’43ปีเอเชียอาคเนย์’ก้าวสู่’มหาวิทยาลัยคุณธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212933.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2558
'43ปีเอเชียอาคเนย์'ก้าวสู่'มหาวิทยาลัยคุณธรรม'
'43ปีเอเชียอาคเนย์'ก้าวสู่'มหาวิทยาลัยคุณธรรม'

’43ปีเอเชียอาคเนย์’ก้าวสู่’มหาวิทยาลัยคุณธรรม’ : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

 

 

            มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SOUTHEAST ASIA UNIVERSITY : S.A.U.) หรือ ม.อ.อ. เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เดิมมีชื่อว่า “วิทยาลัยเอเชียอาคเนย์” ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ.2512 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2516 หรือเมื่อ 42 ปีที่ผ่านมา มี “นายพลกฤษณ ประโมทะกะ” หลานชาย “คุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว” ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง โดย วันที่ 12 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาสถาบัน” จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการสำนึกในกุศลเจตนาของ “คุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว” ผู้อุทิศที่ดินก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ที่ถึงแก่กรรมในวันดังกล่าว
            นายพลกฤษณ ประโมทะกะ ร่วมกับ นายชิด ทองประยูร และนายวรัญญู กันภัย เห็นพ้องว่า “สถานศึกษาเท่านั้นที่จะเป็นถาวรสถานที่มั่นคง และคงอยู่ตลอดไปในทุกสถานการณ์ เป็นแหล่งสร้างความรู้ สร้างคน และสร้างงานบริการแก่สังคม อันก่อให้เกิดมหากุศลตามเจตนารมณ์ของ คุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว ผู้ล่วงลับ”
            ต่อมามีการขอเปลี่ยนชื่อผู้รับอนุญาตจัดตั้ง “วิทยาลัยเอเชียอาคเนย์” จาก นายพลกฤษณ ประโมทะกะ เป็น “มูลนิธิคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว” โดยย้ายสำนักงานมูลนิธิมาตั้งที่สถานศึกษาจนถึงปัจจุบัน และดำเนินการเรียนการสอน การให้บริการทางวิชาการแก่เยาวชนและสังคมด้วยความมุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งได้รับอนุญาตเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2535 มี นายพลกฤษณ ประโมทะกะ ประธานมูลนิธิคุณย่าแปลกฯ เป็นนายกสภา ม.อ.อ.คนแรก ตามด้วย “นายประเสริฐ สมะลาภา” นายกสภา ม.อ.อ.คนต่อมา และล่าสุด “นายเสริมสิน สมะลาภา” นายกสภา ม.อ.อ.คนปัจจุบัน
            “ผมมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาท่านสู่การเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อมในทุกด้านเพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าแก่ประเทศชาติ มีคุณธรรม มีทักษะ มีความรู้ ความสามารถ ในสังคมโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึง” ถ้อยคำนี้มาจากสารของ “นายเสริมสิน สมะลาภา” นายกสภา ม.อ.อ.
            สอดคล้องกับสารจาก “ผศ.ฉัททวุฒิ พืชผล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สมัยที่ 2 วัย 44 ปี ที่ระบุว่า “ม.อ.อ.มีเจตนาที่จะผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตให้เป็นผู้รู้จักการค้นคว้าความรู้ มีคุณธรรม และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ ด้วยความเข้าใจได้อย่างเหมาะสม” *ผศ.ฉัททวุฒิ เล่าว่า คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยคุณธรรมตามกระแสพระราชดำรัส โดยแนวทางได้รับมาจากท่านองคมนตรี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ซึ่งท่านได้ร่วมทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร ซึ่งทางคุณประเสริฐ สมะลาภา ประธานมูลนิธิ และคุณเสริมสิน สมะลาภา นายกสภามหาวิทยาลัย ก็เห็นพ้องในแนวทางและเป็นนโยบายหลักของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างโครงการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้
            “ม.อ.อ.ก้าวสู่ปีที่ 43 ตั้งเป้าให้เป็นมหาวิทยาลัยคุณธรรม ตามกระแสพระราชดำรัส ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากผลการการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นหนังสือพุทธธรรมฉบับดิจิทัล ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของท่านพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) พุทธธรรมฉบับดิจิทัลนี้ มีเนื้อหาที่สมบูรณ์เหมือนฉบับจริงและเป็นฉบับปรับขยายที่มีความหนากว่า 1,260 หน้า แต่จะให้ความสะดวกในการสืบค้นพกพา สามารถเปิดอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา” *ผศ.ฉัททวุฒิ กล่าวด้วยว่า ผลงานชิ้นนี้นับเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ก็คือการเผยแพร่และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนายกสภามหาวิทยาลัย คุณเสริมสิน สมะลาภา โดยมหาวิทยาลัยมีความตั้งใจจะเผยแพร่ผลงานชิ้นเอกของท่านพระธรรมปิฎกนี้สู่สาธารณชน และคนรุ่นใหม่ให้ได้รับความรู้ และความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี
            เหนืออื่นใดมูลนิธิคุณย่าแปลก เหมือนปิ๋ว เน้นเรื่องพุทธศาสนา ที่ ม.อ.อ.มีต้นศรีพระมหาโพธิ์นำมาจากประเทศอินเดีย และด้านหลังมหาวิทยาลัยมีสถาบันพลังจิตตานุภาพ โดยพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) สาขานี้มีคนมาเรียนสมาธิกว่า 1,000 คน นับว่าใหญ่มากรองจากวัดธรรมมงคล *ด้านวิชาการ ปัจจุบันเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรปริญญาโท ได้แก่ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ล่าสุดเปิดหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เอก Internet of Things หรือ IOT
            ผศ.ฉัททวุฒิ กล่าวอีกว่า หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เอก Internet of Things หรือ IOT ผลิตวิศวกร IOT แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อรองรับยุคอินเทอร์เน็ตครองโลก เป็นก้าวสำคัญในการผลิตบัณฑิตเพื่อรองรับอนาคต โดยหลักสูตรได้รับการปรับปรุงปรึกษาโดยอาจารย์จากสถาบันชั้นนำของโลก อาทิ Massachusetts Institute of Technology, Carnegie Mellon University มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกด้าน Software Engineering หรือ Sun Yatsen University มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน เน้นการให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงการนำอุปกรณ์ชุดพัฒนาที่นำสมัย หลากหลาย เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เครื่องมือจริง ลงมือจริง และเป็นชุดฝึกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ IntelGalileo? ArduinoRaspberry Pi และอื่นๆ มาใช้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ใช้งาน ทำงานได้จริง โดยผู้จบวิศวกรรมศาสตร์ เอก Internet of Things ของ ม. เอเชียอาคเนย์จะมีตลาดรองรับมากมายและเป็นที่ต้องการของโลกอนาคตอย่างแท้จริง
            “อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำงานในทุกองค์กร รวมถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปในทุกด้าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก การเรียนในระดับพื้นฐานของวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปจึงต้องปรับเปลี่ยน เราต้องการผลิตบัณฑิตที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ตที่หลากหลาย อาทิ Open Courseware, Crowd Sourcing, Open Source Technology and Platform, Crowd Funding, Cloud Computing, Massive Online Open Courseware เพื่อที่นักศึกษาจะได้สามารถนำเครื่องมือต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้มากมายไปใช้สร้างแนวคิดหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ในระดับสากลในเวลาอันรวดเร็ว” *ที่สำคัญหลักสูตรดังกล่าวจะเป็นการเตรียมพร้อมบุคลากรสำหรับการเปิดประชาคมอาเซียน ด้วยการสร้างความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีและด้านการศึกษา ให้มีมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ในโลกนี้จะมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง และเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด ซึ่งจะปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ของเราไปอย่างสิ้นเชิงในอนาคตอันใกล้นี้
            “ผมตั้งใจ 4 ปีที่นักศึกษาเรียนอยู่กับ ม.อ.อ.ต้องอัดแน่นภาษาอังกฤษให้นักศึกษา ด้วยความร่วมมือกับครูแนนแห่งเอ็นคอนเส็ปท์ เด็กจะเก่งภาษาสามารถสื่อสารได้ ขณะเดียวกันเน้นให้อาจารย์ทำวิจัยการสอน ซึ่งบุคลากรทั้ง 400 คน ต้องปรับตัวรับประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกันนักศึกษากว่า 9,000 คน ที่ใช้ชีวิตศึกษาเล่าเรียนบนพื้นที่เกือบ 100 ไร่ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์” *สนใจเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ตั้งอยู่เลขที่ 19/1 ถนนเพชรเกษม (ใกล้ซอยเพชรเกษม 108 อยู่ระหว่าง กม.18-19) แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 10160 โทร.0-2807-4500-27 หรือเยี่ยมชม Website:www.sau.ac.th

 

 

มิตรภาพมวล.รับน้องสัมพันธ์เพื่อน-พี่-น้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212934.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2558
มิตรภาพมวล.รับน้องสัมพันธ์เพื่อน-พี่-น้อง
มิตรภาพมวล.รับน้องสัมพันธ์เพื่อน-พี่-น้อง

มิตรภาพมวล.รับน้องสัมพันธ์เพื่อน-พี่-น้อง : ธีรพงศ์ หนูปลอด ส่วนประชาสัมพันธ์ ม.วลัยลักษณ์รายงาน

 

 

           ในช่วงนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่รุ่นพี่ในแต่ละสถาบันได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่องจนถือเป็นประเพณีไปแล้วก็ว่าได้ โดยเป้าหมายสำคัญของกิจกรรมดังกล่าวเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ เรียนรู้วิธีการเรียน และทักษะการใช้ชีวิตในสังคมสถานศึกษานั้นๆ ที่นี่..มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ก็เช่นเดียวกัน รุ่นพี่ของที่นี่ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมรับน้องใหม่มาอย่างต่อเนื่องทุกปี
           โดยได้วางแผนเตรียมการเพื่อต้อนรับน้องใหม่เป็นแรมเดือนเลยทีเดียว ภายใต้กิจกรรมที่เรียกว่า “รับน้องใหม่ 15 กลุ่มสัมพันธ์” มีการจัดสรรน้องใหม่จากทุกสำนักวิชา ทุกหลักสูตร มารวมกลุ่มทำกิจกรรมผ่านฐานการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้รุ่นน้องได้รู้จักและปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อน พี่ น้อง เตรียมพร้อมกับชีวิตการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยในอีก 4 ปีข้างหน้าที่รออยู่
           ดร.สุเมธ แย้มนุ่น รักษาการแทนอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญของการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ เพื่อให้กิจกรรมการรับน้องเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมสร้างสรรค์ให้แก่นักศึกษาใหม่ “ประดู่ช่อที่ 18” ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “รู้รักเรียน รู้รักสถาบัน รู้รักสัมพันธ์ รู้รักชุมชน” ให้นักศึกษาใหม่มีความรู้ ความเข้าใจองค์กร มีทักษะพื้นฐานพร้อมต่อการศึกษาและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เกิดความรู้สึกรัก ผูกพันและมีความภาคภูมิใจในสถาบัน เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ตลอดจนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนภายนอกด้วย
           “น้องจู” ดรุณรัตน์ พันธุ์พิพัฒน์ เฟรชชี่หน้าใหม่จากสำนักวิชาการจัดการ หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นคน จ.ชุมพร อยู่ในกลุ่มสัมพันธ์ที่ 15 เล่าว่า ก่อนเข้าร่วมรับน้องก็รู้สึกกลัวๆ ว่าจะไหวรึเปล่า รุ่นพี่จะโหดมากมั๊ย แต่เมื่อได้สัมผัสการรับน้องแบบกลุ่มสัมพันธ์ทำให้มีความอดทนมากขึ้น พี่ๆ คอยปลุกจิตสำนึกให้โตเป็นผู้ใหญ่ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ไม่มีการรับน้องที่รุนแรง ทำให้ได้มิตรภาพระหว่างพี่ เพื่อนต่างหลักสูตร ต่างสำนักวิชา ซึ่งจะสามารถพึ่งพาอาศัยในเรื่องการเรียนได้ในอนาคต
           “น้องพิว” จิรายุส พัฒนมณี นักศึกษาสำนักวิชาแพทยศาสตร์ หนุ่มหน้าคมจากจังหวัดตรัง บอกว่า เคยได้ข่าวมาว่าการรับน้องที่รุนแรง ทำให้รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ทำให้มีความรู้สึกดีขึ้นมาก ไม่มีการบังคับ หรือลิิดรอนสิทธิเสรีภาพของรุ่นน้อง หากไม่ได้เข้าร่วม คงไม่ได้มิตรภาพจากเพื่อนมากมายขนาดนี้
           ด้าน “น้องเต้ย” ภาณุพงษ์ เครือวงค์ สมาชิกลุ่มสัมพันธ์ที่ 6 จาก จ.เชียงราย ที่เลือกเรียนสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า เพราะอยากมีอาชีพเป็นวิศวกร บอกว่า ก้าวแรกที่มาถึงที่นี่รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่รู้จักใครเลย จนไม่แน่ใจว่าจะสามารถอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ แต่เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องกลุ่มสัมพันธ์ ทำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่มากมาย สนุกสนาน บรรยากาศเป็นแบบพี่น้อง เกิดมิตรภาพที่ดีระหว่างเพื่อนและพี่ในสถาบันเดียวกัน จนในวันนี้สามารถปรับตัวได้และคิดว่าจะเรียนต่อที่นี่ได้ดี
           ส่วน “น้องเตย” ณัฐวรา สุขตั้งมั่น สาวหน้าใสน้องใหม่ สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ จาก จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยต้องรู้จักปรับตัว ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แบ่งเวลาให้เป็น มีระเบียบวินัยกับตัวเองให้มากขึ้น การรับน้องทำให้มีเพื่อน ทำให้หายคิดถึงบ้าน มีพี่ที่คอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี มีเครือข่ายระหว่างเพื่อนต่างๆ สาขา ในอนาคตเพื่อนในกลุ่มสัมพันธ์อาจจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการประกอบอาชีพในอนาคตก็เป็นได้
           ปิดท้ายที่ ธิปัตย์ มีแก้ว “น้องโอ๊ต” หนุ่มมาดเข้มน้องใหม่สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ จ.นครศรีธรรมราช เจ้าบ้าน บอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองและมีระเบียบวินัยกับตัวเอง การรับน้องใหม่ทำให้ได้รู้จักเพื่อนและมีรุ่นพี่ไว้คอยปรึกษาอยากฝากถึงน้องๆ ที่กำลังจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยว่า การรับน้องเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีผลต่อการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย
           เชื่อว่ากิจกรรรมรับน้องใหม่แบบกลุ่มสัมพันธ์นักศึกษาชั้นปี 1 ที่มาจากต่างถิ่น ต่างที่ ได้มิตรภาพระหว่างเพื่อน พี่ น้อง ที่จะต้องใช้ชีวิตในการเรียนร่วมกันในรั้วแห่งนี้ และคงเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีเมื่อสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ไป

 

 

ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212846.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558
ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ?

หลากมิติเวทีทัศน์ : ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ? : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

                        ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) สามารถยื่นต่อคณะกรรมการของอียู (EU Commission) เพื่อประกาศแบนพืชจีเอ็มโอตามกฎระเบียบใหม่ที่อนุญาตให้แต่ละประเทศสามารถแบนการพืชจีเอ็มโอได้ แม้ว่าจีเอ็มโอบางชนิดได้ผ่านความเห็นชอบจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหารของอียู (European Food Safety Authority -EFSA) ก็ตาม
                        เป็นที่ทราบกันดีว่าระเบียบใหม่ของอียู ซึ่งผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายเหนือความคาดหมาย (ด้วยคะแนนเสียง 480 ต่อ 159 และงดออกเสียง 58 ในรัฐสภายุโรป) เกิดขึ้นจากกระแสของประชาชนในสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มต่อต้านพืชและอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมากขึ้น แทนที่จะลดลงตามความคาดหวังของกลุ่มบริษัทที่ผลักดันพืชจีเอ็มโอ เช่น มอนซานโต้ ดูปองท์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ หรือ ซินเจนทา ยักษ์ใหญ่ด้านเคมีเกษตรที่มีฐานอยู่ในยุโรปเอง
                        ภายใต้กฎระเบียบใหม่ กลุ่มประเทศสมาชิกอียู ได้ทยอยประกาศแบนจีเอ็มโอ โดยเริ่มต้นจากคำประกาศของรัฐบาลเยอรมัน ตามด้วยสกอตแลนด์ และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา กรีซและลัตเวียได้ประกาศใช้สิทธิแบนการปลูกพืชจีเอ็มโอเสนอต่อคณะกรรมการยุโรป คาดการณ์ว่าก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จะมีประเทศสมาชิกอียูอีกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก ออสเตรีย ฮังการี ฯลฯ จะเข้าร่วมยกเลิกการปลูกจีเอ็มโอ
                        จีเอ็มโอ(GMO)หรือสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เกิดขึ้นจากการนำเอายีนของสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัดต่อพันธุกรรมใส่ในสิ่งมีชีวิต เป้าหมายเพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้สามารถสร้างสารพิษที่ฆ่าหนอนแมลงที่มากัดกิน และต้านทานสารพิษปราบวัชพืชได้ เป็นต้น เริ่มมีการปลูกพืชจีเอ็มโอเป็นการค้าครั้งแรกในสหรัฐเมื่อปี 1996 แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้เกิดกระแสการถกเถียงเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยของเรา โดยการตั้งคำถามเกี่ยวกับจีเอ็มโอรวมศูนย์ เกี่ยวกับความกังวลผลกระทบระยะยาว เกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และปัญหาการผูกขาดเมล็ดพันธุ์เพราะมีบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงบริษัทเดียวครอบครองตลาดเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอถึง 90% ของตลาดทั้งหมด
                        สำหรับความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.เชลดอน คริมสกี้  จากมหาวิทยาลัยทัฟท์ส สหรัฐอเมริกา ได้สำรวจงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารคุณภาพที่ผ่านกระบวนการที่ให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญ สำหรับแต่ละสาขา เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบก่อน พบว่าระหว่างปี 2008-2014 มีบทความวิจัยทางวิชาการถึง 26 รายงาน ที่ผลการทดลองเชื่อมโยงระหว่างอาหารจีเอ็มโอกับผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพของสัตว์ทดลอง ทั้งนี้ไม่นับปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-สุขภาพเชิงประจักษ์ ที่พบว่าพืชจีเอ็มโอที่ปลูกในสหรัฐนั้น ไม่ได้ทำให้มีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชลดลงแต่ประการใด เพราะยิ่งปลูกจีเอ็มโอมากยิ่งต้องฉีดสารพิษปราบวัชพืชมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารไกลโฟเสทซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง
                        กระแสการต่อต้านพืชและอาหารจีเอ็มโอจึงเป็นกระแสที่นับวันยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น แทนที่จะลดลง ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของคณะกรรมการยุโรปพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีแรกๆ ที่มีการนำจีเอ็มโอมาปลูกเชิงพาณิชย์ จนมาถึงปีหลังๆ พบว่า คนในสเปนเคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 66% เมื่อปี 1996 แต่ในปี 2010 กลับลดเหลือเพียง 35% คนเยอรมันเคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 47% แต่ลดลงเหลือเพียง 22% ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในฝรั่งเศสที่เคยสนับสนุน 43% ลดเหลือ 16% เท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี โปแลนด์ ลัตเวีย ฯลฯ ด้วย หากประเทศไทยจะตัดสินใจปลูกพืชจีเอ็มโอก็ควรตระหนักว่า เราจะสูญเสียตลาดการส่งออกในประเทศยุโรปแน่ๆ
                        ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ การต่อต้านอาหารจีเอ็มโอได้ขยายมายังสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเมืองหลวงและประเทศที่ให้กำเนิดจีเอ็มโอด้วย ประชาชนอเมริกันตื่นขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลของพวกเขาอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอมานานถึง 18 ปี การสำรวจความเห็นของประชาชนอเมริกันโดยโพลล์หลายสำนักพบว่า คนอเมริกันมากกว่า 90% เรียกร้องให้รัฐบาลตัวเองติดฉลาก และประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งตอบแบบสอบถามผลการสำรวจว่าถ้ามีทางเลือกหรือทราบจากฉลาก พวกเขาจะไม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม
                        ศิลปินอเมริกันในตำนานอย่าง นีล ยัง ถึงกับทำอัลบั้มใหม่ของตนเองเพื่อต่อต้านจีเอ็มโอเป็นการเฉพาะ ไม่นับดาราฮอลลีวู้ดเป็นจำนวนมาก เช่น กวินเน็ท พัลโทรว, ซูซาน ซาแรนดอน, ดาริล ฮันนาห์, ไมเคิล เจฟอกซ์, อีไลจา วู้ด, วิเวียน เวสต์วูด, แดนนี่ เดอวีโต เป็นต้น ที่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการบังคับติดฉลากจีเอ็มโอ
                        กระแสการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มโอและฝ่ายคัดค้านกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และในประเทศไทย ฝ่ายหนึ่งมาในนามของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ขายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอและสารพิษกำจัดศัตรูพืชอยู่ข้างหลัง ในขณะที่อีกฝ่ายคือผู้บริโภคและประชาชนที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกังวลกับปัญหาการผูกขาดระบบเกษตรและอาหารระยะยาว
                        ประสบการณ์ในสหรัฐนับว่าน่าจับตามองมาก เมื่อประชาชนในรัฐต่างๆ เช่น เมน คอนเนตทิคัท และวอร์มอนต์ ลงมติบังคับให้มีการติดฉลากโดยไม่ต้องรอกฎหมายจากรัฐบาลกลาง กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเมล็ดพันธุ์ตอบโต้โดยร่วมกับกรรมาธิการเกษตรในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีสมาชิกทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน (ซึ่งทราบกันโดยทั่วไปว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับเงินสนับสนุนในการหาเสียงจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นจำนวนมาก) ผลักดันกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ The Safe and Accurate Food Labeling Act of 2015 ซึ่งจะมีผลให้รัฐต่างๆ ที่ออกกฎหมายหรือกำลังจะออกกฎหมายบังคับติดฉลากจีเอ็มโอเหมือนกับยุโรปต้องกลายเป็นหมัน กฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 แต่จะออกมาบังคับใช้ได้จะต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา และการลงนามของประธานาธิบดีโอบามาเสียก่อน กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิผู้บริโภคและประชาชนเรียกกฎหมายนี้ว่า “กฎหมายมืด” DARK Act ซึ่งย่อมาจากคำว่า Deny Americans the Right to Know หรือ “กฎหมายปิดหูปิดตาคนอเมริกันไม่ให้รู้ว่าอาหารมาจากไหน” นั่นเอง
                        ท่ามกลางกระแสดังกล่าว ผู้บริโภคในสหรัฐได้หันหลังให้แก่อาหารที่ผลิตจากจีเอ็มโอไปให้การอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรมอินทรีย์และสินค้าที่ติดฉลากว่าเป็น Non-GMO แทนพวกเขากดดันอย่างหนักให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายของ Cheerios, Similac และ Chipotle ให้เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่ปราศจากจีเอ็มโอในการผลิตอาหาร กาแฟสตาร์บัค และอีกหลายยี่ห้อสินค้า กลายเป็นเป้าหมายให้เปลี่ยนมาใช้ผลผลิตที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ
                        บรรษัทอาหารอาจชนะพวกเขาได้ชั่วคราวในรัฐสภาสหรัฐ แต่ในสงครามตลาด พวกเขาสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เขาต้องการและสั่งสอนพวกบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป
                        ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น ตลาดสินค้าอินทรีย์มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 35,500 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 11.5% จากปีก่อนหน้านั้น เช่นเดียวกับสินค้าที่ติดตราว่าปลอดจีเอ็มโอที่มีมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว
                        กลุ่มผลักดันจีเอ็มโอกำลังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตจีเอ็มโอในภูมิภาค รัฐบาลสหรัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ ร่วมกับกลุ่มสนับสนุนจีเอ็มโอเข้าพบผู้นำของประเทศ สนับสนุนคนไทยไปดูงาน ผลักดันให้มีการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอโดยสะดวก เชิญฝรั่งที่พบว่าส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลประโยชน์จากจีเอ็มโอมาบรรยาย ฯลฯ ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางสองแพร่ง ว่าจะเดินหน้าผลิตสินค้าราคาถูกๆ เดินตามประเทศอย่างอาร์เจนตินา หรือฟิลิปปินส์ ที่โหนขบวนรถไฟจีเอ็มโอตามก้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนในประเทศของตัวเองกำลังลุกขึ้นมาต่อต้านผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ หรือจะพัฒนาเกษตรกรรมเชิงนิเวศเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมที่รออยู่เบื้องหน้า
                        ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามก้นใคร แต่เราสามารถใช้สติปัญญาใช้จุดแข็งของประเทศที่มีฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่สะอาด ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน เป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภคในประเทศ และสามารถแข่งขันได้ในทุกตลาดสำคัญของโลกไปพร้อมๆ กันได้
———————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง เกษตรอินทรีย์หรือพืชจีเอ็มโอ? : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ)

เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212847.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558
เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                        กล่าวได้ว่า ปัญหาครอบครัวในสังคมไทยปัจจุบัน นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก สำหรับปัจจัยกระตุ้นที่เราไม่อาจปฏิเสธได้คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นชนวนเชื่อมโยงนำไปสู่ความแตกแยก ทนทุกข์ หนี้สิน อาชญากรรม อุบัติเหตุ และยังต้องเผชิญกับผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย สะท้อนได้จากเวทีเสวนาล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าครบพรรษา ภายใต้แคมเปญ “เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า”
                        ภายในงานมีการบรรยายถึงสถานการณ์หัวอกภรรยากับสามีนักดื่มและความทุกข์ที่ก้าวผ่าน โดย น.ส.นุจรีย์ ศรีสวัสดิ์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือกลุ่มคู่รัก จำนวน 1,300 ตัวอย่าง ต่อกรณีปัญหาผลกระทบจากสามีคนรักที่เป็นนักดื่ม ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 พบว่า สามีหรือคนรัก ต่างมีพฤติกรรมดื่มเหล้าสูงถึง 71.6% อีก 22.8% เคยดื่มแต่เลิกแล้ว มีเพียง 5.6% เท่านั้นที่ไม่เคยดื่มเหล้าเลย นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องเผชิญปัญหาที่สามีหรือคนรักดื่มเหล้าทั้งความรุนแรงในครอบครัวด้านร่างกายและจิตใจ ปัญหาส่วนใหญ่ ได้แก่ ดื่มเหล้าเที่ยวกลางคืนกลับบ้านดึก 54.6% มีปัญหาหนี้สิน 47.5% ชวนเพื่อนตั้งวงดื่มส่งเสียงดัง 47.3% ขี้โมโหก้าวร้าว 45.2% แต่ที่น่าห่วงคือ 27.6% ต้องเผชิญปัญหาเมาแล้วทำร้ายร่างกาย และกว่า 18.3% ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์
                        น.ส.นุจรีย์ กล่าวต่อว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือ 59.3% วิตกกังวล เครียดที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้า ที่สามีหรือคนรักมีปัญหาสุขภาพ ขาดสติ และ 1 ใน 3 ควบคุมตัวเองไม่ได้ ติดเพื่อน ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เกิดอุบัติเหตุ
                        สำหรับวิธีแก้ปัญหาผู้ตอบแบบสอบถาม 23.5% เลือกที่จะอดทนเพื่อลูกเพื่อครอบครัว รองลงมา 20.8% เปิดใจคุยให้สามีเลิกเหล้า นอกนั้นหาคนพูดคุยเพื่อระบายทุกข์ ใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ขณะเดียวกันยังมีอีก 8.4% เลือกใช้วิธีดื่มเหล้าประชด และ 5.6% ใช้วิธีการโต้กลับด้วยความรุนแรง ทั้งนี้จะเห็นว่า ความคาดหวังของผู้หญิงต่างอยากให้สามีปรับพฤติกรรม ด้วยการเลิกดื่มเหล้าตลอดไปถึง 26.9% หันมารับผิดชอบครอบครัว 22.4% งดเหล้าเข้าพรรษา 18.3% มีเวลาให้ลูก-เมีย 18.2% และช่วยงานบ้าน 14.2%
                        “การดื่มเหล้าของสามีหรือคนรัก ส่งผลกระทบเกิดความรุนแรงในครอบครัวทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย จนถึงการบังคับมีเพศสัมพันธ์ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนระบบชายเป็นใหญ่ ทั้งการทำลายข้าวของ โวยวาย ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าโต้ตอบ ด้วยความรู้สึกว่าสามีเป็นผู้นำครอบครัว และการที่ผู้ชายนิยมดื่มเหล้าก็มาจากการถูกหล่อหลอม ถูกชักชวนจากสื่อโฆษณาต่างๆ ทำให้มีทัศนคติว่าผู้ชายกับการดื่มเหล้าถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม ภรรยาส่วนใหญ่คาดหวังอยากให้สามีเลิกเหล้า แล้วหันมาดูแลรับผิดชอบครอบครัว ช่วยงานบ้าน ไม่มองว่าเรื่องการดูแลครอบครัวเป็นเรื่องของภรรยาฝ่ายเดียว ซึ่งก็มีสามีหลายคนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ทำให้ภรรยารู้สึกดีใจและสะท้อนว่า “เหมือนได้สามีใหม่” เป็นคนที่รับผิดชอบครอบครัว ไม่ใช้ความรุนแรง ให้เกียรติภรรยา ช่วยงานบ้าน ช่วยดูแลลูก นอกจากนี้ภรรยาเองควรปรับพฤติกรรม เน้นให้กำลังใจสามี ไม่พูดประชดประชันเสียดสี และไม่ตอกย้ำอดีตที่ผิดพลาด เพราะถือเป็นการใช้ความรุนแรงทางวาจาเช่นเดียวกัน ควรเชื่อมั่นว่าพฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชายก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งระดับจิตใจ ร่างกาย แต่ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน” น.ส.นุจรีย์ กล่าว
                        ขณะที่ นางจรรยา ธิตา อายุ 53 ปี ชาวชุมชนฟ้าใหม่ จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงช่วงชีวิตที่สามีติดสุราอย่างหนักจนเกือบทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกว่า อยู่กินกับสามีมาตั้งแต่ปี 2525 หลังเลิกงานเราทั้งคู่จะตั้งวงดื่มเหล้าเป็นประจำกับเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อตั้งท้องก็ต้องหยุดงานไปเลี้ยงลูกที่บ้านเกิด ส่วนสามีก็เริ่มดื่มหนักขึ้น เริ่มเที่ยวเตร่ เล่นการพนัน ไม่ส่งเงินช่วยเลี้ยงดู พอคลอดลูกจึงฝากให้พี่สาวเลี้ยง เพราะต้องช่วยสามีทำงาน ซึ่งตอนนั้นสามีไม่มีท่าทีจะหยุดดื่มเหล้า เงินที่ได้มาไม่เหลือเก็บ มีหนี้สิน มรดกที่ได้ 2 แสนบาทต้องหมดไปกับวงเหล้า หนำซ้ำยังต้องเสียประวัติเพราะคดียาเสพติด และชอบใช้ความรุนแรง โมโหร้าย ทุบตี ไม่นานก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นโรคตับเพราะดื่มสุราหนัก
                        “สาเหตุที่สามีหยุดดื่มเหล้าได้ เพราะสุขภาพย่ำแย่และอยากทำเพื่อลูก2คน ขณะที่ไปเข้าค่ายครอบครัวกับทางมูลนิธิก็ได้เรียนรู้และทำกิจกรรมจนเลิกดื่มได้ถาวร ส่วนตนก็คอยให้กำลังใจ และอดทน ไม่ซ้ำเติมไม่พูดเรื่องเก่าๆ รวมถึงชุมชนก็เห็นความตั้งใจสนับสนุนให้กลับมาประกอบอาชีพ ใช้หนี้สินจนหมด สร้างบ้านใหม่ คุณภาพชีวิตเริ่มดีขึ้น ครอบครัวเราไม่ใช่ครอบครัวเก่า แต่เป็นครอบครัวใหม่ที่มีความสุข สามีคนเก่าก็ไม่มี แต่เป็นสามีใหม่ ลูกก็ได้พ่อใหม่ ที่เปลี่ยนเป็นคนละคน ช่วยดูแลลูก ช่วยทำงานบ้าน” นางจรรยา ระบุ
                        นางวชิราวรรณ ปั้นทอง อายุ 48 ปี บ้านคำกลาง ต.โนนหนามแท่ง จ.อำนาจเจริญ เธอเล่าว่า เมื่อก่อนสามีติดเหล้ามาก ชาวบ้านเรียกว่าไอ้ขี้เมา ชอบไปเมากับกลุ่มเพื่อนเที่ยวคาเฟ่เที่ยวผู้หญิง ไม่กลับบ้านสองสามวันก็มี ชอบอาละวาด ถ้าไม่พอใจหรือไม่ตามใจก็ทำร้ายร่างกาย ทำลายข้าวของในบ้าน ไม่มีเงินให้ลูกเพราะเอาไปลงกับเหล้าหมด พอช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 รายได้น้อยลงมาก ตนเองก็ท้องลูกคนที่ 2 เลยตัดสินใจกลับบ้านมาทำนา ตอนนั้นสามีก็ยังดื่ม เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เป็นเบาหวาน ความดัน เนื่องจากติดเหล้ามานาน ต้องกู้ยืมเงินมารักษา แต่ยังไม่เลิกดื่ม
                        “จุดเปลี่ยนของสามีเพราะได้เริ่มทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เข้าโครงการลดละเลิกเหล้าลดความรุนแรง เมื่อเห็นถึงผลกระทบและทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามีหันมาสนใจครอบครัวมากขึ้น ช่วยกันทำมาหากิน มีเงินเก็บ หลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชวนไปดื่มเหล้า จนสามารถเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนและเป็นนักรณรงค์ลดละเลิกเหล้าได้ในที่สุด อีกทั้งยังรณรงค์ไม่ให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงในครอบครัวร่วมกับเครือข่ายชุมชน พร้อมทั้งเปิดศูนย์อาสาช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนตนก็คอยให้กำลังใจชื่นชม และภูมิใจในตัวสามีที่ปรับปรุงตัวเองได้ ปัจจุบันครอบครัวมีความสุข เหมือนได้สามีคนใหม่เลยทีเดียว” นางวชิราวรรณ กล่าว
                        นางมณี เอกศรี อายุ 49 ปี อาชีพพนักงานโรงงาน ย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จ.นครปฐม กล่าวว่า ก่อนแต่งงานสามีเป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ กระทั่งเกิดปัญหาถูกโกงเงินจากแชร์ที่เล่น ทำให้ผิดหวังเสียใจหันไปหาเหล้า ตั้งวงดื่มกับเพื่อนหลังเลิกงานทุกวัน เริ่มออกไปดื่มนอกบ้านและเปลี่ยนสถานที่สังสรรค์ไม่ยอมกลับบ้าน ลูกเมียไม่สนใจ กู้หนี้ยืมสินมากินเหล้า บ่อยครั้งเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ หนักสุดกระดูกหักนอนโรงพยาบาล เคยเข็นรถตกสะพานทั้งคนทั้งรถเพราะเมา เคยทะเลาะตบตีเป็นประจำ ที่สามีทำร้ายร่างกายรุนแรงที่สุดคือใช้ของมีคมเลื่อยใบหูจนเลือดอาบ ใช้ของแข็งตีเย็บ 3-4 เข็ม
                        “ชีวิตช่วงนั้นลำบาก ต้องเลี้ยงลูก 2 คน ต้องคอยตามแก้ปัญหาให้สามี เวลาสามีไปเมาเกิดอุบัติเหตุ ต้องเป็นคนไปจ่ายค่าเสียหาย เวลาไปทำงานก็อายเพื่อนมองหน้าใครไม่ติด เพราะถูกทวงหนี้ที่สามีไปยืนมา ต้องอดทนหารายได้เสริมด้วยการขายก๋วยเตี๋ยวหลังเลิกงานจนถึงตีสาม โชคดีที่ลูกตั้งใจเรียนไม่เพิ่มปัญหาให้ จนกระทั่งญาติๆ ทนพฤติกรรมไม่ไหวพาไปบำบัดด้วยสมุนไพรช่วยเลิกเหล้าและฟังธรรมให้พระเทศน์สอน จึงได้สติและลดละเลิกเหล้าไม่แตะต้องมันอีกเลย ครอบครัวเราตอนนี้ดีมีความสุขมาก สามีเปลี่ยนไปกลับมาทำงานเก็บเงิน ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า รู้สึกดีใจ และภูมิใจ” นางมณี กล่าวทิ้งท้าย
                        หากแต่เพียงคนในครอบครัวเข้าใจและใส่ใจกัน รู้ว่าอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็ไม่นำเข้ามาในบ้าน ที่สำคัญต้องไม่สร้างปัญหาที่กระทบต่อร่างกายจิตใจ ดูแลกันและกันให้ดีพอ เพียงเท่านี้ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวก็จะกลับมายั่งยืนยาวนาน
———————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เหมือนได้สามีใหม่ เพราะสามีเลิกเหล้า : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

อลิอันซ์สานฝันเยาวชนติวเข้มนักเตะเยือนบาเยิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150904/212777.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2558
อลิอันซ์สานฝันเยาวชนติวเข้มนักเตะเยือนบาเยิร์น
อลิอันซ์สานฝันเยาวชนติวเข้มนักเตะเยือนบาเยิร์น

อลิอันซ์สานฝันเยาวชนติวเข้มนักเตะเยือนบาเยิร์น : ฉวีวรรณ มะโนปารายงาน

 

            “เข้าแคมป์นอกจากจะได้รับทักษะการเตะฟุตบอลต่างๆ ที่ไม่เคยเรียนแล้ว ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก หวังว่าจะได้รับเทคนิคในการเตะมากมาย เพื่อนำมาพัฒนาตนเองและเพื่อนๆ ในทีม” ช้าง หรือ กิตติพงษ์ สุปัญญา ทีมจังหวัดนนทบุรี และหนึ่งในตัวแทนเข้าร่วมโครงการอลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ กล่าว

ทั้งนี้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก ร่วมถึงเยาวชนไทยหลายคนที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติและก้าวไกลสู่สโมสรระดับโลก อลิอันซ์ อยุธยา จึงคัดเลือกเยาวชนไทย 8 คน เข้าร่วมโครงการอลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ 2015 ระดับเอเชีย ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2558 โดยมีเยาวชนอายุ 14-16 ปีจาก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย ร่วมฝึกทักษะฟุตบอลกับโค้ชระดับโลก พร้อมประชันฝีเท้ากันอีกด้วย ซึ่งตัวแทนประเทศไทย 4 คน ได้แก่ “ช้าง” กิตติพงษ์ สุปัญญา ทีมจังหวัดนนทบุรี “โกดัก” นิธิกร ศิริชู จากทีมจังหวัดบุรีรัมย์ “ทิว” สกุลชัย แสงโทโพธิ์ “แน้น” สหรัฐ รัตนวิจิตร จะเข้าร่วมโครงการ ณ สนามอลิอันซ์ อารีน่า เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 6 วัน

ช้าง ได้เป็นตัวแทน 1 ใน 4 คน ได้ไปเยือนสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่เด็กๆ และมีความฝันอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติ ทุกวันหลังเลิกเรียนจะมีพ่อคอยสอนทักษะการเล่น กระทั่งได้คัดตัวเป็นนักฟุตบอลกับสโมสรเมืองทองและเข้าร่วมแข่งขันในลีกต่างๆ รวมถึงโครงการอลิอันซ์ อยุธยา จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ 2015 ซึ่งโค้ชผู้ฝึกสอนได้คัดเลือกให้มาเข้าร่วมแคมป์ที่ประเทศบาหลี ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ณ สนามอลิอันซ์ อารีน่า เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

“นอกจากนี้ยังมีการสอนทักษะพื้นฐานและเน้นท่ายืดที่หลากหลาย ซึ่งมีความต่างจากการสอนของเมืองไทย ส่วนวันสุดท้ายของแคมป์จัดกิจกรรมแบ่งกลุ่มเพื่อแข่งขันฟุตบอล โดยแต่ละทีมจะมีเพื่อนจากหลากหลายเชื้อชาติทำให้เห็นถึงจุดเด่นจุดด้อยของตนเอง อีกทั้งยังรู้จักการเล่นเป็นทีม ความสามัคคีและให้เกียรติกัน” ช้างเล่า

“ทีโมน พอลส์” (Timon Pauls) ตำแหน่ง โค้ช แมวมอง ผู้ประสานงานแมวมอง ฝ่ายควบคุมคุณภาพเยาวชน ทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับค่ายนี้ บอกว่า การคัดเลือกตัวแทนมาเข้าค่ายจะเน้นทักษะการเล่นฟุตบอลและการมีมนุษยสัมพันธ์ ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ซึ่งเด็กไทยที่เข้าร่วมโครงการจะเด่นกว่าประเทศอื่นในเรื่องเทคนิคการเล่น รวมถึงเวลาสอนจะทุ่มเท กระตือรือร้นอยากเรียนรู้ นักเตะต้องมีความรักอย่างทุ่มเทในกีฬาฟุตบอล มีระเบียบวินัย ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ วัดฝีเท้ากับผู้เล่นที่ดีที่สุดและไม่ยอมแพ้ มั่นใจว่าเยาวชนที่เข้าร่วมค่ายจะได้รับประสบการณ์ทักษะขั้นฐาน ท่าวอร์ม เทคนิคการแก้ไขสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงและพื้นฐานการทำประตู

“พัชรา ทวีชัยวัฒนะ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ “อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 โดยปีนี้ได้ขยายโอกาสให้ 4 เยาวชนที่ผ่านการทดสอบ ได้โอกาสเดินทางไปมิวนิค เพื่อติวเข้มทักษะฟุตบอลขั้นสูง โดยสตาฟฟ์โค้ชทีมเยาวชนสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ที่สนามอลิอันซ์ อารีน่า ทัวร์เมืองมิวนิค สัมผัสประสบการณ์ลูกหนังโลกเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ร่วมกับ 75 เยาวชนจาก 28 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขณะนี้เยาวชนไทยตัวแทนจากประเทศไทยได้เดินทางไปร่วมโครงการและกลับมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.FootballForLifeThailand.com

‘มศว’หนุนนลดเวลาเรียนเพิ่มความรู้-ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212773.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
‘มศว’หนุนนลดเวลาเรียนเพิ่มความรู้-ความสุข

ศึกษาศาสตร์ มศว หนุนนโยบายรมต.ศึกษาฯลดเวลาเรียน เพิ่มความรู้ เพิ่มความสุขให้นักเรียนสะท้อน สาธิต มศว เคยเป็นร.ร.บ้านนอก มุงจากมาก่อน

            3ก.ย.2558 รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึง นโยบาย ของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มความรู้ เพื่อให้นักเรียนมีความสุขโดยให้เรียนวิชาการในช่วงเช้าจนถึง 14.00น.และหลังจากนั้นให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่นักเรียนสนใจว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งและพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายนี้ ที่ผ่านมาโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร

(ฝ่ายประถม) และ(ฝ่ายมัธยม)ได้จัดการเรียนเรียนการสอนในลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะเราเชื่อว่าการเรียนในชั้นเรียนในห้องสี่เหลี่ยม เด็กๆ ฟัง พูด อ่าน เขียน ในชั้นเรียน เด็กๆ ได้รับการเรียนรู้เพียงแค่ 10-20เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หากได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองเลือกและสนใจ ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง เขาจะเกิดการเรียนรู้ถึง 80-90เปอร์เซ็นต์  เพราะการเรียนรู้ต้องได้มาจากการลงมือและปฏิบัติจริง

“มีหลายคนห่วงว่า แต่ละโรงเรียนจะดำเนินนโยบายนี้ไม่ได้ เพราะติดขัดในเรื่องของครู ความรู้ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าแต่ละโรงเรียนมีความพิเศษและความหลากหลายอยู่แล้ว ครูในโรงเรียนแต่ละโรง มีความรู้ที่จะนำพาเด็กๆ เรียนรู้นอกชั้นเรียนได้ อีกทั้งยังมีชุมชน ปราชณ์ชาวบ้าน ที่จะสามารถทำให้เด็กๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สนุกและมีความสุขในการเรียนช่วงบ่าย ทั้งนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องมาตรฐาน เพราะแต่ละชั้นเรียนต่างต้องมีมาตรฐานหลักสูตรกำกับอยู่ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวอีกว่า ในอดีตโรงเรียนสาธิต มศว ไม่ว่าจะประสานมิตร หรือปทุมวัน ก็เคยเป็นโรงเรียนบ้านนอกมาก่อน ห้องเรียนมุงจาก เรียนอยู่ในท้องไร่ท้องนา เมื่อเวลาผ่านไปโรงเรียนเติบโตและกลายมาเป็นโรงเรียนสาธิตอย่างในปัจจุบันนี้ จึงอยากให้โรงเรียนอื่นๆ ในประเทศไทยเกิดกำลังใจและพร้อมจะพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับนักเรียน โดยมีครู ผู้ปกครองให้การสนับสนุน หากแต่ละโรงเรียนดำเนินตามนโยบายของรมต.ศึกษา จะส่งผลให้เด็กไทยที่เริ่มตั้งแต่อนุบาล มีสมองซีกซ้ายและขวาที่สมดุล มีทั้งความรู้ สติปัญญา และความสุข รักที่จะเรียนรู้ ไม่ใช่เบื่อและไม่ชอบเรียน เพราะเราเรียนเน้นหนักด้านความรู้มากเกินไป จนทำให้ความสุขแห่งชีวิตของเด็กไทยขาดหายไป

วิจัยพบ‘แกงเลียง’ต้านมะเร็งสูงไม่ทำลายเซลล์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212766.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
วิจัยพบ‘แกงเลียง’ต้านมะเร็งสูงไม่ทำลายเซลล์ดี

นักวิจัยสถาบันโภชนาการ ม.มหิดล วิจัยพริกแกงไทย 4 ชนิด พบ “แกงเลียง”ประสิทธิภาพต้านมะเร็งสูง ไม่ทำลายเซลล์ดี ย้ำไม่ได้รักษา แนะต้องกินหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

            เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.สมศรี เจริญเกียรติคุณ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ กล่าวว่าสถาบันได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ศึกษาพริกแกงไทย 4 ชนิด คือ แกงป่า แกงส้ม แกงเหลือง และแกงเลียง โดยได้ทดลองในห้องปฏิบัติการด้วยการนำพริกแกงทั้ง 4 ชนิดในรูปของน้ำแกงมาทดลองกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในจานเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งตายมากน้อยแค่ไหน และการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบธรรมชาติ คือค่อยๆฝ่อหายไปเอง หรือตายแบบผิดธรรมชาติ คือ เซลล์ตายจริงแต่อาจลุกลามไปเซลล์อื่นๆ

เนื่องจากลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบบวมแตกและกระจายไปอวัยวะอื่นได้ ผลการทดลองพบว่า เซลล์มะเร็งที่ได้รับแกงป่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบธรรมชาติร้อยละ 38.82 และร้อยละ 43.93 ตายแบบผิดธรรมชาติ คืออาจลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆ ส่วนแกงส้ม เซลล์มะเร็งรอดตายได้ร้อยละ 29.08 และฆ่าเซลล์มะเร็งตายแบบไม่ลุกลามไปเซลล์อื่นถึงร้อยละ 43.59 แต่ในทางกลับกันมีเซลล์ที่ตายถึงร้อยละ 27.33 อาจกระจายไปเซลล์อื่นได้

ส่วนแกงเหลืองพบว่า ตายตามธรรมชาติร้อยละ 22 เซลล์ตายผิดธรรมชาติถึงร้อยละ 46.13 ส่วนแกงเลียงพบว่า ฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายโดยไม่กระทบเซลล์อื่นๆ ร้อยละ 38.98 มีเพียงร้อยละ 3.78 เท่านั้นที่เซลล์ตายแบบกระจาย อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองทำให้อาจมองว่า แกงส้ม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากที่สุดถึงร้อยละ 43.59 แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าตัวเลขฆ่าเซลล์มะเร็งแบบผิดธรรมชาติที่อาจลุกลามไปถูกเซลล์ดีอื่นๆในแกงส้มก็สูงเช่นกัน

แต่หากเป็นแกงเลียง จะพบว่า แม้การฆ่าเซลล์มะเร็งจะน้อยกว่า คือ ร้อยละ 38.98 แต่การลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆน้อยกว่ามาก โดยหลักส่วนผสมของแกงเลียงก็จะมี หอมแดง พริกไทย กะปิ ซึ่งหอมแดงมีประโยชน์มาก เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)สารพฤกษเคมี มีคุณสมบัติทำลายสิ่งผิดปกติ พวกอนุมูลอิสระ สารอักเสบที่เป็นบ่อเกิดการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ควรบริโภคแกงเลียงมากกว่าแกงอื่นๆ เพราะ แกงทั้ง 4 ชนิดมีประโยชน์ในแง่ต้านการเกิดมะเร็งได้ ไม่ได้รักษา สิ่งสำคัญคือ ต้องกินอย่างหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

ผศ.สมศรี กล่าวด้วยว่า หลังได้ทดลองในห้องปฏิบัติการแล้ว ยังได้ทดลองประสิทธิภาพของแกงเลียงในหนูทดลอง โดยศึกษาหาสารต้านความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ มะเร็งในระยะเริ่มต้น ว่าลดลงหลังรับแกงเลียงหรือไม่ โดยนักวิจัยได้นำส่วนผสมของแกงเลียง มีกุ้งแห้ง หอมแดง กะปิ พริกไทย ฟักทอง บวบ ตำลึง ใบแมงลัก จากนั้นนำมาต้นทำเป็นอาหาร และนำไปแช่แข็ง จนนำมาปั่นละลายน้ำให้หนูทดลองกิน ในปริมาณ 2 ระดับ คือ 1 หน่วยบริโภค ของน้ำหนักตัวหนู และ 2 หน่วยบริโภค โดยเทียบกับหนูที่กินอาหารปกติที่ไม่ใช่แกงเลียง

ทั้งนี้ พบว่า หนูที่เป็นมะเร็งและกินแกงเลียงในปริมาณ 1 หน่วยบริโภคเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 45 ขณะที่หนู กลุ่มที่กินแกงเลียงปริมาณ 2 หน่วยบริโภค เซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 48 สรุปคือ ไม่ว่าจะกินแกงเลียงปริมาณเท่าไรไม่ได้มีผลแตกต่าง แต่สามารถลดเซลล์มะเร็งในลำไส้ลงได้ร้อยละ 45-48 ทั้งนี้ เป็นผลวิจัยในสัตว์ทดลอง จึงไม่แนะนำให้กินเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ แต่แนะนำให้กินเพื่อเสริมการรักษา เพราะเบื้องต้นพบว่า อาจลดการขยายของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามได้ ซึ่งควรใช้ในแง่การป้องกันการเกิดโรคมากกว่า

ต่อข้อถามผู้ป่วยมะเร็งหากจะหันมาบริโภคแกงเลียงได้หรือไม่ ผศ.สมศรี กล่าวว่า หากป่วยก่อนอื่นต้องรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน ส่วนการบริโภคแกงเลียงสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ทานทุกวันทานตลอด โดยหวังว่าจะทำให้หายจากโรค เพราะการบริโภคที่ถูกต้องคือ ต้องทานอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า หากอยากมีสุขภาพดีต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการกินผักและผลไม้ ควรทานวันละอย่างน้อย 4 ขีด หรือ 400 กรัม สิ่งสำคัญคือ ทานอะไรก็ตามต้องไม่มากเกินไป อย่ากินอะไรซ้ำซาก เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสมดุลของสารอาหารอื่นๆไปด้วย

“งานวิจัยทำเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน การโฆษณาโดยนำงานวิจัยไปอ้างอิงก็ต้องระวังด้วย เพราะคนที่มีปัญหาสุขภาพ และไม่เข้าใจ กินมากๆ อาจส่งผลต่อการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือมีอาการป่วยเรื้อรัง ต้องปรึกษาแพทย์ หากจะรับประทานอะไรเป็นยา หรือเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะปัจจุบันมีมากมาย” ผศ.สมศรี กล่าว

……………………….

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก kanghanlom.webiz.co.th)

‘หมอกังวาล’แพทย์ดีเด่นในชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
'หมอกังวาล'แพทย์ดีเด่นในชนบท

‘นพ.กังวาล วงศ์รัศมีเดือน’ ผอ.รพ.น้ำโสม อุดรฯ คว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี 57 ทำงานพื้นที่นานกว่า 30 ปี เสียสละมุ่งมั่นตั้งใจรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

                      3 ก.ย. 58  ที่ตึกอำนวยการ รพ.ศิริราช  ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ประกาศผลและรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2557” กล่าวว่า รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทเป็นการเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในชนบท โดยคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2557 ได้คัดเลือกให้ นพ.กังวาล วงศ์รัศมีเดือน ผอ.รพ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คนที่  41 ประจำปี 2557 ซึ่ง นพ.กังวาล ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ การที่แพทย์ได้เสียสละความสุขของตนเพื่อส่วนรวมเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่น่านับถือยกย่องและเป็นคุณธรรมสำคัญของคนดี ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช
                      นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ กล่าวว่า ปี 2557 ได้มีการเสนอรายชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการพิจารณาทั้งสิ้นจำนวน 15 ท่าน เกณฑ์การคัดเลือก จะมีการพิจารณาคุณสมบัติตั้งแต่การให้บริการทางการแพทย์ การบริหาร มนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความเป็นผู้นำที่ดี ความริเริ่มสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมท้องถิ่นและต้องปฏิงานในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้โล่เกียรติยศและเงินรางวัล
                      นพ.สมุทร กล่าวอีกว่า นพ.กังวาล เป็นแพทย์ที่เสียสละทำงานในชนบทที่ห่างไกล ในพื้นที่อันตรายในช่วงเริ่มงานและทำงานที่ รพ.แห่งเดิมตั้งแต่จบการศึกษาเป็นเวลาร่วม 31 ปี ทำหน้าที่เป็นทั้งแพทย์และ ผอ.รพ.จาก รพ.ขนาด 10 เตียง จนปัจจุบันขนาด 60 เตียง  มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ รพ.อย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนให้คนในชุมชนรักสุขภาพ ส่งเสริมเจ้าหน้าที่มีความรู้และทักษะในการบริการ เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งให้กับแพทย์จบใหม่เห็นคุณค่าการทำงานใน รพ.ชุมชน และเรียนรู้ถึงความสุขของชีวิตแพทย์ในชนบท
                      นพ.กังวาล กล่าวว่า ตนเคยดีใจที่สุดตอนสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชได้สำเร็จ เคยภูมิใจที่สุดเมื่อสำเร็จการศึกษาและรับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแและการได้รับรางวัลนี้เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ทั้งภูมิใจและดีใจที่สุดที่ได้รับรางวัลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ซึ่งการเรียนไม่ใช่เพียงรู้แต่ต้องนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติด้วย เป็นคำสอนของพระบิดาที่ตนนำมาเป็นคติสอนใจตนเองมาตลอด 31 ปีที่ไปทำงานในพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิด ทำให้ได้เรียนรู้ ได้เห็น อำเภอเล็กๆ ค่อยโตอย่างช้าๆ จากถนนลูกรังเป็นราดยาง สะพานไม้เป็นคอนกรีต บ้านเรือนกระจาย เป็นชุมชนหนาแน่นมากขึ้น จาก รพ.ขนาด 10 เตียง เป็น 60 เตียง ถึงวันนี้ทุกปัญหา อุปสรรค และความยากลำบาก คือโอกาสและประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งกว่าครึ่งชีวิตที่ทุ่มเทให้อำเภอเล็กๆ นี้ กลับรู้สึกว่าอำเภอเล็กๆ นี้ต่างหากที่มอบโอกาสและประสบการณ์ให้กับตน ขอขอบคุณคณะแพทยศาสตร์ศิริราชที่หล่อหลอมให้เป็นแพทย์ที่ดีและปลูกฝังอุดมการณ์ให้ตนใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ใช้ชีวิตตามเข็มทิศตนเอง และภรรยาที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน ขอบคุณเครือข่ายใน อ.น้ำโสม ที่ร่วมทำงานจนสำเสร็จ
                      “ตั้งแต่เรียนแพทย์ถูกฝึกฝนและสั่งสอนอุดมการณ์ เมื่อเรียนจบและต้องจับฉลากพื้นที่ที่ต้องไปทำงาน ก็ไม่คิดว่าต้องอยู่ที่ไหน แต่ตั้งใจว่าทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ขอให้ได้ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่นั้น จนตอนนี้และต่อไปตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะใช้เวลาทำงานในชนบทในฐานะหมอบ้านนอกคนหนึ่งต่อไป”
                      นพ.กังวาล กล่าวอีกว่า 30 ปีที่แล้วปัญหาของพื้นที่คือความขาดแคลน ตนเป็นแพทย์คนเดียวใน รพ.เป็นทั้งแพทย์และ ผอ.รพ. และตอนที่ทำงานได้ 3 ปี พ่อแม่อุ้มเด็กทารกที่อายุได้เพียง 2 วันมาตรวจที่ รพ.เพราะเด็กไม่มีรูทวาร หมอบอกว่าต้องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.อุดรธานี เพราะไม่มีแพทย์ผ่าตัด พ่อแม่เด็กตอบกลับว่าถ้ารักษาที่นี่ไม่ได้ก็จะยอมพาลูกกลับบ้านถือว่าทำบุญมาแค่นี้ จึงตัดสินใจช่วยผ่าตัดโดยแจ้งกับพ่อแม่เด็กว่า ถ้าตนจะผ่าตัดให้จะโอเคหรือไม่ พ่อแม่ยินดีจึงผ่าตัด ปัจจุบันเด็กคนนั้นอายุราว 30 ปี เป็นทหาร ส่วนปัจจุบันปัญหาสาธารณสุข คือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำเป็นต้องทำให้คคนในพื้นที่เข้าถึงและรับบริการที่มีคุณภาพ
                      อนึ่ง นพ.กังวาล อายุ 56 ปี เป็นชาว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรนายไก้เอี๊ยะ แซ่เฮง และนางซ๊กจีน แซ่จาง สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา และแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สมรสกับนางวรรณา วงศ์รัศมีเดือน มีบุตร 2 คน เริ่มชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัด รพ.ศูนย์ขอนแก่น พ.ศ. 2526 – 2527 นายแพทย์ 4 และรักษาการแทน ผอ.รพ.น้ำโสม พ.ศ. 2527 และ ผอ.รพ.น้ำโสม ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 – ปัจจุบัน

‘แม่ไม้มวยไทย’ยิ่งใหญ่ในแดน’ฟาโรห์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212701.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
'แม่ไม้มวยไทย'ยิ่งใหญ่ในแดน'ฟาโรห์'
'แม่ไม้มวยไทย'ยิ่งใหญ่ในแดน'ฟาโรห์'

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: ‘แม่ไม้มวยไทย’ยิ่งใหญ่ในแดน’ฟาโรห์’

 

             เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคม 2558 ฝ่ายสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ร่วมกับสมาคมมวยไทยอียิปต์ (อีซีเอ) จัดการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup: Muay Thai Championship in Egypt ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์มวยไทยในต่างแดนก็ว่าได้ เป็นภาพที่ประทับใจ เป็นเสียงที่มิอาจลืมเลือน ทั้งนักมวยและผู้ชมรอบๆ เวที กว่า 500 คนในแต่ละวันที่มาเข้าชม

โดยเฉพาะคณะเอกอัครราชทูตอาเซียนในกรุงไคโร ให้เกียรติมาร่วมชมในวันเปิดพิธีอีกด้วย ท่ามกลางเสียงกรี๊ด โหร้อง ของกองเชียร์แต่ละค่ายมวย รวมถึงผู้ที่สนใจเข้าชม ดังกึกก้องทั่วสนามกีฬาอัฎฮารีย์ เขตนัศร์ ซิตี้ ซึ่งใช้จัดในการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup ณ กรุงไคโร

นายพีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร กล่าวในวันเปิดพิธีการแข่งขันด้วยรอยยิ้ม รู้สึกปลาบปลื้มที่เห็นเยาวชนอียิปต์หันมาให้ความสำคัญกับมวยไทย และมีการฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง มีการใช้อวัยวะทุกส่วนในการต่อสู้แบบต้นฉบับมวยไทยจริงๆ มวยไทยเป็นศิลปะเพื่อป้องกันตัว สามารถเรียนรู้ได้เพื่อไว้ปกกันตัวเองในยามที่ต้องเอาตัวรอด สถานเอกอัครราชทูตมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมวยไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมในอียิปต์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ขอให้เล่นกีฬาด้วยน้ำใจของนักกีฬา ที่ต้องรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย คือสิ่งสำคัญที่นักกีฬาทุกคนต้องตระหนัก

อารีดา กองจันทร์ หมอนวดแผนโบราณ ในไคโร  กล่าวว่า รู้สึกปลื้มมาก เมื่อได้มาเห็นอาหรับ ซึ่งตามปกติเขาจะต่อสู้กันเพียงแค่ปาก หรือไม่ก็แค่ผลักกัน มาชกมวยไทย ด้วยแบบฉบับมวยไทย ถึงกับอึ้งไปเลย ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตที่จัดทำโครงการดีๆ ให้แก่ชาวต่างชาติได้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไทย ในด้านการใช้ศิลปะป้องกันตัว ความเป็นไทยที่ได้รับการชื่นชมและเลียนแบบมาก

ว่ากันว่าจากวันแรกที่ทางสมาคมมวยไทยอียิปต์ประกาศเปิดรับสมัครนั้น ได้รับความร่วมมือจากหลายค่ายมวยทั่วไคโรและได้นัดวันเปรียบมวย แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อทุกอย่างได้รับการตอบรับเกินคาดจากค่ายมวยและผู้ที่สนใจเข้าร่วม ได้ทำการส่งรายชื่อพร้อมนัดเปรียบมวย มีรายผู้เข้าแข่งขันทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั้งหมด 50 คน แบ่งออกเป็น 7 รุ่น (ผู้ชาย 6 รุ่น และผู้หญิง 1 รุ่น) ประเภทชาย น้ำหนักไม่เกิน 54/60/67/75/85/ กิโลกรัม ประเภทผู้หญิงน้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม โดยผู้ชนะทุกรุ่นจะได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นเงิน 1,000 ปอนด์ เข็มขัดพร้อมเหรียญทอง ที่ได้เข้าร่วมชกในครั้งนี้

การจัดงานในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดช่องทีวีอียิปต์หลายช่อง พร้อมทั้งสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตไทยเกี่ยวกับศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งทำให้ได้เห็นการทำงานของสถานเอกอัครราชทูตในรูปแบบของนักพูด เชิญชวน และเผยแพร่ประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความเป็นไทย เอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดในโลกนี้เหมือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหารที่โยงใยถึงความสวยงามจากการตกแต่ง แกะสลัก ประดิดประดอยที่นอกเหนือจากความอร่อยในรสชาติของอาหารไทย

โดยเฉพาะวันที่ 8-9 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ ภาพเคลื่อนไหวการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ทำให้เห็นถึงคุณค่าเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การใช้อาวุธ ทุกส่วนของอวัยะก็ตาม ขอแสดงความนับถือ ที่อียิปต์สามารถโชว์การชกมวยแบบไทยได้ใกล้เคียงกับคนไทย

เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เห็นสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ พยายามนำเสนอสิ่งดีๆ ของความเป็นไทยมาให้ชาวต่างชาติได้รู้ โดยเฉพาะอาหรับอียิปต์ ซึ่งพวกเขามีความพร้อมในเรื่อง รูปร่างสูงใหญ่ ความกล้า และมีกำลังที่ดี แต่ถ้าได้ครูฝึกไทยมวยไทยอียิปต์คงจะน่าดูไม่น้อย

แนะฝึกทักษะสมองในเด็กเล็กช่วยยั้งการติดยาเมื่อเป็นวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212702.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
แนะฝึกทักษะสมองในเด็กเล็กช่วยยั้งการติดยาเมื่อเป็นวัยรุ่น
แนะฝึกทักษะสมองในเด็กเล็กช่วยยั้งการติดยาเมื่อเป็นวัยรุ่น

แนะฝึกทักษะสมองในเด็กเล็กช่วยยั้งการติดยาเมื่อเป็นวัยรุ่น :

             “อีเอฟ เป็นกระบวนการในการคิด เพื่อกำกับควบคุมตนเองให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ช่วยให้บุคคลสามารถวางแผน ดำเนินการ และติดตามประเมินพฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสม ยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เช่น ความหุนหันพลันแล่น การใช้อารมณ์เกินเหตุ การไม่รู้จักอดทน ไม่มีสมาธิ วอกแวก เป็นต้น
             การมีทักษะอีเอฟในเด็กเล็กเป็นสิ่งบ่งชี้ความสำเร็จได้หลายอย่าง ทั้งความพร้อมในการเข้าเรียนระดับประถม ทำนายความสำเร็จในการเรียนช่วงมัธยม (ได้ดีกว่าไอคิว) ทำนายความสำเร็จในการเข้าสังคม การเคารพกติกาสังคม ไม่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงการมีสุขภาพดีในช่วงวัยผู้ใหญ่ด้วย” รศ. ดร.ยูซูเกะ โมริกูจิ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองจากมหาวิทยาลัยการศึกษาโจเอ็ทสึ ประเทศญี่ปุ่น กล่าว
             รศ.ดร.ยูซูเกะ ได้เข้าร่วมบรรยายในงานประชุมวิชาการ RLG Symposium 2015 ขับเคลื่อน ให้ EF : Executive Functions หรือทักษะสมอง 9 ด้าน ช่วยให้เด็กสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นที่รู้จักและนำไปใช้พัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็ก โดยรวมนักวิชาการด้านทักษะสมอง นักการศึกษา และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กกว่า 500 คน นำเสนอแนวคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิชาการด้านทักษะสมอง อีเอฟ ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกลุ่มบริษัท อาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ร่วมกับศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
             ดร.ยูซูเกะ ชี้ว่า ในการศึกษาวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่มักติดยาเสพติดได้ง่าย และมักมีคำถามว่า ทั้งที่เด็กวัยรุ่นมีความสามารถในการคิดดีกว่าสมัยเป็นเด็ก แต่ทำไมวัยรุ่นจึงมีความเสี่ยงในเรื่องยาเสพติดสูงกว่าวัยเด็กนั้น “ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาของสมองในวัยรุ่นยังไม่สมดุล ส่วนที่ยับยั้งพฤติกรรมในสมองส่วนหน้ากำลังอยู่ระหว่างพัฒนา แต่ส่วนที่เร่งเร้าพฤติกรรมกลับมีปฏิกิริยาสูงมาก นอกจากนี้ระบบการให้ความพึงพอใจ (reward system) ในสมองวัยรุ่นก็ทำงานมากกว่าปกติ สภาพเช่นนี้จึงทำให้วัยรุ่นตกอยู่ในพฤติกรรมเสี่ยงสูง เช่น เสี่ยงต่อการติดยา ดังนั้น หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนทักษะยับยั้งใจมาก่อนเข้าสู่วัยรุ่น ก็มีโอกาสที่จะถลำเข้าสู่การติดยาง่ายกว่า
             ดังนั้นพ่อแม่มีบทบาทสูงต่อการพัฒนาทักษะสมองอีเอฟของลูก โดยการดูแลประคับประคองให้ลูกได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ให้การยอมรับ และให้ลูกมีส่วนตัดสินใจ ทั้งนี้การควบคุมแบบเข้มงวด ลงโทษอาจจะขัดขวางการพัฒนาอีเอฟด้วย นอกจากนี้หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้อีเอฟพัฒนาดีขึ้นด้วย ซึ่งจากการศึกษาอีเอฟในญี่ปุ่นพบว่า เมื่อให้เด็กเล็กลองสอนตุ๊กตาหรือสอนคนอื่นๆ พบว่าทักษะอีเอฟของเด็กดีขึ้น เพราะการสอนเป็นการสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ไปถ่ายทอดต่อให้คนอื่นนั่นเอง
             นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต เป็นอีกหนึ่งนักวิชาการในวงการพัฒนาเด็กของไทยที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องการพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กล่าวว่า “ความรู้เรื่องอีเอฟเป็นความรู้ที่มาต่อยอด ทำให้เห็นว่า จากฐานความรู้เรื่องการพัฒนาเด็กแบบรอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่พ่อแม่และครูต้องยึดให้มั่นนั้น เราจำเป็นต้องเน้นพัฒนาทักษะสำคัญของสมองเพิ่มเติม เช่น ทักษะการยับยั้งชั่งใจ การยืดหยุ่นความคิด และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการชีวิตของเด็กในภายภาคหน้า ผู้ใหญ่จึงต้องเลี้ยงดูแลโ ดยส่งเสริมให้เด็กได้ใช้สมองส่วนคิด มีเหตุมีผล มากกว่าปล่อยให้เด็กให้สมองส่วนอยาก ที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามอารมณ์ปรารถนาเท่านั้น”
             นอกจากนี้ ดร.วรนาท รักสกุลไทย นักวิชาการด้านการอนุบาลศึกษา ชี้ว่า “การเรียนในระดับปฐมวัยจะต้องให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างเป็นอิสระ ที่เด็กได้คิดวางแผนด้วยตนเอง ทั้งได้เล่นกับเพื่อนและเล่นตามลำพัง ทั้งเล่นในห้องและออกไปเล่นกลางแจ้ง ให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง ที่สำคัญให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย เหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะสมองอีเอฟที่จะช่วยให้เด็กมีการจดจำ มีคลังข้อมูลสะสมในสมองและสามารถหยิบมาใช้เมื่อจำเป็นได้ นอกจากนี้เด็กจะได้ฝึกทักษะสำคัญของการดำรงชีวิตในอนาคตที่จะทำให้อยู่กับคนอื่นได้และทำงานจนบรรลุผล” นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี กล่าวว่า สังคมไทยควรส่งเสริมเรื่อง อีเอฟ – ทักษะเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ อย่างจริงจัง มีสื่อและช่องทางที่หลากหลายในการร่วมเผยแพร่อีเอฟ เพื่อให้ไปถึงยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลอีเอฟ รวมถึงเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ ของทักษะอีเอฟ เช่น http://www.rlg-ef.com เพื่อให้เด็กไทยเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและมีความสุขในโลกยุคใหม่