ศิลปะการทายใจจากงานศิลปะพบกันที่‘มศว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213116.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
ศิลปะการทายใจจากงานศิลปะพบกันที่‘มศว’
ศิลปะการทายใจจากงานศิลปะพบกันที่‘มศว’

ศิลปะการทายใจ ผ่านงานศิลปะความในใจของคุณจะสะท้อนออกมาจากการทำงานศิลปะพบกันที่‘มศว’

 

            9ก.ย.2558 รศ.ดร.สาธิต ทิมวัฒนบรรเทิง ประธานมูลนิธิอารี สุทธิพันธุ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จากประสบการณ์ด้านทัศนศิลป์กว่า 40 ปี ที่สอนด้านการเขียนรูปและการใช้สีให้นิสิตและประชาชนทั่วไปพบว่าคนเราจะแสดงบุคคลิกภาพและลักษณะที่ตัวเองเป็นอยู่ออกมาในงานศิลปะ เราจะดูลักษณะนิสัย อารมณ์ความรู้สึกของคนๆ นั้นได้จากการใช้สี และเทคนิคการป้ายสีลงบนแผ่นเฟรม  ไม่ว่าคนๆนั้น จะเคยเขียนรูปมาก่อนหรือไม่มีความรู้ด้านการเขียนรูปมาก่อน ก็สามารถดูลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด จากงานศิลปะที่ลงมือทำได้ เพราะการเขียนภาพจะถูกส่งออกมาจากจิตใต้สำนึกภายในของคนๆนั้น เป็นอารมณ์ส่วนลึก ที่จะทำให้ให้เราเรียนรู้ลักษณะตัวตนของเราได้ดี

มศว จึงจัดโครงการ “ความในใจของคุณ กับศิลปะ” ขึ้นมา เพื่อให้บุคคลที่สนใจมาร่วมทำงานศิลปะและจะได้สะท้อนบุคคลิกภาพว่าตัวเราเองเป็นคนเช่นไร มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานในครั้งนี้ได้ฟรี  เป็นโครงการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย จัดบริเวณริมสนามกีฬากลาง ม.ล.ว.จุรีพรหมกมลาศ (สนามฟุตบอล)  ด้านหน้าอนุสาวรีย์หม่อมหลวงปิ่น มศว ประสานมิตร ในวันที่ 24 ก.ย.2558 เวลา 16.00-18.00 น. รับจำนวน 50 คน สนใจติดต่อได้ที่ 086-518-5551 หรือ 089-203-2973

 

‘หอยบุษราคัม’ชนิดใหม่-ชื่อพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213093.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
'หอยบุษราคัม'ชนิดใหม่-ชื่อพระราชทาน
'หอยบุษราคัม'ชนิดใหม่-ชื่อพระราชทาน
'หอยบุษราคัม'ชนิดใหม่-ชื่อพระราชทาน

พบหอยต้นไม้ชนิดใหม่ของโลกที่เกาะกระ สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานชื่อ ‘หอยบุษราคัม’ อีกชนิด ‘หอยนกเหลืองแม่สอด’ ปลื้ม ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

 

                      9 ก.ย. 58  ที่โรงแรมศุโกศล  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แถลงข่าว การค้นพบ ‘หอยต้นไม้ชนิดใหม่ของโลก’ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อ ‘หอยบุษราคัม’ พร้อมเปิดเผยการค้นพบหอยทากสวยงามอีก 1 ชนิด โดยมี ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทย์ฯ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมในการแถลงข่าว
                      โดย ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวว่า จากการศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์หอยทากบกในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 30 ปี ประมาณการได้ว่า ประเทศไทยมีหอยทากบกทั้งสิ้น 1,000 – 1,500 ชนิด ขณะเดียวกันยังค้นพบหอยทากชนิดใหม่ของโลก ประมาณ 100 ชนิด โดยเฉพาะหอยต้นไม้ หรือ หอยนก ซึ่งมีสีสันสวยงามได้รับการขนานนามว่า ‘อัญมณีแห่งพงไพร’ หรือ ‘Gems of the forest’ ทั้งนี้ ในปี 2558 ผลงานการค้นพบหอยต้นไม้ของคณะวิจัยได้ถูกนำไปตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ‘ZooKeys 2015’ ถึง 2 ชนิด โดยชนิดแรกตนและคณะวิจัยได้เก็บตัวอย่างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จากการลงสำรวจพื้นที่เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืนอันเนื่องจากมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้ค้นพบหอยต้นไม้สวยงามชนิดใหม่มีสีเหลืองสดใส ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานชื่อหอยว่า ‘หอยบุษราคัม’ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amphidromus principalis Sutcharit & Panha, 2015 (แอมฟิโดรมัส พรินซิพาลิส) ทั้งนี้ คำว่า ‘principalis’ เป็นภาษาละติน มีความหมายว่า ‘of the princess’ อันหมายถึงองค์สมเด็จพระเทพฯ
                      “สำหรับคุณลักษณะของหอยบุษราคัมนั้น เปลือกมีสีเหลืองแวววาวเปรียบดั่งพลอยบุษราคัมล้ำค่า และมีลายเส้นสีเหลืองเข้มพาดตั้งฉากกับแนววงเปลือก เปลือกวงสุดท้ายมีสีเหลืองเข้มกว่าวงเปลือกด้านบน ขนาดเปลือกสูง 2.5 – 3.6 เซนติเมตร (ซม.) กว้าง 1.5 – 2.0 ซม. ส่วนลำตัวสีขาวนวลถึงสีครีมไม่มีลวดลาย ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่าดิบชื้นตามเกาะในอ่าวไทย บริโภคสาหร่ายและไลเคนบนผิวต้นไม้ ดำรงชีวิตบนต้นไม้ตลอดชีวิต มีเปลือกเวียนทางด้านซ้ายทุกตัวทั้งประชากร ศัตรูธรรมชาติ คือนกหลายชนิดและหนู มีการผลิตเมือกจากเท้าและแมนเทิลที่ทำสีขาวใส ช่วยเคลือบผิวลำตัวให้ขาวมันแวววาว มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณที่ละเอียดอ่อน มีศักยภาพไปสู่อุตสาหกรรมเวชสำอางได้อีกด้วย โดยปัจจุบันพบหอยบุษราคัม ที่เกาะกระ เพียงแห่งเดียว จึงถือเป็นทรัพยากรสำคัญและมีมูลค่าแก่การอนุรักษ์บนผืนป่าในหมู่เกาะแห่งท้องทะเลไทย”
                      ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหอยต้นไม้ชนิดที่สองที่ค้นพบใหม่ คือ ‘หอยนกเหลืองแม่สอด’ หรือ หอยนกขมิ้นขอบวงน้ำตาล Amphidromus globonevilli Sutcharit & Panha, 2015 (แอมฟิโดรมัส โกลโบเนวิลไล) พบที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หอยชนิดนี้อาศัยเฉพาะถิ่นบนต้นไม้ตลอดชีวิต เปลือกมีสีเหลืองและใต้ขอบวงมีแถบสีน้ำตาล เปลือกวงสุดท้ายมีแถบสีน้ำตาลสองแถบตามแนววงเปลือกใกล้กับปากเปลือก ขนาดเปลือกสูง 1.8 – 2.3 ซม. กว้าง 1.2 – 1.5 ซม. ลำตัวหอยสีขาวนวลถึงสีครีม หรือน้ำตาลอ่อน
                      “การค้นพบหอยต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ นับเป็นทรัพยากรชีวภาพที่ใช้เป็นดัชนีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ และได้เห็นธรรมชาติของหอยอันเป็นปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การนำหอยมาเป็นดัชนีการอนุรักษ์ป่า การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมความงามได้ และที่น่ายินดีก็คือ หอยบุษราคัม และ หอยนกเหลืองแม่สอด ได้รับตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ‘ZooKeys 2015’ เป็นการเผยแพร่ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยแก่สาธารณชน และสร้างความตระหนักให้แก่คนไทยให้เห็นความสำคัญและช่วยกันอนุรักษ์ดูแล” ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหอยต้นไม้สกุล Amphidromus ในประเทศไทยมีรายงานมากกว่า 20 ชนิด และสามารถพบได้ในแหล่งที่อยู่ธรรมชาติทั่วภูมิภาค ซึ่งหอยต้นไม้เหล่านี้ล้วนมีลวดลายและสีสันของเปลือกหอยที่แปลกตาแตกต่างกันไป

 

คลอดแล้ว!ปฏิทินรับนร.ปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213087.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
คลอดแล้ว!ปฏิทินรับนร.ปี59

สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 ‘ม.1’ รับสมัคร 20 – 24 มี.ค. 59 จับฉลาก 3 เม.ย. มอบตัว 9 เม.ย. ‘ม.4’ รับสมัคร 20 – 21 มี.ค. มอบตัว 10 มี.ค.

                      9 ก.ย. 58  ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2559 ซึ่งภาพรวมไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา ยกเว้นในส่วนการใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต จากเดิมใช้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปรับเหลือ 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบ โดยยังคงสัดส่วนเดิม 20% ขณะเดียวกัน ได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศ ประกาศแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนของเขตพื้นที่ฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ.และนโยบายรัฐบาล ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงนโยบายในการปรับลดขนาดโรงเรียนและห้องเรียนให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกำหนดจำนวนนักเรียนอยู่ที่ 40 คนต่อห้อง แต่ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง
                      ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ ยังยึดแนวนโยบายของปีที่ผ่านมา อาทิ ใช้คะแนนโอเน็ต 20% โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน และกรณีที่มีการสอบคัดเลือกชั้น ม.1 โรงเรียนต้องออกข้อสอบให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื้อหาไม่เกินชั้น ป.6
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 มีดังนี้
                      ระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 27 ก.พ. – 3 มี.ค. 2559 จับฉลากวันที่ 13 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 13 มี.ค. 2559 มอบตัววันที่ 20 มี.ค. 2559
                      ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัครวันที่ 6 – 10 มี.ค. 2559 จับฉลากวันที่ 20 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 20 มี.ค. 2559 มอบตัววันที่ 27 มี.ค. 2559
                      มัธยมศึกษา (ม.) ปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่ 20 – 21 มี.ค. 2559 สอบ 23 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัว 25 มี.ค. 2559 มอบตัว 9 เม.ย. 2559 รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20 – 24 มี.ค. 2559 สอบคัดเลือก 26 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เม.ย. 2559 จับฉลากและรายงานตัว วันที่ 3 เม.ย. มอบตัววันที่ 9 เม.ย. 2559 นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20 – 24 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เม.ย. มอบวันที่ 9 เม.ย. 2559
                      ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไป รับสมัคร 20 – 24 มี.ค. 2559 สอบคัดเลือก 3 เม.ย. 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 7 เม.ย.  2559 จับฉลากประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 3 เม.ย. 2559 มอบตัววันที่ 9 เม.ย. โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ต วันที่ 30 มี.ค. 2559 ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้ รับสมัครวันที่ 6 – 10 เม.ย. 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เม.ย. 2559
                      สำหรับระดับ ม.4 นักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิม ให้รายงานตัววันที่ 31 มี.ค. 2559 มอบตัววันที่ 10 เม.ย. 2559 รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษ วันที่ 20 – 21 มี.ค. 2559 สอบวันที่ 23 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 25 มี.ค. 2559 มอบตัว วันที่ 10 เม.ย. 2559 ส่วนนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนอื่น รับสมัครวันที่ 20 – 24 มี.ค. 2559 สอบคัดเลือกวันที่ 27 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 3 เม.ย. 2559 มอบตัววันที่ 10 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่ 20 – 24 มี.ค. 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เม.ย. 2559 มอบตัววันที่ 10 เม.ย. 2559 โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มี.ค. 2559

ป.โทไซเบอร์ม.รังสิตล้อมคอก’แฮ็กเกอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213056.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
ป.โทไซเบอร์ม.รังสิตล้อมคอก'แฮ็กเกอร์'

ป.โทไซเบอร์ม.รังสิตล้อมคอก’แฮ็กเกอร์’ : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

              วิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยรังสิต จับมือ เอซิส บริษัทชั้นนำในการให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เปิดหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สร้างสรรค์สังคมไซเบอร์และส่งเสริมความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ

ผศ.ดร.ม.ล.กุลธร เกษมสันต์ คณบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยถึงที่มาของการเปิดหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Master of Science in Cybersecurity Management) ว่า แรกเริ่มทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.รังสิต ได้มีโอกาสจัดสัมมนาเรื่อง ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ร่วมกับ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย (สปท.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการแฮ็กข้อมูล โดยผลการสำรวจพบว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่โดนแฮ็กข้อมูลเป็นอันดับสองของโลก

ภายหลังจากการจัดสัมมนาได้มีการพูดคุยกันว่าประเทศไทยต้องการทรัพยากรบุคคลทางด้านนี้จำนวนมาก จึงเกิดเป็นความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ บริษัทเอซิส บริษัทชั้นนำในการให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ร่วมกันผลิตบุคลากรโดยเปิดหลักสูตรในระดับปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขึ้น โดยบริษัทเอซิส และ

วิทยาลัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกันร่างหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

โดยพิจารณาร่วมกันถึงสิ่งที่บุคลากรด้านนี้จะต้องเรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติงานเพื่อป้องกันข้อมูลในองค์กรและใช้งานด้านไซเบอร์ได้อย่างสร้างสรรค์ เพราะสิ่งสำคัญของการเปิดหลักสูตรคือความต้องการที่จะผลิตบัณฑิตให้ได้วิชาความรู้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ทางวิชาการจากคณาจารย์ผู้สอน และชำนาญด้านทักษะ ซึ่งได้จากผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรมนั่นเอง

“การที่เราเปิดหลักสูตรนี้ในระดับปริญญาโทเพราะเรามั่นใจในความเข้มแข็งทางวิชาการ โดยมีการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่างๆ ในระดับปริญญาตรีที่หลากหลาย อาทิ คอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย สารสนเทศการแพทย์ สารสนเทศการลงทุน ระบบสารสนเทศเอ็นเทอร์ไพรส์ เทคโนโลยีสื่อสร้างสรรค์ เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ความเข้มแข็งตรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ด้านวิชาการ แต่เราสามารถผลิตบัณฑิตตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เนื่องจากทางวิทยาลัยมีความร่วมกับบริษัทไอทีชั้นนำกว่า 20 แห่งในการส่งนักศึกษาไปฝึกงานและสหกิจศึกษา สร้างบัณฑิตให้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำมาต่อยอดในการเปิดหลักสูตรปริญญาโท รวมทั้งหลักสูตรดังกล่าวนี้ด้วย” ผศ.ดร.ม.ล.กุลธร กล่าว

ด้านอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ผู้อำนวยการศูนย์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในนามบริษัทเอซิส ซึ่งมีส่วนร่วมในการเปิดหลักสูตร กล่าวเสริมว่า การป้องกันข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานองค์กรต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ บุคลากรที่ดูแลงานด้านนี้จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล และสำหรับประเทศไทยเองยังถือว่าขาดแคลนบุคลากรสายงานด้านนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัทได้มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตบัณฑิต

“โดยนำความรู้ ทักษะจากการดำเนินงานจริงมาใช้ เพื่อพัฒนาให้ประเทศของเรามีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในเรื่องของการดูแลข้อมูลสารสนเทศเพิ่มขึ้นและสามารถปฏิบัติงานได้ตามหลักสากลทั่วไป” อาจารย์ปริญญา กล่าว

อาจารย์ปริญญา กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่สนใจเบื้องต้น ควรมีพื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี นอกเหนือจากนี้จะใช้วิธีการเรียนรู้ทั้งในส่วนของวิชาการในห้องเรียนและทักษะการปฏิบัติงานจริงจากบริษัท ซึ่งจะเข้ามาดูแลทักษะต่างๆ อย่างเข้มข้น

“ทั้งนี้ ภายหลังผู้เรียนสามารถสอบใบรับรองระดับสากลด้าน Information Security (CISSP, CISA, CASP, CISM, CSX) มีโอกาสได้ศึกษาแนวปฏิบัติผ่านระบบจำลองยุทธศาสตร์ทางไซเบอร์ รวมทั้งทุนสนับสนุนการนำเสนอผลงานวิจัย โดยหลักสูตรดังกล่าวเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” อาจารย์ปริญญา ฝากทิ้งท้าย…

‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213054.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?!

‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?! : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              หลังจาก “คมชัดลึก” รายงานข่าวปัญหา สิทธิเด็กพิการที่ถูกละเลย อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พบว่า มีเด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติก ประมาณ 7,000 กว่าคนทั่วประเทศไทย  ไม่ได้รับการดูแลรักษาสุขภาพเหมือนเด็กทั่วไป

กลุ่มคนพิการทางออทิสติก เป็น 1 ใน 7 ประเภทความพิการ หมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม การสื่อความหมาย พฤติกรรมและอารมณ์ โดยมีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองและความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ 2 ปีครึ่ง

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเด็กกลุ่มนี้รู้สึกเจ็บป่วย  พวกเขาจะไม่สามารถสื่อความหมายหรือบอกพ่อแม่ผู้ปกครองได้ว่า รู้สึกไม่สบายแบบไหน เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปวดฟัน  เด็กกลุ่มนี้จะไม่รู้เลยว่า มันคืออาการอะไร ขณะที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่เองก็ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแล หรือบางรายละเลยไม่ใส่ใจ

จากข้อมูลโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จ.ลพบุรี พบว่า “เด็กพิเศษ” ส่วนใหญ่มีปัญหา สุขภาพปากและฟัน ฟันผุ ปวดฟัน เหงือกอักเสบ ฯลฯ  บางรายมีปัญหาโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด หิด เหา หรืออาจมีอาการป่วยของโรคเรื้อรัง เช่น ปวดท้อง โรคกระเพาะเบาหวาน ความดันหัวใจ ฯลฯ

“ทีมข่าวคมชัดลึก” ลงพื้นที่สังเกตการณ์ โรงเรียนข้างต้นที่เป็นโรงเรียนเฉพาะของเด็กพิเศษ มีนักเรียนกว่า 200 คน  เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 เป็นวันตรวจสุขภาพ โดยนักเรียนยืนต่อคิวพร้อมสมุดประเมินสุขภาพ  แต่งกายในชุดกีฬาสะดวกต่อการยกแขนขา เมื่อผ่านการตรวจคัดกรองแล้ว  แพทย์พยาบาลจะประเมินว่า จัดอยู่ในกลุ่มใดบ้างใน 3 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มปกติ 2 กลุ่มตรวจพบความผิดปกติควรเฝ้าระวังและทำการรักษา และ 3 กลุ่มร้ายแรงควรได้รับการรักษาทันที

เด็กหลายคนให้ความร่วมมือในการตรวจดีขณะที่บางคนไม่เข้าใจว่า มาทำอะไรกันในวันนี้จึงแสดงท่าทีขัดขืน บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ตรวจโดยเฉพาะจุดตรวจวัดความดันและตรวจฟันและช่องปาก เด็กบางคนร้องไห้ไม่ยอมรับการตรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปช่วย

ครูผู้รับผิดชอบงานอนามัย ให้ข้อมูลว่า  ปัญหาที่พบคือ หลังตรวจสุขภาพแล้ว เมื่อแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือพาเด็กไปรักษา ไม่ให้ความสำคัญสุขภาพเด็ก

“ผู้ปกครองจะชอบอ้างว่า  ไม่มีเวลาพาไปหาหมอ  หรือเด็กไม่ยอมไป  เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีเงิน บางครั้งก็บอกว่าโรงพยาบาลไม่ให้ความสำคัญกับเด็กให้นั่งรอนานเด็กไม่ยอมต้องพากลับ”

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเด็กพิเศษไม่ได้รับการรักษาสุขภาพอนามัยอย่างถูกต้อง องค์การยูนิเซฟ ร่วมกับ องค์กร “สเปเชียล โอลิมปิก ไทยแลนด์”  จัดโครงการตรวจสุขภาพเด็กพิการทางสติปัญญา (ออทิสติก) ประเทศไทยเป็น 1 ใน 33 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ที่มีโครงการตรวจสุขภาพเด็กพิการทางสติปัญญา ระยะเวลา 3 ปี เริ่มเมื่อปี 2556  นำร่องเด็กพิเศษ  1,359 คน จาก 6 จังหวัด ที่มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ  ได้แก่ กทม. ลพบุรี สุพรรณบุรี เชียงใหม่ อุบลราชธานี และภูเก็ต

“รัชนีวรรณ บูลกุล” ผู้จัดการโครงการสเปเชียล โอลิมปิก ไทยแลนด์   เล่าว่า ปัจจุบันมีคนพิการทางสติปัญญาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มักเป็นกลุ่มที่ถูกลืมและขาดโอกาสในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจำนวนมากที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ

“ข้อมูลกรมสุขภาพจิตระบุ มีเด็กออทิสติกแค่ร้อยละ 3.4  เท่านั้น ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลของรัฐ  มีเด็กอีกหลายคน ที่ไม่เคยรับการตรวจสุขภาพเลย อยากให้รัฐผลักดันให้มีโครงการตรวจสุขภาพเด็กออทิสติกทั่วประเทศ ร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ หน่วยการแพทย์ท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”

การตรวจสุขภาพเด็กพิเศษในโรงเรียนแห่งนี้เป็นความร่วมมือจากโรงเรียน สาธารณสุขจังหวัด รพ.สต.พื้นที่ ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี โรงพยาบาลประจำจังหวัด และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นอย่างดี ในการตรวจคัดกรองแบบฟูลสเกลครอบคลุม 5 ส่วน คือ 1.การตรวจร่างกายทั่วไป  เริ่มจากการลงทะเบียนซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดอุณหภูมิความอิ่มตัวของออกซิเจนและวัดความดันโลหิต 2.การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น โดยใช้รูปภาพเป็นสื่อ ให้เด็กมองในระยะห่างทั้งใกล้ไกลคือระยะ 1 ฟุตและระยะ 2 เมตร บอกรูปสัญลักษณ์ที่ชี้ว่าเป็นรูปอะไร เช่น สามเหลี่ยม วงกลม สี่เหลี่ยม 3.การตรวจร่างกายทางกายภาพ เช่น การยกแขนขาเพื่อดูว่ามีการคดงอหรือไม่ การก้มเงย ดูความผิดปกติของกระดูกสันหลัง 4.การตรวจสิ่งผิดปกติในช่องท้องของนักเรียนหญิงว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ และ 5.การตรวจสุขภาพปากและฟัน มุ่งหวังแก้ปัญหาเรื่องฟันผุ โรคในช่องปาก คราบหินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฯลฯ

ตัวแทนกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข รพ.สต.ป่าตาล บอกว่า เริ่มแรกที่รู้ว่าจะต้องมีการตรวจสุขภาพเด็กพิเศษ รู้สึกกังวลว่าเขาจะสื่อสารกับเรารู้เรื่องหรือไม่ จะต้องใช้วิธีการพูดหรือจิตวิทยาอย่างไรดีเพื่อจะบอกเขา แต่เมื่อได้มาสัมผัสเด็กจริงๆ แล้วพบว่าเด็กๆ น่ารัก พูดคุยรู้เรื่อง เด็กเข้าใจและยอมให้ตรวจสุขภาพโดยดี จะมีบางคนที่ไม่เข้าใจ จึงต้องชมว่าเก่งครับ เก่งค่ะ ดีมากค่ะ เด็กหลายคนบอกไม่ได้ว่าเจ็บป่วยตรงไหน เห็นแล้วรู้สึกสงสารเพราะเขาไม่เหมือนเด็กทั่วไป อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองใส่ใจดูแลสุขภาพของเด็กๆ เหล่านี้ด้วย

ด้าน “หัวหน้างานอนามัยโรงเรียน“ ยอมรับว่า หลังจากตรวจสุขภาพแล้ว ได้เรียกประชุมผู้ปกครองแจ้งให้ทราบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร่วมมือ บอกแล้วก็แล้วกันไป ไม่พาลูกหลานไปรักษา ให้ข้อมูลไปแล้วก็ไม่เห็นความสำคัญสุขภาพเด็ก ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

“ผู้ปกครองส่วนใหญ่อ้างว่าไม่มีเวลาพาไป เด็กไม่ยอมไป เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีทุนทรัพย์ โรงพยาบาลไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก และนั่งรอนานเด็กไม่ยอม จึงต้องพากลับ อยากให้โครงการมีต่อเนื่อง ไม่ใช่สิ้นสุดแค่ 3 ปีนี้เท่านั้น อยากให้ขยายผลไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต”

แม้ว่า ปลายปี 2558 นี้ จะสิ้นสุดการดำเนินโครงการตรวจสุขภาพเด็กออทิสติก 6 โรงเรียนนำร่องประเทศไทย ตามกำหนดระยะเวลา 3 ปีแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่องค์การยูนิเซฟ และสเปเชียลโอลิมปิกไทย คาดหวังในอนาคต คือ โมเดลแห่งความร่วมมือ 3 ฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในการดูแลสุขภาพเด็กออทิสติกทั้งประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้าต่างคนต่างทำ

ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (หน่วยการแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, หน่วยการแพทย์ท้องถิ่น (สพ.สต. รพ.ประจำจังหวัด) กระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียน) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.จว.) ชุมชน, พ่อแม่ผู้ปกครอง ร่วมกันขับเคลื่อน ผลักดัน การดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพเด็กออทิสติกไทยอย่างเป็นระบบให้ดีขึ้นต่อไป

ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ….(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213057.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ....(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค

ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ….(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

            พ.ร.บ.ยาฉบับล่าสุดของประเทศบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2510 มีการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว 5 ครั้ง ล่าสุดเมื่อปี 2530 ซึ่งเป็นเวลาถึง 48 ปีที่ยังไม่มีการออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างมาก รวมถึงการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมด้านยา ส่งผลให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะผลักดันให้มีการออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ โดยภาคประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ…(ฉบับประชาชน) ร่างแรกตั้งแต่ปี 2543 และเมื่อปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้นำร่าง พ.ร.บ.หารือร่วมกับทุกภาคส่วนสรุปเป็นร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ….(ฉบับกระทรวงสาธารณสุข)

เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับกระทรวงสาธารณสุข) แบ่งเป็น 12 หมวด 241 มาตรา ได้แก่ หมวด 1 คณะกรรมการ หมวด 2 ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนไทย และยาแผนทางเลือก หมวด 3 ยาสำหรับสัตว์ หมวด 4 เภสัชเคมีภัณฑ์ เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เภสัชชีววัตถุและเภสัชสมุนไพร หมวด 5 การควบคุมยา หมวด 6 การเลิกกิจการและการโอนกิจการ หมวด 7 การโฆษณา หมวด 8 การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต หมวด 9 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 10 อุทธรณ์ หมวด 11 ความรับผิดทางแพ่ง หมวด 12 บทกำหนดโทษ และบทกำหนดโทษ

“เจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ไม่ต่างจาก พ.ร.บ.ยาฉบับเดิม คือมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคในด้านยา เพียงแต่ฉบับใหม่มีการปรับให้ทันยุคสมัยมากขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านยา” รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าว

รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ บอกว่า จุดสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุข ที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ที่เป็นฉบับเดิม คือ ในเรื่องของการแบ่งประเภทยา จากเดิมแบ่งเป็น ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ยาสามัญประจำบ้าน ยาบรรจุเสร็จ เป็นต้น แต่ร่างใหม่ แบ่งเป็น ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาที่ต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ ยาสามัญประจำบ้าน เป็นต้น รวมถึงการกำหนดเรื่องโฆษณา โดยหลักการไม่ควรให้มีการโฆษณายาเพราะจะเป็นการจูงใจให้ใช้ยาไม่สมเหตุสมผล

ในร่างฉบับใหม่มีการระบุถึงการห้ามโฆษณายาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณ ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาทำให้แท้งลูกหรือขับระดู ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกาม และเป็นการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันใดๆ แต่ไม่ใช้บังคับการโฆษณาที่กระทำโดยตรงต่อผู้ประกอบวิชาชีพ แสดงว่าสามารถโอ้อวดกับผู้ประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งไม่ถูกหลักการ นอกจากนี้ เรื่องยาแผนไทย ฉบับเดิมเภสัชกรจะร่วมผลิตไม่ได้ แต่ฉบับใหม่ เภสัชกรสามารถช่วยในการผลิตได้ น่าจะส่งผลให้เกิดการพัฒนายาแผนไทยได้มาก

“ที่สำคัญคือ ในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่มีการระบุเรื่องการขอขึ้นทะเบียนยา จะต้องแสดงรายการข้อมูลสิทธิบัตร ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร หรือข้อมูลสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในกรณีเป็นยาแผนไทยที่ได้จดทะเบียนสิทธิ ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยประเภทตำรับยาแผนไทยส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และข้อมูลโครงสร้างราคายา ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร ซึ่งในฉบับเดิมไม่มี เป็นการเริ่มกระบวนการจำกัดยาเข้าประเทศ” รศ.(พิเศษ)ภก.กิตติกล่าว

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ…(ฉบับกระทรวงสาธารณสุข) เกือบจะได้นำให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาและเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการออกกฎหมายต่อไป แต่จนแล้วจนรอด ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มีอันต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการท้วงติงว่า ข้อกำหนดในร่าง พ.ร.บ.ยาที่ให้รายงานโครงสร้างราคายา ถือเป็นการกีดขวางการวิจัยและพัฒนายาในอนาคต

นายนิมิตร เทียนอุดม ผู้จัดการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุขไม่มีประโยชน์อะไร หากไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างราคายาและข้อมูลสิทธิบัตร เพราะจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ทำให้เห็นว่าเหตุผลที่บริษัทยาตั้งราคายาเป็นเท่านั้นเท่านี้ด้วยปัจจัยใด ตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยา หากไม่เหมาะสมก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนยา ทำให้รัฐมีอำนาจต่อรองในการตั้งราคายาแต่ละชนิด ประโยชน์ก็จะตกถึงประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมี จะรู้โครงสร้างราคายาก็ต่อเมื่อยาหมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้น

ขณะที่ นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวระหว่างที่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ตรวจเยี่ยมอย.ว่า ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่มีการขับเคลื่อนมานานมาก มีการแก้ไขและเสนอครม.หลายรอบ แต่ถูกตีกลับ ล่าสุด ในร่างฉบับกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดข้อกำหนดในเรื่องโครงสร้างราคายาและสิทธิบัตรออกไป ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของครม.อีกครั้ง

ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150908/212986.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558
ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              เช้าวันที่ 7 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ชาวโลกออนไลน์พากันแชร์ภาพลูกไฟควันยาวสีขาวกลางท้องฟ้า ที่มองเห็นได้จากกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นอุกกาบาตตกเข้ามาในวงโคจรโลก

ขณะที่นักดาราศาสตร์บางคนแย้งว่าสิ่งที่พบเห็นอาจไม่ได้ถึงกับเป็น “อุกกาบาต” (meteorite) แต่เป็นเพียง “ลูกไฟ” (Fireball) เท่านั้น  !?!

“ปีเตอร์ สุดธนกิจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และระบบสุริยจักรวาล ให้ข้อมูลว่า ปัญหาอุกกาบาตพุ่งชนโลก เป็นเรื่องที่องค์การนาซาให้ความสนใจมาก มีหน่วยดูแลเฉพาะสร้างเครื่องมือเรดาร์และเครื่องตรวจสนามแม่เหล็ก เฝ้าระวังความผิดปกติของวัตถุในอวกาศที่มีโอกาสหลุดเข้ามาในวงโคจรโลก (NASA’s Near-Earth Object)

“เศษชิ้นส่วนที่ตกมาสู่พื้นโลกได้มี 2 ประเภท คือ จากอุปกรณ์ดาวเทียม ซึ่งคาดเดาพิกัดได้ชัดเจนว่าจะตกบริเวณไหนและเมื่อไร เพราะดาวเทียมแต่ละดวงมีทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้วไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่สำหรับอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อยดวงเล็กๆ นับล้านดวง ที่พุ่งชนกันแตกกระจายหรือหลุดวงโคจรจนเผาไหม้ระหว่างตกสู่โลกนั้น ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ นอกจากเป็นดวงใหญ่ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 50 เมตรขึ้นไป หากเศษดาวเคราะห์เหล่านี้เผาผลาญจนหมดสิ้นจะกลายเป็นแค่ลูกไฟ ไม่มีเศษแร่ธาตุหรือก้อนหินตกลงมา แต่ถ้าพบก้อนหินหรือก้อนโลหะจึงเรียกว่าก้อนอุกกาบาต ถ้าเล็กมากบางครั้งชาวบ้านเรียกว่า สะเก็ดดาวตก”

นักวิชาการอิสระข้างต้นอธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาพบอุกกาบาตตกลงสู่โลกมนุษย์หลายหมื่นลูก มีการเก็บไปพิสูจน์และวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเป็นก้อนที่ผ่านการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นหินหรือมีส่วนผสมของแร่ธาตุที่ไม่ได้พบเห็นทั่วไปในโลกมนุษย์

ล่าสุด องค์การนาซาได้เฝ้าระวังดาวเคราะห์น้อยอันตรายอยู่ประมาณ 1,000 กว่าลูก เพราะเชื่อว่าอาจพุ่งชนโลกเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะดาวเคราะห์ที่ชื่อ “99942 Apophis” ค้นพบเมื่อปี 2004 ประเมินขนาดได้ประมาณ 400–600 เมตร มีการตรวจสอบระยะวงโคจรว่าห่างไปประมาณ 28,000 กิโลเมตร และจะใกล้โลกมากที่สุดในปี ค.ศ. 2029 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า

สถิติจากสมาคมอุกกาบาต (The Meteoritical Society) ระบุว่า ตั้งแต่อดีตมีอุกกาบาตตกใส่โลกแล้วไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นลูก ในแถบขั้วโลกใต้หรือแอนตาร์กติกา 2.4 หมื่นลูก บริเวณทะเลทรายซาฮารา 4 พันลูก และสถานที่อื่นๆ อีก 2 พันกว่าลูก แต่เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านคือ

มหันตภัย “อุกกาบาต” หนักกว่า 1 หมื่นตันพุ่งเข้าชนรัสเซีย เมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 โดยมีบันทึกเหตุการณ์ระบุว่าก้อนไฟอุกกาบาตใหญ่ขนาดเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกนั้น ขณะที่พุ่งชนโลกเกิดเป็นประกายไฟหางยาว และตกในเมือง “เชเลียบินสค์” ห่างจากเมืองหลวงกรุงมอสโกแค่ 1,500 กม. เท่านั้น ห้วงเวลานั้นรัฐบาลรัสเซียถึงกับต้องสั่งระงับการปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือชั่วคราว มีคำสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่ง

เมื่อเหตุการณ์สงบลง นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นว่า “อุกกาบาต” ลูกนี้พุ่งเข้ามาในโลกมนุษย์ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 54,000 กม.ต่อชั่วโมง ก่อนแตกระเบิดกลางอากาศเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ที่บริเวณความสูงระหว่าง 30-50 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน เชื่อว่าอาจเป็นอุกกาบาตที่มีน้ำหนักถึง 1หมื่นตัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทันที 1,500 คน อาคาร 7,200 แห่งใน 6 เมืองรอบๆ เสียหาย

สำหรับประเทศไทยนั้นมี สถิติการพบอุกกาบาตประเทศไทย ที่ได้รับการยืนยันจาก “สมาคมอุกกาบาต”  4 ครั้ง ได้แก่

1.วันที่ 21 ธันวาคม 2466 “อุกกาบาตนครปฐม” ต.ดอนยายหอม น้ำหนัก 23.2 กก.

2.ไม่มีบันทึกวันที่ตก ระบุเพียงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 “อุกกาบาตเชียงใหม่” บ้านช่อแล 3.35 กก.

3.วันที่ 17 ธันวาคม 2524 “อุกกาบาตเชียงคาน” จ.เลย 367 กรัม

4.วันที่ 13 มิถุนายน 2536 “อุกกาบาตบ้านร่องดู่” จ.เพชรบูรณ์ 16.7 กก.

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติวิเคราะห์ให้ฟังถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะโดนอุกกาบาตลูกยักษ์ถล่มใส่เหมือนรัสเซียนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากวงโคจรของกลุ่มอุกกาบาตจะเหวี่ยงเข้ามาทางขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้มากกว่า ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ช่วงตรงกลาง จึงค่อนข้างปลอดภัย ที่ผ่านมาเคยพบแค่ขนาดไม่กี่กิโลกรัมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดอุกกาบาตรัสเซีย ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกเริ่มวางแผนการป้องกัน โดยตระหนักดีว่า “อุกกาบาต” มีคุณสมบัติ 3 ไม่ คือ “ไม่สามารถพิสูจน์ตำแหน่ง”, “ไม่สามารถระบุวงโคจร” และ “ไม่สามารถบอกขนาดได้” หากโชคร้ายเหวี่ยงตกพุ่งเข้ามาในวงโคจรโลกจะทำอย่างไร ?

ล่าสุด ผู้นำจากทั่วโลกยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหาวิธีการรับมือกับภยันตรายนี้ จึงมีโครงการ “จรวดปรมาณูไอซีบีเอ็ม” หรือ “จรวดมิสไซล์ข้ามทวีป” อินเตอร์คอนติเนนทัล บอลลิสติก มิสไซล์ (InterContinental Ballistic Missile : ICBM) เพื่อทำอาวุธบรรจุนิวเคลียร์เข้าไปด้านในช่วยเพิ่มพลังในการยิงให้อุกกาบาตแตกกระจาย หรือยิงเปลี่ยนวงโคจรไม่ให้วิ่งพุ่งเข้าหาโลกมนุษย์

ขณะที่หลายฝ่ายกังวลใจว่า “จรวดปรมาณู” เมื่อยิงใส่อุกกาบาตแล้ว ผลกระทบของรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์จะส่งผลร้ายแรงให้แก่มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกด้วยหรือไม่ ?!?

นักเรียนทุน1อำเภอ1ทุนสานฝันเด็กชนบทเรียนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150908/213000.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558
นักเรียนทุน1อำเภอ1ทุนสานฝันเด็กชนบทเรียนนอก

นักเรียนทุน 1อำเภอ1ทุนสานฝันเด็กชนบทเรียนนอก

            โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เปรียบเสมือนสะพานที่สานฝันให้กับเด็กมัธยมปลายทั้งในเมืองใหญ่และชนบทได้มีโอกาสเท่าเทียมกันเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ
            การได้รับทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์ และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ต้องดูแลตัวเองทุกๆ อย่างไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องการใช้ชีวิต ซึ่งการได้รับทุนในครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ทำให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ดูแลตัวเองได้ และฝึกความอดทนมากมาย” ณัฐณิชา วัชระ หรือ “น้องอาย” อายุ 22 ปี กำลังศึกษาระดับปริญาตรี ด้านอาชญากรรม สาขา Criminal Justice ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าว
            “น้องอาย” เป็นนักเรียนทุน 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) รุ่นที่ 3 รอบ 2 อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ มีความฝันว่าอยากรับราชการตำรวจปราบปรามการก่ออาชญกรรมในเมืองไทยมาตั้งแต่เด็กๆ เลือกเรียน “สาขา Criminal Justice อธิบายว่าในประเทศไทยเรียกสาขานี้ว่าการบริหารงานยุติธรรม ยังไม่มีการเปิดสอนในระดับปริญญาตรี ที่อเมริกาการเปิดสอนก็เฉพาะในบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น เนื้อหาที่เรียนมีความสอดคล้องกับหลักการทำงานของตำรวจมาก ทำให้เข้าใจถึงการก่ออาชญากรรมของอาชญากร ที่แต่ละประเทศย่อมมีระบบการปฏิบัติงานของตำรวจที่แตกต่างกัน ซึ่งการได้เรียนรู้รูปแบบของอาชญากรรมที่หลากหลาย
            รวมทั้งรู้แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางด้านอาชญากรรม ทำให้มีหลักเพื่อเข้าใจอาชญากรและอาชญากรรม การปฏิบัติงานด้านต่างๆ เช่น การสืบสวน การสอบสวน ก็อาจจะง่ายขึ้น เพราะเรารู้วิธีการพูดกับผู้ต้องสงสัยและการจับพิรุธทางพฤติกรรมทางกาย สายตา และน้ำเสียง สาขาที่อายกำลังเรียนอยู่เป็นสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาทางตำรวจ เพื่อเข้าใจและเข้าถึงอาชญากรผู้ก่ออาชญากรรมอย่างแท้จริงความรู้และประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จำเป็น ต้องใช้ในการปฏิิบัติงานตำรวจอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต”
            ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ น้องอายบอกว่า ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูลด้านสถานศึกษา การใช้ชีวิตในระหว่างเรียนอยู่ที่นั่น และที่สำคัญเรื่องของภาษา โดยสำนักงาน ก.พ. กับ สนร. หรือ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ส่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ. มา 1 คน เพื่อพานักเรียนทุนออกเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกา จากนั้นก็จะมีคณะ สนร. ในอเมริกามาต้อนรับในช่วงซัมเมอร์ เจ้าหน้าที่ สนร.จะมาเยี่ยมถามไถ่เรื่องความเป็นอยู่และการเรียน
            ด้วยความที่คุณพ่อน้องอายรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน เป็นไอดอลที่ทำให้อยากเจริญรอยตาม รวมทั้งผู้กองแคน หรือ ร.ต.อ.ธรณิศ ศรีสุข เป็นวีรบุรุษที่ไม่มีวันตาย ทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดิน โดยไม่เคยคำนึงถึงความสบายของตน แม้เกิดในครอบครัวที่เพียบพร้อม แต่ผู้กองเลือกที่จะเป็น ตชด. เพราะผู้กองรักในอาชีพนี้ ที่สำคัญการได้เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดแก่นักเรียนทุนรัฐบาล ในแนวคิด “กิจกรรมการเรียนรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้จัดขึ้นที่ จ.เชียงราย ได้มีโอกาสศึกษาดูงานโครงการดอยตุง จ.เชียงราย ได้เรียนรู้ที่มาของโครงการต่างๆ ได้เห็นการทรงงานที่หนักมากของสมเด็จย่าเพื่อชาวไทย ได้พูดคุยกับชาวเขาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พวกเขาต้องการนักเรียนทุนกลับมาพัฒนาเมืองไทย ทำให้ตระหนักนักเรียนทุนรัฐบาลคือหนึ่งในกำลังหลักของชาติไทยในการพัฒนาประเทศ
            “นอกจากนี้การได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน และได้กลับไปเยี่ยมคุณครูที่โรงเรียนน้ำปาดชนูปถัมภ์ ทำให้ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้น้องๆ ม.4-6 ได้ฟัง เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องเกิดแรงศรัทธาในความฝันและกล้าที่จะลงมือทำ มุ่งมั่น และศรัทธาในตัวเอง อยากเป็นอะไรและควรจะเดินไปทางไหน”
            น้องๆ ผู้สนใจสมัครทุน 1 อำเภอ 1 ทุน นักเรียนมัธยมปลาย ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ที่กำลังหรือสำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า ไม่จำกัดสาขา สามารถสมัครได้ เกรดเฉลี่ยรวมของชั้นมัธยมปลาย ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 25 ปีนับถึงวันสมัคร ไม่จำกัดรายได้ครอบครัว แต่ต้องมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่จะขอรับทุนไม่น้อยกว่า 6 เดือน
            ส่วนการสอบชิงทุน ก็มีการสอบทั้งข้อเขียน คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคม, ภาษาอังกฤษ และ อีคิวผู้ที่สอบข้อเขียนผ่าน จึงจะมีสิทธิไปรายงานตัวและเลือกประเทศที่จะไปศึกษา สำนักงาน ก.พ. จะเป็นผู้จัดหาสถานศึกษาในต่างประเทศให้ผู้รับทุน โดยจะประสานร่วมกับสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนทุนไทยใน แต่ละประเทศ อยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ข้อมูลได้ในงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ จัดโดย สำนักงาน ก.พ. วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 12.00-18.00 น. ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

บัณฑิตวิศวะ’มทร.พระนคร’พัฒนารถต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150908/212999.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558
บัณฑิตวิศวะ'มทร.พระนคร'พัฒนารถต้นแบบ
บัณฑิตวิศวะ'มทร.พระนคร'พัฒนารถต้นแบบ

บัณฑิตวิศวะ’มทร.พระนคร’พัฒนารถต้นแบบ : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

 

 

“วิศวกร” เป็น 1 ใน 7 อาชีพที่สามารถไปทำงานได้อย่างเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน การผลิตวิศวกร ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาของไทย จึงต้องมุ่งพัฒนา ยกระดับคุณภาพ เป็นทั้งวิศวกรนักปฏิบัติ ที่ทำงานเป็น เก่งภาษา เชี่ยวชาญ รู้ลึกด้านทฤษฎีที่จะนำไปสู่การสร้างชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร เป็นอีกหนึ่งคณะ ที่ผลิตบัณฑิตมืออาชีพ สร้างคนสู้งาน เชี่ยวชาญเทคโนโลยี สร้างคนดีสู่โลกอาชีพ เน้นการฝึกปฏิบัติ เรียนรู้จากของจริง และนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาส พื้นที่ในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้อย่างอิสระ ล่าสุด ส่งนักศึกษาคณะวิศวะ 12 คนเข้าร่วมการแข่งขันTSAE Auto Challenge Student Formulaปี 2557 จัดโดยสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย คณะวิศวกรรมศาสตร์

ผศ.ว่าที่ ร.ต.ทรงวุฒิ มงคลเลิศมณี อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ หนึ่งในที่ปรึกษาประธานชมรมฟอร์มูล่า เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่คณะและทางมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการแข่งขันเป็นความสนใจ ความชอบและความต้องการของนักศึกษาสร้างรถฟอร์มูล่า เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน พวกเขาเข้ามาหารือกับอาจารย์ที่คณะ อยากแข่งตอนนั้นเหลือเวลาเพียงประมาณเกือบปีก็ต้องส่งผลงานเข้าร่วม โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอีก 3 คน ผศ.ดร.สมใจ เพียร์ประสิทธิ์ อ.ศิริพล ทองอ่อน และ อ.พิเชษฐ์ บุญญาลัย ช่วยให้คำแนะนำ ตั้งเป้าสร้างให้เป็นรถที่ใช้วัสดุเบา แต่มีความแข็งแรง หรือในหลักการออกแบบเรียกว่าLightweight Design กว่าจะได้ 1 คัน ต้องใช้ความมานะบากบั่นค่อนข้างสูง ต้องใช้วิศวกรเป็นพันคน และรถที่ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนเฉพาะ ผศ.ว่าที่ ร.ต.ทรงวุฒิ เล่าต่อว่า การทำงานจริงกับสิ่งที่คิดมักจะไม่เหมือนกัน การสร้างรถครั้งนี้ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานจริง นำแนวคิดทางวิศวกรรมหลายศาสตร์มาบูรณาการเข้าด้วยกัน รวมถึงการแก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น เพราะรถแข่งฟอร์มูล่า เป็นรถที่ใช้มันสมอง และใช้ทุนสูง แต่นักศึกษาทั้ง 12 คนสามารถทำได้ พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันเมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นทีมที่ชนะ แต่เข้าร่วมครั้งแรกและสามารถอยู่ในอันดับที่ 20 จากอันดับ 31 ถือว่าเป็นความพยายามที่คุ้มค่า และเป็นความภาคภูมิใจของคณะ มหาวิทยาลัย

“การเรียนการสอน ให้นักศึกษาคิด ทำโปรเจกท์ นำสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เพราะเนื้อหาทางทฤษฎีบางครั้งมีมาก หากเรียนรู้จากการลงมือทำ โปรเจกท์ โมเดลที่เกิดจากการคิดค้นเอง ทำให้เข้าใจและเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ซึ่งการเรียนการสอนวิศวะต้องปรับให้เป็นการสร้างวิศวกรนักปฏิบัติ คิดเป็น ทำงานได้ ทำงานเป็น และมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือก”

เมื่อความชอบมาผสมผสานกับมุ่งมั่น ตั้งใจ จุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงทำให้เกิดการรวมตัวของนักศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ทั้ง 12 คน ในการสร้างรถแข่ง “ท็อป” กฤติกร คณาวิภาวุฒิ และ “บอล” พงศกร กาญจนพลเลิศ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ตัวแทนจากชมรมฟอร์มูล่า เล่าว่าพวกเขารวมตัวกัน 12 คน เพราะอยากสร้างรถแข่ง และได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ทางปฏิบัติ สามารถบูรณาการความรู้ในสิ่งที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์ได้จริงๆ

ท็อปและบอล ช่วยกันเล่าว่าช่วยกันหาข้อมูล ศึกษาจากทีมอื่นๆ องค์ความรู้จากตำรา และจัดแบ่งหน้าที่กัน โดยแบ่งเป็น ระบบเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก ระบบส่งกำลัง และระบบโครงการและพลศาสตร์ ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ของตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสร้างรถแข่งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ จากการปฏิบัติงานจริงเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ความสามัคคี การแก้ไขปัญหา การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และที่สำคัญได้เรียนรู้การทำงานของวิศวกรที่ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ออกคำสั่ง แต่ต้องเป็นวิศวกรที่ลงมือทำอีกด้วย

“การเรียนรู้จากการลงมือปฏิิบัติจริงๆ ทำงานจริงๆ ทำให้รู้เลยว่า การได้เรียนรู้จากการลงมือทำ โดยเฉพาะการสร้างรถแข่ง เป็นการเตรียมพร้อมทั้งทักษะการทำงาน ความคิด การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมาก ทำให้เข้าใจระบบการทำงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับผู้อื่นมากขึ้น อยากให้ทุกมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงๆ” 2 หนุ่มจากคณะวิศวะ มทร.พระนคร กล่าวทิ้งท้าย

หากใครอยากสัมผัสรถแข่งฟอร์มูล่า ของน้องๆ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร หรืออยากเรียนรู้การทำงานผ่านการลงมือทำ เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ สนใจติดต่อโทร : 0-2665-3777http://www.rmutp.ac.th/ หรือคณะวิศวกรรมศาสตร์ โทร.0-2836-3000 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม http://eng.rmutp.ac.th

 

 

‘โอเน็ต’นำร่องภาษาไทยป.6’อัตนัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212983.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2558
'โอเน็ต'นำร่องภาษาไทยป.6'อัตนัย'

สอบ ‘โอเน็ต’ โดยใช้ข้อสอบอัตนัย เริ่มนำร่องชั้น ป.6 ปีการศึกษา 2559 (สอบ พ.ศ. 2560)

                      7 ส.ค. 58  ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายเรื่องการประเมินการศึกษาของ สทศ. โดยมีนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. ให้การต้อนรับ ว่า จากการหารือกับนายสัมพันธ์ ถึงเรื่องกาจัดสอบประเมินผลต่างๆ ของ สทศ. ทำให้ทราบว่า ข้อสอบที่ออกโดย สทศ. มีมาตรฐานพอสมควร แต่ขณะเดียวกันเด็กยังมีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดไม่เป็น จึงมีคำถามว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ระบบการทดสอบเข้ามามีส่วนช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย
                      ดังนั้นจึงมีนโยบายให้ สทศ.ปรับข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต โดยเพิ่มข้อสอบอัตนัยให้มากขึ้น เพราะข้อสอบอัตนัยจะทำให้สามารถวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กได้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะนำมาใช้ในการสอบโอเน็ต ปีการศึกษา 2559 ที่จะจัดสอบในช่วงต้นปี 2560 โดยจะนำร่องกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย ในสัดส่วนไม่เกิน 20% ของคะแนนสอบทั้งหมด
                      “ที่ผ่านมา สทศ.ตกเป็นจำเลยของสังคมและถูกร้องเรียนมาตลอดว่า ข้อสอบที่ออกโดย สทศ.ไม่มีมาตรฐาน และไม่ยุติธรรม แต่ผมเห็นว่า สทศ.จะต้องจัดสอบทดสอบต่อไป เพราะเป็นสถาบันทดสอบระดับชาติ เพียงแต่ต้องปรับข้อสอบให้สามารถวัดผลประเมินผลได้ตามความสามารถที่แท้จริงของเด็ก ขณะเดียวกัน หวังว่าการปรับมาใช้ข้อสอบอัตนัยครั้งนี้ จะทำให้โรงเรียนและทุกภาคส่วน แม้แต่ ศธ.เองก็ต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการทดสอบด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องใช้เวลาจึงจะเกิดการพัฒนา และแน่นอนในช่วงแรกว่าสังคมอาจจะเกิดความกังวลในเรื่องความเป็นธรรมในการตรวจข้อสอบ ซึ่ง สทศ.จะต้องพัฒนาผู้ตรวจข้อสอบให้สามารถตรวจข้อสอบได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นธรรม ขณะที่โรงเรียนเองก็จะต้องพัฒนาการเรียนการสอนรวมถึงพัฒนาครูในเรื่องการประเมินผลให้ได้มาตรฐานตามไปด้วย”
                      ส่วนที่ให้เริ่มใช้ข้อสอบอัตนัยกับเด็กชั้นป.6 วิชาภาษไทยก่อน เพราะต้องการแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกออกเขียนไม่ได้ ซึ่งควรจะเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ส่วนที่ยังไม่ใช้กับเด็กระดับมัธยมศึกษาหรือใช้ในข้อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพราะเห็นว่าเป็นการไม่ยุติธรรมอาจจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างมาก เพราะเด็กไม่เคยสอบด้วยข้อสอบอัตนัยเลยจึงอาจไม่คุ้นเคย แต่ในอนาคตหากการใช้ข้อสอบอัตนัยเกิดผลดีในการพัฒนาการศึกษา สทศ.จะทยอยเพิ่มสัดส่วนคะแนน และขยายการจัดสอบในรายวิชาอื่นๆ เพิ่มขึ้น
————————
(ขอบคุณภาพ : http://www.niets.or.th/)