะสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะพ้นกำหนด ผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังสามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อประเภทอื่นๆ ของธนาคารต่างๆ ได้ และยังสามารถขอรับคำขอการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ได้ ภายใต้เงื่อนไข ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีแรก และจ่ายเบาๆ ในปีที่ 2-4 ได้ครับ แต่ต้องยื่นคำขอค้ำประกันสินเชื่อภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 นะครับ

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ครับ และหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยมีรัฐบาลช่วยด้านดอกเบี้ยสินเชื่อ ซอฟต์โลน 4% และการช่วยเหลือด้านหลักประกัน โดยมี บสย. เป็นเครื่องมือรัฐ ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการยังได้รับประโยชน์ถึง 2 เด้ง จากโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อของธนาคารที่ร่วมลงนาม จากวงเงินค้ำประกันที่รัฐบาลให้มา ถึง 1 แสนล้านบาทครับ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย…ห้ามพัก…ห้ามรักหมอ” ทำให้คำว่า “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นอาชีพที่หลายคนจับตามอง และทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มสนใจเข้ามาสร้างอิสระการทำงานและการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้

อาชีพฟรีแลนซ์ หากมองในหมู่คนรุ่นใหม่ จะเรียกว่าคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็ว่าได้ จนทำให้ตอนนี้สัดส่วนพนักงานประจำออฟฟิศลดจำนวนลง ซึ่งกล่าวกันว่าปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์ส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก โดยพบว่า ปัจจุบัน มีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลก

ไม่ต้องขึ้นกับนาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่มีเวลาเข้า-ออกงาน คือสิ่งที่หลายๆ คนปรารถนา จนเลือกที่จะให้เป็น อาชีพในฝัน เพราะเล็งเห็นว่านี้คือ “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต

ความจริง อาชีพนี้มีแง่งามด้านเดียวเช่นนั้นหรือ

คงไม่ใช่แน่ๆ

“ฟรีแลนซ์” ใครๆ ก็เป็นได้จริงหรือ ME by TMB มีคำแนะนำ และมีคำตอบส่วนหนึ่งมาให้ผู้ที่คิดจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ เพื่อใช้ในการตรวจตราคุณสมบัติ ว่าคุณมีความพร้อมจะเป็น “ฟรีแลนซ์” ได้หรือไม่

o ทำงานตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด

คุณสามารถยอมรับกับการทำงานแบบไม่มีเวลาแน่นอน และไม่มีวันหยุดแน่นอน ได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ เพราะลูกค้ามักจะคาดหวังว่า คุณคือฟรีแลนซ์ ฉะนั้น คุณจึงต้องมีเวลาให้เขาได้เต็มที่ จะตามงานวันไหนเวลาใด เขาก็สามารถทำได้

o มีความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองคนเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองกับลูกค้า เทคนิคการปฏิเสธงาน รวมถึงการแก้ไขงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีไทม์ไลน์ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้จึงต้องมีความชัดเจนต่อการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจกับอาชีพฟรีแลนซ์เกินไป

o หมั่นหาความรู้และสร้างความคิดสร้างสรรค์

ความรู้ กับความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่หลายๆ อาชีพควรมี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีคนสนใจหันมาประกอบอาชีพนี้กันมากขึ้น แน่นอนว่าคู่แข่งก็ย่อมมากตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าคุณไม่เด่น ไม่สร้างความต่าง สร้างลูกเล่นในการมัดใจลูกค้า คุณก็อาจจะต้องพ่ายแพ้กับการยืนอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้ แต่ทว่าถ้าคุณมีการพัฒนาตัวเอง เติมเต็มความรู้สู่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา คุณก็จะกลายเป็นคนที่ลูกค้าสนใจพร้อมจะร่วมงานกันได้โดยไม่ลังเล

o สภาพคล่องทางการเงิน

บางเดือนคุณอาจงานยุ่งจนหัวฟู แทบไม่ได้นอน ในขณะบางเดือนอาจนอนตบยุงรอ หรือบางครั้งเจอปัญหาลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า ฟรีแลนซ์จึงควรมีวิธีบริหารการเงินที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน

ข้อควรรู้ เมื่อก้าวสู่ “ฟรีแลนซ์”

o ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่าย

ฟรีแลนซ์ต้องตั้งเงินเดือนให้กับตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อรายได้เข้ามาก็ควรจัดสรรทุกรายจ่ายให้ถูกทางและถูกต้อง และรวมไปถึงต้องนำเงินส่วนหนึ่ง “ออม” ก่อนที่จะใช้

o ลด ละ เลิก ก่อหนี้

ไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้น อย่างหนี้บัตรเครดิต หยิบยืมเงินคนใกล้ตัว หรือหนี้ระยะยาว อย่างการซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ ด้วยเพราะอาชีพฟรีแลนซ์ไม่อาจล่วงรู้รายได้ที่แน่นอน และไม่รู้ว่าจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ใช่ว่าฟรีแลนซ์จะไม่มีโอกาสมีทรัพย์สิน เพียงแต่ถ้าคิดจะมี ต้องเตรียมวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า มีแบบแผนการเงินชัดเจน สร้างวินัยทางการเงิน

o สร้างหลักประกันให้กับตนเอง

เงื่อนไขอีกอย่างที่ฟรีแลนซ์ต้องยอมรับคือ ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ฉะนั้น วิธีแบ่งเบาภาระในอนาคตคือ การทำประกันชีวิต

o เปลี่ยนชีวิตทุกด้านให้เป็นอิสระด้วยตัวคุณเอง

ถ้าใครยังเชื่อว่าจะรวยได้ต้องหาเงินเก่งเท่านั้น คุณอาจต้องเหนื่อยกับการหาเงินไปตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องการเหนื่อย คุณต้องรู้จักวิธีออมเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่ฝันอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน ควรจะมองหาช่องทางที่จะช่วยให้เงินของคุณงอกเงย โดยที่คุณยังมีอิสระในการใช้ชีวิตและมีความสุขกับการใช้จ่ายเงินที่คุณสามารถบริหารทุกขั้นตอนการเงินได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็น Self Service Banking ของ ME by TMB เพราะไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าธรรมเนียมโอน ฝาก ถอน สามารถผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์ (Moment) อยากแต่งหน้า อยากทำสวย อยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้แล้วดีให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนที่สนิทๆ ไม่มากก็น้อย และสมมติว่าแนะนำแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาคือ “เงิน” ด้วย นอกจากจะมีความสุขในสิ่งที่ทำ ยังคุ้มค่าเหนื่อยอีกต่างหาก ปัจจุบัน มีอาชีพแบบนี้แล้ว เรียกว่า “บิวตี้ ครีเอเตอร์”

เริ่มต้นจากการแบ่งปัน

ผลงานเตะตาเจ้าของสินค้า

ดูเหมือนในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่มักจะเข้ามาหาความรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอ หรือบล็อกรีวิว ซึ่งถ้าเป็นการแนะนำเกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็จะเรียกว่า บิวตี้ ครีเอเตอร์ หรือ บิวตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

คุณนันทวรรณ พรชัยจันทร์เพ็ญ หรือ คุณทราย แฟนคลับของเธอจะรู้จักในชื่อของ “Mhunoiii” (หมูน้อย) สาวบิวตี้ ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์บนโลกโซเชียลที่กลายเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้

คุณทราย เล่าที่มาที่ไปของการเข้ามาสู่อาชีพฟรีแลนซ์ด้านความงามว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีมักจะมีเหตุให้ต้องไหว้วานเพื่อนให้ช่วยแต่งหน้าทุกครั้งเวลาต้องไปงาน ทำให้รู้สึกว่าถ้าต้องอาศัยเพื่อนบ่อยๆ คงไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจเริ่มหัดแต่งหน้าด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้และลองผิดลองถูกจากนิตยสาร จากฮาวทูสอนแต่งหน้าในอินเตอร์เน็ต และประกอบกับคณะที่เรียนเป็นด้านศิลปะอยู่แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาทักษะจนสามารถแต่งหน้าตัวเองได้ จนกระทั่งเริ่มมีเทคนิคเป็นของตัวเองจึงเกิดความคิดที่อยากแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความงามและสุขภาพให้คนอื่นบ้างเหมือนที่ตัวเองได้รับจากสิ่งที่คนอื่นแชร์มา จึงเริ่มต้นเขียนบล็อกเพื่อแชร์เรื่องราวดังกล่าวในอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาติดตาม

คุณทรายเริ่มเขียนบล็อกประมาณปี 2550 โดยใช้ชื่อในโลกโซเชียลว่า Mhunoiii (หมูน้อย) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีช่องทางการติดต่อทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ กลายเป็นที่มาของอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ เธอโด่งดังในโลกออนไลน์ซึ่งมีคนติดตามเธอแต่ละช่องทางราว 70,000 คน

ปัจจุบัน คุณทรายอายุ 29 ปี อาชีพหลักคือ “ฟรีแลนซ์” เขียนบทความรีวิวบนช่องทางของตัวเอง เขียนคอลัมน์ความงามให้หนังสือหรือนิตยสาร เป็นวิทยากรรับเชิญ โดยทุกอย่างที่ทำเกิดจากอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง

“ในช่วงที่เริ่มเขียนบล็อก ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นอาชีพ ทำเพราะชอบในเรื่องความสวย ความงาม เรื่องสุขภาพ และการท่องเที่ยว มีความสุขที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านไปประมาณ 2-3 ปี แบรนด์สินค้าต่างๆ ได้เห็นงานเขียนของเราก็ได้มีการติดต่อเพื่อส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ และให้เกียรติเชิญไปร่วมงานอีเว้นต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์บ่อย ค่อยๆ ก่อให้เกิดรายได้ โดยปัจจุบันมีรายได้ในระดับที่สามารถดูแลตัวเอง และครอบครัวได้”

อาชีพของสาวรักสวย

ซื่อสัตย์ มัดใจแฟนคลับ

จากความต้องการอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง กลายเป็นที่มาของอาชีพได้อย่างน่าสนใจ คุณทราย อธิบายเพิ่มว่า สิ่งที่แชร์ต้องเป็นสิ่งที่ผู้อ่านได้ประโยชน์ แม้จะเป็นการรีวิวสินค้าที่ได้ค่าจ้าง จะไม่เขียนรีวิวที่เกินจริง โดยส่วนตัวงานที่ได้เงินยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องนำเสนอทั้งข้อดี-ข้อด้อยของสินค้านั้นๆ อย่างตรงไปตรงมาและต้องมีเนื้อหาในส่วนที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์มากกว่าการรับรู้ข้อมูลของสินค้าทั่วไป อย่างเช่น เทคนิคการใช้ในแบบของตัวเอง เป็นต้น

ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้าความงามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการจัดสรรเวลาการทำงาน ซึ่งบรรดาแฟนคลับที่ติดตามสาวคนนี้มีหลายวัย มีตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น ไปถึงวัยคุณแม่ เพราะนอกจากเรื่องเมกอัพ ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มาต่อยอดเป็นไลฟ์สไตล์รอบตัว เช่น อาหารการกิน การดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง ครอบครัว รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตอย่างการบริหารจัดสรรการใช้เงิน ฯลฯ

“การทำอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ สิ่งสำคัญต้องขยัน หมั่นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาอัพเดตให้คนที่ติดตามไม่เบื่อ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาความรู้ได้ง่ายและว่องไวผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญคือ ต้องถ่ายทอดในสไตล์ของตัวเอง ไม่เลียนแบบคนอื่น เพราะทุกวันนี้บิวตี้ ครีเอเตอร์ หน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก แต่จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นตัวของตัวเอง ข้อมูลที่นำมาถ่ายทอด และความจริงใจที่มอบให้คนที่มาติดตาม เพราะเทรนด์การแต่งหน้า การดูแลตัวเองไม่มีอะไรกำหนดตายตัว ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

การจะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณทราย บอกว่า ต้องใจรัก มีระเบียบวินัยอย่างสูง รู้จักจัดสรรเวลาทำงานด้วยตัวเองให้เป็นระบบ เพราะไม่มีเวลาเข้า-ออกงานตายตัวเหมือนงานประจำ หลายคนอาจมองว่าเป็นงานสบายสามารถเลือกวันหยุดได้ตามชอบ แต่การที่เราเลือกจะหยุดงาน นั่นหมายถึง ช่วงที่เราเลือกจะไม่มีรายได้ แต่ในการเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ จึงเรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลือกหยุดพักไม่ทำงาน

จะว่าไป 4-5 ปีมาแล้วที่คุณทรายมีงานเรื่อยๆ หญิงสาว ระบุว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังคงวางตัวเหมือนเดิม ยังคอยอัพเดตเทรนด์หรือความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้คนอ่านตลอด อย่างที่นำมารีวิวต้องลองผ่านการทดสอบกับตัวเองเท่านั้น ถ้าทดลองใช้แล้วชอบก็จะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้เห็น เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่กล้าเข้าไปทดลองผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง การแบ่งปันความรู้สึก จึงเป็นประโยชน์ขั้นต้นในการตัดสินใจให้กับคนอ่านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องซื่อสัตย์กับคนอ่าน รักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้

งานอิสระ ยากกว่าที่คิด

เก็บออม เรื่องสำคัญ

คุณทราย เสริมว่า มีคนบางกลุ่มเห็นว่ากระแสบล็อกเกอร์บูม จึงทำบล็อกโดยมีจุดประสงค์อื่นๆ แฝงเข้ามา แต่ในที่สุดคนเหล่านี้ก็จะหายไป เนื่องจากคนเหล่านี้เข้ามาพร้อมความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่ต้องการก็จะเลิกทำ ฉะนั้น การทำบล็อกหรือเริ่มทำงานใดๆ ก็ตาม ควรเริ่มทำด้วยตัวตนที่แท้จริง ทำด้วยความชอบ โดยไม่คาดหวังผลตอบแทน

“ตั้งแต่ทำงานมาแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักแต่แบรนด์ต่างๆ ก็ติดต่อมาเรื่อยๆ ยังคงนึกถึงเราเสมอ คุณทรายคิดว่าเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานจะทำอย่างเต็มที่ ทำเกินร้อย ตั้งใจนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งแบรนด์ก็จะเห็นถึงความตั้งใจของเราและเกิดการบอกต่อได้เอง ซึ่งความตั้งใจในการรักษามาตรฐานแนวทางในการนำเสนอข้อมูลของเราจะทำให้แบรนด์เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำและอยากติดต่อมาร่วมงานกับเราเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะทำให้เราสามารถอยู่ตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ถามคุณทรายว่า ทุกวันนี้ดังแล้วหรือยัง เจ้าของบล็อก เผยว่า ทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีชื่อเสียง ยอดคนที่ตามมากดไลก์ มาติดตาม จะไม่มีความหมายเลยหากสิ่งที่เราทำลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอ่าน ความสุขของการแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกโซเชียลคือการที่มีใครสักคนได้นำสิ่งที่เราแชร์หรือนำเทคนิคของเราไปใช้ได้จริง

เมื่อการเป็นฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีประกันสังคม หรือสวัสดิการเหมือนมนุษย์เงินเดือน ในฐานะที่เป็นฟรีแลนซ์มาทั้งชีวิต ให้คำแนะนำว่า การรู้จักเก็บออมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเมื่อได้รับเงินมาต้องจัดสรรเป็นเงินออมทันทีอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต และไม่ลืมที่จะซื้อหลักประกันในอนาคต อย่าง LTF ประกันบำนาญ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

ดูเหมือนว่า ฟรีแลนซ์ เป็นเทรนด์อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ บิวตี้ ครีเอเตอร์ แสดงความคิดเห็นว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่ง่าย ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นตลอด มั่นใจพอรึยังที่จะเสี่ยงในความไม่มั่นคง ในทางกลับกัน พนักงานเงินเดือนก็ต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมั่นคงจริงหรือ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ควรอยู่บนพื้นฐานของความรักในสิ่งที่ทำ เพราะจะทำให้เราสามารถสร้างผลงานออกมาให้เต็มที่ที่สุด โดยส่วนตัวมั่นใจแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สำหรับตัวเอง

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030151058&srcday=2015-10-15&search=no

ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

พารนี

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน”

แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆ ท่าน

ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ

สร้างผลงาน

ตั้งแต่มหา”ลัย

ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ

แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีดิช วัย 28 ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย

เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ตอนเรียนมัธยมฯ ดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา

ความจริงใบปริญญาใม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่”

แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบ ม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา

ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได้จับกล้องถ่ายรูป รู้สึกชอบขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเก็บเงินซื้อกล้องวิดีโอ มาลองเล่น เขียนบท และกำกับเอง โดยเกณฑ์เพื่อนในกลุ่มมาเป็นตัวแสดง สร้างหนังสั้นเรื่อง “กระตุก” ออกมาเป็นซีรีส์ได้ 8 ตอน อัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏมีคนเข้ามาดูนับหมื่น

พอขึ้นปี 3 ได้ทำงานส่งอาจารย์ในวิชาโปรดักชั่น เป็นโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพยี่ห้อหนึ่ง เสร็จแล้วอัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏกระแสตอบรับแรงมาก คนเข้าไปคลิกดูประมาณ 200,000 คน มีรายการโทรทัศน์มาติดต่อขอสัมภาษณ์ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองชอบการคิด ชอบการกำกับ

กระทั่งปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย โชคดีมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนกับอาจารย์ในคณะ

และเพราะความเข้าใจที่ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับหนัง คงต้องผ่านงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อน แต่พอได้ไปทำงานจริง เริ่มชักไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตัวเขานั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า

“หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับครั้งแรกของผมคือ แบกลำโพง แล้วยังมีกฎเวลาออกกองถ่าย คนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับห้ามนั่งเด็ดขาด บางงานออกกองถ่ายติดต่อกัน 7-8 วัน ผมไม่ได้นั่งเลยนะ” เดวิด เล่ายิ้มๆ

งานประจำ

หนักเหนื่อย เงินน้อย

จากนั้น เดวิดก็ได้ทำงานประจำในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 เทอมสุดท้าย เพราะตั้งใจไว้ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับ ต้องผ่านงานในตำแหน่งผู้ช่วยไปให้ได้

แม้จะเริ่มต้นจากการแบกลำโพง แต่เขาก็พยายามเริ่มเรียนรู้งานทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังโฆษณา ค่อยๆ สะสมความรู้เป็นเวลาปีเศษ กระทั่งตัดสินใจยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่า งานหนัก เงินเดือนน้อย…เกินไป

“ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเงินมากมายอะไร แต่ถ้าใช้งานหนักขนาดนั้น คิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะต้องทำงานจนไม่มีเวลาให้กับใครเลย แต่คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ดีมั้ย เพราะไม่รู้ว่าลาออกแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า” เดวิด บอกความรู้สึก

พอออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ วิ่งหางานเอง แต่อาศัยสมัยเป็นพนักงานประจำ มีโอกาสติดต่อผู้คนในแวดวงหลายฝ่าย จึงมีคนแนะนำงานให้ทำต่อเนื่อง

“ถ้าเปรียบเทียบ หน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา ในฐานะฟรีแลนซ์กับงานประจำในออฟฟิศแบบมีสังกัด งานหนักพอกัน ใช้เวลาการทำงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนคุ้มกว่า” ฟรีแลนซ์หนุ่ม เผย

เป็นฟรีแลนซ์ในหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ปีกว่า เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ (เพราะทำงานแทบไม่มีเวลาใช้เงิน) จนสามารถส่งตัวเองไปศึกษาต่อด้านการกำกับที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ไปเรียนที่นิวยอร์ก เพราะแค่รู้สึกว่าน่าไป แต่พอไปจริงๆ นี่เหรอนิวยอร์ก ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลย และที่ไปเรียนต่อเมืองนอกไม่ได้อยากได้วุฒิอะไร แค่อยากเปิดโลก อยากเรียนรู้วิธีคิดของฝรั่ง ว่าเขาไปทางไหนกัน” เดวิด บอกอย่างนั้น ก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตามแบบของเด็กไทยที่ไม่ได้คอยแต่แบมือขอเงินพ่อ-แม่ สั่งสมประสบการณ์อยู่ปีกว่า รู้สึกว่าได้เปิดโลกทัศน์สมความตั้งใจ จนสามารถสร้างผลงานของตัวเอง ในแบบของ Show Real ได้หลากหลายไอเดีย

ห้องสี่เหลี่ยม

ข้อจำกัดไอเดีย

เพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึง 5 เดือน แต่วันนี้ เดวิดได้เป็นฟรีแลนซ์ นั่งแท่นในตำแหน่งผู้กำกับหนังโฆษณาเรียบร้อยแล้ว แต่เขาออกตัวไว้ว่า…ไม่ได้เก่งกาจกว่าคนอื่น

“ใจจริงอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับโฆษณา และไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แค่รู้กระบวนการผลิตหนังโฆษณาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะต้องทำยังไงบ้าง” เดวิด บอกจริงจัง

ก่อนเล่าให้ฟัง ทำอย่างไรถึงได้งานทำในแบบที่ถนัด ภายในเวลาไม่นาน

“พอกลับมา ผมโทรหาพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย บอกมีงานอะไรให้ทำบอกผมด้วยนะ ผู้ช่วยผู้กำกับก็ยังทำได้นะครับ”

หลังจากทิ้งเบอร์ไว้ให้บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เคยร่วมงาน ไม่นาน มีโปรดักชั่นเฮ้าส์ชั้นนำของเมืองไทย ติดต่อให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ออนแอร์ทางสื่อออนไลน์

ซึ่งช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รับงานไปแล้วกว่า 4-5 เรื่อง และแว่วว่ายังมีต่อเนื่องเข้ามาอีกเป็นระยะ

“ก่อนจะเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาสักชิ้น ถ้าเป็นเมืองไทย ลูกค้าซึ่งหมายถึงเจ้าของสินค้าหรือเอเยนซี่ จะขอดูผลงานที่ผ่านมาก่อน เมื่อพอใจแล้วถึงจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน” เดวิด อธิบายเส้นทาง กว่าจะมาถึงวันนี้

นึกสงสัย ตั้งใจจะทำงานประจำหรือทำเป็นฟรีแลนซ์ เดวิด บอก ก่อนหน้านี้มีบริษัทสองสามแห่งติดต่อมาให้ไปทำประจำเหมือนกัน แต่ยังไม่ตกลงกัน เพราะข้อเสนอของตัวเขาคือ ขอไม่เข้าออฟฟิศ หรือถ้าจะให้เข้า ขอเข้าตอนมีงานจริงๆ

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน” เดวิด เผยความรู้สึก

กระซิบถามถึงค่าตอบแทนในแต่ละจ๊อบ ทราบว่า หลักหลายหมื่น ส่วนจะใช้เวลากี่วันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับงบฯ ในการสร้างหนังโฆษณาแต่ละตัว

ในฐานะที่เคยผ่านทั้งงานประจำและฟรีแลนซ์มาแล้ว เห็นข้อดี-ข้อเสีย อย่างไรบ้าง เจ้าของเรื่องราวคนเดิม บอก ข้อดีของฟรีแลนซ์คือ มีความอิสระ ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีความแน่นอน ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเดือนนี้มีงานแล้วเดือนหน้าจะมีงานมั้ย

เมื่อถามถึงส่วนสวัสดิการพื้นฐาน อย่างการรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดวิด บอกสั้นๆ ไม่เคยป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เลยยังไม่เคยคิดวางแผนอะไรรองรับ

เพราะถือคติ…วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้

ชื่อ-นามสกุล : วรเดช บีแกนเดอร์

ชื่อเล่น : เดวิด/ลูกครึ่งไทย-สวีดิช

อายุ : 28 ปี

อาชีพ : ฟรีแลนซ์…ผู้กำกับหนังโฆษณา

การศึกษา : จบหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ภาควิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนไปศึกษาต่อด้านการกำกับ ที่ School Visual Of Arts นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาปีเศษ

ผลงานสร้างชื่อ : เขียนบทและนั่งเก้าอี้ผู้กำกับตั้งแต่สมัยอยู่รั้วมหาวิทยาลัย เคยสร้างหนังโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งเป็นผลงานส่งอาจารย์ ก่อนนำไปอัพโหลดยูทูบ ใช้เวลาไม่นานมีคนเข้าดูถึง 200,000 คน

ความใฝ่ฝัน : ทำงานเก็บเงินจนอายุ 40 ปี แล้วย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศกรีนแลนด์ หรือไม่ก็อาจเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ เป็นของตัวเอง