จับตาดีเอสไอ-ตร.ใช้แผน3ก๊ก บีบจนน่วมก่อนตลบหลังจับธัมมชโย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249399

news_default

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สาธารณชนจำนวนไม่น้อยที่อาจรู้สึกหงุดหงิดรำคาญหรือหมดความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ที่ยึกยักเป็นโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกหลังขีดเส้นตายบุกจับธัมมชโย อดีตเจ้าลัทธิจานบินมาหลายรอบแต่ก็คว้าน้ำเหลว และถึงขั้นอาจเกิดวิกฤติศรัทธาในรัฐบาลรวมทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ถูกมองว่าไม่เอาจริง อย่างไรก็ตาม หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กลับเตือนสติสาธารณชนที่ต้องการให้อำนาจรัฐบังคับใช้กฎหมายกับธัมมชโยและรัฐอิสระสำนักจานบินที่ยังลอยนวลเย้ยกฎหมายขั้นเด็ดขาดโดยเร็ว โดยหลวงปู่พุทธะอิสระขอให้ใจเย็นๆ เพราะมั่นใจว่าอำนาจรัฐกำลังเดินแผนตามหลักพิชัยสงครามฉบับ 3 ก๊ก

ทั้งนี้ หลวงปู่พุทธะอิสระ ชี้ให้เห็นว่า การที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ผลีผลามบุกเจ้าจับ ธัมมชโยและคนอื่นๆ ที่ถูกออกหมายจับเป็นการดำเนินยุทธวิธีด้วยปฏิบัติการค่อยๆ เชือดแบบนิ่มๆ ให้กระอักเลือด ทุรนทุรายเหมือนคนเสียสติแล้วค่อยตลบหลัง ซึ่งจากผลการกดดันของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตลอดช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่การออกหมายจับ และการตั้งข้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขณะนี้รวมกว่า 100 คดี ทำให้สำนักจานบินต้องควักเงินจำนวนมากเพื่อจ้างระดมคนเพื่อมาเป็นกำแพงมนุษย์ปกป้องธัมมชโย และสำนักจานบิน โดยมีข่าวว่าจ่ายค่าหัวให้คนที่สวมบทบาทสาวกหัวละ 500 บาท ส่วนพวกที่โกนหัวเป็นพระจ่ายหัวละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องดีเหมือนกันเพราะเป็นการแจกเงินทำให้เกิดการกระจายรายได้

ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้เห็นธาตุแท้ตัวจนที่แท้จริงของสำนักจานบินชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสถานการณ์สุกงอมเมื่อ ธัมมชโย และสำนักจานบินอ่อนแรงจนน่วมแล้วจึงค่อยตลบหลังจัดการ ธัมมชโย ซึ่งจะทำให้ไม่เสียเลือดเนื้อ

หลวงปู่พุทธะอิสระ จึงขอให้สาธารณชนเชื่อใจฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังเดินแผนยุทธพิชัยฉบับ 3 ก๊กเพราะตอนนี้ฝ่ายที่เดือดร้อนคือสำนักจานบิน และอยากให้ดีเอสไอประกาศบุกจับ ธัมมชโย บ่อยๆ ไปเรื่อยๆ วันละ 3 ครั้งหรือ 7 วัน, 15 วันครั้ง ซึ่งจะทำให้สำนักจานบินผวาและต้องหมดเงินไปกับการจ้างคนมาเป็นโล่มนุษย์อยู่ตลอดเวลาอันเป็นการดูดเงินกลับสู่สังคมได้จำนวนมาก และเมื่อหมดเงินหมดแรงเมื่อไหร่ค่อยนวดจนสำนักจานบินยอมพยุงเอา ธัมมชโย ออกมา

หากพิจารณาการวิเคราะห์ของ หลวงปู่พุทธะอิสระ ก็เข้าเค้าอยู่เหมือนกัน เพราะขณะนี้สำนักจานบินระดมคนทั้งที่เป็นสาวกและพระจริงกับสาวกและพระเทียมเข้าไปอยู่เต็มสำนักจานบิน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ผลีผลามบุกเข้าไปอาจมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ซึ่งอาจเป็นแผนกับดักที่สำนักจานบินต้องการ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการประโคมข่าวให้ใหญ่โตและชักศึกเข้าบ้านใช้โลกล้อมไทยด้วยการร้องต่อองค์การสหประชาชาติและนานาประเทศ ตลอดจนองค์กรพุทธทั่วโลกจนสถานการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องระดับโลกที่นานาประเทศหันมากดดันอำนาจรัฐไทย

ขณะเดียวกันที่ผ่านมาดีเอสไอและฝ่ายตำรวจเลื่อนเส้นตายเข้าจัดการ ธัมมชโย และสำนักจานบินมาหลายครั้งจนสาธารณชนจำนวนไม่น้อยเกิดอาการเซ็งและสวดเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยให้คนทำผิดกฎหมายทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลและอภิสิทธิ์ชนรัฐอิสระเหนือกฎหมาย แต่หากพิจารณาในอีกด้านหนึ่งทุกครั้งที่มีการเลื่อนจับ ธัมมชโย ตามเส้นตาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะขยายผลและกดดัน ธัมมชโย และ สำนักจานบินเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจนขณะนี้มีการดำเนินคดี ธัมมชโย และพวกกับสำนักจานบินรวมแล้วกว่า 100 คดี อาทิ ปลุกปั่นยุยงให้สาวกสำนักจานบินกระด้างกระเดื่องขัดขวางการเข้าจับ ธัมมชโย ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ รวมทั้งข้อหาหมิ่นประมาท การโรยตะปูเรือใบหรือนำแท่งปูนขนาดใหญ่มาขวางถนนขัดขวางเจ้าหน้าที่ การสร้างอาคารภายในสำนักจานบินหลายอาคารและขุดบ่อบาดาลหลายบ่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุดตำรวจสภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่สำนักจานบินนำป้ายไปติดรอบกำแพงสำนักจานบินรวม 17 จุดโดยมีข้อความว่า รั้วกำแพงรอบสำนักธรรมกายก่อสร้างโดยผิดกฎหมายซึ่งขณะนี้มีการยึดไว้เป็นของกลางห้ามใช้ห้ามเคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆ ให้เสียหาย หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย

ขณะเดียวกันตำรวจสภ.คลองหลวงได้นำหนังสือขอความอนุเคราะห์ส่งตัว ธัมมชโย ซึ่งถูกออกหมายจับ3 คดี รวมทั้ง นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกสำนักจานบิน ที่ถูกออกหมายจับเช่นกันไปติดบริเวณหน้าประตู 7 สำนักจานบิน เพื่อให้พระและคนในสำนักจานบินที่มีอำนาจรับผิดชอบส่งตัว ธัมมชโย และนายองอาจ มาให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ สภ.คลองหลวงภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 189 ฐานให้ความช่วยเหลือหรือปิดบังซ่อนเร้นผู้กระทำผิดที่ออกหมายจับเพื่อไม่ให้ถูกจำคุกมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี

ก่อนหน้านี้สำนักจานบินที่ถูกกดดันอย่างหนักเริ่มเผยธาตุความถ่อยถึงกับมีพระนักเลงของสำนักจานบินซึ่งไม่รู้ว่าพระจริงหรือพระปลอมที่รับจ้างมาปรี่เข้าตบนักข่าวช่างภาพสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวีที่กำลังทำข่าวถ่ายภาพบริเวณประตู 5 ของสำนักจานบินแล้วใช้เลเซอร์ยิงที่กล้องนักข่าวช่างภาพจนได้รับความเสียหายพร้อมตะคอกไล่นักข่าวช่างภาพคนดังกล่าว

ล่าสุดสำนักจานบินพยายามสร้างภาพดราม่าตามถนัดด้วยการแพร่ภาพมีสาวกสำนักจานบิน 6-7 คนพร้อมเด็ก 1 คนทำทีไปใส่บาตรพระ-เณรผ่านรั้วกำแพงซึ่งเป็นตะแกรงเหล็กที่มีป้ายซึ่งตำรวจนำมาติดไว้ก่อนหน้านี้ ห้ามเคลื่อนย้ายของกลางหรือทำให้เสียหาย โดยรั้วเหล็กดังกล่าวถูกล็อกกูญแจประตูทางเข้าเล็กๆ แน่นหนาซึ่งไม่น่าจะเป็นประตูที่พระเณรใช้รับการใส่บาตรตามปกติ ขณะที่พระมหานพพร ปุญญชโย เผยแพร่ภาพดังกล่าวทางโซเชียลมีเดียพร้อมข้อความว่า“สามเณรไม่สามารถออกมารับบาตรได้ เห็นแล้วสะเทือนใจ แล้วสาธุชนจะใส่บาตรยังไง แล้วสามเณรรับบาตรกันยังไงล่ะ การขัดขวางการปฏิบัติศาสนกิจผิดกฎหมาย” ทั้งๆ ที่ความจริงบริเวณที่กลุ่มสาวกจานบินไปสร้างภาพอยู่ห่างจากประตู 6 ของสำนักจานบินไม่ถึง 100 เมตร อันสะท้อนให้เห็นถึงเล่ห์ส่อสร้างภาพบิดเบือนที่สำนักจานบินชอบประพฤติปฏิบัติ

ดังนั้นจากการวิเคราะห์ของหลวงปู่พุทธะอิสระ สาธารณชนจำนวนไม่น้อยได้แต่สาธุหวังว่าจะเป็นจริง เพราะไม่อย่างนั้นจากแผนตามตำราพิชัยสงครามฉบับ 3 ก๊กอาจจะกลายเป็นแผนซูเอี๋ยปล่อยให้ธัมมชโยและสำนักจานบินเย้ยกฎหมายลอยนวลจนคสช.และรัฐบาลพ้นจากอำนาจ

ทีมข่าวการเมือง

ระวังวิกฤติศรัทธาอำนาจรัฐ ปล่อยธัมมชโยเย้ยกม.ลอยนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249255

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

6 เดือนหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ส่งกำลังเจ้าหน้าที่บุกสำนักจานบินครั้งแรกหวังควบคุมตัวธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบินที่ถูกออกหมายจับในข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยอมถอยปล่อยให้ธัมมชโยเย้ยกฎหมายลอยนวลด้วยการทำตัวดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายใช้กำแพงมนุษย์ตั้งป้อมขัดขวางการจับธัมมชโยซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับ

ล่าสุดดีเอสไอซึ่งถูกกระแสสังคมจับตากดดันอย่างหนักทำทีขออนุมัติหมายค้นสำนักธรรมกายจากศาล ซึ่งศาลอนุมัติหมายค้นตามคำขอระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่แล้วก็ไม่มีการเข้าจับกุมธัมมชโยตามหมายค้น ทั้งๆ ที่มีการประชุมวางแผนระหว่างตัวแทนดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดูขึงขังทำทีว่าจะเอาจริง แต่ในที่สุดก็คว้าน้ำเหลวปล่อยธัมมชโยลอยนวลเหนือกฎหมายตามเคยหลังผ่านเส้นตายวันสุดท้ายการเข้าค้นสำนักจานบินตามอำนาจศาลเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา

แม้แต่ นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งทำงานร่วมกับดีเอสไอมาตั้งแต่ต้นในคดี ธัมมชโย ถูกออกหมายจับฐานฟอกเงินและรับของโจรยังออกมาให้ความเห็นแสดงความแปลกใจและตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดดีเอสไอทั้งๆ ที่มีหมายค้นตามอำนาจศาล แต่กลับไม่เข้าตรวจค้นในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้น่าวิตกว่า
การออกหมายค้นสำนักจานบินเพื่อจับ ธัมมชโย ของดีเอสไอครั้งต่อไปจะยากขึ้นเพราะศาลอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดให้หมายค้นไปแล้วไม่ค้น

อัยการผู้นี้ยังชี้ว่า ดีเอสไอยังอาจถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยสิ่งที่ดีเอสไอควรทำหลังได้หมายค้นคือ การประกาศให้สำนักจานบินเป็นเขตตรวจค้นและกันคนเข้า-ออก รวมถึงปิดประตูทางเข้า-ออกทุกประตู แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ตั้งแต่แรก

เช่นเดียวกันฝ่ายตำรวจที่มีหมายจับ ธัมมชโย ในข้อหารุกป่าและที่สาธารณะตั้งสาขาสำนักจานบินที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และที่ จ.เลย รวมทั้งหมายจับ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกสำนักจานบิน ฐานปลุกปั่นยุยงให้สาวกสำนักจานบินกระด้างกระเดื่องขัดขวางการเข้าจับ ธัมมชโย ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ รวมทั้งข้อหาหมิ่นประมาท ยังไม่รวมการดำเนินคดีกับสำนักจานบินเพิ่มเติมอีกกว่า 100 คดี อาทิ โรยตะปูเรือใบหรือนำแท่งปูนขนาดใหญ่มาขวางถนนขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ การสร้างอาคารภายในสำนักจานบินหลายอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต การขุดบ่อบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่หมายจับหมายค้นของฝ่ายตำรวจก็คว้าน้ำเหลวปล่อยให้ทั้ง ธัมมชโย และ นายองอาจ ลอยนวลเย้ยกฎหมาย

ขณะนี้เริ่มเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนแสดงปาหี่พยายามซื้อเวลาไปเรื่อยๆ โดยล่าสุดตำรวจสภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่สำนักจานบินนำป้ายไปติดรอบกำแพงสำนักจานบินรวม 17 จุด
โดยมีข้อความว่า รั้วกำแพงรอบสำนักธรรมกายก่อสร้างโดยผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการยึดไว้เป็นของกลาง ห้ามใช้ ห้ามเคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆ ให้สูญหาย หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย

อย่างนี้อาจถูกมองได้ว่าจับคนไม่ได้ก็เลยแก้เกี้ยวสร้างผลงานใช้กำแพงซึ่งเป็นแค่อิฐแค่ปูนมาเป็นตัวประกัน

ขณะเดียวกันตำรวจสภ.คลองหลวงได้นำหนังสือขอความอนุเคราะห์ส่งตัว ธัมมชโย ซึ่งถูกออกหมายจับ 3 คดี รวมทั้ง นายองอาจ ที่ถูกออกหมายจับเช่นกันไปติดบริเวณหน้าประตู 7 สำนักจานบิน เพื่อให้พระและคนในสำนักจานบินที่มีอำนาจรับผิดชอบส่งตัว ธัมมชโย และ นายองอาจ มาให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ สภ.คลองหลวงภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 189 ฐานให้ความช่วยเหลือหรือปิดบังซ่อนเร้นผู้กระทำผิดที่ออกหมายจับเพื่อไม่ให้ถูกจำคุกมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรากฏว่ามีพระสำนักจานบินออกมาดูหนังสือขอความอนุเคราะห์แล้วก็เมินไม่ยอมรับรู้แล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉยสะท้อนความไม่แยแสในเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้ฝ่ายตำรวจเคยส่งนายตำรวจถึงระดับ พล.ต.ต.พยายามไปยื่นหมายจับและหมายค้น คดี ธัมมชโย ในข้อหารุกป่าและที่สาธารณะมาแล้ว แต่ถูกยามสำนักจานบินหยามด้วยการไม่อนุญาตให้เข้าไปยื่นหมายจับและหมายค้นเด็ดขาด จน พล.ต.ต.นายนั้นหมดปัญญาต้องนำหมายติดไว้ที่หน้าประตูแล้วเดินทางกลับ

การที่ฝ่ายอำนาจรัฐอ้างเหตุผลไม่กล้าบุกจับ ธัมมชโย เพราะเกรงปัญหาลุกลามบานปลายจากการต่อต้านของเหล่าสาวกสำนักจานบินจนอาจสูญเสียเลือดเนื้อ ซึ่งจะเข้าทางสำนักจานบินที่จะอาศัยเหตุการณ์รุนแรงนำไปใช้ปลุกระดมทางการเมือง
สร้างข่าวว่าพระถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมอันขัดหลักสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเพื่อให้เกิดกระแสโลกล้อมไทยเหมือนกับที่ระบอบแม้วใช้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคำถามพร้อมข้อสังเกตว่าแล้วจะต้องรออีกนานเท่าใดถึงจะเข้าจับกุม เพราะหากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ
อ้างกลัวสถานการณ์บานปลายรับรองว่าชาติหน้าก็ยังจับ ธัมมชโย และพวกไม่ได้แน่ เพราะท่าทีของ ธัมมชโย และสำนักจานบินชัดเจนมาตลอดว่าท้าทายไม่ยอมรับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และการไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายจะเป็นบรรทัดฐานยอมจำนนของรัฐที่ปล่อยให้กลุ่มผู้อิทธิพลอยู่เหนือกฎหมาย

ทั้งๆ ที่ความจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่รัฐมีความชอบธรรมที่จะเข้าจับกุมเพราะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่ต้องประชาสัมพันธ์ชี้แจงต่อชาวโลกให้เห็นว่า การจับกุม ธัมมชโย เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตามปกติซึ่งคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเหมือนคนทั่วไป ตรงกันข้ามหาก
เจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายเท่ากับปล่อยให้คนทำผิดกฎหมายลอยนวลทำตัวดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายเท่ากับกฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนยุทธวิธีการเข้าจับกุมสามารถทำให้ชาวโลกเห็นถึงความโปร่งใสด้วยการนำกำลังเข้าสำนักจานบินอย่างเปิดเผยพร้อมกองทัพสื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นพยานในการเข้าตรวจค้นจับกุม ธัมมชโย เพื่อจะได้เห็นกันชัดๆว่า ใครขัดขวางและสร้างสถานการณ์ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง

การขีดเส้นตายขอความอนุเคราะห์ให้คนในสำนักจานบินนำตัวธัมมชโยและนายองอาจส่งมอบต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน ครั้งล่าสุดถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการซื้อเวลาลมๆ แล้งๆ ขณะที่สังคมดูเหมือนจะไม่เชื่อถือเส้นตายของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะดีเอสไอและฝ่ายตำรวจอีกต่อไป และที่สำคัญคืออาจเกิดวิกฤติศรัทธาต่ออำนาจรัฐโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วสู้โดดเดี่ยว ตะแบงขวางเดินหน้าปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249153

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

หลังจากที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)พิจารณาร่างจนได้ข้อสรุป และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อให้ร่างกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองโดยตรงมีความรอบด้าน มีข้อบกพร่องน้อยที่สุดและตอบโจทย์การปฏิรูปการเมืองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงพ้นจากธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤติชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีตัวแทนพรรคการเมือง 28 พรรค ให้ความร่วมมือเข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงรวมทั้งพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียวที่บอยคอตต์ไม่เข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นที่กรธ.เป็นเจ้าภาพครั้งนี้ก็คือพรรคเพื่อไทย

ถ้าจะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยบอยคอตต์การร่วมเวทีของกรธ.เพราะจุดยืนท่าทีของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด โดยพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายระบอบทักษิณทั้งหลายต่างออกมาเคลื่อนไหวมุ่งบ่อนทำลายคสช.และต่อต้านขัดขวางการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้มาตั้งแต่ต้น

พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายขบวนการเพื่อไทยคัดค้านทุกเรื่องทุกประเด็นของ คสช.และรัฐบาลโดยบรรดาแกนนำเครือข่ายระบอบทักษิณออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์โจมตี คสช.และรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพยายามต่อต้านขัดขวางการปฏิรูปประเทศ โดยประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปเพื่อปราบโกงตั้งแต่ยังไม่ทันยกร่างด้วยซ้ำ

หากเปรียบเทียบระหว่างสองพรรคใหญ่คู่ปรับคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะพบว่า พรรคเพื่อไทยนั้นที่ผ่านมาเดินเกมในลักษณะตีรวนป่วนเมืองโดยคำนึงถึงเป้าหมายผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้า และพยายามขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อปราบโกงขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมมาตลอด

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในหลายประเด็น แต่ก็เดินเกมแบบเป็นมวยเข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีที่กรธ.จัดขึ้น

ขณะเดียวกันก็แสดงจุดยืนคัดค้านเชิงสร้างสรรค์และยอมรับการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ซึ่งเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนสาระใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวกับบทลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองหรือมีการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตยถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับค้ดค้านประเด็นนี้แบบหัวชนฝา

ส่วนประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อย อาทิ ประเด็นระยะเวลาที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 150 วัน เพราะในการปฏิบัติจริงมีขั้นตอนต้องทำความเข้าใจชี้แจงกับสมาชิกพรรคต่อเนื้อหากฎหมายที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงขั้นตอนการชี้แจงหากทำผ่านระบบไปรษณีย์อาจมีค่าใช้จ่ายมหาศาลและต้องใช้เวลามากเพราะปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคกว่า 2 ล้านคน ดังนั้นเห็นว่าควรกำหนดให้สมาชิกพรรคมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ชำระค่าบำรุงพรรค และประเภทที่ยังไม่ชำระค่าบำรุงพรรค แต่คงสถานภาพการเป็นสมาชิกพรรค พร้อมกับขยายเวลาให้สมาชิกพรรคที่ต้องชำระค่าบำรุงพรรคออกไปเป็น 4 ปี

นอกจากนี้ประเด็นการกำหนดให้มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา และกำหนดให้ตั้งตัวแทนของพรรคในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีสาขาพรรคอาจเกิดปัญหากรณีที่พรรคการเมืองซึ่งไม่สนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยนำระบบการตั้งตัวแทนมาใช้แทนการตั้งสาขาเพื่อเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายได้

ตัวแทนพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กต่างร่วมเวทีแสดงความเห็นอย่างพร้อมเพรียงทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ซึ่งภายหลังการแสดงความเห็น นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. แถลงว่า กรธ.พร้อมนำข้อเสนอของตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคไปพิจารณาทบทวนใน 4 ประเด็นคือ 1.การกำหนดให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ 20,000 คน ภายใน 4 ปีมากไปหรือไม่ 2.ทุนประเดิมผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ได้ 1 ล้านบาท มากไปหรือไม่ 3.ค่าบำรุงสมาชิกพรรคคนละ 100 บาทต่อปี ควรมีหรือไม่ 4.บทกำหนดโทษผู้กระทำผิดรุนแรงเกินไปหรือไม่

การที่พรรคการเมืองถึง 28 พรรค ยกเว้นพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจึงเป็นการโดดเดี่ยวตัวเองและสร้างความชอบธรรมให้กับขบวนการผลักดันกฎหมายลูกเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณที่ตั้งหน้าตั้งตาทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศโดยยังหวังให้ชาติบ้านเมืองกลับไปสู่วงจรอุบาทว์แบบเดิมๆ

ทีมข่างการเมือง

สำนักจานบินยิ่งสู้ยิ่งกระอัก เจอคดีเพิ่มและลึกขึ้นเรื่อยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249060

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

การที่ธัมมชโยและสำนักจานบินส่อพฤติการณ์ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัวตามหมายจับหวังยื้อเกมสู้แบบหัวชนฝาก็ยิ่งเป็นการกดดันให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการจัดการธัมมชโยและสำนักจานบินเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แจ้งความดำเนินคดีกับ ธัมมชโย และสำนักจานบินเบื้องต้นรวมแล้วกว่า 40 คดีและคงจะมีการขยายผลเปิดโปงสิ่งเลวร้ายเพื่อดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หาก ธัมมชโย และสำนักจานบินตะแบงคิดสู้โดยไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง

43 คดีที่แจ้งความเอาผิดกับ ธัมมชโย และสำนักจานบินเพิ่มเติมแยกเป็น 7 กลุ่มคดีประกอบด้วย กลุ่มคดีที่ 1 คดีบุกรุกโดยสร้างสะพานข้ามคลองต่างๆ รอบสำนักจานบิน การนำตู้คอนเทนเนอร์ตั้งกีดขวางทางสาธารณะ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ป่าไม้รวม 10 คดี

กลุ่มคดีที่ 2 คดีขับรถตู้ รถบัส รถสาธารณะขนสาวกสำนักจานบินนอกเขตเส้นทางที่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ขนส่งรวม 19 คดี

กลุ่มคดีที่ 3 กีดขวางทางจราจรโดยนำแท่งซีเมนต์เสาเข็มวางขวางเส้นทางถนนรอบสำนักจานบินซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่ใช้เส้นทาง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรและกฎหมายอาญามาตรา 229 ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี

กลุ่มคดีที่ 4 ทำให้เสียทรัพย์ด้วยการโรยตะปูเรือใบในเส้นทางการตรวจตรารอบสำนักจานบินของเจ้าหน้าที่รวม 2 คดี

กลุ่มคดีที่ 5 หมิ่นประมาทโดย นายวิฑูรย์ ชลายนนาวินอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ แจ้งความเอาผิด นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกสำนักจานบิน กรณีกล่าวหา นายวิฑูรย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แผนที่ทางอากาศจนนำไปสู่การออกหมายจับ ธัมมชโย คดีรุกป่าที่เขาใหญ่ นครราชสีมา เพื่อตั้งเป็นสาขาสำนักจานบิน โดย นายองอาจ กล่าวหานายวิฑูรย์ ว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แผนที่ทางอากาศและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญศาลซึ่งไม่เป็นความจริง

กลุ่มคดีที่ 6 ลักลอบสร้างอาคารชุดในสำนักจานบิน 7 อาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 7 คดี

กลุ่มคดีที่ 7 ลักลอบขุดบ่อบาดาลในสำนักจานบินจำนวนหลายบ่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

นี่ยังไม่รวมที่ก่อนหน้านี้มีการดำเนินคดีออกหมายจับ ธัมมชโย ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น คดีรุกป่าสงวนแห่งชาติและที่สาธารณะตั้งเป็นสาขาสำนักจานบินที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมาและจ.เลย

สำนักจานบินนอกจากส่อพฤติการณ์เป็นรัฐอิสระและทำตัวดุจผู้มีอิทธิพลแล้ว ยิ่งนานวันก็ยิ่งเผยให้เห็นธาตุแท้ความถ่อยดุจอันธพาลในคราบผ้าเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาขณะที่ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวีทำข่าวบริเวณประตู 5ของสำนักจานบินปรากฏว่า มีพระสำนักจานบินรูปหนึ่งปรี่เข้ามาตบช่างภาพที่ถือกล้องถ่ายภาพอยู่แล้วใช้กระบอกยิงแสงเลเซอร์ยิงที่กล้องของช่างภาพสถานีโทรทัศน์อมรินทร์พร้อมกับพูดว่า “ผมทำอย่างนี้ล่ะครับ ไป ถ้าคุยไม่รู้เรื่องมึง……” ขณะที่ช่างภาพพยายามอธิบายว่า “อย่าครับ พระอาจารย์ครับ กล้องผมพังครับพระอาจารย์” พระรูปดังกล่าวจึงตะคอกไล่ว่า “ไป”

นอกจากนี้บริเวณรอบสำนักจานบินจะมีพระจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย โดยมีการนำโทรศัพท์มือถือคอยถ่ายภาพบรรดานักข่าวช่างภาพทุกคนที่ไปสังเกตการณ์ รวมทั้งมีการใช้แสงเลเซอร์ยิงมาที่กล้องของช่างภาพด้วยเพื่อไม่ให้มีการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ยังมีการใช้แสงเลเซอร์ยิงใส่โดรนที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอบังคับวิทยุให้บินขึ้นไปสังเกตการณ์ภายในสำนักจานบินจนเจ้าหน้าที่ต้องหยุดการทำงานเพราะเกรงโดรนจะได้รับความเสียหาย

อีกหนึ่งวิธีของสำนักจานบินที่ราวถอดแบบมาจากขบวนการเพื่อแม้วก็คือแผนชักศึกเข้าบ้านใช้โลกล้อมไทย โดยก่อนหน้านี้สำนักจานบินประสานไปยังองค์กรพุทธกำมะลอในหลายประเทศซึ่งเป็นแนวร่วมให้ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อไม่ให้ดำเนินการใดๆกับ ธัมมชโย และสำนักจานบิน ทั้งๆที่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ต้องหาหนีหมายจับกำเริบเสิบสานทำตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายโดยถือดีว่ามีคนหนุนหลัง

ล่าสุดมีกลุ่มแนวร่วมสำนักจานบินที่อ้างชื่อว่ากลุ่มสงฆ์นานาชาติไม่กี่คนจัดฉากไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ประจำประเทศไทยเพื่อให้ยุติการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย โดยอ้างว่าถูกใส่ร้าย

แต่การชักศึกเข้าบ้านที่เลวร้ายกว่าก็คือการนำพระต่างด้าวมากดดันผู้นำประเทศโดยสำนักจานบินอัดคลิปความเห็นของ พระวีระธู แห่งวัดมะโชเย็ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระหัวรุนแรงและเป็นแนวร่วมไอดอลของสำนักจานบินส่งไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ โดยสำระสำคัญคลิปของ พระวีระธูผู้นี้เหิมเกริมถึงกับกล่าวในทำนองกดดันให้ผู้นำไทยยุติการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย

ปูมหลังชั่วร้ายของ พระวีระธู ผู้นี้เคยไปมาหาสู่สำนักจานบินอยู่บ่อยๆ ในฐานะแนวร่วมที่ได้รับการยกย่องเป็นไอดอลของสำนักจานบิน โดยโล้นห่มผ้าเหลืองพม่าผู้นี้มีแนวคิดแข็งกร้าวสุดโต่งจนนิตยสารไทม์เคยขึ้นปกและพาดหัวตัวโตด้วยข้อความที่ว่า “โฉมหน้าชาวพุทธผู้สร้างความหวาดกลัว : กองกำลังพระสงฆ์เติมเชื้อความรุนแรงต่อต้านมุสลิมในเอเชีย”

ทั้งนี้ พระวีระธู ผู้นี้คือตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการเข่นฆ่าและขับไล่ชาวมุสลิมในพม่า แต่กลับเป็นไอดอลของสำนักจานบิน

สถานการณ์ของสำนักจานบินในขณะนี้เรียกได้ว่าหมดสภาพซึ่งยิ่งเหิมเกริมต่อสู้กับอำนาจรัฐยุคปฏิรูปก็จะยิ่งกระอักถูกดำเนินคดีและเปิดโปงความเหลวแหลกของอาณาจักรรัฐอิสระแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีและตัวการที่หนุนหลังชักใยเพื่อตักตวงขุมทรัพย์มหาศาลและอำนาจจากอาณาจักรแดนสนธยาแห่งนี้

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วตั้งหน้าตั้งตาตีรวน ส่อธาตุแท้ขวางปฏิรูปปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248911

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับพรรคการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะเพื่อให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่รอบด้านมีข้อบกพร่องน้อยที่สุดและตอบโจทย์การปฏิรูปการเมืองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงพ้นจากธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤติชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ตัวแทนพรรคการเมือง 28 พรรคให้ความร่วมมือเข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงรวมทั้งพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียวที่บอยคอตต์ไม่เข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นที่กรธ.เป็นเจ้าภาพครั้งนี้ก็คือพรรคเพื่อแม้ว

จุดยืนท่าทีของพรรคเพื่อแม้วชัดเจนว่า ต่อต้านขัดขวางการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลชุดนี้มาตั้งแต่ต้น โดยพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วคัดค้านทุกเรื่องทุกประเด็นของ คสช.มาตั้งแต่การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคสช.เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 โดยประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปราบโกงตั้งแต่ยังไม่ทันยกร่างด้วยซ้ำ

หากเปรียบเทียบระหว่างสองพรรคใหญ่คู่ปรับคือพรรคเพื่อแม้วกับพรรคประชาธิปัตย์จะพบว่า พรรคเพื่อแม้วนั้นที่ผ่านเดินเกมในลักษณะตีรวนป่วนเมืองโดยคำนึงถึงเป้าหมายผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้า และพยายามขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อปราบโกงขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยมาตลอด

ส่วนประชาธิปัตย์แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในหลายประเด็น แต่ก็เข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีที่กรธ.จัดขึ้น พร้อมทั้งแสดงจุดยืนท่าทีคัดค้านเชิงสร้างสรรค์และยอมรับการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ซึ่งเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนสาระใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวกับบทลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองหรือมีการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตยถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุก
ตลอดชีวิต ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับค้ดค้านประเด็นนี้แบบหัวชนฝา

ส่วนประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้าน อาทิ ประเด็นระยะเวลาที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 150 วัน เพราะในการปฏิบัติจริงมีขั้นตอนต้องทำความเข้าใจชี้แจงกับสมาชิกพรรคต่อเนื้อหากฎหมายที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงขั้นตอนการชี้แจงหากทำผ่านระบบไปรษณีย์อาจมีค่าใช้จ่ายมหาศาลและต้องใช้เวลามากเพราะปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคกว่า 2 ล้านคน ดังนั้น เห็นว่าควรกำหนดให้สมาชิกพรรคมี 2 ประเภทคือ ประเภทที่ชำระค่าบำรุงพรรค และประเภทที่ยังไม่ชำระค่าบำรุงพรรค แต่คงสถานภาพการเป็นสมาชิกพรรค พร้อมกับขยายเวลาให้สมาชิกพรรคที่ต้องชำระค่าบำรุงพรรคออกไปเป็น 4 ปี

นอกจากนี้ ประเด็นการกำหนดให้มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละ 1 สาขาและกำหนดให้ตั้งตัวแทนของพรรคในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีสาขาพรรคอาจเกิดปัญหากรณีที่พรรคการเมืองซึ่งไม่สนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยนำระบบการตั้งตัวแทนมาใช้แทนการตั้งสาขาเพื่อเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายได้

ตัวแทนพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากต่างร่วมแสดงความเห็นเชิงสร้างสรรค์ ขณะที่ นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. แถลงว่า กรธ.พร้อมนำข้อเสนอของตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคไปพิจารณาทบทวนใน 4 ประเด็นคือ 1.การกำหนดให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ 20,000 คนภายใน 4 ปีมากไปหรือไม่ 2.ทุนประเดิมผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทให้ได้ 1 ล้านบาทมากไปหรือไม่ 3.ค่าบำรุงสมาชิกพรรคคนละ 100 บาทต่อปีควรมีหรือไม่ 4.บทกำหนดโทษผู้กระทำผิดรุนแรงเกินไปหรือไม่

จากเสียงต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรคการเมืองที่ กรธ.ยกร่างขี้นมานั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. กล่าวว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งผ่านการทำประชามติมาแล้ว โดยมาตรา 45 ของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องมีส่วนร่วมต่อการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่ถูกชี้นำโดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค รวมถึงต้องมีมาตรการกำกับดูแลให้สมาชิกพรรคปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย

และมาตรา 258(2)ว่าด้วยการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชนอย่าแท้จริง

สำหรับเหล่าแกนนำพรรคเพื่อแม้วนั้นอ้างเหตุผลในการบอยคอตต์ไม่ร่วมสังฆกรรมกับกรธ.ว่า เป็นเพราะการเปิดเวทีรับฟังความเห็นเป็นเพียงพิธีกรรมรับรองกฎหมายที่ถูกกำหนดเป้าหมายไว้แล้ว

ทั้งนี้ ไม่มีใครปฏิเสธว่า ร่างรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายล้วนเป็นไปตามเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศตามที่วางกรอบไว้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองบอบช้ำและเสียเวลามามากพอแล้วสำหรับธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยการทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดินและเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤติชาติ

เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังภายใต้อำนาจพิเศษ เพราะจะหวังโจรในคราบประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงสันดานธาตุแท้อันเลวร้ายและยอมปฏิรูปเพื่อส่วนรวมอย่าได้หวัง เพราะเหล่านักธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยคิดแต่จะทำทุกอย่างเพื่อตัวเองและขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศโดยหวังจะให้บ้านเมืองถอยหลังกลับไปสู่การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

ทีมข่าวการเมือง

รัฐอิสระสำนักจานบิน ที่ปฏิบัติธรรมหรือซ่องโจร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248797

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

สังคมตั้งข้อสงสัยว่าทำไมสำนักจานบินถึงเหิมเกริมตั้งตัวดุจรัฐอิสระแสดงอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายมานานกว่า 40 ปี นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของสำนักจานบินที่ฝังรากลึกในสังคมไทยโดยสำนักจานบินถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้สารพัดวิธีการแบบการตลาดมอมเมาเผยแพร่ลัทธิธุรกิจขายบุญทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงงมงายเป็นสาวกอย่างมัวเมาไม่ลืมหูลืมตา ทั้งๆ ที่พฤติการณ์สำนักจานบินขัดหลักพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันสำนักจานบินก็ร่วมมือกับกลุ่มการเมืองโดยเฉพาะระบอบแม้วที่เป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้น โดยทั้งสำนักจานบินและระบอบแม้วมีเป้าหมายและวิธีการที่คล้ายคลึงกันคือมุ่งผูกขาดอำนาจผลประโยชน์หวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยใช้ผลประโยชน์ทุกรูปแบบครอบงำซื้อตัวคนแทบทุกวงการมาเป็นพวกเพื่อแผ่ขยายอิทธิพล

จึงไม่แปลกหากจะมีหนอนบ่อนไส้ในหมู่ข้าราชการที่คอยแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เตรียมบุกจับ ธัมมชโย ให้สำนักจานบินรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากกรณีที่มีคลิปเสียงการประชุมลับครั้งล่าสุดระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฝ่ายตำรวจ และอัยการเพื่อซักซ้อมแผนปฏิบัติการบุกค้นสำนักจานบินเพื่อจับ ธัมมชโยโดยมีเสียงในคลิปคล้ายกับเสียงของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ซึ่งเฉ่งตำรวจทางหลวงอย่างรุนแรงว่าทำตัวเหมือนอยู่ฝ่ายสำนักจานบินด้วยการเกียร์ว่างปล่อยให้รถตู้ขนสาวกจานบินจำนวนมากเข้ามาเสริมทัพเตรียมกำแพงมนุษย์เพื่อขวางการบุกจับของฝ่ายเจ้าหน้าที่และเพื่อปกป้อง ธัมมชโย

อีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายอำนาจรัฐควรตรวจสอบก็คือ ใครบ้างอยู่เบื้องหลังการขนม็อบทั้งคนห่มผ้าเหลืองและสาวกฆราวาสจากจังหวัดทั่วประเทศมาร่วมม็อบขวางเจ้าหน้าที่อุ้มธัมมชโย ซึ่งนอกจากด้วยอิทธิพลอำนาจเงินของสำนักจานบินที่มีกลุ่มเศรษฐีระดับชาติหลายคนหนุนหลังแล้ว ยังมีกลุ่มการเมืองโดยเฉพาะที่จ.ปทุมธานี ที่มีข่าวว่านักการเมืองขาใหญ่ใน จ.ปทุมธานี บางคนซึ่งมีผลประโยชน์ทำมาหากินกับสำนักจานบินมานานทุ่มทุนจ้างรถตู้จำนวนมากพร้อมทั้งขนคนมาร่วมแสดงพลังอุ้ม ธัมมชโย ถึงกับมีข่าวบางกระแสระบุว่า มีแผนอุบาทว์เตรียมเกณฑ์เด็กนักเรียนอนุบาลในจ.ปทุมธานี มาเป็นโล่มนุษย์ป้องธัมมชโยด้วย

จากพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลซ่อนสิ่งชั่วร้ายไว้มากมายของสำนักจานบิน จึงควรที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบเบื้องหลังขบวนการขนม็อบจานบินเพื่อช่วยธัมมชโย ครั้งนี้โดยตรวจสอบทะเบียนบรรดารถตู้หรือรถบัสที่เข้าวัดพระธรรมกายว่าเป็นของใครและสอบสวนเจ้าของรถว่าใครเป็นผู้จ้างเพื่อสาวไปให้ถึงตัวการที่แท้จริง ตลอดจนตรวจสอบพระที่มาร่วมขบวนการขัดขวางจับธัมมชโย ว่าเป็นพระแท้หรือโล้นเทียม และมาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่ ส่วนเหล่าสาวกที่เป็นฆราวาสตรวจสอบว่าถูกใครจ้างมาหรือเปล่า ทั้งนี้เชื่อว่าหากตรวจสอบอย่างละเอียดจะเจอประเภทโล้นปลอมหรือชาวบ้านต่างจังหวัดที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หรือพวกต่างด้าวที่ถูกจ้างมาร่วมผสมโรงเฉพาะกิจ

คนที่ขนกันมาส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นฐานมวลชนของนักการเมืองระบอบแม้วในจังหวัดต่างๆ เพราะถ้าจะว่าไปแล้วฐานมวลชนสนับสนุนสำนักจานบินกับระบอบแม้วทับซ้อนแทบจะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

การที่สำนักจานบินวางกฎเหล็กห้ามบรรดาสื่อเข้าไปทำข่าวถ่ายภาพอย่างอิสระ รวมทั้งการที่เหล่าสาวกจานบินต่างพากันสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าสะท้อนพิรุธทำตัวลึกลับเหมือนกลัวความลับที่ซ่อนอยู่ภายในสำนักจานบินจะถูกสื่อพบเห็นและเปิดโปงต่อสาธารณะ การที่พระกระบอกเสียงสำนักจานบินอ้างว่า ที่เหล่าสาวกใช้หน้ากากปิดหน้าเพื่อป้องกันฝุ่นก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วทำไมต้องมาอำพรางใบหน้าตอนที่สถานการณ์กำลังใกล้ถึงจุดไคลแมกซ์ โดยก่อนหน้านี้ไม่มีเหล่าสาวกสำนักจานบินใส่หน้ากากปิดหน้า อีกทั้งสำนักจานบินได้ชื่อว่าเคร่งครัดในความเจ้าระเบียบและรักษาความสะอาดเข้มงวด ดังนั้นเหตุผลที่อ้างว่าใส่หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นจึงน่าจะเป็นข้ออ้างและมุสาของพระกระบอกเสียงธรรมกายมักเล่นลิ้นลวงโลกมาตลอด การอำพรางใบหน้าก็เพื่อไม่ให้ถูกจดจำใบหน้าได้ป้องกันการถูกดำเนินคดีหากมีการขัดขวางการจับกุม ธัมมชโย ของฝ่ายเจ้าหน้าที่

พฤติการณ์เล่นลิ้นของพระกระบอกเสียงสำนักจานบินที่ชอบมุสาลวงโลกทำให้นึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า “คนพูดเท็จไม่ทำชั่วเป็นไม่มี”

พฤติการณ์ของ ธัมมชโย และสำนักจานบินที่ผ่านมาถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ต่างจากรัฐอิสระที่ทำตัวเหนือกฎหมายส่อเจตนาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการเข้าจับกุม ธัมมชโย ตามหมายจับซึ่งออกโดยศาล โดยมีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ขวางประตูทางเข้าสำนักจานบิน ใช้แท่งคอนกรีตขนาดใหญ่ขวางถนนที่เข้าสู่สำนักจานบิน โรยตะปูเรือใบทางเข้าสำนักจานบินจนทำให้รถของตำรวจและดีเอสไอที่เข้าไปสังเกตการณ์ถูกตะปูเรือใบได้รับความเสียหายโดยมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว

นี่ยังไม่รู้ว่าภายในสำนักจานบินซ่อนอะไรไว้อีก ซึ่งหากบริสุทธิ์ใจควรให้สื่อทำข่าวได้อย่างเสรีและให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นแต่โดยดีตั้งแต่แรก

นอกจากนี้การที่คนห่มผ้าเหลืองและสาวกสำนักจานบินนั่งขวางประตูทางเข้าสำนักจานบินทุกด้าน ขณะที่คนห่มผ้าเหลืองอีกกลุ่มหนึ่งนั่งขวางทางเข้าอาคารดาวดึงส์ที่สงสัยว่าเป็นแหล่งกบดานของ ธัมมชโย นอกจากเป็นการแสดงเจตนาทำผิดกฎหมายขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผิดวิสัยความเป็นสงฆ์แท้

การที่มานั่งขวางประตูทางเข้าสำนักจานบินหรือทางเข้าอาคารดาวดึงส์แล้วอ้างว่าเพื่อสวดมนต์เป็นการตะแบงโกหกอย่างสิ้นเชิง เพราะการสวดมนต์ควรทำในสถานที่เฉพาะเช่น โบสถ์ อีกทั้งสำนักจานบินมีเนื้อที่นับพันไร่ทำไมต้องเจาะจงมานั่งสวดมนต์ขวางประตูทางเข้า หรือหน้าแหล่งที่คาดว่าเป็นที่ซ่อนตัวของ ธัมมชโย นอกจากมีเจตนาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

จากพฤติการณ์ของสำนักจานบินทั้งหมดถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้สะท้อนความเป็นวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรมแม้แต่น้อย แต่ส่อทำตัวเป็นรัฐอิสระที่อยู่เหนือกฎหมายโดยอาศัยศาสนาบังหน้า เช่นเดียวกันพระสำนักจานบินที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแค่คนห่มผ้าเหลืองซึ่งเป็นสมุนที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาหนีหมายจับ

ทีมข่าวการเมือง

ธัมมชโยยังอยู่แน่หรือ? ข่าวสะพัดแอบเผ่นไปแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248647

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

สังคมกำลังจับตาลุ้นระทึกหลังจากที่มีข่าวว่าศาลได้อนุมัติหมายค้นสำนักจานบินเพื่อจับธัมมชโยตามการร้องขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)โดยกำหนดระยะเวลาให้อำนาจตรวจค้น 4 วัน ระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค.นี้ ซี่งนั่นหมายความว่าแผนปฏิบัติการการบุกจับธัมมชโยเริ่มนับถอยหลังจะต้องเกิดขึ้นไม่วันใดวันหนึ่งในดีเดย์ 4 วันนี้

จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ซึ่งเป็นแม่ทัพฝ่ายตำรวจในการร่วมมือกับดีเอสไอเพื่อปฏิบัติการบุกจับ ธัมมชโย ครั้งนี้ระบุว่าจะมีการใช้แผน “กรกฎ52”

หลายคนอาจสงสัยว่าแผน “กรกฎ52” คืออะไรจึงขอทบทวนขั้นตอนแผนปฏิบัติการเพื่อรักษาความสงบสำหรับเป้าหมายซึ่งเป็นฝูงชนจำนวนมากโดยกำหนดไว้เป็น 4 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการด้านการข่าวอย่างต่อเนื่องและแม่นยำชัดเจนเพื่อให้การปฏิบัติตามแผนมีประสิทธิภาพ ต้องจัดเตรียมกำลังและอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการส่งกำลังบำรุง และการตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนตามแผน นอกจากนี้ยังต้องเตรียมสถานที่ควบคุมและสอบสวนฝูงชน รวมทั้งการปฏิบัติการด้านประชาสัมพันธ์และจิตวิทยามวลชนทุกรูปแบบเพื่อเป็นการป้องปรามและชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของฝ่ายที่ก่อความไม่สงบ ขณะเดียวกันสร้างภาพความชอบธรรมให้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนที่ 2 ขั้นเผชิญเหตุ เมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นให้หน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่จัดกำลังตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุเบื้องต้น ขณะเดียวกันกันพื้นที่จุดที่เกิดความไม่สงบแยกออกจากพื้นที่ทั่วไปและกันประชาชนให้อยู่ห่างจุดเกิดความไม่สงบเพื่อความปลอดภัยและสะดวกต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกันพยายามใช้การเจรจาต่อรองโดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ขณะเดียวกันเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งข้อมูล ภาพถ่ายให้ละเอียดชัดเจนมากที่สุดเพื่อการดำเนินคดีและการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งพยายามย้ำให้เห็นถึงอัตราโทษหากมีการทำผิดกฎหมายเพื่อเตือนสติผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งหากยังไม่เชื่อฟังก็ดำเนินคดีตามกฎหมาย อาทิ ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เมื่อการเจรจาเพื่อคลี่คลายไม่ได้ผลและสถานการณ์กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นถึงขั้นอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทางราชการหรือเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ส่อลุกลามบานปลาย ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์พิจารณาสั่งใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้ ทั้งนี้การใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นไปตามสมควรแก่เหตุและกฎเกณฑ์การใช้กำลังอย่างมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล โดยมีขั้นตอน คือ 1.การแสดงกำลังของตำรวจ 2.การใช้คำสั่งเตือน 3.การใช้มือเปล่าเข้าจับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย 4.การใช้มือเปล่าจับล็อกบังคับ 5.การใช้เครื่องพันธนาการหรือปืนยิงตาข่าย 6.การใช้คลื่นเสียงแรงสูง 7.การใช้น้ำฉีด 8.ใช้อุปกรณ์เคมี อาทิ แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย 9.ใช้กระบองหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตี 10.อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต อาทิ กระสุนยาง อุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า

ขั้นตอนที่ 4 การฟื้นฟู เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลายสู่ภาวะปกติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าเคลียร์พื้นที่และดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันก็เร่งฟื้นฟู บูรณะทรัพย์สินของทางราชการหากได้รับความเสียหาย

มาทางด้านสำนักจานบินจากพฤติการณ์ที่ผ่านมาไม่น่าจะเรียกว่าวัดอีกต่อไป แต่ทำตัวดุจรัฐอิสระที่ไม่ยอมรับหมายจับตามอำนาจศาลและตั้งป้อมสู้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเต็มที่โดยมีการนำรถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ เสาไฟฟ้าคอนกรีตมาปิดประตูทางเข้า ปิดใช้สะพานลอยรถวิ่งรอบสำนักจานบิน มีการระดมขนสาวกทั้งพระและฆราวาสทั่วประเทศมารวมตัวกันภายในสำนักจานบินเพื่อเป็นโล่มนุษย์ป้อง ธัมมชโย มีการตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยไม่ยอมให้สื่อมวลชนเพ่นพ่านทำข่าวอย่างอิสระเหมือนกลัวจะถูกพบเห็นความไม่ชอบมาพากลที่ซ่อนอยู่ภายในสำนักจานบินที่กลายเป็นอาณาจักรลึกลับซึ่งกฎหมายเข้าไปแตะต้องไม่ได้

ทั้งคนห่มผ้าเหลืองและฆราวาสที่ระดมเข้ามาภายในสำนักจานบินถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีพระปลอมหรือพวกม็อบรับจ้างทั้งไทยและต่างด้าวที่แฝงตัวเข้ามาปะปนอยู่ในหมู่สาวกจานบินซึ่งที่น่าสงสัยคือมีการตั้งกฎห้ามสื่อทำข่าวถ่ายภาพบรรดาสาวกจานบินที่จำนวนมากใช้หน้ากากปิดหน้าอำพรางโฉม ซึ่งในการบุกสำนักจานบินของดีเอสไอ ครั้งที่แล้วก็มีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าคนห่มผ้าเหลืองบางคนหน้าตาเหมือนกับพวกกองกำลังฮาร์ดคอร์เสื้อแดงในอดีต และมีกลุ่มชายฉรรจ์ที่ลักษณะไม่น่าจะใช่ผู้ปฏิบัติธรรมซ่องสุมอยู่ในสำนักจานบินโดยมีการขนหีบขนาดใหญ่จำนวนมากขึ้นรถซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอาวุธหรือไม่

หมายค้นก็มีแล้ว แผนปฏิบัติการ “กรกฎ52” ก็เตรียมพร้อมแล้ว แต่คำถามที่ยังเป็นปริศนาดำมืดและยังไร้คำตอบที่ชัดเจน คือ ธัมมชโยยังอยู่ในสำนักจานบินจริงหรือไม่ เพราะข่าวบางกระแสระบุว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่แน่ใจโดยมีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตรวจสอบร่องรอยของ ธัมมชโย จนมีข่าวกระเซ็นกระสายว่า ศิษย์จานบินกลุ่มหนึ่งพาธัมมชโยแอบเผ่นไปยังประเทศเพื่อนบ้านทางรถยนต์ จากนั้นขึ้นเครื่องบินต่อไปยังสาขาสำนักจานบินไม่ที่ออสเตรเลียก็ที่แคนาดาแล้ว ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของฝ่ายรัฐที่ปล่อยให้ผู้ต้องหาตามหมายจับคนสำคัญอย่างธัมมชโยแอบหนีไปได้อย่างลอยนวลต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ ทั้งๆที่พยายามบุกจับตั้งแต่เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ล้มเหลว และทั้งๆ ที่มีการเฝ้าประกบจับตาธัมมชโยตลอด 24 ชั่วโมง

ทีมข่าวการเมือง

สำนักจานบินบังอาจดึงฟ้าต่ำ ตะแบงชวนเชื่ออุ้มธัมมชโย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248527

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

news_default

หลายคนที่ฟังคำแถลงของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของสำนักจานบินแล้วอยากจะอาเจียนและสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอาการจนตรอกของธัมมชโยและสำนักจานบินที่ถึงกับส่อพฤติการณ์บังอาจดึงฟ้าลงต่ำและทำให้ระคายเบื้องพระยุคลบาทด้วยการล่าชื่อสาวกสำนักจานบินยื่นถวายฎีกาเพื่อช่วยธัมมชโยที่เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับ

เรื่องถวายฎีกานั้นลองมาฟังความเห็นของ นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่ชี้ชัดว่า การขอพระราชทานอภัยโทษมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 259 ว่า “ผู้ต้องคำพิพากษาให้
รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้นั้น ผู้ที่ขอรับพระราชทานอภัยโทษต้องถูกฟ้องคดีต่อศาลและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว”

แต่ในกรณีของ ธัมมชโย ยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลและศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ เมื่อศาลยังไม่ได้ลงโทษจึงไม่มีโทษที่จะขอรับพระราชทานอภัยโทษตามบทบัญญัติของมาตรา 259 ได้ อีกทั้งการยื่นฎีกาดังกล่าว ธัมมชโย ก็ไม่ได้ยื่นด้วยตัวเอง และกลุ่มบุคคลที่ยื่นก็ไม่ใช่ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดคือ บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของ ธัมมชโย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษเพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานของรัฐดำเนินคดีแก่ผู้ถูก
กล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายได้ การถวายฎีกาดังกล่าวจึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับให้กระทำได้

มาทางด้านคำแถลงของโฆษกสำนักจานบินที่ส่อพฤติการณ์เหิมเกริมเชิงข่มขู่กดดันอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันสำนักจานบินก็ส่อแอบอ้างดึงฟ้าลงต่ำโดยแถลงการณ์สำนักจานบินกล่าวถึงการถวายฎีกามีสาระสำคัญสรุปได้ว่า “เรื่อง การกราบบังคมทูลฯถวายฎีการ้องทุกข์ ขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ระงับเหตุรุนแรงอันจะบังเกิดขึ้นได้ระหว่างสถาบันชาติกับสถาบันพระพุทธศาสนา………..ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปทส.โดยการนำของพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทำให้คณะศิษย์วัดมีความรู้สึกว่าพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดี สร้างความรู้สึกทุกข์ร้อนคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส การที่จะมีการใช้กำลังบุกจับพระธัมมชโย ถือเป็นการเตรียมการใช้ความรุนแรงซึ่งอาจส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากและอาจส่งผลกระทบเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างสถาบันชาติกับสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน……..ในช่วงเวลานี้ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายได้ร่วมใจกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นประจำทุกวัน และเป็นโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่คนไทยควรสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ควรมีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ……..เวลานี้เหลือที่พึ่งสุดท้ายหนึ่งเดียวที่จึ่งได้คือ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงจำเป็นต้องขอพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลถวายฎีการ้องทุกข์ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อันเปรียบประดุจพระบิดาของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ เพื่อขอพึ่งพระบารมีให้ยุติการดำเนินคดีที่มิชอบดังกล่าวข้างต้น และมิให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้ความรุนแรงทำร้าย ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายต่อประชาชนผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและคนชรา”

นั่นคือสาระสำคัญโดยสรุปในแถลงการณ์ของสำนักจานบิน ขณะที่โฆษกกระบอกเสียงโฆณาชวนเชื่อสำนักจานบินอธิบายเสริมสรุปบางตอนได้ว่า “คณะศิษยานุศิษย์รู้สึกทุกข์ร้อนกังวลว่ากลายเป็นเรื่องบาดหมางรุนแรงระหว่างสถาบันชาติกับสถาบันศาสนา……..คณะศิษยานุศิษย์ คณะสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลกได้จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด องค์กรพุทธนานาชาติจำนวนมากได้ทำหนังสือทักท้วงไปยัง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีขอให้ระงับยับยั้งการใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์ ชาวพุทธและวัดในพระพุทธศาสนา “

จากแถลงการณ์ของสำนักจานบินและคำแถลงของโฆษกของสำนักจานบินสรุปได้ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อตะแบงใช้สารพัดข้ออ้างเพื่อช่วย ธัมมชโย ให้รอดหมายจับ และบังอาจแม้แต่การอ้างอันส่อเป็นเท็จขึ้นกราบทูลเบื้องสูง โดยพยายามอ้างว่า ปัญหาของ ธัมมชโย ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทั้งๆที่การออกหมายจับต้องขออำนาจจากศาล และที่อ้างว่าการจับ ธัมมชโย จะนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างสถาบันชาติและสถาบันพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่ความจริงการออกหมายจับ ธัมมชโย 3 หมายจับครั้งนี้เพราะ ธัมมชโย ทำผิดกฎหมายใน 3 ข้อหาคือ ฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ครอบครองและรุกป่าสงวนแห่งชาติเพื่อตั้งเป็นสาขาสำนักจานบินที่เขาใหญ่ จ.นคราชสีมาและที่จ.เลยหลายร้อยไร่อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่พยายามเจรจาผ่อนปรนให้มอบตัวแต่โดยดีมานานหลายเดือน แต่ ธัมมชโย ถือดีในอิทธิพลของสำนักจานบินทำตัวดุจรัฐอิสระอยู่เหนือกฎหมายดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัวพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม

ส่วนที่อ้างว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยการบุกจับ “ธัมมชโย” จะทำให้มีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากนั้น ปัญหาอยู่ที่ ธัมมชโย และสำนักจานบินไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และฝ่ายเจ้าหน้าที่ย้ำมาตลอดว่าไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง และเรียกร้องให้ ธัมมชโย มอบตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมปัญหาจะได้คลี่คลาย

ดังนั้นสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นหากจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายล้วนเกิดจากธัมมชโยและแกนนำสำนักจานบินไม่กี่คนที่เห็นแก่ตัวส่อเจตนาปลุกระดมสาวกจานบินให้ออกมาขัดขวางเจ้าหน้าที่เพื่อปกป้องธัมมชโย และที่หลายคนสงสัยก็คือไม่แต่สาวกจานบินที่ถูกระดมหรือหลอกให้มาเป็นโล่มนุษย์ แต่อาจจะมีกองกำลังลึกลับที่แฝงตัวพร้อมที่จะปะทะกับฝ่ายเจ้าหน้าที่หวังปกป้องธัมมชโยอย่างถึงที่สุด

ทีมข่าวการเมือง

สังคมระส่ำกม.ไร้ความหมาย เพราะพระเทียมเพียงคนเดียว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248426

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

สังคมตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องบังควรเหมาะสมหรือไม่กรณีที่มีข่าวว่าสำนักจานบินได้ออกแบบฟอร์มล่ารายชื่อบรรดาสาวกให้ได้มากที่สุดเพื่อถวายฎีกาหวังช่วย ธัมมชโยเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์สำนักจานบินให้รอดพ้นโทษความผิดที่ถูกออกหมายจับถึง 3 หมายและกำลังจะถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบุกเข้าจับตัวหลังจากส่อพฤติการณ์ดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัวตามกฎหมายมานาน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งข้อสังเกตว่าโดยปกติการถวายฎีกานั้นจะกระทำก็ต่อเมื่อผู้ต้องหาได้รับโทษตามความผิดแล้วจึงถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ โดยผู้ที่ยื่นเรื่องถวายฎีกาได้นั้นต้องเป็นผู้ต้องหาขออภัยโทษเองหรือญาติเป็นผู้ถวายฎีกาเท่านั้น

แต่สำหรับกรณีของ ธัมมชโย นั้นยังไม่ได้รับโทษซ้ำเป็นการหนีหมายจับตามกระบวนการยุติธรรมจึงไม่เข้าข่ายที่จะถวายฎีกา ดังนั้นการถวายฎีกาทั้งๆ ที่ขัดกฎเกณฑ์การถวายฎีกา อีกทั้งธัมมชโยเองก็อยู่ระหว่างการถูกออกหมายจับตามกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นเรื่องที่ไม่บังควรและไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจเป็นการทำให้ระคายเบื้องพระยุคลบาทดึงฟ้าลงต่ำเพียงเพื่อให้ธัมมชโยรอดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและตามหมายจับซึ่งอนุมัติโดยศาลซึ่งเท่ากับทำลายกระบวนการยุติธรรม หลักนิติรัฐและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้การถวายฎีกาในลักษณะนี้ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานอันเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมเพราะต่อไปผู้กระทำผิดกฎหมายหรืออาชญากรซึ่งมีอิทธิพลพอถูกออกหมายจับก็อาจล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกา

ทั้งนี้หาก ธัมมชโย เป็นสงฆ์แท้ที่สละแล้วซึ่งกิเลสและความเห็นแก่ตัวต้องเข้ามอบตัวสู้คดีอย่างบริสุทธิ์ใจ สงบนิ่งสง่างามเพื่อพิสูจน์ความถูกผิดตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่พยายามดิ้นรนดื้อแพ่งอาศัยเหล่าสาวกเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองตัวเองเพื่อให้รอดหมายจับตามกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงวิกฤตการณ์ที่จะตามมา

นอกจากความพยายามดิ้นรนที่ไม่บังควรด้วยการถวายฎีกาแล้ว ขณะนี้ยังมีข่าวว่ามีการนำรถไปขนคนเข้ามาในสำนักจานบินจำนวนมาก ขณะที่สถานการณ์กำลังจะถึงจุดไคลแม็กซ์ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกำลังเตรียมจะบุกเข้าควบคุมตัว ธัมมชโย หลังดื้อแพ่งมานานโดยอ้างว่าสาวกเหล่านี้มาเพื่อมาสวดมนต์

ข้อน่าสังเกตก็คือการที่ต้องใช้รถไปขนเหล่าสาวกด้านหนึ่งอาจสะท้อนความเสื่อมของสำนักจานบินที่ช่วงหลังสาวกมีจำนวนน้อยลงมากจึงต้องทำทุกวิถีทางถึงขนาดต้องเกณฑ์สาวกมาชุมนุมปกป้อง ธัมมชโย ให้ได้มากที่สุด และไม่แน่ว่าคนที่ขนมาอาจถูกจ้างโดยเฉพาะคนต่างด้าว อาทิ ชาวพม่าหรือกัมพูชา เพราะน่าสงสัยว่าสำนักจานบินออกกฎเข้มงวดห้ามสื่อสัมภาษณ์หรือถ่ายภาพบรรดาสาวกที่มารวมตัวอยู่ในสำนักจานบินอย่างเด็ดขาด หรือเพราะเกรงความลับบางอย่างจะถูกเปิดเผย

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ล่าสุดต่อเรื่องการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย สะท้อนว่าประชาชนเพียงไม่ถึงร้อยละ 1.5ที่เห็นว่า ธัมมชโย ไม่ได้ทำความผิดใดๆ โดยประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นว่าเจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายกับธัมมชโย หรือไม่ ธัมมชโย ก็ควรมอบตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ที่สำคัญเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีกับ ธัมมชโยภายใน 3 เดือนตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ประกาศไว้ ปรากฏว่า ประชาชนแค่ร้อยละ 14.40 ที่ระบุว่ามั่นใจมาก ร้อยละ 16.40 ค่อนข้างมั่นใจ ที่เหลือไม่มั่นใจเลยหรือไม่ค่อยมั่นใจ

เมื่อหันมาดูท่าทีล่าสุดของฝ่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)นำโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ และฝ่ายตำรวจซึ่งมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมามีการเลื่อนเส้นตายมาแล้วหลายเส้นมาล่าสุดมีรายงานข่าวว่ากำหนดเส้นตายใหม่เพื่อเผด็จศึกจับ ธัมมชโย อีกแล้วคือเช้าตรู่วันที่ 13 ธ.ค.นี้

โดยมีรายงานข่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่สำนักจานบินมีคำสั่งด่วนที่สุดถึงตำรวจทุกจังหวัดในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 เตรียมความพร้อมกำลังควบคุมฝูงชนโดยให้จ.สมุทรปราการ นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง และลพบุรี เตรียมกำลังจังหวัดละ 2 กองร้อยจังหวัดสิงห์บุรีและชัยนาทจังหวัดละ1 กองร้อย และให้จังหวัดสมุทรปราการนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี เตรียมรถขยายเสียงจังหวัดละ 1 คัน โดยขอให้พร้อมปฏิบัติการได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง

รายงานข่าวระบุอีกว่าได้มีการประสานไปยังกองทัพเพื่อขอกำลังทหารเป็นกำลังสนับสนุนในกรณีจำเป็นด้วย โดยขณะนี้มีการวางเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าประจำจุดรอบสำนักจานบินเพื่อจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และตามแผนปฏิบัติการในวันดีเดย์บุกสำนักจานบินจะมีการวางกำลังปิดล้อมรอบสำนักจานบินทั้งหมดโดยห้ามคนภายนอกเข้าไปภายในสำนักจานบินอย่างเด็ดขาดเพื่อตัดกำลัง ขณะเดียวกันจะอนุญาตให้คนภายในสำนักจานบินออกมาได้เพื่อเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกที่กลับใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เพราะฉะนั้นเช้าตรู่วันที่ 13 ธ.ค. คงได้รู้กันว่าเส้นตายจะเลื่อนตามเคยอีกหรือไม่ ท่ามกลางเสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่จากผลสำรวจนิด้าโพลที่ไม่ค่อยจะมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะเอาจริงบังคับใช้กฎหมายกับธัมมชโยซึ่งปัญหาความระส่ำระสายปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าล้วนเกิดจากพระเทียมที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายเพียงคนเดียว

ทีมข่าวการเมือง

นักลากตั้งดิ้นค้านหัวชนฝา ผวากฎเหล็กกม.พรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/248304

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

news_default

หนึ่งใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก 10 ฉบับที่สำคัญก็คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วเตรียมนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและให้ความเห็นชอบก่อนที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พรรคการเมืองปรับปรุงตัวเองเพื่อเรียกความเชื่อมั่นแห่งสถาบันการเมืองให้กลับคืนมาและพรรคการเมืองทำงานได้อย่างอิสระ สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตรวจสอบได้ และมีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้พรรคการเมืองทำผิดกฎหมาย

โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ผ่านการพิจารณาจาก กรธ.แล้วกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีหน้าที่อย่างน้อย 4 กิจกรรมคือ 1.เสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผล 2.เสนอแนวทางพัฒนาประเทศ แก้ปัญหาในสังคมโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุและจิตใจ 3.ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างมีเหตุผล 4.ส่งเสริมสมาชิกและประชาชนให้สามัคคี ปรองดองยอมรับความเห็นต่างทางการเมือง หากพรรคใดฝ่าฝืนหน้าที่ข้างต้นต้องถูกลงโทษรุนแรงคือยุบพรรค ขณะที่กรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งหมายถึงหมดสิทธิลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต

ส่วนการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้ภายใน 1 ปี พรรคต้องหาสมาชิกให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องมีสาขาประจำภาค และภายใน 4 ปีต้องมีสมาชิกให้ได้ 20,000 คน หากพรรคใดทำไม่ได้ต้องถูกลงโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท และปรับวันละ 1,000 บาท จนกว่าทำให้ถูกต้อง ขณะที่การมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคกำหนดให้มีส่วนร่วมทั้งการทำนโยบาย เลือกกรรมการบริหารพรรคและส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อผ่านตัวแทนสาขาพรรค

นอกจากนี้ยังกำหนดบทลงโทษพรรคการเมืองอย่างเข้มข้นในหลายกรณีประกอบด้วย

1.ห้ามคนนอกรวมถึงผู้ไม่มีสัญชาติไทย ผู้ที่ถูกคำสั่งห้ามดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง หรือมีส่วนในกิจกรรมทางการเมืองของพรรคไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม หากพรรคใดฝ่าฝืน กรรมการบริหารพรรคต้องถูกจำคุกตั้งแต่ 7-15 ปี ปรับ 4 หมื่นถึง 3 ล้านบาท และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

2.ห้ามพรรคการเมืองซื้อตัวบุคคล หรือห้ามผู้ใดเรียกเงินจากพรรคเพื่อประสงค์ขายตัวในทางการเมือง หากฝ่าฝืนต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 3-5 ปี และปรับ 6 หมื่น ถึง 1 แสนบาท รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย

3.ห้ามพรรคเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินเพื่อแลกกับตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งบริหารหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐ รวมถึงห้ามพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคส่งเสริมให้บุคคลกระทำการโค่นล้มราชบัลลังก์ บ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ราชการแผ่นดิน ความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน และการกระทำที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ หากฝ่าฝืนต้องโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยกรณีที่ศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

จากโฉมหน้าเบื้องต้นของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทำให้บรรดาตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาคัดค้านแบบหัวชนฝา อาทิ นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดลงโทษนักการเมืองโดยอ้างว่ารุนแรงเกินไปรวมทั้งการที่กำหนดให้กระจายอำนาจพรรคการเมืองไปสู่สาขาพรรคนั้นในทางปฏิบัติคงไม่เกิดผลเพราะยิ่งทำให้นายทุนใหญ่ในจังหวัดครอบงำ ซึ่งความจริงควรให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแบบเดิมดีกว่า อีกทั้งการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายเงินสนับสนุนพรรคเป็นการบีบทำให้ประชาชนเข้าถึงพรรคได้ยาก

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดให้พรรคการเมืองต้องตรวจสอบรายชื่อสมาชิกพรรคที่ซ้ำซ้อนทำให้เป็นภาระสำหรับพรรคการเมืองที่ขณะนี้มีเวลาทำกิจกรรมทางการเมืองน้อยอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเมืองในบางประเด็นซึ่งเป็นรายละเอียด แต่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่ายอมรับได้สำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่กรธ.ยกร่าง ส่วนข้อคัดค้านในรายละเอียดพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมาย

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงและร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเป็นผลพวงจากนโยบายที่จะปฏิรูปประเทศให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ของธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเลวร้ายที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การต่อต้านพ.ร.บ.พรรคการเมืองโดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยจึงสะท้อนความหวาดผวาต่อกฎเหล็กคุมประพฤติพรรคการเมืองที่มีความเข้มข้นและแฝงด้วยเป้าหมายที่มุ่งขัดขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม

ทีมข่าวการเมือง