หยุดแชร์’ฝึก8อย่างจะได้ไม่ทุกข์’ ‘พศิน’แจง’ปยุตฺโต’ถูกอ้างชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250735

หยุดแชร์'ฝึก8อย่างจะได้ไม่ทุกข์' 'พศิน'แจง'ปยุตฺโต'ถูกอ้างชื่อ

หยุดแชร์’ฝึก8อย่างจะได้ไม่ทุกข์’ ‘พศิน’แจง’ปยุตฺโต’ถูกอ้างชื่อ

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.21 น.

30 ธ.ค.59 พศิน อินทรวงค์ อดีตนักแต่งเพลง นักเขียนและวิทยากรด้านธรรมะ โพสต์ข้อตความลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว “พศิน อินทรวงค์” เพื่อชี้แจง หลังมีการนำบทความของตนเอง ชื่อ “15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง(ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง)” นำมาตัดทอน และแชร์กันในโลกออนไลน์ชื่อ “ฝึก8อย่างจะได้ไม่ทุกข์” พร้อมปรากฎชื่อและรูปภาพ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า บทความชิ้นนี้เป็นงานเขียนของท่าน

พศิน อินทรวงค์ ระบุ โปรดอย่าแชร์บทความดังกล่าว เพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายแก่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) และตนเองในฐานะผู้เขียนบทความ

พศิน อินทรวงค์ โพสต์ข้อความไว้ดังนี้

***ชี้แจง***
เรื่อง กรณีเข้าใจผิดเรื่องบทความ “ฝึก8 อย่างจะได้ไม่ทุกข์”

1. เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนผม( พศิน อินทรวงค์) ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งมีชื่อว่า “15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง(ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง)”และได้นำโพสลงในเพจ พศิน อินทรวงค์

2. เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้นำบทความดังกล่าวมาตัดต่อให้เหลือ 8 ข้อแล้วตั้งชื่อใหม่ว่า “ฝึก8 อย่างจะได้ไม่ทุกข์”มีการนำรูปของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)มาประกอบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า บทความชิ้นนี้เป็นงานเขียนของท่าน

3. ตอนนี้มีผู้เข้าใจผิด นำบทความที่ตัดต่อประกอบรูปของท่านแชร์กันไปนับหมื่น ทั้งในเฟสบุ๊ค ในกลุ่มไลน์ต่างๆ สำนักข่าวกระทั้งนำไปอ่านลงยูทูบก็มี ทำให้มีผู้ซักถามเข้ามาในเพจเป็นจำนวนมาก

4. เนื่องจากท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นบุคคลสำคัญในสังคมไทย ผมจึงต้องออกมาเรียนชี้แจ้งให้ทุกท่านทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

5. ขอให้ทุกท่าน อย่าแชร์บทความที่ตัดต่อประกอบรูปท่านและรบกวนแจ้งข่าวนี้ต่อไปเพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายแก่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) และตัวผมในฐานะผู้เขียนบทความ

6. ผมจะลงบทความที่เป็นต้นฉบับไว้ด้านล่างนะครับและท่านสามารถเช็คข้อมูล เกี่ยวกับเวลาที่ผมโพสครั้งแรกและเนื้อหาบทความต้นฉบับได้ทางอินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ว่า 15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง (ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง)

ขอบคุณทุกท่านมากครับหากมีการใช้คำที่ไม่เหมาะสมในการชี้แจ้งครั้งนี้ ก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

ด้วยความเคารพ
พศิน อินทรวงค์

***บทความฉบับเต็มเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน****

15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง(ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง)
พศิน อินทรวงค์
1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่ว่างไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ “ยัง” ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่
มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี

คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คือ
“เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น”
ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
“อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง”
คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกใบนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์

วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อ จนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก

ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ
ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า
มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน…

เกจิดัง’กาฬสินธุ์’อวยพรปีใหม่ ขอให้ใช้หลักธรรมดำเนินชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250717

เกจิดัง'กาฬสินธุ์'อวยพรปีใหม่ ขอให้ใช้หลักธรรมดำเนินชีวิต

เกจิดัง’กาฬสินธุ์’อวยพรปีใหม่ ขอให้ใช้หลักธรรมดำเนินชีวิต

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.08 น.

30 ธ.ค.59 พระราชศีลโสภิต (หลวงปู่หนูอินทร์ กิตฺติสาโร) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ขออำนวยอวยพรให้พุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพราะเมื่อทุกคนยึดถือปฏิบัติ

โดยมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็จะมีสติ รอบรู้ ใคร่ครวญ ทำให้ไม่ประมาท โดยเฉพาะไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตคือไม่ประมาทในวัย ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย

ปฐมวัย คือวัยเด็ก เป็นวัยที่ต้องศึกษาหาความรู้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน

มัชฌิมวัย คือ วัยกลางคน ซึ่งเป็นวัยทำงานประกอบสัมมาชีพโดยสุจริต เพื่อสร้างหลักฐานให้ครอบครัวมีความมั่นคงและ

ปัจฉิมวัย คือ วัยสูงอายุ ให้รู้จักเข้าวัด หมั่นทำบุญ ให้ทาน ดังนั้นในโอกาสต้อนรับปีใหม่ จึงขออำนวยอวยพรให้พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวไทย ปราศจากสิ่งไม่ดี ละเว้นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตที่จะเป็นแนวทางสร้างความสุขก็จะเป็นผู้มีความสุข ความเจริญตลอดไป

เพลงพระราชนิพนธ์’พรปีใหม่’ พรอันยิ่งใหญ่จาก’ในหลวงร.9′ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250706

เพลงพระราชนิพนธ์'พรปีใหม่' พรอันยิ่งใหญ่จาก'ในหลวงร.9' (ชมคลิป)

เพลงพระราชนิพนธ์’พรปีใหม่’ พรอันยิ่งใหญ่จาก’ในหลวงร.9′ (ชมคลิป)

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.58 น.

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ของทุกปี เป็นวันที่คนไทยทุกต่างร่วมเฉลิมฉลองรับศักราชใหม่ ซึ่งในทุกปีมักจะได้ยินเสียงเพลงปีใหม่เปิดอยู่ทั่วไป หนึ่งในเพลงที่คุ้นหูเหล่านั้น มีบทเพลงที่ทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อประชาชนชาวไทยมากที่สุดนั่นคือเพลง พรปีใหม่

เพลงพรปีใหม่ เป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เป็นเพลงพระราชนิพนธ์อันดับที่ 13 จากทั้งหมด 48 เพลง  โดยทรงพระราชนิพนธ์ครั้งเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2495 ตามพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทยด้วยบทเพลง จึงพระราชนิพนธ์เพลงดังกล่าวขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ จากนั้นจึงได้พระราชทานเพลงแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลงเพื่อพระราชทานแก่ชาวไทยครั้งแรก ในวันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ.2495

พรปีใหม่ (New Year Greeting)
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
คำร้อง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์
สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปราณี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ทุกวัน ทุกคืน ชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ
เพลงพระราชนิพนธ์บทเพลงนี้ นับได้ว่าเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกจากพ่อหลวงที่มอบกับประชาชนชาวไทย ก่อนที่จะเริ่มมี ส.ค.ส.พระราชทานขึ้นในปี พ.ศ.2529 สืบเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ.2559 ทั้งหมดนี้ จึงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่า เป็นพรอันยิ่งใหญ่ที่ดังอยู่ในใจประชาชนชาวไทยตราบจนนิรันดร์

 

 

‘พุทธะ’เดือดสวน’เจ้าคุณประสาร’ รับพระราชอำนาจไม่ได้ไล่ให้ลี้ภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250698

'พุทธะ'เดือดสวน'เจ้าคุณประสาร' รับพระราชอำนาจไม่ได้ไล่ให้ลี้ภัย

‘พุทธะ’เดือดสวน’เจ้าคุณประสาร’ รับพระราชอำนาจไม่ได้ไล่ให้ลี้ภัย

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.57 น.

30ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คเพจชื่อ “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” วิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ที่ 84 สมาชิก สนช.เสนอ และมีการนำเข้าสู่วาระการพิจารณาไปแล้วโดยมีมติเอกฉันท์ให้มีการแก้ไข 3 วาระรวดโดยให้การสถาปนาแต่งตั้ง “สมเด็จพระสังฆราช”นั้นเป็น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งแก้ไขข้อบัญญัติเรื่องอาวุโสด้วยของพระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ศพศ.) และรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยระบุว่า หากพระเมธีธรรมาจารย์ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจ ก็ออกไปหาประเทศอยู่ใหม่

พระพุทธะอิสระ ระบุว่า พระเมธีธรรมาจารย์โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว” พระเมธีธรรมาจารย์ – เจ้าคุณประสาร “แบบเผ็ดร้อนถึงกับบังอาจออกมาจาบจ้วงก้าวร้าววิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถามเพื่อให้สังคมฉงนสงสัยในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แถมยังตั้งคำถาม 2-3 ข้อในลักษณะสันดานเดิมย้ำทำย้ำคิดซ้ำซากจำเจจนไม่น่าจะเป็นนักบวชของพระพุทธศาสนาที่ไม่ได้เข้าใจคำว่า “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับเหตุแห่งธรรมนั้น”

“เจ้าคุณประสารถามออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่าแกเคยบวช เพราะเฮียแกไม่สำเหนียกระลึกรู้เสียด้วยซ้ำในเรื่องกฎของกรรมที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนว่า กมฺมุนา วตฺตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และกรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ ดี ชั่ว เลว หยาบ พุทธะอิสระก็อยากจะตั้งคำถามเฮียแกกลับไปเหมือนกันว่า มีใครไปบังคับให้สมเด็จช่วง(สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) ของเฮียสะสมทรัพย์สมบัติหรือ มีใครไปจูงมือสมเด็จช่วงเซ็นเช็คจ่ายเงินค่าจัดซื้อรถหรูหนีภาษีหรือ มีใครไปง้างปากสมเด็จช่วงของเฮียให้พูดว่าวัดปากน้ำกับวัดธรรมกายเป็นวัดพี่วัดน้องมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน และมีใครไปบังคับให้สมเด็จช่วงของเฮียไปรับเงินรับทองคำมาจากวัดหรือลัทธิที่มีปัญหากับพระธรรมวินัยครั้งละเป็นสิบๆ ล้านบ้างหรือ”

พุทธะอิสระ ระบุด้วยว่า ที่มีผู้คนออกมาต่อต้านการขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ของประเทศไทย ก็เพราะพฤติกรรมของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มักมากไม่แยกดีไม่แยกชั่วแบบนี้ไง สังคมเขาถึงได้ไม่อยากให้ขึ้นมาเป็นพระสังฆราช อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นคดีความและข้อสงสัยต่างๆ ที่มีมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่มีใครเขาไปยัดเยียดสร้างเรื่องให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มีแต่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ หากเป็นผู้ซื่อตรงประพฤติปฏิบัติอยู่ในสุจริตธรรม ใครจะบังอาจนำเรื่องไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้

“อธิบายใปถึงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเฮียจะเก็ทขึ้นบ้างไหม แต่คงไม่เก็ทดอก เพราะสันดานคนพาลก็จักไม่ยอมรับฟังเหตุผลของใคร ส่วนที่เจ้าคุณประสารออกมาโอดครวญว่า สนช. กำลังตัดอำนาจมหาเถรสมาคมอยู่นั้น พุทธะอิสระขอถามว่า แล้วเฮียไปเผือกอะไรกับเขาด้วย หรือเพราะเฮียก็หวังว่าตนเองและพรรคพวกจะสูญเสียอำนาจไปด้วย ถามจริงเหอะ พวกท่านนี่บวชเข้ามาเพื่อต้องการยศอำนาจเท่านั้นหรือ แล้วยศอำนาจโดยเนื้อแท้แล้วใครเป็นผู้ประทานให้สนช. เขาแก้ พ.ร.บ. สงฆ์มาตรา 7  ก็เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระเจ้าอยู่หัว แล้วเฮียมาเดือดร้อนอะไร”

พุทธะอิสระ โพสต์ข้อความอีกว่า การที่ สนช. เขาแก้กฎหมายคณะสงฆ์มาตรา 7 เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจ มันจะทำให้เจ้าคุณประสารและพรรคพวกเดือดร้อน ทุกข์ทรมาน ทุรนทุราย อยู่ไม่ได้ในแผ่นดินนี้ที่จริงก็ไม่อยากจะเขียนอะไรในเรื่องนี้ให้มากความ เพราะเห็น “คุณวิรังรอง ทัพพะรังสี” เขียนอธิบายขยายความในทุกข้อทุกประเด็นจนแจ่มแจ้งแล้ว หากกลุ่มต่อต้านยังอ่านไม่ออก ไม่เข้าใจในข้อเขียนนั้น ก็ขอแนะนำให้เจ้าคุณประสารและพรรคพวกนำเอาบทความที่ว่านั้นไปต้มน้ำดื่ม เผื่อจะซึมเข้าไปในต่อมใต้สมองน้อยๆ เสียบ้าง

“พุทธะอิสระขอบอกเฮียเอาไว้ตรงนี้เลยว่า หากวันใดเฮียและพวกออกมาประท้วงเคลื่อนไหวเรื่องถวายคืนพระราชอำนาจใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์มาตรา 7 วันนั้นเฮียและพวกของเฮีย จะได้เจอกับม็อบน้ำหมาก ม็อบโคโยตี้ ม็อบจ้ำบ๊ะ ม็อบชีวภาพ ม็อบคนรักสถาบัน คงจะได้พากันออกมาปิดล้อมม็อบล็อกคอทหารของเฮียได้
เคนะเฮีย รออยู่ รออยู่ ให้ไว ให้ไว”

กลุ่มศิลปินตลก อุปสมบทหมู่ถวายร.9 ปชช.ใช้ช่วงหยุดยาวปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250687

กลุ่มศิลปินตลก  อุปสมบทหมู่ถวายร.9  ปชช.ใช้ช่วงหยุดยาวปีใหม่

กลุ่มศิลปินตลก อุปสมบทหมู่ถวายร.9 ปชช.ใช้ช่วงหยุดยาวปีใหม่

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กลุ่มศิลปินตลก

อุปสมบทหมู่ถวายร.9

ปชช.ใช้ช่วงหยุดยาวปีใหม่

เข้าสักการะ‘พระบรมศพ’

ประชาชนจำนวนมากใช้โอกาสช่วงวันหยุดยาวปีใหม่เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้าน“ถั่วแระ” นำศิลปินตลกพร้อมใจอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

เมื่อเวลา 07.09 น. วันที่ 29 ธันวาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 28 ธันวาคม โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ได้แก่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เวลา 10.30 น. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดบวรนิเวศวิหารและวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ได้แก่ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ

ส่วนบรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังตลอดทั้งวัน ยังคงมีประชาชนเดินทางมารอเข้าแถวเนืองแน่น ซึ่งพสกนิกรทั่วสารทิศใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2560 เดินทางมากราบพระบรมศพ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่เปิดให้เข้ากราบสักการะตั้งแต่เวลา 04.45 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมจนถึงเวลา 23.37 น. มีจำนวน 56,181 คน รวม 59 วัน มี 2,460,887 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 5,106,683 บาท รวม 59 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 197,653,824.75 บาท

ในจำนวนนี้ มีกลุ่มศิลปินตลกแห่งประเทศไทย นำโดย นายศรสุทธา กลั่นมาลี หรือถั่วแระ เชิญยิ้ม นายกสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย นำธูปเทียนแพ มากราบเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บริเวณทางขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ก่อนเข้ากราบพระบรมศพ

โดยนายศรสุทธากล่าวว่า กลุ่มศิลปินตลกเดินทางมาสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 เพราะต้องการจะบอกให้พระองค์ทรงทราบว่า ชาวไทยในนามศิลปินตลกแห่งประเทศไทย มาขอกราบบังคมลาอุปสมบทหมู่ 30 คน เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ทรงงานหนักเพื่อประชาชน สำหรับพิธีอุปสมบทหมู่ของศิลปินตลกแห่งประเทศไทย จะมีขึ้นเวลา 07.00 น.วันที่ 17 มกราคม 2560 ที่วัดบางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ โดยจะบวชถวายเป็นพระราชกุศล 9 วัน

ศตส.เตรีมปรับแผนบริการประชาชน เข้าสักการะพระบรมศพช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250663

ศตส.เตรีมปรับแผนบริการประชาชน เข้าสักการะพระบรมศพช่วงปีใหม่

ศตส.เตรีมปรับแผนบริการประชาชน เข้าสักการะพระบรมศพช่วงปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.08 น.
29 ธ.ค. 59 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ศตส.จะเพิ่มความเข้มข้นในจุดตรวจรักษาความปลอดภัยบริเวณท้องสนามหลวง เพื่อดูแลประชาชนที่เข้ามาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  โดยคาดว่าช่วงเวลาดังกล่าว จะมีประชาชนเดินทางมามากถึง 80,000-100,000 คนต่อวัน
อย่างไรก็ตามเมื่อการสวรรคตครบ 100 วันประกอบกับ วันที่ 21-22 ม.ค.2560 จะปิดไม่ให้ประชาชนสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ชั้วคราว จึงมอบหมายให้รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปรับแผนการให้บริการสาธารณูปโภคแก่ประชาชนที่เข้าสักการะพระบรมศพฯ โดยอาจปรับลดจุดบริการประชาชนบริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง จาก 17 จุดเหลือประมาณ 10 จุด รวมถึงการจัดเตรียมอาหารสดที่ท้องสนามหลวงอาจเปลี่ยนเป็นการจัดเตรียมข้าวกล่องแทน

อยู่อย่างเหงาๆ!ธรรมกายลูกศิษย์บางตา ไร้คนนั่งขวางประตูทางเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250636

อยู่อย่างเหงาๆ!ธรรมกายลูกศิษย์บางตา ไร้คนนั่งขวางประตูทางเข้า

อยู่อย่างเหงาๆ!ธรรมกายลูกศิษย์บางตา ไร้คนนั่งขวางประตูทางเข้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.29 น.
29 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี บรรยากาศที่ประตู 7 ซึ่งเป็นประตูเข้าออกหลักของวัด เปิดเพียงประตูฝั่งเดียว และพบว่ามีรถเข้าออกเป็นปกติ แต่ดูบางตากว่าก่อนหน้านี้
ขณะที่ ประตู 5 ซึ่งเป็นประตูที่มีลูกศิษย์นั่งสวดมนต์ และเป็นจุดที่มีการรื้อประตูเหล็กที่เจ้าหน้าที่รื้อไปก่อนหน้านี้ มีการนำเต็นท์มากางเพิ่มและใช้ผ้าสแลนกางไว้เพื่อปิดบังไม่ให้เห็นภายในและพบว่าในวันนี้ไม่มีลูกศิษย์นั่งขวางประตูทางเข้าอยู่ภายในเต็นท์แล้ว มีเพียงเต็นท์ที่กางอยู่บริเวณหน้าประตูเท่านั้น และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยยืนโบกรถเพื่อดูแลการสัญจรในบริเวณดังกล่าว ส่วนด้านในซึ่งมีแต่เก้าอี้วางอยู่จำนวนมาก แต่ประชาชนที่เข้าไปสวดมนต์ลดลงอย่างมาก และที่ประตู 4 ถูกปิดประตูห้ามเข้าเด็ดขาด และที่บนสะพานเหนือประตู 4 มีพระสงฆ์คอยยืนดูเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวในมุมสูง

‘เจ้าคุณประสาร’ประกาศกร้าว! ‘ออมสิน-สนช.’ต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากหลังผ่านพรบ.สงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250593

'เจ้าคุณประสาร'ประกาศกร้าว! 'ออมสิน-สนช.'ต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากหลังผ่านพรบ.สงฆ์

‘เจ้าคุณประสาร’ประกาศกร้าว! ‘ออมสิน-สนช.’ต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากหลังผ่านพรบ.สงฆ์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.49 น.
29 ธ.ค. 59 พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พระเมธีธรรมาจารย์ – เจ้าคุณประสาร” หลังจาก ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 182 เสียงเห็นชอบให้ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยระบุว่า “กฎหมายลักไก่ ขณะนี้สมาชิก สนช. กำลังดำเนินการประชุมแก้ไข พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านวาระ 1 ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ ผ่าน วาระที่ 2 และ 3 ตามลำดับ เดิมบอกเพียงว่าจะหารือกันเท่านั้นเอง นี่ลักไก่ ทำกันทั้งสภาฯ
ต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีออมสิน ชีวะพฤกษ์ และสมาชิก สนช.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความยุ่งยากที่ตามมาภายหลัง อาตมาพูดได้แต่เพียงเท่านี้ ขณะนี้ผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว”

‘ร.9เสด็จสวรรคต’ที่สุดแห่งปี2559 ‘บิ๊กตู่-นาคี-พี่ตูน-กราบรถกู’ฮิตฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250573

'ร.9เสด็จสวรรคต'ที่สุดแห่งปี2559 'บิ๊กตู่-นาคี-พี่ตูน-กราบรถกู'ฮิตฮอต

‘ร.9เสด็จสวรรคต’ที่สุดแห่งปี2559 ‘บิ๊กตู่-นาคี-พี่ตูน-กราบรถกู’ฮิตฮอต

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.44 น.

29 ธ.ค.59 กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ที่สุดแห่งปี 2559” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,160 คน เป็นดังนี้

ข่าวในประเทศที่สนใจ ติดตาม และเกาะติดมากที่สุดในรอบปีนี้ 5 อันดับแรก คือ (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ร้อยละ 96.0 ข่าวการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และการ เข้าเฝ้าฯ ถวายสักการะพระบรมศพของประชาชน
ร้อยละ 50.6 ข่าวออกหมายจับพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ร้อยละ 49.0 ข่าว ตูน บอดี้สแลม วิ่งการกุศลเพื่อระดมเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ร้อยละ 49.0 ข่าว  คดี “น็อต” กราบรถกู!
ร้อยละ 45.2 ข่าวเกี่ยวกับการออกมาขายข้าวเองของชาวนา
ร้อยละ  40.0 อาการป่วยและการจากไปของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์

บุคคลในสังคมไทยที่น่าชื่นชมยกย่องมากที่สุดในรอบปี 5 อันดับแรก คือ (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

ร้อยละ 51.0 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง การบริหารและ การปฏิรูปประเทศไทย เช่น ปราบทุจริต ปราบอิทธิพล และจัดระเบียบต่างๆ เป็นต้น
ร้อยละ 31.7 นายอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน Bodyslam) เรื่อง วิ่งการกุศลเพื่อระดมเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.บางสะพาน ภายใต้ “โครงการก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลบางสะพาน”
ร้อยละ 05.2 นายเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้) หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย เรื่อง สามารถพาทีมไทยไปสู่ฟุตบอลโลก2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย และคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน (ซูซุกิคัพ) ปี 2016
ร้อยละ 04.3 นายบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ เรื่อง การออกช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนไม่ว่าจะ พิการ ยากจน ประสบภัยพิบัติ อุบัติเหตุ โศกนาฏกรรม ฯลฯ จนได้รับฉายาว่า “พ่อพระของคนยาก”
ร้อยละ 04.1 นางปวีณา หงสกุล เรื่อง การช่วยเหลือเด็กและสตรี ในนาม “มูลนิธิ ปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์การสาธารณประโยชน์)

บุคคลในวงการกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในรอบปีนี้ 5 อันดับแรก คือ (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

ร้อยละ 34.1 ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
ร้อยละ 17.8 ชนาธิป สรงกระสินธ์
ร้อยละ 17.6 เมย์ รัชนก อินทนนท์
ร้อยละ 06.0 ปลื้มจิตร์ ถินขาว
ร้อยละ 05.3 บัวขาว บัญชาเมฆ

ดารา/นักร้อง ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในรอบปีนี้ 5 อันดับแรก คือ (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

ฝ่ายชาย
ร้อยละ 16.8 ตูน Bodyslam
ร้อยละ13.0 2 ณเดช คูกิมิยะ
ร้อยละ 12.8 เคน ภูภูมิ
ร้อยละ 08.3 เบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย
ร้อยละ 07.1 เวียร์ ศุกลวัฒน์

ฝ่ายหญิง
ร้อยละ 27.6 แต้ว ณฐพร
ร้อยละ 13.7 ญาญ่า อุรัสยา
ร้อยละ 12.6 อั้ม พัชราภา
ร้อยละ 09.1 ต่าย อรทัย
ร้อยละ 07.0 ดา เอ็นโดรฟิน

ละครไทยที่ชื่นชอบที่สุดแห่งปี 5 อันดับแรก (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

ร้อยละ 71.6 เรื่อง “นาคี” ช่อง 3
ร้อยละ 05.2 เรื่อง “สายโลหิต”(รีรัน) ช่อง 7
ร้อยละ 04.9 เรื่อง “เพชรตัดเพชร” ช่อง 7
ร้อยละ 04.4 เรื่อง “พิษสวาท” ช่อง ONE HD
ร้อยละ 03.1 เรื่อง “ดวงใจพิสุทธิ์” ช่อง 3

คำพูดหรือวลีเด็ดที่สุดแห่งปี 5 อันดับแรก คือ  (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ร้อยละ 75.2 “กราบรถกู !”
ร้อยละ 27.5 “ได้หมด ถ้าสดชื่น”
ร้อยละ 19.3 “วนไปค่ะ”
ร้อยละ 13.5 ” แม่ก็คือแม่…จบป่ะ”
ร้อยละ 10.5 “พี่ไม่ได้มาเล่นๆ”

มือไม่พายชอบเอาเท้าราน้ำ ค่านิยมที่ไม่ควรอยู่กับพลเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250513

มือไม่พายชอบเอาเท้าราน้ำ ค่านิยมที่ไม่ควรอยู่กับพลเมืองไทย

มือไม่พายชอบเอาเท้าราน้ำ ค่านิยมที่ไม่ควรอยู่กับพลเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ได้ยิน “คุณเจษฎา ฉิมสุด” ประธานชมรมโขน-ละคร ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง พูดถึงเรื่อง “โขน” ในวรรคแรก รู้สึกหัวใจพองโต แต่พอได้ยินในวรรคต่อไป หัวใจเหี่ยวแฟบจนแทบจะไม่เหลือหัวใจ

“แต่ละปีแรกเปิดรับสมัครมีนักศึกษาสมัครเข้ามาเป็นร้อย บางปีถึง 300 คน ฝึกไปฝึกมาเหลือในรายชื่อ 20 คน มาฝึกซ้อมกันจริงๆ ไม่ถึง 10 คน”

ข้อความดังกล่าว เกี่ยวเนื่องถึงเรื่องของ ชมรมโขน-ละคร ของมหาวิทยาลัยที่ประกาศรับสมัครสมาชิก ที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะการแสดงอันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย มีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ หายไปจากจิตวิญญาณของคนไทยรุ่นใหม่

แต่สำหรับนักศึกษา ในชมรมโขน-ละคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง “โขน” ถือเป็นชีวิตส่วนหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัยของพวกเขา ที่พวกเขาจะต้องใช้ความอดทน ในการฝึกฝน เพื่อให้ได้มีโอกาส ได้ใส่ชุดโขนขึ้นแสดงบนเวทีจริง

และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ และขยาย ศิลปะการแสดงอันมีคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยชิ้นนี้ให้ยืนยงคู่กับประเทศไทยตลอดไป พวกเขาจึงได้จัด โครงการ รวมพลคนรักษ์โขน ขึ้นมา โดยการตระเวนไปให้ความรู้เรื่องการแสดงโขนแก่น้องๆ นักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาภายในจังหวัดตรัง 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) โรงเรียนสภาราชินี 2 และโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดกะพังสุรินทร์) ตามลำดับ โดยจัดกิจกรรมเป็นฐานการเรียนรู้

คุณเจษ ประธานชมรม โขน-ละครของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรังเปิดใจให้ทราบถึง เจตนาในการทำโครงการนี้ ว่า เพื่อให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกับตัวละครและชื่อเฉพาะของการรำที่สำคัญแต่ละท่าโดยเฉพาะท่าเต้นเสา ท่าพื้นฐานสำคัญที่จะฝึกให้ผู้เรียนมีกำลังขาคงที่ สามารถเคลื่อนไหวเท้าได้อย่างหนักแน่นมั่นคงและเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอกัน หลังจากนั้นจึงเปิดรับสมัครนักเรียนที่สนใจเข้ามาฝึกซ้อมและเรียนรู้ร่วมกันกับรุ่นพี่แกนนำโครงการต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันมีนักเรียนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วราว 40 คน ซึ่งเราไม่ได้มองแค่เผยแพร่องค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย เพราะมันสั้นไปแต่เราเลือกทำโครงการกับน้องๆ ชั้นมัธยมเพราะในระยะยาวเมื่อน้องๆ ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เขาอาจสนใจอยากเรียน หรืออยากเข้าชมรมแบบที่พวกเราทำอยู่ตอนนี้ หรือถ้าไม่เรียน อย่างน้อยความรู้ที่ได้จะทำให้เขาดูโขนได้อย่างเข้าใจความ ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยส่งเสริมและเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนสนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องการแสดงโขนต่อไปในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง

นักสร้างภาพ ที่ค้านกิจกรรมทุกอย่าง(ที่ตัวเองไม่ได้ทำ) ลองเข้าใจ และเก็บเอาความรู้สึกของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ ที่เขามีมุมมองต่อสังคมด้วยความคิดพิจารณาอย่างมีสติ เรื่อง ค้านแบบหัวชนฝา(บ้าๆ บอๆ)อาจจะค่อยๆ หายไปจากสังคมไทยบ้างบ้านเมืองจะได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จากความคิดของคนรุ่นใหม่ได้บ้าง

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์