สสส.จับมือ371อปท.ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150829/212473.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2558
สสส.จับมือ371อปท.ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

สสส. จับมือ 371 อปท. ใน 59 จังหวัด ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ลงนามความร่วมมือ 6 ประเด็นสุขภาวะ ตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายควบคุมบริโภคเหล้า-บุหรี่

            29ส.ค.2558 ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร มีการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ““นักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน” โดย น.ส.ดวงพร  เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ทำงานร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งหลังจากมีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ในการทำงานขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะต่างๆ

ครั้งนี้จะเป็นการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 371 แห่ง ใน 59 จังหวัด 6 ประเด็นสุขภาวะ คือ 1) ชุมชนปลอดเหล้าและลดอุบัติเหตุจราจร 2) ขับเคลื่อนเกษตรกรรมเพื่ออาหารชุมชน 3) การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ 4) การจัดการขยะและมลพิษ 5) การพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน และ 6) ชุมชนปลอดบุหรี่  ซึ่งมุ่งทำงานให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ประเด็นการควบคุมยาสูบ จะมีการตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายควบคุมบริโภคยาสูบ 15 แห่ง มีการกำหนดเป้าหมายในการลดบริโภคยาสูบอย่างชัดเจน ซึ่งจะเน้น 3 ด้าน คือ 1. การสร้างครอบครัวไร้ควัน โดยเริ่มจากครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือครอบครัวที่มีผู้ป่วยเรื้อรัง คนในบ้านจะต้องเลิกบุหรี่ให้ได้ 100% 2. การสร้างคนต้นแบบเลิกบุหรี่ ผู้นำในชุมชนจะต้องเลิกบุหรี่เป็นตัวอย่าง และ 3. การสร้างพื้นที่ปลอดควัน โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ

“สสส.รณรงค์ลด ละ เลิก บุหรี่ เหล้า ผ่านทางโฆษณากระตุ้นสังคม แต่อาจมีคนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึง สสส.จึงขยายฐานการทำงานในชุมชน โดยเน้นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง มีการสร้างกระบวนการการเรียนรู้ผ่านผู้นำชุมชน พร้อมชักชวนให้คนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ลด ละ เลิก บุหรี่ โดยใช้ความรักความห่วงใยของคนในครอบครัวมาเป็นแรงกระตุ้น จัดตั้งเป็นศูนย์ชุมชนปลอดบุหรี่ 5 แห่ง  ส่วนประเด็นแอลกอฮอล์จะมีการตั้งศูนย์ควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ 3 แห่ง เน้นการทำงานต่อยอดจากเทศกาลงานบุญต่างๆ ทั้งงานศพ งานแต่งงาน ประเพณีแข่งเรือยาว งานบุญบั้งไฟ ประเด็นการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ มีการตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร 11 แห่ง จะมีการพัฒนางานจากระดับตำบลยกระดับเป็นต้นแบบระดับจังหวัด โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในชุมชนท้องทิ่น ทั้ง อบจ. อบต.และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งจะเลือก จ.เพชรบูรณ์ ขึ้นมาเป็นตัวอย่างรูปธรรมก่อนเป็นแห่งแรก ขณะที่ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนสู่อาหารเพื่อสุขภาวะ จะมีการตั้งศูนย์เกษตรกรรมยั่งยืนสู่อาหารเพื่อสุขภาวะ 7 แห่ง จะมีการฟื้นฟูระบบอาหารภายในชุมชน เน้นอาหารจากภาคการเกษตรกรรม จัดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่ออาหารปลอดภัยเชื่อมโยงกับประเด็นการจัดการขยะในชุมชนเช่น การนำเศษอาหารกลับมาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ พัฒนาศูนย์สนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน 6 แห่ง สนับสนุนให้แกนนำเด็กและเยาวชนทำหน้าที่เป็นพลเมืองเด็กและเยาวชน” น.ส.ดวงพรกล่าว

ย้อนรอย2คดีชั่วร้ายระบอบแม้ว อุ้มฆ่าทนายสมชาย-ก่อการร้ายปี’53

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/195435

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ย้อนรอย 2 คดีตัวอย่างที่สะท้อนความชั่วร้ายโดยระบอบแม้วส่งท้ายปีเก่าก็คือคดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายนักสิทธิมนุษยชนและประธานชมรมทนายเพื่อชาวมุสลิมตั้งแต่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว และคดีก่อการร้ายเผาประเทศเมื่อปี 2553

ในคดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย แม้ศาลฎีกาจะปิดฉากคดีนี้ด้วยการตัดสินว่า ตำรวจที่เป็นจำเลยพ้นผิด แต่ก็สร้างความกังขาให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งความผิดหวังของ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย ที่ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการชั้นต้นของประเทศล้มเหลวสิ้นเชิงจากการที่ตำรวจทำสำนวนการสอบสวนอ่อนจนจำเลยซึ่งเป็นตำรวจด้วยกันทั้งหมดพ้นผิดลอยนวล

ทนายสมชาย ถูกอุ้มตัวหายสาบสูญไปตั้งแต่เมื่อปี 2547 ยุครัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้นโยบายกำปั้นเหล็กที่เด็ดขาดรุนแรงกับชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีชาวไทยมุสลิมจำนวนมากถูกทีมพระกาฬเฉพาะกิจสีกากีจากส่วนกลางอุ้มหายหรือถูกทารุณกรรม ซึ่งก่อนหน้าที่ ทนายสมชาย จะถูกอุ้มได้ช่วยเหลือว่าความให้กับครอบครัวชาวไทยมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อ ท่ามกลางข่าวลือสะพัดขณะนั้นว่า การอุ้ม ทนายสมชาย เป็นคำสั่งเก็บจากทำเนียบรัฐบาล

ผลจากการอุ้ม ทนายสมชายรวมทั้งชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก ตลอดจนโศกนาฏกรรมการสลายการชุมนุมของชาวไทยมุสลิมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย คือชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ไฟก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกโชนสร้างความเสียหายแก่ชาติอย่างร้ายแรงมาจนทุกวันนี้

ส่วนคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายชาติปี 2553 ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สรุปผลการตรวจสอบว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก พ้นความผิดในการสั่งกระชับพื้นที่สลายม็อบเสื้อแดง

เบื้องหลังความจริงเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาชาติเมื่อปี 2553 เป็นเรื่องที่รู้กันทั้งประเทศและทั่วโลกอยู่แล้วว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของระบอบแม้วที่พยายามล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์หวังช่วงชิงอำนาจรัฐ โดยพยายามสุมไฟสงครามกลางเมืองด้วยการก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาตั้งเมื่อปี 2552 แต่ล้มเหลวจนปีถัดมาก็เริ่มสร้างสถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยการก่อการร้ายให้เกิดการนองเลือดเต็มรูปแบบเริ่มจากการลอบก่อวินาศกรรมด้วยระเบิดและอาวุธสงครามนานาชนิดในพื้นที่ชุมชนทั่วกทม. ค่ายทหารแทบจะรายวันจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และสร้างสถานการณ์สงครามขั้นแตกหักจากการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงที่ย่านราชประสงค์ขณะที่มีกองกำลังก่อการร้ายชุดดำที่มีอาวุธร้ายแรงนานาชนิดปะปนอยู่ในม็อบเสื้อแดง โดยจุดชนวนสงครามกลางเมืองโดยเฉพาะที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ทำให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และทหารตายทันที 5 ศพ และยังมีทหารตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เหยื่อก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 เกือบ 100 ศพเกือบทั้งหมดเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของขบวนการระบอบแม้วแทบทั้งสิ้น แต่กลับมีการบิดเบือนจากดำเป็นขาวจากขาวเป็นดำอ้างว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์และทหารฆ่าประชาชน แต่ถึงอย่างไรคนชั่วก็หนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้นโดยคดีก่อการร้ายเผาประเทศปี 2553 พวกที่ก่อกรรมไว้กับชาติบ้านเมืองกำลังจะต้องชดใช้กรรมในอนาคตอันไม่นานนักจากสำนวนคดีที่ถูกรื้อใหม่หลังถูกบิดเบือนโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว

นี่แค่ตัวอย่าง 2 คดีอัปยศทำลายชาติบ้านเมืองอันเกิดจากความชั่วร้ายของระบอบแม้วอย่างยากที่จะให้อภัย
ทีมข่าวการเมือง

เหลียวหลังการเมือง 2558 : ปีสนิมในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556163

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ธ.ค. 2558 05:01

 

วันเวลามีแต่เกียร์เดินหน้า ไม่มีเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลัง

เมื่อโลกหมุนมาครบ 365 วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา

ที่เราให้นิยามไว้เลยว่า “ปีสนิมในอำนาจ”

ตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากฉากอำนาจประเทศ ไทย ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คุมเกมบริหารภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ด้วยสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 เป็นอาวุธ

กดขบวนการป่วนมุดลงใต้ดิน ไม่กล้าโผล่ขึ้นมาท้าของแข็ง

โดยสถานการณ์แรงปะทะจากภายนอกมีบ้างแต่ก็เบาบางเต็มที แบบที่ฝ่ายต่อต้าน เครือข่ายพรรคเพื่อไทย แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช. โดนล็อกความเคลื่อนไหว

ตามยุทธศาสตร์ของทหารที่ส่งคนประกบถึงบ้าน ล็อกจนกระดิกไม่ออก

แต่ถ้าล้ำเส้น ไม่เชื่อฟังก็เรียกเข้าปรับทัศนคติในเขตทหาร

ส่วนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่ายก็ติดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่สามารถทำได้แม้แต่การจัดประชุมพรรค

อย่างเก่งก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร คสช.กันพอแก้คัน

หรือแม้แต่แรงกดดันจากต่างประเทศที่บอยคอตรัฐบาลจากการรัฐประหาร ตามเหลี่ยมที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช.เดินหมากกระตุกกระแสโลกล้อมประเทศไทย

แต่เอาเข้าจริงก็ยังมีเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการชิงเหลี่ยมความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนในหมู่ประเทศมหาอำนาจเป็นตัวแปร

จึงไม่เห็นมีชาติไหนแน่จริง กล้าตัดขาดกับรัฐบาลทหารไทย

เป็นอันว่า แรงปะทะจากภายนอกแทบไม่ระคายผิว ทำอะไรรัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้ ตามสภาพที่เอื้ออำนวยให้ ทั้งอำนาจพิเศษ ทั้งกระแสสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มอบฉันทามติให้รัฐบาลทหาร คสช.ถือธงนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศ

แรงส่งเต็มที่ “เรือแป๊ะ” น่าจะแล่นฉิว

แต่อย่างที่เห็นตลอดช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา การบริหารภายใต้อำนาจพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.กลับมีอาการติดๆขัดๆตลอดเวลา

และส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการเครื่องสะดุดจากภายใน

ปมเหตุเกิดมาจากขุมข่ายอำนาจพิเศษด้วยกัน ขบเกลียวกันเอง ตามปรากฏการณ์ที่แม่น้ำ 5 สาย อันประกอบไปด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไหลย้อนเส้นทาง ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

และยิ่งสแกนให้ลึกลงไป ภายในแม่น้ำแต่ละสายก็มีปัญหาไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน พอถึงจุดหนึ่งที่ผลประโยชน์ขัดกัน ก็เริ่มเกิดปัญหา “สารตกค้าง” ทำให้น้ำขุ่นเป็นโคลน

ไล่ตั้งแต่ในหมู่ขุนทหาร คสช.ก็เหยียบตาปลากัน จากปัญหาสายตรง สายอ้อม น้องรัก น้องชัง ขณะที่ในทีม ครม.ก็แบ่งเป็นคนของพี่ใหญ่ เครือข่ายของน้องเล็ก แม้แต่ในทีม สนช. สปช. ทีมอรหันต์ยกร่างรัฐธรรมนูญก็มาจากร้อยพ่อพันแม่ คนละสาย คนละขั้ว ต่างฝ่ายต่างมีธง มีวาระแฝง

ถึงจุดที่ต้องจัดแถวในแนวเดียวกัน ก็เลยคุมเกมกันไม่อยู่

และผลจาก “สนิมเนื้อใน” ก็ทำให้การขับเคลื่อนงานบริหารของรัฐบาล คสช.ไม่เป็นไปตามโปรแกรมที่วางกันไว้ ยิ่งกดทับสภาพการณ์ปัญหาที่ยากๆให้ยิ่งกันไปใหญ่

เริ่มกันตั้งแต่ “หัวใจ” ของการยึดอำนาจการปกครอง การก่อกำเนิดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันเป็นเงื่อนไขหลักตามโรดแม็ปนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน

ถึงตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญ กติกาใหม่ของประเทศไทยก็ยังส่อแววยืดเยื้อ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดนตีตกตั้งแต่ในชั้นของสภาปฏิรูปฯ

ด้วยปฏิบัติการของ สปช.เสียงใหญ่ทำแท้งกันเอง

ที่สำคัญ โดยรูปการณ์เคลื่อนไหวของ สปช.สายที่วิ่งล็อบบี้เสียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ ก็ยังมีการโยงกับขุมอำนาจ คสช.ที่ส่งสัญญาณให้ล้มกระดานเพื่อไปเริ่มต้นกันใหม่

ตามเหลี่ยมทอดเวลาอำนาจพิเศษออกไป

และถึงนาทีนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีหลัก ประกันว่าจะออกมารูปร่างหน้าตาอย่างไร ได้ใช้หรือไม่ ตามบรรยากาศที่ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะนักการเมืองที่โห่ฮาใส่ตลอดเวลา

แนวโน้มฝ่าด่านประชามติเหนื่อยแน่

โดยเฉพาะถ้ามองไปถึงพัฒนาการในการสร้างความปรองดอง ที่เห็นผลแค่หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ คสช.เข้ายึดอำนาจจากฝ่ายการเมือง

สลายฉากการเผชิญหน้า ทำให้วิกฤติความขัดแย้งเบาลงชั่วขณะ

แต่ถึงวันนี้ ตามรูปการณ์ที่สัมผัสบรรยากาศได้ ดีกรีความแตกแยกในหมู่ขั้วขัดแย้งยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกกดไว้ภายใต้อำนาจพิเศษ และหัวเชื้อพร้อมปะทุขึ้นมาใหม่ในทันทีที่ คสช.อ่อนแรง

สรุปเลยว่า ภารกิจอันเป็นหัวใจหลักของการยึดอำนาจยังไม่คืบหน้าในขณะที่อาการ “สนิมเนื้อใน” ยังทำให้รวนไปถึงสถานการณ์การบริหารของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะการประคองภาวะความยากลำบากทางด้านเศรษฐกิจ

แบบที่เห็น กว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจผ่าทางตัน ด้วยการตัดสินใจ “หักดิบ” ดึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ โละ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเก่า ออกจากเก้าอี้

ก็รอจนความมั่นใจของนักลงทุนแทบไม่หลงเหลือ

นั่นก็เพราะติดตรงที่สถานะเบื้องหลัง “หม่อมอุ๋ย” เป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเครือข่าย “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” ต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่พักใหญ่

และในจังหวะที่เกิดภาวะหลุมดำการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยสถานการณ์มันก็มีปมที่ตอกย้ำซ้ำเข้าไปอีก ทั้งการจัดอันดับประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “เทียร์ 3” จากปัญหาการค้ามนุษย์ ไหนจะโดน “ธงแดง” เรื่องมาตรฐานทางการบิน ซึ่งล้วนแล้วแต่กดทับเศรษฐกิจที่ยากๆให้หนักเข้าไปใหญ่

ถึงตอนนี้งานหินเลยตกอยู่กับนายสมคิดที่ต้องวิ่งสู้ฟัด ลากเดิมพันรัฐบาลทหาร คสช.ในการประคองสถานการณ์ไม่ให้ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

เพราะถ้าถึงอารมณ์นั้น มันจะกระตุกแรงต้านไปสู่จุดอันตราย

โดยเฉพาะในอาการที่ “สนิมเนื้อใน” ได้ลามไปเกาะภาวะด้านความมั่นคง ทั้งๆที่ว่ากันว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักของรัฐบาลทหาร ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ตามภาพ “เชิงซ้อน” ที่เกิดจากปมร้อนทุจริตชักหัวคิวโครงการอุทยานราชภักดิ์

ที่คนภายนอกได้เห็นคิว “หักเหลี่ยม” กันเองในหมู่ท็อปบูตหลายจังหวะ

โฟกัสจากตัวละครเอกตามท้องเรื่องคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ยอมรับเองเลยว่า มีการเรียกรับค่าหัวคิวในการก่อสร้าง

โดยสถานการณ์ที่เหมือนจะ “หนีไม่ออก” จากการที่นายทหารคนสนิทยศพันเอกได้หนีออกนอกประเทศ และนายทหารยศพลตรีที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ก่อนโดนออกหมายจับทั้งสองคน

แต่ผลจากนั้นก็ลุกลามบานปลาย แบบที่ว่าประกาศเขตทหารห้ามเข้า ก็ยังเอาไม่อยู่

ตามปรากฏการณ์ที่คนนอกดูแล้วก็แปร่งๆ กับการที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลสอบคณะกรรมการชุดของกองทัพบก ยืนยันไม่มีการทุจริตเฉพาะในส่วนของกองทัพบก

แต่โยนเรื่องการชักหัวคิวให้ไปถาม พล.อ.อุดมเดชเอง

นั่นก็ทำให้กระแสโยงไปถึงอาการเหยียบตาปลากันมาตั้งแต่ช่วงการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ อาการทางใจระหว่าง พล.อ.ธีรชัยกับ พล.อ.อุดมเดช มีมาตลอดซึ่งก็ฟ้องด้วยภาพที่ พล.อ.ธีรชัยได้จัดการปรับเปลี่ยนโผโยกย้าย แม้กระทั่งภูมิทัศน์ในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถูกดำเนินการในยุคของ พล.อ.อุดมเดชใหม่ทั้งหมด

จนพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตรต้องบอกให้ พล.อ.ธีรชัยใจเย็นๆ

ไม่ใช่แค่คิวของ พล.อ.ธีรชัยเท่านั้น สถานการณ์ยังมาถึงคิวของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์เป็นเชิงยอมรับว่ามีการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์แน่ ภายหลังการเข้าพบของนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.

สร้างความไม่พอใจให้ พล.อ.อุดมเดช ถึงกับทวงทักเรื่องความเหมาะสมในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ

และก็เหมือนกันกับคิวของ พล.อ.ธีรชัย ตามกระแสย้อนโยงไปถึงปมอดีตที่ พล.อ.อุดมเดชกับ พล.อ.ไพบูลย์เคยเป็นคู่แคนดิเดตชิงเก้าอี้จ่าฝูงทัพบกกันมา

อาการกินใจในหมู่ท็อปบูต มันสะท้อนถึงภาวะสนิมเนื้อในของฝ่ายคุมเกมความมั่นคง

กลายเป็นแรงกระเพื่อมจากด้านในที่ส่งผลมากกว่าแรงเสียดทานจากฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่เครือข่ายนักศึกษา

เล่นเอา “เรือแป๊ะ” ทำท่าจะเกยตื้นง่ายๆ

ทั้งหมดทั้งปวง เมื่อประเมินภาวะ “สนิมในอำนาจ” ที่กระทบภารกิจหลักในการร่างรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป เพิ่มความยากลำบากในการประคองสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ สำคัญกว่านั้นคือการบ่อนเซาะทำลายความปึ้กในเสถียรภาพด้านความมั่นคง

ในเครื่องหมายคำถาม ถ้าประเมินสถานการณ์ในรอบปี 2558 เทียบกับภารกิจเป้าหมายของรัฐบาล คสช.

คำตอบที่ได้ทำให้ทีมของเราต้อง “ถอนหายใจลึกมาก”

จากความหวังที่ประชาชนคนไทย วาดฝันรัฐบาลทหาร คสช.จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่บรรเจิดจ้าในช่วงแรกของการยึดอำนาจ

กลายเป็นอารมณ์โหวงเหวงว้าเหว่ เข้ามาแทนที่.

“ทีมการเมือง”

สังฆคุณ…ในความเป็นสังฆราชา!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 09:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/407030

สังฆคุณ...ในความเป็นสังฆราชา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ศาสนิกชนชาวไทยอยู่ในห้วงไว้อาลัย… ด้วยการถวายความเคารพสูงสุด แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งได้ถวายเพลิงพระสรีรศพไป เมื่อวันที่ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา

ท่ามกลางควันไฟ สายลม แห่งดอกไม้จันทน์ ที่ยังไม่เจือจาง ปรากฏมีข่าวการนำเสนอสมเด็จพระราชาคณะขึ้นมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเรียงลำดับคุณสมบัติในแต่ละองค์สมเด็จ… ให้ชาวพุทธผู้มีศรัทธามึนงงเล่นว่า ทำไมรีบร้อนเสนอข่าวดังกล่าวกันนัก ด้วยการโปรดเกล้าฯ ถวายสมณฐานะชั้นสูงนั้น ล้วนอยู่ในเขตพระราชอำนาจที่ทรงโปรดเห็นชอบ

ขอสาธุชนได้พึงตระหนักว่า การแต่งตั้งพระสังฆราชนั้นขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ ดังความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่กำหนดในมาตรา ๗ ว่า…

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชว่างลง โดยให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนาม สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

จึงต้องกลับมาศึกษาถึงคุณสมบัติของความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาว่า ธรรมวินัยอันใดแสดงความเป็นสังฆคุณ ธรรมหรือวินัยอันนั้นแหละที่แสดงถึงคุณธรรมของพระภิกษุในพระศาสนานี้ แม้จะเป็นสมมติสงฆ์ก็ต้องถือปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับพระอริยสงฆ์ ดังที่กล่าวไว้ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น… สุปฏิปันโน …เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วนั้น จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

๑) เป็นผู้ปฏิบัติตนสำรวมในอินทรีย์ (ปฏิบัติจนอินทรีย์สงบ) อินทรีย์ในที่นี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อินทรีย์ ๖ …ดังในสมัยพุทธกาล เมื่ออุปติสสะมาณพได้แลเห็นผิวพรรณหน้าตาผ่องใสของพระอัสสชิเถระ ความสำรวมในการจาริกบิณฑบาตด้วยความมีอินทรีย์สงบ จึงได้ถามพระเถระเจ้าว่า… ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ… อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณผุดผ่อง ดังนี้จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ปสาทะศรัทธา (สนฺตินฺทฺริยปฏิปนฺโน)

๒) เป็นผู้ปฏิบัติดี จนกาย วาจา ในกุศลกรรมบถสิบ สมบูรณ์พร้อมด้วยสติปัญญา ปราศจากความเศร้าหมอง ไม่มีข้อควรตำหนิติเตียน (กายกมฺมาทิสุจิปฏิปนฺโน)

๓) เป็นผู้ปฏิบัติ บริสุทธิ์ทั้งภายใน-ภายนอก …สะอาดทั้งภายในคือจิตใจ สงบทั้งภายนอกคือ กาย วาจา หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (อนฺตรพาหิรสุทฺธปฏิปนฺโน)

๔) เป็นผู้ปฏิบัติจนจิตใจของท่านเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมที่บริสุทธิ์ …คำว่า ธรรมในที่นี้ คือ ความคิดทั้งหลาย อันมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐ สำเร็จมาแต่ใจ …ความคิดที่สะอาด ถูกต้องตรงตามธรรม ย่อมผลิคุณธรรมที่บริสุทธิ์ คือ ท่านไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง ในเรื่องที่ไม่บริสุทธิ์ ผิดแผกแปลกไปจากธรรม ไร้สมณธรรมอันควร… (สุทฺธธมฺมปุณฺณปฏิปนฺโน)

๕) เป็นผู้ปฏิบัติจนจิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจปรุงแต่งของโลก หรืออำนาจโลกธรรม ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข… จะเสื่อมหรือจะมี ท่านก็วางเฉยได้ ไม่เห็นแก่อะไรหมดแล้ว แม้ที่สุดแห่งความเสื่อม… ความดับไป หรือความตายมาเยือนก็ไม่มุ่งมั่นอยู่ในความสามัคคีธรรม ปรากฏเป็นข้อปฏิบัติให้เห็น

เรื่องการประพฤติผิดพระวินัย จะไม่กระทำ ไม่รับเงินทอง สั่งสมของมีค่า ไม่มัวเมาในวัตถุกาม วุ่นวายอยู่กับรถราม้าช้าง ข้าทาสบริวาร กิจการแบบชาวบ้านผู้ครองเรือน … ไม่หลงใหลในปัจจัยสี่ มัวแต่เพ่งมองแต่บาตร จีวร เครื่องนุ่งห่ม จนสูญเสียสมณสารูป ด้วยเอาโลกเป็นใหญ่กว่าธรรม… (อกุปฺปาปฏิปนฺโน)

และ ๖, ๗, ๘ ได้แก่ เป็นผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม… เป็นผู้ปฏิบัติโดยความเคารพ และเป็นผู้มีข้อประพฤติปฏิบัติกับความเห็นเสมอกัน

หลักธรรมทั้ง ๘ เป็นดุจกระจกส่องหาสังฆคุณ ในความเป็นสังฆบิดร สังฆราชา ที่สำคัญยิ่ง อันควรแก่การนำมาเป็นข้อศึกษาของสาธุชนและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในงานพระพุทธศาสนา

เจริญพร

 

ความคิด-ความทุกข์ ดับความคิด สิ้นความทุกข์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2558 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/405807

ความคิด-ความทุกข์ ดับความคิด สิ้นความทุกข์!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีปุจฉาเข้ามาว่า …ในห้วงเวลาที่โลกวิกฤต …เศรษฐกิจย่ำแย่ …บ้านเมืองไร้ความเสถียร เราชาวพุทธจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ด้วยหลักธรรมอันใด โดยเฉพาะในโอกาสที่จะเข้าสู่ปีใหม่นี้!?

…หนทางเหมือนยาวไกล แต่ใกล้นิดเดียว …อายุเหมือนยืนยาว แต่สั้นเพียงแค่ชั่วลมหายใจเข้าออก …ความตายใกล้นักกับชีวิตน้อยๆ ที่เปราะบางนี้ การเดินทางของชีวิตมิได้ผ่านไปไหนเลย แค่เพียงอยู่กับวันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น …อะไรหนอทำให้เราทั้งหลายประมาทนัก

หลวงปู่จันทร์ กุสโล พระอุปัชฌาย์ของอาตมา ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้ทรงกล่าวยกย่องว่า… เป็นปราชญ์แห่งล้านนา ได้เขียนเรื่องการทำให้ชีวิตมีค่าว่า …อดีตจะหมดจด อนาคตจะสดใส ต้องแก้ไขที่ปัจจุบัน!

คำว่า แก้ไขที่ปัจจุบันนั้น แท้จริงเป็นหลักธรรมปฏิบัติอันล้ำเลิศของนักจิตภาวนาทั้งหลาย เป็นหัวใจของการเจริญวิปัสสนาญาณ อันปรากฏอยู่ใน ภัทเทกรัตตสูตร ที่กล่าวโดยสรุปว่า อดีตล่วงไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง จึงไม่ควรไปคำนึงหาทั้งสองส่วน พึงทำปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะนั้นๆ อันตัณหาทิฏฐิไม่อาจฉุดรั้งและทำให้วิบัติได้…

ความเสมอกันในความเป็นสัตว์ประเสริฐ คือ การมีสติปัญญาที่สามารถพัฒนาให้เกิดมีปรากฏได้เท่าเทียมกัน เป็นอิสระต่อกัน สติปัญญานี่แหละ… จะสะท้อนกลับไปที่ชีวิตว่ามีคุณค่าหรือไม่…

 

ผู้มีสติปัญญา ย่อมนำพาชีวิตออกจากวังวนของปัญหาแห่งโลกียวิสัยนี้ได้… ที่สามารถแก้ไขทุกปัญหาที่ชีวิตต้องเผชิญ… จะเรียกการแก้ไขว่าเป็นการพัฒนาชีวิตก็ย่อมได้… หากชี้ให้ตรงจุดของพระพุทธศาสนา คือ อบรมจิตให้ชีวิตสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา ที่จะนำพาชีวิตออกจากความประมาท …บาปกรรมทั้งปวงได้

ผู้มีสติปัญญาจึงรู้จักมองหาประโยชน์จากโลก …ศึกษาธรรมจากความคิด ไม่ตกเป็นทาสโลก และไม่จมอยู่ในความคิดที่ไร้ประโยชน์

คำพระท่านสอนคนวัดว่า …ความคิด คือ ที่ดำรงแห่งความทุกข์… ความคิดที่ขาดสติกั้น ปัญญากรอง จึงเป็นโทษ ดังเช่น สองคนรักกันมาก ฝากผีฝากไข้กัน แต่ด้วยคนหนึ่งจริงจังกับชีวิตอย่างไม่ปล่อยวาง ไม่รู้จักตึง-หย่อน จึงนำทุกเรื่องมาคิด …คิด คิด คิด จนจิตแบกความคิดที่จิตปรุงคิดไม่ไหว… สุดท้ายจึงเป็นจิตอาพาธ ยากที่จะแบกรับความรู้สึก (อารมณ์) ได้อีกต่อไป  ที่สุดต้องแตกแยกสลายความสัมพันธ์กันไป ด้วยฤทธิ์เดชของ จิตหลง …จิตอวิชชา บนหนทางที่เดินกันมายาวไกลของสองชีวิต ที่เคียงคู่ฝ่าลมแดดกันมายาวนาน จึงต้องอับปางลงด้วยประการฉะนี้ ด้วยการไม่รู้เท่าทันในความคิดที่จิตกิเลสมันปรุงแต่งให้ทุกข์ใจได้ทุกวัน…

ความคิดจึงเป็นฐานที่ตั้งของความทุกข์ …ดับความคิดได้ ความทุกข์ดับ …มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่มหาจำเริญ ที่ชอบพกพาความคิดเดินทางมาข้ามภพข้ามชาติ จนจิตแบกรับไม่ไหว… เมื่อกระทบกับสายลม แสงแดด ผัสสะภายนอกเข้า ชอบ …ไม่ชอบ จึงล้นทะลักจิต ให้ทลายอุดมการณ์ชั้นอนุบาลเล่นจนสูญสลายความศรัทธาไป สมกับคำว่า สัตว์โลก คือ ผู้ข้องโลก ที่ข้องอยู่ในความคิดแห่งจิตปรุงยากปล่อยวาง

หากรู้จักกรองความคิด รู้พิจารณาโดยแยบคายในเรื่องที่คิด ย่อมเกิดปัญญารู้ทัน …เข้าใจจริงในเรื่องนั้นๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการนำพาชีวิตผ่านความคิด ด้วยความรู้มุ่งสู่การดับทุกข์ได้จริง…

เจริญพร

 

พระฝรั่งที่บ้านทวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2558 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/405801

พระฝรั่งที่บ้านทวาย

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

เป็นที่ทราบกันในหมู่นักวิชาการด้านพุทธศาสนาว่า ชาวตะวันตก หรือฝรั่งคนแรกที่บวชเข้ามาในร่มกาสาวพัสตร์ น่าจะเป็นพระธัมมรักขิต ชาวโยนะ หรือโยเนี่ยน ซึ่งหมายถึงชาวกรีก ที่หลงเหลือจากกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งเดินตะลุยมาถึงชายแดนชมพูทวีป

ที่ว่า “น่าจะ” เป็นพระธัมม รักขิต เพราะท่านปรากฏชื่อเป็นหลักเป็นฐานคนแรก (ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย) ก่อนหน้านั้นจะมีหรือไม่ยังน่ากังขา

เช่นเดียวกับพระภิกษุฝรั่งในยุคสมัยใหม่ ซึ่งยังสรุปไม่ชัดว่าควรเป็นท่านไหน ในเบื้องต้นคาดว่าเป็นท่านธัมมะโลกะ (Dhammaloka) ชาวไอริช คาดว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกในยุคสมัยใหม่ที่บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา (เท่าที่หลักฐานพอจะยืนยันได้)

ท่านเกิดที่กรุงดับลิน ต่อมาเดินทางไปเป็นกรรมกรทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นขึ้นเรือไปญี่ปุ่น แล้วต่อเรือมายังพม่าก่อนที่อังกฤษจะผนวกพม่าเป็นอาณานิคมเต็มรูปแบบ ที่พม่าท่านทำงานเป็นเสมียนห้างทำไม้ ต่อมาสนใจพุทธศาสนา จึงอุปสมบทที่ย่างกุ้งเมื่อก่อนปี 2442 ได้ฉายาว่า “ธัมมะโลกะ”

ด้วยความที่ท่านต่อต้านศาสนาคริสต์ เป็นพวกนักคิดเสรี (Freethinker) หรือพวกไม่เชื่อในพระเจ้า (Atheist) เมื่อพบศาสนาพุทธแล้วท่านก็โจมตีศาสนาคริสต์อย่างหนัก ไม่เฉพาะแต่หลักคำสอน แต่รวมถึงการที่อังกฤษผูกศาสนาเข้ากับการล่าอาณานิคม ท่านโจมตีมิชชันนารีว่ามือหนึ่งถือคัมภีร์ มือหนึ่งถือปืน แนวคิดของท่านออกจะรุนแรงแต่ชาวพุทธพม่าศรัทธามาก โดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านเจ้าอาณานิคมรักใคร่ท่านอย่างยิ่ง

ด้วยท่าทีเช่นนี้ทำให้ท่านธัมมะโลกะถูกดำเนินคดีหลายครั้ง แต่ท่านกลับเคลื่อนไหวหนักขึ้น เดินสายไปทั่วเอเชียทั้งในอาณานิคมบริติชมาลายา ลังกา จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลียที่ท่านแกล้งตายแล้วหนีมาอยู่ที่สยาม

ท่านมาที่สยามหลายรอบ มีข้อมูลว่าท่านจำพรรษาที่วัดบ้านทวาย ซึ่งน่าจะเป็นวัดดอนทวาย (วัดบรมสถล) บ้านทวายหรือไม่ก็ไม่ทราบแน่ บ้านทวายปัจจุบันคือเขตยานนาวา เดิมเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวทวายที่อพยพมาจากพม่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1

ในช่วงที่ธัมมะโลกะมาสยาม แถบบ้านทวายยังคงรักษาอัตลักษณ์คนทวายเอาไว้ และที่ท่านเลือกมาอยู่ที่บ้านทวายอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาพม่า และเหตุที่ท่านบวชที่วัดทวาย ในเมืองย่างกุ้งมาก่อน

ที่บางกอกท่านตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้คนเชื้อชาติต่างๆ (แถบบ้านทวายมีทั้งคนทวาย คนไทยใหญ่ คนลาว ยะวา-มลายู คนไทย คนจีน) ท่านก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งสยาม (Siam Buddhist Society) เสนอตั้งสภาพุทธศาสนิกชนนานาชาติ ตั้งสำนักสงฆ์สำหรับชาวพุทธต่างชาติที่มาสยาม และตั้งพุทธสมาคมแนวคิดเสรีแห่งสยาม (Siam Buddhist Freethought Association)

หลังจากนั้นเรื่องของท่านเงียบไป ไม่มีใครทราบว่าท่านมรณภาพที่ไหน แต่คาดว่าน่าจะที่วัดบ้านทวาย

 

พระศาสนกิจตามเถรธรรม 10 ประการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2558 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/404729

พระศาสนกิจตามเถรธรรม 10 ประการ

โดย…ส.สต

เนื่องในงานออกพระเมรุ พระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 16 ธ.ค. 2558 โดยวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นเจ้าอาวาส จัดพิมพ์หนังสือ บวรธรรมบพิตร จำนวน 1 แสนเล่ม เพื่อมอบแก่สาธุชนที่มาร่วมงาน และสถาบันการศึกษา รวมทั้งห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ สมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงงานและปฏิบัติศาสนกิจในที่ต่างๆ สอดรับกับเถรธรรม 10 ประการ ของพระภิกษุ เป็นหนังสือหนา 432 หน้า

บวรธรรมบพิตร เป็นหนึ่งในจำนวนหนังสือที่ระลึก 20 เล่ม ที่คณะสงฆ์ รัฐบาล องค์กร และภาคเอกชน จัดพิมพ์เพื่อถวายเป็นพระกุศลในงานออกพระเมรุครั้งนี้

ส่วนเถรธรรมทั้ง 10 ที่เป็นแกนเล่าพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น ได้แก่

เถรธรรมที่ 1 คือรัตตัญญู เมื่อเป็นผู้บวชนาน ยังแสดงบทบาทในฐานะผู้นำที่ทรงมีประสบการณ์ โดยเสด็จไปเป็นประธานในการประชุมนานาชาติ The First World Buddhist Propagation ระหว่าง 5-10 เม.ย. 2541

1.รัตตัญญู เป็นภาพที่เสด็จไปทรงเป็นประธานในการประชุมนานาชาติในต่างประเทศ นับเป็นประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระสังฆราชไทยทรงแสดงบทบาทในระดับนานาชาติ The First World Buddhist Propagation Conference 5-10 เม.ย. 2541

เถรธรรมที่ 2 ทรงเป็นผู้ทรงศีลสมบูรณ์ด้วยสีลสิกขา ในภาพทรงพินทุผ้าที่ได้มาใหม่ก่อนทรงใช้สอยเพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ

2.สีลวา แสดงภาพที่เอาใจใส่ในพระวินัย แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ทรงพินทุ ผ้าจีวร ซึ่งตามพระวินัยเมื่อพระได้ผ้ามาใหม่และประสงค์จะใช้สอย ต้องพินทุ คือการทำจุด หรือเครื่องหมายลงบนผ้า เพื่อไม่ให้ยึดติดว่าเป็นของใหม่

3.พหุสสุตา เป็นพหูสูต ทรงความรู้ แสดงภาพความที่เป็นผู้ใคร่ศึกษา เป็นผู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่เป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะด้านภาษา ที่ทรงศึกษาภาษาต่างๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และสันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

เถรธรรมที่ 4 สวาคตปาฏิโมกโข ทรงพระปาฏิโมกข์ ในภาพสมเด็จพระสังฆราชทรงแสดงอาบัติกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ก่อนจะร่วมสังฆกรรมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ที่วัดวังพุไทร 8 มิ.ย. 2537

 

4.สวาคตปาฏิโมกโข ทรงปาฏิโมกข์ รู้หลักพระวินัยแห่งวินัย ชำนิชำนาญ และสามารถวินิจฉัยได้ดี จะเห็นภาพสมเด็จพระสังฆราชทรงปลงอาบัติเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ก่อนลงปาฏิโมกข์ ภาพนี้ฉายที่วัดวังพุไทร 8 มิ.ย. 2537

เถรธรรมที่ 5 อธิกรณสมุปปาทวูปสมกุสโล เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง14 ต.ค. 2516 ทรงคลี่คลายเหตุการณ์ โดยทรงออกแถลงการณ์ให้ทุกคนมีสัมมาสติ นอกจากนั้นยังทรงร่วมเป็นกรรมการตรวจบาลี ป.ธ.9กับพระเถระอื่นๆ ด้วย

5.อธิกรณสมุปปาทวูปสมกุสโล ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ ซึ่งในฐานพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ย่อมมีภาระหลักในการศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ่ศาสนธรรม และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ภาพที่เสนอมีหลายภาพ แต่ที่ผู้เขียนพอใจยิ่ง เพราะเป็นภาพหายาก คือภาพที่ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการตรวจบาลีสนามหลวงกองที่ 1 (ป.ธ.9) ที่วัดสามพระยา 10-15 มี.ค. 2517

พระเถระที่ร่วมเป็นกรรมการตรวจและชี้ขาดผู้ที่สอบผ่านหรือไม่ผ่าน ป.ธ.9 ประกอบด้วย สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ป.ธ.9) วัดจักรวรรดิราชาวาส สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ป.ธ.9) วัดราชผาติการาม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ป.ธ.9) แม่กองบาลีสนามหลวง วัดสามพระยา พระธรรมวโรดม (บุญมา ป.ธ.9) วัดเบญจมบพิตร สมเด็จพระวันรัต (จับ ป.ธ.9) วัดโสมนัสวิหาร และสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร

เถรธรรมที่ 6 ธัมมกาโม เป็นผู้ใคร่ในธรรม สมเด็จพระสังฆราชทรงแสดงมุทิตาจิต พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ที่องค์การยูเนสโก ถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ 21 ธ.ค. 2537

6.ธัมมกาโม เป็นผู้ใคร่ในธรรม รักการฟังธรรม มีความปราโมทย์ยิ่งในพระธรรมวินัย เป็นภาพที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเคารพนอบน้อมพระเถระที่อาวุโส และเมตตาพระที่พรรษาน้อย เช่น ทรงแสดงมุทิตาจิตพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในโอกาสที่องค์การยูเนสโกถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ ณ หอประชุมพุทธมณฑล 21 ธ.ค. 2537

7.สันตุษโฐ เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้ แสดงภาพบริขารที่พระองค์ทรงใช้ เช่น บาตร อังสะ อันตรวาสก หรือผ้าสบง ที่น่าสนใจคือ อาสนะ หรือที่รองนั่ง อาสนะนี้พระชนนีเย็บถวายแต่ครั้งเป็นพระมหาเปรียญ ทรงใช้เรื่อยมา แม้จะเก่าและชำรุดก็ทรงเก็บไว้ใต้อาสนะผืนใหม่ที่เป็นที่ประทับทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน สุดท้ายทรงนำมาวางไว้ใต้ผ้ารองกราบหน้าโต๊ะบูชา ที่ทรงทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน

เถรธรรมที่ 8 ปาสาทิโก ผู้ที่เห็นภาพศิษย์ที่มีศักดิ์สูงอ่อนน้อมต่ออาจารย์ที่มีศักดิ์ต่ำย่อมสรรเสริญ ภาพดังกล่าวนี้ พระสาสนโสภณ(เจริญ) รองสมเด็จ อ่อนน้อมต่อพระเทพมงคลรังษี พระราชาคณะชั้นเทพ ซึ่งเป็นพระอาจารย์

8.ปาสาทิโก เป็นผู้ประกอบด้วยกิริยาอันน่าเลื่อมใส ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดๆ ก็สำรวมด้วยดี เป็นภาพเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ ทรงแสดงกิริยาความเคารพอ่อนน้อมต่อพระเทพมงคลรังษี (หลวงพ่อดี วัดเทวสังฆราม) พระอุปัชฌาย์

เถรธรรมที่ 9 ฌานลาภี เป็นพระอิริยาบถในการบำเพ็ญภาวนาซึ่งเป็นกิจวัตรของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์นี้

9.ฌานลาภี เป็นผู้สามารถเข้าฌานอันเป็นธรรมที่ทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบันได้ตามปรารถนาโดยไม่ยาก ภาพที่สอดคล้องกับข้อนี้

เถรธรรมที่ 10 ว่าด้วยวิมุตโต คือสิ้นอาสวะ หรือนิพพาน วันที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ จึงมีคณะศิษย์ทั้งหลายกราบพระศพด้วยความอาลัย

 

10.วิมุตโต บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ สิ้นอาสวะ ดังพระสัมโมทนียกถา ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ 3 มิ.ย. 2516 ว่า พระภิกษุสามเณร เมื่อเข้ามาบวชเรียนก็ควรอธิษฐานใจมุ่งต่อพระนิพพานและปฏิบัติให้บ่ายหน้าไปสู่นิพพาน แม้ว่าจะอยู่ไกลสุด แต่ปฏิบัติบ่ายหน้าไปสู่พระนิพพานแล้ว แม้เดินเข้าสู่พระนิพพานทีละก้าวๆ ก็ย่อมถึงพระนิพพานได้ในที่สุด แต่ถ้าไม่ปฏิบัติบ่ายหน้าไปสู่พระนิพพาน แต่ปฏิบัติหันหลังให้พระนิพพาน ก็ยิ่งจะเดินห่างพระนิพพานออกไป …เถรธรรม ที่ 10 จึงเป็นภาพที่คณะศิษย์ เช่น พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ท่านอนิล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กราบพระศพด้วยความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ 24 ต.ค. 2556 วันที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ หรือบรรลุเจโตวิมุตติ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

 

เฒ่าชูชก … บทบาทที่ผู้มีอำนาจ ควรศึกษา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2558 เวลา 12:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/404725

เฒ่าชูชก ... บทบาทที่ผู้มีอำนาจ ควรศึกษา!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา…มีปุจฉาเข้ามาว่า ในหนทางที่ต้องเดินไปข้างหน้าของชาวโลก ล้วนแล้วแต่มากไปด้วยความขัดแย้ง…หวาดวิตกกังวล…อาฆาตพยาบาทเบียดเบียน และประหารกัน จะทำอย่างไรดีหนอกับการนำพาชีวิตผ่านคลื่นลมและเปลวแดดแห่งความเลวร้าย ที่ก่อเกิดจากจิตใจของมนุษย์เรากันเอง

จากคำถามดังกล่าว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า…ไม่เห็นเป็นอย่างนั้นเลย เพราะมันประจักษ์แจ้งในสถานการณ์โลกที่มีความเลวร้ายมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยอำนาจแห่งตัณหากิเลสที่ผูกมัดจิตใจสัตว์โลกไว้กับอวิชชา

เจ้าตัณหา…โคตรสกุลกิเลส ตัวนี้แหละที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตามค้นหามายาวนานมากอสงไขย มากกัลป์ จนพบหน้าตาตัวของมัน เมื่อครั้งนั่งวิจัยโลกใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ฯ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลฯ แคว้นมคธ

การวิจัยโลกในครั้งนั้น จึงได้พบอริยสัจธรรม ๔ ประการ หนึ่งในสี่คือเจ้าตัณหา ผู้เป็นมหาเหตุแห่งการนำสัตว์โลกไปสู่ความทุกข์…ตกอยู่ในบ่อความทุกข์ ให้สัตว์โลกทั้งหลายเดือดร้อนทุรนทุรายอยู่ในห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์นั้น

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จึงกลายเป็นเครื่องหมายของธรรมฝ่ายโลก ที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์หลงใหล ชื่นชม เพลิดเพลินยินดี

เพราะการแสวงหาที่ไม่รู้จักพอ จึงไม่รู้จักคำว่า พอดี พอควร พอเพียง…เราจึงเห็นการเคลื่อนไหวของบุคคลในโลก ที่มีบทบาท มีอำนาจวาสนาบารมี มีฐานะทางเศรษฐกิจ-ทางสังคมสูง แต่กลับต้องมาตายด้วยอำนาจวาสนาบารมี ฐานะ โอกาส ที่มีเหนือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ดังเช่นในแผ่นดินจีน ประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเดินตกหลุมความอยาก จึงแสวงหาไปในทางที่ผิดๆ เกิดการโกงกินกันมโหฬารทั้งตามน้ำ…ทั้งบนน้ำ…ทั้งใต้น้ำ…สุดท้ายพบจุดจบท้องแตกตายแบบชูชก ขอทานเฒ่าในเวสสันดรชาดก

เรื่องชูชก ขอทานเฒ่าเจ้าเล่ห์นี้ น่าสนใจนำมาศึกษาในบริบทของสังคมไทยมาก เพราะดูออกจะละม้ายคล้ายเรื่องราวของคนจำนวนไม่น้อย ที่เมื่อมีอำนาจวาสนาบารมี กลับนำไปใช้สนองอำนาจตัณหาอย่างขาดสติปัญญาควบคุม

หากใครศึกษาปูมประวัติเบื้องหน้าเบื้องหลังของ ชูชก เฒ่าเจ้าเล่ห์ ตัณหากลับ แล้ว จะได้เห็นความเป็นอัจฉริยะเปรื่องปราดของความเป็นผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ในตระกูลวณิพก

ความรอบรู้ของท่านชูชกฯ เล่นเอากลายเป็นเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ในตระกูลขอทาน ขนาดพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงยังยอมสยบ ยอมมอบธิดาคนสวยเพียบพร้อมในทุกด้าน แลกเปลี่ยนกับเงินที่หยิบยืมของท่านชูชกไปใช้ก่อนโดยไม่บอกกล่าว เล่นเอาชูชกเต้นเป็นเจ้าเข้า โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่พอได้เห็นรูปร่างหน้าตาของธิดาพราหมณ์ กลับหยุดความโกรธกริ้วลงได้อย่างรวดเร็ว …ด้วยไฟราคะ ได้โหมกระพือเข้ามาแทนที่ ไฟโกรธ!

อำนาจมนต์ดำของเจ้าตัณหา โดยสกุลกิเลส แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ประจักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย โลกทั้งใบจึงถูกมัดไว้ด้วยมนต์ดำแห่งตัณหา นี่แหละ จึงเห็นคนเรา…เดี๋ยวดี…เดี๋ยวร้าย…เดี๋ยวบ้า…เดี๋ยวดี!

จึงไม่แปลก หากเราจะพบเห็นคนใกล้ตัวที่เคยดูดีมีอุดมการณ์ แต่กลับละทิ้งอุดมการณ์ไปหาอุดมกิน อุดมกาม…อุดมเกียรติ

และไม่แปลกจริงๆ กับโครงการพัฒนาประเทศชาติ…โครงการมหาศาลทั้งหลายจะถูกโกงกิน จึงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องโกงกินน้ำเหงื่อ-น้ำเลือดของชาวนาหลายหมื่น…หลายแสนล้าน

ขอได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ผู้มีอำนาจวาสนา นักกินเมืองที่มากไปด้วยบารมี ผู้ค้าที่อัปรีย์หากินบนหลังคน อย่าได้ท้องแตกเหมือนเฒ่าชูชกเลย…ด้วยสุดท้าย มิใช่แต่เพียงลาภลอยทั้งหลายจะหมดไป เพราะแม้แต่เมียสาว ต้นเรื่องที่ทำให้ชูชกต้องออกแสวงหาอย่างไร้คุณธรรม ก็ยังต้องจากไปเป็นเมียของชาวบ้านเลย…โลกนี้ช่างขัดข้องหนอจริงๆ…

เจริญพร

 

พุทธะอิสระ… การเคลื่อนไหวที่ควรใส่ใจ !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2558 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/403530

พุทธะอิสระ... การเคลื่อนไหวที่ควรใส่ใจ !!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว… มีคำถามว่า โมฆบุรษ มีความหมายว่าอย่างไร? คำตอบสั้นๆ แยกออกจากกันเป็นโมฆะ แปลว่า ว่าง, ไม่มี คำหนึ่ง กับ บุรุษ คือ บุคคล คำหนึ่ง แปลรวมคือ บุคคลไร้สาระไร้ประโยชน์… บุคคลว่างเปล่า… ไม่มีคุณค่าของความเป็นบุคคลอันควรเลย…

ครั้งหนึ่ง พระมหากัสสปเถระ กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า… อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็น

ปัจจัยให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็น

เหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาว่า… เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป

สิกขาบทจึงมีมากขึ้น พระภิกษุที่ตั้งอยู่ในอรหัตผลจึงมีน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิด

ขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรม (แท้) ก็ยังไม่เลือนหายไป… แต่เมื่อใด เมื่อพระสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรม (แท้) จึงเลือนหายไปดูก่อน กัสสปะ ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษ ในโลกต่างหาก เกิดขึ้นมาทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเรือจะอับปางก็เพราะต้นหนเท่านั้น…

 

ดูก่อน กัสสปะ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขาบท ในสมาธิ…

อาตมาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน ด้วยเหตุได้อ่านบทความที่เผยแพร่ของท่านพุทธะอิสระว่า… “ในกรณี เหตุการณ์ปี ๒๕๔๒ ที่อ้างว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงโจทย์ภิกษุธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกายต้องอาบัติปาราชิก ข้อหาอวดอุตริมนุษยธรรมและยักยอกทรัพย์…” ฯลฯ

จริงๆ แล้ว เรื่องดังกล่าวมีการดำเนินการกันมายาวนาน จนดูเหมือนว่าจบไปแล้ว แต่

ได้ปรากฏเป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้งในปัจจุบัน โดยอธิบดีดีเอสไอ และคณะกรรมการคดีพิเศษได้รับเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาใหม่ เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานตามที่มีผู้ร้อง

กล่าวหา และได้ตัดสินว่า เรื่องดังกล่าวมีมูล… ควรรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการต่อไปตามบรรทัดฐานของกฎหมาย… โดยดีเอสไอพิเคราะห์แล้วว่า สามารถส่งเรื่องให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องดำเนินคดีได้… จึงนำมาสู่คำถามของศาสนิกชนโดยทั่วไปว่า… เกิดอะไรขึ้น และจะเป็นอย่างไรต่อไป จบหรือไม่จบ !

หากไม่ได้อ่านเรื่องดังกล่าวที่ท่านพุทธะอิสระเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ก็คงไม่ทราบจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในแวดวงพระพุทธศาสนาบ้านเรา …เพราะไม่เห็นองค์กรใดๆ ออกมาปกป้องศาสนาดังที่เคยกระทำ… หรือมันมีอำนาจใดๆ ไปปิดหูปิดตา ดึงแขนดึงขา ให้มองไม่เห็น ก้าวไม่ออก ที่จะช่วยกันเรียกร้องให้กรณีดังกล่าวมันจบเสียที ไม่ควรปล่อยให้รกหูรกใจชาววัด-ชาวบ้าน จนพานเบื่อหน่ายศาสนากันไปโดยไม่มีเหตุมีผล…

ดังนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่จะได้สรุปจบกันไปสักที ในเมื่อเรื่องดังกล่าวดำเนินมาถึงอย่างนี้แล้วก็ควรที่จะชำระสะสางกันให้สะอาด ปราศจากมลทินในทุกฝ่าย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด… และจะเป็นโอกาสดีกับมหาเถรสมาคมหรือองค์กรพุทธศาสนาทั้งหลาย ที่จะได้ไม่ตกอยู่ภายใต้ความหมิ่นเหม่ต่อกระแสความรู้สึกศรัทธาของศาสนิกชน…

วันนี้แห่งสังคมไทย จึงควรช่วยกันรักษาพระแท้ คนแท้ และคำสั่งสอนที่แท้จริง ที่เรียกว่า พระสัทธรรม เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันความเสื่อมอันเกิดจากของปลอมๆ พระสัทธรรมปฏิรูป (ปลอมๆ) ที่เป็นอันตรายต่อทั้งศาสนจักรและอาณาจักร…

เจริญพร

 

ผ้าห่มของลูกกำพร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2558 เวลา 15:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/403259

ผ้าห่มของลูกกำพร้า

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

พระกรรมฐานที่เทศนาเรื่องความกตัญญูได้จับใจที่สุดรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

มิใช่เพราะลีลาจับจิต โวหารจับใจ หากแต่เป็นเพราะเรื่องจริงในวัยเด็กของท่าน

เด็กชายพุธเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เมื่อพ่อตายก็ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดที่ จ.สระบุรี ได้ไปอาศัยอยู่กับปู่กับย่าที่สกลนคร

“ชีวิตเด็กบ้านนอกมันต้องต่อสู้มาก วันๆ ทำแต่งาน ไม่มีเวลาไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป ขี้เกียจขี้คร้านเขาดูถูกเหยียดหยาม กลางวันฤดูฝนต้องทำนา กลางคืนหาปูหาปลาหากบหาเขียด นอนตื่นดึกลุกเช้าขึ้นมาตำข้าว

กินเป็นเวลานอนเป็นเวลา…ไม่มีใครสนับสนุนกระเสือกกระสนมาด้วยลำแข้ง เป็นเด็กกำพร้าอนาถาอยู่กลางบ้าน จะขึ้นบ้านใครเขาก็ปิดประตู…

ชีวิตของเด็กกำพร้านี่ไม่ต้องอธิบายก็ได้ มันไม่มีอะไรดี เพื่อนฝูงชาวบ้านเขาก็ดูถูกเหยียดหยาม โดยที่สุดแม้แต่ญาติผู้ใหญ่ของเราเองเขาก็ยังไม่สนใจ หลวงพ่อนี่…ถึงขนาดที่ว่า บางทีกินข้าวอยู่ดีๆ เขาไล่ออกจากสำรับก็ยังเคยมี บางทีคล้ายๆ กับว่าเขากลั่นแกล้ง เวลาค่ำมืดให้เราไปต้อนวัวต้อนควายเข้าคอกคนเดียว เด็กอายุ 12-13 ปี มันก็เกิดความกลัว และบริเวณบ้านที่อยู่นะ มันป่าช้างดงเสือทั้งนั้น ถ้าเราชวนน้องๆ ไปด้วยเขาก็หาว่าเกี่ยง ใช้งานแค่นี้ไม่ได้ มึงหนีไปจากบ้านกู คุกเข่ากราบลงต่อหน้าที่ลานบ้านขอเวลาอีก 6 เดือน เพราะตอนนั้นเรียนอยู่ประถม 6 ยังเหลืออีก 6 เดือนจะจบ พอเรียนจบแล้วพอรู้ว่าสอบประถม 6 ได้ เดินเข้าวัดเลย บวช…”

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านว่า “ในความรู้สึกของหลวงพ่อ ไม่มีความรู้สึกว่าที่ไหนเป็นบ้าน ไม่มีความรู้สึกว่า มีพี่น้องมีญาติ แต่แสดงความรู้สึกไปตามมารยาท ใครมาปวารณาว่า เป็นญาติ เป็นพี่น้อง เป็นลูกหลานก็แสดงไป เขาจะเลิกรักนับถือก็สบายๆ ใครมาบอกว่ารักก็รักเขา ถ้าเขาเลิกรัก เลิกนับถือก็ไม่มีความรู้สึกเสียใจสักนิด”

บวชแล้วท่านก็เอาดีจนเหนือมนุษย์ทั่วไปได้ แต่หากมิได้มีฐานรากที่เข้มแข็งแล้ว หากเป็นคนธรรมดาคงยากที่จะทนทานได้ เพราะปมในอดีตของท่านนั้นไม่ได้จบอยู่ที่ตอนเข้าวัด

ตอนพ่อสิ้นขณะตัวเองอายุ 4 ขวบนั้นรู้เห็นอยู่กับตา แต่สำหรับแม่นั้นเด็กชายพุธได้รับการบอกเล่าตลอดมาว่า “แม่ตายตอนอายุ 7 ขวบ” แต่แท้จริงแล้วตลอดเวลานั้นแม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่ มารู้อีกทีว่าแม่มีชีวิตอยู่ก็ตอนโตเป็นหนุ่มอายุ 32 แล้วแต่มันก็สายเกินไป เพราะแม่มาจากไปก่อนท่านจะทราบเรื่องเพียง 2 ปี

“หลวงพ่อจากแม่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2468 เพิ่งไปค้นพบญาติเมื่อ พ.ศ. 2496 ตอนนั้นหลวงพ่ออายุ 32 ปี ถึงได้รู้ว่าโยมแม่ยังไม่ตาย เขามาบอกว่าแม่ท่านเพิ่งตายไปได้ 2 ปีนี้เอง…”

แม้จะมีชีวิตวัยเด็กอาภัพนัก แต่ทุกครั้งที่มีใครมาดูถูกดูหมิ่นท่านจะเตือนตนเองเสมอว่า “เราจะมาทำลายตัวเอง เพราะคนอื่นเขาดูถูกดูหมิ่นได้อย่างไร เราต้องเหนือกว่าเขา แล้วลงผลสุดท้ายมันก็มาเป็นอยู่อย่างนี้…หลวงพ่อเอาสิ่งที่คนอื่นเขาลบหลู่ดูหมิ่นมาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้เกิดทะเยอทะยาน สอนตัวเองให้เป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงในทางที่ดี ยิ่งใครมาดูถูกเหยียดหยามเท่าไหร่ ยิ่งต้องกระตือรือร้นเอาชนะจิตใจเขาให้ได้”

เด็กกำพร้าคนนี้สอนตัวเองและสอนคนอื่นอย่างไร?

“ถึงหลวงพ่อจะเป็นเด็กกำพร้า แต่พระคุณของบิดามารดาผู้ให้เกิดก็ประมาณค่ามิได้ หลวงพ่อคิดว่าพระคุณของบิดามารดาและคุณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายสำคัญที่สุด

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า มาตาปิตุอุปัฏฐานัง การอุปัฏฐากบิดามารดาเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะบิดามารดาเป็นพรหมของลูก บิดามารดาเป็นพระอรหันต์ของลูก บิดามารดาเป็นเนื้อนาบุญของลูก เพราะฉะนั้นชาวพุทธเรานี่ควรจะได้รู้จักพระสององค์นี้ก่อน

“อย่างบางทีหลวงพ่อเคยเห็นคนบางคนกำลังจัดของจะไปถวายจังหันพระ ตาแก่ยายแก่มองดูแล้ว ‘เออ ของนี่น่าอร่อย แม่ขอกินหน่อยได้ไหม’

“ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันจะเอาไปวัด” บาปเพราะฉะนั้นให้ถือคติเสียว่า เรามีมือสองข้าง วันหนึ่งๆ ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ใคร ต้องยกมือขึ้นไหว้พ่อไหว้แม่เราก่อน ถึงแม้ว่าท่านไม่อยู่ด้วยก็ตาม พอตื่นจากที่นอนมา พนมมือสองข้างขึ้นสาธุ…ข้าพเจ้าไหว้พ่อแม่ ทำทุกๆ วันเป็นสิริมงคล ถ้าหากว่าท่านอยู่ต่อหน้าเรา ก่อนจะไปทำงานทำการก็ยกมือขึ้นไหว้หรือกราบตักท่านก่อน เพราะว่าออกไปข้างนอก แม้เราจะต้องไปพบเพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ เราจำเป็นต้องยกมือขึ้นไหว้ เพราะฉะนั้นในวันหนึ่งๆ เราต้องยกมือขึ้นไหว้พ่อแม่เราก่อน ถ้ามีของอุปโภคบริโภคต้องยกประเคนให้พ่อแม่เราก่อนที่จะเอาไปให้คนอื่นหรือถวายพระก็ตาม ต้องมีส่วนแบ่งให้พ่อแม่ เราไหว้พ่อแม่ไม่ได้ อย่าไปไหว้พระ อย่าไปเที่ยวหาเลี้ยงพระให้อิ่ม ของดีๆ ขนไปให้พระกินหมด ให้พ่อแม่อดอยากนี่ตกนรกกันหมด…”

ถึงท่านจะเป็นพระ แต่ท่านก็บอกว่า พ่อแม่นี่ล่ะคือ พระที่ประเสริฐที่สุด

“ถ้าหากว่าใครไม่สนใจกับการดูแลเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ละก็ มาทำบุญกับหลวงพ่อนี่ หลวงพ่ออยากจะบอกว่า มาทำทำไม พ่อแม่เป็นพระองค์ประเสริฐของเรานี่ ไปเที่ยวเร่ร่อนหาทำบุญแต่ต่างถิ่นต่างแดน แต่ปล่อยให้พ่อแม่เฝ้าบ้าน ต้มหุงกินเองอยู่คนเดียว มันไม่เข้าท่า

ก่อนอื่น จะไปทำบุญที่ไหน ต้องกะว่าพ่อแม่เราต้องอิ่ม มีของดีๆ ขนไปทำบุญกับพระกับสงฆ์หมด กล้วยเน่าๆ เอาไว้ให้พ่อแม่กิน มันไม่เข้าท่าเลยนะ จะบอกให้ เอาไปทำบุญกับพระอย่างไร ก็ต้องให้พ่อให้แม่ด้วย ทำอย่างนั้นมันถึงจะถูกต้อง หรือไม่ก็ให้ดีกว่าก็ยังได้ เพราะสมบัติทุกสิ่งส่วนของเราได้มาจากท่าน เรามีมือมีเท้าสำหรับเดิน ท่านเป็นผู้สร้างให้เรา แล้วเรามีวิชาความรู้ ท่านก็เป็นผู้หาให้เรา เพราะฉะนั้นจะไปมองข้ามท่านได้อย่างไร” (จากหนังสือฐานิยปูชา 2553)

หลวงพ่อพุธ มิเคยแต่งงาน แต่ท่านมีลูกมีหลานเพราะท่านเป็นหลวงพ่อของใครต่อใคร และใครหลายคนก็เติบโตมาเพราะการชุบเลี้ยงดูแลของหลวงพ่อ

หลวงพ่อผู้เป็นลูกกำพร้า เลี้ยงและสอนลูกที่ถูกทิ้ง ลูกที่เป็นลูกของหลวงพ่ออย่างไร ความนี้มีอยู่ในหนังสือฐานิยปูชา 2553 หนังสือธรรมของหลวงพ่อพุธเล่มล่าสุดมีความดังนี้

“พ่ออีกคนหนึ่ง พ่อบักวิทย์ บักวิทย์นี่เป็นหลานอาจารย์ไสว อาจารย์ไสวนี่มีแม่คนหนึ่งแล้วก็น้องสาวคนหนึ่ง ไอ้น้องสาวบ้าบอนี่ก็ไปเที่ยวหาแต่ลูกมาให้หลวงลุงเลี้ยง มีผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่ง หลวงลุงก็อยากจะให้หลานมีการเรียนการศึกษา จูงมือไปที่อุบลฯ จะไปฝากโยมอุปถัมภ์ปฐากให้เรียน ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 จบ ม.6 แล้ว ให้เรียน ม.7 ต่อ ตอนนั้นมันมี ม.7 ม.8 มันบอกว่า ‘โอ๊ย! สู้ไม่ไหวแล้ว หลวงพ่อ เอาแค่ ม.6 นี่ก็พอแล้ว’ ‘แล้วแกจะไปยังไง’ ‘ผมจะสมัครเป็นครูโรงเรียนราษฎร์

แล้วจะไปสอบวุฒิครูเอา’ สมัยนั้นเขายังมีสอบ ป.ม.กันอยู่ มันก็เรียนต่อ สอบเทียบก็ได้ ป.ม. จบ ป.ม.ไปเป็นครูอยู่ที่นครปฐม ภายหลังมารับราชการครู

“สมัยที่มันเป็นเด็ก หลวงลุงจูงมือไปหาพ่อ ไปบอกว่าเป็นลูกเป็นเต้า มันไล่หลวงลุงลงจากบ้าน อยู่มาภายหลัง มันเป็นอัมพาตแล้วก็ไม่หาย เสร็จแล้วก็ต้องออกจากงาน เงินบำเหน็จที่ได้มาก็ไม่เท่าไร ผลสุดท้ายครอบครัวก็ไม่มีใครช่วยหารายได้ ให้เขาหามใส่สามล้อไปหามัน ไปขอให้มันเลี้ยง ไปรับสารภาพผิด มันก็รับว่าเป็นพ่อ แต่มันบอกว่า ‘ผมยังมีพ่ออุปการะผมอีกคนหนึ่ง ให้ผมไปถามพ่อผมคนนั้นก่อน ถ้าท่านอนุญาตให้เลี้ยง ผมก็จะเลี้ยง’

“มันก็นั่งรถมาตอนนี้หลวงพ่อมาอยู่โคราชแล้ว มันมาบอก ‘พ่อเขารับสารภาพผิดแล้ว เวลานี้เขาเป็นอัมพาตช่วยตัวเองไม่ได้เขามาขอให้ผมเลี้ยง หลวงพ่อจะว่าอย่างไร’ ‘อ้าว! ก็ดีแล้วนี่ ก่อนตายเขารู้สึกว่าเขามีความผิด เขารับสารภาพผิดแล้ว ก็รับเลี้ยงเขาเถอะ’ มันก็เลี้ยงจนตายคามือ”

อีกด้านหนึ่งนี่คือ เรื่องของพ่อที่ผิดต่อลูก แต่ลูกนั้นไม่ผิดต่อพ่อเพราะพ่อคือ หลวงพ่อสอนมาแล้ว

ลูกกำพร้าผู้นี้ก็สอนนักสอนหนาว่า ถึงพ่อแม่จะไม่ได้เลี้ยงเรา แต่ถ้าเราไปทำกรรมต่อท่านมันก็บาปนักบาปหนา ความนี้ปรากฏอยู่ในเรื่อง “วิบัติ! แม้ทำกรรมกับพ่อที่ไม่ได้เลี้ยงดู” ในหนังสือเล่มเดียวกัน

“มันมีอย่างนี้ ตัวอย่างมันเห็นได้ชัดเจน ขนาดพ่อไม่ได้เลี้ยงลูก มหาศรี อยู่วัด…เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่กี่ปีมานี้ มหาศรีสอบมหา 5 ประโยคได้ตั้งแต่อยู่บ้านนอก เข้าไปอยู่กรุงเทพฯ ทีนี้พ่อแกไปได้แม่แกอย่างไม่ได้มีทะเบียน พอท้องแล้วไม่รับรอง ไม่รับว่าเป็นลูก แม่มหาศรีนี่ก็ใจเด็ด ก็เลี้ยงลูกกะยาย มหาศรีเกิดมาก็เห็นแต่แม่กับยาย

“อยู่มาภายหลัง มหาศรีไปเรียนจบปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย พอกลับมา เจ้าพ่อนี่เขียนจดหมายให้ลูกชายที่ได้กับแม่ใหม่ถือไปบอกว่า คนนี้คือน้องชายของท่าน ท่านช่วยอุปการะให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน พออ่านจดหมายเท่านั้นแหละ มหาศรีนี่ลุกปุ๊บปั๊บ ‘กูไม่มีน้อง กูไม่มีพี่มีน้อง กูมีแต่ยายกับแม่ มึงไปนะ ไม่ไปกูเตะคอหัก’ เด็กหนุ่มมันกลัวมันก็หนีไป

“เอ้า! นึกว่าจะเป็นเฉพาะแต่น้องชายมา หลังจากนั้นไม่นาน ไม่กี่วัน พ่อกับแม่ใหม่มา มาก็มาบอกว่า ‘ผมนี่แหละเป็นพ่อของท่าน’ พอได้ยินเท่านั้นแหละ ลุกปุ๊บปั๊บขึ้นมาเลย กำหมัด ทำท่าจะเตะจะต่อย ‘กูไม่มีพ่อ กูมีแต่แม่กับยาย ยังมาบอกว่าเป็นพ่อ มึง! หมานี่ ทำไว้แล้วไม่รู้จักเลี้ยงจักดู ไม่รู้จักรับผิดชอบ จะมาอ้างว่าเป็นพ่อกูยังไงวะไปนะ ไม่ไปกูเตะคอหักเลย’ พ่อรีบลุกออกจากกุฏิไป

“ภายหลังมา มหาศรีสึกไป ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้ ไปสมัครเป็นอนุศาสนาจารย์ เขาก็สืบประวัติว่ามีความประพฤติไม่ดี พอเสร็จแล้วก็เลยไม่มีงานทำเตะฝุ่นอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

“พ่อแม่นี่ เพียงแค่นี้ก็บาปหนักบาปหนาเห็นทันตา อันนี้รายหนึ่ง”

ในช่วงวันแม่เรามักพูดถึงความรักของพ่อแม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วในรอบ 10 ปีมานี้ สังคมไทยมีการหย่าร้างเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว

ปีนั้นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อมูลว่า เดิมปี 2539 มีการหย่า 13% กล่าวคือ มีผู้จดทะเบียนสมรส 436,831 คน หย่า 56,718 คน แต่ 10 ปีถัดมา ในปี 2549 สถิติหย่าร้างพุ่งเป็น 26% กล่าวคือ มีผู้จดทะเบียนสมรส 347,913 คน หย่า 91,155 คน หรือชั่วโมงละ 10 คน

เดือน ม.ค. 2552 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ได้ศึกษาสถานการณ์ครอบครัวไทย แล้วพบว่า ปัจจุบันนี้มีประชากรเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 11-22 ปี จำนวน 11.4 ล้านคน อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมากกว่า 2.5 ล้านครอบครัว

พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนมากยังอยู่ในวัยรุ่นและวัยเรียน และเหตุหลักที่พวกเขาต้องกลายมาเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะปัญหาการหย่าร้าง

พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาโดยมีชะตากรรมอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ถ้าพวกเขา มักใหญ่ใฝ่สูงในทางที่ดี ไม่เอาชะตากรรมความเป็นลูกกำพร้ามาเหยียบย่ำตัวเองแล้วตระหนักว่า พระคุณของบิดามารดาและคุณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายสำคัญที่สุด อย่างที่หลวงพ่อสอน เชื่อได้ว่าพวกเขาย่อมลิขิตชีวิตตัวเองไปในทางประเสริฐได้อย่างแน่นอน