วัฒนธรรมไทยส่อแววรุ่ง 30 องค์กร ผ่านเข้าสู่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250103

วัฒนธรรมไทยส่อแววรุ่ง  30 องค์กร ผ่านเข้าสู่เป้าหมาย

วัฒนธรรมไทยส่อแววรุ่ง 30 องค์กร ผ่านเข้าสู่เป้าหมาย

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ประกาศเปิดตัวพร้อมมอบรางวัลให้กับชุมชน หน่วยงานหรือองค์กร ด้านการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และชุมชนต้นแบบสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประจำปี 2559 รวม 30 แห่ง

โครงการดังกล่าวนี้ รับผิดชอบโดย “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม”ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้งความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทยเพื่อการเรียนรู้สร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทย ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

ทั้งนี้ ชุมชนและภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมในการอนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จะดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว กิจกรรมพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนชุมชนที่มีวิถีชีวิต และมรดกภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ เสริมสร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของชุมชน และเพื่อพัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว 2.โครงการชุมชนต้นแบบสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์การบริการหรือการแสดงออกทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีชุมชนต้นแบบสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3.โครงการปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ในการรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ และมีการส่งเสริม รักษา ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน

ก็นับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่ภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรม ในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่าให้อยู่คู่กับชุมชนสืบไป

มทร.ธัญบุรี เกาถูกที่คัน เพิ่มค่านิยมนักศึกษาด้านอาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250102

มทร.ธัญบุรี เกาถูกที่คัน  เพิ่มค่านิยมนักศึกษาด้านอาชีวะ

มทร.ธัญบุรี เกาถูกที่คัน เพิ่มค่านิยมนักศึกษาด้านอาชีวะ

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โรงเรียนในเครือข่ายที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ส้มหล่นเมื่อ มทร. จัดทำโครงการ ส่งเสริมนักเรียนระดับมัธยมให้มีความรักในวิชาการช่าง ได้อย่างสำเร็จสมบูรณ์ โดยการนำนักเรียนในบริเวณใกล้เคียงกับ มทร.มาอบรมเรียนรู้ในวิชาช่างพื้นฐาน ในคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม โดยเรียนวิชาชีพพื้นฐานทางช่างอุตสาหกรรม 5 วิชา ได้แก่ ทักษะทางช่าง ไฟฟ้าเครื่องมือวัดเบื้องต้น อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น การเขียนแบบเทคนิค การเรียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ โดยโรงเรียนที่มีคุณสมบัติในการได้รับเชื้อเชิญให้เข้าเรียนพื้นฐานวิชาการช่าง มีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ คลอง 13  โรงเรียนธัญบุรี โรงเรียนหนองเสือพิทยา และโรงเรียนวัดเขียนเขต ซึ่ง มทร.จะนำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่ระดับชั้น ม.4 โรงเรียนละ 30 คน รวม 120 คน มาคละเป็น 4 ชั้นเรียน ให้เรียนในวิชาดังกล่าว

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี  เปิดเผยให้ทราบว่า ความร่วมมือดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งจากการเก็บสถิตินักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ เมื่อจบระดับมัธยมแล้วจะเข้าเรียนต่อในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึง 75% สายสังคม 25% โดยมีการเรียนต่อในกลุ่มราชมงคลถึง 50% และในกลุ่มนี้เมื่อเข้าเรียนต่อใน มทร.ธัญบุรี พบว่าไม่มีผู้ที่สอบตก หรือถูกรีไทร์แม้แต่คนเดียว ดังนั้นโครงการความร่วมมือดังกล่าวนี้ถือเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษารู้แนวทางการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของสายอาชีพ ทั้งยังส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการเรียนต่อในสายดังกล่าวมากขึ้น

โครงการแบบนี้ น่าที่ กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการควรจะจับตามอง และให้การสนับสนุนอีกแรงหนึ่ง เพราะถือได้ว่า เป็น
นโยบายเดียวกับงานของกระทรวงศึกษาฯที่จะเพิ่มปริมาณนักเรียนให้เข้าเรียนในสายวิชาชีพมากขึ้น และยิ่งสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ในการรองรับ การทำประเทศไทย 4.0 ของรัฐในตอนนี้

เพราะเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาก่อนที่จะก้าวเข้าไปสู่การเรียนในระดับสูงต่อไป ได้มองเห็นความสำคัญ และได้มีพื้นฐานเพียงพอที่จะเข้าไปศึกษาในสายวิชาชีพได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

เมื่อ เจ้าสัว ทำ CSR นักข่าวยกมาเป็นกองทัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250105

เมื่อ เจ้าสัว ทำ CSR นักข่าวยกมาเป็นกองทัพ

เมื่อ เจ้าสัว ทำ CSR นักข่าวยกมาเป็นกองทัพ

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

CSR ย่อมาจากคำว่า Corporate Social Responsibility แปลเป็นไทย หมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ที่มีการดำเนินการ กิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กร หรือนำทรัพยากรที่อยู่นอกองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อองค์กรและส่วนร่วม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 และ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นบริษัทระดับเจ้าสัว ที่เป็นระดับต้นๆ ของประเทศไทย ได้นำเจ้าหน้าที่ พนักงานในองค์กร ออกไปจัดกิจกรรม ซีเอสอาร์ ที่ จังหวัดลำพูน นำขบวนไปโดย นายอดิเรก ศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซีพีเอฟ ไปส่งมอบ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน และ มอบผ้าห่มช่วยภัยหนาวให้กับผู้ยากไร้ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้สูงอายุ ในโครงการ คืนสุขสู่ผู้สูงอายุ โดยกิจกรรมทั้งหมด จัดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านหนองปลาสะวาย ตำบลหนองปลาสะวาย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

เมื่อเกี่ยวข้องกับ เรื่องของโรงเรียน และการเรียนรู้ทางด้าน การงานพื้นฐานอาชีพ เราจึงได้ติดตามเพื่อจะตามข่าวเพิ่มเติม ในภาคส่วนของการศึกษา ที่ ซีพีเอฟ ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติม เข้ามาทางสายงานด้านการศึกษาที่มากกว่าที่เป็นอยู่อีกหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ ใครๆ ก็รู้ว่า ซีพีเอฟ ถือเป็น มุ้งหลังโตเบ้อเริ่มเหิ่มที่กำลังครอบคลุม อะไรต่ออะไรหลายอย่างจนเกือบจะครอบคลุม
ทุกส่วนของประเทศไทยแล้ว

กิจกรรมในวันนั้น สมกับเป็นงานของ เจ้าสัว เพราะนอกจากแขกเหรื่อที่มาต้อนรับ ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทน สพฐ.ทุกสายมากันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีกองทัพของผู้สื่อข่าว ทั้ง ทีวี.วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ในส่วนกลาง มากันอย่างหนาแน่นมากกว่าสามสิบคน ไม่รวมนักข่าวในพื้นที่อีก รวมแล้วมากกว่าครึ่งร้อย

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สดชื่น ทั้งผู้ให้และผู้รับ สมกับคำที่เด็กในพื้นที่เรียกกันว่า “ผู้ใหญ่ใจดี”

ในงานนี้ นายวิญญู สันติภาพวิวัฒนา ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน ขึ้นกล่าวในนามของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ว่า จากสถิติของ สพฐ. ในปีการศึกษา 2559 ระบุว่า ยังมีนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ ที่มีนักเรียนมีปัญหาในเรื่องของโภชนาการ อยู่ถึงร้อยละ 13.20 ในเรื่องของน้ำหนัก และในเรื่องของความสูง มีถึง 11.69 จากจำนวนโรงเรียน 30,717 โรง ในจำนวนนักเรียนทั้งหมด 5,839,211 คน ดังนั้น โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในโรงเรียนของ ซีพีเอฟ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการส่งเสริมสุขภาพให้กับเด็กไทยที่มีปัญหาในเรื่องอาหารกลางวันด้วย

และจากการสอบถามครูผู้บริหารโรงเรียน ได้รับคำตอบยืนยันว่า นอกเหนือ เด็กๆ จะได้รับอาหารกลางวันอย่างมีคุณค่าแล้ว ยังได้รับความรู้ในเรื่องของการเลี้ยงไก่ไข่ และยังสามารถเอาผลผลิตที่เหลือไปขายเป็นเงินได้อีกด้วย

นับว่าต้องยกนิ้วโป้ง แสดงความขอบคุณในความโอบอ้อมอารีที่ ซีพีเอฟ มีต่อเด็กไทยด้วย

ภายหลังจากการจัดกิจกรรมต่างๆเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีการเปิดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งเป็นไฮไลท์ ที่เราจะต่อยอดเรื่องราว
ในโครงการด้านการศึกษาว่ายังมีอะไรอีกที่กำลังจะทำ นอกเหนือจากสิ่งที่เราได้รับรู้มาแล้วจากกลุ่มของโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์

ปรากฏว่า ด้วยเวลาภายในหนึ่งชั่วโมง ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ซึ่งเตรียมตัวกันมาเพียบกับคำถาม ส่งคำถามกันคนละคำสองคำ เวลาที่มีเหลือเพียงน้อยนิดก็อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว หลายคนอ้าปากค้าง เพราะไม่สามารถแทรกเวลาถามได้ แค่ประเด็น ที่ว่า ซีพีเอฟ ไปซื้อกิจการธุรกิจอาหาร ในตลาดของอเมริกา ของกิจการ “เบลลิซิโอ” ซึ่งมีมูลค่า 1,075 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็ยังได้คำตอบไม่ครบทุกคน โอกาสที่เราจะแทรกในเรื่องของการศึกษาหาช่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะประธานผู้ให้ข่าวปิดตัวด้วยการบอกว่า เวลามีแค่นี้เพราะจะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง เดี๋ยวจะตกเครื่องบิน…ใครจะกล้าเข้าไปตื้อ เห็นทีว่า คงต้องมาเลียบๆ เคียงถามจากแหล่งปัญญาภิวัฒน์ ต่อไป… เฮ้อ

ทึ่ง!ครูเทคนิคสุโขทัย ใช้ตะปู6,699ตัว วาดรูป’ในหลวง ร.๙’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250173

ทึ่ง!ครูเทคนิคสุโขทัย ใช้ตะปู6,699ตัว วาดรูป'ในหลวง ร.๙'

ทึ่ง!ครูเทคนิคสุโขทัย ใช้ตะปู6,699ตัว วาดรูป’ในหลวง ร.๙’

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 20.55 น.

25 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย นายธนสิทธิ์ บัวหอม หรือ อ.เบิ้ม อาจารย์ประจำแผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยใช้ตะปูตอกบนภาพร่างลายเส้นเป็นภาพบุคคลต่างๆ ได้อย่างวิจิตรงามตา โดยระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ นายธนสิทธิ์ กำลังใช้ตะปูตอกแผ่นยิปซั่มสร้างผลงานชิ้นใหม่เป็นภาพ “ลอร์ด เบเดน โพเอลล์” ผู้ให้กำเนิดกิจการลูกเสือ เพื่อเตรียมมอบให้ในกิจการลูกเสือของทางวิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยต่อไป

อาจารย์เบิ้ม กล่าวว่า สำหรับพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่กำลังมีกระแสชื่นชมในความสวยงามน่าทึ่งนั้น ตนได้ใช้ตะปูสรรสร้างจำนวน 6,699 ตัว ตอกลงบนแผ่นไม้อัดพื้นสีขาว ขนาด 80×89 เซนติเมตร ปัจจุบันใส่กรอบอย่างดี และนำจัดแสดงไว้ที่แกลเลอรี่ บิว คอฟฟี่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

“ผมนึกถึงความเพียรพยายามของพ่อหลวง ร.๙ ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย จึงเกิดแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมา โดยเป็นการผนวกกันระหว่างความรู้ด้านช่างกับความสามารถด้านศิลปะ ใช้ตะปูคอนกรีตที่มีความแข็งแรง ไม่เกิดสนิม ตอกตะปูทีละตัวเป็นการฝึกสมาธิ และใช้ความเพียรพยายามจนกว่าจะครบทุกลายเส้นของภาพ เพื่อระลึกถึงพ่อหลวงของเราที่ท่านได้เพียรพยายามสร้างสรรค์ความดีมากมายไว้ให้พวกเรา ซึ่งบางครั้งเราเองก็มิอาจรู้ได้ว่าเราสามารถทำความดีอะไรได้บ้าง หากยังไม่ลงมือทำ” อาจารย์เบิ้ม กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ’ร.9′ 55วันหลั่งไหลกว่า2,244,757คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250079

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ'ร.9' 55วันหลั่งไหลกว่า2,244,757คน

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ’ร.9′ 55วันหลั่งไหลกว่า2,244,757คน

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.46 น.
25 ธ.ค.59 สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.45 – 23.22 น.ของวันที่ 24 ธ.ค.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 53,561 คน รวม 55 วัน มีจำนวน 2,244,757 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,379,903.75 บาท รวม 55 วัน มียอดเงินรวมจำนวนทั้งสิ้น 178,903,679 บาท

54วันทะลุ2ล้าน ยอดกราบพระบรมศพ เปิดรับจิตอาสาดูแลปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250061

54วันทะลุ2ล้าน  ยอดกราบพระบรมศพ  เปิดรับจิตอาสาดูแลปชช.

54วันทะลุ2ล้าน ยอดกราบพระบรมศพ เปิดรับจิตอาสาดูแลปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

54วันทะลุ2ล้าน

ยอดกราบพระบรมศพ

เปิดรับจิตอาสาดูแลปชช.

โปรดเกล้าฯองคมนตรีใหม่

พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์

ประชาชนใช้เวลาในวันหยุดเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่องสำนักพระราชวังเผย 54 วันยอดกราบถวายบังคมพระบรมศพทะลุ 2 ล้าน ร.10 โปรดเกล้าฯองคมนตรีใหม่ “พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์”

วันที่ 24 ธันวาคม 2559 ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 72 การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 18 โดยในวันนี้มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร  และกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี  สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัทขนส่ง จำกัด กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยสมายแอร์เวย์ จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในเวลา 07.05 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมศพ ทรงกราบหน้าพระบรมโกศพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดอนงคารามวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวานนี้ การนี้ มีผู้บริหารและข้าราชการจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

คมนาคมร่วมเป็นเจ้าภาพ

จากนั้นเวลา 10.30 น. สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

54วันกราบพระบรมศพทะลุ2ล้าน

ขณะเดียวกัน สำนักพระราชวัง ได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.45 -22.24 น. ของวันที่ 23 ธ.ค. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 53,803 คน รวม 54 วัน มีจำนวน 2,191,196 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,769,934.50 บาท รวม 54 วัน มียอดเงินรวมจำนวน 174,523,775.25 บาท

ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่เวลา 04.45 น.โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทั่วทุกมุมของประเทศ ใช้โอกาสวันหยุดราชการที่เดินทางมาเป็นครอบครัวและมากันเป็นหมู่คณะเพื่อเข้าแถวรอคิวยังท้องสนามหลวงตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยด้วยความรักและอาลัยยิ่งและด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานโครงการในพระราชดำริและทรงพระราชทานพระราชดำรัชในโอกาสต่างๆแก่เหล่าพสกนิกรชาวไทยได้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดการพัฒนาผาสุกต่อตนเองและประเทศชาติ

ด้าน น.ส.ฐิติพร แดงท่าไม้ อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์  น.ส.กนกวรรณ แลพิทักษ์ อายุ 23 ปี เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ และ น.ส.รวีภรณ์ ทองขุนนา อายุ 27 ปี นักกายภาพบำบัด โดยทั้ง 3 เป็นเพื่อนร่วมงานใน รพ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยทั้ง 3 สาวร่วมกันกล่าว ว่า หลังเลิกงาน 16.00 น.ของวันที่ 23 ธ.ค. ก็นั่งรถตู้โดยสารเดินทางออกจาก จ.กาญจนบุรี มาถึงท้องสนามหลวงเวลา 01.00 ของวันนี้ และในเวลา 03.00 น. เจ้าหน้าที่ก็ให้เตรียมพร้อมเข้าแถวเพื่อทยอยเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

“พวกเราตั้งใจเดินทางมากราบพระองค์ท่าน ถึงแม้เกิดมาจะไม่เคยรับเสด็จพระองค์ท่านเลย แต่ก็รักพระองค์ท่านมาก ถึงแม้จะเดินทางมาลำบากก็ทนได้ เพราะถ้าเทียบกับที่พระองค์ท่านทรงงานเหนื่อยมาเพื่อประเทศไทย ถือว่าเรายังเหนื่อยไม่ถึงเศษเสี้ยวของพระองค์ ในหลวง ร.9 ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในเรื่องความประหยัด อดทน ความกตัญญู การทำความดี ซึ่งพวกเราก็เป็นอาสาสมัคร พอ.สว. ไปช่วยดูแลสุขภาพชาวบ้าน พระองค์ท่านทรงทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ประชาชนสามารถยึดพระองค์เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ในทุกๆด้าน และพระองค์ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งร.ร.อายุรเวชแผนไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ รพ.ศิริราช ทำให้แพทย์แผนไทยคงอยู่กับประเทศไทยสืบไป ด้วยพระองค์ทรงงานหนักเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนพระองค์จึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ” ทั้ง 3 สาวร่วมกันกล่าว

เหมารถบัสมาจากตรัง

ขณะทีนางเรณู ปานนิล อายุ 55 ปี ชาว ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับญาติๆและเพื่อนบ้าน เหมารถบัสมากันเองเพื่อมากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 เพื่อมาแสดงความจงรักภักดี ที่พระองค์ทรงช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบาก ซึ่งใน ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง พระองค์ทรงพระราชทานโครงการฝายบ้านด่าน 1 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ทำเป็นน้ำปะปา ทำให้ชาวบ้านมีน้ำประปาใช้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสียเงิน นอกจากนี้ พวกเรายังได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ด้านครอบครัวกล่อมบาง จากจ.ปทุมธานี ก็ได้เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระโกศเช่นกัน นางลำดวน กล่อมบาง วัย 51 ปี กล่าวว่า วันนี้ได้นำลูกๆหลานๆ ออกเดินทางมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. ถึงสนามหลวงเวลา 03.00 น. โดยพวกเขาร้องขอให้พามาสักการะเพราะเด็กๆ เห็นแต่ในจอโทรทัศน์ ตนจึงเห็นว่าบ้านเราเองไม่ได้อยู่ไกลกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่จึงพากันนั่งรถมาในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่เด็กๆ หยุดเรียนด้วย

“อยากให้พวกเขาได้มาเห็นบรรยากาศและพระราชพิธีต่างๆ โดยอยากให้ซึมซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะได้บอกต่อสิ่งดีๆ ต่อลูกของพวกเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระเจ้าแผ่นดินอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 และความรัก ความเมตตาของคนไทยที่ช่วยอำนวยความสะดวกขณะต่อแถวด้วย” นางลำดวน กล่าว

ทรงพระราชทานอาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. กระเพาะปลาน้ำแดง 2,500 ถ้วย กาแฟสด 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง  ส้มโอ 1,000 แพ็ค ข้าวต้มมัด 1,500 มัด มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ 1,000 ถ้วย ข้าวคลุกกะปิ 1,500 จาน ข้าวพะโล้หมูตุ๋น ไข่นกกระทา 1,000 จาน ส้มตำ(ไทย, ปู ปลาร้า) 1,000 ชุด ไก่ทอด ข้าวเหนียว 7,000 ชุด

ส่วนมื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง ซาลาเปาหมูแดง หมูสับ 1,000 ลูก เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง  น้ำสมุนไพร 700 ลิตร มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวหน้าปลาซาบะ 2,000 จาน หมูเทอริยากิ 1,000 จาน น้ำอ้อยพาสเจอไรซ์ 1,000 ซอง และมีน้ำหวาน น้ำสมุนไพร น้ำดื่มให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทสหฟาร์ม จำกัด ได้นำขนมจีนน้ำยาไก่ จำนวน 2,500 ชุด ข้าวมันไก่ 250 ชุด ข้าวไข่พะโล้  1,500 ชุด ข้าวเหนียวไก่ทอด 12,000 ชุด ไอศกรีมรสกระทิ 20 ถัง ตักได้ 2,500 ถ้วย มาร่วมแจกจ่ายประชาชนที่บริเวณหลังเต็นท์อาหารพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ด้วย

จัดหน่วยแพทย์พระราชทาน

ขณะที่เต้นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท้องสนาม ฝั่งทิศเหนือ บริเวณทางเข้าที่ประชาชนจะเดินเข้ามารอภายในเต๊นท์ก่อนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน โดยวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพฯ จำนวน 10 คน แพทย์ พยาบาล นักปฎิบัติการฉุกเฉิน เวชกรฉุกเฉิน จากโรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก จำนวน 5 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตลอดทั้งวัน

เปิดรับสมัครเป็นจิตอาสา

พลตรีพงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กอร.รส เปิดเผยว่า ทางศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volunteers for Dad ได้เปิดรับอาสาสมัครบริการประชาชน และ อาสาสมัครแจกสิ่งของให้กับประชาชนที่มารอต่อแถวเข้าสักการะพระบรมศพ ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 22:00 – 02:00 น. อาสาสมัครช่วยเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสงค์จะพักค้างคืนที่ศูนย์กีฬาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 23:00 – 03:30 น. ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 064 026 6212 และลงทะเบียนได้ตั้งแต่เวลา 09:00 – 22:30 น.ที่ศูนย์ประสานงาน Volunteers for Dad มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

พลตรีพงษ์สวัสดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่จะมีขึ้น ในวันที่ 31ธ.ค.เวลา18.00น.เป็นต้นไป ณ ท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนการดูแลอำนวยความสะดวก บริการประชาชน รวมถึงการดูแลความปลอดภัยให้สอดคล้องกันระหว่างประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ และประชาชนที่เดินทางร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งจะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลในทุกส่วนโดยเฉพาะด้านการบริการ

โปรดเกล้าองคมนตรีใหม่

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชโองการ ประกาศแต่งตั้งองคมนตรี โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 แล้วนั้น

บัดนี้ ทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี เพิ่มขึ้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบกับมาตรา 12 และมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

‘ปนัดดา’ยกพระราชดำรัส’ในหลวง ร.9’ ศธ.มีหน้าที่สร้างบ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250043

'ปนัดดา'ยกพระราชดำรัส'ในหลวง ร.9' ศธ.มีหน้าที่สร้างบ้านเมือง

‘ปนัดดา’ยกพระราชดำรัส’ในหลวง ร.9’ ศธ.มีหน้าที่สร้างบ้านเมือง

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.28 น.

24 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Panadda Diskul” ระบุว่า ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ Ministry of Education In Our Time พบปะสนทนากับนักวิชาการ ครูอาจารย์ในยามนี้ ถือเป็นกำไรชีวิตแก่ข้าพเจ้าในบั้นปลายชีวิตราชการ เพราะท่านผู้อำนวยการสถานศึกษาทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้พบ ตามจริงแล้วหากเราทุกคนจะไม่ลืม และจดจำไว้ในใจอยู่เสมอ ท่านคือ ‘ครูใหญ่’ หรือ ‘อาจารย์ใหญ่’ ที่เรากล่าวถึงท่านในอดีต ชื่อนี้จึงสื่อความหมายและมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ในการดำรงรักษาชีวิตประเทศชาติและประชาชนที่เราต้องจดจำ เป็นหน้าที่เกียรติยศและเสียสละเพื่ออนาคตของชาติ ที่เราทุกคนขอฝากความหวังไว้ โดยทุกท่านถือเป็น ‘ต้นแบบ’ และ ‘ไอดอล’ แก่ศิษย์ทุกคน

ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยว่า ได้เริ่มต้นเข้ามารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นอันมากจากเพื่อนข้าราชการทุกคน และเมื่อมองย้อนกลับไปหลายปีก่อนเมื่อตนเองรับราชการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มีโอกาสปฏิบัติราชการร่วมกับส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น สพฐ. มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาภาคเอกชน สถาบันอาชีวศึกษา โรงเรียนนานาชาติ องค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ ต่างให้ความร่วมมือร่วมใจกับส่วนราชการในการมุ่งเสริมสร้างลูกหลานเยาวชนให้เป็นอนาคตของชาติอันแข็งแกร่งผู้ต้องช่วยกันดำรงรักษาและเชิดชูเกียรติยศของแผ่นดินไทยแทนบุพการีชนในวันนี้

“เราต้องช่วยกันดำรงรักษาเอกลักษณ์ของชาติว่าด้วยความเป็นไทยในการแสดงออกด้วยความสุขุมรอบคอบ มีความสง่างาม อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หลงลืมตัว มีความสำรวมด้วยกิริยา วาจา ใจ สำคัญยิ่ง คือ ความสัตย์ซื่อสุจริต ที่กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นกระทรวงเกียรติยศ กระทรวงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสในครั้งหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่สร้างบ้านสร้างเมือง มีภาระหน้าที่สำคัญใหญ่หลวงในการเสริมสร้างลูกหลานเยาวชนให้เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ เพื่อให้ลูกหลานเยาวชนไปพัฒนาชาติบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีความร่มเย็นเป็นสุข เป็นทรัพยากรบุคคลของแผ่นดิน”ม.ล.ปนัดดากล่าวผ่านเฟชบุ๊ค

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า มีความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีงามของแผ่นดินไทย ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมเป็นศักดิ์เป็นศรีเกิดขึ้นแก่ตน ครอบครัว องค์กร และประเทศชาติ ผู้ปฏิบัติมิชอบ ทุจริตคดโกง ขาดความซื่อตรง คิดไม่ดีต่อแผ่นดิน ย่อมประสบความไม่ดีที่เป็นความชั่วร้ายเกิดขึ้นแก่ตน คำสั่งสอนอบรมประการนี้ บรรพชนมีให้แก่ลูกหลานไทยมาช้านาน มากและสามารถดำรงรักษาประเทศนี้มาได้ตราบจนทุกวันนี้ มีความภาคภูมิใจในเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งกระทรวงศึกษาธิการ ขอพี่น้องเพื่อนข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการได้ช่วยกันดำรงยึดมั่นความรู้รักสามัคคี หลักคำสอนพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา หัวใจของประเทศ คือ ลูกหลานเยาวชนเป็นสำคัญ สรรสร้างคนดีมีวิชา ซื่อสัตย์สุจริต สืบสานพระราชปณิธาน เดินตามรอยพระยุคลบาท องค์พระผู้ทรงเป็นดวงใจไทยทั้งชาติสืบไป

‘พุทธะอิสระ’ออกธุดงค์เมืองกาญจน์ ตอก’ธรรมกาย’ธุดงค์อีเว้นท์-หวังเรี่ยไรเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250023

'พุทธะอิสระ'ออกธุดงค์เมืองกาญจน์ ตอก'ธรรมกาย'ธุดงค์อีเว้นท์-หวังเรี่ยไรเงิน

‘พุทธะอิสระ’ออกธุดงค์เมืองกาญจน์ ตอก’ธรรมกาย’ธุดงค์อีเว้นท์-หวังเรี่ยไรเงิน

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.48 น.

24 ธ.ค. 59 พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พระพุทธะอิสระ พระวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์เฟซบุ๊ก “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” เล่าว่า หลังจากได้พักรักษาตัว ได้ไปเดินธุดงค์ที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมเปรียบเทียบการเดินธุดงค์ของวัดพระธรรมกาย โดยอ้างว่า การเดินธุดงค์ของวัดดังกล่าว เป็นการเดินธุดงค์อีเว้นท์ตามข้างถนน และมีการเกณฑ์คนมามานั่งโรยกลีบดอกดาวรวย เพื่อให้พระสงฆ์เดินตามขบวนรถโฆษณา ประกาศเชิญชวนให้คนมาบริจาค ซึ่งนับตั้งแต่ถูกสังคมออกมาต่อว่า วัดดังกล่าวก็ไม่กล้าออกมาธุงดงค์อีกเลย

พระพุทธะอิสระ ยังระบุว่า “การถือธุดงค์ก็เพื่อหวังความเจริญในกรรมฐาน หวังความบริสุทธิ์สะอาดของจิตวิญญาณ หาได้ธุดงค์เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเพื่อการพอกพูนกิเลสแต่อย่างใดไม่”

ทั้งนี้ พระพุทธะอิสระ ได้ระบุถึง การห้ามใส่รองเท้าในการเดินธุดงค์ด้วยว่า “มีข้อที่พุทธบริษัทต้องทำความเข้าใจให้แจ่มชัดว่า ธุดงค์ทั้ง 13 ข้อ ไม่มีข้อใดที่ห้ามใส่รองเท้าเลย แต่ก็ไม่รู้กลายมาเป็นความเชื่อผิด ๆ ของชาวบ้านได้อย่างไรว่า พระธุดงค์จะไม่ใส่รองเท้า ไม่รู้ชาวบ้านไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน หรืออาจจะเป็นเพราะมีนักบวชบางพวกอยากจะอวดความเคร่งครัดของตน เพื่อเรียกศรัทธาว่า ตนเป็นพระธุดงค์จึงแสดงอาการไม่ยอมใส่รองเท้า หรือไม่ก็ชาวบ้านไปคิดเอาเองเข้าใจเอาเองว่า พระธุดงค์ต้องไม่ใส่รองเท้า

ก็พยายามเปิดวินัยปิฎกค้นหาดูว่า องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามภิกษุใส่รองเท้าในเวลาไหนบ้าง จึงพบปรากฏใน ธรรมเทศนาปฏิสังยุต หมวดเสขิยวัตร สิกขาบทที่ 5-6 ความว่า ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ แล้วสวมรองเท้าอยู่ หรือถอดรองเท้าแต่ยังเหยียบอยู่บนรองเท้า หากภิกษุใดแสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ แล้วยังสวมรองเท้าอยู่ ภิกษุผู้แสดงธรรมนั้นต้องอาบัติ ทุกกฎ เหตุที่ต้องมีข้อห้ามเช่นนี้ เพราะต้องการให้ผู้ฟังธรรมเคารพในธรรม และภิกษุก็ไม่ควรจะส่งเสริม ให้ผู้ฟังไม่เคารพในธรรม

ในศีล 227 ข้อ ได้กล่าวถึงเรื่องรองเท้าเอาไว้เพียงเท่านี้ หาได้มีกล่าวถึงรองเท้าในเรื่องหรือข้ออื่น ๆ เลยไม่ หรือฉันอาจจะยังค้นหาไม่พบ ศึกษาไม่ถึงก็เป็นได้ แต่ถ้าพูดในหลักของธุดงค์ 13 ไม่มีคำว่าห้ามไม่ใส่รองเท้าปรากฎอยู่เลย”

 

‘ไพบูลย์’ซัด’ธัมมชโย’เป็นผู้สร้าง-ทำลาย’ธรรมกาย’ ทำคดีลุกลามจนวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250004

'ไพบูลย์'ซัด'ธัมมชโย'เป็นผู้สร้าง-ทำลาย'ธรรมกาย' ทำคดีลุกลามจนวิกฤต

‘ไพบูลย์’ซัด’ธัมมชโย’เป็นผู้สร้าง-ทำลาย’ธรรมกาย’ ทำคดีลุกลามจนวิกฤต

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.33 น.

24 ธ.ค. 59 นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณี  พระธัมมชโย พระผู้ช่วย และศิษย์นับสิบคน รวมทั้งวัดธรรมกาย เครือข่ายวัดที่อยู่ทั่วทั้งประเทศกำลังถูกดำเนินคดีต่างๆ เกือบ160 คดี ถึงขนาดอาจล่มอาณาจักรธรรมกายที่เคยยิ่งใหญ่ได้เลยในขณะนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นในเดือน พฤษภาคม 59 พระธัมมชโยยังมีคดีเพียงคดีเดียวที่ถูกกล่าวหาโดยดีเอสไอ ว่ากระทำผิด รับของโจร และฟอกเงิน แต่เมื่อพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขอหมายจับครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 59 โดยศาลอาญามีคำสั่งให้ออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้แจ้งให้พระธัมมชโยมาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาภายในวันที่ 26 พฤษภาคม แต่ไม่ยอมเข้ามอบตัวต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เป็นจุดเริ่มของหายนะของอาณาจักรธรรมกาย

นายไพบูลย์ กล่าวว่า หากย้อนไปพระธัมมชโยเลือกเส้นทางใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมอบตัวตั้งแต่ตอนนั้น ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแล้วให้ทีมทนายใช้แง่มุมกฎหมาย ต่อสู้ทุกประเด็น ตั้งแต่ชั้นดีเอสไอ จนถึงชั้นอัยการ คดีคงจะจำกัดอยู่คดีเดียวเท่านั้นและเชื่อว่าถึงปัจจุบัน อัยการอาจจะยังไม่ถึงขั้นสั่งฟ้องคดีก็เป็นได้ แต่พระธัมมชโยเลือกทางผิด ดื้อรั้นหลงผิดทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายเอาสาวกมาชุมนุมเป็นโล่ห์มนุษย์ ยกระดับเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศ จนบีบบังคับให้รัฐบาล คสช.ไม่ทางเลือก ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ของเครือข่ายอาณาจักรธรรมกาย ทั้งประเทศ ดำเนินคดีทั้งรุกป่าสงวน ก่อสร้างอาคารผิดกฏหมาย และดำเนินคดีผู้ให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย จนมีหมายจับเพิ่มขึ้นเกือบสิบใบ คดีเพิ่มจากคดีเดียวเป็น 158 คดี และยังจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย จนสถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว

“ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะการตัดสินใจผิดของคนๆคนเดียว คือ พระธัมมชโย ซึ่งทั้งเป็นผู้สร้างอาณาจักรธรรมกายที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นผู้ทำลายอาณาจักรนี้ด้วยนํ้ามือของตัวเอง เชื่อว่า อีกไม่นานวันหนึ่ง ประชาชนก็จะทราบข่าวการบุกเข้าจับกุมพระธัมมชโยอย่างกระทันหัน ก็จะเป็นจุดจบความยิ่งใหญ่ของพระธัมมชโย และอาณาจักรธรรมกาย ” นายไพบูลย์ กล่าว

ปชช.ยังทย่อยเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ‘พงษ์สวัสดิ์’เตรียมความพร้อมสวดมนต์ข้ามปีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250003

ปชช.ยังทย่อยเข้าถวายบังคมพระบรมศพ 'พงษ์สวัสดิ์'เตรียมความพร้อมสวดมนต์ข้ามปีแล้ว

ปชช.ยังทย่อยเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ‘พงษ์สวัสดิ์’เตรียมความพร้อมสวดมนต์ข้ามปีแล้ว

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.13 น.
24 ธ.ค. 59 ที่บริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง และบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ประชาชนยังคงเดินทางมารอเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กันตั้งแต่ช่วงเช้ามืด โดยทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกด้านการบริการประชาชน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และด้านการแพทย์ต่างๆ แต่ก็จะเป็นในช่วงเวลากลางวันจนถึงเวลาท้องสนามหลวงปิดประมาณ21.00น.เท่านั้น ดังนั้นช่วงเวลาหลัง 21.00น. เป็นต้นไป ยังคงมีประชาชนรอคอยเพื่อเข้าถวายบังคมพระบามศพเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ยังไม่เพียงพอในการดูแลอำนวยความสะดวกประชาชน ทั้งนี้ หากผู้ใดสนใจจะสมัครเป็นจิตอาสา ก็ได้เปิดให้สมัครแบบวันต่อวัน และสามารถโทรมาแจ้งความจำนงค์ล่วงหน้า และเข้ามาลงทะเบียนได้ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน
พลตรีพงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กอร.รส เปิดเผยว่า ทางศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volunteers for Dad ได้เปิดรับอาสาสมัครบริการประชาชน และ อาสาสมัครแจกสิ่งของให้กับประชาชนที่มารอต่อแถวเข้าสักการะพระบรมศพ ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 22:00 – 02:00 น.  อาสาสมัครช่วยเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสงค์จะพักค้างคืนที่ศูนย์กีฬาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 23:00 – 03:30 น. ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่  064 026 6212 และลงทะเบียนได้ตั้งแต่เวลา 09:00 – 22:30 น.ที่ศูนย์ประสานงาน Volunteers for Dad มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
พลตรีพงษ์สวัสดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่จะมีขึ้น ในวันที่ 31ธ.ค.เวลา18.00น.เป็นต้นไป ณ ท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนการดูแลอำนวยความสะดวก บริการประชาชน รวมถึงการดูแลความปลอดภัยให้สอดคล้องกันระหว่างประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ และประชาชนที่เดินทางร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งจะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลในทุกส่วนโดยเฉพาะด้านการบริการ