อานิสงส์แห่งกุศล… ณ เวฬุวันฯ/อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2558 เวลา 08:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/402264

อานิสงส์แห่งกุศล... ณ เวฬุวันฯ/อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา…อาตมาเพิ่งกลับมาจากแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนา ที่ในอดีตเรียกว่า ชมพูทวีป ปัจจุบันมักจะรู้จักในนามของสาธารณรัฐอินเดีย…ด้วยเหตุเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของชมพูทวีปอยู่ในขอบเขตของอินเดีย จึงเหมารวมไปว่า อินเดีย คือ ชมพูทวีป ก็ไม่ได้ผิดอะไรหากพิจารณาตามลักษณะที่ตั้งของภูมิศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด ถ้าไล่เลียงดูประเทศต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ชมพูทวีปเดิม ที่มีอาณาเขตจรดทะเล กว้างxยาว ด้านละหมื่นโยชน์

ในอดีตเป็นทวีปที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่า เป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ในศิลปวิทยาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะแคว้นคันธาระ ที่ตั้งของนครตักสิลา ที่เลื่องลือในความเป็นแหล่งความรู้ ที่หมู่ชนขวนขวายเดินทางไปเพื่อศึกษาเล่าเรียนในแต่ละสาขาวิชา…

ว่ากันว่า ชมพูทวีปในสมัยสองพันกว่าปีที่ผ่านมานั้น อากาศเย็นสบายเสมอกันทั้งกลางวัน-กลางคืน สัตว์น้อยใหญ่ชุกชุมในเขตมหาวัน (ป่าใหญ่) ที่แผ่กว้างขวางไปจนจรดป่าหิมพานต์ ที่ตั้งของภูเขาหิมาลัย ที่มียอดเขาสูงจรดฟ้า ที่ชาวโลกรู้จักในนาม เอเวอเรสต์ ในปัจจุบัน

 

ด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศมีภาวะเสมอกัน ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาในเชิงผกผันอย่างเช่นปัจจุบัน จึงทำให้ต้นไม้มีอายุเป็นร้อย…เป็นพันปี ป่าไม้น้อยใหญ่จึงรักษาสมดุลธรรมชาติไว้ดีมาก ก่อเกิดประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์ และเทวดา…

แต่ในวันนี้ของชมพูทวีป (อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ฯลฯ) ล้วนแต่อยู่ในภาวะวิกฤตธรรมชาติ…ยามร้อนก็ร้อนจัด…ยามลมหนาวมาเยือนก็หนาวจัด ช่วงเวลากลางคืนกับกลางวัน มีความต่างกันของสภาวะอากาศสูงมาก แตกต่างกันมากกว่า ๑๐ องศา แถมยังเต็มไปด้วยฝุ่นละอองนานาชนิดที่เกิดจากธรรมชาติล้มเหลว อันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เป็นสำคัญ

การเดินทางไปเยือนอินเดีย-เนปาล ยามนี้จึงควรระวังโรคภัยไข้เจ็บที่จะได้รับติดตัวกลับมาเป็นของแถม…ดังเช่นที่อาตมาเพิ่งกลับมา ด้วยต้องไปซ่อมแซมฉัตรเหนือพระมหาธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์ ในใจกลางวัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธในอดีต จึงได้ทำพิธีอัญเชิญขึ้นประดิษฐานเหนือพระมหาธรรมเจดีย์ฯ เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ตรงกับสุดเขตฤดูฝนและเป็นวันนิพพานของพระสารีบุตรเถระ

 

เสร็จจากงานการพัฒนาเวฬุวันมหาวิหารแล้ว ได้เดินทางไปประกอบศาสนพิธีที่สถูปเจดีย์นาลันทา อันเป็นสถานที่ถวายเพลิงสรีระพระสารีบุตรเถระเจ้า เนื่องในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ที่เป็นวันนิพพานของพระมหาเถระ ก่อนจะรีบกลับมาให้ทันขึ้นเคเบิลคาร์ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อขึ้นไปที่สันติสถูปบนยอดเขารัตนคีรี และค่อยเดินลงมาที่ภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อถวายการสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เสร็จสิ้นเอามืดค่ำ เดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอยู่ตีนเขา ต้องขึ้นไปตาม ด้วยกลัวอันตรายในเขตป่าแห่งนครราชคฤห์ ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ คือ ๑.สัตว์ร้าย ๒.โจร/ผู้ร้าย และ ๓.คนท้องถิ่นที่ต่อต้านศาสนา…

เมื่อกลับไปถึง เวฬุวันมหาวิหาร ก็มืดค่ำแล้ว แต่ด้วยอาตมาได้สิทธิพักที่มหาวิหารแห่งนี้ จึงคุ้นเคยกับ รปภ. หรือยามผู้เฝ้าดูแลประตู จึงเข้าออกได้สะดวก ในคืนดังกล่าวนั้น พระจันทร์เต็มดวงสวยงามที่สุดในรอบปี อาตมาจึงนำหินที่พระเจ้าพิมพิสารใช้รองสระน้ำกลันทกนิวาปะ เพื่อถวายน้ำสรงน้ำใช้แด่พระพุทธเจ้า…พระสงฆ์สาวก มาก่อเป็นรูปเจดีย์ขึ้นใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในเขต Meditation Hut ที่มีกุฏิเล็กๆ ซึ่งอาตมาพักอาศัยอยู่ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าพิมพิสาร จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ… จึงนำเรื่องบุญกุศลมาบอกกล่าวให้สาธุชนได้อนุโมทนาร่วมกัน

เจริญพร

 

สันติภาพที่ก้าวข้ามสติ …ด้วยอคติธรรม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/401019

สันติภาพที่ก้าวข้ามสติ ...ด้วยอคติธรรม!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา …คำกล่าวที่ว่า ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีของมนุษยชาติมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของสัตว์โลก ที่ทำให้เกิดความผันผวนในทัศนคติ วิปริตในการกระทำ วิปลาสในความคิด นั่นคงไม่ไกลเกินจริง…

การยึดถือเหตุผลแบบชาวโลกในแนววิทยาศาสตร์ ตามหลักเหตุผลนิยม นั่นบางครั้งทำให้สัตว์โลกก้าวล่วงธรรมไปอย่างน่าสงสาร ด้วยการยึดมั่นยึดถือในตรรกะที่เข้าใจว่า สามารถอธิบายตอบโจทย์โลกได้ทุกเรื่อง จนตกลงไปสู่บ่อตัณหาและทิฐิ ที่สร้างอัตตสัญญาขึ้นมาบดบังความจริงแห่งธรรม… จนเกิดอคติธรรมให้ก้าวห่างออกไปจากวิถีธรรม ด้วยมองดูว่า เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ที่จับต้องมองเห็นได้ในหลักธรรม…

การมองข้ามสิ่งที่มนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายยังไม่เข้าใจหรือเข้าไม่ถึง อันเป็นสัจธรรมที่ปรากฏมีอยู่ในโลกนี้ ที่เรียกว่า ธรรมะ จึงนำมาสู่ความหายนะทางจิตวิญญาณในสัตว์ทั้งหลาย ที่มีตัณหาเป็นเจ้านายชีวิต ให้ดำเนินไปด้วยการหวาดกลัว มากไปด้วยความวิตกกังวล มุ่งแสวงหาอย่างไร้อารยธรรมจนขาดวินัย… ไม่มีศีลกำกับดูแลในการกระทำนั้นๆ

แม้ว่าโลกจะจัดวางเบญจศีล-เบญจธรรมไว้ เพื่อการสร้างระบบวินัยให้กับสัตว์โลกในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสัมพันธ์กันที่ดี … แต่หลักธรรมในขั้นวินัย (ศีล) นี้ ได้ถูกทำลายด้วยระบบเหตุผลที่อยู่ภายใต้อำนาจตัณหาทิฐิของชาวโลก ผู้คลั่งไคล้ในวัตถุนิยมอย่างรุนแรง

ปรากฏการณ์ที่กำลังก่อเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน… ด้วยการขับเคลื่อนของสังคมอำนาจนิยม ได้นำสัตว์โลกเข้าสู่เขตแดนการทำลายล้างกันด้วยนานายุทธวิธี ซึ่งเป็นคำตอบโจทย์ที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการแสวงหาสันติภาพ …ทั้งนี้เพราะการตอบสนองความต้องการที่ไร้คุณธรรม ก้าวข้ามธรรม … ล้ำเส้นออกไปจากศีลธรรมหรือวินัยของชาวโลก…

 

ด้วยความต้องการที่มีกำลังแรงมากในจิตวิญญาณของสัตว์โลก เป็นเหตุปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนไปอย่างผิดวิถีธรรม… จนยากต่อการควบคุม ยับยั้ง กระทำให้เหมาะควรโดยธรรม ด้วยความดิ้นรนของสัตว์โลกที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ก่อเกิดความหวาดกลัว มากไปด้วยความวิตก ที่ฟุ้งซ่านไปตามกระแสแห่งเหตุผลนิยม ภายใต้อิทธิพลของวัตถุนิยม… จึงเป็นสาเหตุให้สัตว์มนุษย์ใช้สัญชาตญาณเป็นเครื่องนำชีวิต โดยละทิ้งปัญญาญาณ (สติปัญญา) อันเป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐของความเป็นสัตว์มนุษย์ไปอย่างน่าห่วงใย

ความเห็นแก่ตัว อันเป็นต้นทุนในจิตสันดานของสัตว์โลก อันเกิดจากตัณหาทิฐิที่เกินขอบเขตแห่งธรรม จึงทำให้มนุษยชาติใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ศาสนาที่ว่าด้วยหลักธรรม… เป็นเครื่องมือเพื่อการตอบสนองกำลังแรงด้วยอำนาจของตัณหาทิฏฐิ

การประกาศสงครามต่อกัน … การก่อการร้าย การทำลายทุกรูปแบบจึงก่อตัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเป้าหมายแห่งการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยหลักเหตุผลนิยมของชาวโลกที่ไร้คุณธรรม

ปฏิบัติการตาต่อตา ฟันต่อฟัน … มึงฆ่ากู กูต้องทำลายมึงด้วย แสนยานุภาพแห่งความเลวร้ายที่เหนือกว่าจะบรรยายจึงเกิดขึ้น แม้ว่าผู้ถูกทำลายเหล่านั้นจะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไร้ความสามารถในการป้องกันตนเอง…

ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพที่ก้าวข้ามธรรมะจึงปรากฏเกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่จะนำสังคมโลกไปสู่ความหายนะ ที่แสดงให้เห็นในเชิงประจักษ์ของความล้มเหลวแห่งการใช้สติ เพื่อนำสู่สันติภาพ ทั้งนี้ด้วยการยึดมั่นในอคติธรรม สมดังสัจธรรมที่ว่า “… ไม่มีสันติภาพในจิตใจที่ไร้สติปัญญา … ขาดความสุข …การมีอารมณ์อกุศลที่มากไปด้วยความโกรธ อิจฉาริษยา ความหวาดระแวง ความหวาดกลัว และความต้องการที่เกินควบคุม ยากที่จะพบกับสันติและความสุขได้เลย…” นั่นคงเป็นจริงในทุกสมัย

เจริญพร

 

สัมผัสรู้…ละวางในมายา แห่งโลก…ด้วยจิตรู้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 16:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/399836

 

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… มีวิสัชนาจากอุบาสิกาแก้วท่านหนึ่งว่า… “หัวข้อธรรม เรื่อง สัมผัสรู้และละวาง ที่อาตมาจะบรรยายในวันก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ ๖ ม.ค. ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นหัวข้อที่น่าสนใจและทันสมัยแก่กาลยิ่งนัก ด้วยเนื่องจากในปัจจุบันคนเรามักใช้คำว่า ‘ปลง’ โดยเกร่อ เช่น เมื่อเจอเรื่องที่ทำให้ท้อ ทำให้เซ็ง ก็ไม่อยากใช้ปัญญาแล้ว ไม่อยากเพียรแล้ว…

…ข้ออ้างที่ฟังดูดีคือใช้คำว่า ปลง แต่เมื่อพิจารณาจากคำ สัมผัส รู้ และละวางนั้น ทำให้รู้สึกได้ว่า เมื่อมีผัสสะใดเข้ามากระทบจิต เมื่อได้มีการตั้งสติไว้พร้อมหน้าแล้ว จะสามารถสัมผัสรู้และพิจารณาได้โดยใช้ปัญญา…ว่า สิ่งใดดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อย่างเป็นธรรม… อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเมื่อพิจารณาด้วยสติปัญญาแล้วจึงเท่ากับได้สัมผัสรู้อย่างถ้วนถี่แล้ว จึงวางลงได้โดยสงบ และสามารถที่จะมีความเบิกบาน พร้อมที่จะปฏิบัติกิจอื่นต่อไปได้ตามความเหมาะควร …ขอหลวงพ่อได้โปรดกรุณาแสดงธรรมด้วยค่ะ…”

ตามที่อ่านมาทั้งหมด แม้เขียนโดยสรุป ก็ถือว่าถูกต้องตรงธรรมตามที่วินิจฉัยความหมายธรรมในเรื่อง สัมผัสรู้และละวาง อันควรแก่อนุโมทนา…

ชีวิตคือธรรมะ… ธรรมะคือหน้าที่อันควรปฏิบัติ… การมีชีวิตก็เพื่อการทำหน้าที่อันสุจริตด้วยการปฏิบัติตามธรรม เพื่อการเรียนรู้ในชีวิตอันถูกต้องตรงธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาชีวิตให้เปลี่ยนแปลง มุ่งสู่ธรรมเป็นธงชัยแห่งชีวิต

โลก สังขาร สภาวธรรม หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนดำเนินไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงในทุกขณะ อันเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งพระไตรลักษณ์ หากไม่พัฒนาชีวิตให้มีสติปัญญา ก็ยากจะรู้เข้าใจในหลักธรรมดังกล่าว… สติปัญญา จึงเป็นธรรมอุปการะชีวิตอันสำคัญมากกว่าของมีค่าใดๆ ที่โลกสมมติขึ้น

ด้วยสัตว์โลกมีสติปัญญาที่แตกต่างกันไป ทำให้มีการจัดแบ่งชีวิตของสัตวโลกออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ๑.ชีวิตแห่งความยึดถือ (ขาดสติปัญญา) ๒.ชีวิตแห่งปัญญา ที่เป็นอิสระจากความยึดถือ

ไม่ว่าสัตว์โลกจะดำเนินชีวิตไปในฝ่ายใด แต่แท้จริงสัตว์ทั้งหลายล้วนไม่ต้องการประสบกับปัญหาหรือความทุกข์ …การหลุดพ้นจากปัญหาและความทุกข์ เพื่อชีวิตที่มีอิสระ พบกับสันติภาพที่แท้จริง จึงเป็นยอดปรารถนาของทุกชีวิต ไม่เว้นแม้สัตว์ในอบายภูมิ

อะไรทำให้เกิดอุปสรรคปัญหาต่อการพัฒนาชีวิตเพื่อก้าวสู่อิสรภาพ-สันติภาพ ความสุขสงบที่แท้จริงในการดำเนินชีวิต… คำตอบคือ ความไม่รู้จักพอเหมาะ พอควร พอเพียง และพอดี…

ความไม่รู้จักพอนั้นเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งตัณหา ที่คุกคามควบคุมชีวิตให้สัตว์ทั้งหลายดำเนินไปตามกำลังแรงของความอยาก จนทะยานออกไปแสวงหาสรรพสิ่งทั้งหลายมาสนองตอบตัณหาที่เป็นเหตุให้ชีวิตไม่รู้จักคำว่า พอเหมาะ… พอควร… พอเพียง… และพอดี ด้วยตัณหาสร้างความพอใจไว้ดักหน้า จนไม่สามารถเดินเติมเต็มชีวิตให้รู้จักคำว่าพอ… ด้วยอำนาจตัณหา ยากที่จะถมให้เต็มทะเลความอยาก… ดังคำบาลีที่ว่า นัตถิ ตัณหา สมานที. ศีลธรรมเพื่อพัฒนาไปสู่ความพอดีอย่างมีกฎเกณฑ์ จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดระเบียบชีวิตให้มีคุณค่า และจะต้องเร่งพัฒนาให้ชีวิตเพิ่มพูนสติปัญญา จนภาวะจิตเกิดคุณธรรมสามารถควบคุมชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเข้าถึงสันติธรรม

ปัญหาทั้งปวง ทุกข์ทั้งหลาย จึงดับสิ้นได้ด้วยจิตใจดวงเดียวที่มีธรรม คือ สติปัญญา อุปการะอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จนสามารถสัมผัสรู้และละวางได้ทันในมายาทั้งปวงแห่งโลกนี้…เจริญพร

อะไรคือ สีลัพพตปรามาส (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/399835

อะไรคือ สีลัพพตปรามาส (จบ)

โดย…พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

สีลัพพตปรามาสตอนที่แล้วจบความว่า ที่จุดสำคัญอยู่ที่เป็นการฝึกฝน มีความเข้มแข็ง และตั้งอยู่บนฐานของปัญญา เมื่อทำด้วยมีปัญญารู้เข้าใจ เกิดฉันทะขึ้นมา หรือด้วยวิริยะ ก็เข้มแข็งก้าวไป การฝึกตนก็เกิดขึ้น และก็จะเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายเริ่มที่หัวข้อว่า

เมื่อปฏิบัติถูกชัดแน่แล้ว ก็เข้มแข็งจริงจังแน่วไปเลย

ตอนนี้ ถ้าชัดแก่ตนแล้วว่า เรารู้ความหมายและความมุ่งหมายเข้าใจถูกต้อง ทีนี้ก็ปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง จิตใจก็จะแช่มชื่นเบิกบาน มีความมั่นใจ ก็เอาจริงเอาจังเต็มที่เลย จะเหยาะแหยะไม่ได้ พอรู้แน่แล้ว ก็มุ่งแน่วไปเลย ไม่มัวละล้าละลัง

ศีลและพรตที่ขยายออกไปนี่ ก็เป็นข้อปฏิบัติขั้นศีลนั่นแหละ เป็นแค่ขั้นต้นอะไรกัน ถ้าแค่ข้อปฏิบัติขั้นต้น แค่ขั้นพฤติกรรมภายนอกนี่ยังทำไม่ไหวแล้ว ถึงขั้นจิตใจ จะไปสู้อะไรได้

ต่อจากศีล ก็คือขั้นสมาธิ ขั้นจิตใจ ที่จะต้องชนะจิตใจของตนได้ จนเป็นเจโตวสี คือมีอำนาจเหนือจิตใจของตนได้ จึงจะเป็นความสำเร็จ จึงต้องมีความเข้มแข็ง

เมื่อมั่นใจว่าถูกต้องแน่ชัดแล้ว ก็ทำเต็มที่เลย ตอนนี้ก็จะได้ฝึกจิตใจไปด้วย ข้างนอกทำจริงจัง ในใจก็มีความเข้มแข็งมั่นแน่ว แล้วก็ก้าวต่อไปในขั้นสมาธิของจิต จุดสำคัญอยู่ที่นี่ ไม่ใช่มัวอ่อนแอป้อแป้

ถ้าถือศีลและพรตที่ถูกต้อง เช่น อย่างถือธุดงค์ จะทำสำเร็จได้ ก็ต้องเข้มแข็งอย่างมากเท่านั้น ถ้าไม่เข้มแข็ง จะถือธุดงค์ได้อย่างไร ไม่มีทาง

อะไรจะละจะเว้น ก็ละก็เว้นได้จริง อะไรตกลงให้ทำก็ทำให้จริง ไม่ใช่เหยาะแหยะเหลาะแหละไปหมด กลายเป็นคนที่ล้มเหลว ถ้าปล่อยตัวให้เรื่อยเปื่อย ต่อไปก็จะกลายเป็นคนอ่อนแอจนเคยชินเป็นนิสัย

ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องรู้ว่าเราปฏิบัติเพื่ออะไร จึงจะไม่เป็นสีลัพพตปรามาส ต้องมีปัญญารู้ความหมายความมุ่งหมาย เช่นว่าธุดงค์นี่เพื่ออะไร เพื่อขัดเกลากิเลส เออ เรานี่เป็นคนขี้เกียจ ความขี้เกียจนี่เป็นกิเลสตัวร้าย เราจะต้องขัดเกลากิเลสตัวขี้เกียจนี้ เราก็ต้องเข้มแข็ง เอาชนะไล่ความขี้เกียจไปได้ นี่คือปฏิบัติตรง

ถ้าเราเป็นคนอ่อนแอ คอยตามใจอยากของตัวเอง อยากอย่างไร ก็จะเอาอย่างนั้น เช่น อยากฉันนั่นฉันนี่อยู่เรื่อย ฉันตามเวลาตามกติกาแล้วไม่พอ ในระหว่างมื้อยังอยากฉันอีก นึกอยากจะฉันอะไร ก็ฉันอีก อย่างนี้ไม่ได้ นี่เป็นความล้มเหลวในธรรมวินัย

ท่านจึงให้ฝึก เมื่อรู้ตัวว่าเรานี้ชอบตามใจตัวในเรื่องการฉันโน่นฉันนี่ เราก็จะฝึกตัว เอาล่ะ เราจะฉันมื้อเดียวล่ะ ก็เอาจริงโดยสมาทานมันเลย สมาทานว่าเราถือธุดงค์ฉันมื้อเดียว โดยมีความตระหนักรู้ความมุ่งหมายว่า เราทำเพื่อฝึกตนเพื่อขัดเกลากิเลส จะได้ไม่อ่อนแอมัวแต่ตามใจตัว

เมื่อรู้ความมุ่งหมายแม่นแก่ใจอย่างนี้แล้ว ก็ต้องเข้มแข็ง ใจสู้เต็มที่ ไม่ยอมตามใจกิเลส นี่แหละมันอยู่ที่นี่ มันเป็นเรื่องของความเข้มแข็งกับความอ่อนแอ ไม่ใช่เรื่องสีลัพพตปรามาสอะไรเลย มันคนละขั้นคนละตอน คนละเรื่องกัน

ธรรมวินัยนี่ เป็นของผู้มีวิริยารัมภะ คือปรารถความเพียร ถูกไหม คือ ร่ำแต่จะเพียร จะเพียรพยายามอยู่ร่ำไป จึงเรียกว่า วิริยารัมภะ ซึ่งอยู่ที่เข้มแข็ง ถ้ามัวไปตามใจตัวเองอยู่ เป็นคนอ่อนแอ ก็ไปไม่รอด มีแต่จะต้องมีความเพียร จะมาขี้เกียจผัดผ่อนอ่อนแอเหยาะแหยะได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ ขออภัยใช้คำไม่ค่อยเพราะหน่อย ก็เรียกว่า “ใจหงิก”

คนที่ร่างกายเป็นง่อย ยังดีกว่าคนใจหงิก ทำไมเป็นอย่างนั้น คนง่อยนั้น ร่างกายเป็นง่อย จึงทำอะไรไม่ค่อยไหวใช่ไหม แต่ถ้าเขามีใจเข้มแข็ง ถึงกายจะง่อย เขาก็ยังพยายามสู้กระเสือกกระสนไป อันไหนทำได้ พอไปได้แค่ไหน ก็พยายามทำมันไปจนสุดเต็มที่แค่นั้น ยังมีทางก้าวไปได้ แต่ถ้าคนใจหงิกเสียแล้ว มันไม่เอาเลย แย่ยิ่งกว่าคนเป็นง่อย เพราะฉะนั้นจึงไปไม่รอด ถ้าจะอยู่ในธรรมวินัยนี้ ต้องมีใจเข้มแข็ง

 

หนึ่งเม็ดเพชรน้ำเอก หลวงปู่ตื้อ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/399833

หนึ่งเม็ดเพชรน้ำเอก หลวงปู่ตื้อ (2)

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่หลวงปู่ตื้อเดินธุดงค์กลับเข้ามาทาง จ.น่าน และแพร่ แล้วเดินกัมมัฏฐานมาทาง จ.เลย เนื่องจากทราบว่าหลวงปู่มั่นและพระอาจารย์เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ มาพักอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ นั้น ท่านปรารถนาที่จะมาบวชอยู่เป็นพระฝ่ายธรรมยุตที่ จ.เชียงใหม่ ด้วย อีกวัตถุประสงค์คือต้องการทำความเพียรอยู่กับพระอาจารย์มั่น หลวงปู่ตื้อได้ใช้เวลาเดินจาก จ.เลย สู่ จ.เชียงใหม่ นานหลายเดือน โดยจะแวะพักตามหมู่บ้านต่างๆ

หลวงปู่ตื้อ เล่าว่า จะนั่งรถไฟก็ไม่มีเงิน รถก็มีน้อยนับคันได้ เมื่อไปถึง จ.เชียงใหม่ ท่านบอกว่า ในเมืองเชียงใหม่นั้นมีรถยนต์อยู่เพียงสองคัน ต่อมาเมื่อได้บวชเป็นพระธรรมยุตและเข้าอบรมฝึกกัมมัฏฐานจากอาจารย์มั่น หลวงปู่ตื้อจึงได้ออกติดตามหลวงปู่มั่นไปตามสถานที่ต่างๆ ก่อนพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงนานหลายเดือน เดินธุดงค์ไปตามเขาตามดอย และถ้ำต่างๆ ทั่ว จ.เชียงใหม่ ข้ามไปถึง จ.แม่ฮ่องสอน แล้ววกกลับมาเมืองพร้าว ถือว่าหลวงปู่ตื้อเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่นที่ใกล้ชิดอีกองค์หนึ่ง

กระทั่งพระอาจารย์มั่นกลับไป จ.อุดรธานี แต่หลวงปู่ตื้อไม่กลับ ท่านได้ปฏิบัติธรรมวินัย อบรมญาติโยมและสร้างวัดฝ่ายธรรมยุตขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ หลายแห่ง เช่น สำนักสงฆ์วัดป่าสามัคคีธรรม ใน อ.แม่แตง เป็นต้น จำพรรษาในจังหวัดดังกล่าวนานกว่า 19 พรรษา หลังออกพรรษาท่านจะไปโปรดสัตว์แผ่เมตตาแก่ญาติโยมที่ จ.สมุทรปราการ โดยไม่ขาด

มีเหตุการณ์ชวนตื่นเต้นครั้งที่หลวงปู่ตื้อปฏิบัติกัมมัฏฐานในถ้ำผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน มีวิญญาณพวกเทวดามารบกวน อย่างแรกคือทำคล้ายกับสายรุ้งกินน้ำย่อให้เล็กมาครอบกลดของท่าน มาบีบท่านจนแทบหายใจไม่ออก ท่านอ่อนแรงไปหมด ในขณะนั้นท่านจึงได้ภาวนาท่อง “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” บริกรรมคาถา แล้วแสงเหมือนรุ้งกินน้ำก็หายไป

การทำลายสมาธิของวิญญาณเหล่านั้นยังไม่หยุดหย่อน แปลงเป็นนิ้วใหญ่ๆ เท่าขาช้างยื่นมาค้ำกลดของท่าน ทำให้หัวใจสั่นกลัว มองไปรอบด้านก็มีแต่นิ้วขนาดใหญ่ ทำได้เพียงนึกแต่  “พุทโธ พุทโธ พุทโธ” พอปลงได้ก็ไม่เห็นนิ้วมือใหญ่ยักษ์นั่นอีก

เหตุการณ์เขย่าขวัญยังไม่จบ มีคนผิวดำ สูง แต่งตัวเป็นพระราชา ปรากฏให้เห็นแล้วหายไป ไม่นานก็กลับมาใหม่ แต่งตัวขาวเข้ามากราบ หลวงปู่ตื้อสวนคำถามไปว่าเป็นใคร? มาหาใคร? ได้รับคำตอบว่ามาหาครูบาเจ้า หลวงปู่ตื้อถามอีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดใครทำ ชายแต่งผ้าขาวนั่นตอบว่า “เราเอง เรามาลองจิตใจ” หลวงปู่ตื้อสวนไปว่า “จะมาเล่นไม่ได้”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลวงปู่ตื้อมองว่านั่นคือการฝึก และในพรรษาที่พระบาทบัวบก ที่นั่นมีอาจารย์แหวน พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าดง มีช้างเสือสัตว์ป่ามากมาย ช่วงหนึ่งขณะเดินจงกรมมีงูตัวใหญ่ชูคอดูท่านเดินกลับไปมา จึงเลื้อยเข้ามาใกล้ๆ แล้วขดตัวเป็นวงซ้อนกันก่อนจะเลื้อยหายไป ต่อมากลายเป็นคนสูงใหญ่ ยืนอ้าขาค่อมทางจงกรม แต่หลวงปู่ตื้อก็เดินจงกรมปกติ นึกไม่พอใจนิดๆ เพราะส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ไล่ไปก็ไม่ยอมหนี หลวงปู่ตื้อจึงขึ้นไปบนกุฏิเอาเทียนติดปลายไม้เท้าจุดเทียนสว่าง แล้วนำไปเผาผีตนนั้น พอภาวนากำลังจะเข้าสมาธิ ผีก็มารบกวนท่านไม่หยุด จะแผ่เมตตาอย่างไรผีตนนั้นก็ไม่หนี ที่สุดท่านจนปัญญาไม่รู้จะใช้วิธีไหน

หลวงปู่ตื้อคิดว่าจะใช้น้ำสาดใส่ผีก่อนเดินไปหยิบขัน แต่ผีตนนั้นกับย้ายขันน้ำไปซุกซ่อนไว้  คิดจะใช้ไม้ขีดจุดไฟเผา ผีตนนั้นก็เอากล่องไม้ขีดไปแอบไว้อีก ท่านจึงนำเอามุ้งกลดลงแล้วนั่งภาวนาต่อ แต่ผีตนนั้นไม่ลดละ ยังไปเปิดมุ้งกลดหยอกล้อก่อกวนท่านอีกตลอดทั้งคืนทำให้หลวงปู่ตื้อไม่ได้พักผ่อนจนรุ่งเช้า ก่อนที่ผีตนนั้นจะหายไปพร้อมอรุณ และออกบิณฑบาตพร้อมพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์มั่นถามหลวงปู่ตื้อว่า “เมื่อคืนทำอะไรอยู่” หลวงปู่ตื้อสวนตอบไปว่า “รบกับผีครับ ทำอย่างไรผีมันก็ไม่หนี” พระอาจารย์มั่นจึงพูดว่า “ดีแล้วท่านตื้อ ผีมันปลุกให้เรานั่งภาวนา”

ก่อนหน้านั้นหลวงปู่ตื้อได้ไปนั่งภาวนาทำความเพียรนานพอสมควรกับพระอาจารย์มั่นที่ถ้ำเชียงดาว และพระอาจารย์มั่นก็ได้นิมิตเห็นถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่บนเขาดอยเชียงดาว มีลักษณะสวยงามน่าอยู่ จึงสั่งให้หลวงปู่ตื้อขึ้นไปดูตามคำสั่งพร้อมพระอีก 3 รูป ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงกว่าจะถึงยอดดอย บวกกับกระแสลมแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ก็พยายามหาถ้ำที่พระอาจารย์มั่นนิมิตเห็น แต่ก็ยังไม่พบ

สุดท้ายหลวงปู่ตื้อต้องนอนตากลมพักค้างแรมบนดอย รุ่งเช้าญาติโยมก็นำอาหารขึ้นไปถวาย ฉันเสร็จก็ต่างกันไปค้นหาต่อ จนกระทั่งพบถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า ก่อนจะเข้าไปถึงถ้ำจะต้องไปทำแพข้ามเพราะมีสระน้ำขนาดใหญ่กั้นอยู่ โดยผู้ที่เดินทางไปด้วยไม่กล้าเข้าไป มีเพียงหลวงปู่ตื้อเท่านั้นที่กล้าฝ่าไป

แต่ก่อนจะเข้าไปหลวงปู่ตื้อได้นั่งสมาธิดูก่อนและได้ยินเสียงงูร้อง 2-3 ครั้ง พอเงี่ยหูฟังเสียงก็หายไป ก่อนปรากฏเป็นชายผิวดำสูงใหญ่มายืนพูดว่า “ท่านจะเข้าไปในถ้ำไม่ได้หรอก เพราะมีงูใหญ่เฝ้าอยู่หลายตัว หลวงปู่ตื้อได้พูดไปว่า ท่านเทพเจ้ารักษาถ้ำ พวกอาตมาขึ้นมาไม่ได้หวังเอาอะไร ประสงค์เพียงแค่ต้องการเห็นถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นตามที่พระอาจารย์มั่นใช้ให้มาดู สิ้นเสียงคำพูด ชายคนนั้นก็หายตัวไปทันที

ในเมื่อเห็นถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้าตามนิมิตของอาจารย์มั่นเรียบร้อย จึงถอนสมาธิแล้วนำแพที่เตรียมไว้ผูกผ้าให้ดีแล้วจุดเทียนที่หัวแพ แล้วเอาแพทาบติดที่หน้าอกว่ายน้ำไปยังถ้ำ และพบว่าถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสวยงาม สะอาด ไม่มีใครมากระทำใดๆ จากนั้นหลวงปู่ตื้อก็กลับจากถ้ำและพักทำความเพียรภาวนานานอีก 5 วัน เหล่าเทวดาต่างมาเยี่ยมและสนทนาธรรมมากมาย และได้พบวิญญาณชีปะขาวน้อยองค์หนึ่งที่ทำหน้าที่ค่อยปกปักรักษาถ้ำแห่งนี้อยู่

หลวงปู่ตื้อภาวนาสมาธินานหลายวัน ที่สุดก็ได้ลงจากดอยเชียงดาวมาหาพระอาจารย์มั่น พระท่านอาจารย์มั่นถามว่า “เป็นอย่างไรมีจริงหรือไม่ น่าอยู่ไหม” หลวงปู่ตื้อตอบว่า “ได้เห็นแล้ว มีจริงๆ สวยงามมาก น่าอยู่นะครับ ทว่าตอนฉันใบไม้คิดดูแล้วเหมือนควายครับ บ้านคนไม่มีสักหลัง ไม่รู้จะบิณฑบาตที่ไหน ลมก็แรงพัดหูพัดตา ถ้าอยู่ในถ้ำก็สบายดี” พระอาจารย์มั่นจึงพูดขึ้นว่า…

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

 

วิกฤตการณ์ของโลก ที่ยากจะปฏิเสธ…ในปีหน้า !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/398520

วิกฤตการณ์ของโลก ที่ยากจะปฏิเสธ...ในปีหน้า !

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑ พ.ย. ๒๕๕๘ อาตมารับนิมนต์ไปแสดงธรรมและเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบศาสนกิจ เนื่องในการถวายผ้ากฐิน ประจำปีพรรษา ๒๕๕๘ ณ วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย นำคณะศรัทธา โดย คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี…

การแสดงธรรมในคืนของวันดังกล่าว มีปุจฉาจากโยมนงเยาว์ จึงได้วิสัชนาไปตามลำดับ ตั้งแต่เหตุการณ์ภายนอกทั้งหลาย ที่สามารถรู้เห็นได้เชิงประจักษ์จากปรากฏการณ์ด้านต่างๆ ของสังคมโลก ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ร้อนแรงด้วยอำนาจของไฟกิเลส ที่แผดเผาอยู่ในจิตใจของหมู่ชน จนถึงเหตุการณ์ภายในของจิตใจมนุษยชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน

ทุกสถานการณ์ที่ปรากฏจึงน่าสนใจศึกษา ไม่ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง กรณีสงครามในซีเรีย หรือในเอเชีย หรือในทางยุโรปอเมริกา ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่พร้อมจุดระเบิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่ประเทศมหาอำนาจพร้อมบริวารทั้งหลาย กำลังลากอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชนิดออกแสดงแสนยานุภาพ จนโลกใบนี้เริ่มหวั่นไหวว่า ความหายนะกำลังจะเกิดขึ้นอีกแล้วหรือ…

นอกเหนือจากการเคลื่อนกองกำลังประจัญบานในรูปแบบต่างๆ ที่พอมองเห็นเค้าลาง …ก็ยังมีคลื่นใต้น้ำที่แปรรูปสงครามอันยากจะเข้าใจในยุทธวิธีที่ลุ่มลึกละเอียด โดยใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทำลายและแย่งชิงฐานทรัพยากรอันทรงคุณค่า เช่น น้ำมัน แร่ธาตุทั้งหลาย จนถึงการค้ามนุษย์ ทั้งโดยปกปิดและเปิดเผย ด้วยรูปแบบที่ซับซ้อนซ่อนอยู่ในนโยบายการเมืองเศรษฐกิจ ที่ให้ผลยิ่งกว่าการใช้กำลังรบราฆ่าฟันปิดกั้นเขตแดนกันดังแต่ก่อน

การล่าอาณานิคม การใช้กำลังผสมผสานทั้งในรูปแบบสงครามกองกำลัง สงครามเศรษฐกิจ กำลังเป็นไปอย่างเห็นได้ชัดเจน เปิดเผย และหมดสิ้นความละอายต่อกัน ด้วยอาศัยกฎเกณฑ์ของโลกที่ถูกออกแบบสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือ

การสร้างกฎเกณฑ์ของประชาคมโลก ภายใต้การแย่งชิงการนำของประเทศมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ กลายเป็นสงครามเย็นที่ดำรงสืบเนื่องมาบนปรากฏการณ์ของการเอารัดเอาเปรียบกันอย่างขาดคุณธรรม ไร้มนุษยธรรม นี่คือสงครามไร้รูปแบบที่น่ากลัวยิ่งด้วยภาวะจิตที่ไร้คุณธรรม

การประลองกำลังจึงเกิดขึ้นระหว่างมนุษยชาติที่แบ่งเป็นประชาคมโลกส่วนต่างๆ …มีการหยิบฉวยทุกมิติของสังคมมาใช้ประโยชน์ เพื่อสนองความต้องการตามความประสงคของประเทศตนและหมู่คณะของตน ไม่เว้นแม้เรื่องศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ที่ถูกนำมาใช้เพื่อการทำลายกันและกัน…

วันนี้ของสังคมไทย เราจึงต้องรับผลพวงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวในโลกยุคไร้พรมแดน ที่เป็นไปอย่างไร้รูปแบบ… ไร้คุณธรรมมากขึ้น การรบราฆ่าฟัน การก่อการร้ายคุกคามไปทั่วโลก ไม่เว้นประเทศไทยของเรา… ดังปรากฏเหตุการณ์ใน ๕ จังหวัดภาคใต้ ที่ยอดคนตายพุ่งขึ้นตลอดเวลา อย่างไม่มีท่าทีว่าจะยุติ…

สังคมสงบสุขอ้างอิงธรรมชาติ ประกอบการเกษตรกสิกรรมเป็นอาชีพ ที่เคยดำเนินไปในบริบทของความพอเพียง มักน้อย สันโดษ อย่างประเทศไทย จึงยากที่จะต้านทานในพลังทำลายของโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ในบริบทของปัจจยาการความเชื่อมโยงของโลก

ตราบใดที่ตัณหายังครอบครองโลกอยู่ และขณะใดที่มนุษยชาติยังอ่อนกำลังสติปัญญา …แน่นอน ความหายนะทุกรูปแบบย่อมเกิดปรากฏ เพื่อคุกคามสัตว์โลกทั้งหลาย ให้อยู่ใต้อำนาจที่นำไปสู่ความทุกข์ส่วนเดียว …และเป็นความทุกข์ที่วิปริตพิสดารมากยิ่งจนยากจะเข้าใจในสภาวะธรรมที่ให้รสชาติความทุกข์นั้นๆ …ดังเหตุปัจจัยที่กำลังผลักดันให้แพร่กระจายไปทั่วพื้นผิวโลกที่เป็นอยู่… ย่อมเป็นเครื่องประกันคำกล่าวที่ว่า ในปีหน้าจะรุนแรงและเลวร้ายยิ่งขึ้นในสถานการณ์โลกทุกมิติ… จึงควรสำรวมระวังและช่วยกันแสวงหาอำนาจธรรม เพื่อคุ้มครองปกปักรักษาตนเอง สังคม ประเทศชาติ ไว้ล่วงหน้าได้เลยนับแต่บัดนี้

เจริญพร

 

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (7)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/398517

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (7)

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

พระธรรม 4 ประการ (มหาสติปัฏฐาน) ไม่แตกแยกกัน ใจตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อาศัยความเพ่งอย่างแรง สติสัมปชัญญะก็รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นสามัคคีธาตุสามัคคีธรรมโดยสมบูรณ์ ที่เรียกว่า เอกายนมรรค คือ 4 ใน 1 จึงเป็นเหตุให้เกิดมีกำลังกล้า เป็นชาคริยานุโยค องค์ตปธรรมกำจัดความมืดมิดปิดบังได้เป็นอย่างดี แสงสว่างของดวงจิต เมื่อเพ่งเล็งเข้า อำนาจอันเกิดขึ้นจากการปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ

ดวงจิตก็มีกำลังตั้งอยู่โดยลำพัง เหมือนบุคคลที่ขึ้นไปอยู่บนยอดภูเขา ย่อมมีสิทธิอำนาจจะแลเห็นได้ในทิศต่างๆ ทั่วไป เครื่องอาศัยก็สูง คือธาตุลมเป็นเครื่องสนับสนุนให้เด่นเป็นอิสระ ฉะนั้นดวงจิตนี้จึงสามารถจะมองเห็นสถานที่ต่างๆ ของ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ ที่เรียกว่าสังขารธรรมทั้งปวงได้เป็นอย่างดี เปรียบเหมือนบุคคลที่เอากล้องขึ้นไปถ่ายพื้นโลกบนอากาศ สามารถที่จะดึงดูดเอาภาพต่างๆ

ในพื้นโลกได้เป็นส่วนมากฉันใด ใจบุคคลที่เข้าถึงลักษณะอย่างนี้ ย่อมรู้เห็นความเป็นจริงของโลกและธรรมได้เป็นอย่างดี (โลกวิทู) จะเกิดมีวิชชาขึ้นอีกอย่างหนึ่งในทางจิต ที่เรียกว่า วิปัสสนา หรือวิชชา วิมุตติเหล่านี้เป็นต้นธาตุทั้ง 4 เป็นธาตุกายสิทธิ์ ดวงจิตเป็นจิตตานุภาพ

เมื่อประสงค์ปรารถนาส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นส่วนของธรรมและโลกก็ได้ให้ขยับจิตเพ่งลมให้หนักและแรง กำลังจิตเข้าไปจ่อในธาตุอันบริสุทธิ์ ก็มีฌานผุดขึ้นในธาตุนั้นเปรียบเหมือนเข็มของแผ่นจานเสียง ซึ่งจดจ่อลงไปย่อมเกิดเสียงของมนุษย์และสัตว์ปรากฏขึ้นในที่นั้นฉันใด สติของเราจดจ่อเพ่งเล็งลงไปในอารมณ์อันสะอาด ต้องการรูปก็จะปรากฏรูป ต้องการเสียงก็จะปรากฏเสียง ไม่ว่าใกล้หรือไกล ย่อมรู้ได้ทั้งเรื่องโลกและเรื่องธรรม เรื่องตนและเรื่องคนอื่น สุดแท้แต่เราประสงค์เรื่องอันใด จดจ่อลงไปก็ให้นึกขึ้นจะปรากฏได้ทันที นี่แหละเรียกว่าญาน รู้ได้ในอดีตและอนาคตพร้อมด้วยในปัจจุบัน

จึงเป็นวิชชาสำคัญอันหนึ่งเรียกว่า ปจฺจตฺตํ รู้ได้เฉพาะตน ธาตุนั้นเปรียบเหมือนกระแสไฟที่แล่นอยู่ในอากาศ สติและจิตมีกำลังกล้า มีวิชชาความรู้สูง สามารถที่จะให้ธาตุนั้นเป็นสื่อสารสัมพันธ์ทั่วไปในโลก เป็นทางให้เกิดวิชชาความรู้ขึ้นในตัวเองได้เป็นอย่างดี ฌานที่ 4 นี้ เมื่อมีแล้วโดยสมบูรณ์ ก็เป็นเหตุให้เกิดวิชชา 8 ประการ ขึ้นในตัวของเขาเอง คือ

1.วิปัสสนาญาณ คือความรู้แจ้งเห็นจริงในนามและรูป วิปัสสนาญาณนี้เป็นส่วนพิเศษ เกิดขึ้นจากการอบรมจิต มีหนทางรู้ได้ 2 วิธี คือ

– รู้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องนึกคิด

– รู้ขึ้นจากการนึกคิด แต่ไม่ใช่การตรองให้ยึดยาวเหมือนความรู้ธรรมดา นึกเมื่อไรก็โพลงขึ้นมาเมื่อนั้น เหมือนน้ำมันเบนซินที่ซุ่มอยู่ด้วยสำลี เมื่อจ่อไฟเมื่อใดก็ลุกโพลงขึ้นได้โดยเร็ว วิปัสสนาก็ดี ญาณก็ดี ย่อมมีความเร็วได้เช่นนั้น จึงต่างจากปัญญาสามัญธรรมดา

2.มโนมยิทธิ ฤทธิ์ในทางจิตใจ นึกเช่นไรย่อมเป็นไปเช่นนั้น

3.อิทธิฤทธิ แสดงฤทธิ์ได้ ให้ปรากฏแก่คนบางพวก เช่น แปลงรูป แปลงสถานที่ ให้ประชาชนแลเห็นด้วยตาบางคราวบางสมัย

4.ทิพพโสต หูทิพย์ ฟังเสียงไกลได้

5.เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ในวาระน้ำใจของบุคคลอื่นได้ว่าดีชั่วหยาบหรือละเอียด

6.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติหนหลังได้ (ท่านจะไม่ต้องยุ่งในเรื่องตายเกิดตายสูญ เพราะได้วิชชาข้อนี้)

7.ทิพพจักขุ ได้ตาทิพย์ มองเห็นรูปละเอียดและหยาบใกล้หรือไกลได้ (อณู ปรมาณูและสิ่งอื่นๆ)

8.อาสวักขยญาณ รู้จักวิธีทำอาสวะกิเลสเครื่องเศร้างหมองใจให้เบาบางจนสิ้นไปได้ วิชชา 8 ประการนี้ ล้วนแล้วแต่สำเร็จมาจากภูมิฐานของสมาธิทั้งสิ้น

ฉะนั้น จึงได้เขียนรวบรัดแนวทางที่จะทำให้เกิดสมาธิญาณ โดยทางของอานาปาน์ที่แสดงไว้นั้น เมื่อผู้ใดมีความมุ่งหวังในส่วนความดีทั้งหลายนี้ จงให้สนใจปฏิบัติอบรมจิตใจของตนเองนั้นเทอญฯ

พุทฺธปูชา มหาเตชวนฺโต (บูชาพระพุทธคุณจักได้บุญฤทธิและอิทธิฤทธิ์) พระโมคคัลลานะ

ธมฺมปูชา มหปฺปญฺโญ (บุญพระธรรมคุณจักเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยปัญญา) พระสารีบุตร

สงฺฆปูชา มหาโภควโห (บูชาพระสังฆคุณจักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์) นางวิสาขา มหาอุบาสิกา

คำตรวจน้ำอุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติและใครๆ ได้หมด

สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ อเวรา สุขชีวิโน.

ขอสัตว์ทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้มีเวรแก่กันและกัน จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเทอญ

กตํ ปุญญํ ผลํ มยฺหํ สพฺเพ ภาคี ภวนฺตุ เต.

ขอสัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ได้เสวยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญด้วยกายวาจาแล้วนั้นเทอญ

(ถ้าจะอุทิศให้ญาติ ให้นึกถึงชื่อบุคคลผู้ตาย มีบิดามารดา นาย…..นาง….. สุดแท้แต่เราประสงค์ให้แก่คนใด)

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

 

อริยธรรม… สู่การแก้ปัญหาสังคม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 09:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/397223

อริยธรรม... สู่การแก้ปัญหาสังคม!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา… ช่วงนี้เป็นต้นฤดูกาลทอดกฐินอันเป็นไปตามพุทธานุญาตที่พระภิกษุอยู่ครบไตรมาสในอาวาส มีสิทธิแสวงหาผ้าเพื่อนำมาซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม เข้าสู่กระบวนการกรานกฐินได้ ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนภิกษุ ๕ รูปขึ้นไป จึงจะครบองค์สงฆ์ที่กระทำสังฆกรรม โดยพระภิกษุจะต้องประพฤติปฏิบัติตนถูกต้อง ไม่ขาดพรรษา และการทอดถวายผ้ากฐินนั้น จะต้องเป็นไปด้วยความศรัทธาของญาติโยม ห้ามพระภิกษุเรียกร้อง เรียกหา และกระทำการเรี่ยไรด้วยพฤติกรรมใด วิธีการใด ที่ขัดต่อสมณสารูป หรือความเป็นพระสงฆ์ในพระธรรมวินัยนี้

อริยประเพณีที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์อีกอย่างหนึ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง คือ การกราบขอขมาคารวะ เป็นการทำวัตรที่แสดงความเป็นอารยธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นความสวยงามในหมู่สงฆ์ เพราะนอกเหนือจากเป็นการเปลื้องอกุศลกรรมใดๆ ออกจากกาย วาจา ใจ… เป็นการอดโทษแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การได้รับฟังโอวาทจากพระเถระหรือครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความรักสามัคคีในหมู่คณะให้มองดูแล้วน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่ง

สำหรับวิธีการปฏิบัติเพื่อขอขมาคารวะนั้น พระภิกษุจะนำพานดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องบูชา โดยกราบพร้อมกัน ก่อนเปล่งวาจาว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๓ จบ จากนั้นก็กล่าวเป็นภาษาบาลีมีความหมายว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระเถระจงอดโทษซึ่งความผิดทั้งปวง ที่พวกข้าพเจ้าได้กระทำล่วงเกินด้วยความประมาทในพระเถระ ด้วยไตรทวาร” … พระเถระผู้รับการขอขมา ก็จักกล่าวอดโทษให้ และขอให้ยกโทษให้แก่ท่านด้วย…

จากนั้นก็จะกล่าวให้พร โดยมักจะให้พรในทำนองที่ว่า… สิ่งที่ทำผิดไปแล้ว ก็ขอให้แล้วไป ให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ เริ่มต้นกันใหม่ ดังภาษิตนิยมจากองคุลิมาลสูตรที่แปลความว่า… ก็ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท ภายหลังผู้นั้นไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ…

 

จากที่กล่าวมา เพื่อเป็นข้อศึกษาอันจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการแสวงสันติและความสุขให้กับตนเอง ผู้อื่น และสังคมประเทศนั้น จะต้องประกอบด้วยจิตใจที่มีเมตตากรุณาต่อกันและกันของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การรู้จักขอขมาคารวะและการอดโทษต่อกันหรือการให้อภัยกันและกัน

อภัยทาน… เป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด แต่เมื่อไหร่ที่คนเราเข้าถึงธรรม ประพฤติธรรม และเคารพธรรม ความยากของการให้อภัยนั้น ย่อมไม่ยากเลย และเมื่อนั้นก็จะสามารถลบความขัดแย้ง ความแตกแยก ความร้าวฉาน ของหมู่ชนในสังคมไปได้

วันนี้แห่งสังคมประเทศชาติของเรา รู้สึกว่าหมู่ชนจะห่างไกลกับการให้อภัยกัน การรู้รักสามัคคีจึงยังไม่เกิดขึ้นในสังคมที่อ้างอิงว่าเป็นชาวพุทธมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในประเทศเรา

ภาพลักษณ์ที่ขาดธรรมลักษณ์ดังกล่าว จึงทำให้สังคมประเทศชาติของเราขาดความสงบสุขและสิ้นความสวยงามที่บรรพชนเคยภาคภูมิใจไปอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ ด้วยอำนาจอคติธรรมที่ครอบครองจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยโมหจิต ด้วยฤทธิ์เดชของโลภะและโทสะ… อะไรๆ จึงยังไม่เรียบร้อยและเป็นไปอย่างที่ควรเป็น ภาคสังคมที่อ่อนแอ ที่ภูมิต้านทานธรรมต่ำ จึงยังเคลื่อนไหวฟุ้งซ่านไปตามกำลังกิเลส ให้โอนอ่อนไปตามกระแสอย่างน่าสงสาร… เอวัง

เจริญพร

 

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 09:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/397221

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (6)

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

คนบางคนที่มีปัญญาฉลาดหลักแหลม สามารถจะอธิบายข้ออรรถข้อธรรมได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแต่กิเลสเพียงหยาบๆ อันเป็นคู่ปรับแห่งศีล แค่นี้ก็ยังละกันไม่ค่อยจะออก นี่คงจะเป็นเพราะขาดความสมบูรณ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา กระมัง จึงได้เป็นไปอย่างนั้น ศีลก็คงเป็นศีลอย่างเปลือกๆ สมาธิก็คงเป็นสมาธิอย่างเปื้อนเปรอะ ปัญญาก็คงเป็นปัญญาอย่างเลอะเลือนเคลือบเอา เสมอเหมือนกับบานกระจกที่ทาด้วยปรอท

ฉะนั้น จึงไม่สามารถเป็นเหตุให้สำเร็จความมุ่งหวังของพุทธบริษัทได้ ตกอยู่ในลักษณะมีดที่คมนอกฝัก คือ ฉลาดในเชิงพูด เชิงคิด แต่ดวงจิตไม่มีสมาธิ นี่เรียกว่า คมนอกฝัก ฟักไข่นอกรัง คือ แสวงหาความมีแต่ภายนอก ไม่อบรมจิตใจของตนให้เป็นไปในทางสมาธิ ปักหลักกองทราย คือ เที่ยวยึดถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่ตนมาเป็นสรณะที่พึ่ง ย่อมให้โทษ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ชื่อว่า เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ที่พึ่งอันเป็นแก่นสาร ฉะนั้นจึงควรที่จะต้องสร้างเหตุให้เป็นไปด้วยดี เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ ดังนี้

อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเสตมตฺตนา

จงเตือนตน ฝึกฝนใจด้วยตนเอง จงเร่งคิดพิจารณา (อานาปาน์) ของตนด้วยตนเทอญ

ต่อนี้จะได้รวบรัดวิธีปฏิบัติอานาปาน์ให้เป็นองค์ฌานขึ้นตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) “ฌาน” ฌาน แปลว่า ความเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว เช่น กระทำลมหายใจดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

ข้อ 1 ปฐมฌาน (ฌานที่ 1) มีองค์ 5 คือ

1.วิตก ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออกจนจำได้ไม่เผลอ (ตรึก)

2.เอกัคคตา ให้ประคองจิตไว้ในลมหายใจอย่าให้แส่ส่ายไปในสัญญาอารมณ์อื่นๆ ประคองจิตไว้ในเรื่องลมอย่างเดียวจนเกิดลมสบายขึ้น (จิตถึงความเป็นหนึ่ง นิ่งอยู่กับลมหายใจ)

3.วิจาร คือ ให้รู้จักขยายลมหายใจที่ได้รับความสบายแล้วนั้น ให้ไปเชื่อมกับลมส่วนอื่นในร่างกายกระจายลมออกจนทั่วถึงกัน เมื่อร่างกายได้รับประโยชน์จากลมหายใจแล้ว ทุกขเวทนาก็สงบไป ร่างกายเต็มไปด้วยธาตุลมที่ดี (ตรอง) คือเพ่งอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว คุณธรรม 3 อย่างนี้ เข้าอยู่ในสายลมอันเดียวกัน จึงจะเป็นปฐมฌานได้ สายลมอันนี้ย่อมแล่นเข้าถึงฌาน 4 ได้วิตก เอกัคคตา วิจาร 3 ประการนี้เป็นตัวเหตุ เมื่อเหตุเหล่านี้ทำให้สมบูรณ์ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะได้รับผลเกิดขึ้น อันเป็นองค์ที่ 4 คือ

4.ปีติ ความอิ่มกายอิ่มใจก็เกิดขึ้น ดูดดื่มปลาบปลื้มปราโมทย์ อยู่โดยลำพังกายและจิต

5.สุข ความสบายกาย เกิดจากกายสงบ กายไม่กระสับกระส่าย (กายปสฺสทฺธิ) ใจสบาย ใจไม่กระสับกระส่าย มีความสบายรื่นเริงอยู่โดยลำพังไม่วอกแวก (จิตฺตปสฺสทฺธิ)

ปีติและสุข 2 อย่างนี้เป็นส่วนมาก ปฐมฌานที่อธิบายมานี้ก็มีเหตุอย่างหนึ่งผลอย่างหนึ่งเท่านั้น เมื่อปีติและสุขมีกำลังมากขึ้น ลมก็ละเอียด เพราะอาศัยความเพ่งนานเข้า ผลก็แรงขึ้นจึงเป็นเหตุให้ละวางวิตกวิจาร อันเป็นงานเบื้องต้นเสียได้ อาศัยเหตุอันเดียวคือเอกัคคตารมณ์ก็เข้าสู่ทุติยฌาน (มรรคจิต ผลจิต)

ข้อ 2 ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) มีองค์ 3 คือ

1.ปีติ

2.สุข

3.เอกัคคตา (มรรคจิต)

ได้แก่ จิตที่เสวยผลมาจากปฐมฌาน ถ้าเข้าถึงทุติยฌาน ปีติก็มีกำลังแรงขึ้นอีก สุขก็มีกำลังแรงขึ้นอีก เพราะอาศัยความเพ่งอยู่ในเหตุอันเดียว คือ เอกัคคตารมณ์ เป็นผู้ดูงานต่อไป เพ่งลมหายใจละเอียดเข้า นิ่งอยู่ด้วยความอิ่มกาย อิ่มจิต สุขกาย สุขจิต ใจแน่วแน่มั่นคงลงไปอีกกว่าเดิม เพ่งไปนานๆ ปีติและสุขก็มีกำลัง แล้วแสดงลักษณะอาการขยายตัวเข้าขยายตัวออก เอกัคคตารมณ์ก็เพ่งลงไปอีก ขยับจิตลงไปอีกให้ละเอียด จนพ้นจากลักษณะแห่งความไหวตัวของปีติและสุข แล้วจะเข้าถึงตติยฌานต่อไป

ข้อ 3 ตติยฌาน (ฌานที่ 3) มีองค์ 2 คือ

1.สุข

2.เอกัคคตา

กายมีความสงบสงัด พ้นจากการไหวตัว เป็นการวิเวกไม่มีเวทนาอันใดมารบกวน จิตก็เงียบสงัดเป็นจิตวิเวก ลมก็ละเอียดกว้างขวาง ปลอดโปร่งรัศมีสีขาวซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กายคล้ายสำลี ระงับทุกขเวทนาของร่างกายได้หมด ระงับเวทนาของดวงจิตได้หมด จดจ้องประคองไว้แต่ลมอันละเอียดและกว้างขวาง ดวงจิตมีอิสระไม่มีอารมณ์สัญญาอดีต อนาคตมาแทรก ดวงใจก็โพลงตัวอยู่โดยลำพังธรรมธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสามัคคีกันทุกส่วน เกือบจะเรียกได้ว่าบริสุทธิ์ทั้งก้อนกายก็ได้

เพราะลมมีกำลัง ควบคุมปรนปรือธาตุส่วนอื่นให้สามัคคีกันเป็นอย่างดี สติก็คุมอยู่กับเอกัคคตาอันเป็นตัวเหตุ ลมเต็มกาย สติเต็มกาย เพ่งลงไปจิตก็แจ่มใส ร่างกายก็เบา ใจมีกำลังกล้า เวทนา คือ สุขก็สงบ กายก็สม่ำเสมอ ไม่มีความพลั้งเผลอใดๆ เข้าแทรกเป็นเหตุให้ปล่อยวางความสุข อาการของความสุขก็สงบ เพราะอาศัยธาตุทั้ง 4 เสมอกัน ไม่มีลักษณะอาการเคลื่อนไหวตัว ตัวเหตุเอกัค คตาก็มีกำลังเพ่งหนักลงไป ก็ได้เข้าสู่จตุตถฌานต่อไป

ข้อ 4 จตุตถฌาน (ฌานที่ 4) มีองค์ 2 คือ

1.อุเบกขา

2.เอกัคคตา (สติ)

อุเบกขากับเอกัคคตา ฌาน 4 นี้ มีความเพ่งอย่างแข็งแรงเหนียวแน่นมั่นคง ธาตุลมสงบ ไม่มีอาการกระเพื่อมกระฉอกได้เลย จิตวางเฉยหมดอารมณ์ อดีต อนาคต ธาตุลมอันเป็นส่วนปัจจุบันก็เงียบเฉย เปรียบเหมือนทะเลหรืออากาศที่ปราศจากคลื่นรบกวน รูปและเสียงย่อมแลเห็นและรู้ได้ในทางไกล เพราะอาศัยธาตุลมซึ่งไม่มีอากาศกระเพื่อมเคลื่อนไหวตัว ซึ่งเปรียบเหมือนจอหนัง คอยรับรูปภาพที่ฉายออกมาให้แลเห็นและรู้เรื่องของภาพนั้นๆ เป็นอย่างดี มีวิชชาความรู้ขึ้นในดวงจิต รู้แล้วก็เฉยอยู่ จิตก็เฉย ลมก็เฉย เฉยได้ทั้ง 3 กาล

นั่นแลเรียกว่า เอกัคคตารมณ์ เพ่งอยู่ในความเฉยความเงียบของลม ลมทุกส่วนของร่างกายย่อมแล่นถึงกัน สามารถที่จะหายใจได้ทุกขุมขน คือไม่ต้องใช้ลมหายใจทางจมูก เพราะลมหายใจกับลมส่วนอื่นเป็นพื้นเดียวกันหมด ลมเต็ม ลมเสมอกัน ธาตุทั้ง 4 มีลักษณะอย่างเดียวกันหมด จิตสงบเต็มที่ ความเพ่งก็แรง แสงก็แจ่ม เป็นมหาสติปัฏฐาน ดวงจิตก็เบิกบานแจ่มใส เหมือนแสงไฟหรือแสงอาทิตย์ซึ่งไม่มีเครื่องปิดบัง ย่อมลุกโพลงส่องโลกให้สว่างไสว

ฉะนั้น จิตดวงนี้ย่อมมีรัศมีดีแผ่ไปทั่ว ลมก็มีรัศมี จิตก็มีรัศมีอย่างสมบูรณ์ เพราะอาศัยความเพ่งแห่งสติ ความเพ่งก็แรง แสงก็แจ่ม ดวงจิตก็มีอำนาจ คุณธรรม 4 ประการ เข้าสันนิบาตทั้งหมด คือ สติปัฏฐานทั้ง 4 มีอาการว่านั่น กาย เวทนา จิต ธรรม ความเห็นที่ว่า 4 นั้นย่อมไม่มี จึงเรียกได้ว่า มหาสติปัฏฐาน

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

 

ปุจฉา… สังคมยุติธรรมได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2558 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/395834

ปุจฉา... สังคมยุติธรรมได้อย่างไร?

โดย…พระอาจารย์อาระยะวังโส

วิสัชนา เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็น วันปิยมหาราช อาตมาได้นำคณะสงฆ์และศรัทธาสาธุชน เจริญพระพุทธมนต์ อบรมจิตตภาวนา ณ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาเป็นประธานในพิธี เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อรับกรรมฐาน ปฏิบัติธรรม และร่วมสวดพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งกระทำสัตยาธิษฐาน เพื่อขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย ปกปักรักษาแผ่นดินไทย และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล…

ได้อธิบายความหมายแห่งธรรมของคำว่า “กัมมัฏฐาน” ว่า หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต… เป็นกระบวนการพัฒนาจิตให้สงบระงับ ไม่ให้ซัดส่ายไปรับอารมณ์อื่นๆ โดยอ้างอิงเครื่องมือ ๓ ประการ ที่ปรากฏอยู่ใน สติปัฏฐานสี่ ได้แก่ อาตาปี… สัมปชาโน… และสติมา (มีสติ)

ธรรมทั้ง ๓ ประการตามกล่าว เมื่อเกิดปรากฏในการอบรมจิต ย่อมสามารถนำอภิชฌาและโทมนัสในใจ (โลก) ออกเสียได้ จึงสรุปได้ว่า กัมมัฏฐานนั้นเป็นกระบวนการพัฒนาจิต ให้สามารถละวาง อภิชฌา … โทมนัส ออกจากใจเสียได้ โดยกระบวนการกัมมัฏฐานจักต้องมี คำบริกรรม (อารมณ์กรรมฐาน) สติ และจิต เป็นหลักสำคัญ โดยเปรียบจิตเหมือนลูกโค สติเหมือนกับเชือก และคำบริกรรม (อารมณ์กรรมฐาน) เหมือนกับหลัก  ทำอย่างไรให้เชือกผูกล่ามลูกโคไว้กับเสาหลักให้มั่นคง จนลูกโคยอมรับสภาพแห่งการผูกล่ามไว้ ไม่ดิ้นรนซัดส่ายอีกต่อไป อุปมาก็เหมือนจิตที่ถูกกำกับควบคุมด้วยสติ ให้เสวยอารมณ์กรรมฐานอันเกิดจากการภาวนา…ก็จะได้จิตสงบ …เมื่อแปลงค่าจิตสงบเป็นจิตรู้ จิตหลงก็สูญหายไป จิตรู้ก็จักอยู่กับธรรม คือ เข้าถึงความจริงอย่างเป็นธรรมดาว่า โลกเป็นเช่นนี้เอง!!

สำคัญยิ่งแห่งการอบรมจิตตภาวนา คือ การรู้ทันความคิด ละวางทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ติดในธรรมใดๆ การพิจารณาให้รู้จริง เห็นจริง ในความจริงอย่างธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาติ จึงเป็นการพัฒนาให้เกิดจิตธรรม … ละจิตโลกดับสิ้น อกุศลวิตกใดๆ ก็จะไม่บังเกิดมารบกวนอีกต่อไป ด้วยกุศลวิตกที่เข้ามาแทนที่อย่างคุ้นเคยเป็นหนึ่งเดียวกับจิต

 

คำว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ผลของงานอยู่ที่การกระทำ และการกระทำอยู่ที่กรรมของคน ดังนั้นผู้เกิดมาเป็นคนจึงต้องรับผลของกรรม อันเป็นการกระทำของตัวเราเอง กรรมจึงเป็น อตฺตรชํ (เกิดแต่คน) อตฺตสมฺภวํ (พร้อมเป็นที่ตน) … กมฺมุนาวตฺตตีโลโก (สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม) จึงเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจให้มากในสัตว์สังคมปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในกฎแห่งกรรม จะได้เข้าถึงคำว่า ความยุติธรรม อย่างแท้จริง…

เมื่อเข้าใจความจริงในความหมายของความยุติธรรม ก็จะเข้าใจความจริงของโลกและสัตว์โลก ว่า ต้องเป็นไปตามกรรม  การมีเมตตากรุณาต่อกันก็จะเกิดขึ้นโดยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างพอเหมาะก็จักเกิดขึ้น การมองดูกันด้วยสายตาที่มีเมตตากรุณาก็จักปรากฏในสังคม จึงไม่เพียงแต่ ไม่ข้ามคนล้ม กลับยังต้องช่วยเหลือพยุงขึ้นมาเพื่อนำพาไปในที่ปลอดภัย หรือแม้ไม้ล้มก็จะไม่ข้ามไปอย่างไร้การเหลียวแล กลับยังต้องเก็บกวาดนำออกไป ไม่ให้กีดขวางทางสัญจรให้คนอื่นเดือดร้อน… มันเป็นอย่างนี้จริงๆ หากจิตใจเข้าถึง ความยุติธรรม ด้วยการปลงใจยอมรับว่า กฎเกณฑ์กรรม เป็นความจริงแท้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่เราควรให้ความเคารพ…

เจริญพร