ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250452

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250452

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250361

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) โดยกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ได้จัดการประชุมปฏิบัติการ การปฏิรูประบบการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ณ หอประชุมโค้วน่ำเซ้งกรุ๊ป โรงเรียนเลยอนุกูลวิทยา อ.เมือง จ.เลย
มูลเหตุที่ต้องมีการชี้แจงเพื่อให้เกิดการรับรู้ในครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา มีมติให้ปฏิรูประบบการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกของทุกระดับก่อนจะมีการประเมินคุณภาพในรอบต่อไป โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้มีการปรับปรุงมาตรฐานและตัวชี้วัดให้น้อยลง กระชับ และสะท้อนถึงคุณภาพอย่างแท้จริงเน้นการประเมินสภาพจริง ไม่ยุ่งยาก สร้างมาตรฐานระบบการประเมินเพื่อลดภาระการจัดเก็บข้อมูล ลดการจัดทำเอกสารที่ใช้ในการประเมิน รวมทั้งพัฒนาให้มีการพัฒนาผู้ประเมินคุณภาพภายในให้มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ สามารถให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษาแก่สถานศึกษาได้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้

ดูจากมูลเหตุที่ต้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้มองภาพของการประเมินและประกันคุณภาพการศึกษาตลอดเวลาที่ทำกันมา “ไม่มีข้อใดที่ทำให้เกิดคุณภาพกับการศึกษาเลย” ทุกอย่างจึงต้องทำกันใหม่…เฮ้อ เสียดายงบประมาณ เสียดายเวลาที่ต้องเสียไปจัง (กลุ่มใครหนอเป็นผู้กำหนดหลักการของการประเมิน)
และหวังว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ในครั้งนี้ อย่าให้ผลลัพธ์ต้องออกมาเหมือนกับครั้งที่แล้วอีกเลย การศึกษาจะได้เดินไปข้างหน้าเสียที ไม่ใช่วนเวียนกันอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์เหมือนที่เคยเป็นมา

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250363

รำนพนารีศรีนพเคราะห์
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์และศิลปะการแสดง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) ได้ศึกษาค้นคว้าทำงานวิจัยทางนาฏศิลป์ เพื่อประมวลผลการเรียนรู้ทุกรายวิชาที่ได้ศึกษามา พร้อมนำประสบการณ์ในห้องเรียนและความรู้จากข้างนอกมาคิดสร้างสรรค์เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชุดใหม่ โดยหวังจะต่อยอดศิลปะนาฏศิลป์และนำเสนอผลงานวิจัยที่นำความเชื่อ ประเพณี ท้องถิ่น มารังสรรค์ให้เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชุดใหม่ 4 ชุด เพื่อการอนุรักษ์เชิงบูรณาการสานต่อวัฒนธรรม
นายธรรมรัตน์ โถวสกุล ประธานสาขาวิชานาฏศิลป์และศิลปะการแสดงคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า ผลงานวิจัยทางนาฏศิลป์ครั้งนี้ นักศึกษาได้แบ่งกลุ่มกันทำงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มเลือกหัวเรื่องวิจัยกันเอง และทำการค้นคว้าหาข้อมูลก่อนลงพื้นที่ไปศึกษาวิถีชีวิตการแต่งกาย วัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อจากชุมชนท้องถิ่นนั้นจริงๆ เพื่อนำกลับมารังสรรค์เป็นชุดการแสดง จำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย รำกฤษาดารณี, รำนพนารีศรีนพเคราะห์, ฟ้อนมาลาบูชาพุทธ, ฟ้อนสาวป๊อดออยซอย โดยการแสดงแบ่งเป็นนาฏศิลป์ไทยประยุกต์และนาฏศิลป์พื้นบ้านแถบอีสาน

ฟ้อนมาลาบูชาพุทธ
สำหรับรายละเอียดของแต่ละชุดจะประกอบด้วย รำกฤษาดารณี เป็นการบูชาแม่ย่านางประจำเรือ ซึ่งรูปแบบการแสดง การแต่งกายได้แนวคิดมาจากเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณการแสดงชุดนี้จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่การนำไม้มาขุดเป็นเรือจนถึงการบวงสรวงแม่ย่านางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเรือ ต่อมาการแสดงชุด รำนพนารีศรีนพเคราะห์ มีแนวคิดมาจากความเชื่อเรื่องดาวนพเคราะห์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยในเรื่องโหรศาสตร์ นำเอาศิลปะนาฏศิลป์และการแต่งกายสมัยอยุธยามาประยุกต์ใช้ ฟ้อนมาลาบูชาพุทธ เป็นประเพณีบุญพวงมาลัยไม้ไผ่ของชาวภูไท อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมและประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านที่สืบสานกันมาเป็นเวลานาน และ ฟ้อนสาวป๊อดออยซอย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีจุลกฐินของชาวภูไท อำเภอหนองสูงจังหวัดมุกดาหาร
นายธรรมรัตน์ กล่าวต่อว่า จากการที่นักศึกษาได้ค้นคว้าหาข้อมูล และลงพื้นที่ไปเรียนรู้วัฒนธรรมจากปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อนำกลับมาสร้างสรรค์เป็นผลงานวิจัยทางนาฏศิลป์ นอกจากจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการคิดและการทำงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนมีความริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนมาต่อยอดพัฒนาอาชีพของตนเองแล้วยังเป็นการร่วมสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปอีกด้วย

รำกฤษาดารณี

ฟ้อนสาวป๊อดออยซอย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250364

“ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงเลยค่ะ” คำพูดสั้นๆ แต่สั่นคลอนหัวใจคนฟัง จากถ้อยคำแฝงความคำนึงของ “คุณแม่ตุ้ม” ผู้ต้องสูญเสีย “น้องอาร์ม” ลูกชายไปในอุบัติเหตุก่อนเข้าช่วงปีใหม่
“มันทำให้ช่วงปีใหม่ของเรานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นช่วงปีใหม่ที่แบบ…หดหู่มากๆ” คุณแม่ตุ้มกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนที่จะพิมพ์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คของลูกชาย เพื่อเตือนสติถึงเพื่อนของลูกชายให้ระมัดระวังกับการเดินทางช่วงปีใหม่ โดยขอให้ทุกคนมีสติ อย่าขับรถเร็ว เพราะไม่อยากให้มีใครต้องจบชีวิตเหมือนเรา
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ปรากฏในคลิปวีดีโอรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตัวล่าสุดของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แนวคิด “Dead Feed…ข้อความถึงคนที่ยังอยู่”
แคมเปญรณรงค์ดังกล่าวนี้ เป็นการนำเสนอเรื่องราวชีวิตจริงของผู้สูญเสียบุคคลที่รักไป จากเหตุการณ์อุบัติเหตุ โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ขยายความให้ฟังว่าเป็นการเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นพลัง ส่งต่อความห่วงใยไปยังคนรอบข้างในเรื่องของการขับขี่ปลอดภัย ด้วยการส่งข้อความผ่านโลกโซเชียลมีเดียถึงเพื่อนของผู้ที่จากไปให้รับรู้ถึงความห่วงใย ขับขี่ปลอดภัย ไม่ประมาทจนเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียเช่นตัวเอง เหมือนดังที่โฆษณารณรงค์บอก แม้สิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นไม่ได้ช่วยให้คนที่เขารักกลับคืนมา ไม่ได้ช่วยให้เจ็บปวดน้อยลง แต่อย่างน้อยอาจช่วยเตือนสติใครหลายๆ คน ให้เดินทางกลับบ้านไปหาคนที่เขารักได้อย่างปลอดภัย
การเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ถือว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุประมาณ 380 คน เพิ่มขึ้นจากปีใหม่ 2558 ถึงร้อยละ 11 ที่สำคัญยังเป็นการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุสูงถึงร้อยละ 56 สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้นดร.สุปรีดา ระบุว่า ปัจจัยหลักๆ มาจากตัวผู้ขับขี่เอง ซึ่งอาจขับขี่ด้วยความประมาทโดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ การขับรถเร็วเกินกำหนด โดยพบว่ามีคนเดินถนนถูกชนเสียชีวิตจากการขับรถเร็วถึง 34 คน หรือคิดเป็น 9% ของคนตายจากขับขี่ใช้ความเร็วในเทศกาลปีใหม่ ซึ่งหากเราขับรถด้วยความเร็วที่สูง จะทำให้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น หรือทำให้ผู้ถูกชนมีโอกาสเสียชีวิตสูง เช่น เมื่อขับรถชนคนเดินถนนด้วยความเร็ว 60 กม./ชม.ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 85 รวมถึงการใช้สมาร์ทโฟนขณะขับขี่ ถ้าขับขี่ด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. เพียงละสายตาไปมองหน้าจอมือถือ 2 วินาที หากเกิดการชนจะมีแรงปะทะเทียบเท่าการตกตึก 13 ชั้น นอกจากนี้ สาเหตุยังเกิดจากถนนและยานพาหนะที่ไม่พร้อมด้วย
ดร.สุปรีดา ย้ำว่า ของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในช่วงปีใหม่ไม่มีของขวัญชิ้นใดที่จะล้ำค่าไปกว่าการที่เราทุกคนได้ “กลับบ้านปลอดภัย” อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว และใช้ช่วงเวลาที่ดีร่วมกัน
และยังฝากไปถึงทุกคนให้ยึดถือในการเดินทางเพื่อความปลอดภัย 5 ข้อดังนี้ 1.ไม่ดื่มสุรา ทั้งก่อนและขณะขับรถ2.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง 3.คาดเข็มขัดนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ และสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 4.ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถโดยเด็ดขาด และ 5.ขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด คือ ไม่เกิน 90 กม./ชม. ในเขตนอกเมือง ในเขตเมืองใช้ความเร็วตามป้ายกำหนด และเขตชุมชนไม่ควรเกิน50 กม./ชม. ซึ่งหากปฏิบัติได้เช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัวเองปลอดภัย แต่ยังเป็นการใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย ทั้งเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกัน และเพื่อนที่ใช้ถนนร่วมกัน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่เพียงแต่ตัวเองที่อาจบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่คนที่เดินทางมาด้วย หรือคนที่ใช้ถนนสัญจรด้วยกัน อาจได้รับผลกระทบจากความประมาทได้
สำหรับทางด้านกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ย้ำว่า การป้องกันเป็นส่วนสำคัญที่สุด มาตรการด่านชุมชน เพื่อป้องกันเหล่ากลุ่มเสี่ยงยังคงเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการ และในส่วนของ สาธารณสุข ได้กำชับให้ทุกโรงพยาบาลมีการเตรียมพร้อม ทั้งการรับแจ้งเหตุ การรีบไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเสียชีวิต และยังมีการเตรียมความพร้อมบุคลากร เตียง เวชภัณฑ์ยาต่างๆ และการประสานการส่งต่อ เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด
เทศกาลปีใหม่นี้ หวังว่าการเดินทางกลับไปหาคนที่คุณรัก จะเดินทางด้วยความมีสติ ไม่ดื่มแล้วขับ ไม่ขับรถเร็วหากไม่อยากให้คนที่คุณรักต้องรอคอย “คุณ” อย่างที่ไม่มีวันหวนกลับมา
โดย ปานมณี
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250446

ถวายพระพรร.10
เปิดพระตำหนัก7แห่งทั่วปท.
กรุงเทพฯที่ศาลาสหทัยฯ
ให้ปชช.ลงนามวันปีใหม่
เจ็ดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น
แต่งกายสุภาพไว้ทุกข์สีดำ
สำนักพระราชวังเปิดพระตำหนักทั่วประเทศ 7 แห่ง ให้ประชาชนลงนามถวายพระพร “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 10 ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2560 ส่วนกทม. เปิดลงนามที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 07.30-17.00 น.
เมื่อเวลา 07.08 น.วันที่ 27 ธันวาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 26 ธันวาคม
เวลา 10.30 น. นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารและวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร โดยมีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ต่อมาเวลา 16.30 น. นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารและวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
เวลา 19.00 น. คณะผู้บริหารและข้าราชการกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารและวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ส่วนบรรยากาศบริเวณรอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง พสกนิกรจากทั่วสารทิศเดินทางมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังจำนวนมากเช่นทุกวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดให้เข้ากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.45 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมถึงเวลา 23.56 น.มี 55,908 คน รวม 57 วันมี 2,349,038 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 3,556,125 บาท รวม 57 วัน เป็นเงิน 186,958,187.25 บาท
วันเดียวกัน สำนักพระราชวังประกาศแจ้งว่า เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 07.30- 17.00 น.นั้น นอกจากนี้ ยังเปิดให้ประชาชนร่วมถวายพระพรตามพระตำหนักที่ประทับในต่างจังหวัดเช่นกัน ได้แก่
1.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ 2.ภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร 3. ทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส 4.พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา 5. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม 6.พระตำหนักประทับแรม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 7. สำนักงานวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
สำหรับการแต่งกายที่เหมาะสมคือ ชุดสุภาพไว้ทุกข์สีดำ สุภาพสตรีต้องสวมชุดสุภาพมีแขน ไม่รัดรูป กระโปรงยาวคลุมเข่าหรือผ้าถุง งดเว้นกระโปรงยีน ต้องเป็นรองเท้าหุ้มส้นสีดำ ขณะที่สุภาพบุรุษต้องสวมเสื้อมีปกสีดำ กางเกงขายาวสีดำ งดเว้นกางเกงยีนและสวมรองเท้าหุ้มส้นสีดำจะเป็นรองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบก็ได้ แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับประชาชนบางกลุ่ม ได้แก่ ชาวเขาเผ่าต่างๆสามารถสวมชุดประจำเผ่า ส่วนนักเรียนนักศึกษาสามารถสวมใส่ชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบของสถานศึกษา รวมไปถึงชุดลูกเสือประเภทต่างๆ ซึ่งชุดเหล่านี้ถือเป็นชุดที่สุภาพและเหมาะสมเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในเต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จัดโครงการ “คนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”ร่วมมอบแว่นสายตาให้ผู้สูงอายุ” ที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จำนวน 50,000 อัน ระหว่างวันที่ 27-30 ธันวาคม โดยนางบุศราคำ วิรบุตร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ และพยาบาลเวชปฏิบัติทางตา โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวกรมการแพทย์ร่วมกับรพ.เมตตาประชารักษ์อยู่ก่อนแล้ว จึงตั้งใจมาร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทานรพ.จุฬาภรณ์ตรวจสายตา และมอบแว่นตาให้ผู้สูงอายุที่มาร่วมสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีจักษุแพทย์ 2 คน พยาบาล 3 คน นักทัศนมาตุพร้อมให้บริการระหว่างเวลา 09.00-17.00 น.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250429

27 ธ.ค. 59 พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พระเมธีธรรมาจารย์ – เจ้าคุณประสาร” ระบุว่า “การที่ สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จากการที่สื่อมวลชนได้เสนอข่าวตามที่ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้รวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช. จำนวน 25 คน เพื่อเสนอแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในหมวดที่ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช มาตรา 7 โดยจะเสนอให้ตัดการเสนอสมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ออกนั้น
ในเรื่องนี้ อาตมาเห็นว่ามีความผิดปกติอยู่มาก เพราะจากการพยายามปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเรื่อยมาจนถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนี้ ฝ่ายที่ดำเนินการในเรื่องนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ตรงกันอย่างหนึ่ง คือการแก้ที่มาของการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายที่มีอำนาจในปัจจุบันล้วนหายใจในเรื่องนี้เป็นจังหวะเดียวกัน ไม่ว่าคณะไหน กลุ่มไหนจะออกหน้าสื่อก็ตาม เป็นเพราะเหตุใด น่าสงสัยยิ่ง
อาตมาขอถามในนามพระสงฆ์รูปหนึ่งว่า ทำไมคฤหัสถ์ญาติโยมเหล่านี้ท่านมีความเดือดร้อนอะไรกันมากมายขนาดนี้ต่อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชของคณะสงฆ์ไทย
ทำไม วันนี้ท่านเดือดร้อนดิ้นรนอะไรกันนักหนา เป็นอะไรกันไปแล้ว การเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น เป็นแนวปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี และเป็นที่ยอมรับกันในวงการคณะสงฆ์ วันนี้คณะสงฆ์ผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เห็นพระรูปไหนเดือดร้อนอะไรเลย ทุกรูปอยู่กันอย่างปกติ คณะสงฆ์ก็ปกครองกันไป ท่านจะเข้ามาล้วงมาควักอะไรกันนักกันหนา จะไม่ให้ท่านปกครองกันเองได้บ้างหรืออย่างไร
ท่านที่เป็นคฤหัสถ์ ท่านต้องศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมเพณีในองค์กรสงฆ์บ้าง เช่น เวลาพระท่านนั่งตามลำดับในพระราชพิธี ท่านลำดับการนั่งอย่างไร ทำไมปฏิบัติเช่นนี้ ท่านเคยรู้บ้างไหม
อาตมาบอกได้เลยว่า วันนี้ถ้า พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์และคณะมวลสมาชิกบางท่านใน สนช. จะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบ นี้ เสนอแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ปี พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม ปี พ.ศ.2535 ในเรื่องการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช นั้น ท่านก็จะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 84สนช.ชงแก้ม.7พรบ.สงฆ์ปี05 ตั้ง’สังฆราช’เป็นพระราชอำนาจ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250422

27 ธ.ค. 59 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช. แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการเข้าชื่อของสมาชิกสนช. จำนวน 84 คน เพื่อเสนอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับปี พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งคณะกรรมาธิการศาสนา และศิลปวัฒนธรรม นำโดยพล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยให้ยกเลิกข้อความในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ ปี พ.ศ.2505 แก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” โดยแก้ไขให้เป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” ซึ่งเป็นข้อบัญญัติเดิมของมาตรา 7 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ปี พ.ศ.2505
เมื่อถามว่า แสดงว่าตัดขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชของมหาเถรสมาคมออกไปใช่หรือไม่ นพ.เจตน์ กล่าวว่า หากดูตามถ้อยคำจะเป็นลักษณะนั้นคือตัดตอนของมหาเถรสมาคมออกไป แต่ทั้งนี้คงต้องดูการศึกษาของคณะกรรมาธิการและครม.อีกครั้งว่าเป็นอย่างไร
นพ.เจตน์ กล่าวว่า โดยคณะกรรมาธิการให้เหตุผลการเสนอแก้ไขดังกล่าวได้รับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องมาแล้ว และเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณี ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ.นี้จะเสนอเข้าที่ประชุมสนช. ในวันที่ 29 ธ.ค. นี้ ซึ่งจากการประสานงานไปยังรัฐบาล ทางครม.จะส่งนายออมสิน ชีวพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณารับเรื่องไปศึกษา ซึ่งจะส่งเรื่องกลับมาให้ทางสนช.เมื่อไหร่อย่างไรขึ้นอยู่ทางครม. แต่คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ได้ภายหลังปีใหม่
เมื่อถามว่า การแก้ไขเพียงข้อความสั้นๆ จะเป็นการพิจารณา 3 วาระรวดหรือไม่ โฆษกวิปสนช. กล่าวว่า ที่ประชุมวิปสนช.ยังไม่ได้กำหนดจะพิจารณาอย่างไร แต่จะต้องทำโดยเร็ว เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดแรงต่อต้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยเนื่องจากกฎหมายเดิมใช้มาเป็นเวลานาน นพ.เจตน์ กล่าวว่า คงต้องสื่อ ตนไม่ทราบ ว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ว่ากฎหมายต้องรีบทำ ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกฎหมายใหม่ยังไม่มีการประกาศใช้แสดงว่าจะยังไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่หรือไม่ นพ.เจตน์ กล่าวว่า ถ้าจะตั้งก่อนกฎหมายบังคับใช้ก็ได้ แต่หากกฎหมายเสร็จแล้วจึงจะมีผลใช้บังคับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250344

27 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนอนุบาลเมืองแม่ฮ่องสอน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายสุพจน์ กลิ่นประณีต ประธานกรรมการสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนและนางอัมไพ อุตตาธรรม ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม
โดยมี นายสำเริง ไชยเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้แทนพระองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กพิการในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 143 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 715,000 บาท โดยมีผู้พิการและผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้ารับประทานทุนหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย
สำหรับทุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม เป็นทุนการศึกษาที่มอบให้กับเด็กออทิสติกและเด็กพิการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนให้เด็กพิการซึ่งมีฐานะยากจน ประจำปี 2558 เพื่อสนับสนุนเด็กพิการ ผู้ปกครอง ในการพัฒนาศักยภาพหรือฟื้นฟูสมรรถภาพเฉพาะบุคคลที่มีฐานะยากจนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้มีศักยภาพและสามารถช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวได้ต่อไป





ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250333

27 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น. ประกอบด้วย ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ 1,500 ถ้วย, กาแฟสด 2,500 แก้ว, นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวันเวลา 11.00 หมี่กะทิโบราณ 1,000 จาน ผัดขี้เมาไก่ราดข้าว 1,000 จาน ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ 1,000 จาน แกงป่าหมูนุ่ม 1,000 จาน ก๋วยเตี๋ยวเรือ 2,000 ถ้วย มื้อบ่าย 16.00 น. ประกอบด้วย ขนมไทย 1,000 กล่อง ข้าวเหนียวหมูทอด-ไก่ทอด 1,000 ห่อ เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง และ มื้อเย็นเวลา 18.00 น. มีเมนูอาหาร ได้แก่เย็นตาโฟ 4,000 ชุด ข้าวราดแกงส้มปลาสลิด 2,000 จาน และยังมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน
ขณะที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท้องสนาม ฝั่งทิศเหนือ บริเวณทางเข้าที่ประชาชนจะเดินเข้ามารอภายในเต็นท์ก่อนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน โดยวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ และโรงพยาบาลตรัง รวม 16 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตลอดทั้งวัน
ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จัดโครงการ “คนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ร่วมมอบแว่นสายตาให้แด่ผู้สูงอายุ” ที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จำนวน 50,000 อัน ระหว่างวันที่ 27-30 ธ.ค.นี้ โดยนางบุศราคำ วิรบุตร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ และพยาบาลเวชปฏิบัติทางตา โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ กล่าวว่า ด้วยเป็นโครงการที่ร่วมกันทำระหว่างกรมการแพทย์และโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ อยู่ก่อนแล้ว จึงได้ตั้งใจมาร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตรวจสายตาและมอบแว่นตาให้แก่ผู้สูงอายุที่มาร่วมสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีจักษุแพทย์ 2 คน พยาบาล 3 คน นักทัศนมาตุ (ผู้เชี่ยวชาญด้านแว่นตา) และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมให้บริการระหว่างเวลา 09.00-17.00 น.

นางบุศราคำ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ให้แสดงบัตรประชาชนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซักประวัติเบื้องต้น และประเมินค่าสายตา หากประเมินแล้วมีปัญหาสายตาที่แก้ไขได้ด้วยแว่นตาก็สามารถรับแว่นสายตาได้ทันที แต่หากกรณีมีการประเมินแล้วพบว่ามีความผิดปกติทางสายตาอื่นๆ รวมถึงมีโรคประจำตัว ไม่เคยตรวจสภาพจอประสาทตา ก็จะส่งให้พบจักษุแพทย์ต่อไป
ขณะเดียวกันด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวอาจทำให้ประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพเกิดอาการตาแห้ง ดังนั้นไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุ แต่หากผู้ที่มีปัญหาทางสายตาก็สามารถเข้ามาตรวจและปรึกษา รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ได้ตลอดเวลาการบริการ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้แจ้งเวลาปรับเปลี่ยนการเข้าชมห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ที่ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง ที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน และนิทรรศการถาวร ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ว่า จะเปิดทำการทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30น.-15.30 น. และปิดทำการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์



ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250328

27 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.45 น.โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพร้อมใจกันเดินทางมาแต่เช้า เพื่อเข้าคิวรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพกษัตริย์ผู้ทรงธรรมของปวงชนชาวไทยด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
โดย นางนฤมณ สิทธุวารินทร์ อายุ 70 ปี ชาว ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ได้เดินทางมาพร้อมสามี ลูกๆ และหลานอีก 2 คน เพื่อมากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 ซึ่งลูกสาวได้จองตั๋วเครื่องบินให้ช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ตนอยากมาถวายความอาลัยก่อนจึงเดินทางมากันในวันนี้ เพราะรักในหลวง ร.9 มาก อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะได้กำลังใจจากพระองค์ ที่ผ่านมาลำบากมากต้องเลี้ยงลูก 5 คน ได้น้อมนำคำสอนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาปรับใช้ โดยการขยันหมั่นเพียร ประหยัด อดทน ดิ้นรนด้วยการทำไร่นาสวนผสม ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด-ไก่ไว้กินเองและขายเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกจนสำเร็จการศึกษาได้

“รักในหลวง ร.9 ที่สุด รักเหมือนรักพ่อแม่เรา เสียใจที่เสียพระองค์ท่านไป ท่านเหมือนเทวดาลงมาช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าประชาชนยากลำบากอยู่ตรงไหน พระองค์ก็เสด็จฯ ไปช่วยเหลือ ไม่มีใครทำได้เหมือนกับพระองค์ท่าน รู้สึกซาบซึ้งมาก ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย”
ด้าน นางชลธิชา ชาวชายโขง อายุ 54 ปี ชาว จ.หนองคาย อาชีพขายเส้นขนมจีนอยู่ที่ตลาดสดสามแยกเจดีย์ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับ น.ส.ทักษพร เล่าหะวิลัย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถึงท้องสนามหลวงประมาณตี 3 จึงได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นคณะแรกๆ
“วันนี้ตั้งใจเพื่อมาน้อมส่งพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ความรักที่มีต่อพระองค์ท่านอยู่ในใจไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ รู้แต่ว่ารักพระองค์มาก ก่อนนี้ที่บ้านน้ำท่วมทุกปี แต่หลังจากที่มีคลองลัดโพธิ์ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ น้ำก็ไม่ท่วมอีกเลย ถ้าไม่มีพระองค์ก็คงไม่ได้อยู่ดีกินดีขนาดนี้ และก่อนนี้ภาคอีสานก็แห้งแล้งมาก พอท่านเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรเห็นความลำบากของประชาชน ก็ทรงให้ทำฝนเทียม ทำให้มีน้ำปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ทำการเกษตรได้ และที่ผ่านมาก็ทำตามคำสอนของพระองค์โดยยึดหลักความพอเพียง พออยู่ พอกิน ใช้เท่าที่จำเป็น และให้เหลือเก็บ”

จากนั้นเวลา 10.30 น. กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร






