‘ถิน หวังทอง’ปราชญ์ชาวบ้านสร้างแหล่งเรียนรู้แก้ปัญหาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212698.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 กันยายน 2558
'ถิน หวังทอง'ปราชญ์ชาวบ้านสร้างแหล่งเรียนรู้แก้ปัญหาชุมชน
'ถิน หวังทอง'ปราชญ์ชาวบ้านสร้างแหล่งเรียนรู้แก้ปัญหาชุมชน

‘ถิน หวังทอง’ปราชญ์ชาวบ้านสร้างแหล่งเรียนรู้แก้ปัญหาชุมชน : ณัฐมน ไทยประสิทธิ์เจริญรายงาน

            26 ปีของการก่อตั้ง “มูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ” หลังจาก “อาจารย์สมาน แสงมลิ” อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงแก่กรรม มี “คุณหญิงเบญจา แสงมลิ” เป็นประธานกรรมการ คนแรก และคณะกรรมการคนอื่นๆ ถักทอแนวคิด “อาจารย์สมาน แสงมลิ” ต้องการพัฒนาการศึกษา ศาสนา สาธารณประโยชน์ของชาติ ด้วยการเชิดชูผู้มีผลงานดีเด่น “รางวัลมูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ” รวม 6 สาขา คือ ครูภาษาไทย ครูสังคมศึกษา สาขาการศึกษาก่อนประถมศึกษา สาขาพระสงฆ์ สาขาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัล
            สำหรับปี 2558 ผู้มีผลงานดีเด่นการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สามารถบริหารจัดการชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเอง ภายใต้ข้อจำกัดด้านความมั่นคง และเป็นแบบอย่างของการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ เขาคือ “นายถิน หวังทอง” ผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างบ้านเตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
            นายถิน เล่าว่า ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก ทำนาเป็นอาชีพรอง เมื่อมีผลผลิตก็นำไปขายนอกชุมชน เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2544 ทำให้ชาวบ้านถูกทำร้ายจนเสียชีวิตไป 3 ราย เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความวิตกกังวลในความไม่ปลอดภัยให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ “คณะกรรมการบริหารกองพัน อรบ.สายบุรี 1” มีแนวคิดจะยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่หมู่ 1 บ้านเตราะบอน ต.เตราะบอน ให้มีแหล่งอาหารเลี้ยงตนเอง มีความปลอดภัยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายไปหาอาหารจากข้างนอก
            “ผมเริ่มคิดถึงการทำการเกษตรแบบพออยู่พอกิน อาศัยพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยกะลาพอ เป็นพื้นที่ของโครงการชลประทาน แต่สภาพพื้นดินเพาะปลูกไม่ได้ จึงได้เริ่มชักชวนชาวบ้านศึกษาหาความรู้การจัดการเกษตรแบบผสมผสาน เริ่มจากการถางป่า ปรับพื้นที่สร้างศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามโครงการพระราชดำริจังหวัดปัตตานี ร่วมกันเรียนรู้การเพาะปลูกพืชผักต่างๆ ปลูกลงในกระถางและภาชนะต่างๆ ที่หาได้ บ้างก็ยกพื้นให้สูง หรือแขวนไว้ตามกิ่งไม้ ทำที่รองซ้อนกันบ้าง ทำราวหรือแผงให้พืชผักเกาะเลื้อยไปตามแผงที่ทำไว้ มีทั้ง ปลูกข้าว ปลูกผักพื้นบ้าน และผลไม้พืชผักต่างๆ เป็นวิธีแก้ปัญหาให้ชาวบ้านมีพืชผักไว้ทำอาหารเอง เรียกกันง่ายๆ ว่า ปลูกผักคอนโด” นายถิน เล่าด้วยรอยยิ้ม
            ไม่เพียงเท่านั้น ชุมชนแห่งนี้ยังทำนาบก ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเอาไว้ใช้ในชุมชน จากการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน เรียนรู้แล้วสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง เมื่อพืชผักผลไม้ผลิดอกออกผล ก็ต่อยอดด้วยการ “เปิดร้านค้า” ขายผลผลิตจากศูนย์เรียนรู้ฯ และมี “ธนาคารอาหารของชุมชน” ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม
            “คนเราเมื่อมีการศึกษาต้องมีคุณธรรม 2 อย่างนี้ต้องมีควบคู่กัน อย่างศูนย์เรียนรู้ที่ทำอยู่มีคนเห็นด้วยไม่กี่คนในช่วงแรก จากที่เรามีความรู้ มีคุณธรรมควบคู่ไปด้วยพี่น้องก็เห็นว่าที่เราทำเพื่อคนทุกคน ทำเพื่อพี่น้องในชุมชน และลูกหลานเราได้รับผลประโยชน์ เป็นกระบวนการของการศึกษานอกระบบ บางคนบอกว่าการศึกษาคือการต้องเรียนหนังสือ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เช่น ถ้าใครมาเรียนรู้ในศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง มาศึกษาเรื่องเห็ด ก็จะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เอาขี้เลื่อยมาร่อนอย่างไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง ต้องคลุกเคล้ากันให้มีความชื้นเท่าไร นี่ก็คือการศึกษานอกระบบ ถ้าเราเรียนวิธีทำนาจากหนังสือ (กระดาษ) จะไม่รู้เลยว่าการทำนาต้องเตรียมดินอย่างไร ต้องเตรียมพันธุ์ข้าวอย่างไร แต่การเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้ลงมือปฏิบัติจริงๆ” นายถิน กล่าว นายวัชรินทร์ จำปี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาผู้มีผลงานดีเด่น สาขาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประจำปี 2558 มูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ เล่าถึงการทำงานของมูลนิธิว่า ในแต่ละปีมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 30 กว่าคน คณะกรรมการต้องคัดเลือกเอาไว้ 5-6 คน เพื่อส่งคณะกรรมการลงพื้นที่ไปศึกษาดูงานเชิงประจักษ์ สัมภาษณ์ พูดคุย เยี่ยมเยือน เพื่อประเมินว่างานของแต่ละท่านสร้างประโยชน์ ส่งผลกระทบไปสู่ชุมชนสังคมและประเทศอย่างไรบ้าง เพื่อหาคนที่เป็นที่หนึ่งให้ได้
            “แต่ละปีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปพระราชทานรางวัลแก่ผู้ได้รับการคัดเลือกของมูลนิธิสมานฯ ทุกปี ทรงพูดคุย ให้กำลังใจ ในทุกๆ ปี เราจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณแบบนี้ เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าคนที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นคนที่พิเศษจริงๆ เราจึงมีกำลังใจที่จะสานงานต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้” นายวัชรินทร์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ที่ปรึกษาคณะกรรมการคัดเลือกสรรหาผู้มีผลงานดีเด่น สาขาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประจำปี 2558 เล่าว่า ทางมูลนิธิอยากเชิดชูเกียรติว่าสังคมไทยยังมีคนที่ทำงานเพื่อคนอื่นๆ สังคมยังต้องการคนที่เป็นผู้ให้ ผู้ที่ร่วมใจกันอย่างมั่นคงที่จะทำงานด้วยใจอาสา เราจะพยายามเฟ้นหาคนแบบนี้ให้มากขึ้นๆ เพราะเราต้องการให้กำลังใจ ให้ความภาคภูมิใจแก่คนที่ทำงานการศึกษานอกระบบ สิ่งที่อยากเห็นคืองานที่ถ่ายทอดความคิดสู่ประชาชน ผ่านกระบวนการให้ความรู้ ความคิด ทักษะ แนวทางในการทำงาน ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงานที่ทุกท่านตั้งใจ และมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้หายากในปัจจุบัน เพราะเรื่องของการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศมีอัตราที่สูงมาก ถ้าประชาชนของเราไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ คนของเราจะสู้กับประเทศอื่นๆ ไม่ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่อยากแข่งขัน แต่ก็จำเป็นต้องแข่ง การที่จะรอภาครัฐมาพัฒนาเพียงอย่างเดียวคงไม่ทัน เมื่อเรามีคนที่มีจิตอาสามาช่วยกันดูแลประชาชน จึงเป็นเรื่องดีที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาบ้านเมืองของเราในอนาคต
            นี่คือต้นแบบดีๆ ของสังคมไทย ที่ทำงานด้วยหัวใจเสียสละ หากคนในสังคมไทยสละเวลาเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ระบาดอยู่ทุกอณูของประเทศ แล้วปรบมือให้คนเหล่านี้บ้าง คนทำความดีคงมีกำลังใจเพิ่ม

สั่งตั้งกก.สอบวินัย!อาจารย์-นศ.เซ่นคลิปรับน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212695.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 กันยายน 2558
สั่งตั้งกก.สอบวินัย!อาจารย์-นศ.เซ่นคลิปรับน้อง

อธิการราชภัฏสวนสุนันทาสั่งตั้งกก.สอบวินัยอาจารย์ นศ.รุ่นพี่-รุ่นน้องปี1สาขานิเทศฯ หลังปรากฏคลิปจัดกรรมรับน้องไม่เหมาะสม คาดโดนหักคะแนนความประพฤติ20%

             2ก.ย.2558 รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปการจัดกิจกรรมรับน้องของ มร.สส.ที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมปรากฏในโซเชียลมีเดียจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ได้เรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับคลิปการรับน้อง ที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ภาพที่ปรากฏในคลิป เกิดขึ้นหลังกิจกรรมไหว้ครู ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเดินทางกลับไปแล้ว รุ่นพี่จึงจัดกิจกรรมรับน้อง เป็นเกมละลายพฤติกรรม  ซึ่งโดยปกติจะต้องเล่นในลักษณะให้นำมือมาวางทับซ้อนกัน แต่ปรากฎว่าเด็กเล่นสนุกเกินเลยจนปรากฎภาพที่ไม่เหมาะสมออกไปอย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัย ได้สั่งห้ามการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ แล้ว แม้ว่าจะไม่มีเด็ก บาดเจ็บ แต่เป็นกาแสดงออกเกินขอบเขต

“ได้สอบถามคณบดี รวมถึงนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมซึ่งนักศึกษาชี้แจงว่าเป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรมและไม่มีเจตนาในทางไม่ดี ส่วนที่ปรากฎว่าเด็กใช้ตัวทับกันนั้น นักศึกษายืนยันว่าไม่ใช่นักศึกษาชายกับหญิงแต่เป็นนักศึกษาชายกับนักศึกษาสาวประเภทสอง ส่วนคลิปดังกล่าวมีนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมเป็นผู้ถ่ายไว้ ทั้งนี้ ผมได้ตักเตือนไปด้วยว่าพฤติกรรมหรือการเล่นเกมในลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ไม่เหมาะสมและเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยและสังคมยอมรับไม่ได้ โดยนักศึกษาทุกคนรู้สึกเสียใจที่ทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อ”อธิการ มร.สส.กล่าว

รศ.ดร.ฤาเดช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้มอบหมายผู้ช่วยอธิการบดี ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยนักศึกษารุ่นพี่ และนักศึกษาปี1และอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตำหนิและลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ อย่างน้อย20เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องถูกลงโทษด้วยที่ปล่อยปละละเลยทั้งนี้ ได้เน้นย้ำเสมอว่าสำหรับกิจกรรมรับน้อง จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่จัดกิจกรรมล่อแหลม ทำตามระเบียบมหาวิทยาลัย ห้ามรุ่นพี่แตะเนื้อต้องตัวรุ่นน้อง ห้ามออกนอกสถานที่

ขณะที่รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบคลิปดังกล่าวว่าเป็นนักศึกษาของ มร.สส.จริงหรือไม่ หากจริงช่วงเวลาดังกล่าวมีอาจารย์คอยดูแลหรือไม่ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใน หรือภายนอกสถาบัน โดยให้รายงานผลกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ สกอ.เน้นย้ำกับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอดว่าการจัดกิจกรรมรับน้องต้องเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เคารพสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ไม่มีความรุนแรง และปลอดแอลกอฮอล์ ซึ่งกิจกรรมในคลิปนี้แม้จะไม่มีความรุนแรง แต่ถือเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอให้มหาวิทยาลัย ดูแลกิจกรรมรับน้อง ที่เป็นข้อกังวล ครูบาอาจารย์ ต้องให้คำแนะนำและสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่ให้มีการล่วงละเมิดทั้งร่างกาย และจิตใจเรื่องที่เกิดขึ้น สังคมยอมรับได้ยาก และเหตุนี้เกิดในกลุ่มปัญญาชน

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ทราบว่าทาง มร.สส.ได้ตั้งกรรมการสอบวินัยเรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ พฤติกรรมที่ปรากฎในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม แต่ความเหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับความคิดแต่ละบุคคล ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนใดที่อยากให้ลูกของตนมาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้องลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยทุกแห่งก็ต้องร่วมกันส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพราะในสถาบันการศึกษาต่างประเทศไม่มีแห่งใดมีการรับน้องแบบนี้ คาดว่าเหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นเป็นไปตามความคึกคะนองของวัย อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่ระบุว่าอาจารย์ไม่ดูแลอย่างทั่วถึงนั้นต้องให้ความเป็นธรรมแก่อาจารย์ด้วย ต้องไปดูด้วยว่าในการจัดกิจกรรมตามช่วงเวลาที่กำหนดนั้นอาจารย์ได้ติดตามดูแลหรือไม่หากอาจารย์ยังคงทำหน้าที่บนความรับผิดชอบก็ไม่ถือว่ามีความผิด และเชื่อว่าถ้าอาจารย์พบเห็นว่านอกเวลาเรียนหรือเวลากิจกรรมเด็กมีพฤตติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะต้องตักเตือนแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” ได้เผยแพร่แถลงการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ระบุว่า “จากเหตุการณ์ที่มีการแชร์คลิปภาพกิจกรรมนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ในนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและในขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ทำการสอบสวนและหาข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าว พร้อมเพิ่มมาตรการในการดูแลการทำกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว” ลงชื่อ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา2กันยายน2558

‘พรมมา-สอย’หมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212689.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 กันยายน 2558
'พรมมา-สอย'หมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี58

2 หมอพื้นบ้านอีสาน คว้าหมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี 58 ใช้สมุนไพรรักษามากว่า 60 ปี ขณะที่หมอยาภาคใต้ ชู ‘ว่านนางตัด’ เพิ่มพลังหญิง ‘อภัยภูเบศร’ แนะแปรรูปทำเป็นกาแฟ

                      2 ก.ย. 58  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวเปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 12 “การแพทย์แผนไทย…ความมั่นคงในระบบสุขภาพ” จัดโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และภาคีเครือข่าย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ย. 58 ว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แผนไทยในระดับชาติและระดับพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนมากขึ้น
                      ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติให้การแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อผลักดันให้การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก เป็นการแพทย์ทางเลือกหลักของประเทศในการบูรณาการคู่ขนานไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ในการสร้างสุขภาวะประชาชน และสร้างเศรษฐกิจของชาติ
                      โดยการผลักดันนั้นจะต้องยอมรับศาสตร์การแพทย์แผนไทยให้เป็นระบบสุขภาพแห่งชาติ มีการคุ้มครองภูมิปัญญา พัฒนาบุคลากรแพทย์แผนไทยให้มีคุณภาพ มีสิทธิและศักดิ์ศรี และส่งเสริมสมุนไพร สำหรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ประเทศไทยจัดว่ามีทรัพยากรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอยู่มาก ตรงนี้จะทำให้การเจรจาการค้า ตลาดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนการดำเนินการอะไรที่ติดขัดอยู่ เช่น การขึ้นทะเบียนสมุนไพร การวิจัยแพทย์แผนไทย เป็นต้น ก็จะเร่งดำเนินการให้ผ่านอุปสรรคไปได้
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ได้มอบรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 ให้แก่นายพรมมา แสงชมภู และนายสอย เพชรฤทธิ์ 2 หมอไทยแดนอีสาน โดยนายพรมมา แสงชมภู อายุ 87 ปี ชาวไทยเชื้อสายภูไท จาก ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
                      หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 กล่าวว่า ตนทำหน้าที่เป็นหมอไทยตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร อายุ 11 ปี ได้รับตำรับสมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ มาจากหลวงปู่ โดยส่วนใหญ่จะใช้สมุนไพรเป็นตำรับยาต้ม และยาฝนบ้าง
                      โดยคนป่วยที่มารักษาก็จะถามว่า แพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าป่วยเป็นอะไร จากนั้นจะจัดตำรับสมุนไพรให้ไปรับประทาน รู้สึกภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะในการให้การรักษาคนป่วยก็ตั้งใจว่าจะหายาสมุนไพรให้ลูกหลานกิน ปัจจุบันมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้เรื่องตำรับสมุนไพรให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยตั้งเป็นกลุ่มสมุนไพรขันติธรรม มีสมาชิกประมาณ 85 คน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยต่อไป
                      นายสอย เพชรฤทธิ์ อายุ 76 ปี ชาว ต.โคกสี อ.วังยาง จ.นครพนม หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 กล่าวว่า ตนเป็นหมอรักษามาตั้งแต่อายุ 14 ปี ดีใจและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ และปัจจุบันมีการให้การสนับสนุนภูมิปัญญาไทย เรื่อง หมอพื้นบ้านและสมุนไพรมากขึ้น ในอนาคตอยากเห็นการแพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน และแผนอนาคตผสมผสานการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ ในการให้บริการคนไข้จะใช้ยาสมุนไพรท้องถิ่นประยุกต์ร่วมกับการแพทย์แผนจีนที่ตนไปเรียนรู้มาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อใช้เป็นการรักษาผู้ป่วยตั้งแต่การเป่า การนวด การจับเส้น เพื่อแก้อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อต่างๆ และใช้ยาสมุนไพรในการรักษาโรคโดยใช้ตำรับยาต้ม
                      งานเดียวกันนายอับดล หรอหมาน หมอยาภาคใต้ กล่าวว่า กลุ่มหมอพื้นบ้านภาคใต้ มีความนิยมในการใช้ว่านนางตัดเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยว่านนางตัดจะมีสรรพคุณช่วยแก้ปัญหาอาการปวดประจำเดือน แก้ฝ้าจากสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยหญิงหลังคลอดทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับมดลูก แก้ปัญหามดลูกหย่อนคล้อย และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของหญิงที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
                      นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการวัยทองได้อีกด้วย ส่วนในเพศชายก็สามารถดื่มเพื่อแก้อาการปวดเมื่อยในร่างกาย โดยวิธีการรับประทาน จะนำว่านนางตัด ทั้งต้น คือ ส่วนของราก ใบ และลำต้น ไปตากแดดให้แห้ง
                      หลังจากนั้นก็นำมาต้มกับน้ำในปริมาณ 1 ลิตร ต้มประมาณ 30 นาที และดื่มเป็นชาได้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำว่านจะมีรสฝาดไม่ขมและมีกลิ่นหอมรับประทานง่าย สามารถดื่มได้ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น ซึ่งทางภาคใต้มีการรับประทานกันมานานกว่า 20 แล้ว และส่วนใหญ่พึงพอใจ ดังนั้นในการจัดงานสมุนไพรครั้งนี้จึงมีการนำว่านนางตัดมาร่วมแสดงด้วย ทั้งนี้ในงานมหกรรมสมุนไพรครั้งนี้ จึงมีการนำว่านนางตัดมาจำหน่ายเพื่อช่วยให้หญิงไทยได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น
                      ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สำหรับสมุนไพรว่านนางตัด มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย และไทย ดังนั้นในอนาคตไทยจะมีการส่งเสริมให้ปลูกว่านนางตัด เพราะประเทศซาอุฯ เป็นประเทศที่มีการใช้ว่านนางตัดเป็นจำนวนมาก แต่ตามหลักแล้วว่านนางตัดจะขึ้นเฉพาะในพื้นที่ป่าใหญ่และมีมากในพื้นที่ภาคใต้ ด้วยเหตุนี้เราจึงมองว่าควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยต่อไป
                      อย่างไรก็ตามสำหรับการศึกษานั้น จะเป็นการนำผลการศึกษาของเพื่อนมาบ้านมาต่อยอด นอกจากนี้อภัยภูเบศร ยังมีการส่งเสริมและให้ความรู้กับทีมหมอชาวบ้าน ให้นำว่านนางตัดมาทำการแปรรูปเป็นกาแฟเพื่อให้ง่ายแก่การบริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ ทางอภัยภูเบศร ก็จะมีการแจกว่านนางตัดภายในงานด้วย

4รูปแบบกิจกรรมลดเวลาเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212618.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2558
4รูปแบบกิจกรรมลดเวลาเรียน

เลขาฯ กพฐ.ชี้ปรับลดวิชาการ ยันมาเรียน-กลับบ้านเวลาเดิม กำหนดกิจกรรมเบื้องต้น 4 รูปแบบ เตรียมเปิดเว็บไซต์สอบถาม นร. พร้อมจัดทำคู่มือให้ครูนำไปประยุกต์ใช้

                      1 ก.ย. 58  ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบาย ‘การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ ซึ่งจะปรับลดเวลาเรียนวิชาการในชั้นเรียนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. โดยช่วงเวลาต่อจากนั้น จะให้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กให้เหมาะสมตามวัย เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุข ซึ่งจะนำร่องในโรงเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 3,500 โรงเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โดยจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 225 เขต จะเปิดรับสมัครโรงเรียนที่มีความพร้อม และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในช่วงเช้านักเรียนจะได้เรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่วนช่วงบ่ายภายหลังเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นกิจกรรมที่เน้นปฏิบัติและบูรณาการ เบื้องต้น สพฐ.ได้กำหนดกิจกรรมให้โรงเรียนเลือกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ทั้งสิ้น 4 กิจกรรม ดังนี้
                      1. กิจกรรมเสริมสร้างทักษะ ที่เน้นให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียน โดยกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ในช่วงเช้า เพื่อให้เด็กมีทักษะและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การทำโครงงาน การวาดรูป เล่นละครประวัติศาสตร์ เป็นต้น
                      2. กิจกรรมเสรี ให้โรงเรียนจัดตามความเหมาะสม และความพร้อม อาทิ ชมรมจิตอาสา ชมรมกีฬา ฯลฯ
                      3. กิจกรรมสอนอาชีพ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.กว่าหมื่นโรงมีความต้องการเรื่องดังกล่าว โดยโรงเรียนอาจชักชวนผู้ปกครอง หรือภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ามาร่วมให้ความรู้และสอนอาชีพแก่นักเรียน รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิตด้วย
                      4. กิจกรรมสอนเสริมวิชาการ ซึ่งไม่ใช่การติวเด็ก แต่เป็นการดูแลเด็กที่มีปัญหาเรียนอ่อน หรือสอนการบ้าน เป็นต้น
                      “สพฐ.มีแนวทางชัดเจนว่า การจัดกิจกรรมใดก็ตาม ต้องไม่เก็บเงินจากผู้ปกครองแม้แต่บาทเดียว โรงเรียนจะต้องมีความพร้อมในการจัด และ สพฐ.จะสนับสนุนตามความเหมาะสม และทุกกิจกรรมจะออกแบบให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน ไม่ได้ปล่อยให้เด็กมีอิสระโดยมีครูดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่า เด็กนักเรียนทุกคนยังคงมาเรียนและกลับบ้านเวลาเดิม” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า เชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นการพลิกโฉมการศึกษาอย่างชัดเจน แต่คุณภาพการศึกษายังคงอยู่ ขณะที่นักเรียนและผู้ปกครองมีความสุข ส่วนครูอาจจะต้องเหนื่อยในช่วงแรก
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า ส่วนแผนการดำเนินงานต่อจากนี้จะหารือกับ รมว.ศึกษาธิการ ในการกำหนดแผนขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดย สพฐ.ได้ตั้งคณะทำงานพร้อมจัดทำคู่มือการบริหารจัดการเรื่องการลดเวลาเรียนให้แก่สถานศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติ รวมถึงตารางกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครูได้นำไปประยุกต์ใช้ ขณะเดียวกันจะเปิดเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนด้วยว่า อยากได้กิจกรรมรูปแบบไหน อย่างไรก็ตาม ตนจะเรียกประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขต และโรงเรียนประถมศึกษาที่นำร่องในเรื่องดังกล่าวมารับฟังแนวปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จในอนาคต
                      ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.) องค์การมหาชน กล่าวว่า แต่ละนโยบายมีข้อดีข้อเสีย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ แต่ขอให้ดำเนินการต่อเนื่อง กรณีนโยบายลดชั่วโมงเรียนวิชาหลักลง และเพิ่มกิจกรรม เพื่อทำให้เด็กได้เปลี่ยนบรรยากาศจากเรียนในห้อง ควรมีการเพิ่มวิชาทั้งวิชาชีพ และวิชาที่เด็กชอบ โดยส่วนกลางต้องออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน
                      อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสังกัด สพฐ.กว่า 38,000 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กถึง 20,000 กว่าแห่ง และมีครูไม่ครบชั้น โรงเรียนหนึ่งมีครูต่ำกว่า 6 คน และส่วนใหญ่ไม่ผ่านการประเมินจาก สมศ. โดยโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่รัฐควรเข้ามาดูแลและพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องของการอบรมพัฒนาครู ซึ่งที่ผ่านมา โรงเรียนนี้แก้ปัญหาโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน และจัดกิจกรรม หรือจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น ทำให้ส่วนใหญ่ค่อยๆ พัฒนา และผ่านการประเมินจาก สมศ.แล้ว
                      ผอ.สมศ. กล่าวต่อว่า บริบทแต่ละประเทศแตกต่างกัน เวลาดูการจัดการสอนของแต่ละแห่ง จะไม่เหมือนกัน อย่างประเทศฟินแลนด์ เด็กเรียนวิชาการน้อย แต่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว่าเด็กไทยที่เรียนวิชาการเยอะ แต่ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่า ฟินแลนด์มีขนาดพื้นที่เล็ก และมีจำนวนเด็กและโรงเรียนน้อยกว่ามาก ดังนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบกับของประเทศไทยไม่ได้ อีกทั้งวัฒนธรรมของไทย ต้องกำกับดูแล เด็กต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนอะไรจึงต้องค่อยๆ ผ่อนคลาย ไม่ใช่เข้มงวดอยู่แล้วปล่อยอิสระทันที จะทำให้เด็กเสีย โดยเริ่มจากจุดคิดก่อน ไม่ใช่สอนให้เด็กเรียนแบบไม่เครียด แต่ควรสอนให้เด็กรู้จักรับมือกับความเครียด และฝึกบริหารความคิดให้ได้ ไม่ใช่ทำเหมือนพ่อแม่สมัยนี้ ที่ปกป้องลูกจนเปราะบาง รับมือกับปัญหาต่างๆ ในอนาคตไม่ได้

ร.ร.สนามบินพร้อมรับ‘เออีซี’บูรณาการวิชาอาเซียนทุกสาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212589.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2558
ร.ร.สนามบินพร้อมรับ‘เออีซี’บูรณาการวิชาอาเซียนทุกสาระ

ร.ร.สนามบินพร้อมรับ‘เออีซี’บูรณาการวิชาอาเซียนทุกสาระ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐรายงาน

           การผลักดันให้ “ขอนแก่น” เป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับเตรียมพร้อมด้านการศึกษา หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียนด้วยการเตรียมครู เตรียมเด็ก เพื่อตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้

บอกเล่าได้จาก “ครูนก” ศิริปิยะวรรณ ศิริโนนรัง ครูประจำกลุ่มสาระสังคมศึกษา โรงเรียนสนามบิน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า เด็กนักเรียนจะต้องมีความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญต้องมีความเป็นผู้นำอยู่ในสายเลือด

“โรงเรียนได้นำวิชาอาเซียนเข้ามาบูรณาการทุกกลุ่มสาระ เด็กๆ จะมีความรู้เรื่องอาเซียนทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังมีสัปดาห์อาเซียน จัดกิจกรรมหน้าเสาธง โดยให้ครู และเด็กๆ ช่วยกันทำ ฝึกความเป็นผู้นำ และการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราทำกันมาทุกปี ยิ่งใกล้เข้าสู่อาเซียนด้วยแล้วยิ่งต้องตื่นตัว เพราะเด็กจะต้องพร้อมทั้งวิชาการ ภาษา รวมไปถึงคุณธรรมจริยธรรม” ครูนกบอก เมื่อเจาะลงไปในเรื่องของภาษา โรงเรียนจะส่งเด็กไปตอบปัญหาอาเซียนทุกปี ซึ่งเคยได้รับรางวัลระดับประเทศมาแล้ว เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยในอนาคตอาจกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยสื่อช่วยสอนมากขึ้น เช่น โปรแกรมอิงลิช ดิสคัฟเวอรี่ และอื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับ “การอ่าน” โดยมองว่า เป็นกลไกสำคัญนำไปสู่ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“กระเต็น” ด.ญ.ธนิษฐา ทองแพทย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น ผู้ชนะเลิศประเภท “เล่านิทาน สร้างจินตนาการ” จากโครงการ Big C Big Kids : นักคิด นักอ่าน ปี 2558 เล่าว่า การอ่านช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ เพราะเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญในการแสวงหาความรู้

“ปกติจะชอบอ่านนิทานอยู่แล้ว ส่วนตัวรู้สึกสนุกกับการได้สร้างจินตนาการ การได้มาประกวดเล่านิทานทำให้มีความมั่นใจและกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้พัฒนาความคิด และฝึกพูดอย่างถูกอักขระ ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องการเข้าสู่อาเซียน ตอนนี้พยายามฝึกภาษาของแต่ละประเทศในอาเซียน สามารถพูดคำว่าขอบคุณและสวัสดีได้ ตอนนี้กำลังสนใจเรื่องวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเห็นว่าแตกต่างและน่าสนใจดีค่ะ” กระเต็นเผย

เช่นเดียวกับโรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม อีกหนึ่งโรงเรียนใน จ.ขอนแก่น ที่เน้นความสำคัญในการเปิดหน้าต่างและเชื่อมโยงให้เด็กพบเจอกับข้อมูลใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแง่มุมทั้งจากประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ในอีกซีกโลกที่ไม่เคยไปถึง

“ตอง” ด.ญ.จิราวรรณ ก้านแก้ว และ “เหมี่ยว” ด.ญ.ศิริวิภา ศิลาอำ สองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม จ.ขอนแก่น ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า ทางโรงเรียนมีความตื่นตัวในเรื่องอาเซียนอย่างมาก พยายามส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรู้ กล้าคิด และกล้าแสดงออก เห็นได้จากการเปิดโอกาสให้ไปประกวด “ตอบคำถามอาเซียน” ซึ่งเป็นเวทีที่ท้าทาย เพราะมีข้อมูลให้ศึกษาและต้องจำมากมาย

“กว่าจะได้รางวัลชนะเลิศมาได้เราต้องอ่านหนังสือกันหนักมากค่ะ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยติวให้ทุกวัน ทำให้พวกเรารู้จักการทำงานเป็นทีม ที่สำคัญรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน และทำให้โรงเรียนได้ทุนสนับสนุนการอ่าน เพื่อรุ่นน้องจะได้มีหนังสือที่สนุกและมีประโยชน์อ่านมากขึ้น” ตอง เผยความรู้สึก

สำหรับการเปิดเสรีอาเซียนในปลายนี้ ตองและเหมี่ยวอยากให้เพื่อนๆ เตรียมฝึกเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาเพื่อนบ้าน เพื่อจะได้สื่อสารกับผู้คนที่จะเข้ามาในประเทศไทยได้ หากใครพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ เพราะภาษาคือหน้าต่างของโอกาส

สนใจเยี่ยมชมโรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น สอบถามได้ที่ โทร.0-4332-6506 ดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โรงเรียน http://snb.ac.th

เรือไฟเบอร์กลาส ร.ร.เกาะสาหร่ายเรียนรู้ทำได้ใช้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212592.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2558
เรือไฟเบอร์กลาส ร.ร.เกาะสาหร่ายเรียนรู้ทำได้ใช้จริง

เรือไฟเบอร์กลาส ร.ร.เกาะสาหร่ายเรียนรู้ทำได้ใช้จริงมุ่งสู่อาชีพ : นิรชา ทูลประสิทธิ์ นศ.ฝึกงาน ม.เนชั่นรายงาน

             หลังจากที่เกิดภัยพิบัติสึนามิเมื่อปี 2547 โรงบ้านบ้านเกาะสาหร่าย ชัยพัฒนา ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ได้จัดทำหลักสูตรการสร้างเรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนในชุมชนชาวเกาะสาหร่าย เรือที่ใช้ในอดีตส่วนใหญ่แล้วเป็นเรือที่ทำจากไม้ ก็จะยากในการดูแลรักษาส่งผลให้เรือนั้นผุพังง่าย แตกต่างกับเรือของชาวเกาะรังกาวีประเทศมาเลเซียที่มีเขตชายแดนติดกับเกาะสาหร่ายที่เป็นเรือที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาส มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อย

โรงบ้านบ้านเกาะสาหร่าย ชัยพัฒนาเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้รับการพัฒนาทุกด้าน พัฒนาให้พสกนิกรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ดีขึ้น ตั้งอยู่กลางทะเลอันดามันพื้นที่เป็นตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ประชากรส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพการประมงรับจ้างในประเทศมาเลเซียเป็นพื้นที่ที่ใช้เรือเป็นยานพาหนะในการเดินทางและประกอบอาชีพ การจัดการเรียนการสอนโรงเรียนก็จะทำหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น

ชาวเกาะสาหร่ายที่ไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่จะไปประกอบอาชีพที่เกาะรังกาวีและรับจ้างทำงานในอู่ต่อเรือไฟเบอร์กลาสของเกาะรังกาวี ประชากรส่วนใหญ่ของเกาะสาหร่ายก็ใช้เรือไฟเบอร์กลาสจากเกาะรังกาวีมาใช้ทำการประมง ทำให้ประชากรของเกาะสาหร่ายนั้นมีความรู้และประสบการณ์ในงานไฟเบอร์กลาสสามารถที่จะเป็นวิทยากรและมาซ่อมเรือไฟเบอร์กลาสได้ บางรายก็มีการต่อเรือลำใหม่ด้วย

ครูบรรลือ หนูนุ่ม คุณครูโรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนา ผู้สอนหลักสูตรนี้แก่นักเรียน กล่าวว่า ในเรื่องของหลักสูตรการทำเรือหรือต่อเรือไฟเบอร์กลาสของโรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนาสืบเนื่องมาจากในพื้นที่ของเรามีสภาพเป็นเกาะ คนในเกาะส่วนใหญ่เลยประกอบมาชีพเป็นชาวประมงเป็นหลัก ยานพาหนะส่วนใหญ่ที่คนในเกาะจะใช้เดินทางคือเรือ ทางเราเลยมีแนวคิดว่า โรงเรียนน่าจะลดค่าใช้จ่ายลงมาก็คือเรือไฟเบอร์กลาสโรงเรียนก็ได้สร้างแม่แบบขึ้นมาและฝึกเด็ก และในปัจจุบันที่ทำอยู่คือเรือที่ชาวประมงสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้จริงๆ

“เราจะสร้างจากแม่แบบและจะให้เขานำไปประกอบอาชีพได้จริงๆ สำหรับเรือที่ใช้สำหรับเด็กนักเรียนตอนนี้เราเริ่มฝึกให้เขาใช้ไฟเบอร์กลาสหรือใยแก้ว ในเรื่องของปริมาณนั้นเราไม่ได้เน้น แต่เราจะฝึกเด็กให้มีประสบการณ์ในเรื่องของการใช้ไฟเบอร์กลาสก็จะเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในเรื่องของการบำรุงรักษาเรื่อที่อยู่ที่บ้านก็จะได้ลดค่าใช้จ่าย แต่ในอนาคตเมื่อเราต่อเรือลำใหญ่ได้สำเร็จก็จะเป็นเรือที่เราจะรับส่งครูหรือเวลานำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมทางวิชาการในตัวจังหวัดเราก็จะได้ใช้เรือที่เราทำเองในการเดินทางครับ” ครูบรรลือ กล่าว นนทวัช พุ่มแตง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า สนุกกับการเรียนต่อเรือเพราะได้ปฏิบัติและลงมือทำได้เรียนรู้อะไรที่ไม่มีในห้องเรียน และเป็นการสร้างรายได้อีกทางให้แก่ตนและครอบครัวด้วย รู้สึกดีเมื่อได้เห็นเรือที่ตนกับเพื่อนทำเมื่อเสร็จแล้วและลงไปอยู่ในน้ำได้ และคิดว่าการใช้เรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาสประหยัดและดีกว่าเรือที่ทำจากไม้แบบเก่าการดูแลรักษาง่ายและผุพังยากครับ

ทั้งนี้ เรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาสถือว่าเป็นกิจกรรมอีกกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนเท่านั้นที่มีส่วนร่วม แต่รวมถึงประชาชนบนเกาะสาหร่ายด้วยที่มีส่วนผลักดันให้หลักสูตรการเรียนทำเรือไฟเบอร์กลาสเป็นผลที่น่าพอใจและสามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความรู้ความสามารถในอนาคตได้ด้วย สนใจสอบถามได้ที่โทร.08-1738-0155

ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุมบูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150831/212520.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558
ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุมบูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม

ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุม บูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

         ย้อนหลังไปเมื่อปี 2533 ไทยนำหลักประกันสังคมมาใช้กับคนทำงานในสถานประกอบการหรือแรงงานในระบบเป็นครั้งแรก ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 1 พ.ศ.2533) จนทุกวันนี้ผ่านมา 25 ปีแล้ว การบริหารจัดการระบบประกันสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ “สำนักงานประกันสังคม“ ยังเป็นไปในรูปแบบเดิมๆ ไม่ปรับแก้ไขให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

ทั้งที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเงินมหาศาลถึง 1.37 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนทั้งหมด  41.1 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มคนทำงานในระบบ ได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง พนักงาน ในโรงงาน  สถานประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ จำนวน  11 ล้านคน อยู่ในสถานประกอบการ 4.2 แสนแห่ง

กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือคนทำงานอาชีพอิสระ เช่น ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าทำงานอยู่บ้าน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป ฯลฯ มีมากถึง 25.1 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนทำงานจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ประกันตนอีกกว่า 4 ล้านคน

แม้ว่าภาพรวมกองทุนประกันสังคมจะประสบความสำเร็จในด้านการระดมเงินที่ผู้ประกันตน จ่ายรายเดือน กรณีของแรงงานนอกระบบหรือหักจากเงินเดือน ณ ที่จ่าย ในส่วนของแรงงานในระบบก็ตาม แต่ไม่สามารถจับต้องนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติดูแลผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายที่ล่าช้าจ่ายยาไม่ตรงกับโรค การรักษาที่ไม่ครอบคลุมโรคร้ายแรง อาทิ เบาหวาน ความดันโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น           การบริหารจัดการระบบประกันสังคมที่ผ่านมา มีความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมผู้ประกันตน  ส่งผลให้เกิดการรวมตัว 14 องค์กรเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน หรือ “คปค.” ประกอบด้วย องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อนหญิง

สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานอาชีพ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย และสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย           รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูปประกันสังคม “ผ่าตัดใหญ่บริหารจัดการโครงสร้างใหม่” โปร่งใส เป็นอิสระ ชัดเจนเป็นธรรม ตรวจสอบได้และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ผลศึกษาวิจัยจากสถาบันวิชาการทั้งในประเทศและนอกประเทศระบุปัญหาคล้ายคลึงกันว่า ระบบหลักประกันสังคมไทยยังล้าหลังทั้งวิธีคิดและนโยบายไม่ครอบคลุมและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันแบบถ้วนหน้า           ถึงเวลาแล้วที่สำนักงานประกันสังคมต้องคืนความสุขให้ประชาชนปรับระบบนโยบายให้ก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิที่ประชาชนผู้ประกันตนควรได้รับ

ขณะนี้ 14 องค์กรเครือข่ายสังคมคนทำงาน เรียกร้องรัฐผลักดันการปฏิรูปประกันสังคมอย่างจริงจัง  โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ  1.ครอบคลุมคนทำงาน 2.อิสระและบูรณาการ 3.โปร่งใสและมีส่วนร่วม 4.ยืดหยุ่นและเป็นธรรม           “มนัส โกศล“ ประธาน คปค.ยืนยันว่า หลักสำคัญปฏิรูปประกันสังคม ต้องเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขคืนความสุขถ้วนหน้าต้องเป็นอิสระในการบริหารจัดการปราศจากการแทรกแซงจากรัฐและการเมืองมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ไม่ยึดติดโครงสร้างบังคับบัญชาแบบแนวดิ่งตามลำดับชั้นและกฎระเบียบราชการมากเกินไป

“25 ปีที่ผ่านมาผู้ประกันตนเสียโอกาสไปมากแล้ว โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงสิทธิในหลายเรื่อง  เช่น เงินออมชราภาพ ควรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ให้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจ  สิทธิในการตรวจสอบเงินของผู้ประกันตนในกองทุนว่านำไปใช้จ่ายในทางที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นของลูกจ้างและนายจ้าง แต่กลับไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบ” มนัส กล่าว           “ภาคภูมิ สุกใส“ ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ทุกวันนี้จะเริ่มใช้กฎหมายหลักประกันตน ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 แต่ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ประกันตนหลายเรื่อง เช่น ถูกปฏิเสธการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ทั้งที่เงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินของเราเอง ไปโรงพยาบาลทีไรก็ได้แต่ยาแก้ปวดกลับมาทุกครั้ง

“แสดงให้เห็นว่าประกันสังคมไม่มีความจริงใจ ยกตัวอย่างกรณีคนงานในโรงงานผม เป็นมะเร็งระยะ 3 โรงพยาบาลประกันสังคมไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้นอนรอความตาย จนสุดท้ายญาติทนไม่ไหว พาไปโรงพยาบาลที่เสียเงินเอง กลับได้รับการดูแลที่ดีกว่าจนอาการดีขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจนว่า การรักษาของประกันสังคมกับ 30 บาทรักษาทุกโรคไม่แตกต่างกันเลย” ภาคภูมิ เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานที่ผ่านมา           สิ่งที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างกับ “เกวลิน ศรีสถาน”  วัย 45 ปี หนึ่งในแรงงานในระบบที่จ่ายเงินประกันสังคม ระบายความในใจให้ฟังว่า เวลาป่วยไปโรงพยาบาลนั่งรอนานกว่าครึ่งวันยังไม่เรียกชื่อ บริการไม่ดี พอเรียกเข้าไปพบหมอตรวจไม่ถึง 1 นาที จ่ายยาพาราฯ จ่ายยาไม่ตรงกับโรค เช่น ปวดท้อง จ่ายยาแก้ปวดหัว ทั้งที่ถูกหักเงินทุกเดือน เดือนละ 488 บาท อยากให้มีการปฏิรูปจริงจัง อยากเพิ่มสิทธิประโยชน์รักษาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ไตและโรคเกี่ยวกับสุขภาพปาก การทำฟันด้วย ขอเพิ่มจากปีละ 600 เป็น 1,000-1,200 บาท จะได้ไหม”

สอดคล้องกับ ประนอม สุนทรสุข พนักงานบริษัทวัย 40 ปี ผู้เห็นด้วยกับการปฏิรูปสังคม อยากให้เพิ่มสิทธิเงินค่าคลอดบุตร การรักษาพยาบาลกรณีนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อยากให้เพิ่มสิทธิอยู่ห้องพิเศษที่สะดวกสบายกว่า หรือให้ผู้ประกันตนจ่ายส่วนต่างค่าห้องในราคาน้อยที่สุด นอกจากนี้อยากเรียกร้องเรื่องเงินสงเคราะห์บุตร เพราะทุกวันนี้ได้ 400 บาท อยากให้ปรับเพิ่มเช่นเดียวกับคนพิการที่ได้ 800 บาท เนื่องจากค่าครองชีพและข้าวปลาอาหารแพงขึ้น           ปัจจุบันผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานในระบบ หรือลูกจ้างในสถานประกอบการ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ต้องอยู่ในระบบประกันสังคม ภาคบังคับตามมาตรา 33 ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี คือ เจ็บป่วยประสบอันตราย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพและว่างงาน

เงินเดือนถูกหักเงิน ณ ที่จ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดไม่เกิน 750 บาท ส่วนที่เหลือนายจ้างออก 5 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลออก 2.5 เปอร์เซ็นต์           ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบไม่มีนายจ้าง ต้องจ่ายเงินผู้ประกันตนเองภาคสมัครใจ มาตรา 40 เดือนละ 100 ได้สิทธิเพียง 3 กรณี คือ ทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วยทุพพลภาพ และค่าทำศพเท่านั้น

“ทีมข่าวคม ชัด ลึก” ลงพื้นที่สอบถามความเห็นแรงงานนอกระบบ พบว่าส่วนใหญ่อยากได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ให้เท่าเทียมคนอื่นๆ แม้ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มก็ยินยอม           “แม่ค้าขายขนม” วัย 57 ปีบอกว่า ทุกวันนี้จ่ายเงินประกันสังคมเดือนละ 100 บาท หากรัฐต้องการให้จ่ายเพิ่มเป็น 200 หรือ 300 บาท ยังพอมีกำลังจ่าย เพื่อจะได้สิทธิประกันตนเองมากขึ้น อาจจะได้ไม่เท่าทั้ง 7 กรณีก็ไม่เป็นไร อยากได้มากที่สุดคือ เงินชดเชยการขาดรายได้ กรณีเจ็บป่วยออกไปขายของไม่ได้ต้องนอนอยู่บ้านไม่มีรายได้ ต้องนอนโรงพยาบาลถึงจะจ่ายชดเชย อยากฝากให้ช่วยในส่วนนี้ด้วย

“เด้ง” หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างย่านสุขสวัสดิ์  บอกว่า เป็นผู้ประกันตน ส่งเดือนละ 100 บาท อยากได้สิทธิเพิ่ม เรื่องเงินค่าทำศพ ขอให้รัฐบาลปรับจาก 2 หมื่น เป็น 4หมื่น เพราะอาชีพที่ทำมันเสี่ยงอันตรายบนถนน มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา หากวันไหนตายไปลูกเมียจะได้มีเงินทำศพ เพราะ 2 หมื่นบาทสมัยนี้ ไม่พอจัดงานสวดคืนเดียวก็หมดแล้ว           “โกวิท สัจจวิเศษ“ รองเลขาฯ ประกันสังคม ในฐานะตัวแทนภาครัฐแสดงความเห็นด้วยกับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ให้โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ตามข้อเรียกร้อง ซึ่งบางเรื่องทำได้เลย แต่บางเรื่องต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบในรูปแบบของคณะกรรมการ ส่วนการผลักดันให้เป็นองค์กรอิสระนั้น สามารถทำได้เพียงบางหน่วย เช่น หน่วยลงทุนประกันสังคม เท่านั้น

“คปค.” ขับเคลื่อนการปฏิรูปประกันสังคมต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 แม้ว่าหน่วยงานรัฐและสำนักงานประกันสังคมยังไม่มีท่าทีชัดเจนต่อข้อเสนอและการเรียกร้อง 4 ประการข้างต้น           3 กันยายน 2558 ถือเป็นวันครบรอบประกันสังคม 25 ปี มีการคาดหวังว่า จากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงสู่ประกันสังคมยุคใหม่ ที่โปร่งใสเป็นธรรมอย่างแท้จริง

กศน.ส่งเสริมคนไทย‘รู้หนังสือ’ปูรากฐานสังคมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150831/212524.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558
กศน.ส่งเสริมคนไทย‘รู้หนังสือ’ปูรากฐานสังคมยั่งยืน

กศน.ส่งเสริมคนไทย ‘รู้หนังสือ’ปูรากฐานสังคมยั่งยืน : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

           วันที่ 8 กันยายนของทุกปี องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็น “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” (International Literacy Day : ILD) และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงวันดังกล่าว โดยประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกก็ได้จัดกิจกรรมเนื่องโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ นับแต่ปี พ.ศ.2510 จนถึงปัจจุบัน

“สังคมใดเป็นสังคมแห่งการรู้หนังสือแล้ว จะทำให้เกิดการพัฒนาในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สุขภาพอนามัย ฯลฯ จุดนี้ถือเป็นหลักการสำคัญที่ยูเนสโกและกลุ่มประเทศสมาชิกเชื่อมั่น ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทและหน้าที่ส่งเสริมการรู้หนังสือให้แก่คนไทยทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเชื่อว่าการส่งเสริมให้คนรู้หนังสือสามารถฟัง อ่าน เขียนได้ ก็จะทำให้เกิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนามนุษย์และสังคมได้ยั่งยืน” นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน.บอกอย่างเชื่อมั่น

ส่วนบทบาทของสำนักงาน กศน.ในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” นายการุณ เล่าว่า สำนักงาน กศน.เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวมาต่อเนื่อง ซึ่งแนวคิดการจัดงานแต่ละปีจะสอดรับกับสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ที่มุ่งหวังให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกเกิดความตระหนักในประเด็นปัญหาเร่งด่วน ที่ประชากรยากจนและด้อยโอกาสส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเผชิญ และต้องการได้รับความช่วยเหลือ หรือข้อเสนอแนะทางแก้ปัญหา โดยในปี 2558 นี้ สารของ น.ส.อิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ให้ความสำคัญเรื่องการรู้หนังสือเป็นหัวใจหลักที่จะทำสตรีและบุรุษได้รับการพัฒนาที่เข้มแข็งนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกเรื่อง

เพราะฉะนั้นในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2558 8 กันยายน 2558 นี้ กศน.จึงกำหนดจัดงานภายใต้แนวคิด “การรู้หนังสือกับการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” (Literacyand Sustainble Societies) โดยส่วนกลางจัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จ.ปทุมธานี และจะจัดในทุกภูมิภาคด้วย มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคม บุคลากรของสำนักงาน กศน. ภาคีเครือข่าย และประชาชน ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการรู้หนังสือ เกิดความเข้าใจว่า การรู้หนังสือนั้นเป็นรากฐานของการนำไปใช้แสวงหาความรู้อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

“ครั้งนี้จะต่างจากทุกปี เพราะ กศน.ไม่ได้จัดงานแค่เพียงส่วนกลางเท่านั้น แต่จะให้สำนักงาน กศน.จังหวัดเป็นแกนนำจัดกิจกรรมในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับสถานศึกษาในสังกัด เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในภูมิภาค เห็นความสำคัญการรู้หนังสือและช่วยรณรงค์ให้เกิดกระแสการรู้หนังสือของคนไทยทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัยไปจนผู้สูงอายุ ขณะที่กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ประจำทุกปีคือ การอ่านสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก สารนายกรัฐมนตรี โดยปีนี้จะอ่านสารพร้อมกันทั่วประเทศ และมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ด้วย” เลขาธิการ กศน.สะท้อนภาพความพิเศษของกิจกรรม

ขณะที่กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ นายการุณอธิบายว่า กศน.ได้จัดนิทรรศการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค สะท้อนภาพภารกิจของ กศน.และสอดรับกับแนวคิดหลักโดยแบ่งออกเป็น  4ฐาน ได้แก่ 1.กศน.สร้างชาติ แสดงนิทรรศการด้านอาชีพ ซึ่งเป็นฐานในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ 2.กศน.กับการรู้หนังสือ เน้นการส่งเสริมการอ่านและการจัดทวิศึกษา 3.กศน.ลดความเหลื่อมล้ำ แสดงกิจกรรมด้านการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไอที การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 4.กศน.กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ 5.กศน.กับการจัดการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ การแสดง การประกวดแข่งขัน ทั้งการอ่านหนังสือ การรักการอ่าน และอาชีพ เป็นต้น

“จะมีตัวอย่างกิจกรรมที่ได้อานิสงส์มาจากการอ่านที่นำไปสู่การสร้างอาชีพมาจัดแสดงด้วย โดยเฉพาะกล่องสุดยอดอาชีพที่รวบรวมหนังสือ การประกอบอาชีพต่างๆ อาทิ ทำอาหาร ขนม ทำการเกษตร ซึ่งสำนักงาน กศน.จังหวัดหลายแห่งนำไปดำเนินการและพบว่าประชาชนที่เข้ารับบริการให้ความสนใจ หลายคนมาอ่านก็เกิดไอเดียไปต่อยอดทำอาชีพหลัก อาชีพเสริมได้” นายการุณ กล่าว

ยังมีอีกหนึ่งความตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมดังกล่าว เลขาธิการ กศน.ชี้แจงว่า ตั้งใจจะใช้โอกาสพิเศษ “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2558 ประกาศนโยบายให้ปี 2558 สำนักงาน กศน.จะมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนรู้หนังสือไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่รู้หนังสือไทย ลืมหนังสือไทย โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรมการศึกษานอกระบบและกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย เน้นจัดการศึกษาแบบขั้นพื้นฐานและการศึกษาแบบต่อเนื่อง โดยจะนำหลักสูตรการรู้หนังสือไทย พ.ศ.2557 มาใช้ประโยชน์ให้เข้มข้นขึ้น รวมไปถึงจะส่งเสริมการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กปฐมวัยทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ เล่นเกม เล่านิทาน เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นทักษะพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาตนเองและสังคมได้ต่อเนื่องและยั่งยืน

สารจาก น.ส.อิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เนื่องในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” 8 กันยายน 2558

วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เราชูธงการรู้หนังสือในฐานะที่การรู้หนังสือเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี และเป็นพื้นฐานของสังคมที่มีความเหนียวแน่น รวมถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สารปีนี้ นับเป็นสารที่มีความสำคัญยิ่งเป็นพิเศษ เมื่อนานาประเทศจะรับวาระใหม่ว่าด้วยแนวทางการศึกษา และการพัฒนาในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการส่งเสริมการรู้หนังสือต้องเป็นหัวใจหลักของวาระใหม่นี้ โดยทำให้สตรีและบุรุษแต่ละคนมีความเข้มแข็ง ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความรุดหน้าในทุกเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยในโภชนาการที่ดีขึ้น ตลอดจนถึงเรื่องการขจัดความยากจนและการส่งเสริมการมีงานทำที่เหมาะสม

ทั่วโลกมีความก้าวหน้าด้านการรู้หนังสือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา แต่กระนั้นการรู้หนังสือก็ยังคงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ใหญ่จำนวน 757 ล้านคน ยังขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน โดยสองในสามของจำนวนนี้เป็นสตรี นอกจากนั้นจำนวนเด็กและวัยรุ่นที่อยู่นอกระบบโรงเรียนทั่วโลกกำลังเพิ่มจำนวนสูงขึ้นถึง 124 ล้านคน และยังพบว่า เป็นเด็กวัยประถมศึกษาจำนวนถึง 250 ล้านคน ขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐานที่ดีพอ แม้จะยังอยู่ในระบบโรงเรียนก็ตาม เราไม่สามารถให้เรื่องเช่นนี้ดำเนินต่อไปได้อีก เนื่องจากการรู้หนังสือจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่กำหนดไว้ เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปวงชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ

ทั้งหมดนี้คือสารยูเนสโก เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ และเพื่อให้สตรีและบุรุษได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ เราจึงจำเป็นต้องลงทุนให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำนโยบายสู่การปฏิบัติด้านการรู้หนังสือที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายการพัฒนาที่กว้างขึ้น โดยใช้กลไกเชิงนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการผนึกกำลังในเชิงสร้างสรรค์ของนโยบายในทุกด้านที่สำคัญต่อการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และมีความเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น ด้วยสิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความพยายามทั้งมวลในการสร้างอนาคตเพื่อปวงชนให้ดีขึ้น บนพื้นฐานของสิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150830/212434.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2558
'ข้อบัญญัติท้องถิ่น' จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ ‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

                      ความสลับซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทาง ส่งผลให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต รวมไปถึงการรักษาระบบนิเวศ ถูกบุกรุกขยายพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับกลุ่มทุนที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
                      อันทำให้เห็นว่า แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในมิติเชิงเดี่ยว หรือการจัดการที่มุ่งเน้นไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ ต่อเงื่อนไขความสลับซับซ้อนของปัญหาที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
                      จากข้อจำกัดที่เกิดมานั้นเอง ภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น ภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่เกิดขึ้น
                      จุดเปลี่ยนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนากลไกการทำงานที่นำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในการจัดการทรัพยากรขึ้นมาใหม่ มาจากการกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยมีเจตนารมณ์ที่มุ่งลดบทบาทของรัฐส่วนกลางลงเหลือภารกิจหลักเท่าที่จำเป็น และให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนในการบริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตนเองให้มากขึ้น บทบาทภารกิจ หน้าที่ ได้ถูกถ่ายโอนลงมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้หน้าที่ บทบาทนี้เอง ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถใช้อำนาจในการสนับสนุนกระบวนการในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในขอบเขตการบริหารงานของท้องถิ่นนั้นๆ
                      กระบวนการการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายองค์กรชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ เรียนรู้ควบคู่กันไป ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการตัดสินใจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่การเรียนรู้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหา สร้างความเข้าใจ จนมั่นใจว่า ข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีกรณีตัวอย่างในหลายพื้นที่ที่ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการและหัวใจในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น
                      อย่าง ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาสัมปทานตัดไม้ จากนโยบายการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทรัพยากรในผืนป่าต้นน้ำแม่ทา ในบริเวณ ต.ทาเหนือ เริ่มถูกขยายบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยภายในที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจภายในและภายนอกชุมชน
                      ขณะเดียวกันการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ซึ่งซ้อนทับกับพื้นที่ป่าชุมชนและเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ทาเหนือ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดมาตรการในการแก้ไขปัญหาผ่านการชุมนุมเรียกร้อง การรณรงค์ในทางสังคมในประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรรวมถึงการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน
                      ความล้มเหลวของกระบวนการผลักดันกฎหมายในระดับนโยบาย โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า ได้ส่งผลให้เกิดการทบทวนการทำงานและการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจัง และการมีคณะกรรมการเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.ทาเหนือ เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ในการจัดการฐานทรัพยากรในระดับตำบล ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ที่อาศัยอำนาจ หน้าที่ โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล เข้ามาเป็นกลไก รวมถึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสถาปนาอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ ผ่านการตรากฎหมายท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกฎ กติกา ที่ออกโดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยถูกตราขึ้นเพื่อวางหลักเกณฑ์และวิธีการของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
                      ภายใต้กระบวนการพัฒนาให้เกิดข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พบว่าทำให้เกิดกระบวนการสำคัญถึง 9 ประการ คือ
                      1.การทบทวนต้นทุน ระบบข้อมูล การจัดการกลไกการทำงาน ทั้งต้นทุนที่มีอยู่เดิมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ การปฏิบัติการการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น ด้านต้นทุนฐานข้อมูล(Data Base) ที่แสดงถึงพัฒนาการการจัดการทรัพยากรของชุมชน เช่น การจัดการป่าชุมชน การจัดการไฟป่า การจัดการแหล่งน้ำ ด้านต้นทุนกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน(Functional Base) และต้นทุนทางสังคม(Social Capital Base) เป็นต้นทุนที่สำคัญในการทำให้กระบวนการทำงานในพื้นที่ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง
                      2.การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการจัดการทรัพยากร ป่าชุมชน ที่ดินทำกิน การจัดการเหมืองฝาย ไฟป่า โดยฐานข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการทำงานของเครือข่ายป่าชุมชนที่ได้รวบรวม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความชัดเจนในตัวฐานข้อมูล
                      3.การเรียนรู้ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นที่คณะทำงานที่จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจเป็นลำดับถัดมา เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินการตามบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการของกฎหมาย และการเชื่อมโยงกันของกฎหมาย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกรอบหลักในการเรียนรู้
                      4.การจัดทำระบบฐานข้อมูลชุมชนและทรัพยากร เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อต้องการจะสื่อสารกับภาคีต่างๆ ภายนอก ในระยะแรก การจัดทำข้อมูลของชุมชนใช้เพียงกระดาษ ปากกา เขียนแผนที่ทำมือ กฎกติกาในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ในยุคที่ 2 เป็นการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นฐานในการจัดทำแผนที่จำลองสามมิติ (Model) ใช้ในการนำเสนอการดำเนินการของชุมชนทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นมาอีกระดับ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งเทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ทำให้มีการนำเอาแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ สี 1:4,000 กับเครื่องหาตำแหน่งพิกัดดาวเทียมมาใช้ ทำให้ชุมชนทำการปรับปรุงข้อมูลของตนเองและสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
                      5.การตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนของข้อมูลที่ได้จัดทำเป็นขั้นแรกก่อนที่จะทำการปรับปรุงแก้ไขในฐานข้อมูล GIS ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์หรือไม่ ประการสำคัญยังถือเป็นการตรวจสอบว่ากฎระเบียบ กติกาการใช้ประโยชน์ได้ถูกละเมิดหรือไม่ ซึ่งตามปกติชุมชนโดยแกนนำจะทำการลาดตระเวนตรวจสอบอยู่เป็นประจำ
                      6.การยกร่างข้อบัญญัติกระบวนการยกร่างข้อบัญญัติ มีวิธีการที่ต้องการการสนับสนุนจากนักวิชาการเนื่องจากสาระสำคัญที่ต้องมีการเรียนรู้ ตั้งแต่หลักคิด/หลักการของ(ร่าง)ข้อบัญญัติ เนื้อหารายละเอียด กลไก วิธีการดำเนินการจะต้องทำไปพร้อมกับการเรียนรู้กฎหมายที่ให้อำนาจ บทบาทหน้าที่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
                      7.การประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติ และการสนับสนุนร่างข้อบัญญัติของชุมชนประเด็นการจัดประชาพิจารณ์ร่างข้อบัญญัติฯ เป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบรายละเอียดและได้แสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของร่างฯ เพื่อให้คณะทำงานได้ปรับปรุงตามความเห็นที่เป็นประโยชน์ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของสภา
                      8.การนำเข้าสู่กระบวนการของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
                      9.ขั้นตอนการขออนุมัติต่อนายอำเภอ เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้รับมอบร่างข้อบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบ พร้อมบันทึกการประชุมสภา จากประธานสภาแล้ว ก็จะดำเนินจัดทำหนังสือขออนุมัติ ตามระเบียบองค์การบริหารส่วนตำบล
                      จากบทเรียนการขับเคลื่อนการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในหลายพื้นที่ได้ส่งผลในทางรูปธรรมที่มีความชัดเจนถึงพลังในการปกป้องฐานทรัพยากรที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและยั่งยืน
                      โจทย์ที่สำคัญที่ท้าทายคือกระบวนการที่สำคัญดังกล่าวจะสามารถสร้างพื้นที่ในทางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิชุมชน การกระจายอำนาจ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคม การเมือง อย่างเป็นจริงต่อไป
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์  : พลวัตสิทธิชุมชน สู่ ‘ข้อบัญญัติท้องถิ่น’ จัดการปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่า : โดย…โอฬาร อ่องระ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ)

ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2558
ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      ชุมชนริมคลองย่านบางบัวถือว่าเป็นชุมชนแห่งแรกๆ ในกรุงเทพฯ ที่ชาวบ้านร่วมกันแก้ไขปัญหาการปลูกบ้านรุกล้ำลำคลองมาตั้งแต่ปี 2547 โดยการสร้างบ้านมั่นคง เช่น ชุมชนบางบัว ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ฯลฯ จนชุมชนเหล่านี้กลายเป็นชุมชนต้นแบบในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยริมคลอง เมื่อรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายสร้างเขื่อนกั้นริมคลองและสร้างประตูระบายน้ำในลำคลองหลายแห่งในกรุงเทพฯ ชุมชนที่มีการปรับรื้อย้ายบ้านเรือนมาก่อนจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
                      เช่นเดียวกับชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2) เขตหลักสี่ ที่ชาวชุมชนได้เตรียมโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2547 แต่มีปัญหาและอุปสรรคบางอย่างทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ทว่าครั้งนี้พวกเขาพร้อมและเชื่อมั่นว่าจะสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมาให้ได้
                      “ปีนี้รัฐบาลเอาจริง คณะกรรมการชุมชนจึงคุยกัน และคิดว่าถ้าเราไม่ทำโครงการบ้านมั่นคง ชาวบ้านคงจะอยู่ที่เดิมไม่ได้ อาจต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ไกลจากที่ทำมาหากินเดิม ไกลจากที่ทำงาน เด็กๆ ต้องหาที่เรียนใหม่ ทำให้ลำบากกว่าเดิม ดังนั้นจะต้องทำโครงการบ้านมั่นคงให้ได้” ดวงพร บุญมี แกนนำชุมชนพูดถึงการรื้อฟื้นโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา
                      ในเดือนมกราคม 2558 เจ้าหน้าที่จากโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาแนะนำเรื่องบ้านมั่นคง เพื่อให้ชาวชุมชนได้เตรียมพร้อม เพราะทางรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่จะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากพอช.ยังแนะนำให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน
                      “หลังจากนั้นคณะกรรมการชุมชนก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ข่าวเรื่องบ้านมั่นคงและการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ในเดือนกุมภาพันธ์ถัดมาจึงจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาได้ ใช้ชื่อว่า ‘กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา’ ให้ชาวบ้านออมเงินขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท ใครมีมากก็ออมมาก” ดวงพร แกนนำชุมชนกล่าว และบอกว่า กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน แบ่งการดูแลชาวบ้านออกเป็น 4 โซนตามความยาวของชุมชน
                      หลังจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์แล้ว เจ้าหน้าที่จากบ้านมั่นคงและสถาปนิก พอช.ก็ได้ลงมาทำงานกับชาวบ้านและคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง มีการสำรวจข้อมูลชุมชนใหม่ เช่น จำนวนครัวเรือน รายได้ รายจ่าย เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ หลังจากนั้นจึงมีการทำผังชุมชน ออกแบบบ้าน ร่วมกันตั้งเกณฑ์ในการพิจารณาสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และชี้สิทธิ์ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตบางเขน และกรมธนารักษ์ได้เข้ามาพบปะกับชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องการพัฒนาบ้านเรือน ชุมชน และการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ซึ่งกำหนดอัตราตารางวาละ 1.50 บาทต่อเดือน เนื้อที่ทั้งชุมชนประมาณ 6 ไร่ 300 ตารางวา
                      นอกจากนี้ยังมีแกนนำในชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัวที่ทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อนเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ช่วยเป็นพี่เลี้ยง มีการแบ่งคณะทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ทีมช่างบริหาร ทีมข้อมูล ทีมสังคม มีการจัดประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์โดยเสียงตามสาย การประชุมกลุ่มย่อย และพูดคุยเป็นรายบ้าน
                      “ตอนนี้เรามีชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 183 ราย จากบ้านทั้งหมดในชุมชน 206 หลัง เหลือบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมอีกประมาณ 20 หลัง ถือว่าไม่มากนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงเข้าร่วมโครงการ” กันชาติ บุญเลิศ ประชาสัมพันธ์ชุมชนกล่าว
                      ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สมาชิกบ้านมั่นคงที่เข้าร่วมโครงการเฟสแรกจำนวน 28 หลังได้รื้อถอนบ้านเรือนออกแล้ว และทางคณะกรรมการชุมชนได้ทำการปักแนวเขตพื้นที่ริมคลองเพื่อเว้นไว้ให้ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อน ระยะความกว้างของคลองประมาณ 33 เมตร และหลังจากชาวบ้านเฟสแรกรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว ในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มตอกเสาเข็มและถมดินเพื่อเริ่มการก่อสร้างบ้านได้ ซึ่งแบบบ้านที่สถาปนิกชุมชนและชาวบ้านช่วยกันออกแบบนั้น มีทั้งหมด 5 แบบ แต่ที่ชาวบ้านเลือกส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 5X7.50 ตารางเมตร ราคา 286,174 บาท อัตราผ่อนส่งเดือนละ 2,219 บาท ระยะเวลา 15 ปี นอกจากนี้ก็มีบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านแฝด 2 ชั้น ขนาดเท่ากัน คือ 4X7 ตารางเมตร
                      “ตอนนี้คนที่จะสร้างบ้านเฟสแรกจะต้องออมให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้ เช่น ถ้าเลือกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จะต้องออมเงินให้ได้ 10,500 บาท ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ออมเงินได้เกือบครบแล้ว ยังขาดอีกไม่มาก บางคนก็เอาเงินออมมาโปะอาทิตย์หนึ่งก็หลายพันบาท เชื่อว่าเดือนกันยายนนี้จะเริ่มสร้างบ้านได้ ใช้เวลา 3 เดือน ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บ้านเฟสแรก 28 หลังคงจะแล้วเสร็จ” ดวงพรกล่าว
                      สำหรับสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช.นั้น ดวงพรกล่าวว่า ชุมชนเสนอสินเชื่อทั้งหมด 206 หลัง (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย) งบประมาณรวม 42 ล้านบาทเศษ งบสาธารณูปโภค รวม 6.1 ล้านบาทเศษ และงบอุดหนุนการสร้างบ้าน รวม 5.1 ล้านบาทเศษ
                      ในส่วนของการสร้างบ้านนั้น จะใช้ช่างชุมชนจากเครือข่ายของ พอช. รวมทั้งช่างชาวบ้านในชุมชนด้วย โดยระหว่างการก่อสร้างจะมีทีมตรวจสอบ ทีมจัดซื้อวัสดุ และเจ้าของบ้านร่วมกันตรวจสอบ แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟสหรือ 4 โซน ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน การก่อสร้างบ้านทั้งหมดจำนวน 183 หลัง จะแล้วเสร็จภายในปี 2561
                      ดวงพรพูดปิดท้ายว่า “ถ้าการสร้างบ้านเฟสแรกแล้วเสร็จ จะทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน คนที่เหลือที่ยังไม่เข้าร่วม เราก็อยากให้เข้ามาร่วมทั้งหมด เพราะเป็นคนในชุมชนเดียวกัน อยู่ด้วยกันมานาน และเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น สามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้ ไม่ต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนไกลๆ”
                      บ้านมั่นคงของชาวชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาเดินหน้าต่อไปแล้ว จากโครงการที่เคยล้มลงไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้พวกเขาช่วยกันรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ และก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจ
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง หนุนแก้ปัญหาริมคลองของรัฐบาล : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))