4-7 มกราคม 2560 ที่ ฮาร์บิน วันที่คนไทยทั้งประเทศต้องลุ้นให้กำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250512

4-7 มกราคม 2560 ที่ ฮาร์บิน วันที่คนไทยทั้งประเทศต้องลุ้นให้กำลังใจ

4-7 มกราคม 2560 ที่ ฮาร์บิน วันที่คนไทยทั้งประเทศต้องลุ้นให้กำลังใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยออกมาแล้วว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 3 ทีม ได้แก่ ทีมจาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ไปเข้าร่วมการแข่งขันการแกะสลักน้ำแข็งนานาชาติ จากหิมะ สมัยที่ 8 ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2560 ในงาน “The 9th InternationalCollegiate Snow Sculpture Contest 2017” ที่เมืองฮาร์บินสาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับผลงานที่จะส่งเข้าร่วมแข่งขัน คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา จะใช้ผลงาน “The Heart of Thailand”,วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะนำเสนอผลงาน “Water-Fish-Paddy Field- Rice” ในน้ำมีปลาในนามีข้าว และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จะนำเสนอผลงาน “Sufficiency Economy” เศรษฐกิจพอเพียง

ส่วนรายละเอียด และแนวคิดของผลงานแต่ละชิ้น มีดังนี้

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ผลงานในชื่อ หัวใจแห่งประเทศไทย (The Heart of Thailand) เป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับความรัก
ของคนไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อคนไทย โดยมีโครงการหลวงที่พระองค์ทรงค้นคิดได้แก่ โครงการฝนหลวง หญ้าแฝก เขื่อนกักเก็บน้ำกังหันน้ำชัยพัฒนา แสดงถึงความจริงใจหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งสิ่งที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้จะอยู่ในจิตใจและความคิดของประชาชนชาวไทยไปตลอดกาล

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผลงาน “Water-Fish-PaddyField- Rice” ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เป็นเรื่องราวของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่คนทั่วโลกต่างยกย่องสรรเสริญ ว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาพระองค์ทรงแก้ปัญหาความอดอยากของประชาชนด้วยการริเริ่มโครงการจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เพื่อให้คนไทยมีความอยู่ดี กินดี ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ผลงาน “Sufficiency Economy” เศรษฐกิจพอเพียง จะชี้ให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่อยู่บนความสุขในสภาวะของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงชี้แนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลานานในช่วงตั้งแต่ก่อนการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งให้พสกนิกรชาวไทยได้ดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างยั่งยืนมั่นคงและปลอดภัยภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามกระแสโลกาภิวัตน์ ด้วยสามแนวทางคือ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น, ความมีเหตุผล หมายถึง ระดับการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ และการมีภูมิคุ้มกันในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ จึงเป็นทั้งการแสดงฝีมือทางศิลปะและการแสดงพลังความคิดในการดำรงชีวิตให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกด้วย

จับตาสนช.ดัน3วาระรวด ลุยแก้กม.สงฆ์ เปิดชื่อ‘นายพล’แห่หนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250569

จับตาสนช.ดัน3วาระรวด  ลุยแก้กม.สงฆ์  เปิดชื่อ‘นายพล’แห่หนุน

จับตาสนช.ดัน3วาระรวด ลุยแก้กม.สงฆ์ เปิดชื่อ‘นายพล’แห่หนุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จับตาสนช.ดัน3วาระรวด

ลุยแก้กม.สงฆ์

เปิดชื่อ‘นายพล’แห่หนุน

เมินม็อบพระออกโรงต้าน

เจ้าคุณประสารเดินหน้าสู้

โพสต์สั่งปลุกระดมทั่วปท.

ประกาศลั่น‘ไม่มีทางเลือก’

สนช.เดินหน้าเต็มสูบแก้พ.ร.บ.สงฆ์ปมตั้งพระสังฆราช จับตาดันผ่านสภาฯ 3 วาระรวด อ้างแก้ไขมาตราเดียว เผย 81 สมาชิกที่เข้าร่วมลงชื่อส่วนใหญ่เป็นระดับ “นายพล” ด้าน “เจ้าคุณประสาร” ออกโรงปลุกระดมสงฆ์ทั่วประเทศต่อต้านจนถึงที่สุด จวกยับฝ่ายการเมืองสร้างเรื่องโยนบาปให้พระเตือนคิดผิดมหันต์ ในขณะที่“ออมสิน”วอนอย่าปลุกม็อบทำให้วุ่นวาย

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับปี พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตัดอำนาจของมหาเถรสมาคม(มส.) ในการเสนอชื่อออกไปว่า เป็นเรื่องของสนช. ซึ่งจะพิจารณาในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ตนจะเข้าไปร่วมฟังด้วย

วอนอย่าปลุกม็อบพระต่อต้าน

ส่วนกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ศพศ.) เตรียมปลุกม็อบพระเพื่อคัดค้านการแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์นั้น นายออมสินกล่าวว่ารัฐบาลไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย และไม่อยาก
ให้ตีตนไปก่อนไข้ เพราะคงไม่มีอะไรมาก อย่าเพิ่งไปปลุกม็อบเลย คนไทยด้วยกันทั้งนั้น ต้องทำให้เกิดความรักสามัคคีกัน ทุกคนรักชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์เหมือนกัน

ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น-เมินคุยมส.

ถามว่า จะไปคุยกับมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า เท่าที่ติดตามจากสื่อไม่มีอะไรตื่นเต้นคงไม่ต้องพูดกัน เพราะอยู่ในขั้นตอนของ สนช.ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง)เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่มส.มีมติและเสนอผ่านรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนเก่า หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ผ่านจะถือว่าชื่อตกไปเลยหรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องนี้มานาน

วิป‘สนช.’นัดส่งร่างให้รัฐบาล

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมการประสานงาน(วิป)สนช. กล่าวว่า วิป สนช. ได้นัดหมายกับนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา เพื่อรับร่างแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 ตามที่คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. เสนอให้มีการแก้ไขใหม่

ทั้งนี้หลังจากรัฐบาลรับร่างไปแล้วคณะรัฐมนตรี(ครม.)จะไปพิจารณา ก่อนส่งร่างมายัง สนช.เพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุม สนช.ตามขั้นตอนต่อไป

สนช.ลงชื่อซ้ำเหลือแค่81คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้มีการแจ้งไปยังวิปสนช.ว่ามีสมาชิกสนช.ร่วมลงชื่อทั้งหมด 84 คน แต่จากการตรวจสอบเอกสารของเจ้าหน้าที่พบว่ามีสมาชิกสนช.ลงชื่อซ้ำกันจำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ 2.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย และ 3.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิทำให้เหลือกจำนวนสมาชิกสนช.ที่ร่วมกันเสนอชื่อ 81 คน

จับตาดันผ่านสภาฯ3วาระรวด

อย่างไรก็ตาม จะมีสมาชิกสนช.เตรียมเสนอให้สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้เสร็จทั้ง 3 วาระ ภายในวันเดียวโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในรายละเอียดเพื่อเสนอกลับมายังที่ประชุมสนช.ตามขั้นตอนตามปกติ เพราะเห็นว่าร่างพ.ร.บ.ที่มีการเสนอนั้นมีการแก้ไขร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 เพียงหนึ่งมาตราเท่านั้น

เปิดชื่อ81สนช.แก้กฎหมายพระ

สำหรับรายชื่อสมาชิกสนช.ที่ร่วมกันลงชื่อประกอบด้วย 1.พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ 2.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 3.นายประมุทสูตะบุตร 4.พล.ท.จเรศักณิ์ อานุภาพ 5.นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ 6.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร 7.พล.อ.อ.ไพศาล สีตบุตร 8.พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ 9.พล.อ.อ.เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ 10.พล.อ.วินัย สร้างสุขดี 11.พล.อ.อ.ชนัท รัตนอุบล 12.พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ 13.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 14.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 15.พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ 16.นายสีมา สีมานันท์ 17.นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ 18.พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ 19.นายกล้านรงค์ จันทิก 20.นายสมพร เทพสิทธา

ระดับ‘นายพล’ร่วมลงชื่อเพียบ

21.พล.ร.อ.วีระพันธ์ สุขก้อน 22.นายสมชาย แสวงการ 23.นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด 24.นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ 25.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 26.นายสมพลพันธุ์มณี 27.พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ 28.นายมณเฑียร บุญตัน 29.พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ 30.นายธานี อ่อนละเอียด 31.นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ 32.พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ 33.พล.ท.อำพน ชูประทุม 34.พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร 35.คุณพรทิพย์ จาละ 36.พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู 37.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม 38.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา 39.พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร 40.พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร 41.พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล 42.พล.อ.สุนทร ขำคมกุล 43.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ 44.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช 45.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 46.พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง 47.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ 48.นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร 49.นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 50.พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์ เกิดสุข 51.พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ 52.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ 53.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 54.นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 55.นายสนิท อักษรแก้ว 56.พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ 57.นายพรศักดิ์ เจียรณัย 58.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ 59.พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ 60.พล.อ.ดนัย มีชูเวท

‘พัชรวาท’น้องชายบิ๊กป้อมเอาด้วย

61.พล.อ.อรุณ สมตน 62.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง 63.นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ 64.นายแถมสิน รัตนพันธุ์ 65.นายวันชัย ศารทูลทัต 66.พล.ท.สมโภชน์ วังแก้ว 67.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข 68.พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ 69.นายชัชวาล อภิบาลศรี 70.นายยุทธนา ฟักผลงาม 71.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต 72.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 73.นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล 74.พล.อ.สุชาติ หนองบัว 75.นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ 76.นายเจน นำชัยศิริ 77.นายวรพล โสคติยานุรักษ์ 78.พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง 79.นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช 80.นางเสาวณี สุวรรณชีพ 81.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ

‘เจ้าคุณประสาร’ออกโรงค้าน

ขณะเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์หรือเจ้าคุณประสาร (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ
(ศพศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวประกาศคัดค้านอย่างถึงที่สุด พร้อมตั้งคำถามไปยังสนช.ทั้ง 84 คน ที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข มาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ว่า ความหมายตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ปัจจุบันนี้ อำนาจการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในปัจจุบันเป็นของพระองค์ท่านหรือไม่

ถามสนช.ใครขัดแย้งกับใครแน่

ส่วนที่อ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น อยากถามว่าที่ผ่านมาใครขัดแย้งกับใคร ในคณะสงฆ์หรือในฝ่ายบ้านเมือง อย่าพูดอะไรลอยๆ แล้วที่ทำแบบนี้มันจะลดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ ในข้อเท็จจริงความขัดแย้งเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย เพราะพระราชอำนาจนั้นเป็นของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ไม่มีใครก้าวล่วงแต่ขั้นตอนการเสนอตามกฎหมายนั้นให้เป็นของมหาเถรสมาคม (มส.) และรัฐบาล

จวกรัฐก่อปัญหาโยนบาปให้สงฆ์

“วันนี้ที่เห็นว่ามีความขัดแย้ง ก็เพราะมีกลุ่มคนบางกลุ่ม บางพวก และฝ่ายกุมอำนาจรัฐจับมือกันเข้ามาก้าวก่าย วุ่นวายในกิจการภายในของคณะสงฆ์จนทำให้เกิดมีความขัดแย้งกันขึ้น แล้วชี้มือให้สังคมเห็นคณะสงฆ์มีความขัดแย้งกัน โดยเฉพาะปมการ
สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปัญหาทั้งหมดถูกเซตขึ้นแล้วก็โยนบาปมาให้คณะสงฆ์ ตัวเองก็จะเป็นอัศวินม้าขาวเข้ามาแก้ปัญหา ที่บอกว่าจะลดความขัดแย้งนั้น อาตมาเห็นว่ามีแต่จะนำพาความขัดแย้งวุ่นสานสับสนมาสู่คณะสงฆ์และสังคมไทย”เจ้าคุณประสาร กล่าว

ยันมหาเถรฯไม่ได้หวงอำนาจ

สำหรับกรณีที่สนช.เสนอให้ตัดอำนาจมส.ออกไปนั้น เรื่องนี้ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะมส.ไม่ได้หวงอำนาจใดๆ ถ้าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ใจ แต่เรื่องนี้ตนอยากให้สนช.ถามใจตัวเองให้ดีว่าที่ทำอยู่นี้เพื่ออะไร บริสุทธิ์ใจจริงหรือไม่ ถ้าอ้างว่าเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ถามว่าในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็มีความขัดแย้งสูงขึ้นทุกวัน ก็ไม่มีเห็นมีใคร เสนอให้ใช้วิธีการตัดอำนาจขั้นตอนการเสนอรายชื่อนายกฯออกจากอำนาจของสภา เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งเลย

ไม่มีทางเลือกปลุกปชช.-พระสู้

“ถ้าสนช.ทั้ง 84 คนคิดว่าวิธีนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แก้ปัญหาได้ตรงจุด ท่านกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ คิดผิดจริงๆ อาตมาจึงขอเตือนท่านด้วยความปรารถนาดี แต่ถ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจอันชอบธรรมของท่าน ท่านจะเดินหน้าในเรื่องนี้แน่นอน ถ้าเช่นนั้น อาตมา องค์กรพุทธ และพระสงฆ์ทั่วประเทศก็จะเดินหน้าในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ไม่มีทางเลือกอื่น และขอฝากเรื่องนี้ไปถึงรัฐมนตรี ออมสิน ชีวะพฤกษ์และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกท่านด้วย”เจ้าคุณประสาร กล่าวย้ำ

โฆษกมส.ซัดไม่เห็นความสำคัญพระ

ด้านพระพรหมเมธี (จำนง ธัมมจารี) กรรมการมหาเถรสมาคม และโฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า การออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้มีการสอบถามสม.ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามพรบ.คณะสงฆ์พ.ศ.2535 และแสดงให้เห็นว่า สนช.ไม่เห็นความสำคัญของคณะสงฆ์ เปรียบไปเสมือนกับการตัดเสื้อให้คนอื่นใส่ โดยไม่ได้มาวัดตัวคนที่จะมาสวมใส่ ดำเนินการไปเเพียงฝ่ายเดียว เข้าใจว่าสนช.มีอำนาจในการออกกฎหมาย แต่ควรรับฟังความเห็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในการออกกฎหมายนั้นๆ

ให้ผอ.พศ.ติดตามผลประชุมสนช.

พระพรหมเมธี กล่าวว่า จริงๆแล้วฝ่ายคณะสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมืองเองไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งแต่อย่างใด ก็ไม่ทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้น สนช.มีเหตุผลใด ที่เข้ามาแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ และไม่ทราบด้วยว่าสนช.จะแก้กฎหมายไปทำไม ขณะนี้บ้านเมืองก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ผิดปกติ การปกครองภายในคณะสงฆ์ก็ไม่ได้มีปัญหา อย่างไรก็ตามจะให้นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ช่วยประสานกับนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ ติดตามผลการประชุม สนช. ในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ต่อไป” พระพรหมเมธี กล่าว

“พนม”เตรียมหารือกับฝ่ายมส.

ส่วนนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธฯ กล่าวว่า จะติดตามนายออมสินเพื่อเตรียมตอบขอซักถามของ สนช.เกี่ยวกับ มาตรา 7 รวมทั้ง เพื่อรอติดตามผลการหารือระหว่างนายออมสิน และสนช.ว่า จะดำเนินการแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์หรือไม่อย่างไร จากนั้นจะนำข้อสรุปการหารือดังกล่าวรายงานให้มหาเถรฯได้รับทราบต่อไป

ร.10ทรงห่วงปชช. รับสั่งเพิ่มอาหารวันที่31ธค. เมนูพิเศษข้าวเหนียวไก่ทอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250571

ร.10ทรงห่วงปชช.  รับสั่งเพิ่มอาหารวันที่31ธค.  เมนูพิเศษข้าวเหนียวไก่ทอด

ร.10ทรงห่วงปชช. รับสั่งเพิ่มอาหารวันที่31ธค. เมนูพิเศษข้าวเหนียวไก่ทอด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ร.10ทรงห่วงปชช.

รับสั่งเพิ่มอาหารวันที่31ธค.

เมนูพิเศษข้าวเหนียวไก่ทอด

แจกผู้เข้ากราบพระบรมศพ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.10 ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ในวันที่ 31 ธันวาคมทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่เพิ่มอาหารพระราชทานพิเศษเป็นเมนูข้าวหนียวไก่ทอด 1.2 หมื่นชุด เพื่อให้เพียงพอกับประชาชนที่คาดว่าจะมีจำนวนมาก ด้านกรมเจ้าท่าจับมือเอกชนจัดขบวนเรือ 89 ลำ แปรอักษรแสดงความไว้อาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9

เมื่อเวลา 07.10น.วันที่ 28ธันวาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 27 ธันวาคม

ทั้งนี้ ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 76 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งหน่วยงานจากกระทรวงพลังงานร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ขณะที่บรรยากาศบริเวณสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง ยังคงมีพสกนิกรเดินทางมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเจ้าหน้าที่เปิดให้เข้าสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.50 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมถึงเวลา 23.17 น.มีจำนวน 55,668 คน รวม 58 วัน มี 2,404,706 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 5,588,954.50 บาท รวม 58 วัน เป็นเงิน 192,547,141.75 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหารและน้ำดื่มพระราชทานแจกจ่ายให้ประชาชน โดยมื้อเช้าเป็นราดหน้าไก่ กาแฟสด นมหนองโพ เค้กบราวนี่ มื้อกลางวัน บะหมี่เซี่ยงไฮ้ ข้าวแกงกะหรี่ ขนมจีนแกงไตปลา ข้าวน้ำพริกไข่ชะอมทอด-มะเขือยาวทอด มื้อบ่าย เป็นขนมไทย ซาลาเปาหมูสับ-หมูแดง เฉาก๊วยชากังราว และมื้อเย็นเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นโดยมีน้ำดื่มสมุนไพรและน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

เจ้าหน้าที่กองงานในพระองค์ฯเปิดเผยว่า เนื่องจากวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คาดว่าจะมีประชาชนมากราบสักการะพระบรมศพจำนวนมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีรับสั่งให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ เพิ่มจำนวนอาหารให้เพียงพอกับประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ โดยหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ ได้เตรียมเมนูพิเศษเป็นข้าวเหนียวไก่ทอด 12,000 ชุด มาแจกให้ประชาชนตลอดวันที่ 31 ธันวาคม นอกเหนือจากเมนูอาหารประจำวันที่มีอยู่แล้ว ส่วนวันที่ 1 มกราคม ซึ่งสำนักพระราชวังงดเปิดเข้ากราบพระบรมศพ 1 วัน เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ที่เต็นท์อาหารพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้งดแจกอาหารชั่วคราว และจะกลับมาแจกอาหารให้ประชาชนอีกครั้งวันที่ 2 มกราคม 2560

ขณะที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทานและอาหารพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงมีรับสั่งให้จัดตั้งหน่วยแพทย์มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน โดยวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาลและเภสัชกรจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลตรังให้บริการดูแลประชาชน พร้อมพระราชทานข้าวหมูกระเทียม 500 กล่องแจกประชาชนด้วย

อีกด้านหนึ่ง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) แถลงหลังประชุมกอร.รส.ว่า ที่ประชุมเตรียมพร้อมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่สนามหลวงวันที่ 31 ธันวาคม 2559-1 มกราคม 2560 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยตั้งแต่เวลา 21.00 น.จะเปิดพื้นที่ฝั่งทิศใต้ให้เข้าพื้นที่ และเปิดจุดคัดกรองเพียง 3 จุดคือ ท่าช้าง วงเวียน รด.และรัตนโกสินทร์ สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปิดให้เข้าคิวเวลา 21.00 น. และแบ่งสัดส่วนชัดเจน ไม่ให้ปะปนระหว่างผู้มาเข้าแถวรอกราบถวายสักการะพระบรมศพ กับผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ส่วนด้านจราจรยังคงปิด 8 เส้นทางรอบพระบรมมหาราชวังเหมือนเดิม สำหรับการจัดนิทรรศการเย็นศิระเพราะพระบริบาล ที่จะจัดขึ้นที่สนามหลวงฝั่งทิศเหนือนั้น ต้องเลื่อนการเปิดนิทรรศการออกไปจากกำหนดเดิมวันที่ 30 ธันวาคม เพราะอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมของเนื้อหาการจัดแสดง

วันเดียวกัน นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่าเปิดเผยว่า กรมฯร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำจัดกิจกรรม “ขบวนเรือน้อมถวายความอาลัยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้ตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น. ที่เวทีเรือลำเลียงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าพระบรมมหาราชวัง โดยมีเรือเข้าร่วมขบวน 89 ลำ ประกอบด้วย เรือลำเลียง 40 ลำ เรือลากจูง 44 ลำ เรือโต่งท้าย 4 ลำ และเรือนำขบวน 1 ลำ รูปขบวนเรือยาว 584 เมตร กว้าง 81.95 เมตร เคลื่อนจากจุดประจำใต้สะพานพระปิ่นเกล้าไปบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวังและเข้าสมทบกับเวทีเรือลำเลียง 2 ลำ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมใจกันยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย 89 วินาที ร้องเพลงสรรเสริญพระบาร แปรอักษรถวายความอาลัยรวม 780 คนบนเวทีเรือลำเลียงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ ทางสมาคมสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำมอบข้าวสาร 1 แสนกิโลกรัม และน้ำดื่ม 1 แสนขวดให้กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เพื่อส่งมอบให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิต่าง ๆเพื่อนำไปประกอบอาหารให้ประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อไป

อย่าพูดว่าเงินเดือนครูอาจารย์ไม่พอกิน ถ้า “คุณ” มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250511

อย่าพูดว่าเงินเดือนครูอาจารย์ไม่พอกิน  ถ้า “คุณ” มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน

อย่าพูดว่าเงินเดือนครูอาจารย์ไม่พอกิน ถ้า “คุณ” มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาไว้ว่า ทุกแห่งจะต้องมีคณาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่น้อยกว่าร้อยละ 60ด้วยเหตุนี้เอง จึงสร้างความตื่นตัวให้กับสถาบันอุดมศึกษาต่อการที่จะสร้างบุคลากรของตนให้เป็นไปตามมาตรฐานของ สกอ.

หนึ่งในมหาวิทยาลัยของไทย คือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้เดินหน้าเชิงรุก หวังพัฒนาผลงานวิชาการด้วยระบบ Fast Track โดย คัดกรอง บุคลากรในมหาวิทยาลัยเกือบ 300 คน ให้เข้าร่วมโครงการ และผลจากการการคัดกรองมีผู้เข้ารอบเพียง 145 คน ซึ่งก็ยังนับว่า ยังอยู่ในเป้าหมายที่จะพัฒนาผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ให้ได้อย่างน้อยปีละ 100 คนเชื่อมั่นภายใน 3 ปี จะบรรลุมาตรฐาน สกอ.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทยา เมฆขำ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่าเมื่อเปิดตัวโครงการ มีคณาจารย์สมัครเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 260 คนมหาวิทยาลัยได้มีการคัดกรองเบื้องต้นผ่านระบบการประเมินตนเอง เหลือผู้ที่มีความพร้อมที่จะเข้าโครงการ 213 คน หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยได้มีการประเมินผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการในรายละเอียดของความเป็นมาตรฐานทางวิชาการ ปรากฏว่าเหลือจำนวนอาจารย์ที่มีคุณภาพและจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการในระบบเร่งด่วนจำนวน 145 คน ซึ่งในจำนวนนี้ คาดว่าในเดือนพฤษภาคม 2560 จะส่งผลงานเข้าสู่การพิจารณาได้ทั้งหมด และแม้ว่าอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จทั้งหมด แต่ก็คาดว่าผู้ที่ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ จะมีไม่น้อยกว่า 100 คน อย่างแน่นอน

โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีมาตรการและแรงจูงใจให้กับอาจารย์ที่มีผลงานวิชาการอย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่เมื่อส่งผลงานเข้าขอตำแหน่งทางวิชาการอาจารย์จะได้รับงบประมาณสนับสนุน 20,000 บาททันที และเมื่อได้รับตำแหน่ง ผศ.จะได้รับ 50,000 บาท รศ. 100,000 บาท ศาสตราจารย์200,000 บาท ในขณะที่เงินค่าวิทยฐานะก็ได้คูณสอง เหมือนกันทั้งข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ก็มีมาตรการอื่นๆ ส่งเสริมสนับสนุนในเกือบทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนอุดหนุนไปนำเสนอบทความวิจัย การให้รางวัลบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาชีพชั้นนำระดับสากล ระบบพีjเลี้ยง และระบบการอนุญาตให้ลาพัก 1 ปี เพื่อเขียนผลงาน เป็นต้น

ใครว่า เป็นครู เป็นอาจารย์ เงินเดือนน้อยไม่พอกินคงจะไม่ใช่แล้วมั้ง หากท่านมีคุณสมบัติที่เข้าตามเกณฑ์มาตรฐานของ สกอ. มิน่าเล่า คลื่นใต้น้ำในสถาบันอุดมศึกษาจึงมีแรงกระเพื่อมอยู่ทุกวี่ทุกวัน

ก.คมนาคมร่วมสมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำ จัดขบวนเรือ89ลำแปรอักษรถวายความอาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250534

ก.คมนาคมร่วมสมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำ จัดขบวนเรือ89ลำแปรอักษรถวายความอาลัย

ก.คมนาคมร่วมสมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำ จัดขบวนเรือ89ลำแปรอักษรถวายความอาลัย

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.45 น.

28 ธ.ค. 59 เวลา 14.30 น. ที่เวทีเรือลำเลียงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าราชวรดิษฐ์ หน้าพระบรมมหาราชวัง นายพิชิต อัคราทิพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการจัดกิจกรรม ขบวนเรือน้อมถวายความอาลัยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำ และกรมเจ้าท่า ร่วมจัดขบวนเรือลำเลียง จำนวน 26 ลำ เรือลากจูง 63 ลำ รวม 89 ลำ ความยาว 320 เมตร เคลื่อนจากใต้สะพานพระราม 8 มายังพระบรมมหาราชวัง บริเวณท่าราชวรดิษฐ์ เพื่อสมทบกับเวทีเรือลำเลียง 2 ลำที่จอดอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

จากนั้น ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำ เกือบ 800  คน ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 89 วินาที  และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี(โดยมี ฟอร์ด สมชัย ไกรยูรเสน ร้องนำ )ต่อมาได้ร่วมกันแปรอักษรถวายความอาลัย ข้อความเป็นเลขเก้าไทย ๙ ล้อมกรอบด้วยวงกลมสีดำ ตามด้วยข้อความ “กรมเจ้าท่า” อยู่ด้านล่าง ทั้งนี้ เพื่อถวายความอาลัยและน้อมลำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานหนักตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เพื่อความสุขและสันติสุขของปวงชนชาวไทย

นอกจากนี้ ทางสมาคมสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำ ได้มอบข้าวสาร จำนวน 1แสนกิโลกรัม และน้ำดื่ม จำนวน 1แสนขวด ให้กับกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เพื่อส่งมอบให้กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิต่าง ๆเพื่อนำไปประกอบอาหารให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อไป

พรรคอธิปไตยฯยื่นฎีกาป้อง’ธัมมชโย’ เบรคสนช.แก้พรบ.สงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250501

พรรคอธิปไตยฯยื่นฎีกาป้อง'ธัมมชโย' เบรคสนช.แก้พรบ.สงฆ์

พรรคอธิปไตยฯยื่นฎีกาป้อง’ธัมมชโย’ เบรคสนช.แก้พรบ.สงฆ์

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.34 น.

28 ธ.ค.59 ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ในนามผู้แทนองค์กรพุทธ 48 องค์กร แถลงข่าวปกป้องพระพุทธศาสนา เรียกร้องรัฐบาลหยุดกระบวนการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หยุดพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7

โดย น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ ระบุว่า ตนเองและคณะได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ผ่านราชเลขานุการในพระองค์ฯ เพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขอพระบารมีปกเกล้าฯ แก้ไขวิกฤตพระพุทธศาสนาแล้ว พร้อมวิงวอนขอให้รัฐบาล , สนช.และหน่วยราชการทุกภาคส่วน ได้กรุณาหยุดการดำเนินการทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว พร้อมอาสาเป็นตัวกลางเข้าประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขวิกฤตพระพุทธศาสนาของชาติ

น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า ได้กราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯ ดังนี้ 1.โปรดให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายและการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 2.โปรดให้ สนช.ระงับการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 3.โปรดให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหยุดการดำเนินคดีเกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 4.โปรดให้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นอกกจากนี้ ยังเสนอรัฐบาลให้จัดสังคายนาพระพุทธศาสนา โดยกราบอาราธนาพระเถระผู้ใหญ่ ผู้นำพุทธบริษัท 4 ทุกนิกาย ทุกความเชื่อ สร้างเอกภาพบนความแตกต่างของการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ทบทวน และร่างกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และออกมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา รวมทั้งกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์ และพระพุทธศาสนาอย่างเหมาะสม จัดตั้งศาลสงฆ์เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยว เนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระภิกษุสงฆ์ ตุลาการ พุทธศาสนิกชนผู้มีความรู้และความยุติธรรมเข้าร่วมพิจารณาคดี ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปชช.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เผยความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250489

ปชช.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เผยความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ปชช.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เผยความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.50 น.

28 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเข้าแถวรอคิว เพื่อเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างเนืองแน่น ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

ด้าน นายจุฬนิจ ชูศรี ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที 2 คณะครุศาสตร์ สาขาพละศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เดินทางพร้อมเพื่อน คือ นายปรีชา คำนวนสกุณี อายุ 23 ปี กล่าวว่า เดินทางออกจากที่พักเพื่อมารอต่อแถวที่ท้องสนามหลวงเมื่อเวลา 03.00 น. และได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เวลา 09.30 น. รู้สึกปลาบปลื้มและเป็นบุญมากที่ได้มากราบถวายบังคมพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ระหว่างกราบพระบรมศพตนได้อธิษฐานให้พระองค์ท่านปกป้องคุ้มครองประชาชนทุกคนให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมา และต้องมาแต่เช้าหรือรอคิวหลายชั่วโมงก็้ไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด และตั้งใจว่าจะหาโอกาสเดินทางมากราบพระองค์ท่านอีก

“ผมได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ในชีวิตประจำวัน บ้านที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ปลูกผัก เลี้ยงปลา ไว้กินในครัวเรือน และใช้จ่ายอย่างประหยัดอดออม เมื่อมีเวลาว่างก็จะไปรับจ้างเป็นกรรมการตัดสินกีฬาต่าง ๆ เป็นการหารายได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ตั้งแต่เด็กผมได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพื่อประชาชนทุกคน อดทนเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำตามความฝันที่อยากจะเป็นครูพละศึกษา จากที่ช่วงวัยเด็กค่อนข้างจะเกเร และไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ แต่หากได้เป็นครูก็จะตั้งใจปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน ไม่เพียงแค่บอกให้นักเรียนทำนั่นทำนี่ เช่น ให้นักเรียนวิ่ง เราก็จะต้องวิ่งไปด้วย” นายจุฬนิจ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

ขณะที่ น.ส.อัมพร บำรุงผล อายุ 58 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นำคณะครูและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รวม 100 คน เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ก่อนเดินทางไปเข้าสักการะพระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเที่ยวชมสวนสัตว์เขาดินวนา เปิดเผยว่า ในฐานะที่ทุกคนเป็นข้ารองบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยากน้อมถวายแสดงความอาลัยแก่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เด็กบางคนอาจขาดโอกาสไม่สามารถมาด้วยตัวเองได้ หรือไม่มีผู้ปกครองพามา ทางโรงเรียนจึงได้ประสานกับทางสำนักพระราชวัง เพื่อขอพาเด็กนักเรียน ตั้งแต่ชั้น ป.4-ป.6 มากราบบังคมพระบรมศพ จำนวน 3 วัน ซึ่งในวันนี้มาเป็นวันที่สอง

“โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ มาสอนเด็กๆ นอกจากนี้ ยังเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ดังนั้น หลักสูตรการสอนจึงบูรณาการด้านศีลธรรม ไม่ได้มุ่งเน้นแค่วิชาการ ทว่าสอนให้นักเรียนพอใจ พอเพียงในสิ่งที่ตัวเองมี ด้วยพื้นที่ของโรงเรียนมีค่อนข้างจำกัดแค่ 2 ไร่ ประกอบกับอยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม  แต่ทางโรงเรียนก็แนะให้นักเรียนทดลองปลูกพืชผักในกระถางทดแทน” ผอ.อัมพร กล่าว

ส่วน น.ส.ฐิติกาญจน์ อนวัชสกุล อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางมาพร้อมกับนางอรุณี อนวัชสกุล อายุ 56 ปี (มารดา) และสมาชิกในครอบครัว รวม 5 คน กล่าวว่า ออกเดินทางจาก จ.สมุทรปราการ มาถึงท้องสนามหลวงประมาณ 02.00 น. และได้เข้าประมาณ 09.30 น. ระหว่างรอคิวรู้สึกตื่นเต้นและเมื่อได้เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มา แม้ตนจะเกิดไม่ทันเห็นพระองค์ทรงงานและไม่เคยได้รับเสด็จฯ แต่ก็ติดตามข่าวที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ถ้าหากไม่มีพระองค์ ประเทศไทยก็คงมาไม่ถึงจุดนี้ได้ ทำให้ตนรักและประทับใจทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้ ส่วนตัวได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และตั้งใจว่าจะทำความดีเพื่อตอบแทนพระองค์

ด้านนางอรุณี กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจมากที่ได้มากราบถวายบังคมพระบรมศพ ถึงแม้จะเจ็บหัวเข่า แต่ก็ตั้งใจว่าจะมาให้ได้ พอมาถึงก็ไม่รู้สึกหายเจ็บเข่าไปเลย รู้สึกเสียดายมากที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์จริง ได้แต่ติดตามดูข่าวพระราชสำนักทุกวัน เห็นพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย พระองค์พระราชทานโครงการในพระราชดำริต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น แก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม ด้วยการสร้างเขื่อน และสร้างแก้มลิง การส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชผัก

“เห็นพระองค์ทรงงานอย่างเหน็ดเหนื่อยก็รู้สึกเหนื่อยแทน ทราบว่าแต่ละวัน พระองค์ทรงพระบรรทมแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ดิฉันรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เวลาทำบุญตักบาตรก็จะอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศล ขอพระบารมีช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชนให้มีความสุข ละดีใจมากที่ได้เกิดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวง รัชกาลที่ 9”

อาชีวะอาสาเทศกาลปีใหม่2560 บริการตรวจสภาพรถ-มอไซค์ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250487

อาชีวะอาสาเทศกาลปีใหม่2560 บริการตรวจสภาพรถ-มอไซค์ฟรี

อาชีวะอาสาเทศกาลปีใหม่2560 บริการตรวจสภาพรถ-มอไซค์ฟรี

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.49 น.

28 ธ.ค.59 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) และภาคเอกชน ให้บริการประชาชน “อาชีวะอาสา” เทศกาลปีใหม่ 2560 เชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวตรวจสภาพรถยนต์-รถจักรยานยนต์ ฟรี 251 ศูนย์ บนถนนสายหลัก-และสายรองทั่วประเทศ หวังลดอุบัติเหตุจราจรให้ทุกคนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย โดยมี ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธาน ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ

​ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการ “อาชีวะอาสา” เทศกาลปีใหม่ 2560 เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาอาชีวศึกษา และครู-อาจารย์ จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศกว่า 15,000 คน พร้อมให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ฟรี ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 – 4 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 00.30 น. จำนวน 251 ศูนย์ บนเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนแก่ประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 และส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่เรียนสาขาวิชาช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างเครื่องทำความเย็น คหกรรม บริหารธุรกิจและการท่องเที่ยว และสาขาอื่น ๆ ได้ฝึกปฏิบัติงาน เพิ่มทักษะ ในสถานการณ์จริง

โดยศูนย์ “อาชีวะอาสา” จะมีจุดสังเกตและมีเต็นท์อำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง  โดยมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ 1 กิโลเมตร 500 เมตร ก่อนถึงเต็นท์ ภายในศูนย์ “อาชีวะอาสา” จะให้บริการตรวจสอบสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์ ปรับแต่งเครื่องยนต์ เปลี่ยนหลอดไฟ สัญญาณไฟ ตรวจ/เติม น้ำกลั่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันครัตช์ เติมความดันลมยาง และทำความสะอาดไส้กรองอากาศ เพื่อให้มีความพร้อมในการเดินทางอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ชา กาแฟ ที่นั่งพักผ่อน โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 09-8209-7478 และ08-5906-5499 หรือเว็ปไซต์ http://www.vec.go.th หรือค้นหาผ่านแอพพลิเคชั่น “อาชีวะอาสา” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล    (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า กิจกรรมดังกล่าวได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับนักเรียน นักศึกษาอาชีวะที่ได้บริการสังคม ได้เรียนรู้การทำงานจากประสบการณ์จริง และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการสร้างให้เป็นผู้มีจิตอาสาร่วมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เรียนรู้การทำงานเป็นทีม รู้รักสามัคคี มีความสมานฉันท์เกิดขึ้นในหมู่คณะ เกิดทักษะในวิชาชีพ และเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการกระบวนการเรียนการสอนให้กับนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และบูรณาการความร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

‘ออมสิน’ปิดโครงการจิตอาสาตามรอยพ่อ เริ่ม’บิ๊กคลีนนิ่ง’รอบสปน. (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250466

'ออมสิน'ปิดโครงการจิตอาสาตามรอยพ่อ เริ่ม'บิ๊กคลีนนิ่ง'รอบสปน. (ชมคลิป)

‘ออมสิน’ปิดโครงการจิตอาสาตามรอยพ่อ เริ่ม’บิ๊กคลีนนิ่ง’รอบสปน. (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.23 น.

28 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิด “โครงการจิตอาสา สปน. ตามรอยพ่อ ทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล” และเปิดกิจกรรม “บิ๊ก คลีนนิ่ง” ทำความสะอาดอาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และสถานที่โดยรอบที่ใช้ในการจัดทำถุงข้าวพอเพียง เพื่อให้มีความสะอาดเรียบร้อยคืนสภาพเดิม พร้อมมอบเกียรติบัตรขอบคุณจิตอาสา

ทั้งนี้ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงาน สปน.ได้ดำเนินโครงการจิตอาสา สปน.ตามรอยพ่อ ทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อแสดงความอาลัยน้อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการจัดทำถุง “ข้าวพอเพียง” เพื่อมอบให้ประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพฯ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.59 – 19 ม.ค.60 เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งความทรงจำและให้ยึดมั่นในความพอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“สปน.ดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.59 มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน ให้การสนับสนุนร่วมบรรจุข้าวพอเพียง โดยมียอดบรรจุข้าวสารจำนวน 3,565,609 ถุง ซึ่งจำนวนทั้งหมดนี้เพียงพอที่ จะแจกจ่ายให้กับประชาชนจนถึง 19 ม.ค.60 ซึ่งเป็นวันสัตตมวาร (ครบ 100 วัน) โดยที่ผ่านมาได้แจกจ่ายข้าวพอเพียงให้ประชาชนไปแล้วทั้งหมด 2,204,668 ถุง”

นายออมสิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานปิดโครงการฯ ทั้งนี้ในนามรัฐบาลขอขอบคุณ สปน.ที่นำดำริของนายกรัฐมนตรีมาปฏิบัติ รวมพลังแห่งความภักดี ดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อทำความดีถวายเป็นพระราช กุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมิ นทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันแสดงถึงความรักและสามัคคีของคนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการกล่าวปิดโครงการจิตอาสาฯ นายออมสิน พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนที่มางาน ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณรอบอาคาร สปน. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน

ขอ’เจ้าคุณประสาร’อย่าปลุกม็อบ กรณีคัดค้าน’พ.ร.บ.คณะสงฆ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250464

ขอ'เจ้าคุณประสาร'อย่าปลุกม็อบ กรณีคัดค้าน'พ.ร.บ.คณะสงฆ์'

ขอ’เจ้าคุณประสาร’อย่าปลุกม็อบ กรณีคัดค้าน’พ.ร.บ.คณะสงฆ์’

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.13 น.

28 ธ.ค.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 84 คน ลงชื่อเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 โดยให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่า ให้เป็นเรื่องของ สนช.ที่จะดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ต้องรอให้ สนช.พิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อน ทั้งนี้ เท่าที่ทราบ สนช.จะพิจารณาในวันที่ 29 ธ.ค.ซึ่งตนจะเข้าไปร่วมฟังด้วย

ส่วนกรณีที่ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) เตรียมปลุกม็อบพระสงฆ์เพื่อคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ นั้น รัฐบาลไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย และไม่อยากให้ตีตนไปก่อนไข้ เพราะคงไม่มีอะไรมาก อย่าเพิ่งไปปลุกม็อบเลย คนไทยด้วยกันทั้งนั้น ต้องทำให้เกิดความรักสามัคคีกัน ทุกคนรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไปคุยกับมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ นายออมสิน กล่าวว่า เท่าที่ติดตามจากสื่อไม่มีอะไรตื่นเต้น คงไม่ต้องพูดกัน เพราะอยู่ในขั้นตอนของ สนช.

เมื่อถามว่า การเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ มส.มีมติและเสนอผ่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนเก่า หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ผ่านจะถือว่าชื่อตกไปเลยหรือไม่ นายออมสิน กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถาม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องนี้มานาน