เครือข่ายอาณาจักรจานบินสะเทือน นับถอยหลังสู่จุดล่มสลาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250671

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

นับเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการขุดรากถอนโคนขบวนการรัฐอิสระเหนือกฎหมายที่ส่อพฤติการณ์เหิมเกริมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมากขึ้นทุกขณะ ทั้งสำนักจานบินและมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเครือข่ายเครื่องมือในการปกป้องและช่วยแผ่ขยายอิทธิพลของสำนักจานบินตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ความเหิมเกริมทำตัวดุจรัฐอิสระอยู่เหนือกฎหมายของสำนักจานบินล่าสุดก็คือ เหล่าสาวกทั้งพระและฆราวาสที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าจัดทัพท้าทายอำนาจรัฐตั้งป้อมสู้เต็มที่หวังขัดขวางการเข้าตรวจค้นจับกุม ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับถึง 3 คดีโดยมีการตั้งเต็นท์ขวางประตู 5 พร้อมทั้งมีการขนเสาคอนกรีตปิดถนนเพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่

ประชาชนจำนวนไม่น้อยเอือมระอาต่อพฤติการณ์ดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายของสำนักจานบินเต็มทีและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เอาจริงในการบุกเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุม ธัมมชโย ที่เป็นผู้ต้องหาหนีอาญาแผ่นดิน ขณะเดียวกันควรจับกุมเหล่าสาวกสำนักจานบินทุกคนที่ขัดขวางการปฏิบัติงานตามกฎหมายของฝ่ายเจ้าหน้าที่แล้วนำตัวไปทำประวัติถ่ายภาพและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพราะเชื่อแน่ว่าจะต้องเจอเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหล่าสาวกที่สวมหน้ากากไอ้โม่งเหล่านี้ เพราะอาจเป็นสาวกหรือโล้นต่างด้าวห่มผ้าเหลือง หรือชาวบ้านที่ถูกจ้างมา บางคนอาจเป็นแกนนำฮาร์ดคอร์เสื้อแดงที่แฝงตัวปะปนอยู่ในกำแพงมนุษย์จานบินเพื่อสร้างสถานการณ์บางอย่าง

ความเคลื่อนไหวของเหล่าสาวกที่ถูกระดมเข้าไปตั้งกำแพงมนุษย์ในสำนักจานบินที่ต้องจับตาอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พวกต่างด้าวโดยเฉพาะพม่าเพราะพระพม่าอันทรงอิทธิพลต่อชาวพม่าและมีแนวคิดซาดิสต์แบบสุดขั้วคือ พระวีระ ตู ที่เคยประกาศสงครามล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมในพม่าจนเกิดโศกนาฏกรรมนองเลือดมาแล้ว โดย พระวีระ ตู ผู้นี้มีความสนิทสนมกับ ธัมมชโย และได้รับการขอความช่วยเหลือให้ปลุกระดมชาวพม่าในไทยซึ่งมีอยู่ถึง 3 ล้านคนสนับสนุนสำนักจานบินปกป้อง ธัมมชโย โดยโกหกบิดเบือนอ้างว่าอำนาจรัฐไทยให้การสนับสนุนพวกมุสลิมเข่นฆ่าชาวไทยพุทธ

การที่สำนักจานบินตั้งป้อมสู้เต็มที่อีกด้านหนึ่งเหมือนต้องการยั่วยุให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหมดความอดทนบุกเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุม ธัมมชโย ซึ่งจะตกหลุมพรางการสู้แบบเลือดเข้าตาของสำนักจานบินที่จะต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะลุกลามไปสู่ความรุนแรง ยิ่งมีการสูญเสียนองเลือดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเข้าแผนสำนักจานบินที่จะอาศัยเป็นข้ออ้างกระพือข่าวให้ครึกโครมไปทั่วโลกสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในการชักศึกเข้าบ้านใช้โลกล้อมไทยเหมือนวิธีการเดียวกับที่ระบอบแม้วชอบใช้ อันเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐคสช. ขณะเดียวกันก็เป็นข้ออ้างในการกดดันเรียกร้องให้ยกเลิกความผิดทั้งหมดกว่า 170 คดีของ ธัมมชโย และสำนักจานบิน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ชี้ว่าสาเหตุที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ผลีผลามบุกจับ ธัมมชโย ก็เพราะประเมินแล้วว่าอาจตกหลุมพรางของสำนักจานบิน ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้บานปลายเพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนให้รัดกุมรอบคอบและรอโอกาสที่เหมาะสม

คำถามก็คือจะรอถึงเมื่อไหร่ และอย่างไร เพราะยังไงสำนักจานบินก็ไม่ยอมเลิกล้มแผนตั้งป้อมสู้แน่นอน

ส่วนทางด้านความเคลื่อนไหวของ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ พระประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ถูกมองว่าเป็นพระเสื้อแดงออกมาฮึ่มขู่ปลุกม็อบผ้าเหลืองอันธพาลที่เคยล็อกคอทหารที่พุทธมณฑลให้ออกมาต้านการแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ยกเลิกมาตรา 7 ตัดอำนาจการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชของ มส. แล้วคืนพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเพราะ พระประสาร หรือ นายประสาร หนองพร้าว อดีตแกนนำเสื้อแดง ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งจากระบอบแม้วและสำนักจานบินจนเป็นใหญ่ในวงการผ้าเหลือง

การที่ พระประสาร ออกมาต้านการแก้มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ ก็เพราะเป็นยุทธศาสตร์ที่ชี้ความล่มสลายของเครือข่ายอาณาจักรสำนักจานบินซึ่งที่ผ่านมามี(มส.)ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเครื่องมือคอยปกป้อง ธัมมชโย รวมทั้งแผ่ขยายอิทธิพลของสำนักจานบินด้วยการเลื่อนสมณศักดิ์พระสายจานบินขึ้นมาคุมอำนาจวงการผ้าเหลืองทั่วประเทศในทุกระดับ และที่สำคัญคือตั้งพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นสมัครพรรคพวกสายจานบินกุมอำนาจใน มส.เพื่อคอยปกป้องและแผ่ขยายอิทธิพลของอาณาจักรจานบินในระยะยาว โดยร่วมมือกับพันธมิตรคือระบอบแม้วโดยต่างมีแนวคิดยึดครองประเทศทั้งศาสนจักรและอาณาจักร ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและนี่อาจเป็นที่มาของการที่ต้องแก้ไขมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.สงฆ์

ขณะนี้สำนักจานบินอยู่ในสภาพหลังพิงฝาเพราะ ธัมมชโย และบรรดาพระแกนนำสำนักจานบินต่างมีคดีติดตัวหนีหมายจับกันหัวซุกหัวซุน ยิ่งหาก มส.ไร้อำนาจในการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตาม พ.ร.บ.สงฆ์ เท่ากับแผนดันก้น สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ธัมมชโย ขึ้นเป็นพระสังฆราชสืบทอดอำนาจสำนักจานบินทั้งๆ ที่ สมเด็จช่วง มีคดีอื้อฉาวครอบครองรถเบนซ์โบราณเถื่อนติดตัวต้องล้มเหลว และเท่ากับอนาคตล่มสลายของเครือข่ายอาณาจักรจานบินอยู่อีกไม่ไกลนัก

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเป็นเอกฉันท์แก้ไขมาตรา 7 ร่าง พ.ร.บ.สงฆ์แบบ 3 วาระรวดเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายหลังทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซี่งนั่นหมายถึงการตัดบทบาทของมส.ในการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อีกทั้งการกำหนดให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ และที่สำคัญพระราชาคณะที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆราชไม่จำเป็นต้องมีสมณศักดิ์สูงสุดตามร่างพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับเดิม

เพราะฉะนั้นนี่คือสัญญาณล่มสลายของอาณาจักรเครือข่ายสำนักจานบินที่กำลังนับถอยหลัง !

ทีมข่าวการเมือง

กลุ่มผ้าเหลืองหน้าเดิมร้อนตัว ปลุกต้านปฏิรูปพรบ.สงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250562

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

news_default

ทันทีที่มีข่าวว่า 84 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เข้าชื่อเตรียมเสนอแก้ พ.ร.บ.สงฆ์พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 โดยให้ยกเลิกมาตรา 7 ยกเลิกอำนาจของมหาเถรสมาคมในการเห็นชอบแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแทน ปรากฏว่าแกนนำโล้นเสื้อแดงหน้าเดิมออกมาจุดชนวนต้านการแก้ไขมาตรา 7 พ.ร.บ.สงฆ์แบบสุดตัว

มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีสาระสำคัญว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช……”ขณะที่ แนวคิดของกลุ่ม 84 สนช.ให้ยกเลิกมาตรา 7 ทั้งหมดแล้วแก้ไขเป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” โดยเป็นการตัดบทบาทของมหาเถรสมาคมในการเห็นชอบแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชออกไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเหตุผลที่มาที่ไป เนื่องจากไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบทบาทของมหาเถรสมาคมในช่วงหลังไม่เป็นที่ยอมรับและถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มการเมืองและเรื่องอิทธิพลผลประโยชน์เข้าไปครอบงำองค์กรสูงสุดของสงฆ์ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติในอนาคต

พระเมธีธรรมาจารย์ หรือพระประสาร ที่อุปโลกน์ตัวเองเป็น เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เจ้าเก่าออกมาคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ของ 84 สนช.แบบทันทีทันใด โดยอ้างว่า มีความผิดปกติเพราะจากการพยายามปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเรื่อยมาจนถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายที่ดำเนินการในเรื่องนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่ตรงกันอย่างหนึ่งคือ การแก้ที่มาของการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

“ขอถามว่าทำไมมีความเดือดร้อนอะไรกันมากมายขนาดนี้ต่อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชของคณะสงฆ์ไทย ทำไมวันนี้จึงมีการดิ้นรนอะไรกันเช่นนี้ บอกได้เลยว่าถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบนี้เสนอแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ ท่านจะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้”

ความจริงคำว่า “พระสังฆราช” ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นสงฆ์ของพระราชา ซึ่งแต่เดิมโดยจารีตประเพณีที่ยึดถือมาแต่โบราณพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เพราะสมเด็จพระสังฆราชมีความผูกพันใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์อย่างไม่อาจแยกจากกันเนื่องจากต่างเป็นตัวแทน 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกทั้งบรรพกษัตริย์ของไทยตั้งแต่โบราณกาลทรงเป็นศาสนูปถัมภกที่ศรัทธาเคร่งครัดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาตลอด ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์บางพระองค์ถึงกับทรงออกผนวชตลอดพระชนม์ชีพ

ที่ผ่านมาจากแต่เดิมพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเด็ดขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์มาหลายครั้งจนล่าสุดเมื่อปี 2535 ที่ให้มหาเถรสมาคม(มส.)เข้ามามีบทบาทในการเสนอชื่อแต่งตั้งประมุขสงฆ์ รวมทั้งมีการกำหนดเรื่องสมณศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยระบุให้ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งอาจมองได้ว่าไม่ต่างจากการลดทอนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ดังนั้นการที่ 84 สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงกลับมามีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไม่ดีตรงไหนและทำไมขบวนการผ้าเหลืองหน้าเดิมๆ ถึงบังอาจเหิมเกริมออกมาคัดค้าน

การคืนพระราชอำนาจไปสู่พระมหากษัตริย์ตามจารีตประเพณีเดิมที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไม่เห็นพวกเสื้อแดงในคราบผ้าเหลืองเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วกับสำนักจานบินต้องออกการดิ้นรนร้อนตัวเป็นเจ้าเข้า

หรือเพราะกลัวว่าหากมีการแก้ พ.ร.บ.สงฆ์แล้วจะทำให้แผนยึดครองประเทศทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรของสองพันธมิตรคู่หูคือสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้ว รวมทั้งการปกป้องช่วยเหลือ ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบิน ต้องพังทลายลง

ความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงและความเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นระหว่างสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วเป็นที่ประจักษ์ อาทิ การที่อัยการยุครัฐบาลแม้วเรืองอำนาจถอนฟ้องธัมมชโย เอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่อัยการชุดเดิมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนธัมมชโย หลุดคดียักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วอย่างลอยนวลทั้งๆ ที่ศาลกำลังจะพิพากษาโทษ

ความเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นระหว่างสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วยังได้รับการยืนยันจาก นพ.เหวงโตจิราการ อดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว และแกนนำคนเสื้อแดง ที่เคยกล่าวว่าสำนักจานบินเป็นฐานกำลังสำคัญที่แนบแน่นกับขบวนการเพื่อแม้ว

การออกมาขู่ปลุกม็อบผ้าเหลืองดับเครื่องชนสนช.กรณีแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ของพระประสารครั้งนี้ความจริงไม่น่าแปลกใจหากศึกษาปูมหลังของแกนนำเสื้อแดงในคราบผ้าเหลืองผู้นี้ เพราะมีความใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจของนายใหญ่เจ้ามูลแม้วเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็เป็นตัวประสานระหว่างขบวนการเพื่อแม้วและเครือข่ายสำนักจานบิน โดยที่ผ่านมาพระประสาร นอกจากหนุนช่วยขบวนการเพื่อแม้วแล้วยังออกมาเคลื่อนไหวปกป้อง ธัมมชโย มาตลอด และเป็นแกนนำตัวตั้งตัวตีระดมม็อบผ้าเหลืองออกมาแสดงพลังที่พุทธมณฑลก่อนหน้านี้เพื่อข่มขู่กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รีบแต่งตั้ง สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ทำหน้าที่รักษาการสมเด็จพระสังฆราช และเป็นอาจารย์ของ ธัมมชโยขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชโดยเร็วเพราะมีสมณศักดิ์สูงสุดขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวโจมตีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการผลักดัน สมเด็จช่วง เป็นสมเด็จพระสังฆราชเพราะพัวพันคดีรถเบนซ์โบราณเถื่อนซ้ำคอยปกป้อง ธัมมชโย มาตลอด ซึ่งการแลดงพลังของม็อบผ้าเหลืองที่พุทธมณฑลครั้งนั้นถึงกับแสดงความถ่อยดิบเถื่อนเฮโลบุกพังรถและล็อกคอทำร้ายทหารที่เข้าไปดูแลความสงบ โดยที่ฝ่ายทหารไม่ต่อสู้ขัดขืนแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้นขบวนการสมุนสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วอย่าส่อร้อนตัวเพราะหมดยุคแล้วสำหรับขบวนการจอมปลอมที่อาศัยวงการผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

ทีมข่าวการเมือง

ปฏิบัติการเขย่าขวัญสาวกจานบิน นับถอยหลังก่อนบุกจับธัมมชโย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250434

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

news_default

อาณาจักรดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายสำนักจานบินที่แผ่ขยายอิทธิพลมานานถึง 46 ปี มาถึงเวลานับถอยหลังใกล้จุดจบเข้าไปทุกขณะซึ่งนอกจากวิกฤติศรัทธาของเหล่าสาวกจำนวนมากที่ขณะนี้จำนวนไม่น้อยที่เริ่มหูตาสว่างได้เห็นธาตุแท้ตัวตนที่แท้จริงของธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักที่มีคดีเป็นชนักปักหลังถูกออกหมายจับเบื้องต้น 3 หมายฐานฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น และรุกป่าสงวนแห่งชาติตั้งเป็นสาขาสำนักจานบินที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และจ.เลย ขณะที่สำนักจานบินเองถูกดำเนินคดีถึงกว่า 160 คดีจนมีสภาพไม่ต่างจากอาณาจักรเถื่อนที่เต็มไปด้วยเรื่องผิดกฎหมาย

หลังจากเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาหลายครั้ง ล่าสุดกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และกำลังตำรวจหน่วยปราบจลาจล โดยมีกำลังทหารเป็นกำลังหนุนสำรองได้เริ่มแผนปฏิบัติการเข้าตรวจค้นภายในสำนักจานบินเพื่อจับกุม ธัมมชโย โดยปฏิบัติการครั้งนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีเพียงมือเปล่าไม่มีการพกอาวุธแต่อย่างใดทั้งสิ้นเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์รุนแรง เว้นแต่จะมีการสร้างสถานการณ์จากภายในสำนักจานบินเพื่อให้เรื่องลุกลามบานปลายกลายเป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมตามแผนโลกล้อมไทย

ความเสื่อมของสำนักจานบินและ ธัมมชโย เกิดจากการถูกตีแผ่ธาตุแท้เรื่องอื้อฉาวที่ถูกปิดบังอำพรางมานาน ทั้งการเผยแพร่ลัทธิที่วิปริตผิดเพี้ยนจากหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาที่แท้จริง ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อธุรกิจขายบุญเพื่อแสวงหาทรัพย์และกิเลสแทนที่จะมุ่งเผยแผ่แก่นแท้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้มุ่งปล่อยวางเลิกยึดติดกับกิเลสทั้งปวง

ธัมมชโย อาศัยรูปลักษณ์สร้างภาพตัวเองดุจพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดด้วยบัญชาจากสวรรค์ ขณะเดียวกันสำนักจานบินถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาศัยหลักการตลาดสร้างรูปแบบในการโฆษณาชวนเชื่อมอมเมาให้เหล่าสานุศิษย์งมงายเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ด้วยการสร้างสถานที่อันใหญ่โตอลังการ สะอาดเป็นระเบียบและจัดพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงตระการตา และมายาภาพแห่งอิทธิปาฏิหาริย์ที่ดูเสมือนจริงเพื่อให้เกิดอุปาทานหมู่ศรัทธาคล้อยตาม โดยที่คำโฆษณาชวนเชื่อไม่เคยพูดถึงแก่นแท้ของหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาแม้แต่น้อย

ธัมมชโย สร้างภาพตัวเองดุจผู้วิเศษและโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถพาใครก็ได้ที่ทุ่มทำบุญให้กับสำนักจานบินขึ้นสวรรค์หรือไปพบพระพุทธเจ้า โดยยิ่งทำบุญมากก็ยิ่งได้ขึ้นสวรรค์ชั้นที่หรูหราไฮโซมากขึ้นเท่านั้น

พฤติกรรมของสำนักจานบินตรงกันข้ามกับหลักพุทธศาสนาที่เน้นให้สมถะเรียบง่ายถอยห่างจากกิเลสทั้งปวง เพราะสำนักจานบินมุ่งสะสมทรัพย์สินและขยายธุรกิจขายบุญ ตลอดจนมุ่งแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลมากขี้นเรื่อยๆ

ทรัพย์สินของสำนักจานบินทั่วประเทศและในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการประเมินกันว่าอาจมีมูลค่าสูงถึงกว่า 4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินถึงเกือบเท่าตัว โดยในต่างประเทศสำนักจานบินกว้านซื้อคฤหาสน์หรูหราราคาแพงตั้งเป็นสาขาสำนักจานบินในต่างแดน

ทรัพย์สินของสำนักจานบินทั้งในประเทศและนอกประเทศมูลค่ามหาศาลถูกตั้งข้อสงสัยในที่มาที่ไปเพราะอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการทำผิดกฎหมาย จึงควรมีการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐเพื่อนำทรัพย์สินของวัดซึ่งควรเป็นสมบัติของสาธารณะและใช้ให้เกิดประโยชน์กับพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นแหล่งทำมาหากินและเป็นขุมทรัพย์ของคนบางกลุ่ม

พฤติการณ์ส่อไปในทางเลวร้ายของ ธัมมชโย ทำให้เคยถูกออกหมายจับคดียักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวมาแล้วเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วรวมทั้งการอวดอุตริมนุสธรรมจน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เคยมีพระบัญชาให้ ธัมมชโย ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่ปี 2542 แต่มหาเถรสมาคม(มส.)ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจานบินรวมทั้งการช่วยเหลือของรัฐบาลทักษิณในอดีตทำให้ ธัมมชโย ลอยนวลมาจนทุกวันนี้

สำนักจานบินยังส่อพฤติกรรมทำตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายและส่อพฤติการณ์ซ่องสุมอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลมุ่งแผ่ขยายอิทธิพลฝังรากลึกในแทบจะทุกองคาพายพของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นกับระบอบทักษิณหวังยึดครองประเทศทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ดังนั้น สำนักจานบินนอกจากส่อพฤติการณ์เป็นภัยร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนาแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติด้วย เพราะเงินและผลประโยชน์มหาศาลสามารถแม้แต่จ้างผีให้โม่แป้ง จีงไม่แปลกที่องค์กรสงฆ์สูงสุดอย่าง มส. พระเถระผู้ใหญ่จำนวนมากทั่วประเทศ ข้าราชการจำนวนไม่น้อยล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจานบิน ยังไม่พูดถึงสาวกสำนักจานบินทั่วประเทศจำนวนมากที่พร้อมจะทำทุกอย่างตามคำสั่งของเจ้าลัทธิ

สำนักจานบินขณะนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝาจากการถูกกรรมการและกฎหมายตามเช็คบิลโดยล่าสุดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเห็นชอบให้ถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ดีเอ็มซีของสำนักจานบินเนื่องจาก นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกสำนักจานบิน ที่ถูกออกหมายจับก่อนหน้านี้มีพฤติการณ์ส่อไปในทางปลุกปั่นสาวกสำนักจานบินเพื่อขัดขวางการเข้าจับกุม ธัมมชโย ของฝ่ายเจ้าหน้าที่อันเป็นการทำให้เกิดความวุ่นวายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

แผนปฏิบัติการบุกสำนักจานบินวันแรกครั้งนี้ถือเป็นเพียงการเขย่าขวัญเตือนสติเหล่าสาวกสำนักจานบิน โดยเพียงทำการรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่างๆ เท่านั้นเพื่อเคลียร์ทางก่อนที่จะดีเดย์ปฏิบัติการจริงจับธัมมชโย แผนปฏิบัติการครั้งนี้จึงอาจเป็นสัญญาณนับถอยหลังสำหรับ ธัมมชโย และสำนักจานบินเพราะเหล่าพระแกนนำที่คุมอำนาจในสำนักจานบินขณะนี้ต่างหนีหมายจับเอาตัวรอดจนหมดสิ้นโดยเฉพาะพระทัตตชีโว อดีตเจ้าสำนัก ส่วนธัมมชโย หากยังอยู่ในสำนักจานบินก็ไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกกักบริเวณเพื่อรอการถูกจับสึกก่อนเข้าคุกซึ่งนั่นหมายถึงสัญญาณล่มสลายของสำนักจานบิน

ทีมข่าวการเมือง

โพลล์ชี้มหาชนหนุนรัฐบาลคสช. สะท้อนสุดเอือมวงจรอุบาทว์ธุรกิจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250268

news_default

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกคงจะพากันงงไปตามกันเมื่อผลสำรวจของของโพลล์สะท้อนว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศยังเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มากกว่าบรรดารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ผลสำรวจของโพลล์ทุกสำนักตลอดช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่คสช.เข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศเมื่อ 3 ปีที่แล้วล้วนสะท้อนปฏิกิริยาของมหาชนอย่างสอดคล้องกันมาตลอดว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อมั่นไว้ใจรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะตัวนายกฯลุงตู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ล่าสุดผลสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลบิ๊กตู่ที่มาจากการรัฐประหารกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศร้อยละ 48.84 มองว่ารัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ดีกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งเพราะทำงานได้รวดเร็ว คล่องตัวภายใต้อำนาจพิเศษ บ้านเมืองเกิดความสงบไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรง รัฐบาลทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และมีผลงานให้เห็น

ขณะที่ร้อยละ 23.72 เห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดีกว่ารัฐบาลผลพวงจากการรัฐประหาร เพราะมาจากเสียงของประชาชน เป็นประชาธิปไตย รู้ปัญหา มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ

ส่วนอีกร้อยละ 17.83 มองว่าดีพอๆ กันเพราะไม่ว่าจะมาจากระบบใดก็สามารถบริหารบ้านเมืองได้ ทำงานได้ดี มีนโยบายเพื่อประชาชน และ 9.61 เห็นว่า แย่พอๆ กันเพราะยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไม่ได้ ยังมีการทุจริตคอร์รัปชั่น มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์

ต่อคำถามถึงข้อดีข้อเสียของรัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ที่มาจากการรัฐประหาร ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า ข้อดีคือ มีอำนาจเด็ดขาด พูดจริงทำจริง บ้านเมืองสงบไม่มีการชุมนุมประท้วงวุ่นวาย การทำงานคล่องตัวแก้ปัญหาได้เร็ว ส่วนข้อเสียคือ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขาดการคานอำนาจ ตรวจสอบไม่ได้ และเป็นเผด็จการ

ส่วนเสียงสะท้อนของประชาชนจากการสำรวจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ข้อดีคือ ประชาชนเลือกเอง มีประสบการณ์ รู้ปัญหาเพราะอยู่ในพื้นที่ แก้ปัญหาได้เร็ว ส่วนข้อเสียคือ ทุจริตคอร์รัปชั่น ซื้อสิทธิขายเสียง แบ่งพรรคแบ่งพวก ทะเลาะเบาะแว้ง ใช้นโยบายและทำงานแบบเดิมๆ นักการเมืองส่วนใหญ่ล้วนหน้าเก่า

มาทางด้านความเห็นของเคลื่อนไหวและนักวิชาการอย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย(สปท.) มองว่า แม้ชนชั้นกลางจะพึงพอใจกับการแก้ปัญหาความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลคสช. แต่ก็เริ่มอึดอัดกับปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองต่อเนื่องไปถึงปัญหาปากท้องประชาชนคนระดับล่าง และเริ่มมีข่าวคราวการทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงราชการหรือคนวงในของอำนาจ

นอกจากนี้ในภาคประชาสังคมยังเกิดความขัดแย้งในหลายพื้นที่จากยุทธศาสตร์เขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสวนทางกับนโยบายประชารัฐที่เป็นวาระแห่งชาติเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชนและภาคเอกชน

ส่วนการปฏิรูปประเทศเริ่มอืดโดยเฉพาะในส่วนโรดแมปรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก โดยหลังจากที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา แรงส่งของการปฏิรูปประเทศกลับลดน้อยลงส่งผลให้การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูป รวมทั้งทิศทางของแม่น้ำ 5 สายขาดความคึกคักและอ่อนพลังจนไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนโดยต่างคนต่างทำอยู่ในวงแคบ

นายสุริยะใส ฟันธงว่า แนวโน้มการเมืองไทยปีหน้าจึงเป็นไปได้สูงว่า ภูมิทัศน์การเมืองในทุกปริมณฑลจะเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มรูป ความขัดแย้งวุ่นวายไร้ระเบียบ ทั้งในและนอกประเทศยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ข้อน่าสังเกตก็คือ แม้ประเทศยังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน แต่ผลสำรวจของโพลล์ทุกสำนักตลอดช่วงที่ผ่านมากลับสะท้อนว่ามหาชนส่วนใหญ่ยังศรัทธาเชื่อมั่นในรัฐบาลนายกฯลุงตู่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเท่ากับชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักผลงานในเรื่องการสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ รวมทั้งความไว้วางใจในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลเป็นสำคัญ

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องนั้นประชาชนคงเข้าใจว่าขณะนี้ เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะซบเซาย่อมส่งผลกระทบต่อไทย อีกทั้งขณะนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาจนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับและเศรษฐกิจของไทยหากเทียบกับอีกหลายประเทศไทยยังดีกว่ามาก

แต่สิ่งสำคัญที่มหาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลคสช.อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาเป็นเวลา 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเอือมระอารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเต็มที และอยากเห็นการเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังเพื่อจะได้ไม่กลับไปสู่วงจรอุบาทว์อันชั่วร้ายที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติความแตกแยกในชาติอย่างลึกซึ้ง และสร้างความบอบช้ำให้ประเทศอย่างแสนสาหัสอีก

ทีมข่าวการเมือง

แก๊งป่วนพรบ.คอมพ์ไม่ธรรมดา เดินเกมแฝงเป้ามุ่งล้มอำนาจรัฐ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250158

news_default

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์ป่วนเมืองเพื่อต้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มาแล้วนับว่าไม่ธรรมดาและส่อเจตนาชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจตนาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งต้านเนื้อหาของ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ แต่มีเป้าหมายใหญ่ทางการเมืองแอบแฝง โดยจ้องล้มอำนาจรัฐ

ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าผู้มีผู้แชร์สนับสนุนร่วมต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่กว่า 3 แสนรายชื่อนั้น ต้องแยกแยะรายละเอียดให้ชัดเจนเพราะผู้ที่ร่วมแชร์นั้นมีระดับของเจตนาที่แตกต่างๆ กันหลายกลุ่มและเชื่อว่าบางคนถูกแอบอ้างชื่อเพื่อจุดกระแส

ทั้งหากวิเคราะห์ผู้ที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่พอจะแยกแยะได้ดังนี้คือ กลุ่มแรก เป็นพวกที่แสดงออกอย่างบริสุทธิ์ใจ และหลงเชื่อการปลุกระดมบิดเบือนของขบวนการที่ไม่หวังดีที่อ้างว่า พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่เปิดทางให้รัฐใช้ระบบซิงเกิลเกตเวย์อันเป็นการจำกัดเสรีภาพความเป็นส่วนตัว

กลุ่มที่สอง เป็นพวกที่เฮโลร่วมต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ตามกระแสแฟชั่น ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยศึกษาหรืออ่านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ แม้แต่ตัวเดียวด้วยซ้ำ แต่ร่วมต่อต้านเพราะฟังเขาว่ามาทางโซเชียลมีเดียว

กลุ่มที่สาม เป็นพวกเสรีนิยมสุดโต่ง ซึ่งบางคนรู้เนื้อหาของกฎหมายเป็นอย่างดีหรือบางคนศึกษาข้อมูลร่าง พ.ร.บ.ตามสื่อช่องทางต่างๆ โดยรับรู้ข้อมูลในระดับหนึ่งซึ่งอาจยังไม่รอบด้านแล้วทึกทักด้วยอคติว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัว

ส่วนกลุ่มที่สี่ ที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ หรือพลเมืองชาวเนตเป็นกลุ่มที่สำคัญมากและต้องจับตาดูให้ถ่องแท้ เพราะเป็นขบวนการที่เชื่อว่ามีการวางแผนเดินเกมจ้องป่วนอำนาจรัฐโดยเจตนา และมีเป้าหมายแอบแฝงโดยมีการบงการจากขบวนการเสียประโยชน์ที่จ้องล้มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และมีเบาะแสว่ามีกลุ่มแฮกเกอร์จากนอกประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจบางประเทศร่วมผสมโรงบ่อนทำลายมุ่งล้มอำนาจรัฐไทย ด้วยสงครามไซเบอร์ โดยมุ่งที่จะทำให้ระบบข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคง ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศปั่นป่วนหรือล่ม โดยจะมีเครือข่ายแนวร่วมพวกเดียวกันดาหน้าออกมาโหมกระแสเคลื่อนไหวแบบเรียงหน้ากระดาน พร้อมยกระดับการเคลื่อนไหวรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นพยายามทำให้ประเทศกลายเป็นอัมพาตอย่างสิ้นเชิงจากสงครามไซเบอร์

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า แม้ก่อนหน้านี้ คสช.แกะรอยจนนำไปสู่การคุมตัว 5 แฮกเกอร์ และกำลังจะขยายผลไปสู่ผู้ร่วมขบวนการอีกกว่า 100 คน แต่ข่าวแจ้งว่า แก๊งแฮกเกอร์ที่ถูกควบคุมตัวล้วนเป็นวัยรุ่นที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น ขณะที่ตัวบงการยังลอยนวล

ล่าสุดกลุ่มพลเมืองต้านซิงเกิลเกตเวย์เผยแพร่ความเห็นของ นายนิค เรแกน คนไทยสัญชาติอเมริกันที่มีแนวคิดล้มเจ้าและก่อนหน้านี้เผยแพร่คลิปโจมตีสถาบันเบื้องสูงของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดย นายนิค เรแกน ผู้นี้เสนอให้จัดหนัก คสช. โดยปลุกระดมว่านอกจากทำสงครามไซเบอร์แล้ว ต้องทำสงครามการเงินด้วยเพระเป็นอาวุธเดียวของประชาชนด้วยการคว่ำบาตรทางการเงิน เลิกใช้บริการสื่อที่สนับสนุนคสช. และคว่ำบาตรทางการเงินด้วยวิธีอื่นๆ

ข้อน่าสังเกตประการหนึ่งก็คือก่อนหน้านี้หลังจากที่ฝ่ายรัฐได้ออกมาแสดงท่าทีที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับบรรดาขบวนการแฮกเกอร์บ่อนทำลายประเทศ ปรากฏว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชซีอาร์) ซึ่งที่ผ่านมา แสดงบทบาทให้ท้ายระบอบแม้วและมุ่งบ่อนทำลายคสช.มาตลอดออกโรงโจมตีรัฐบาลไทยทันทีว่ากำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีออกพ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ และพยายามดำเนินคดีกับฝ่ายที่ออกมาต่อต้านกฎหมายฉบับนี้

ขณะที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อแม้ว โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อแม้ว ต่างดาหน้าออกมาให้ความเห็นเชิงให้ท้ายขบวนการต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นทำนองว่า รัฐบาลควรรับฟังความเห็นของประชาชนที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ ปรากฏว่ามีสมาชิกเครือข่ายต้านซิงเกิลเกตเวย์ออกมาโจมตีนายอภิสิทธิ์ ทันทีว่าฉวยโอกาสโหนกระแส แต่กลับไม่โจมตีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อแม้วที่ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน

ความจริงแล้วการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพลเมืองต้านซิงเกิลเกตเวย์ ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ โดยนักสังเกตการณ์เชื่อว่า แก๊งป่วนกลุ่มนี้น่าจะมีขบวนการฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง เพราะ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ หากมีผลบังคับใช้จะทำให้สามารถดำเนินคดีกับบรรดาขบวนการบ่อนทำลายประเทศรวมทั้งขบวนการบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงซึ่งที่ผ่านมาอาศัยสื่อโซเชียลมีเดียเคลื่อนไหวอย่างเหิมเกริมรุนแรงมากขึ้นทุกขณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นขบวนการจ้องบ่อนทำลายอำนาจรัฐจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้

ขณะเดียวกันก็เป็นการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสจากการที่อำนาจรัฐผลักดัน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ โดยสุมไฟจุดกระแสต่อต้านให้ลุกลามบานปลายทั้งในและนอกประเทศด้วยการอ้างเสรีภาพบังหน้า แต่มีเป้าหมายที่แท้จริงคือมุ่งล้มคสช.และรัฐบาล โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าระบอบแม้วซึ่งมีสำนักจานบินซึ่งเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นอาจจับมือกันสู้เพราะทั้งระบอบแม้วและสำนักจานบินต่างอยู่ในสภาพลังพิงฝาใกล้จนตรอกเข้าไปทุกขณะ อีกทั้งยังมีชาติมหาอำนาจบางประเทศซึ่งเคยให้ท้ายระบอบแม้วมาตลอดคอยให้การสนับสนุนด้วย

ปัญหาที่น่าวิตกก็คืออำนาจรัฐดูเหมือนจะเป็นฝ่ายตั้งรับและยังขาดหน่วยรบพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญด้านสงครามไฟเบอร์เพื่อต่อต้านขบวนการแฮกเกอร์ระดับมือพระกาฬโดยเฉพาะจากนอกประเทศ

ชาติหมดเวลาถอยหลัง ถึงเวลาต้องเดินหน้าปฏิรูปใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/250051

news_default

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศชาติบอบช้ำอย่างหนัก เสียเวลาและเสียโอกาสจากวิกฤติความแตกแยกในชาติที่นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งหากจะวิเคราะห์ต้นตอแห่งความแตกแยกให้ถ่องแท้จะพบว่าเกิดจากวงจรอุบาทว์ของกลุ่มธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเลวร้ายที่ทุจริตคอร์รัปชั่นและพยายามที่จะผูกขาดอำนาจหวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจโดยอาศัยคราบนักเลือกตั้งบังหน้า

พรรคและนักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมคือต้นเหตุที่ทำให้มวลมหาประชาชนจำนวนหลายล้านคนออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงจนกลายเป็นวิกฤตการณ์นองเลือดทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ต้องเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

จากข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงซึ่งผ่านการทำประชามติมาแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการทูลเกล้าฯเพื่อลงพระปรมาภิไธยก่อนบังคับใช้และรอการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกราว 10 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้ที่สำคัญคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ให้ความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความโดดเด่นกว่ารัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาเนื่องจากระบุถึงกลไกการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ในอนาคตจะได้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง และรัฐบาลปัจจุบันโดยคสช.จะพ้นจากวาระไปแล้วก็ตาม

โดยในมาตรา 258 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปใน 7 ด้าน ได้แก่ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มาตรา 259 กำหนดให้ รัฐต้องเริ่มกระบวนการปฏิรูปในปีแรกที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลภายใน 5 ปีรวมถึง ต้องมีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปประเทศประกาศใช้ภายใน 120 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้

นอกจากนี้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้คสช.ยังคงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง และระยะเวลา 5 ปีแรกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)จะมาจากการสรรหาของคสช. อีกทั้งสว.แม้จะไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีสิทธิ์ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลา 5-6 ปี หรือเลือกนายกฯได้ 2 สมัย และรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศทุก 3 เดือนด้วย

“ผมอยากฟันธงไว้เลยว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นับจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปอีก 5-6 ปี จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญชนิดที่เราอาจจะคาดไม่ถึง อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน และที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงนี้ในช่วงปีแรกหรือ 7-8 เดือนแรก อาจจะเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน แต่อยากจะให้เราตั้งความหวังว่ามันจะจบลงด้วยดี และนำพาประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า”

ความเห็นของ นายคำนูณ ดูจะสอดคล้องกับสัญญาณจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ที่ชี้ว่า ปีหน้าจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่โดยเฉพาะจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นักวิชาการชื่อดัง ให้ความเห็นว่า การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เป็นโจทย์ยากมาก แต่จากกระแสเรียกร้องของมวลมหาประชาชนบังคับให้ต้องเกิดการปฏิรูปแต่สิ่งที่อยากเห็นก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศด้วยเพื่อสร้างการยอมรับอย่างแท้จริง

สำหรับบรรดาตัวแทนพรรคการเมืองมีทั้งที่ออกมาแสดงความเห็นเชิงสร้างสรรค์และแต่บางพรรคซึ่งเป็นธุรกิจการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวส่อไปในทางสร้างความสับสนบ่อนทำลายขัดขวางการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพียงเพื่อรักษาอำนาจผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักโดยบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านตั้งแต่ยังไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของนิด้าโพลล์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นในภาพรวมว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เคยอ่านหรือมีความเข้าใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญมีความเชื่อมั่นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักประกันในสิทธิเสรีภาพ การบริการสาธารณะ อาทิ การศึกษา สาธารณสุข สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมทั้งความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง และที่สำคัญเชื่อมั่นว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ได้นักการเมืองและรัฐบาลที่ดีขึ้นกว่าในอดีต

ดังนั้น สถานการณ์บ้านเมืองหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงหมดเวลาแล้วสำหรับการถอยหลังไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองแบบเดิมๆ แต่จะเป็นการเดินหน้าวางรากฐานปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติทั้งปวง

รอพิสูจน์ผลงาน‘สุวพันธุ์’ สำเร็จหรือเหลวจับ‘ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249963

news_default

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังจากที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯซึ่งกำกับดูแลด้านศาสนา ได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว.ยุติธรรมคนใหม่ ซึ่งจะต้องรับงานสำคัญก็คือคดีจับธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบินที่ถูกออกหมายจับฐานพัวพันฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ปรากฏว่าเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากพอสมควรในทำนองไม่ค่อยเชื่อมั่นและไว้ใจในความตั้งใจของรมว.ยุติธรรมคนใหม่ อันเกิดจากผลงานในอดีตที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่อไปในทางแทงกั๊กเกรงใจอิทธิพลสำนักจานบิน

ความไม่ค่อยจะเชื่อมั่นในตัว รมว.ยุติธรรมคนใหม่ ยังอาจเกิดจากเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ รมว.ยุติธรรมคนก่อนก็คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งปัจจุบันได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นองคมนตรี ได้สร้างผลงานไว้ด้วยาตรฐานที่สูงมาก จากการทำงานแบบทหารสายเหยี่ยวที่เอาจริงด้วยปฏิบัติการเชิงรุกที่เด็ดขาดรวดเร็วแต่รัดกุมตามสไตล์ทหาร ทำให้ผลงานการตามจับตัว ธัมมชโย และค่อยๆ สลายเครือข่ายสำนักจานบินเป็นที่ประจักษ์ชัดเพียงรอดีเดย์ปฏิบัติการขั้นสุดท้าย แต่ พล.อ.ไพบูลย์ ต้องมาพ้นจากหน้าที่ไปเสียก่อน

ส่วน นายสุวพันธุ์ นั้นปูมหลังเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และมีสไตล์การทำงานแบบสายเหยี่ยวที่ตั้งรับเนิบนาบไปเรื่อยๆ และบางครั้งถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำงานแบบระบบข้าราชการและเหมือนแทงกั๊กเอาตัวรอดไม่หาเรื่องใส่ตัวโดยเฉพาะกับสำนักจานบินซึ่งเป็นรัฐอิสระอันทรงอิทธิพล

เมื่อครั้ง นายสุวพันธุ์ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯดูแลด้านศาสนา และทำหน้าที่ในการประสานกับมหาเถรสมาคม(มส.) และสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) รวมทั้งพระเถระผู้ใหญ่ ทั้งในกรณีความขัดแย้งเรื่องการผลักดัน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ซึ่งเกี่ยวพันกับกรณี สมเด็จช่วง ครอบครองรถเบนซ์โบราณเถื่อน ซึ่ง นายสุวพันธุ์ ขณะนั้นปล่อยให้ม็อบโล้นเหลืองซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าได้รับการจัดตั้งด้วยอิทธิพลของสำนักจานบินและระบอบแม้วออกมาแสดงพลังสนับสนุน สมเด็จช่วง ที่พุทธมณฑล โดยแสดงความเหิมเกริมและธาตุแท้อันธพาลท้าทายอำนาจรัฐและกฎหมายถึงขนาดม็อบโล้นเหลืองรุมทำร้ายทหารที่เข้าไปรักษาความสงบ

ทั้งนี้ มส. และ พศ.นั้นถูกตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลและคอยสนับสนุนช่วยเหลือสำนักจานบินและระบอบแม้วมาตลอด โดย สมเด็จช่วง เคยแสดงความปลาบปลื้มสำนักจานบินอย่างออกหน้าออกตาที่บริจาคเงินและทองคำมูลค่าหลายสิบล้านบาทให้วัดปากน้ำ ถึงกับประกาศว่าสำนักจานบินกับวัดปากน้ำเป็นวัดพี่วัดน้องซึ่งมีอะไรต้องช่วยเหลือกัน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะ สมเด็จช่วง แท้ที่จริงเป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งไม่ต่างจากอาจารย์ของ ธัมมชโย นั่นเอง

ในคดีที่ ธัมมชโย ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกหมายจับฐานฟอกเงินและรับของโจรกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งสำนักจานบิน ส่อตั้งตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายตั้งป้อมสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทั้งๆ ที่ความจริง นายสุวพันธุ์ ควรจะแสดงบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมหรือบังคับใช้กฎหมายกับมส.และพศ.หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ร่วมมือในการนำตัว ธัมมชโย มอบตัวตามหมายจับ แต่ นายสุวพันธุ์ แทบจะไร้บทบาทตามอำนาจหน้าที่ที่ควรจะทำ เพราะปรากฏว่ามส. ผู้บริหารพศ. หรือบรรดาพระเถระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องต่างโยนกลองไปมาพยายามซื้อเวลาไปเรื่อยๆโดยไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ฝ่ายตำรวจกลับต้องใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับบรรดาพระผู้ใหญ่ที่ไม่ให้ความร่วมมือกันเจ้าหน้าที่

ขณะที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯซึ่งกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมและด้านการศาสนา ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนนายสุวพันธุ์ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ รมว.ยุติธรรมคนใหม่ และคุมดีเอสไอโดยรับบทหนักสางคดีจับ ธัมมชโย โดย ดร.วิษณุ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปตำหนิ นายสุวพันธุ์ ซึ่งเคยกำกับดูแลพศ.แต่ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาสำนักจานบินได้เพราะได้ทำเต็มที่แล้ว แต่ไม่ได้ออกมาโฆษณา หากไม่ได้ทำอะไรจริงป่านนี้นายกฯคงตำหนิไปแล้ว แต่ที่ผ่านมานายกฯไม่เคยตำหนิ นายสุวพันธุ์ ในเรื่องนี้

ท่าทีของ ดร.วิษณุ ในสายตาคอการเมืองไม่มีอะไรน่าแปลกใจเพราะสไตล์การทำงานของ ดร.วิษณุ ทำงานแบบสายพิราบและทำงานแบบตั้งรับไปเรื่อยๆ เหมือนกับ นายสุวพันธุ์ จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ด้าน นายสุวพันธุ์ หลังเข้ารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงยุติธรรมแถลงต่อสื่อขอโอกาสพิสูจน์ผลงาน แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า การเข้ามาทำหน้าที่รมว.ยุติธรรมไม่ได้มาเพื่อกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือใคร แต่จุดยืนการทำงานของตัวเองก็คือยึดความถูกต้องและยึดกฎหมายเป็นหลัก

เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าตัวยืนยันขอพิสูจน์ผลงาน สังคมก็ควรให้โอกาสรอดูกันต่อไปว่ารมว.ยุติธรรมยุคนายสุวพันธุ์จะสามารถจับตัวธัมมชโยและสยบความอหังการของสำนักจานบินที่ทำตัวดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายได้หรือไม่ หรือจะทำงานแบบตั้งรับ เช้าชามเย็นชามซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ตามสไตล์สายพิราบเหมือนที่ผ่านมา

ทีมข่าวการเมือง

สำนักจานบินนับวันถูกเปิดโปง ยิ่งนานธาตุแท้เรื่องชั่วร้ายยิ่งโผล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249836

news_default

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ทั้งคนห่มเหลืองและแกนนำสำนักจานบินนับวันจะเผยธาตุแท้ตัวตนโดยพอถูกจับได้ว่าทำผิดกฎหมายซึ่งแทนที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างสง่าผ่าเผยตามกระบวนการยุติธรรมกลับเผ่นหนีเอาตัวรอดดื้อๆแบบไม่อาย

อย่างกรณี พระทัตตชีโว ที่ก่อนนี้รักษาการเจ้าสำนักจานบิน ซึ่งถูกออกหมายจับฐานช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่ ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนัก ที่หนีหมายจับฐานฟอกเงินรับของโจรคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นและรุกป่าสงวนแห่งชาติสร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมสาขาสำนักจานบินในหลายจังหวัดทั่วประเทศ หรือ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกปากกล้าของสำนักจานบิน ที่ถูกออกหมายจับฐานปลุกปั่นยุยงเหล่าสาวกสำนักจานบินให้มาแสดงพลังหวังต่อต้านขัดขวางการเข้าจับกุม ธัมมชโย ของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าต่างพากันหนีหมายจับอย่างไร้ร่องรอยโดยเฉพาะ นายองอาจหมดลายโฆษกฝีปากกล้าโดยมีรายงานบางกระแสระบุว่าเผ่นออกนอกประเทศไปแล้ว

ล่าสุดหลังจากที่ศาลจังหวัดธัญบุรีอนุมัติให้ตำรวจออกหมายเรียก พระสุธรรมญาณวิเทศ (สุธรรม สุธัมโม) ปฏิบัติหน้าที่รักษาการเจ้าสำนักจานบิน ไปรับทราบข้อกล่าวหาฐานให้การช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่ ธัมมชโย ไม่ให้ถูกจับกุมตามหมายจับของดีเอสไอและตำรวจ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดย พระสุธรรม เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมาและนัดหมายกับพนักงานสอบสวนจะเดินทางไปยื่นต่อศาลจังหวัดธัญบุรีในวันที่ 21 ธ.ค. เพื่อขอประกันตัว แต่เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่า พระสุธรรม เบี้ยวนัดหน้าตาเฉย

การที่ พระสุธรรม เบี้ยวนัดไม่ยื่นขอประกันตัวต่อศาลก็เพราะกลัวว่า หากศาลไม่ให้ประกันตัว พระสุธรรม ต้องถูกจับสึกก่อนนำตัวเข้าห้องขัง เมื่อพระสุธรรม เบี้ยวส่อเจตนาหลบหนี ตำรวจก็ต้องออกหมายจับ

ความจริงแล้วหาก พระสุธรรม มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองต้องไม่หลบหนีและพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมอย่างสง่าผ่าเผย และยิ่งเป็นผู้ทรงศีลที่ต้องละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงยิ่งจะต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความจริงอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่นี่กลับเผ่นแน่บไม่กล้าสู้หน้ากับความจริง

การที่ พระสุธรรม ธัมมชโย ทัตตชีโว และเหล่าสาวกล้วนส่อพฤติการณ์หนีหมายเรียกหมายจับของศาลเท่ากับไม่ยอมกล้าสู้กับความจริงรวมทั้งส่อทำตัวดุจรัฐอิสระเหนือกฎหมายไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม

ยิ่งสำนักจานบินดื้อแพ่งไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายทอดระยะเวลาออกไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ขยายผลเพื่อเอาผิดกับสำนักจานบินเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดมีการแจ้งความดำเนินคดีสำนักจานบินแล้ว 159 คดี และนับวันคดีจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเรื่องราวความเลวร้ายไม่ชอบมาพากลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสำนักจานบินจะถูกเปิดโปงตีแผ่ต่อสาธารณะเข้มข้นมากขึ้น

159 คดีของสำนักจานบิน อาทิ หมายจับ ธัมมชโย ข้อหาฟอกเงินรับของโจรคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่และรุกป่าสงวนแห่งชาติตลอดจนที่สาธารณะสร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมสำนักจานบินหลายจังหวัดทั่วประเทศ หมายจับ พระทัตตชีโวและพระสุธรรม ฐานช่วยเหลือให้ที่พักพิง ธัมมชโย หมายจับ นายองอาจ ฐานปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง สร้างอาคารหลายอาคารและขุดบ่อน้ำบาดาลหลายบ่อภายในสำนักจานบินโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างสะพานรถวิ่งหลายสะพานรอบสำนักจานบินโดยไม่ได้รับอนุญาตและกีดขวางทางสาธารณะ การใช้อุปกรณ์ อาทิ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ขวางประตูทางเข้าสำนักจานบิน หรือใช้ตะปูเรือใบโรยบนถนนรอบสำนักจานบินเพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการบุกจับ ธัมมชโย

ล่าสุดกำลังตำรวจนำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจสอบศูนย์ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของสำนักจานบินที่เกาะยาว จ.พังงา พบมีการทำ ผิดกฎหมายรุกป่าสงวนแห่งชาตินับร้อยไร่ และยังมีการเสนอขายแพ็กเกจบริการห้องพักอ้างว่าเพื่อปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ด้วยราคาค่าบริการที่ลดหลั่นตามความหรูหราสะดวกสบายของห้องพักไม่ต่างจากรีสอร์ทหรือโรงแรมชั้นดี ซึ่งพฤติการณ์ดุจธุรกิจรีสอร์ทในคราบศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็นการทำผิดกฎหมายซ้ำสองเพราะนอกจากผิดหลักศาสนาและรุกป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ยังอาศัยป่าสงวนแห่งชาติแสวงหาผลประโยชน์เชิงธุรกิจ

และจากการเข้าตรวจสอบภายในศูนย์ปฏิบัติธรรมมุกตะวัน จ.พังงาอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 และตำรวจพบซากปะการังหลายชนิดจำนวนมากถูกนำมาถมเป็นพนังป้องกันการพังทลายของดิน และซากปะการังส่วนหนึ่งถูกนำไปประดับตกแต่งบริเวณโคนต้นไม้และอาคารที่พักของศูนย์ปฏิบัติธรรมมุกตะวันซึ่งเป็นการทำผิดพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตวป่าหรือซากสัตว์ป่า

พฤติการณ์ของสำนักจานบินทั้งหมดข้างต้นส่อทำตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมาย และที่สำคัญก็คือขุมทรัพย์ที่คาดว่ามีมูลค่าหลายแสนล้านบาทของสำนักจานบินทั้งในและนอกประเทศถูกตั้งข้อสงสัยว่า ซ่อนไว้ด้วยเบื้องหลังแหล่งฟอกเงินและธุรกิจสีเทาที่ได้มาจากการฉ้อฉลโดยบางส่วนมีเบาะแสว่าถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่

ด้วยพฤติการณ์ของสำนักจานบินจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่วัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรม แต่เป็นรัฐอิสระที่ทำตัวเหนือกฎหมายที่นับวันจะถูกตีแผ่ให้เห็นตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นตามลำดับ

ทีมข่าวการเมือง

แกนนำแก๊งทำลายชาติต้านพรบ.คอมพ์ ถ้ากล้าบริสุทธิ์ใจอย่าหดหัวหุบหางลอบกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249698

news_default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตต้านซิงเกิ้ลเกตเวย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นับวันจะเหิมเกริมทำตัวเป็นขบวนการบ่อนทำลายชาติด้วยการใช้ความเสียหายของชาติและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกันในการเรียกร้อง และเลวร้ายหนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดประกาศจะยกระดับการเคลื่อนไหวทำให้ระบบการจ่ายเงินผ่านอินเตอร์เนต รวมทั้งระบบดิจิทัลทั้งประเทศพังทั้งระบบ

ย้อนกลับไปทบทวนท่าทีของเครือข่ายแฮกเกอร์กลุ่มนี้จะเห็นถึงธาตุแท้ตัวตนความชั่วร้าย แก๊งอุบาทว์พวกนี้โดยเฉพาะตัวการสำคัญที่ปลุกปั่นอยู่หลังฉากแผนสุมไฟทำลายชาติโดยแถลงการณ์สุดอหังการของเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตต่อต้านซิงเกิ้ลเกตเวย์มีใจความว่า “หากรัฐบาลยังไม่มีท่าทีผ่อนปรนที่จะชะลอกระบวนการและขั้นตอนกฎหมายดังกล่าวออกไป กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิ้ลเกตเวย์จะขอยกระดับโจมตีในไซเบอร์วอร์ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.นี้เป็นต้นไปขอให้ทุกฝ่ายทราบและเตรียมการลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและธุรกรรมต่างๆไว้ล่วงหน้า นี่คือสงครามไซเบอร์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการสูญเสีย เสียหาย”

นี่มันกลุ่มก่อการร้ายทางไซเบอร์โดยใช้ความพินาศของชาติและประชาชนเป็นตัวประกันชัดๆ และจากนี้ไปยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากฝีมือชั่วร้ายของขบวนการอุบาทว์ที่อ้างเสรีภาพอย่างไร้ความรับผิดชอบบังหน้าพวกนี้

พฤติการณ์ชั่วร้ายอย่างนี้นี่แหละเป็นการฟ้องและตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่

ที่ผ่านมาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนไทยใช้เสรีภาพทางโซเชียลมีเดียอย่างไร้ความรับผิดชอบมีการเผยแพร่ข้อความบิดเบือนใส่ร้ายโจมตีกันอย่างเลอะเทอะสร้างความระส่ำระสายและความแตกแยกในชาติ และเผยแพร่ภาพและข้อความอันเป็นการบ่อนทำลายศีลธรรมอันดี และที่สุดเลวร้ายก็คือบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงกันอย่างเอิกเกริกเหิมเกริมโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งก็ไม่เห็นเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตจะแสดงความรับผิดชอบออกมาเคลื่อนไหวช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด หรือว่าคนในเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตบางคนบางกลุ่มก็คือพวกที่โพสต์ข้อความอันเป็นการบ่อนทำลายชาติและสถาบันเบื้องสูงตลอดช่วงที่ผ่านมา

การที่บ้านเมืองมีปัญหาในทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะประชาชนผู้เสพสื่อโซเชียลมีเดียขาดสติไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าอะไรผิดถูกชั่วดี จึงตกเป็นเหยื่อถูกคนบางกลุ่มจูงจมูกสนตะพายใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวป่วนเมือง

ก่อนหน้านี้ตัวแทนรัฐบาลและกองทัพต่างออกมาชี้แจงยืนยันจนปากเปียกปากแฉะแล้วว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบซิงเกิ้ลเกตเวย์ที่เกรงกันว่าจะละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน แต่เป็นเพียงแก้ไขกฎหมายเดิมให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรวมทั้งสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่เป็นปกติมีการอาศัยโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายสร้างความระส่ำระสายในบ้านเมืองรวมทั้งเป็นช่องทางก่ออาชญากรรม จึงต้องมีคณะกรรมการชุดหนึ่งคอยทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองลงโทษผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิด และที่สำคัญบทสรุปขั้นตอนสุดท้ายต้องส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาความถูกผิด

ความจริงแล้ว พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ของไทยยังเบากว่าประเทศที่เจริญแล้วในอีกหลายประเทศด้วยซ้ำ โดยบางประเทศให้พนักงานรัฐใช้อำนาจได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาล

การที่คนไทยใช้เสรีภาพเกินขอบเขตอย่างไร้ความรับผิดชอบจนเคยตัวทำให้ต้องมี พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษทางคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ออกมาป้องปราม

การที่เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตไม่ยอมรับฟังเหตุผลยืนกรานกระต่ายขาเดียวด้วยการพยายามปลุกปั่นให้เกิดกระแสล้ม พ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่จึงไร้ความชอบธรรมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงท่าทีแข็งกร้าวขอให้ประชาชนอย่าไปให้ราคาขบวนการอุบาทว์ที่เคลื่อนไหวบ่อนทำลายชาติโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดกับส่วนรวมและประชาชนกลุ่มนี้

ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) สั่งการให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.)ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านพ.ร.บ.ว่าด้วยบทลงโทษเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสืบสวนหาตัวผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นบ่อนทำลายชาติมาลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่กองทัพก็กำลังตรวจสอบเชิงลึกเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของขบวนการอุบาทว์ที่เข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

เพราะฉะนั้นตัวการสำคัญที่เป็นแกนนำเครือข่ายพลเมืองเน็ตหากมีความกล้าหาญและบริสุทธิ์ใจจริงไม่ควรหดหัวหุบหางอยู่ในกระดองเต่าด้วยการใช้ความเสียหายของประเทศและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกันเคลื่อนไหวแบบลอบกัดบ่อนทำลายชาติ แต่ควรเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะออกมาเคลื่อนไหวอย่างสง่าผ่าเผยถึงจะได้ชื่อว่าบริสุทธิ์ใจไม่มีวาระแอบแฝง

ทีมข่าวการเมือง

จับตาขบวนการอ้างเสรีภาพ ซ่อนเบื้องหลังสุมไฟทำลายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/249551

news_default

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านความเห็นชอบไปแล้วกำลังกลายเป็นชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่สำหรับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เมื่อเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตและแนวร่วมอีกหลายกลุ่มประกาศสงครามครั้งใหญ่กับอำนาจรัฐรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อต่อต้านร่างพ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้

เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตเริ่มเปิดศึกยกแรกด้วยการแฮกเจาะข้อมูลเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาจนล่มไม่เป็นท่า และยังป่วนด้วยการแฮกข้อมูลกระทรวงกลาโหม และอีกหลายกระทรวง เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลทบทวนกฎหมาย มิฉะนั้นจะยกระดับทำสงครามไซเบอร์ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ป่วนกันทั้งประเทศ

เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดอย่างอหังการว่า “หากรัฐบาลยังไม่มีท่าทีผ่อนปรนที่จะชะลอกระบวนการและขั้นตอนกฎหมายดังกล่าวออกไป กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์จะขอยกระดับโจมตีในไซเบอร์วอร์ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป ขอให้ทุกฝ่ายทราบและเตรียมการลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและธุรกรรมต่างๆ ไว้ล่วงหน้า นี่คือสงครามไซเบอร์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการสูญเสีย เสียหาย”

ทั้งนี้เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตอ้างว่า พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ปูทางไปสู่ระบบซิงเกิลเกตเวย์อันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพข้อมูลส่วนบุคคล

ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าวว่ารัฐบาลได้พยายามชี้แจงมาตลอดจนปากยานจะถึงเอวอยู่แล้วว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับซิงเกิลเกตเวย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่เป็นการแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยสาระสำคัญของกฎหมายเพื่อเพิ่มฐานความผิดและบทลงโทษให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น การเจาะทำลายระบบความมั่นคงของประเทศ ความผิดฐานส่งสแปนหรือข้อความที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ การนำเข้าข้อมูลเท็จ การเผยแพร่เนื้อหาหรือภาพตัดต่อที่ผิดกฎหมาย การให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายอาญาอื่นๆ ไม่แต่เฉพาะพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อันจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ไม่ใช่การคุกคามสิทธิส่วนบุคคลอย่างที่มีการกล่าวอ้างและสร้างกระแสบิดเบือนให้เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมือง

ด้าน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวว่า คงไม่สามารถทบทวนกฎหมายที่สนช.ผ่านความเห็นชอบไปแล้วได้ และพยายามชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ปี 2550 ซึ่งถือว่าดีกว่าเดิมเพราะมีการลดอำนาจของเจ้าพนักงานลง แม้แต่รัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษ โดยจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งมีตัวแทนภาคประชาชนร่วมเป็นกรรมการด้วย ทั้งนี้การตัดสินถูกผิดต้องไปสิ้นสุดที่ศาล

ประธานสนช.ยังชี้ว่า พ.ร.บ.คอมพ์ในหลายประเทศล้าหลังกว่าไทยด้วยซ้ำ โดยไม่มีการให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

ส่วน พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ กองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์การโจมตีเว็บไซต์และเจาะระบบข้อมูลหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐมีความผิดปกติอย่างมากเพราะมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้กลุ่มแฮกเกอร์ต่างชาติที่เคยสร้างความปั่นป่วนในหลายประเทศร่วมผสมโรงกับเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตเคลื่อนไหวบ่อนทำลายระบบอินเตอร์เนตหน่วยราชการของไทยครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์สงครามไฟเบอร์ขณะนี้จะเป็นการพิสูจน์ศักยภาพหน่วยงานด้านไฟเบอร์และหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า มีความพร้อมขนาดไหนในการรับมือสงครามไฟเบอร์ ซึ่งอาจจะรุนแรงเสียยิ่งกว่าการทำสงครามด้วยแสนยานุภาพทางอาวุธ เพราะเป็นสงครามที่มองไม่เห็นตัวตนของศัตรูและมีอานุภาพในการทำลายล้างที่รวดเร็วรุนแรงกว้างขวางอย่างไร้ขีดจำกัดและกว่าจะรู้ตัวสถานการณ์อาจลุกลามจนยากที่จะแก้ไข

สำหรับทางเลือกของคสช.และรัฐบาลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีอยู่เพียง 2 ทางคือ ยอมอ่อนข้อประนีประนอมกับเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามไฟเบอร์ครั้งใหญ่ โดยยอมทบทวนกฎหมายบางประเด็นในขั้นตอนของการออกกฎหมายลูกที่จะตามมา หรือเผชิญหน้าต่อกรกับเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ

เท่าที่ดูท่าทีฝ่ายคสช.และรัฐบาลสะท้อนจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพรเพชร วิชิตชลชัย หรือพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ดูเหมือนจะเลือกแนวทางหลังนั่นคือไม่ยอมอ่อนข้อตามคำขาดของเครือข่าย
พลเมืองชาวเน็ต โดยหากฝ่ายทำสงครามไฟเบอร์ครั้งใหญ่ล้ำเส้นกฎหมายเมื่อไหร่ก็จะดำเนินคดีทันที

ที่ผ่านมาขบวนการป่วนเมืองอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายและสื่อโซเชียลมีเดียปล่อยข่าวบิดเบือนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะจาบจ้วงโจมตีสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริม และยิ่งการที่เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตร่วมมือกับกลุ่มแฮกเกอร์ต่างชาติชักศึกเข้าบ้านโจมตีเว็บไซต์และเจาะข้อมูลของหน่วยราชการต่างๆ ส่อพฤติการณ์มีเบื้องหลังไม่ชอบมาพากล พร้อมทั้งประกาศจะทำสงครามไฟเบอร์ครั้งใหญ่ที่จะสร้างความระส่ำระสายไปทั่วประเทศอันเป็นการเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายควบคุมโลกไซเบอร์ไม่ให้มีการใช้เสรีภาพอย่างไร้ขอบเขตและความรับผิดชอบ และที่ต้องจับตาก็คือขบวนการที่เป็นศัตรูกับคสช.และรัฐบาลคงฉวยโอกาสอาศัยปัญหาสงครามไฟเบอร์ผสมโรงจุดชนวนให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

ทีมข่าวการเมือง