‘โลกร้อน-อากาศแปรปรวน’ เรื่องใหญ่..อย่ามองว่า‘ไกลตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223228

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“หากเราไม่พยายามกระทำการใดๆ เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าที่ได้กระทำอยู่ในขณะนี้ ก๊าซเรือนกระจกก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจ กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือภายในปี 2643 (ค.ศ.2100) อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกจะสูงขึ้นอีก 3.7 ถึง 4.8 องศาเซลเซียส”

นี่คือ “คำเตือน” จากรายงานของ คณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ประจำปี 2557(ค.ศ.2014) ซึ่งส่งผ่านไปยังผู้คนในประเทศต่างๆ ให้ตระหนักถึงภัยจาก “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้โลกใบนี้อุณหภูมิสูงขึ้น

และไม่ต้อง “รอ” ถึงอนาคต..เพราะขณะนี้ “ผลกระทบ” เกิดแล้ว!!!

ดร.พิมลรัตน์ เทียนสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา-นิเวศวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” โดยกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาประเด็นภาวะอากาศแปรปรวน ให้น้ำหนักไปที่ “พฤติกรรมของมนุษย์” ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าเป็น “ตัวเร่ง” ปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้สูงขึ้น อาทิ การใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ซึ่งผลกระทบจริงๆ ไม่ได้มีแต่โลกร้อน หรืออุณหภูมิสูงขึ้นเพียงด้านเดียวเท่านั้น

แต่ยังมี “โลกหนาว” หรืออุณหภูมิ “ลดต่ำลงกว่าที่เคยเป็น” ในหลายพื้นที่อีกด้วย!!!

ดร.พิมลรัตน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทย เคยมีการพยากรณ์ไว้ว่า “กรุงเทพฯ อาจจมน้ำ” สืบเนื่องจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นถึงขั้นนั้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ “พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ” เพราะเมื่อน้ำทะเลหนุนสูง เกลือจากทะเลย่อมเข้ามาเจือปนในผืนดินด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำถือว่า “มีความเสี่ยงสูง” เนื่องจากมีประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

“วิถีชีวิต” ต้องเปลี่ยน..เพราะไม่สามารถ “ดำรงชีพแบบเดิม” อีกต่อไป!!!

“หลักฐานมันชี้ไปที่ก๊าซเรือนกระจกคือตัวการทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่หารือกันเรื่องนี้ เช่น ลดการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกป่าเพิ่ม เพราะต้นไม้เป็นตัวที่คอยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือจัดการอุตสาหกรรมให้คอยตรวจสอบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร คือต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน

ทุกคนรับรู้ว่าสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ เพียงแต่เราไม่ได้ทำอะไรเท่านั้น อาจเพราะไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะช่วยลดปัญหานี้ได้ อยากให้ทุกคนศึกษาหาความรู้ตรงนี้เพิ่มเติมเพราะมันกระทบถึงเราโดยตรงแน่นอน และเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราในการช่วยดูแลธรรมชาติก่อนและคนอื่นก็จะเริ่มทำตามเราเอง เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจาก มช. กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อบ่ายวันที่ 23 มิ.ย. 2559 มีการจัดเสวนาเรื่อง “โลกร้อน,สังคมผู้สูงอายุ,ภาคเกษตรที่สั่นคลอน : ภาคประชาสังคมทำอะไรอยู่?” ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์หลักสี่ กทม. ซึ่ง ศรีสุวรรณ ควรขจร ผู้อำนวยการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้ว

ประเทศไทย “ร้อน” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!!!

“ผมอายุ 60 แล้ว ก็ไม่เคยเจออากาศที่ร้อนแบบนี้มาก่อน แล้วอุณหภูมิสูงสุดของไทยนี่ทำลายสถิติเท่าที่เคยบันทึกมา แล้วไม่ใช่แค่ร้อน แต่มันแล้งด้วย คือปกติช่วงหมดหน้าหนาวไปจนถึงสงกรานต์มันจะต้องมีฝนสัก 2-3 ครั้ง แล้วมันจะช่วยบรรเทาความแห้งแล้ง ช่วยลดอุณหภูมิได้ ปรากฏว่าปีนี้มันร้อนต่อเนื่อง ไม่มีฝนเลยยาวนานถึง 4 เดือน มันจึงร้อนจริงๆ แบบที่ไม่เคยมีความรู้สึกว่ามันร้อนมากขนาดนี้” ศรีสุวรรณ กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่า เดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงสุดของไทย วัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 28 เม.ย. 2559 ซึ่ง “ทุบสถิติ” อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่ประเทศไทยเคยบันทึกมา คือเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2503 ในวันนั้นวัดได้ 44.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยประจำเดือนเมษายน ในปี 2559 วัดได้ที่ 38.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2526 และปี 2535 ที่วัดได้ 37.5 องศาเซลเซียส

“แล้งทั้งแผ่นดิน” ถ้วนหน้าทั่วทุกภูมิภาค!!!

สัญญาณเตือนอีกอย่างหนึ่งที่พบถี่ขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้คือ โรคลมแดด (Heat Stroke) อันเป็นผลมาจาก “คลื่นความร้อน” (Heat Wave) ซึ่งข้อมูลจาก สำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม “ฤดูร้อน” ของทุกปีเป็นเวลาที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศไทยได้รับความร้อนเต็มที่ ทว่าก็มีปัจจัยอื่นที่ช่วย “เพิ่มความร้อน” ทั้งก๊าซเรือนกระจกที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งปีไหนที่มีปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” (El Nino) ปีนั้นความร้อนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

“เด็กเล็ก-คนชรา” ล้วนแต่มี “ความเสี่ยง” เพราะร่างกายไม่แข็งแรง!!!

ผอ.มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อ้างถึงผลการศึกษาของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า 20-30 ปีมานี้ผู้สูงอายุไทยตายด้วยโรคลมแดดเฉลี่ยปีละ 3 คนต่อประชากรแสนคน และคาดว่าอีก 30-40 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งขึ้นไปถึงปีละ 60 คนต่อประชากรแสนคน หรือ “เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า” นอกจากนี้ระยะหลังๆ ก็ยังพบว่า..

“วัยแรงงาน” ที่ทำงาน “กลางแจ้ง” กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหม่เช่นกัน!!!

ไม่เว้นแม้แต่ “เยาวชน” ที่ในอนาคตอาจจะ “ร้อนจนเรียนไม่รู้เรื่อง”!!!

“กลุ่มเปราะบางที่ไม่น่าเชื่อเลยคือวัยแรงงาน แต่เขาต้องทำงานกลางแจ้ง ในไทยมีอยู่เยอะเลย เช่น แรงงานก่อสร้างหรือเกษตรกร คนพวกนี้จะป่วยมากขึ้นเพราะมันร้อนขึ้น แล้วพวกนี้ก็จะแก่เร็ว ประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลง แล้วจะกระทบครอบครัวของเขา แล้วมันร้อนอย่างนี้เด็กก็จะไม่มีสมาธิในการเรียนและโรงเรียนก็คงไม่สามารถติดแอร์ให้เด็กได้ทุกห้องเรียนแน่นอน” ศรีสุวรรณ กล่าวถึงกลุ่มน่าเป็นห่วง

ด้าน วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้แทนจากกลุ่ม Climate Watch Thailand กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้วันพรุ่งนี้ทั้งโลกเลิกทำพฤติกรรมดังกล่าวทั้งหมด มนุษย์ก็ยังคงต้องอยู่ร่วมกับมันไปอีกนานจากมลพิษที่ตกค้าง นี่จึงเป็น “เรื่องใหญ่” ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหน หากเป็นประชากรโลกใบนี้ก็ต้องตระหนัก

แต่จะทำให้ “เข้าใจง่าย” สำหรับ “คนทั่วไป” ที่ไม่ใช่นักวิชาการได้อย่างไร?

“ชาวบ้านรู้ว่าธรรมชาติมันมาตอนไหน แต่ตอนนี้มันผิดปกติเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเพิ่มขึ้น เราไม่รู้ว่าก๊าซมันจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าไร เนื่องจากชาวบ้านอาจจะบอกว่าทุกทีฤดูนี้เกิดขึ้นแบบนี้แหละ คือมันมีฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาลนะ มันมีเรื่องภัยแล้งเพิ่มสูงขึ้นและยาวนานขึ้น อนาคตเราจึงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การสื่อสารจึงสำคัญมาก อาจจะต้องร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ มานั่งจับเข่าคุยกัน” ผู้แทนกลุ่ม Climate Watch Thailand ฝากทิ้งท้าย

 

เปิด‘คาถากันภัย’โจรไซเบอร์ ‘มนุษย์เฟซบุ๊ค’…ท่องให้แม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223042

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพียงปลายนิ้วสัมผัส…

อะไรๆ ในยุคโลกไร้พรมแดน อย่างการทำธุรกรรมการเงิน เช่น “โอนเงิน-เช็คยอดเงิน” รวมถึงการติดต่อสื่อสารในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ “เฟซบุ๊ค” ที่เพียงใช้ปลายนิ้วสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างก็ดูจะง่ายไปเสียหมด

ทว่า…ความง่ายที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ “แก๊งต้มตุ๋น” ใช้ “สวมรอย” ล่าเหยื่อ ซึ่งปัจจุบันถือเป็น “ภัยคุกคาม” ที่กำลังแพร่ระบาด และไม่อาจมองข้าม!!!

“พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย” ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ผบก.ปอท.) กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเกิดคดี “แฮกเฟซบุ๊ค-อีเมล์” เป็นจำนวนมาก โดยคนร้ายจะแฮกเฟซบุ๊คของเหยื่อ แล้วสวมรอยไปหลอกคนอื่นให้“โอนเงิน” ให้ โดยใช้วิธีขโมย “พาสเวิร์ด” เฟซบุ๊ค ดังนี้ 1.เดาจากเลขวันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์

2.สร้างหน้า “เพจปลอม” ให้เหมือนหน้าเพจเฟซบุ๊คของเหยื่อ แล้วส่งมาแจ้งว่าพาสเวิร์ดของเหยื่อกำลังจะ“หมดอายุ” หรืออ้างว่ามีคนร้ายกำลังจะแฮกเฟซบุ๊คของเหยื่อ เพื่อความปลอดภัยให้เหยื่อคลิกไปตามลิงค์ที่คนร้ายให้มาเพื่อเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่ เมื่อคลิกแล้วหน้าเพจนั้นจะให้ใส่ทั้งพาสเวิร์ดเก่าและใหม่ ซึ่งจะทำให้คนร้ายได้พาสเวิร์ดของเหยื่อไปทันที

3.ปล่อย “สปายแวร์” เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เหยื่อ ซึ่งจะทำให้คนร้ายเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ได้ทุกอย่าง แปลว่าคนร้ายจะรู้พาสเวิร์ดของเหยื่อได้ทันที

“เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊คที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพราะมักตั้งพาสเวิร์ดเป็นวันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อป้องกันการลืม แต่เป็นการง่ายที่คนร้ายจะหาข้อมูลเหล่านี้ได้บนอินเตอร์เนต จึงขอเตือนประชาชนว่าห้ามตั้งพาสเวิร์ดแบบนี้เด็ดขาด และการให้ข้อมูลพาสเวิร์ดของเราตามลิงค์ต่างๆ ที่ส่งมาก็ไม่ควรทำอย่างยิ่ง” ผบก.ปอท. กล่าว

ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพสามารถ “ฉก” พาสเวิร์ดของเหยื่อได้ง่ายๆ ดังนั้นแค่พาสเวิร์ดอย่างเดียว “เอาโจรไม่อยู่” อีกต่อไป ทางสถาบันการเงิน รวมถึงทางเฟซบุ๊ค จึงได้เพิ่ม One Time Password หรือ “ระบบ OTP” ซึ่งเป็นชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียวที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เนต โดยทำได้ง่ายๆ แค่เข้าเฟซบุ๊คไปกดเปิดการใช้ระบบนี้ และหากมีเพื่อนในเฟซบุ๊คส่งข้อความมาขอให้โอนเงินไปให้ ผู้ใช้เฟซบุ๊คต้อง “โทร.เช็ค” เจ้าตัวโดยตรงทุกครั้ง เพราะข้อความดังกล่าวอาจถูกส่งมาจากคนร้ายที่แฮกเฟซบุ๊คเพื่อนเราไป

“เสียเวลาโทร.เช็คแค่นิดเดียว…ดีกว่าต้องเสียสตางค์ให้โจรไปฟรีๆ”

สำหรับ “บริษัท” ที่ต้องติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศผ่านทาง “อีเมล์” ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก “โจรไซเบอร์” แฮกพาสเวิร์ดอีเมล์ เพื่อเข้าไป “เปิดดีล” กับบริษัทคู่ค้าได้ แล้วรอจนถึงเวลาที่เหยื่อสั่งซื้อสินค้า และต้องโอนเงินค่าสินค้าไปให้บริษัทคู่ค้า จังหวะนั้นโจรจะ “สวมรอย” เป็นบริษัทคู่ค้าแล้วส่งอีเมล์มาแจ้งเหยื่อว่าได้เปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีใหม่ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ “บัญชีโจร” ดังนั้นบริษัทต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “ตั้งค่า” ความปลอดภัย เพื่อ
ไม่ให้โจรเข้าถึงอีเมล์บริษัทได้

บริษัท-ห้างร้านต่างๆ ที่ต้องติดต่อคู่ค้าทางอีเมล์ให้ “จำขึ้นใจ” ไว้ 2 ข้อ คือ 1.จะใช้แค่พาสเวิร์ดในการเข้าอีเมล์ไม่ได้ แต่ต้องใช้ระบบความปลอดภัยอีกหนึ่งอย่างที่ “คุณรู้ แต่โจรไม่รู้”ร่วมด้วย เช่น GMAIL, HOTMAIL หรือ YAHOO จะส่ง “รหัสพิเศษ” มาให้ทางข้อความมือถือ เพื่อใส่ควบคู่กับพาสเวิร์ดไปด้วย นับเป็นระบบความปลอดภัย 2 ชั้น และ2.หากบริษัทที่เคยส่งสินค้ามีอีเมล์แจ้งมาว่าได้เปลี่ยนเลขบัญชีการโอนเงินไปยังบัญชีใหม่ “ห้ามเชื่อ” เด็ดขาด ต้องโทร.ไปเช็คก่อนทุกครั้ง

“ผบก.ปอท.” ยังแนะนำ “คาถากันภัยผู้ใช้อีเมล์และมนุษย์เฟซบุ๊ค” เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ คือ “3 ห้าม” ได้แก่ 1.ห้ามมึน คือ อย่าเป็นผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว ควรหาความรู้ป้องกันอาชญากรรมใหม่ๆ ด้วย 2.ห้ามซื่อ ควรเป็นคนช่างสังเกต ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ เพราะทุกสิ่งในโลกออนไลน์สามารถปลอมได้ และ3.ห้ามขี้เกียจ ควรเปิดตั้งค่าระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม

“5 อย่า” ได้แก่ 1.อย่าตั้งพาสเวิร์ดง่ายๆ จากข้อมูลส่วนตัว 2.อย่าเซฟพาสเวิร์ดไว้ในเครื่อง 3.อย่าคลิกอะไรที่ไม่คุ้นเคยหรือติดตั้งโปรแกรมอะไรที่ไม่รู้จัก 4.อย่าใช้ wifi ที่ไม่รู้จัก และ 5.อย่าโลภหรือเชื่อว่าสามารถได้อะไรมาโดยง่าย

“4 ตรวจ” ได้แก่ 1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ2.ตรวจสอบ URL ให้ดีก่อนทำธุรกรรม 3.ตรวจสอบเจ้าของโปรแกรมให้ดีก่อนติดตั้ง และ 4.ตรวจสอบข้อมูลและคิดให้ดีก่อน “ไลค์ โพสต์ แชร์ คอมเม้นต์”

“3 ต้อง” ได้แก่ 1.ต้องล็อกหน้าจอทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้เครื่อง2.ต้องล็อกพาสเวิร์ด 2 ชั้น และ 3.ต้องใช้โปรแกรม Private Gallery สำหรับเก็บรูปส่วนตัว

ขณะที่ “พ.ต.อ.สมพร แดงดี” รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า เนื่องจาก “แฮกเกอร์” ไม่สามารถเจาะระบบการโอนเงินของธนาคารได้ จึงได้หันมาใช้การเจาะไปยังตัวบุคคล หรือบริษัทที่จะโอนเงินแทน โดยใช้ “อีเมล์ สแกม” (E-mail Scam) คือ ส่งอีเมล์จำนวนมากไปหาเหยื่อกลุ่มใหญ่ ภายในอีเมล์จะมีเนื้อหาเชิญชวน โน้มน้าว ทำให้เหยื่อเชื่อมั่น เช่น ชวนร่วมลงทุนด้วย เป็นต้น ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง และเงินที่สูญไปส่วนใหญ่จะถูก “ถ่ายโอน” ออกนอกประเทศ ทำให้ติดตามคืนยาก ซึ่ง “สถาบันการเงิน” สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ด้วยการป้องกันตั้งแต่เริ่ม “เปิดบัญชี”

“ธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการเปิดบัญชี คือ ตรวจสอบว่าลูกค้ามาเปิดเพื่อตัวเอง หรือเปิดให้ผู้อื่นใช้ในทางทุจริตหรือไม่ หลักฐานต้องชัดเจน เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรวจสอบได้ และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อให้แน่ชัดว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง” พ.ต.อ.สมพร กล่าว

“คาถาป้องกันภัย” ข้างต้นถือเป็นคำแนะนำที่ผู้ใช้อีเมล์ และ “มนุษย์เฟซบุ๊ค” ไม่อาจมองข้าม และสมควรนำไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเหล่าอาชญากรไซเบอร์ที่นับวันจะอาละวาดหนัก…

อย่างน้อยที่สุด…“กันไว้ ดีกว่าแก้”!!!

 

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เชื้อดื้อยา’ภัยเงียบสังคมไทย ‘ใช้พร่ำเพรื่อ-ซื้อกินเอง’ระวัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222836

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต – เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้”

คำสอนบทหนึ่งของ พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่สะท้อนถึง “ความเจ็บไข้ได้ป่วย” ว่าเป็น “สัจธรรมของสัตว์โลก” ไม่ว่าใครก็ต้องประสบพบเจอไม่มากก็น้อย หนักบ้างเบาบ้าง อย่างไรก็ตาม เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ มนุษย์จึงพยายามค้นคว้าหาสารต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติบ้าง จากการสังเคราะห์บ้าง เพื่อเป็น
“ยารักษาโรค” บรรเทาอาการเจ็บป่วย

“ยา” จึงถือเป็น “ความหวัง” ในการมีชีวิตอยู่..เป็น “ปัจจัย 4” ของมนุษย์!!!

แต่จะเกิดอะไรขึ้น..หากยานั้นไม่สามารถ “เอาชนะโรคภัย” ได้อีกแล้ว?!!!

เมื่อ 23 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านยาปฏิชีวนะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาปีละ 45,000 คน และยังพบการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น

สาเหตุมาจากการ “ใช้ยาพร่ำเพรื่อ” โดยเฉพาะ “ยาต้านแบคทีเรีย”!!!

“การติดเชื้อดื้อยามีผลทำให้การรักษายุ่งยาก เพราะต้องรักษาด้วยยาที่แพงกว่าปกติหรืออาจต้องฉีดยาวันละหลายครั้ง ซึ่งผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาลหรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อฉีดยา แทนที่จะใช้ยารับประทานอยู่ที่บ้าน ต้นตอของปัญหาคือเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่มากเกินความจำเป็น และใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสามารถหาซื้อยาเหล่านี้ได้ทั่วไป” รอง ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าว

สอดคล้องกับการเปิดเผยของ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 20,000-38,000 คนซึ่งส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 46,000 ล้านบาทโดยจากการตรวจสอบรวบรวมบัญชียาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการ แพทย์ เภสัชกร และภาคประชาชน

พบว่า “ยาอม-ยาแก้ท้องเสีย” ผสมยาต้านแบคทีเรียมากที่สุด!!!

“เราได้ทบทวนรายการยาต้านแบคทีเรียในประเทศ เพื่อคัดเลือกรายการยาที่ควรถอนทะเบียนตำรับยาออกจากประเทศไทย พบว่ามีตั้งแต่ยาอมที่ไม่ควรมีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอาการเจ็บคอไม่ได้เกิดจากเชื้อดังกล่าวและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในลำไส้

เช่นเดียวกับยาแก้ท้องเสียที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากเชื้อไวรัส รวมถึงอันตรายจากสูตรผสมของยาต้านแบคทีเรียในยาประเภทต่างๆ โดยทางเครือข่ายนักวิชาการจะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ อย. ถอนบัญชียาเหล่านี้ออกจากประเทศ” ภญ.นิยดา ระบุ

ขณะที่ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ยาอมที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ (ยาต้านแบคทีเรีย) โดยเฉพาะสูตรยาที่มี นีโอมัยซิน (Neomycin) เพราะยาปฏิชีวนะนีโอมัยซินไม่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ แต่ออกฤทธิ์ได้ต่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เมื่อกลืนยาลงไปจะชักนำให้เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่มีชื่อว่า อะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycoside) ทั้งกลุ่ม

ปกติแล้วยากลุ่มนี้จะใช้กับ “ผู้ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือด”!!!

และกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ “เด็ก” ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ซึ่ง รศ.พญ.ดร.วารุณี พรรณพานิชวานเดอพิทท์ ผู้แทนจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยา เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่ได้เต็มที่ การเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของเด็กจะเริ่มจากการติดเชื้อไวรัส

แต่ผู้ปกครอง “เข้าใจผิด” ให้ยาบุตรหลานไม่ตรงกับโรค !!!

“ผู้ปกครองไม่ทราบวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น จึงมักให้ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเป็นยาต้าแบคทีเรียยากลุ่มนี้ไม่ออกฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยในช่วง 2-3 วันแรก”

พญ.วารุณีกล่าว พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่า ในเด็กปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อน เมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น มีไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือท้องเสีย ถ่ายเหลว ควรให้การรักษาประคับประคองตามอาการอย่างเหมาะสมเช่น ให้ยาแก้ไอ ยาลดอาการคัดจมูก ลดไข้ ในช่วงที่มีอาการเท่านั้น

ไม่ควรให้ “ยาบรรเทาอาการ” ในช่วงที่ “ไม่มีอาการ” เด็ดขาด!!!

“หากเด็กยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เช่น กินได้ เล่นได้ นอนหลับพักได้ดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียมารับประทานเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยารุนแรงจนรักษาไม่ได้ในอนาคต” พญ.วารุณี ฝากทิ้งท้าย

บทความ “อุปนิสัยการใช้ยาเองในคนไทย” ซึ่งเขียนโดย ภญ.พิณทิรา ตันเถียร เมื่อปี 2552 ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากนิยมหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งพบว่า “ผู้ป่วยร้อยละ 38.6 มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนมาโรงพยาบาล” และมักเป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ และเมื่อยาตัวเดิมรักษาไม่หาย ก็ต้องไปหายาตัวใหม่ที่ราคาแพงกว่ามาใช้ ทั้งนี้ในหลายกรณีกลายเป็นการ“สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์” เพราะทำอย่างไรก็รักษาไม่หายขาด เนื่องจากไม่สามารถคิดค้นยาปฏิชีวนะมาใช้ได้ทัน

นี่เป็นอีก “ภัยเงียบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้..และประชาชนก็ต้อง “ใส่ใจ”!!!

จะได้ไม่ต้องมีใคร “สูญเสีย” จากพฤติกรรมการใช้ยาแบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ลึกลับในสนามข่าว : 1 กุมภาพันธ์ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22729620484

ลึกลับในสนามข่าว : 1 กุมภาพันธ์ 2559

ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ

nn…สุดสัปดาห์ก่อน 3 ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ประกอบด้วย “ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ”และ 2 รองประธานฯ “อลงกรณ์ พลบุตร” และ “วลัยรัตน์ ศรีอรุณ” ร่วมจัดแถลงข่าวพบปะสื่อมวลชนประจำเดือนมกราคม เหมือนที่เคยจัดทุกเดือน เพื่อรายงานความคืบหน้าการทำงานของ สปท.ว่า ในแต่ละเดือนนั้นได้ทำงานอะไรไปบ้าง และมีแผนการทำงานต่อไปอย่างไร…หลังแถลงข่าวเสร็จสิ้นในห้องสารนิเทศของรัฐสภา ประธานฯ ทินพันธุ์ก็เดินมาพบปะพูดคุยกับผู้สื่อข่าว ซึ่งกำลังตั้งครรภ์คนหนึ่งด้วย หลังพูดคุยเสร็จ รองฯอลงกรณ์เห็นว่าผู้สื่อข่าวสาวกำลังตั้งครรภ์ ก็เลยเชียร์ประธานฯทินพันธุ์อวยพรให้ทารกในครรภ์หน่อย ทั่นประธานก็ไม่รอช้าพนมมือขึ้นแล้วอวยพรจริงๆ ว่า “ขอให้แข็งแรง สมปรารถนา”…ทำเอาเป็นปลื้มกันไปทั้งคนให้และคนรับพร สาธุ…nn

นริศ ขำนุรักษ์

nn…สมกับเป็นผู้แทนประชาชน เพราะทำหน้าที่เพื่อชุมชนและประชาชนได้ไม่มีที่ติทุกสถานการณ์ สำหรับอดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ “นริศ ขำนุรักษ์” ล่าสุดก็โพสต์แนะนำพื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่งในจ.พัทลุง ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นคือ ร้านกาแฟ ที่ตั้งอยู่ทั่วไปทั้งในตัวเมืองและชนบท…จุดเด่นที่ว่า นอกจากใช้เป็นสถานที่ดื่มกินอาหารแล้ว คนพัทลุงจะใช้ร้านกาแฟเป็นที่พบปะแสดงความคิดเห็นในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และประเด็นปัญหาที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ จึงเป็นชื่อเรียกขานกันว่า “สภากาแฟ” ซึ่งมีสมาชิกเป็นคนทุกเพศทุกวัย จะเป็นหญิงล้วน ชายล้วนก็ได้ จะบอกว่าเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวพัทลุงที่สืบทอดกันมาก็ไม่เกินจริงนัก… “โดยเฉพาะช่วงหน้าเลือกตั้ง ไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ สมาชิกสภากาแฟจะหนาตาขึ้น และนั่งกันอย่างยาวนานมาก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน พวกกระผมในช่วงที่เป็น สส. หลังประชุมสภาที่กรุงเทพฯเสร็จ ก็แวะมาที่สภากาแฟที่พัทลุงบ่อยครั้งเช่นกัน ซึ่งทุกครั้งได้รับความรู้มุมมองและข้อเสนอแนะที่ดีๆ มากมายจากสภากาแฟดังกล่าวนี้ใครมาเที่ยวพัทลุงต้องลองสักครั้งนะครับ”…เฮียนริศบอกเล่าด้วยความปลื้มปริ่ม ใครมีโอกาส ลองไปนั่งจิบกาแฟแลกเปลี่ยนความเห็นกะเขาบ้าง เผื่อได้ไอเดียดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาเหมือนเฮียนริศเขาบ้าง…nn

ลึกลับในสนามข่าว : 29 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22688620484

ลึกลับในสนามข่าว : 29 มกราคม 2559

วิษณุ เครืองาม

ll…กระแสนิยมกรณี ตุ๊กตาลูกเทพ ฟีเว่อร์มากช่วงนี้ จนซีกทาง บิ๊กแป๊ะ- พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ถึงกับนั่งแถลงทั้งเป็นห่วงและเตือน เกรงจะมีการลักลอบ หรือซุกซ่อนยาเสพติดใน ตุ๊กตาลูกเทพ จนมีกระจอกข่าวไปถามทั้งท่านนายกฯ ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีอีกหลายคน…และแล้วพอไปกระเซ้าถาม ท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ถึงกับปฏิเสธทันทีว่า ผมยังไม่รู้จักเลย เห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์เรื่องซื้อตั๋วไทยสมายล์ แล้วท่านก็บอกว่า “สังคมกำลังขาดที่พึ่ง คงเป็นความเหงาของคน สมัยก่อนอุ้มช้างต่อมาก็อุ้มหมาตัวจริงๆหรือไม่”…ท่านรองฯยังเปรยๆว่า “ผมคงต้องไปซื้อมาอุ้มบ้าง เพราะถ้าผมอุ้มคน คงเลิกกันหมด”ก่อนจะย้อนถามนักข่าวถึงเรื่องตุ๊กตาลูกเทพว่า “ใครเป็นคนตั้งชื่อว่า ลูกเทพ ครั้งแรก ฟังแล้ว ผมก็คิดว่า เป็นลูกคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ)”..สิ้นเสียงท่าน ก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี…แหมๆ ท่านรองฯ คิดมุขนี้ได้ยังไงไม่ตกเทรนด์ด้วย…ll

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

ll…ไม่ตกเทรนด์ กระแสตุ๊กตาลูกเทพ เสี่ยตือ-สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.ศึกษาฯได้โพสต์ 2 ภาพ เป็นภาพที่ “ลูกเทพ”มีการจัดนั่งรอบโต๊ะอาหาร ที่มีอาหารสารพัดเต็มโต๊ะ อีกภาพ“ลูกคน”ที่นั่งรอข้าวจากบาตรพระที่กำลังตักข้าวแจก เมื่อเห็นภาพ เปรียบเทียบ 2 ภาพนี้ แล้วก็บอกว่าอดนึกถึง บทกลอนของ เพื่อนเกลอ“วิสา คัญทัพ” ไม่ได้ “ที่ไร้ ก็ไร้สิ้นทีมีกินก็เกินมี” สังคมทุกสังคมแหละครับ ย่อมมีคนที่มีความเชื่อต่างกันออกไป ความเชื่อของแต่ละคน ยากที่เราจะห้ามได้ เราเคารพในความเชื่อของคุณ ถ้าความเชื่อของคุณไม่ทำให้สังคมเสียหาย…แต่เราก็อยากให้คุณปันความเชื่อของคุณ เป็นความความเมตตาให้กับ“เด็กตาดำๆที่มีชีวิต”แต่หิวโหย..เพราะเขาคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน สังคมไทยจะงดงามอีกเยอะเลยครับ…เห็นด้วยอย่างยิ่งหากสังคมมีการแบ่งปัน มีเมตตาเป็นสิ่งที่งดงามจริงๆ…ทุกอย่าง จะต้องไม่มาก ไม่เกินพอดี…ll

ชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา

ll…สรวลเสเฮฮาตามประสาพี่ๆน้องๆอดีตรองโฆษกหม่อง “ชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา”กับนักข่าวขาประจำ ที่คุ้นเคย งานนี้เลี้ยงปิดท้ายเทศกาลปีใหม่ บุกกันไปถึงพัฒนาการ ปิ้งบาร์บีคิว กันกลางสนามหญ้า ในบ้านจันทรุเบกษา กันเลยทีเดียว ไม่พลาดที่เจ้าของบ้านจะโชว์ฝีมือ เป็นพ่อครัวหัวป่าก์ ลงมือแกงไก่ เต้าเจี้ยวหลนปลาอินทรี พร้อมเมนูเรียกแขก อย่าง เนื้อ หมู ไก่ หมัก ย่างเตาบาร์บีคิว กับอากาศชิลล์ๆ เย็นสบายๆ ฟินกันเลยเชียว…นอกจาก“รองฯหม่อง”โชว์ฝีมือทำกับข้าว กับปลาแล้ว ยังโชว์“น้องบะหมี่”ชนภัทร จันทรุเบกษา ลูกชายวัย 25 ปี กับพี่ๆ นักข่าวด้วย “รองหม่อง”บอกให้น้องบะหมี่มารู้จักบรรดาอาๆ หน่อย ดีนะที่น้องบะหมี่ไม่เชื่อคุณพ่อ พอเห็นหน้าตาแต่ละคนก็ขอเรียกพี่ล่ะกันแบบนี้คุยกันได้นานหน่อย..น้องบะหมี่ จบรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดูท่าทางน่าจะมาเอาดีทางด้านการเมืองเหมือนคุณพ่อได้อย่างดี ทั้งคล่องแคล่ว ไหวพริบดี ไอเดียเจ๋ง แต่ตอนนี้ น้องบะหมี่ ทุ่มเทกับธุรกิจของครอบครัว ผลิตเครื่องปรุงอาหารไทยสำเร็จรูป ในนามรสสยาม ส่งขายตลาดระดับบน กลุ่มเป้าหมาย ทั้งคนไทย ต่างประเทศ อาจเน้นต่างประเทศมากหน่อย เพราะตอนนี้ติดใจรสอาหารไทยๆ กันตรึม ปั่นพริก ปรุงเครื่องแกงทุกวันทำส่งแทบไม่ทัน เป็นสูตรเก่าดั้งเดิมสมัยคุณย่า ที่น้องบะหมี่ตั้งใจทุกสุดฝีมือในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะได้เห็น“รสสยาม”ไปโลดแล่นก็ได้น้องบะหมี่รีบบอกเป็นความใฝ่ฝันเลยครับพี่ เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ขอให้สมหวัง ว่าแต่เห็นแววน้องบะหมี่ทุ่มเทกับธุรกิจต่อยอดให้ครอบครัวแบบนี้แล้วอดหวั่นใจแทน คุณพ่อหม่อง ที่หมายมั่นปั้นมือ รอผลักดันให้เข้าสู่ถนนการเมืองอาจฟาวล์ เพราะน้องบะหมี่อาจหันหลังให้การเมืองถาวรเอาดีทางธุรกิจเลยก็ได้…ถ้าเป็นเช่นนั้น น่าเสียดาย อาจหมดโอกาสเห็นฝีไม้ลายมือ“ว่าที่นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง”แห่ง“บ้านจันทรุเบกษา”ไปคนหนึ่งแล้ว…แต่ในอนาคตก็ไม่มีอะไรแน่นอน…ll

ลึกลับในสนามข่าว : 28 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22665

620484

ลึกลับในสนามข่าว : 28 มกราคม 2559

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

nn…จากกรณีคลื่นความหนาวเย็นจัด ส่งผลกระทบคร่าชีวิตคนไทยไปหลายชีวิตในหลายจังหวัด ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน ทนอากาศหนาวเย็นจัด อุณหภูมิลดฉับพลันไม่ได้ หลังพ้นภัยหนาวยังมีภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงอยู่หลายพื้นที่ น่าเป็นห่วงมากๆ นายกฯลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังถึงภัยแล้ง พูดหลังประชุมครม.แม้รัฐบาลเตรียมมาตรการมาเยอะแยะ ทั้งหาแหล่งน้ำ ขุดบ่อบาดาล ท่านนายกฯย้ำเตือนว่า“ตอนนี้ให้ไประวังเรื่องน้ำอุปโภค บริโภคให้ดี น้ำกิน น้ำประปาจะไม่มี การเกษตรก็จะจ่ายให้เท่าที่มี หมดก็คือหมด แล้วจะให้ทำอย่างไรจะเอาน้ำมาจากไหน” และพูดเหมือนตัดพ้อว่า“วันนี้มาตรการการใช้น้ำมีทุกอย่าง แต่ทำได้หรือไม่ แค่จะไม่ให้สูบน้ำเข้านา ยังไม่ได้เลย ขอร้องให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ไม่ได้ วันหน้า ก็ขาดน้ำ ผมจะทำอะไรให้ได้ คิดให้ทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ร่วมมือไม่ทำ ก็จบ ถ้าไม่ร่วมมือ ก็รับไปด้วยกัน นี่คือหน้าที่รัฐบาลก็มีแค่นี้”…พูดอีกก็ถูกอีก หากไม่ปรับพฤติกรรม ไม่ให้ความร่วมมือกันแล้ว คงไม่มีรัฐบาลหรือเทวดาไหนจะช่วยได้จริงๆ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกต่อส่วนรวม อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว เพราะหากปัญหาที่เกิดจะกระทบทุกฝ่าย ถ้าไม่ร่วมมือกัน ประเทศคงเดินหน้าไปลำบากแน่ๆ…nn

ลึกลับในสนามข่าว : 27 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22648

620484

ลึกลับในสนามข่าว : 27 มกราคม 2559

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

nn…เป็นเรื่องดีที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วนถึงจะเกิดได้ กฤษณะ ละไล พา “ทัวร์มนุษย์ล้อ” ไปร่วมงานครั้งประวัติศาสตร์ ในการลงนาม MOU หรือบันทึกวันประวัติศาสตร์ประเทศไทย 21 มกราคม 2559 ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมพลังรักสามัคคีทุกหมู่เหล่าร่วมกัน “คิกออฟเมืองต้นแบบอารยสถาปัตย์” แห่งแรกของไทย สู่ เออีซี มี “บิ๊กอู่” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมฯ รองประธาน คสช.พร้อม คณะผู้บริหารกระทรวง ปลัดกระทรวง และ อธิบดีทุกกรมใน พ.ม. และ ผู้ว่าฯตาก สมชัยฐ์ หทยตันย์ติ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้สูงอายุและผู้พิการ ประธานเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ทุกภาคส่วนของ จ.ตาก และภาคเหนือ ร่วมกัน ปรับปรุงพัฒนา อารยสถาปัตย์ Friendly Design for All ให้ทุกพื้นที่ทั่วทั้ง อ.แม่สอด จ.ตาก ประตูสู่ พม่า-เออีซี โดยจัดทำ สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ได้ มาเที่ยวได้ สะดวก ปลอดภัย ทันสมัย เป็นธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับเมืองเศรษฐกิจพิเศษ และเมืองท่องเที่ยว เพื่อคนทั้งมวลและสังคมผู้สูงวัยในปัจจุบันและอนาคต เมืองไทยดีขึ้นทุกวัน เพราะพวกเราทุกคนช่วยกัน Make it Happen for a Better World ทำวันนี้ เพื่อสังคมที่ดีในวันข้างหน้า…เรื่องนี้ไม่ต้องรอ ทุกเมืองสามารถคิด เริ่มทำได้เลย…เพื่อประโยชน์เพื่อคนทั้งมวล…nn

กุสุมาลวตี ศิริโกมุท

nn…ตอนนี้อนาคตทิศทางการเมืองไทยจะไปทางไหน ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ “เจ๊แมว” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เพิ่งได้เป็น “ดร.แมว” มาดๆ ได้มีชื่อเป็น นักศึกษาใหม่ ของกกต.หลักสูตร พตส.7 โควตา ของพรรคเพื่อไทย หลังได้เป็นนักศึกษารุ่นนี้ เจ้าตัวได้ประกาศอีกครั้ง และตั้งใจว่า “หากเรียนจบ พตส. 7 แล้ว จะไม่เรียนอะไรอีกแล้ว”…แต่ด้วยความรักเพื่อนเลยไปเรียนเอาใจเพื่อนรัก บุศรินทร์ ติยะไพรัช อดีต สส.เชียงราย เลยเป็นคู่หูคู่ฮา “เมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปเข้าค่ายลูกเสือนอนห้องเดียวกัน เรียนด้วยกัน ทานข้าวด้วยกัน แม้เรียนเสร็จก็ไปทานข้าวเย็นด้วยกันต่อ…งานนี้ เจ๊บุศรินทร์ เพิ่งจะทราบว่า เจ๊แมวมีฝีมือทำอาหารอร่อย เสน่ห์ปลายจวัก แม่ศรีเรือนจนมี เพื่อนๆ อดีต สส.หญิง ชอบดอดแอบไปทานประจำกันหลายคน เพราะบ้านสวย อาหารอร่อย แถมเจ้าของบ้านร้องเพลงเพราะ เจ้าตัวเลยฝากบอกว่า ระวังนะว่าพอจบหลักสูตรแล้วจะกลายเป็นหมูทั้งคู่นะค้าา…เดิมเจ๊แมวก็ตั้งใจว่าจะไม่เรียนอะไร หลังจบ วปอ.รุ่น 56 นะคะ..แต่สุดท้าย ก็ต้องเรียน พตส.7 แล้วคราวนี้นั่งยันยืนยัน ถ้าจบไม่เรียนอีกแล้วจริงๆ นะคร้าา…nn

ลึกลับในสนามข่าว : 26 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22633

620484

ลึกลับในสนามข่าว : 26 มกราคม 2559

ชาติชาย สุทธิกลม

nn…ผ่านพ้นการคัดเลือก เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.ได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว สำหรับ“บิ๊กโต-ชาติชาย สุทธิกลม” ด้วยประสบการณ์ที่มากล้นในเรื่อง “ยาเสพติด” อีกทั้ง ยังถือเป็น“สิงห์ขาว” ศิษย์เก่านักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนแรก ที่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ป.ป.ส.ที่สำคัญ“บิ๊กโต”ยังผ่านงาน“กรมคุก”กรมราชทัณฑ์ ในฐานะอธิบดี มาแล้วยิ่งทำให้ได้รับความไว้วางใจจาก กสม.ให้ดูแลเรื่อง“สิทธิผู้ต้องขัง”เป็นหลัก…เมื่อวันก่อน กระจอกข่าวมีโอกาส“เซย์…ฮัลโหล” ก็อดไม่ได้ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามประสาที่รู้จักกันมายาวนาน “บิ๊กโต”บอกทันทีว่า “สบายดีครับ” พร้อมยังบอกด้วยว่า ส่วนเรื่องงานในหน้าที่ ไม่ต้องห่วง เพราะถือเป็นงานถนัด”…แถมยังกระซิบทิ้งท้ายเปรยๆ บอกกระจอกข่าว “ช่วงนี้อาจดูเงียบๆ เพราะอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลหลายๆ เรื่องรอสักนิดอาจมีงานใหญ่มาให้สื่อนำเสนอแน่นอน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรขออุบไต๋ไว้ก่อน…”…แหมมมม แบบนี้ต้องรอติดตามชมตอนต่อไป Coming soon คงได้เห็นฝีมือกันสักที…เอาใจช่วย“กสม.มือใหม่”…nn

นิพนธ์ บุญญามณี

nn…หลังโดดเล่นการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว “นิพนธ์ บุญญามณี” นายก อบจ.สงขลา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก็จัดเต็มลุยปฏิบัติหน้าที่ ลงพื้นที่แบบไม่มีลิมิตเหมือนตอนเป็นผู้แทนสนามใหญ่เหมือนเดิม อย่างวันก่อนเห็นเฮียนิพนธ์สวมบทพระยาชมตลาดน้ำคลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา ตลาดมีชีวิตที่รวบรวมวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชนมานำเสนอ สร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ไปเที่ยวชมกัน โดยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว กระจอกข่าวผ่านเข้าไป เห็นแล้วก็อดจะช่วยกระจายข่าวต่อไม่ได้ เจ้าตัวบอกว่า ….“บรรยากาศตลาดน้ำคลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นชุมชนที่เข้มแข็งโดยคนในชุมชนร่วมกันสืบสานประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นจนสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน สัปดาห์ละกว่า 300,000 บาท โดยตลาดน้ำแห่งนี้จะมีทุกวันเสาร์ครับ” …ใครมีโอกาสไปสงขลา หาเวลาแวะเวียนไปสัมผัสวิถีชาวบ้านที่นี่กันได้ น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด…nn

รังสิมา รอดรัศมี

(ภาพจากเฟซบุ๊ครังสิมา รอดรัศมี)

nn…ได้ชื่อว่าเป็นอดีตผู้แทนสาวคนขยันทำงาน ระดับแถวหน้าคนหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงพักยกการเมือง แต่ “เจ๊โอ๋-รังสิมา รอดรัศมี” อดีต สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้หยุดอยู่เฉย ตระเวนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจทั้งงานราษฎร์งานหลวง จากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ผ่านมา ได้รับทั้งคำชื่นชมทั้งกล่อง เป็นเครื่องการันตี… ล่าสุด เจ้าตัวก็ยังได้รับเกียรติรับโล่ ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนศรัทธาสมุทร พร้อมกับคำสัญญาว่าจะเป็นคนดีของสังคม โดยอดีต สส.สาวผู้นี้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “งาน 108 ปี ศรัทธาสมุทร สร้างคนดีสู่สังคม ถึงแม้เราจะเป็นศิษย์เก่าแค่ 100 วัน ก็ยังรักผูกพันกับคณาจารย์ และเพื่อนๆ เสมอ ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับโล่เป็นศิษย์เก่าดีเด่น ข้าฯขอสัญญาว่าจะเป็นคนดีของสังคมและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนจ้า”…งานนี้ก็ต้องให้กำลังใจและแสดงความยินดีกับเจ๊โอ๋ด้วยนะจ๊ะ…nn

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22620

620484

ลึกลับในสนามข่าว : 25 มกราคม 2559

สมชัย ศรีสุทธิยากร

nn…เปิดตัวสุดอลังการไปแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กับแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” นำทางไปลงคะแนนเลือกตั้ง สำหรับใช้งานบนสมาร์ทโฟน และแท็บเลต อำนวยความสะดวกในการค้นหารายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง และแผนที่เดินทางไปใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้ง รองรับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งทั่วไป…
การแถลงเปิดตัวแอพฯดาวเหนือครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ใคร ฝีมือไอทีแมนโดย กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง “สมชัยศรีสุทธิยากร” ที่จัดเตรียมโปรโมทเปิดตัวแอพฯครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้สื่อประจำกกต.ทราบรายละเอียดเป็นฉากๆ…งานนี้ กระจิบข่าวสาย กกต.รายงานมาว่า มีทั้งเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนจากสำนักข่าวอื่นๆ มากันคึกคัก ภายในงานมีการเล่นเกมส์ ให้กระจิบกระจอกข่าวทายว่าแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” ใช้งบประมาณจัดทำเท่าใด? บางคนก็ตอบ 1 ล้านบ้าง 2 ล้านบ้าง แต่ที่ถูกต้องคือ “งบในการจัดสร้างแอพพลิเคชั่นดาวเหนือเพียง 150,000 บาทเท่านั้น…พอมาถึงการใช้งานเจ้าแอพฯที่ว่า อ.สมชัยบอกว่าพ่อแม่พี่น้องสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ”ได้ผ่านระบบไอโอเอส หรือแอนดรอยด์ เพียงพิมพ์คำว่า “ดาวเหนือ”…เมื่อดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว สามารถกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักลงไป เพื่อค้นหา และระบบจะแสดงผล ปรากฏ ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน หน่วยงานเลือกตั้ง ลำดับที่เลือกตั้ง พร้อมแผนที่ สถานที่เลือกตั้ง จุดพิกัดของสถานที่เลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เห็นพร้อมเสร็จสรรพในครั้งเดียว…ในตอนท้าย อ.สมชัยยังกล่าวถึงประโยชน์ของแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ”ด้วยว่า จะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากขึ้น และเชื่อว่าการเข้าใช้แอพฯ“ดาวเหนือ”จำนวนมากจะไม่ทำให้ระบบล่ม เพราะออกแบบรองรับไว้แล้ว เว้นแต่ระบบอินเตอร์เนตของประเทศไทยจะมีปัญหา!!!…แถลงเปิดตัวแอพฯดาวเหนือเสร็จแล้ว แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้นนะเจ้าค่ะ อ.สมชัยบอกอีกว่า มีทีเด็ดต่อจากนี้อีกหลายชุดจ่อคิวมาแนะนำให้รู้จักกันอีก โดยครั้งหน้าจะเป็นการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” ในเดือนกุมภาพันธ์… แหมมมมม แอพฯเยอะซะขนาดนี้จะเลือกใช้แอพไหนก่อนดีน๊า ว่าแต่ไม่ลองก็ไม่รู้ว่าแอพฯเขาจะล้ำสมราคาโปรโมทมั้ยหนอ…nn

ลึกลับในสนามข่าว : 22 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/22569

620484

ลึกลับในสนามข่าว : 22 มกราคม 2559

nn…เมื่อกลางสัปดาห์ พรรคประชาธิปัตย์ จัดทริปเดินสายเข้าวัดทำบุญ เป็นการใหญ่เอาฤกษ์เอาชัยแต่ต้นปีใหม่ อดีตนายกฯมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีม พร้อมลูกทีมในพรรคกว่า 10 คน ตะลุยทัวร์อีสานที่จ.นครพนม เพื่อมาสักการะพระธาตุพนม เสริมความเป็นสิริมงคล…งานนี้มี ศุภชัย ศรีหล้า อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแม่งานให้การต้อนรับ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ดูแลอาหารการกินแบบพื้นบ้านสไตล์อีสานแท้ๆ เป็นพิเศษ ที่เป็นไฮไลท์เลี้ยงมื้อค่ำของงาน เห็นจะเป็นเจ้า “ไข่ลูก” (จะคล้ายๆกับไข่ข้าวบ้านเรา แต่จะมีลักษณะเป็นตัวมากกว่าเยอะ)อิมพอร์ตมาจากเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว…ว่าแล้ว ท่านศุภชัยเป็นผู้เปิดงาน ประเดิมรับประทานเจ้า“ไข่ลูก”โชว์ทันที จากนั้น บุญยอด สุขถิ่นไทย ก็เลยขอลอง โชว์ให้บรรดากระจิบข่าวได้ดูกันบ้างบอกว่า“รสชาติเหมือนไข่ต้มบ้านเรานะ มีกลิ่นคาวนิดๆ กินกับซอส พริกไทย ช่วยดับคาว เหมือนไข่ต้มมมมม”..แต่สีหน้าท่านดูไปไกลกว่าไข่ต้มนะค่ะ กระจิบข่าวเชื่อแล้วค่ะว่าเหมือนไข่ต้ม แต่ไม่ขอลองนะค่ะ หลังจากนั้น ไม่นาน ท่านศุภชัย ประกาศออกไมค์เจ้า “ไข่ลูก”นั้น สรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย อุต๊ะ!!! บ๊ะแล้ว!!! ท่านบุญยอดได้ยิน สั่งให้จัดมาเลยอีกสองฟอง แหมๆพอได้ยินว่าบำรุงเข้าหน่อย จะฟาดเรียบเลยนะค่ะท่าน…ระวังตะกายฝาเด้อ สิบอกไห่…nn

nn…เมื่อพูดถึงเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองจนครองหน้าสื่อได้ต่อเนื่อง คงไม่มีใครไม่คุ้นหู “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษา จากรั้วโดม ธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ถูกออกหมายจับร่วมกับแกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จากการนัดรวมตัวไปตรวจสอบการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ในข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนและล่าสุดได้ถูกจับกุมในที่สุด..ก่อนถูกจับกุมไม่กี่วัน จ่านิวเพิ่งโพสต์เฟซบุ๊คแจงข้อสงสัยที่มาของชื่อ“จ่านิว”ว่า“ช่วงนี้มีคนเข้ามาด่าผมว่าแอบอ้างใช้ยศจ่าบ้าง อุปโลกน์ตัวเองเป็นจ่าบ้าง บางคนก็ไปกันใหญ่ไปใหญ่ คือ ทหารนอกคอก ทหารแตงโม ว่ากันไปนั้น ต้องชี้แจงให้ทราบว่า ผมไม่ใช่ทหาร หรือตำรวจของรัฐไทย และผมก็ไม่ค่อยจะชอบให้คนเรียกอย่างนี้เท่าไหร่ ช่วงแรก ใครเรียกผมจ่านิวจะโดนด่ากันด้วยซ้ำ หลังๆมา ผมเองก็ไม่ว่า จะเรียกผมว่าจ่านิว ก็ตามสะดวก มีช่วงที่ผมต้องใช้คำว่าจ่านิวกับตัวเองแค่ช่วงเดียวคือ ตอนลงเลือกตั้งนายก อมธ.(ม.ค.-ก.พ. 2014) เพราะใช้แค่คำว่านิวคนไม่รู้จัก และ มีเพื่อนบางกลุ่มไปสร้างกระแสให้คนเรียกผมว่าจ่านิว ตอนหาเสียงเลยต้องยอมใช้ (คิดผิดฉิบหาย ไม่อยากให้คนอื่นเรียกก็ไม่น่าใช้เลยตอนนั้น) มันก็เริ่มจากกลุ่มเพื่อนนี่ล่ะครับ ความหมายน่าจะมาจากคำในภาษาอีสาน และมันก็แพร่หลายไป จากเพื่อนไปสู่อาจารย์ ไปสู่สื่อ และไปสู่คนทั่วไป เอาเถิดครับ จะเรียกผมว่าจ่านิวตอนนี้ผมก็ไม่ขัดข้องแล้วแต่ความสะดวกและสบายใจของท่าน ขอให้เป็นผมก็โอเคแล้ว” คำว่า “จ่า” ในภาษาอีสานนั้นแปลว่า “หัวหน้า” เหมือนกับคำว่า “จ่าฝูง” ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ…แต่แล้วจ่านิวก็โดนจับไปเรียบร้อย…nn