ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212698.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212698.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212695.html
2ก.ย.2558 รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปการจัดกิจกรรมรับน้องของ มร.สส.ที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมปรากฏในโซเชียลมีเดียจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ได้เรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับคลิปการรับน้อง ที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ภาพที่ปรากฏในคลิป เกิดขึ้นหลังกิจกรรมไหว้ครู ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเดินทางกลับไปแล้ว รุ่นพี่จึงจัดกิจกรรมรับน้อง เป็นเกมละลายพฤติกรรม ซึ่งโดยปกติจะต้องเล่นในลักษณะให้นำมือมาวางทับซ้อนกัน แต่ปรากฎว่าเด็กเล่นสนุกเกินเลยจนปรากฎภาพที่ไม่เหมาะสมออกไปอย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัย ได้สั่งห้ามการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ แล้ว แม้ว่าจะไม่มีเด็ก บาดเจ็บ แต่เป็นกาแสดงออกเกินขอบเขต
“ได้สอบถามคณบดี รวมถึงนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมซึ่งนักศึกษาชี้แจงว่าเป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรมและไม่มีเจตนาในทางไม่ดี ส่วนที่ปรากฎว่าเด็กใช้ตัวทับกันนั้น นักศึกษายืนยันว่าไม่ใช่นักศึกษาชายกับหญิงแต่เป็นนักศึกษาชายกับนักศึกษาสาวประเภทสอง ส่วนคลิปดังกล่าวมีนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมเป็นผู้ถ่ายไว้ ทั้งนี้ ผมได้ตักเตือนไปด้วยว่าพฤติกรรมหรือการเล่นเกมในลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ไม่เหมาะสมและเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยและสังคมยอมรับไม่ได้ โดยนักศึกษาทุกคนรู้สึกเสียใจที่ทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อ”อธิการ มร.สส.กล่าว
รศ.ดร.ฤาเดช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้มอบหมายผู้ช่วยอธิการบดี ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยนักศึกษารุ่นพี่ และนักศึกษาปี1และอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตำหนิและลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ อย่างน้อย20เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องถูกลงโทษด้วยที่ปล่อยปละละเลยทั้งนี้ ได้เน้นย้ำเสมอว่าสำหรับกิจกรรมรับน้อง จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่จัดกิจกรรมล่อแหลม ทำตามระเบียบมหาวิทยาลัย ห้ามรุ่นพี่แตะเนื้อต้องตัวรุ่นน้อง ห้ามออกนอกสถานที่
ขณะที่รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบคลิปดังกล่าวว่าเป็นนักศึกษาของ มร.สส.จริงหรือไม่ หากจริงช่วงเวลาดังกล่าวมีอาจารย์คอยดูแลหรือไม่ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใน หรือภายนอกสถาบัน โดยให้รายงานผลกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ สกอ.เน้นย้ำกับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอดว่าการจัดกิจกรรมรับน้องต้องเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เคารพสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ไม่มีความรุนแรง และปลอดแอลกอฮอล์ ซึ่งกิจกรรมในคลิปนี้แม้จะไม่มีความรุนแรง แต่ถือเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม
รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอให้มหาวิทยาลัย ดูแลกิจกรรมรับน้อง ที่เป็นข้อกังวล ครูบาอาจารย์ ต้องให้คำแนะนำและสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่ให้มีการล่วงละเมิดทั้งร่างกาย และจิตใจเรื่องที่เกิดขึ้น สังคมยอมรับได้ยาก และเหตุนี้เกิดในกลุ่มปัญญาชน
ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ทราบว่าทาง มร.สส.ได้ตั้งกรรมการสอบวินัยเรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ พฤติกรรมที่ปรากฎในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม แต่ความเหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับความคิดแต่ละบุคคล ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนใดที่อยากให้ลูกของตนมาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้องลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยทุกแห่งก็ต้องร่วมกันส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพราะในสถาบันการศึกษาต่างประเทศไม่มีแห่งใดมีการรับน้องแบบนี้ คาดว่าเหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นเป็นไปตามความคึกคะนองของวัย อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่ระบุว่าอาจารย์ไม่ดูแลอย่างทั่วถึงนั้นต้องให้ความเป็นธรรมแก่อาจารย์ด้วย ต้องไปดูด้วยว่าในการจัดกิจกรรมตามช่วงเวลาที่กำหนดนั้นอาจารย์ได้ติดตามดูแลหรือไม่หากอาจารย์ยังคงทำหน้าที่บนความรับผิดชอบก็ไม่ถือว่ามีความผิด และเชื่อว่าถ้าอาจารย์พบเห็นว่านอกเวลาเรียนหรือเวลากิจกรรมเด็กมีพฤตติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะต้องตักเตือนแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” ได้เผยแพร่แถลงการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ระบุว่า “จากเหตุการณ์ที่มีการแชร์คลิปภาพกิจกรรมนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ในนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและในขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ทำการสอบสวนและหาข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าว พร้อมเพิ่มมาตรการในการดูแลการทำกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว” ลงชื่อ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา2กันยายน2558
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212689.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212618.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212589.html
การผลักดันให้ “ขอนแก่น” เป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับเตรียมพร้อมด้านการศึกษา หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียนด้วยการเตรียมครู เตรียมเด็ก เพื่อตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้
บอกเล่าได้จาก “ครูนก” ศิริปิยะวรรณ ศิริโนนรัง ครูประจำกลุ่มสาระสังคมศึกษา โรงเรียนสนามบิน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า เด็กนักเรียนจะต้องมีความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญต้องมีความเป็นผู้นำอยู่ในสายเลือด
“โรงเรียนได้นำวิชาอาเซียนเข้ามาบูรณาการทุกกลุ่มสาระ เด็กๆ จะมีความรู้เรื่องอาเซียนทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังมีสัปดาห์อาเซียน จัดกิจกรรมหน้าเสาธง โดยให้ครู และเด็กๆ ช่วยกันทำ ฝึกความเป็นผู้นำ และการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราทำกันมาทุกปี ยิ่งใกล้เข้าสู่อาเซียนด้วยแล้วยิ่งต้องตื่นตัว เพราะเด็กจะต้องพร้อมทั้งวิชาการ ภาษา รวมไปถึงคุณธรรมจริยธรรม” ครูนกบอก เมื่อเจาะลงไปในเรื่องของภาษา โรงเรียนจะส่งเด็กไปตอบปัญหาอาเซียนทุกปี ซึ่งเคยได้รับรางวัลระดับประเทศมาแล้ว เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยในอนาคตอาจกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยสื่อช่วยสอนมากขึ้น เช่น โปรแกรมอิงลิช ดิสคัฟเวอรี่ และอื่นๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับ “การอ่าน” โดยมองว่า เป็นกลไกสำคัญนำไปสู่ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน
“กระเต็น” ด.ญ.ธนิษฐา ทองแพทย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น ผู้ชนะเลิศประเภท “เล่านิทาน สร้างจินตนาการ” จากโครงการ Big C Big Kids : นักคิด นักอ่าน ปี 2558 เล่าว่า การอ่านช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ เพราะเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญในการแสวงหาความรู้
“ปกติจะชอบอ่านนิทานอยู่แล้ว ส่วนตัวรู้สึกสนุกกับการได้สร้างจินตนาการ การได้มาประกวดเล่านิทานทำให้มีความมั่นใจและกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้พัฒนาความคิด และฝึกพูดอย่างถูกอักขระ ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องการเข้าสู่อาเซียน ตอนนี้พยายามฝึกภาษาของแต่ละประเทศในอาเซียน สามารถพูดคำว่าขอบคุณและสวัสดีได้ ตอนนี้กำลังสนใจเรื่องวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเห็นว่าแตกต่างและน่าสนใจดีค่ะ” กระเต็นเผย
เช่นเดียวกับโรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม อีกหนึ่งโรงเรียนใน จ.ขอนแก่น ที่เน้นความสำคัญในการเปิดหน้าต่างและเชื่อมโยงให้เด็กพบเจอกับข้อมูลใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแง่มุมทั้งจากประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ในอีกซีกโลกที่ไม่เคยไปถึง
“ตอง” ด.ญ.จิราวรรณ ก้านแก้ว และ “เหมี่ยว” ด.ญ.ศิริวิภา ศิลาอำ สองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม จ.ขอนแก่น ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า ทางโรงเรียนมีความตื่นตัวในเรื่องอาเซียนอย่างมาก พยายามส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรู้ กล้าคิด และกล้าแสดงออก เห็นได้จากการเปิดโอกาสให้ไปประกวด “ตอบคำถามอาเซียน” ซึ่งเป็นเวทีที่ท้าทาย เพราะมีข้อมูลให้ศึกษาและต้องจำมากมาย
“กว่าจะได้รางวัลชนะเลิศมาได้เราต้องอ่านหนังสือกันหนักมากค่ะ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยติวให้ทุกวัน ทำให้พวกเรารู้จักการทำงานเป็นทีม ที่สำคัญรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน และทำให้โรงเรียนได้ทุนสนับสนุนการอ่าน เพื่อรุ่นน้องจะได้มีหนังสือที่สนุกและมีประโยชน์อ่านมากขึ้น” ตอง เผยความรู้สึก
สำหรับการเปิดเสรีอาเซียนในปลายนี้ ตองและเหมี่ยวอยากให้เพื่อนๆ เตรียมฝึกเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาเพื่อนบ้าน เพื่อจะได้สื่อสารกับผู้คนที่จะเข้ามาในประเทศไทยได้ หากใครพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ เพราะภาษาคือหน้าต่างของโอกาส
สนใจเยี่ยมชมโรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น สอบถามได้ที่ โทร.0-4332-6506 ดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โรงเรียน http://snb.ac.th
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212592.html
หลังจากที่เกิดภัยพิบัติสึนามิเมื่อปี 2547 โรงบ้านบ้านเกาะสาหร่าย ชัยพัฒนา ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ได้จัดทำหลักสูตรการสร้างเรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนในชุมชนชาวเกาะสาหร่าย เรือที่ใช้ในอดีตส่วนใหญ่แล้วเป็นเรือที่ทำจากไม้ ก็จะยากในการดูแลรักษาส่งผลให้เรือนั้นผุพังง่าย แตกต่างกับเรือของชาวเกาะรังกาวีประเทศมาเลเซียที่มีเขตชายแดนติดกับเกาะสาหร่ายที่เป็นเรือที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาส มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อย
โรงบ้านบ้านเกาะสาหร่าย ชัยพัฒนาเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้รับการพัฒนาทุกด้าน พัฒนาให้พสกนิกรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ดีขึ้น ตั้งอยู่กลางทะเลอันดามันพื้นที่เป็นตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ประชากรส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพการประมงรับจ้างในประเทศมาเลเซียเป็นพื้นที่ที่ใช้เรือเป็นยานพาหนะในการเดินทางและประกอบอาชีพ การจัดการเรียนการสอนโรงเรียนก็จะทำหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ชาวเกาะสาหร่ายที่ไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่จะไปประกอบอาชีพที่เกาะรังกาวีและรับจ้างทำงานในอู่ต่อเรือไฟเบอร์กลาสของเกาะรังกาวี ประชากรส่วนใหญ่ของเกาะสาหร่ายก็ใช้เรือไฟเบอร์กลาสจากเกาะรังกาวีมาใช้ทำการประมง ทำให้ประชากรของเกาะสาหร่ายนั้นมีความรู้และประสบการณ์ในงานไฟเบอร์กลาสสามารถที่จะเป็นวิทยากรและมาซ่อมเรือไฟเบอร์กลาสได้ บางรายก็มีการต่อเรือลำใหม่ด้วย
ครูบรรลือ หนูนุ่ม คุณครูโรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนา ผู้สอนหลักสูตรนี้แก่นักเรียน กล่าวว่า ในเรื่องของหลักสูตรการทำเรือหรือต่อเรือไฟเบอร์กลาสของโรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนาสืบเนื่องมาจากในพื้นที่ของเรามีสภาพเป็นเกาะ คนในเกาะส่วนใหญ่เลยประกอบมาชีพเป็นชาวประมงเป็นหลัก ยานพาหนะส่วนใหญ่ที่คนในเกาะจะใช้เดินทางคือเรือ ทางเราเลยมีแนวคิดว่า โรงเรียนน่าจะลดค่าใช้จ่ายลงมาก็คือเรือไฟเบอร์กลาสโรงเรียนก็ได้สร้างแม่แบบขึ้นมาและฝึกเด็ก และในปัจจุบันที่ทำอยู่คือเรือที่ชาวประมงสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้จริงๆ
“เราจะสร้างจากแม่แบบและจะให้เขานำไปประกอบอาชีพได้จริงๆ สำหรับเรือที่ใช้สำหรับเด็กนักเรียนตอนนี้เราเริ่มฝึกให้เขาใช้ไฟเบอร์กลาสหรือใยแก้ว ในเรื่องของปริมาณนั้นเราไม่ได้เน้น แต่เราจะฝึกเด็กให้มีประสบการณ์ในเรื่องของการใช้ไฟเบอร์กลาสก็จะเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในเรื่องของการบำรุงรักษาเรื่อที่อยู่ที่บ้านก็จะได้ลดค่าใช้จ่าย แต่ในอนาคตเมื่อเราต่อเรือลำใหญ่ได้สำเร็จก็จะเป็นเรือที่เราจะรับส่งครูหรือเวลานำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมทางวิชาการในตัวจังหวัดเราก็จะได้ใช้เรือที่เราทำเองในการเดินทางครับ” ครูบรรลือ กล่าว นนทวัช พุ่มแตง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า สนุกกับการเรียนต่อเรือเพราะได้ปฏิบัติและลงมือทำได้เรียนรู้อะไรที่ไม่มีในห้องเรียน และเป็นการสร้างรายได้อีกทางให้แก่ตนและครอบครัวด้วย รู้สึกดีเมื่อได้เห็นเรือที่ตนกับเพื่อนทำเมื่อเสร็จแล้วและลงไปอยู่ในน้ำได้ และคิดว่าการใช้เรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาสประหยัดและดีกว่าเรือที่ทำจากไม้แบบเก่าการดูแลรักษาง่ายและผุพังยากครับ
ทั้งนี้ เรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาสถือว่าเป็นกิจกรรมอีกกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนเท่านั้นที่มีส่วนร่วม แต่รวมถึงประชาชนบนเกาะสาหร่ายด้วยที่มีส่วนผลักดันให้หลักสูตรการเรียนทำเรือไฟเบอร์กลาสเป็นผลที่น่าพอใจและสามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความรู้ความสามารถในอนาคตได้ด้วย สนใจสอบถามได้ที่โทร.08-1738-0155
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150831/212520.html
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2533 ไทยนำหลักประกันสังคมมาใช้กับคนทำงานในสถานประกอบการหรือแรงงานในระบบเป็นครั้งแรก ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 1 พ.ศ.2533) จนทุกวันนี้ผ่านมา 25 ปีแล้ว การบริหารจัดการระบบประกันสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ “สำนักงานประกันสังคม“ ยังเป็นไปในรูปแบบเดิมๆ ไม่ปรับแก้ไขให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
ทั้งที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเงินมหาศาลถึง 1.37 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนทั้งหมด 41.1 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มคนทำงานในระบบ ได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง พนักงาน ในโรงงาน สถานประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ จำนวน 11 ล้านคน อยู่ในสถานประกอบการ 4.2 แสนแห่ง
กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือคนทำงานอาชีพอิสระ เช่น ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าทำงานอยู่บ้าน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป ฯลฯ มีมากถึง 25.1 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนทำงานจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ประกันตนอีกกว่า 4 ล้านคน
แม้ว่าภาพรวมกองทุนประกันสังคมจะประสบความสำเร็จในด้านการระดมเงินที่ผู้ประกันตน จ่ายรายเดือน กรณีของแรงงานนอกระบบหรือหักจากเงินเดือน ณ ที่จ่าย ในส่วนของแรงงานในระบบก็ตาม แต่ไม่สามารถจับต้องนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติดูแลผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายที่ล่าช้าจ่ายยาไม่ตรงกับโรค การรักษาที่ไม่ครอบคลุมโรคร้ายแรง อาทิ เบาหวาน ความดันโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น การบริหารจัดการระบบประกันสังคมที่ผ่านมา มีความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมผู้ประกันตน ส่งผลให้เกิดการรวมตัว 14 องค์กรเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน หรือ “คปค.” ประกอบด้วย องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อนหญิง
สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานอาชีพ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย และสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูปประกันสังคม “ผ่าตัดใหญ่บริหารจัดการโครงสร้างใหม่” โปร่งใส เป็นอิสระ ชัดเจนเป็นธรรม ตรวจสอบได้และให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ทั้งนี้ผลศึกษาวิจัยจากสถาบันวิชาการทั้งในประเทศและนอกประเทศระบุปัญหาคล้ายคลึงกันว่า ระบบหลักประกันสังคมไทยยังล้าหลังทั้งวิธีคิดและนโยบายไม่ครอบคลุมและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันแบบถ้วนหน้า ถึงเวลาแล้วที่สำนักงานประกันสังคมต้องคืนความสุขให้ประชาชนปรับระบบนโยบายให้ก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิที่ประชาชนผู้ประกันตนควรได้รับ
ขณะนี้ 14 องค์กรเครือข่ายสังคมคนทำงาน เรียกร้องรัฐผลักดันการปฏิรูปประกันสังคมอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ 1.ครอบคลุมคนทำงาน 2.อิสระและบูรณาการ 3.โปร่งใสและมีส่วนร่วม 4.ยืดหยุ่นและเป็นธรรม “มนัส โกศล“ ประธาน คปค.ยืนยันว่า หลักสำคัญปฏิรูปประกันสังคม ต้องเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขคืนความสุขถ้วนหน้าต้องเป็นอิสระในการบริหารจัดการปราศจากการแทรกแซงจากรัฐและการเมืองมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ไม่ยึดติดโครงสร้างบังคับบัญชาแบบแนวดิ่งตามลำดับชั้นและกฎระเบียบราชการมากเกินไป
“25 ปีที่ผ่านมาผู้ประกันตนเสียโอกาสไปมากแล้ว โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงสิทธิในหลายเรื่อง เช่น เงินออมชราภาพ ควรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ให้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจ สิทธิในการตรวจสอบเงินของผู้ประกันตนในกองทุนว่านำไปใช้จ่ายในทางที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นของลูกจ้างและนายจ้าง แต่กลับไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบ” มนัส กล่าว “ภาคภูมิ สุกใส“ ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ทุกวันนี้จะเริ่มใช้กฎหมายหลักประกันตน ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 แต่ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ประกันตนหลายเรื่อง เช่น ถูกปฏิเสธการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ทั้งที่เงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินของเราเอง ไปโรงพยาบาลทีไรก็ได้แต่ยาแก้ปวดกลับมาทุกครั้ง
“แสดงให้เห็นว่าประกันสังคมไม่มีความจริงใจ ยกตัวอย่างกรณีคนงานในโรงงานผม เป็นมะเร็งระยะ 3 โรงพยาบาลประกันสังคมไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้นอนรอความตาย จนสุดท้ายญาติทนไม่ไหว พาไปโรงพยาบาลที่เสียเงินเอง กลับได้รับการดูแลที่ดีกว่าจนอาการดีขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจนว่า การรักษาของประกันสังคมกับ 30 บาทรักษาทุกโรคไม่แตกต่างกันเลย” ภาคภูมิ เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างกับ “เกวลิน ศรีสถาน” วัย 45 ปี หนึ่งในแรงงานในระบบที่จ่ายเงินประกันสังคม ระบายความในใจให้ฟังว่า เวลาป่วยไปโรงพยาบาลนั่งรอนานกว่าครึ่งวันยังไม่เรียกชื่อ บริการไม่ดี พอเรียกเข้าไปพบหมอตรวจไม่ถึง 1 นาที จ่ายยาพาราฯ จ่ายยาไม่ตรงกับโรค เช่น ปวดท้อง จ่ายยาแก้ปวดหัว ทั้งที่ถูกหักเงินทุกเดือน เดือนละ 488 บาท อยากให้มีการปฏิรูปจริงจัง อยากเพิ่มสิทธิประโยชน์รักษาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ไตและโรคเกี่ยวกับสุขภาพปาก การทำฟันด้วย ขอเพิ่มจากปีละ 600 เป็น 1,000-1,200 บาท จะได้ไหม”
สอดคล้องกับ ประนอม สุนทรสุข พนักงานบริษัทวัย 40 ปี ผู้เห็นด้วยกับการปฏิรูปสังคม อยากให้เพิ่มสิทธิเงินค่าคลอดบุตร การรักษาพยาบาลกรณีนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อยากให้เพิ่มสิทธิอยู่ห้องพิเศษที่สะดวกสบายกว่า หรือให้ผู้ประกันตนจ่ายส่วนต่างค่าห้องในราคาน้อยที่สุด นอกจากนี้อยากเรียกร้องเรื่องเงินสงเคราะห์บุตร เพราะทุกวันนี้ได้ 400 บาท อยากให้ปรับเพิ่มเช่นเดียวกับคนพิการที่ได้ 800 บาท เนื่องจากค่าครองชีพและข้าวปลาอาหารแพงขึ้น ปัจจุบันผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานในระบบ หรือลูกจ้างในสถานประกอบการ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ต้องอยู่ในระบบประกันสังคม ภาคบังคับตามมาตรา 33 ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี คือ เจ็บป่วยประสบอันตราย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพและว่างงาน
เงินเดือนถูกหักเงิน ณ ที่จ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดไม่เกิน 750 บาท ส่วนที่เหลือนายจ้างออก 5 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลออก 2.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบไม่มีนายจ้าง ต้องจ่ายเงินผู้ประกันตนเองภาคสมัครใจ มาตรา 40 เดือนละ 100 ได้สิทธิเพียง 3 กรณี คือ ทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วยทุพพลภาพ และค่าทำศพเท่านั้น
“ทีมข่าวคม ชัด ลึก” ลงพื้นที่สอบถามความเห็นแรงงานนอกระบบ พบว่าส่วนใหญ่อยากได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ให้เท่าเทียมคนอื่นๆ แม้ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มก็ยินยอม “แม่ค้าขายขนม” วัย 57 ปีบอกว่า ทุกวันนี้จ่ายเงินประกันสังคมเดือนละ 100 บาท หากรัฐต้องการให้จ่ายเพิ่มเป็น 200 หรือ 300 บาท ยังพอมีกำลังจ่าย เพื่อจะได้สิทธิประกันตนเองมากขึ้น อาจจะได้ไม่เท่าทั้ง 7 กรณีก็ไม่เป็นไร อยากได้มากที่สุดคือ เงินชดเชยการขาดรายได้ กรณีเจ็บป่วยออกไปขายของไม่ได้ต้องนอนอยู่บ้านไม่มีรายได้ ต้องนอนโรงพยาบาลถึงจะจ่ายชดเชย อยากฝากให้ช่วยในส่วนนี้ด้วย
“เด้ง” หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างย่านสุขสวัสดิ์ บอกว่า เป็นผู้ประกันตน ส่งเดือนละ 100 บาท อยากได้สิทธิเพิ่ม เรื่องเงินค่าทำศพ ขอให้รัฐบาลปรับจาก 2 หมื่น เป็น 4หมื่น เพราะอาชีพที่ทำมันเสี่ยงอันตรายบนถนน มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา หากวันไหนตายไปลูกเมียจะได้มีเงินทำศพ เพราะ 2 หมื่นบาทสมัยนี้ ไม่พอจัดงานสวดคืนเดียวก็หมดแล้ว “โกวิท สัจจวิเศษ“ รองเลขาฯ ประกันสังคม ในฐานะตัวแทนภาครัฐแสดงความเห็นด้วยกับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ให้โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ตามข้อเรียกร้อง ซึ่งบางเรื่องทำได้เลย แต่บางเรื่องต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบในรูปแบบของคณะกรรมการ ส่วนการผลักดันให้เป็นองค์กรอิสระนั้น สามารถทำได้เพียงบางหน่วย เช่น หน่วยลงทุนประกันสังคม เท่านั้น
“คปค.” ขับเคลื่อนการปฏิรูปประกันสังคมต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 แม้ว่าหน่วยงานรัฐและสำนักงานประกันสังคมยังไม่มีท่าทีชัดเจนต่อข้อเสนอและการเรียกร้อง 4 ประการข้างต้น 3 กันยายน 2558 ถือเป็นวันครบรอบประกันสังคม 25 ปี มีการคาดหวังว่า จากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงสู่ประกันสังคมยุคใหม่ ที่โปร่งใสเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150831/212524.html
วันที่ 8 กันยายนของทุกปี องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็น “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” (International Literacy Day : ILD) และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงวันดังกล่าว โดยประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกก็ได้จัดกิจกรรมเนื่องโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ นับแต่ปี พ.ศ.2510 จนถึงปัจจุบัน
“สังคมใดเป็นสังคมแห่งการรู้หนังสือแล้ว จะทำให้เกิดการพัฒนาในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สุขภาพอนามัย ฯลฯ จุดนี้ถือเป็นหลักการสำคัญที่ยูเนสโกและกลุ่มประเทศสมาชิกเชื่อมั่น ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทและหน้าที่ส่งเสริมการรู้หนังสือให้แก่คนไทยทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเชื่อว่าการส่งเสริมให้คนรู้หนังสือสามารถฟัง อ่าน เขียนได้ ก็จะทำให้เกิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนามนุษย์และสังคมได้ยั่งยืน” นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน.บอกอย่างเชื่อมั่น
ส่วนบทบาทของสำนักงาน กศน.ในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” นายการุณ เล่าว่า สำนักงาน กศน.เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวมาต่อเนื่อง ซึ่งแนวคิดการจัดงานแต่ละปีจะสอดรับกับสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ที่มุ่งหวังให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกเกิดความตระหนักในประเด็นปัญหาเร่งด่วน ที่ประชากรยากจนและด้อยโอกาสส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเผชิญ และต้องการได้รับความช่วยเหลือ หรือข้อเสนอแนะทางแก้ปัญหา โดยในปี 2558 นี้ สารของ น.ส.อิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ให้ความสำคัญเรื่องการรู้หนังสือเป็นหัวใจหลักที่จะทำสตรีและบุรุษได้รับการพัฒนาที่เข้มแข็งนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกเรื่อง
เพราะฉะนั้นในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2558 8 กันยายน 2558 นี้ กศน.จึงกำหนดจัดงานภายใต้แนวคิด “การรู้หนังสือกับการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” (Literacyand Sustainble Societies) โดยส่วนกลางจัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จ.ปทุมธานี และจะจัดในทุกภูมิภาคด้วย มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคม บุคลากรของสำนักงาน กศน. ภาคีเครือข่าย และประชาชน ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการรู้หนังสือ เกิดความเข้าใจว่า การรู้หนังสือนั้นเป็นรากฐานของการนำไปใช้แสวงหาความรู้อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
“ครั้งนี้จะต่างจากทุกปี เพราะ กศน.ไม่ได้จัดงานแค่เพียงส่วนกลางเท่านั้น แต่จะให้สำนักงาน กศน.จังหวัดเป็นแกนนำจัดกิจกรรมในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับสถานศึกษาในสังกัด เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในภูมิภาค เห็นความสำคัญการรู้หนังสือและช่วยรณรงค์ให้เกิดกระแสการรู้หนังสือของคนไทยทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัยไปจนผู้สูงอายุ ขณะที่กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ประจำทุกปีคือ การอ่านสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก สารนายกรัฐมนตรี โดยปีนี้จะอ่านสารพร้อมกันทั่วประเทศ และมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ด้วย” เลขาธิการ กศน.สะท้อนภาพความพิเศษของกิจกรรม
ขณะที่กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ นายการุณอธิบายว่า กศน.ได้จัดนิทรรศการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค สะท้อนภาพภารกิจของ กศน.และสอดรับกับแนวคิดหลักโดยแบ่งออกเป็น 4ฐาน ได้แก่ 1.กศน.สร้างชาติ แสดงนิทรรศการด้านอาชีพ ซึ่งเป็นฐานในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ 2.กศน.กับการรู้หนังสือ เน้นการส่งเสริมการอ่านและการจัดทวิศึกษา 3.กศน.ลดความเหลื่อมล้ำ แสดงกิจกรรมด้านการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไอที การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 4.กศน.กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ 5.กศน.กับการจัดการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ การแสดง การประกวดแข่งขัน ทั้งการอ่านหนังสือ การรักการอ่าน และอาชีพ เป็นต้น
“จะมีตัวอย่างกิจกรรมที่ได้อานิสงส์มาจากการอ่านที่นำไปสู่การสร้างอาชีพมาจัดแสดงด้วย โดยเฉพาะกล่องสุดยอดอาชีพที่รวบรวมหนังสือ การประกอบอาชีพต่างๆ อาทิ ทำอาหาร ขนม ทำการเกษตร ซึ่งสำนักงาน กศน.จังหวัดหลายแห่งนำไปดำเนินการและพบว่าประชาชนที่เข้ารับบริการให้ความสนใจ หลายคนมาอ่านก็เกิดไอเดียไปต่อยอดทำอาชีพหลัก อาชีพเสริมได้” นายการุณ กล่าว
ยังมีอีกหนึ่งความตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมดังกล่าว เลขาธิการ กศน.ชี้แจงว่า ตั้งใจจะใช้โอกาสพิเศษ “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2558 ประกาศนโยบายให้ปี 2558 สำนักงาน กศน.จะมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนรู้หนังสือไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่รู้หนังสือไทย ลืมหนังสือไทย โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรมการศึกษานอกระบบและกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย เน้นจัดการศึกษาแบบขั้นพื้นฐานและการศึกษาแบบต่อเนื่อง โดยจะนำหลักสูตรการรู้หนังสือไทย พ.ศ.2557 มาใช้ประโยชน์ให้เข้มข้นขึ้น รวมไปถึงจะส่งเสริมการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กปฐมวัยทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ เล่นเกม เล่านิทาน เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นทักษะพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาตนเองและสังคมได้ต่อเนื่องและยั่งยืน
สารจาก น.ส.อิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เนื่องในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” 8 กันยายน 2558
วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เราชูธงการรู้หนังสือในฐานะที่การรู้หนังสือเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี และเป็นพื้นฐานของสังคมที่มีความเหนียวแน่น รวมถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน
สารปีนี้ นับเป็นสารที่มีความสำคัญยิ่งเป็นพิเศษ เมื่อนานาประเทศจะรับวาระใหม่ว่าด้วยแนวทางการศึกษา และการพัฒนาในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการส่งเสริมการรู้หนังสือต้องเป็นหัวใจหลักของวาระใหม่นี้ โดยทำให้สตรีและบุรุษแต่ละคนมีความเข้มแข็ง ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความรุดหน้าในทุกเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยในโภชนาการที่ดีขึ้น ตลอดจนถึงเรื่องการขจัดความยากจนและการส่งเสริมการมีงานทำที่เหมาะสม
ทั่วโลกมีความก้าวหน้าด้านการรู้หนังสือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา แต่กระนั้นการรู้หนังสือก็ยังคงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ใหญ่จำนวน 757 ล้านคน ยังขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน โดยสองในสามของจำนวนนี้เป็นสตรี นอกจากนั้นจำนวนเด็กและวัยรุ่นที่อยู่นอกระบบโรงเรียนทั่วโลกกำลังเพิ่มจำนวนสูงขึ้นถึง 124 ล้านคน และยังพบว่า เป็นเด็กวัยประถมศึกษาจำนวนถึง 250 ล้านคน ขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐานที่ดีพอ แม้จะยังอยู่ในระบบโรงเรียนก็ตาม เราไม่สามารถให้เรื่องเช่นนี้ดำเนินต่อไปได้อีก เนื่องจากการรู้หนังสือจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่กำหนดไว้ เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปวงชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ
ทั้งหมดนี้คือสารยูเนสโก เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ และเพื่อให้สตรีและบุรุษได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ เราจึงจำเป็นต้องลงทุนให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำนโยบายสู่การปฏิบัติด้านการรู้หนังสือที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายการพัฒนาที่กว้างขึ้น โดยใช้กลไกเชิงนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการผนึกกำลังในเชิงสร้างสรรค์ของนโยบายในทุกด้านที่สำคัญต่อการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และมีความเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น ด้วยสิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความพยายามทั้งมวลในการสร้างอนาคตเพื่อปวงชนให้ดีขึ้น บนพื้นฐานของสิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150830/212434.html



ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก



