โดดเด่นนับตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม เพื่อนร่วมทางของไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249480

โดดเด่นนับตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม เพื่อนร่วมทางของไทยแลนด์ 4.0

โดดเด่นนับตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม เพื่อนร่วมทางของไทยแลนด์ 4.0

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไหนๆ ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ ความเป็นประเทศไทย 4.0 แล้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงไม่ปล่อยให้ ประเทศไทย ต้อง อยู่ในโลก 4.0 อย่างเดียวดาย ด้วยการ สร้างโครงการ สวนสุนันทา 4.0 ออกมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางรองรับกับประเทศไทย 4.0 เพื่อเป็นเพื่อนร่วมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

สวนสุนันทา 4.0 เค้าโครงจะเป็นเสมือนการปฏิวัติการเรียนการสอนทั้งระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์การแข่งขันด้านคุณภาพบัณฑิต เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ด้วยการ ชูประเด็น3 เสาหลัก ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และบุคลิกภาพเป็นจุดเน้นในการพัฒนา

สำหรับการดำเนินการ ตอนนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมการในการปรับระบบการบริหารงานและการเรียนการสอนให้สอดรับไทยแลนด์ 4.0 โดยได้จัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนแม่บทสวนสุนันทา 4.0 ขึ้นมาคณะหนึ่ง มีรองศาสตราจารย์ ดร.ดำรงค์ วัฒนา และคณะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา โดยกำหนดระยะเวลาว่าแผนแม่บทที่จะเป็นกรอบในการทำงานของมหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือนและจะเริ่มต้นนำไปสู่ภาคปฏิบัติในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น สวนสุนันทา 4.0 จะเน้นในเรื่องของรูปธรรม เป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถสัมผัสได้ ซึ่งใน 3 เสาหลักดังกล่าว จะประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบการเรียนการสอน (Academic Education) 2) ระบบฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง (Internship) และ 3) การพัฒนาบุคลิกภาพ (Personal Development)

เริ่มจากการเรียนการสอนที่จะลดระบบการบรรยายจากอาจารย์เปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning ซึ่งหมายถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้กระทำลงไปทั้งหมด เสาหลักต่อมาคือระบบการฝึกปฏิบัติที่มหาวิทยาลัยจะใช้เครือข่ายที่มีกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนระดับแนวหน้าในแต่ละศาสตร์สาขาให้เป็นสถานที่เรียนรู้ในสถานการณ์จริงของนักศึกษา ทั้งในมิติด้านความรู้ ทัศนคติและการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในวิชาชีพนับตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา โดยจะผลักดันให้นักศึกษาเข้าสู่ระบบการฝึกปฏิบัติเร็วขึ้น มากขึ้น และในบางสาขาวิชาที่มีข้อตกลงกับผู้ใช้บัณฑิตจะใช้ระบบการเรียนคู่ขนานไปกับการปฏิบัติในสถานการณ์จริงได้เลย และเสาหลักสุดท้ายที่เป็นจุดเน้นคือการพัฒนาบุคลิกภาพของนักศึกษาที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตนของนักศึกษาจากสวนสุนันทา

ในเสาหลักสุดท้ายนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดชกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สถาบันสร้างสรรค์และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (สสส.ร.) เป็นหน่วยงานหลักในการยกร่างหลักสูตร โดยมีทั้งหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นและหลักสูตรที่เป็นหมวดวิชาเลือกเสรี ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาในการผ่านความเห็นชอบการแก้ไขหลักสูตรจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพราะเป็นหมวดวิชาเลือกเสรีซึ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยเสริมด้านคุณภาพให้กับนักศึกษา รายวิชาในกลุ่มนี้ จะประกอบด้วยวิชาภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพในยุคโลกาภิวัตน์,รายวิชาเฉพาะด้านเพื่อสร้างความเป็นเลิศเฉพาะตน(Talent) รายวิชาการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน อันได้แก่การสร้างบุคลิกภาพที่โดดเด่นนับตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม การเข้าสังคม การพูดในที่สาธารณะและสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น และรายวิชาสุดท้ายคือบทเรียนการทำงานจากประสบการณ์ชีวิตที่สำเร็จและล้มเหลว ซึ่งในวงการวิชาชีพเรียกกันว่าเป็นวิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจะดำเนินการให้บัณฑิตมีความพร้อมสรรพในเรื่องเหล่านี้

ความร่วมมือในการที่จะเดินไปในทิศทางเดียวกันถือเป็นความสมานฉันท์อย่างหนึ่งที่ประเทศชาติกำลังแสวงหา การประกาศสวนสุนันทา 4.0 ในครั้งนี้นับได้ว่า ตรงเป้าตรงประเด็น สมเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

โดย ชนิตร  ภู่กาญจน์

เมื่อเด็กน้อยเมืองตราดต้องใจฝรั่ง ยอมเป็นลูกศิษย์เรียนรู้ศิลปะไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249475

เมื่อเด็กน้อยเมืองตราดต้องใจฝรั่ง ยอมเป็นลูกศิษย์เรียนรู้ศิลปะไทย

เมื่อเด็กน้อยเมืองตราดต้องใจฝรั่ง ยอมเป็นลูกศิษย์เรียนรู้ศิลปะไทย

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ใครๆ ที่ไปเที่ยวงาน “ศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคกลางและภาคตะวันออกครั้งที่ 66 ณ สนามกีฬาจังหวัดจันทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากจะทึ่งกับงานฝีมือของเยาวชนนักเรียนในระดับมัธยมของเด็กไทยแล้ว ยังรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ศิลปะของไทยได้รับการสนใจจากชาวต่างชาติที่มาเที่ยวดูทิวทัศน์ในเมืองจันทบุรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงกับยอมทิ้งโปรแกรมการท่องเที่ยวในวันนั้น มาขอเรียนรู้การสร้างงานหัตถศิลป์จากเด็กๆที่จัดมาแสดงในงานวันนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ และด้วยความสนใจอย่างจริงจังบรรดาสาวๆ ชาวต่างชาติเหล่านั้น ต่างก็ได้รับความรู้เรื่อง การสร้างหัตถกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาของเด็กไทยติดตัวกลับประเทศอย่างหน้าชื่นตาบาน อิ่มเอมไปกับความโชคดีของตัวเองที่ได้บังเอิญมาพบความมหัศจรรย์จากงานศิลป์ของภูมิปัญญาไทย คือ การทำดอกไม้ประดิษฐ์จากกระดาษด้วยตัวเอง โดยมีนักเรียนโรงเรียน บ้านไร่ป่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด สอนแบบตัวต่อตัว

ถวายพระพร‘ร.10’ 1มกราเปิดให้ปชช.ลงนาม วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249566

ถวายพระพร‘ร.10’ 1มกราเปิดให้ปชช.ลงนาม วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม

ถวายพระพร‘ร.10’ 1มกราเปิดให้ปชช.ลงนาม วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมศิลป์รับมอบไม้จันทน์หอมจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีที่แปรรูปแล้ว 1,461 แผ่น เพื่อให้สำนักช่างสิบหมู่จัดสร้างพระโกศพระบรมศพ คาดดำเนินการแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2560 โดยตลอดเส้นทางประชาชนจำนวนมากชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ร่วมส่งขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมที่เคลื่อนผ่านด้วยความอาลัย ขณะที่สำนักพระราชวังเปิดให้ปชช.ลงนามถวายพระพรรัชกาลที่ 10 ในวันขึ้นปีใหม่

เมื่อเวลา 15.09 น.วันที่ 20 ธันวาคม ที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำพิธีส่งมอบไม้จันทน์หอมให้นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) หลังนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี นำไม้จันทน์หอมที่ตัดและแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้วมาส่งมอบให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาพร้อมไม้จันทน์หอมแปรรูป เป็นไม้แผ่น 1,415 แผ่น เป็นไม้ท่อน 46 ท่อนเดินทางถึงสำนักช่างสิบหมู่ มีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และประชาชนเฝ้ารอชื่นชมไม้จันทน์หอม ไม้มงคลที่จะนำมาใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นเจ้าหน้าที่อัญเชิญไม้จันทน์หอมส่วนหนึ่งมาวางบริเวณแท่นพิธีภายในอาคารกลุ่มประณีตศิลป์ เพื่อทำพิธีสรงน้ำและส่งมอบ

พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า หลังทส.รับมอบหมายให้จัดหาไม้จันทน์หอมเพื่อนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงได้ประสานสำนักพระราชวัง กระทรวงวัฒนธรรมคัดเลืกอไม้จันทน์หอม ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และประกอบพิธีบวงสรวงก่อนตัดไม้จันทน์หอมที่ยื่นต้นตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากนั้นกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชดำเนินการตัดและแปรรูปไม้จันทน์หอม 9 ต้นตามขนาดที่สำนักช่างสิบหมู่กำหนดเสร็จสิ้น ได้ไม้จันทน์หอมแปรรูปเป็นแผ่น 1,415 แผ่น เป็นไม้ท่อน 46 ท่อน ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดได้รับความร่วมมือย่างดีจากเจ้าหน้าที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชน เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมกล่าวว่า ไม้จันทน์หอมทั้งหมดจะนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งออกแบบไว้แล้ว ทั้งนี้ ในการดำเนินการได้ใช้ช่างโลหะดำเนินการจัดสร้างโครงโลหะ ช่างไม้ประณีตแปรรูปไม้จันทน์เป็นรูปลักษณะต่างๆเพื่อใช้ฉลุลวดลาย ช่างโกรกและฉลุลายตามแบบ ช่างประดับลาย นำลายที่สำเร็จแล้วมาประดับพระโกศ ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้ความละเอียดรอบครอบประณีตพิถีพิถัน เน้นดำเนินการให้สมพระเกียรติ ซึ่งวธ.เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาและประชาชนที่มีฝีมือประณีตศิลป์มีส่วนร่วมดำเนินงาน ซึ่งขณะนี้ผู้แจ้งความจำนงขอร่วมดำเนินการเข้ามาแล้วประมาณ 100 ราย โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จเดือนกันยายน 2560 พร้อมกันนี้ จะได้บันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป

ด้านนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไม้จันทน์หอมแปรรูปจำนวน 1,461 แผ่นที่ได้รับมอบทั้งหมดจะถูกจะนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ ฐานรองพระโกศจันทน์ ช่อดอกไม้จันทน์ จำนวน 5 แบบ ฟืนไม้จันทน์ 24 ท่อน และยอดพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ซึ่งจะจัดเก็บไว้ที่บริเวณอาคาร 2 ในสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม ก่อน เพื่อรอดำเนินการขยายแบบ ฉลุลวดลาย รวมถึงการจัดสร้างโรงสร้างพระโกศที่สนามหลวงยังไม่แล้วเสร็จ

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 06.39 น. ที่หน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ต.ย่านซื่อ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และประชาชนชาวกุยบุรีร่วมกันทำพิธีสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สรงน้ำที่ไม้จันทน์หอม โปรยดอกไม้โดยรอบบนรถบรรทุกไม้จันทร์หอม 3 คัน ก่อนเคลื่อนขบวนรถ ซึ่งประดับผ้าขาวดำ พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ขนาดใหญ่นำขบวน ผ่านสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำยางชุมอันเนื่องมาจากพระราชดำริถึงสามแยกบ้านหนองหมู เข้าถนนเพชรเกษม ขาเข้ากทม. ผ่านจ.เพชรบุรี ราชบุรี โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนแต่ละจังหวัดมาตั้งแถวรอรับขบวนบรรทุกไม้จันทน์หอม ซึ่งแต่ละคนถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่9ร่วมแสดงความอาลัย และโปรยดอกดาวเรืองเมื่อขบวนรถแล่นผ่าน

สำหรับขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมมีรถ 3 คัน รถบรรทุกคันแรก บรรทุกท่อนไม้ 64 ชิ้น ส่วนคันที่ 2 และคันที่ 3 เป็นไม้แผ่น 1,397 แผ่น จากการตัดต้นจันทน์ 9 ต้นรวม 1,461 ชิ้น ปริมาตรกว่า 4 ลูกบาศก์เมตร

ส่วนบรรยากาศเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าหน้าที่เปิดให้เข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.50 น. ซึ่งมีประชาชนทุกหมู่เหล่าเดินทางมารอเข้าแถวเนืองแน่นตั้งแต่เช้ามืด ในจำนวนนี้มีนายชัยยะ คงชื่น อายุ 56 ปี ประธานชมรมการศึกษาวัฒนธรรม จ.เชียงใหม่ ชาวไทยใหญ่ ที่นำชาวไทยใหญ่ 400 คน ที่กระจัดกระจายกันตามหมู่บ้านต่างๆในอ.แม่อาย อ่างขาง ฝาง จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และจ.แม่ฮ่องสอน รวมถึงชาวไทยใหญ่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และอยุธยาบางส่วนมาเข้าสักการะพระบรมศพ ทุกคนมีใจเดียวกันที่อยากมากราบพ่อหลวง เพื่อถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายของชาวไทยใหญ่

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้าสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมมีทั้งหมด 50,583 คนรวม 50 วัน มี 1,973,695 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 4,596,651.75 บาท รวม 50วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 155,524,090.75 บาท

 

วันเดียวกัน สำนักพระราชวัง แจ้งว่า เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 07.30-17.00 น. และของดการถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 1 วัน สำหรับเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังคงมีตามปกติ

โลกสดใส กายสุขสันต์ : รู้จักป้องกันภัยอันตราย ปีใหม่นี้ กลับบ้านปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249477

โลกสดใส กายสุขสันต์ : รู้จักป้องกันภัยอันตราย ปีใหม่นี้ กลับบ้านปลอดภัย

โลกสดใส กายสุขสันต์ : รู้จักป้องกันภัยอันตราย ปีใหม่นี้ กลับบ้านปลอดภัย

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ เป็นช่วงที่คนไทยจะเดินทางไปท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้ปริมาณการใช้รถใช้ถนนเพิ่มมากขึ้นดังการเดินทางสัญจรในช่วงเทศกาลพิเศษเช่นนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงควรต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว

จากกรณีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ลงข่าวในเรื่อง ผู้ขับรถเก๋งเสียหลักชนราวเหล็กกั้นทางที่บางปะกง ก่อนไถลไปเกือบ 200 เมตร ชนต้นไม้ 3 ต้น คนขับอาการสาหัส และได้พาตัวเองออกมานั่งบริเวณเบาะหลัง พร้อมโทรศัพท์ไปแจ้ง 191 จนผ่านไปเกือบ 45 นาที สุดท้ายผู้ขับรถเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนน “ภัยอันตรายในชีวิตประจำวันที่ยังรอการแก้ไขอย่างเป็นระบบ” โดยนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นกรณีตัวอย่าง ให้เกิดการตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ เพื่อช่วยลดการเสียชีวิตและพิการ

ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า จากเหตุการณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้สะท้อนว่าเราต้องให้ความรู้กับประชาชน เมื่อเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินควรจะปฏิบัติอย่างไร ไม่ให้เกิดการเสียชีวิตและพิการได้ โดยแนะนำวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีความบาดเจ็บทางร่างกายเกิดขึ้น ห้ามเคลื่อนย้ายตนเองเด็ดขาด ยกเว้นรถกำลังจะระเบิด มีควัน หรือไฟลุก เพราะในขณะที่เกิดการบาดเจ็บ ร่างกายภายนอกอาจจะไม่เห็นบาดแผลชัดเจน แต่การกระแทกอย่างรุนแรงจะส่งผลให้อวัยวะภายในฉีกขาดได้ เกิดการตกเลือด กระดูกหัก เป็นต้น ซึ่งหากผู้ขับรายนี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายตนเอง และโทร.ไปที่เบอร์ 1669 ซึ่งรับหน้าที่ในเรื่องของอุบัติเหตุการแพทย์ฉุกเฉินโดยตรง ก็จะทำให้หน่วยกู้ชีพไปถึงจุดเกิดเหตุได้ทันท่วงที อาจทำให้ผู้ขับรายนี้รอดชีวิตได้

นพ.สันต์ ยังได้แนะนำสำหรับผู้ที่ไปพบเหตุการณ์เช่นนี้ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ โทร.1669 โดยระหว่างนั้นห้ามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเด็ดขาด ให้รอทีมหน่วยกู้ชีพเป็นผู้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บแทน แต่ปัจจุบันกลับพบว่าประชาชนมักเข้าใจผิด ด้วยความหวังดีมักจะอุ้มผู้บาดเจ็บขึ้นมา หรือพยายามหิ้วปีก การกระทำเช่นนี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อีกทั้งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าการกระแทกอย่างรุนแรง จะไปกระทบอวัยวะภายในมากน้อยเพียงใด อาจทำให้เกิดอันตรายซ้ำเติมกับผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่นผู้บาดเจ็บอาจกระดูกคอหัก หากขยับไปทับไขสันหลังก็จะทำให้หยุดหายใจทันที หรือหากเกิดอาการกระดูกหลังหัก เมื่อไปขยับเขยื้อนก็จะมีความเสี่ยงในการกดทับไขสันหลัง ทำให้พิการถาวรได้ เป็นต้น ในส่วนของคนที่มีอาการหน้ามืดเป็นลม การช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือ ให้นอนในลักษณะแนวราบ นอนหัวต่ำได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจได้มากขึ้น

นพ.สันต์ ย้ำว่า “การป้องกันอุบัติเหตุจะต้องทำอย่างเป็นระบบ และในทุกระดับ โดยมีหลายหน่วยงานได้ดำเนินการแล้ว อย่างเช่น โครงการเมาไม่ขับ ที่ สสส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดทำผ่านสื่อรณรงค์ต่างๆ นอกจากนี้การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน โดยการมีถนนที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการมีพื้นผิวจราจรที่ได้มาตรฐาน มีแบริเออร์ สัญญาณเตือนที่ชัดเจน เป็นต้น ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตได้เช่นกัน

นพ.สมศักดิ์ ผ่องประเสริฐ นายกสมาคมแพทย์อุบัติเหตุแห่งประเทศไทย บอกว่า โอกาสการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการเคลื่อนย้ายในที่เกิดเหตุ ซึ่งในบางครั้งละครโทรทัศน์ได้มีการนำเสนอวิธีช่วยเหลือที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนจึงต้องมีความรู้ เพื่อที่จะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย ซึ่งทางสมาคมแพทย์อุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย และ สสส. ได้มีการให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านโครงการส่งเสริมและป้องกันคนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน เช่น วิธีการหยุดเลือดการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยตามสภาพ ฯลฯ ถือเป็นการป้องกันชั้นแรกก่อนที่ทีมกู้ภัยจะมาถึง รวมถึงการฝึกฝนให้ความรู้ทางวิชาการกับเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และได้มีการจัดการประชุมวิชาการประจำปีโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาให้ความรู้กับแพทย์ พยาบาล อย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ
บนท้องถนนในระดับตติยภูมิ

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด นอกจากการป้องกันอุบัติเหตุที่หลายหน่วยงานต้องร่วมมือกันแล้ว ผู้ขับขี่เองก็ต้องป้องกันตนเองด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้เรียบร้อย และมีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมทางเพื่อให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เราทุกคนได้กลับบ้านปลอดภัย

โดย ปานมณี

บรรยากาศพสกนิกรไทย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249521

บรรยากาศพสกนิกรไทย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

บรรยากาศพสกนิกรไทย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.15 น.

20 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดย เวลา 04.40 น. เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่นั่งรถวีลแชร์เข้าเป็นชุดแรก ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.45 น. โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศของประเทศไทย พร้อมใจเดินทางมารอเข้าคิวที่ท้องสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดพิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรนำกลับไปเป็นที่ระลึกพร้อมข้าว “พอเพียง” พระราชทานซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวขยายพันธุ์ต่อไป

โดย นายชัยยะ คงชื่น อายุ 57 ปี ชาวไทใหญ่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เดินทางมาพร้อมกับชนเผ่าไทใหญ่กว่า 400 คน จาก จ.เชียงใหม่  จ.เชียงราย และ จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “ในหลวง ร.9 ท่านให้ชีวิตใหม่แก่พวกเราซึ่งอพยพมาจากประเทศเมียนมา นอกจากจะไม่เนรเทศพวกเราออกจากประเทศไทยแล้ว พระองค์ยังทรงพระเมตตาให้ที่ทำมาหากินด้วย และภายหลังจากที่พระองค์เสด็จฯมาเยี่ยมที่หมู่บ้านท่าตอนแล้วก็มีน้ำ มีไฟฟ้า มีถนนเข้าหมู่บ้าน และมีโรงเรียน ทำให้ลูกหลานของเราได้รับการศึกษาดีขึ้น รวมถึงมีโครงการหลวงหมอกสาม ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมด้านเกษตรกรและรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านให้มีรายได้ดีขึ้น ชาวไทใหญ่รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ถือว่าในหลวง ร.9 คือผู้มีพระคุณอย่างมาก ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ชาวไทใหญ่จะจัดงานเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน”

ด้านนายสมจิต สุวรรณบุษย์น้ำทอง นายกสมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมไทใหญ่ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นที่ที่ชาวไทใหญ่อาศัยเป็นพื้นที่ติดกับแนวชายแดนไทย-พม่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริส่งเสริมอาชีพด้านเกษตรกรรม, พัฒนาแหล่งน้ำ, การคมนาคม และพระราชทานสัญชาติไทยให้กับชาวไทใหญ่ พร้อมให้มีที่อยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย  พร้อมจัดสร้างโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ให้ ซึ่งชาวไทใหญ่กำลังหารือกันว่าจะกำหนดให้วันที่ ในหลวง ร.9 เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร์ ที่ ต.ท่าตอน ครั้งแรก ให้เป็นวันสำคัญของชาวไทใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงให้การช่วยเหลือชาวไทใหญ่

ด้าน น.ส.เมี๊ยะ มู๋ อู สาวเมียนมา อายุ 23 ปี พนักงานร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนพนักงานในร้านอาหาร กล่าวว่า แม้ตนเป็นคนเมียนมาแต่ก็รู้จักและรักในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์มีจิตใจดี พอทราบข่าวว่าเสด็จสวรรคตก็รู้สึกใจหาย เสียใจไม่แตกต่างจากคนไทย วันนี้เป็นวันหยุดเมื่อพี่ๆ ที่ทำงานชวนมาถวายบังคมพระบรมศพด้วยกัน จึงขอติดตามมาด้วยและจะถือโอกาสไปไหว้พระแก้วมรกตด้วย ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนแผ่นดินของพระองค์นั้น ตนทำมาหากินด้วยความสุจริต มีเงินเก็บส่งให้ครอบครัวที่บ้านเกิดเมืองมะละแหม่ง มีความสุขมากเพราะคนไทยใจดี

 

คณะจากคูเวตเปิดอาคารเรียนหลังใหม่ ที่โรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์จ.ตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249514

คณะจากคูเวตเปิดอาคารเรียนหลังใหม่ ที่โรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์จ.ตรัง

คณะจากคูเวตเปิดอาคารเรียนหลังใหม่ ที่โรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์จ.ตรัง

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.01 น.
20 ธ.ค.59 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 เวลา 10.00 น. นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้การต้อนรับ ดร.อาลี ฮับรอเฮบ และคณะจากประเทศคูเวต นายอิซซัท อาลี อับดิล ซอดิค ประธานมูลนิธิเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาสังคม และร่วมในพิธีเปิดป้ายอาคารหลังใหม่ของโรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์ ต.สุโสะ อ.เปลียน จ.ตรัง โดยมีนายวรนิตย์ ชำนาญเหนาะ ผู้ลงนามแทนมูลนิธิศูนย์จริยธรรมอิสลาม จังหวัดตรัง ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์ นายอำเภอปะเหลียน หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และนางสาวบุณรดา กะเดช ผู้ช่วยนักประชาสัมพันธ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ซึ่งรับมอบหมายจากนายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ร่วมแสดงความยินดี
โรงเรียนดารุ้ลฟัญ์ มีบุคลากร 16 คน และมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 183 คน และในปีการศึกษาหน้าจะเปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่อาคารแห่งใหม่นี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาก่อสร้างเป็นอาคารเรียนคอนกรีต 2 ชั้น จำนวน 8 ห้องเรียน โดยคุณท่านหญิงอุมมุบัดร ประเทศคูเวตเป็นผู้บริจาคเงินจำนวน 5,500,000 บาท ซึ่งอาคารแห่งนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่นักเรียนโรงเรียนดารุ้ลฟัจญ์ เด็กและเยาวชนในจังหวัดตรังต่อไป

พระอัยยิกา-พระปิตุจฉา’กษัตริย์จิกมี’ เสด็จฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249504

พระอัยยิกา-พระปิตุจฉา'กษัตริย์จิกมี' เสด็จฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะร.9

พระอัยยิกา-พระปิตุจฉา’กษัตริย์จิกมี’ เสด็จฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะร.9

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.26 น.

20 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 14.30 น. สมเด็จพระอัยยิกาเกซัง โชเดน วังชุก และสมเด็จพระปิตุจฉาเปมา ลาดน วังชุก ในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน พระองค์ที่ 5 เสด็จมาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และลงพระนามในสมุดหลวง แสดงความเสียพระราชหฤทัย ณ อาคารสำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง

ขบวนไม้จันทน์หอมเข้าราชบุรี ปชช.เฝ้ารอรับขบวนตามจุดผ่าน (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249468

ขบวนไม้จันทน์หอมเข้าราชบุรี ปชช.เฝ้ารอรับขบวนตามจุดผ่าน (ประมวลภาพ)

ขบวนไม้จันทน์หอมเข้าราชบุรี ปชช.เฝ้ารอรับขบวนตามจุดผ่าน (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.48 น.

ขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมที่แปรรูป จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ผ่านเข้าสู่จังหวัดราชบุรีแล้ว เดินทางมุ่งหน้าผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 เชิงเขาแก่นจันทร์ ไปตามถนนเพชรเกษม ก่อนจะเข้าสู่จังหวัดนครปฐม เมื่อเวลา 12.52 น. และระหว่างการเดินทางมีประชาชนมานั่งรอรับขบวนตามจุดต่างๆ

20 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.37 น.ขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมที่แปรรูปจำนวน 1,461 แผ่นเป็นขนาดต่างๆ จำนวน 3 คันซึ่งประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยการผูกผ้าขาว ดำจับดอก และที่บริเวณพื้นของรถมีการปูด้วยพรหมสีแดง ซึ่งได้ทำการเคลื่อนย้ายออกจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำโดยรถวิทยุตำรวจทางหลวง 3 คันประกอบด้วยรถเบิกทาง รถนำทาง และรถปิดท้ายขบวน เมื่อเวลา 06.59 น. และใช้เส้นทางผ่านสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำยางชุม ในพระราชดำริ และมุ่งหน้าออกไปยังสามแยกบ้านหนองหมู และมุ่งหน้าออกสู่ถนนเพชรเกษม ผ่านอำเภอสามร้อยยอด อำเภอปราณบุรี และใช้เส้นทางถนนพายพาสปราณบุรี-ชะอำ และมุ่งหน้าต่ออำเภอท่ายาง

ซึ่งขบวนรถทั้งหมด จะแวะพักรถพร้อมทั้งรับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์ของฝากแม่กิมลั้ง จังหวัดเพชรบุรี จากนั้น เวลา 11.00 น. ขบวนรถได้ออกเดินทางต่อ โดยผ่านอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และเข้าสู่เขตจังหวัดราชบุรีที่สะพานต่างระดับแยกวังมะนาวอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เวลา 11.37 น. โดยรถนำขบวนได้ใช้เส้นทางต่อจากจังหวัดเพชรบุรี ผ่านเข้าถึงสี่แยกอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยหัวหน้าด่านป่าไม้ได้ทำการตอกตราประจำด่าน และมีประชาชนนำพวงมาลัยมาถวายที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ประดับไว้บนรถกระบะคันแรก โดยใช้เวลาประมารณ 5 นาที จากนั้น ขบวนรถได้เดินทางออกจากที่ด่านป่าไม้ สี่แยกอำเภอปากท่อ มุ่งหน้าไปตามถนนทางหลวงเพชรเกษม ผ่านเข้าสู่ตัวเมืองราชบุรี ที่สะพานยกระดับถนนทางเลี่ยงเมือง หน้าหมู่บ้านนิรันฮิว เวลา 11.59 น.

จากนั้น รถได้ชลอตัวที่ถนนลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 เชิงเขาแก่นจันทร์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตราย จตุรทิศ หรือ พระสี่มุมเมือง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานมาประดิษฐานไว้ จากนั้น ขบวนรถได้ทำความเร็วตามปกติ เคลื่อนขบวนต่อผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง และขึ้นสะพานยกระดับที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชบุรี และมุ่งหน้าต่อผ่านไปยังจุดบริการตำรวจทางหลวงบางลาน ตำบลดอนทราย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมพระชาชนมารอรับขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอม

โดยขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมได้ชะลอตัวเพื่อให้ประชาชนที่รอรับได้ทำการสักการะ และเมื่อขบวนรถวิ่งผ่านครบทุกคัน ได้ทำความเร็วตามปกติ มุ่งหน้าผ่านที่แยกอำเภอโพธาราม ผ่านแยกอำเภอบางแพ และมุ่งหน้าต่อไปยังแยกเข้าอำเภอบ้านโป่ง จากนั้น ผ่านที่หน้าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด และขบวนได้เดินทางต่อเข้าสู่เขตจังหวัดนครปฐมที่หน่วยบริการทางหลวงสากกระเทียม ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมือง นครปฐม จังหวัดนครปฐม เมื่อเวลา 12.52 น. โดยมีประชาชนมารอรับ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยหัวหน้าด่านป่าไม้ได้ทำการตอกตราประจำด่าน ก่อนจะเดินทางต่อเข้าสู่จังหวัดนครปฐมจนถึงสำนักช่างสิบหมู่ จังหวัดนครปฐม รวมระยะทาง 285 กิโลเมตร

โดยจะมีพิธีส่งมอบ รับมอบจันทน์หอม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะทำพิธีสรงน้ำ วางพวงมาลัย และกล่าวส่งมอบไม้จันทน์หอม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทำพิธีสรงน้ำ วางพวงมาลัย และกล่าวรับมอบไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการจัดสร้างพระบรมโกศทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ

สำหรับไม้จันทน์หอมจาก 12 ต้น ซึ่งทางสำนักพระราชวัง มีการประกอบพิธีบวงสรวงและตัดไม้จันทน์หอม ปฐมฤกษ์ในวันที่ 14 พ.ย.59 ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้ดำเนินการตัด เลื่อยไม้ และทำการแปรรูปไม้จันทน์หอม ซึ่งตัดใช้งานจริงเพียง 9 ต้น ตามความต้องการของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

ทั้งนี้ ไม้จันทน์หอมทั้ง 9 ต้นมีการตัดเลื่อย และการแปรรูปเป็นขนาดไม้ที่มีความกว้างขนาด 4 นิ้ว 6 นิ้ว และ 8 นิ้ว มีความหนาขนาด 7 มิลลิเมตร รวมปริมาตรเนื้อไม้จันทร์ทั้งหมด 4.57 ลูกบาศก์เมตร จำนวนไม้ทั้งหมด 1,461 แผ่นโดยมีคณะกรรมการควบคุมการตัด เลื่อย และแปรรูปไม้จำนวน 3 คนและดำเนินการตีตราตอไม้ทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งไม้จันทน์หอมทั้งหมดได้ผ่านการตรวจความชื้นแล้วจากนักวิชาการจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

1ม.ค.60สำนักพระราชวังเปิดให้ปชช.ถวายพระพร’ในหลวง ร.10′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249467

1ม.ค.60สำนักพระราชวังเปิดให้ปชช.ถวายพระพร'ในหลวง ร.10'

1ม.ค.60สำนักพระราชวังเปิดให้ปชช.ถวายพระพร’ในหลวง ร.10′

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.48 น.

20 ธ.ค.59 สำนักพระราชวัง แจ้งว่า เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 07.30 – 17.00 น.และของดการถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นเวลา 1 วัน

สำหรับเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังคงมีตามปกติ

สำนักพระราชวัง 20 ธันวาคม 2559

‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ทรงห่วงใยปชช. พระราชทานหน่วยแพทย์ดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249461

'ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์'ทรงห่วงใยปชช. พระราชทานหน่วยแพทย์ดูแล

‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ทรงห่วงใยปชช. พระราชทานหน่วยแพทย์ดูแล

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.28 น.

20 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน

โดยวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร และบุคลากร จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ จำนวน 17 คน แพทย์ พยาบาล จากโรงพยาบาลตรัง จ.ตรัง จำนวน 5 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตลอดทั้งวัน โดยประชาชนที่เดินทางมารอกราบถวายบังคมพระบรมศพส่วนใหญ่มีอาการเป็นไข้หวัด เนื่องจากสภาพอากาศเปลียนแปลง และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วๆ ไป นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ กทม.เข้ามาใช้บริการรักษาบาดแผลทั่วไป จากการปฏิบัติงานด้วย