ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212933.html
’43ปีเอเชียอาคเนย์’ก้าวสู่’มหาวิทยาลัยคุณธรรม’ : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212933.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150907/212934.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212846.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150906/212847.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150904/212777.html
“เข้าแคมป์นอกจากจะได้รับทักษะการเตะฟุตบอลต่างๆ ที่ไม่เคยเรียนแล้ว ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก หวังว่าจะได้รับเทคนิคในการเตะมากมาย เพื่อนำมาพัฒนาตนเองและเพื่อนๆ ในทีม” ช้าง หรือ กิตติพงษ์ สุปัญญา ทีมจังหวัดนนทบุรี และหนึ่งในตัวแทนเข้าร่วมโครงการอลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ กล่าว
ทั้งนี้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก ร่วมถึงเยาวชนไทยหลายคนที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติและก้าวไกลสู่สโมสรระดับโลก อลิอันซ์ อยุธยา จึงคัดเลือกเยาวชนไทย 8 คน เข้าร่วมโครงการอลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ 2015 ระดับเอเชีย ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2558 โดยมีเยาวชนอายุ 14-16 ปีจาก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย ร่วมฝึกทักษะฟุตบอลกับโค้ชระดับโลก พร้อมประชันฝีเท้ากันอีกด้วย ซึ่งตัวแทนประเทศไทย 4 คน ได้แก่ “ช้าง” กิตติพงษ์ สุปัญญา ทีมจังหวัดนนทบุรี “โกดัก” นิธิกร ศิริชู จากทีมจังหวัดบุรีรัมย์ “ทิว” สกุลชัย แสงโทโพธิ์ “แน้น” สหรัฐ รัตนวิจิตร จะเข้าร่วมโครงการ ณ สนามอลิอันซ์ อารีน่า เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 6 วัน
ช้าง ได้เป็นตัวแทน 1 ใน 4 คน ได้ไปเยือนสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่เด็กๆ และมีความฝันอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติ ทุกวันหลังเลิกเรียนจะมีพ่อคอยสอนทักษะการเล่น กระทั่งได้คัดตัวเป็นนักฟุตบอลกับสโมสรเมืองทองและเข้าร่วมแข่งขันในลีกต่างๆ รวมถึงโครงการอลิอันซ์ อยุธยา จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์ 2015 ซึ่งโค้ชผู้ฝึกสอนได้คัดเลือกให้มาเข้าร่วมแคมป์ที่ประเทศบาหลี ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ณ สนามอลิอันซ์ อารีน่า เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี
“นอกจากนี้ยังมีการสอนทักษะพื้นฐานและเน้นท่ายืดที่หลากหลาย ซึ่งมีความต่างจากการสอนของเมืองไทย ส่วนวันสุดท้ายของแคมป์จัดกิจกรรมแบ่งกลุ่มเพื่อแข่งขันฟุตบอล โดยแต่ละทีมจะมีเพื่อนจากหลากหลายเชื้อชาติทำให้เห็นถึงจุดเด่นจุดด้อยของตนเอง อีกทั้งยังรู้จักการเล่นเป็นทีม ความสามัคคีและให้เกียรติกัน” ช้างเล่า
“ทีโมน พอลส์” (Timon Pauls) ตำแหน่ง โค้ช แมวมอง ผู้ประสานงานแมวมอง ฝ่ายควบคุมคุณภาพเยาวชน ทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับค่ายนี้ บอกว่า การคัดเลือกตัวแทนมาเข้าค่ายจะเน้นทักษะการเล่นฟุตบอลและการมีมนุษยสัมพันธ์ ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ซึ่งเด็กไทยที่เข้าร่วมโครงการจะเด่นกว่าประเทศอื่นในเรื่องเทคนิคการเล่น รวมถึงเวลาสอนจะทุ่มเท กระตือรือร้นอยากเรียนรู้ นักเตะต้องมีความรักอย่างทุ่มเทในกีฬาฟุตบอล มีระเบียบวินัย ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ วัดฝีเท้ากับผู้เล่นที่ดีที่สุดและไม่ยอมแพ้ มั่นใจว่าเยาวชนที่เข้าร่วมค่ายจะได้รับประสบการณ์ทักษะขั้นฐาน ท่าวอร์ม เทคนิคการแก้ไขสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงและพื้นฐานการทำประตู
“พัชรา ทวีชัยวัฒนะ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ “อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 โดยปีนี้ได้ขยายโอกาสให้ 4 เยาวชนที่ผ่านการทดสอบ ได้โอกาสเดินทางไปมิวนิค เพื่อติวเข้มทักษะฟุตบอลขั้นสูง โดยสตาฟฟ์โค้ชทีมเยาวชนสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ที่สนามอลิอันซ์ อารีน่า ทัวร์เมืองมิวนิค สัมผัสประสบการณ์ลูกหนังโลกเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ร่วมกับ 75 เยาวชนจาก 28 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขณะนี้เยาวชนไทยตัวแทนจากประเทศไทยได้เดินทางไปร่วมโครงการและกลับมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.FootballForLifeThailand.com
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212773.html
3ก.ย.2558 รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึง นโยบาย ของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มความรู้ เพื่อให้นักเรียนมีความสุขโดยให้เรียนวิชาการในช่วงเช้าจนถึง 14.00น.และหลังจากนั้นให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่นักเรียนสนใจว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งและพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายนี้ ที่ผ่านมาโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร
(ฝ่ายประถม) และ(ฝ่ายมัธยม)ได้จัดการเรียนเรียนการสอนในลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะเราเชื่อว่าการเรียนในชั้นเรียนในห้องสี่เหลี่ยม เด็กๆ ฟัง พูด อ่าน เขียน ในชั้นเรียน เด็กๆ ได้รับการเรียนรู้เพียงแค่ 10-20เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หากได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองเลือกและสนใจ ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง เขาจะเกิดการเรียนรู้ถึง 80-90เปอร์เซ็นต์ เพราะการเรียนรู้ต้องได้มาจากการลงมือและปฏิบัติจริง
“มีหลายคนห่วงว่า แต่ละโรงเรียนจะดำเนินนโยบายนี้ไม่ได้ เพราะติดขัดในเรื่องของครู ความรู้ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าแต่ละโรงเรียนมีความพิเศษและความหลากหลายอยู่แล้ว ครูในโรงเรียนแต่ละโรง มีความรู้ที่จะนำพาเด็กๆ เรียนรู้นอกชั้นเรียนได้ อีกทั้งยังมีชุมชน ปราชณ์ชาวบ้าน ที่จะสามารถทำให้เด็กๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สนุกและมีความสุขในการเรียนช่วงบ่าย ทั้งนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องมาตรฐาน เพราะแต่ละชั้นเรียนต่างต้องมีมาตรฐานหลักสูตรกำกับอยู่ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวอีกว่า ในอดีตโรงเรียนสาธิต มศว ไม่ว่าจะประสานมิตร หรือปทุมวัน ก็เคยเป็นโรงเรียนบ้านนอกมาก่อน ห้องเรียนมุงจาก เรียนอยู่ในท้องไร่ท้องนา เมื่อเวลาผ่านไปโรงเรียนเติบโตและกลายมาเป็นโรงเรียนสาธิตอย่างในปัจจุบันนี้ จึงอยากให้โรงเรียนอื่นๆ ในประเทศไทยเกิดกำลังใจและพร้อมจะพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับนักเรียน โดยมีครู ผู้ปกครองให้การสนับสนุน หากแต่ละโรงเรียนดำเนินตามนโยบายของรมต.ศึกษา จะส่งผลให้เด็กไทยที่เริ่มตั้งแต่อนุบาล มีสมองซีกซ้ายและขวาที่สมดุล มีทั้งความรู้ สติปัญญา และความสุข รักที่จะเรียนรู้ ไม่ใช่เบื่อและไม่ชอบเรียน เพราะเราเรียนเน้นหนักด้านความรู้มากเกินไป จนทำให้ความสุขแห่งชีวิตของเด็กไทยขาดหายไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212766.html
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.สมศรี เจริญเกียรติคุณ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ กล่าวว่าสถาบันได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ศึกษาพริกแกงไทย 4 ชนิด คือ แกงป่า แกงส้ม แกงเหลือง และแกงเลียง โดยได้ทดลองในห้องปฏิบัติการด้วยการนำพริกแกงทั้ง 4 ชนิดในรูปของน้ำแกงมาทดลองกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในจานเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งตายมากน้อยแค่ไหน และการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบธรรมชาติ คือค่อยๆฝ่อหายไปเอง หรือตายแบบผิดธรรมชาติ คือ เซลล์ตายจริงแต่อาจลุกลามไปเซลล์อื่นๆ
เนื่องจากลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบบวมแตกและกระจายไปอวัยวะอื่นได้ ผลการทดลองพบว่า เซลล์มะเร็งที่ได้รับแกงป่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบธรรมชาติร้อยละ 38.82 และร้อยละ 43.93 ตายแบบผิดธรรมชาติ คืออาจลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆ ส่วนแกงส้ม เซลล์มะเร็งรอดตายได้ร้อยละ 29.08 และฆ่าเซลล์มะเร็งตายแบบไม่ลุกลามไปเซลล์อื่นถึงร้อยละ 43.59 แต่ในทางกลับกันมีเซลล์ที่ตายถึงร้อยละ 27.33 อาจกระจายไปเซลล์อื่นได้
ส่วนแกงเหลืองพบว่า ตายตามธรรมชาติร้อยละ 22 เซลล์ตายผิดธรรมชาติถึงร้อยละ 46.13 ส่วนแกงเลียงพบว่า ฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายโดยไม่กระทบเซลล์อื่นๆ ร้อยละ 38.98 มีเพียงร้อยละ 3.78 เท่านั้นที่เซลล์ตายแบบกระจาย อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองทำให้อาจมองว่า แกงส้ม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากที่สุดถึงร้อยละ 43.59 แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าตัวเลขฆ่าเซลล์มะเร็งแบบผิดธรรมชาติที่อาจลุกลามไปถูกเซลล์ดีอื่นๆในแกงส้มก็สูงเช่นกัน
แต่หากเป็นแกงเลียง จะพบว่า แม้การฆ่าเซลล์มะเร็งจะน้อยกว่า คือ ร้อยละ 38.98 แต่การลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆน้อยกว่ามาก โดยหลักส่วนผสมของแกงเลียงก็จะมี หอมแดง พริกไทย กะปิ ซึ่งหอมแดงมีประโยชน์มาก เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)สารพฤกษเคมี มีคุณสมบัติทำลายสิ่งผิดปกติ พวกอนุมูลอิสระ สารอักเสบที่เป็นบ่อเกิดการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ควรบริโภคแกงเลียงมากกว่าแกงอื่นๆ เพราะ แกงทั้ง 4 ชนิดมีประโยชน์ในแง่ต้านการเกิดมะเร็งได้ ไม่ได้รักษา สิ่งสำคัญคือ ต้องกินอย่างหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน
ผศ.สมศรี กล่าวด้วยว่า หลังได้ทดลองในห้องปฏิบัติการแล้ว ยังได้ทดลองประสิทธิภาพของแกงเลียงในหนูทดลอง โดยศึกษาหาสารต้านความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ มะเร็งในระยะเริ่มต้น ว่าลดลงหลังรับแกงเลียงหรือไม่ โดยนักวิจัยได้นำส่วนผสมของแกงเลียง มีกุ้งแห้ง หอมแดง กะปิ พริกไทย ฟักทอง บวบ ตำลึง ใบแมงลัก จากนั้นนำมาต้นทำเป็นอาหาร และนำไปแช่แข็ง จนนำมาปั่นละลายน้ำให้หนูทดลองกิน ในปริมาณ 2 ระดับ คือ 1 หน่วยบริโภค ของน้ำหนักตัวหนู และ 2 หน่วยบริโภค โดยเทียบกับหนูที่กินอาหารปกติที่ไม่ใช่แกงเลียง
ทั้งนี้ พบว่า หนูที่เป็นมะเร็งและกินแกงเลียงในปริมาณ 1 หน่วยบริโภคเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 45 ขณะที่หนู กลุ่มที่กินแกงเลียงปริมาณ 2 หน่วยบริโภค เซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 48 สรุปคือ ไม่ว่าจะกินแกงเลียงปริมาณเท่าไรไม่ได้มีผลแตกต่าง แต่สามารถลดเซลล์มะเร็งในลำไส้ลงได้ร้อยละ 45-48 ทั้งนี้ เป็นผลวิจัยในสัตว์ทดลอง จึงไม่แนะนำให้กินเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ แต่แนะนำให้กินเพื่อเสริมการรักษา เพราะเบื้องต้นพบว่า อาจลดการขยายของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามได้ ซึ่งควรใช้ในแง่การป้องกันการเกิดโรคมากกว่า
ต่อข้อถามผู้ป่วยมะเร็งหากจะหันมาบริโภคแกงเลียงได้หรือไม่ ผศ.สมศรี กล่าวว่า หากป่วยก่อนอื่นต้องรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน ส่วนการบริโภคแกงเลียงสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ทานทุกวันทานตลอด โดยหวังว่าจะทำให้หายจากโรค เพราะการบริโภคที่ถูกต้องคือ ต้องทานอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า หากอยากมีสุขภาพดีต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการกินผักและผลไม้ ควรทานวันละอย่างน้อย 4 ขีด หรือ 400 กรัม สิ่งสำคัญคือ ทานอะไรก็ตามต้องไม่มากเกินไป อย่ากินอะไรซ้ำซาก เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสมดุลของสารอาหารอื่นๆไปด้วย
“งานวิจัยทำเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน การโฆษณาโดยนำงานวิจัยไปอ้างอิงก็ต้องระวังด้วย เพราะคนที่มีปัญหาสุขภาพ และไม่เข้าใจ กินมากๆ อาจส่งผลต่อการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือมีอาการป่วยเรื้อรัง ต้องปรึกษาแพทย์ หากจะรับประทานอะไรเป็นยา หรือเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะปัจจุบันมีมากมาย” ผศ.สมศรี กล่าว
……………………….
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก kanghanlom.webiz.co.th)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212701.html
เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคม 2558 ฝ่ายสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ร่วมกับสมาคมมวยไทยอียิปต์ (อีซีเอ) จัดการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup: Muay Thai Championship in Egypt ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์มวยไทยในต่างแดนก็ว่าได้ เป็นภาพที่ประทับใจ เป็นเสียงที่มิอาจลืมเลือน ทั้งนักมวยและผู้ชมรอบๆ เวที กว่า 500 คนในแต่ละวันที่มาเข้าชม
โดยเฉพาะคณะเอกอัครราชทูตอาเซียนในกรุงไคโร ให้เกียรติมาร่วมชมในวันเปิดพิธีอีกด้วย ท่ามกลางเสียงกรี๊ด โหร้อง ของกองเชียร์แต่ละค่ายมวย รวมถึงผู้ที่สนใจเข้าชม ดังกึกก้องทั่วสนามกีฬาอัฎฮารีย์ เขตนัศร์ ซิตี้ ซึ่งใช้จัดในการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup ณ กรุงไคโร
นายพีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร กล่าวในวันเปิดพิธีการแข่งขันด้วยรอยยิ้ม รู้สึกปลาบปลื้มที่เห็นเยาวชนอียิปต์หันมาให้ความสำคัญกับมวยไทย และมีการฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง มีการใช้อวัยวะทุกส่วนในการต่อสู้แบบต้นฉบับมวยไทยจริงๆ มวยไทยเป็นศิลปะเพื่อป้องกันตัว สามารถเรียนรู้ได้เพื่อไว้ปกกันตัวเองในยามที่ต้องเอาตัวรอด สถานเอกอัครราชทูตมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมวยไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมในอียิปต์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ขอให้เล่นกีฬาด้วยน้ำใจของนักกีฬา ที่ต้องรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย คือสิ่งสำคัญที่นักกีฬาทุกคนต้องตระหนัก
อารีดา กองจันทร์ หมอนวดแผนโบราณ ในไคโร กล่าวว่า รู้สึกปลื้มมาก เมื่อได้มาเห็นอาหรับ ซึ่งตามปกติเขาจะต่อสู้กันเพียงแค่ปาก หรือไม่ก็แค่ผลักกัน มาชกมวยไทย ด้วยแบบฉบับมวยไทย ถึงกับอึ้งไปเลย ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตที่จัดทำโครงการดีๆ ให้แก่ชาวต่างชาติได้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไทย ในด้านการใช้ศิลปะป้องกันตัว ความเป็นไทยที่ได้รับการชื่นชมและเลียนแบบมาก
ว่ากันว่าจากวันแรกที่ทางสมาคมมวยไทยอียิปต์ประกาศเปิดรับสมัครนั้น ได้รับความร่วมมือจากหลายค่ายมวยทั่วไคโรและได้นัดวันเปรียบมวย แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อทุกอย่างได้รับการตอบรับเกินคาดจากค่ายมวยและผู้ที่สนใจเข้าร่วม ได้ทำการส่งรายชื่อพร้อมนัดเปรียบมวย มีรายผู้เข้าแข่งขันทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั้งหมด 50 คน แบ่งออกเป็น 7 รุ่น (ผู้ชาย 6 รุ่น และผู้หญิง 1 รุ่น) ประเภทชาย น้ำหนักไม่เกิน 54/60/67/75/85/ กิโลกรัม ประเภทผู้หญิงน้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม โดยผู้ชนะทุกรุ่นจะได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นเงิน 1,000 ปอนด์ เข็มขัดพร้อมเหรียญทอง ที่ได้เข้าร่วมชกในครั้งนี้
การจัดงานในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดช่องทีวีอียิปต์หลายช่อง พร้อมทั้งสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตไทยเกี่ยวกับศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งทำให้ได้เห็นการทำงานของสถานเอกอัครราชทูตในรูปแบบของนักพูด เชิญชวน และเผยแพร่ประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความเป็นไทย เอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดในโลกนี้เหมือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหารที่โยงใยถึงความสวยงามจากการตกแต่ง แกะสลัก ประดิดประดอยที่นอกเหนือจากความอร่อยในรสชาติของอาหารไทย
โดยเฉพาะวันที่ 8-9 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ ภาพเคลื่อนไหวการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ทำให้เห็นถึงคุณค่าเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การใช้อาวุธ ทุกส่วนของอวัยะก็ตาม ขอแสดงความนับถือ ที่อียิปต์สามารถโชว์การชกมวยแบบไทยได้ใกล้เคียงกับคนไทย
เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เห็นสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ พยายามนำเสนอสิ่งดีๆ ของความเป็นไทยมาให้ชาวต่างชาติได้รู้ โดยเฉพาะอาหรับอียิปต์ ซึ่งพวกเขามีความพร้อมในเรื่อง รูปร่างสูงใหญ่ ความกล้า และมีกำลังที่ดี แต่ถ้าได้ครูฝึกไทยมวยไทยอียิปต์คงจะน่าดูไม่น้อย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212702.html