ในหลวงร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249458

ในหลวงร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

ในหลวงร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.08 น.

20 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน

โดยมื้อเช้าเวลา 07.00 น. ประกอบด้วย ข้าวต้มหมูตุ๋น 1,500 ถ้วย กาแฟสด 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง ส่วนมื้อกลางวัน เวลา 11.00 น. ข้าวหมกไก่หอมเจียว 1,000 จาน ข้าวแกงคั่วหมูย่างใบชะพลู 1,000 จาน ข้าวกะหล่ำหมูสับผัดน้ำปลา 1,000 จาน ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย 1,000 ชาม ข้าวไก่ผัดพริกขิงถั่วฝักยาว 1,000 จาน สำหรับมื้อบ่าย 16.00 น. ประกอบด้วย ขนมไทย 1,000 กล่อง ข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอด 1,000 ห่อ เฉาก๊วย 1,000 ถุง และ มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวราดทอดมันปลากราย 5,000 จาน ข้าวผัดผักรวมกุ้งสด 3,000 จาน พร้อมน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

‘ไม้จันทน์หอม’ออกจาก’กุยบุรี’ ส่งสำนักช่างสิบหมู่นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249446

'ไม้จันทน์หอม'ออกจาก'กุยบุรี' ส่งสำนักช่างสิบหมู่นครปฐม

‘ไม้จันทน์หอม’ออกจาก’กุยบุรี’ ส่งสำนักช่างสิบหมู่นครปฐม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.51 น.

20 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 06.39 น. ที่ผ่านมา นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน ในการประกอบพิธีจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนที่เครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สรงน้ำที่ไม้จันทน์หอม โปรยดอกไม้โดยรอบบนรถบรรทุกไม้จันทร์หอม 3 คัน บริเวณด้านหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.ย่านซื่อ อ.กุยบุรี โดย นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี นายเกริกชัย ชาติไทยไตรรงค์ วัฒนธรรมจังหวัด นายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทน 13 องค์กรเครือข่ายกุยบุรีพาวเวอร์ และ ประชาชนจำนวนมาก

ต่อมา เมื่อเวลา 06.59 น. รถวิทยุตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ จากสถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 2 จำนวน 3 คัน ได้นำเคลื่อนขบวนรถทั้งหมด พร้อมรถประดับผูกผ้าขาวดำจับดอกพร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่นำขวบวน รถบรรทุกไมจันทน์หอม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯประจำบนรถคันละ 6 นาย จากเส้นทางจากอุทยานฯ ผ่านบริเวณสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำยางชุมอันเนื่องมาจากพระราชดำริถึงสามแยกบ้านหนองหมูระยะทาง 30 กิโลเมตร

สำหรับตลอดระยะเส้นทางที่ขบวนรถแล่นผ่านมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ นั่งพนมมือริมถนน และก้มกราบเมื่อขบวนแล่นผ่าน รวมทั้งประชาชนจำนวนมากยืนเข้าแถวพร้อมถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อถวายความอาลัย จากนั้นเขบวนรถเลี้ยวซ้ายจากแยกหนองหมูขึ้นบนถนนเพชรเกษม ขาเข้า กทม. เพื่อมุ่งหน้าไปยังสำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม โดยมีจุดพักรถที่ร้านแม่กิมไล้ ต.ไร่ส้ม อ.เมือง เวลา 10.39 น. และออกเดินทางเวลา 10.59 น.มุ่งหน้าไปตามถนนเพชรเกษม ผ่าน จ.ราชบุรี ถึง จ.นครปฐมในเวลาประมาณ 14.09 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนมีการประกอบพิธี “เจ้าอูด” หมูป่าเพศเมียแสนรู้ อายุ 1 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานได้นำมาเลี้ยงไว้ นอนหมอบนิ่งบริเวณที่จะมีการประกอบพิธีด้านหน้ารถบรรทุกไม้จันทน์หอม เหมือนเป็นการแสดงความอาลัยในการจัดส่งมอบไม้จันทน์หอม ทำให้ผู้ร่วมงานจำนวนมากให้ความสนใจและบันทึกภาพ

อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249430

อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.52 น.

20 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 68 ในการนี้เป็นวันที่ 14 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล

โดยเวลา 07.00 น. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 19 ธ.ค. โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ กรรมสรรพากร, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาคนใหม่ ต้องสู้กับพลังจากทุกกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249353

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาคนใหม่ ต้องสู้กับพลังจากทุกกลุ่ม

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาคนใหม่ ต้องสู้กับพลังจากทุกกลุ่ม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บอกได้เลย (โดยไม่ต้องทำนาย)ว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ จะต้องเจอกับกระแส จากนักวิชาการ และคนในแวดวงการศึกษา ให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงองค์กรกันใหม่ ซึ่งเป็นวัฏจักรเดิมๆ ที่พอมีคนใหม่ก็เริ่มต้นกันใหม่ เวียนวนกันเหมือนพายเรือในอ่าง ตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์

ต้องยอมรับกันว่า บุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษา เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก๊กหลายกลุ่ม ทุกกลุ่ม มีอำนาจ มีบารมีในการสร้างกระแส เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองได้ใน พลังที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น เมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ แต่ละกลุ่มก็จะ “โยนหินถามทาง” และเสนอตัว แสดงความสามารถเพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับในการเข้าร่วมอำนาจกับคนที่มาใหม่อย่างเป็นระบบ หากผู้นำคนใหม่ ขาดวิจารณญาณ หรือหลงลืมตัว (เพียงชั่วขณะ) ก็จะเกิดอาการโอนเอียง ขาดสมดุลความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

หน้าที่ หนักที่สุดของการบริหารงานในกระทรวงศึกษาฯ จึงไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถในการติดของใหม่ แต่เป็นความสามารถในการควบคุมตัวเอง ให้เป็นตัวของตัวเอง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ดำเนินการทุกอย่างด้วยวิจารณญาณของตัวเอง บนพื้นที่แห่งเหตุและผล มิใช่เกิดจากกระแส หรือการนำเสนอของ กลุ่มบุคคลที่พุ่งเข้ามาหาอย่างตั้งตัวไม่ติด

สิ่งสำคัญที่สุด จึงอยู่ที่การแก้ปัญหามากกว่าการเริ่ม สร้างโครงสร้างใหม่ ผู้นำคนใหม่จะต้องพัฒนาโดยการใช้วิธีการแก้ปัญหา ตัดและทำลาย เชื้อร้ายออกไปเอาเชื้อดีเข้ามาแทนที่ และปล่อยให้งานที่ดำเนินอยู่แล้ว ดำเนินต่อไป บนตรรกะแห่งความเป็นเหตุเป็นผล

เขียนเตือนตัวเองไว้ที่หน้ากระจกเลยว่า “การที่ตนได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่เพื่อมาอำนวยการความสะดวกให้กับความต้องการของกลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์ แต่ที่ได้รับการไว้วางใจให้มาดูแล เพราะเขาเห็นคุณค่าในตัวของเราเอง”

หัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างชาติด้วยการศึกษาคือ การทำให้การศึกษาก้าวเข้าสู่เป้าหมาย ไม่ใช่การเพิ่มหน่วยงานให้โตยิ่งขึ้น

‘ผ้าไหมอีรี่’-‘เครื่องถมดำ’ ปั้นฝัน เดอะ บัณฑิต ปี 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249354

‘ผ้าไหมอีรี่’-‘เครื่องถมดำ’ ปั้นฝัน เดอะ บัณฑิต ปี 3

‘ผ้าไหมอีรี่’-‘เครื่องถมดำ’ ปั้นฝัน เดอะ บัณฑิต ปี 3

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โครงการ “ปั้นฝัน เดอะ บัณฑิต ปี 3” เป็นโครงการภายใต้การสนับสนุนของ “มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” (มูลนิธิที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9) มูลนิธิรากแก้ว และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยมี บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ให้คำแนะนำ ปรึกษา ลงพื้นที่ดูการปฏิบัติงานจริงพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งในด้านการออกแบบ งานการตลาดและการขาย เพื่อเฟ้นหากลุ่มเยาวชนที่มีจิตสำนึก ตระหนักรู้ถึงปัญหาของสังคม มาใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ช่วยเชิดชูงาน “ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งแสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงศักยภาพของศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย

ในปีนี้บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ได้นำทีมนิสิตจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒซึ่งรวมตัวกันจาก 5 สาขาวิชา ได้แก่ 1) สาขาการออกแบบสื่อสาร 2) สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ 3) สาขาการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ 4) สาขาการจัดการท่องเที่ยว และ 5) สาขาการออกแบบแฟชั่น เพื่อดึงขีดความสามารถของเยาวชน ในแต่ละสาขามาพัฒนาโครงงานภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผ้าไหมบุญพื้นถิ่นถมไทยศุภสิน ปั้นสรรค์ศิลป์แผ่นดินสู่สากล” (Green Silk Green Jewelry) ให้ออกมาดีที่สุด สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการสร้างสรรค์เป็นผลงาน “ผ้ารองจาน” ผลิตจาก “ผ้าไหมอีรี่” ที่ได้เส้นไหมมาจากหนอนไหมสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นไหมป่าเพียงชนิดเดียวที่สามารถเลี้ยงได้ครบวงจรชีวิต ตัวหนอนไหมไม่ตายที่กระบวนการดึงเส้นไหม และ “ชุดช้อนส้อม” ที่ผลิตจาก “เครื่องถมดำ” ที่ทางสาขาอัญมณีและเครื่องประดับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้นำนวัตกรรมยาถมปลอดสารตะกั่วที่คิดค้นได้เพื่อยกระดับชิ้นงานให้ได้มาตรฐานสากล เข้าไปเผยแพร่สอนอาชีพให้แก่ชาวบ้านในชุมชน

ผลงานของนิสิต มศว ทั้ง 2 ชิ้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจังหวัดสระแก้ว จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย แหล่งผลิตงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก มีปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งเป็นประติมากรรมที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษ มีอิทธิพลต่อการออกแบบงานศิลปหัตถกรรมของคนในพื้นถิ่นสระแก้ว อาทิ ผ้าทอจากไหมอีรี่ของบ้านแผ่นดินเย็น ต.แซร์ออ อ.วัฒนานครจ.สระแก้ว และเครื่องเงินยาถมดำปราศจากตะกั่ว อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

การประยุกต์ของสองสิ่งโดยนำมาออกแบบร่วมกันให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าไหมอีรี่ ตกแต่งด้วยลูกปัดและกระดุมเครื่องยาถมดำ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้นิสิตในฐานะนักออกแบบรุ่นใหม่ได้ผสมผสานความคิดเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการทอผ้าและเครื่องยาถมแบบดั้งเดิมจนได้ผลงานที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่และพัฒนาต่อได้ นับเป็นเป็นมูลค่าทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

‘มหัทธโนฤกษ์’ บวงสรวงราชรถ5องค์ กุยบุรีมอบไม้จันทน์หอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249413

‘มหัทธโนฤกษ์’  บวงสรวงราชรถ5องค์  กุยบุรีมอบไม้จันทน์หอม

‘มหัทธโนฤกษ์’ บวงสรวงราชรถ5องค์ กุยบุรีมอบไม้จันทน์หอม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

‘มหัทธโนฤกษ์’

บวงสรวงราชรถ5องค์

กุยบุรีมอบไม้จันทน์หอม

‘กอร.รส.’ถกจัดกิจกรรม

สวดข้ามปี‘สนามหลวง’

กรมศิลป์ ถือฤกษ์ “มหัทธโนฤกษ์” บวงสรวงก่อนลงมือบูรณะ “ราชรถ-พระยานมาศ” 5 องค์เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 กำหนดดำเนินการแล้วเสร็จกันยายน 2560 ขณะที่ กอร.รส.เตรียมหารือจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีหรือจุดเทียนกลางท้องสนามหลวง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่หกสิบเจ็ด เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งวันนี้หน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 19 ธันวาคม น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารและวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 18 ธันวาคม

เวลา 10.30 น.นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารและวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร

เวลา 16.30 น.นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นประธาน บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.พล.ท.อาวุโส โต เลิม สมาชิกกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และรมว.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งเวียดนามเดินทางมาลงนามถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในสมุดหลวง ณ ห้องแดง ศาลาว่าการพระราชวัง พระบรมมหาราชวัง

ขณะที่บรรยากาศเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันนี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 04.45 น.ตลอดทั้งวันมีพสกนิกรจากทั่วสารทิศเดินทางมาเข้าแถวเนืองแน่นเช่นทุกวัน ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เดินทางเข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.40-22.07 น.วันที่ 18 ธันวาคมมีจำนวน 49,131 คนรวม 49 วันมี 1,923,112 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 3,813,151.75 บาทรวม 49 วัน มียอดเงินรวม 150,927,439 บาท

ส่วน พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แถลงหลังประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.)ว่า ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าถวายบังคมพระบรมศพเรียบร้อยดี แต่พบปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่รองรับไม่ทัน เพราะประชาชนเดินทางมาตั้งแต่ตี 3 เราจึงมีหน่วยบริการทางการแพทย์เพิ่มเติมทางทิศใต้ และมีทหาร ตำรวจ อปพร.มาเสริมนอกเวลาช่วงกลางคืน แต่อยากขอให้ประชาชนทยอยมาช่วงสายหรือช่วงบ่าย เพื่อดูแลได้ทั่วถึงและจนกว่าประชาชนจะหมด สำหรับช่วงปีใหม่รับแจ้งว่าอาจมีพิธีสวดมนต์ข้ามปีหรือจุดเทียนบริเวณสนามหลวง โดยกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะหารือข้อสรุปวันที่ 21 ธันวาคม เพราะต้องจัดเตรียมพื้นที่ เจ้าหน้าที่รองรับประชาชน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือลงวันที่ 16 ธันวาคมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง การอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรมีรายละเอียดว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อมอบให้ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนปวงชนชาวไทยอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ประดับบริเวณส่วนราชการและอาคารต่างๆตามความเหมาะสม เพื่อให้การปฏิบัติของจังหวัดเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม จึงขอให้จังหวัดดำเนินการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรประดับด้านหน้าศาลากลางหจังหวัดและให้ตรวจสอบดูแลพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรให้ถูกต้องเหมาะสม

เวลา 14.49 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นประธานพิธีบวงสรวงเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ วิบูลย์เวทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์ พฤฒาจาริย์ ประธานพระครูพราหมณ์และหัวหน้าพราหมณ์หลวงนำบวงสรวง

พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า การจัดพิธีบวงสรวงเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้ดำเนินงาน โดยพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กำหนดเวลาฤกษ์ดังกล่าวเป็นมหัทธโนฤกษ์ แปลว่า คนมั่งมี ผู้รุ่งเรือง เศรษฐี หลังจากนี้กรมศิลปากร กรมสรรพาวุธทหารบกและกรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินงานบูรณะราชรถทั้ง 5 องค์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถและราชรถน้อย 3 องค์ เกรินบันไดนาค 2 เกริน พระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ โดยกรมศิลปากรจะบูรณะ ซ่อมแซมงานตกแต่งและงานประดับที่เป็นงานประณีตศิลปกรรม ส่วนกรมสรรพาวุธทหารบกและกรมอู่ทหารเรือจะศึกษาตรวจสอบสภาพโครงสร้างราชรถ ระบบกลไก การเคลื่อนที่และการชักลาก ให้มั่นคงแข็งแรง การบูรณะจะเสร็จก่อนเดือนกันยายน 2560

ทั้งนี้ วันที่ 26 ธันวาคม เวลา 13.00 น.จะประชุมจัดสร้างพระเมรุมาศ ครั้งที่ 2 ที่กรมศิลปากร จากนั้นเวลา 16.19 น. เป็นกำหนดเวลาฤกษ์สำหรับการปักหมุดพระเมรุมาศ ประมาณวันที่ 20 มกราคม 2560 จะล้อมรั้วพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ เพื่อให้สำนักงานช่างสิบหมู่เข้าดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ

ส่วนที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี เดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.หาดขาม เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและความพร้อมของขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมที่จะนำไปส่งให้สำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม ซึ่งตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ส่วนราชการต่างๆ ช่วยกันประดับตกแต่งยานพาหนะที่ใช้บรรทุกไม้จันทน์หอมที่ตัดและแปรรูปเสร็จแล้วส่งให้สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อนำไปใช้สร้างพระโกศจันทน์ ดอกไม้จันทน์ และฉลุลายประดิษฐานยังพระจิตกาธานภายในพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยขบวนรถออกเดินทางเวลา 06.39 น.วันที่ 20 ธันวาคม และถึงสำนักช่างสิบหมู่เวลา 14.30 น. ก่อนประกอบพิธีส่งมอบให้กับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรมว.วัฒนธรรม

กำหนด วัฒนธรรม ‘คนดี’ และ ‘คนเก่ง’ ขีดเส้นใต้ไปที่ การให้ความช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249352

กำหนด วัฒนธรรม ‘คนดี’ และ ‘คนเก่ง’ ขีดเส้นใต้ไปที่ การให้ความช่วยเหลือ

กำหนด วัฒนธรรม ‘คนดี’ และ ‘คนเก่ง’ ขีดเส้นใต้ไปที่ การให้ความช่วยเหลือ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความรับผิดชอบของประเทศที่มีต่อพลเมืองของชาติ ในเรื่องของ การให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูล สนับสนุน ดูแล ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ซึ่งหากจะให้สอดคล้องกับ ไทยแลนด์ 4.0 ที่เราคาดหวังว่า จะพลิกโฉมหน้าประเทศให้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล

ความช่วยเหลือ พลเมืองของชาติ ควรจับตาไปถึงคนสองกลุ่ม ที่จะเป็นตัวจักรสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ และสร้างความเจริญ ความสุข ความสมหวังให้กับประเทศ ซึ่งคน 2 กลุ่มดังกล่าวคือ “คนดี”กับ “คนเก่ง”

ประเทศต้องแยกแยะให้ออกว่า นิยามของคนดี และ คนเก่ง คือ อย่างไร

บริบทของ “คนดี” หมายถึง คนที่มีจิตวิญญาณในการสร้างสิ่งที่ดีงาม เพื่อให้สรรพสิ่งรอบๆ ตัวเกิดความสมบูรณ์ คนดีจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่นึกถึงตัวเอง หากจะต้องเสียเงิน เสียทรัพย์เพื่อสร้างสิ่งที่ดี ก็จะไม่ลังเล หากทำสำเร็จก็จะมีความสุขอยู่ในใจของตัวเอง โดยไม่ต้องประกาศความดีให้กับสังคมมายกย่องสรรเสริญ ความสำเร็จของคนดีคือ ความสุขทางใจที่พวกเขาได้รับ อาทิ ปลูกป่าบนพื้นที่แห้งแล้ง, สอนเด็กๆ ที่ขาดโอกาสเข้าโรงเรียน,รักษาโรคให้กับชุมชนโดยไม่คิดเงิน เป็นต้น

บริบทของ “คนเก่ง” หมายถึง คนที่มี มันสมอง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะเกินกว่าคนปกติธรรมดา โดยคนเก่งจะมีนิสัยที่ชอบสร้างชอบคิดให้ จินตนาการกลายเป็น รูปธรรม จับต้องได้ นำไปสร้างประโยชน์ได้ เมื่อทำสำเร็จก็จะภาคภูมิใจ และอยากประกาศถึงคุณค่าของการกระทำให้สังคมรับรู้ และพร้อมที่จะต่อยอดผลสำเร็จของตัวเองออกไปเพื่อสร้างผลประโยชน์จากความเก่งของตัวเองให้กลายเป็นทรัพย์งอกเงยขึ้นมา ซึ่งนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้จากคนกลุ่มนี้ทั้งสิ้น

สรุปสั้นๆ คนดี ทำโดยไม่หวังผลประโยชน์ที่จะกลับมาหาตัวเอง ส่วนคน เก่ง ทำแล้วหวังว่า จะเกิดผลประโยชน์ตามกลับมาหาตนเองในภายหลัง

ทุกวันนี้ ประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือ กับ คนดี และ คนเก่ง แบบสับสน ไม่ตรงกับความต้องการโดยตรงกับธรรมชาติของ คนดี และ คนเก่ง

ในการก้าวเข้าสู่ ยุค 4.0 ประเทศไทยน่าจะปรับเปลี่ยนความช่วยเหลือ ระหว่าง คนดีกับคนเก่ง ให้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อกลุ่มคนทั้งสองกลุ่มจะได้ มีอยู่ตลอดไปในสังคมไทย

เริ่มจาก คนดี เมื่อได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นคนดีแล้ว รัฐควรสนับสนุนส่งเสริม ช่วยเหลือ ด้วยการจ่ายเงินให้เป็นรายเดือน เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดี เพื่อมีแรงในการทำความดีต่อไป เพราะคนกลุ่มนี้ตลอดเวลาที่ทำดี ไม่เคยเรียกร้องหรือใช้เงินจากคนอื่น นอกจากเงินส่วนตัว และคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง “เขาจะร่ำรวยมากที่สุดคือ รวยน้ำใจ”

ส่วนคนเก่ง หลายคน มีมันสมอง แต่ขาดทุนทรัพย์ในการนำไปสร้างงาน รัฐควรให้การสนับสนุน ด้วยการ ให้เงินอุดหนุน ส่งเสริม ในช่วงทำโครงการ ทำสำเร็จแล้ว ก็ช่วยหาทางกระจายคุณค่าของผลงานให้สังคมรับรู้ และหากเป็นไปได้หากสามารถส่งเสริมให้ผลงานสามารถกลายเป็น สินค้าที่มีคนต้องการมากยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งทำให้คนเก่ง มีแรงกาย แรงใจที่จะสร้างสรรค์งานชิ้นอื่นๆ ต่อไป ไม่จำเป็นต้อง ประกาศยกย่องแล้ว จ่ายเงินให้เป็นรายเดือน เพราะเขารู้ว่า “ขอเพียงมีโอกาส เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้”

ก็ไม่เลวเหมือนกันนะครับ ถ้าไทยแลนด์ 4.0 จะกำหนดวัฒนธรรมของเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือคนที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมอย่างเป็นมาตรฐาน เพราะนอกจากจะไม่เอาเงินไปละลายทิ้งอย่างไร้คุณค่าแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดคนดี และคนเก่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

‘กุยบุรี’พร้อมนำไม้จันทน์หอมส่งมอบสำนักช่างสิบหมู่ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249379

'กุยบุรี'พร้อมนำไม้จันทน์หอมส่งมอบสำนักช่างสิบหมู่ (ประมวลภาพ)

‘กุยบุรี’พร้อมนำไม้จันทน์หอมส่งมอบสำนักช่างสิบหมู่ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.53 น.

19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นายชาตรี  จันทร์วีระชัย  นายอำเภอกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.หาดขาม เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยภายหลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯและเจ้าหน้าที่ทหารชัดประสานงานโครงการตามพระราชดำริ ร11 พัน3 รอ.บ้านรวมไทย ร่วมกันนำไม้จันทน์หอมที่ผ่านการแปรรูปขึ้นบนรถบรรทุก 3 คัน โดยมีการปูพื้นด้วยพรหมสีแดงและผูกผ้าขาวดำจับดอกรอบคัน มีการนำไม้จันทน์หอมห่อหุ้มด้วยพรมสีแดงรองเป็นไม้หมอนอย่างสวยงามพร้อมผูกเชือกอย่างแน่นหนาเพื่อให้นายทวี  นริสศิริกุล ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางมาเป็นประธานในการประกอบพิธีจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนที่เครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สรงน้ำที่ไม้จันทน์หอม โปรยดอกไม้โดยรอบในเวลา 06.39 น. วันที่ 20 ธันวาคม

จากนั้นจะเคลื่อนขบวนรถทั้งหมดจำนวน 24 คัน ออกจากอุทยานฯในเวลา 06.59 น โดยรถบรรทุกไม้จันทน์หอม 3 คัน จะมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ประจำรถคันละ 6 คน ก่อนนำไปส่งให้สำนักช่างสิบหมู่ที่ จ.นครปฐม เพื่อนำไปจัดสร้างพระโกศทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ดอกไม้จันทน์ และฉลุลายประดับพระเมรุมาศในพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไม้จันทน์หอมที่แปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ได้เก็บรักษาไว้ในโรงเรือน ขนาด 6X12 เมตร ด้านหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หลังจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่ทหาร ร.11 พัน 3 รอ. บ้านรวมไทย ร่วมกันตัดเลื่อยไม้ แปรรูปไม้ตามที่ทางสำนักช่างสิบหมู่กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ได้ตัดต้นจันทน์หอม 9 ต้น มีการแปรรูปของขนาดไม้ที่มีความกว้างขนาด 4 , 6 และ 8 นิ้ว มีความหนาขนาด 7 มิลลิเมตร รวมปริมาตรเนื้อไม้จันทร์ทั้งหมด 4 ลูกบาตรเมตร ( ลบ.ม.) ล่าสุดไม้จันทน์หอมทั้งหมดได้ผ่านการตรวจความชื้นแล้วจากนักวิชาการจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อส่งมอบให้สำนักช่างสิบหมู่

พ.ต.ท.พันษา  อัมราพิทักษ์ สารวัตรตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 2 ประจวบคีรีขันธ์ ( สว.สทล.3 กก.2 ) กล่าวว่า จะใช้รถวิทยุตำรวจทางหลวงในขบวนจำนวน 3 คัน ประกอบด้วยรถเบิกทาง รถนำทางและรถปิดท้ายขบวนจนถึงสำนักช่างสิบหมู่ โดยใช้รูปแบบการถวายความปลอดภัยเพื่อให้สมพระเกียรติพร้อมประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงและตำรวจภูธรดูแลเส้นทางการจราจร บริเวณทางร่วมทางแยกทั้งหมดทุกจังหวัดที่ขบวนรถวิ่งผ่านเพื่อให้การจราจรเป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นไปตามเวลาที่กำหนดในการส่งมอบตามฤกษ์ยาม รวมทั้งทำการสำรวจเส้นทางตั้งแต่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีถึง จ.นครปฐม ระยะทางจำนวน 285 กิโลเมตร

นายศรีสวัสดิ์  บุญมา กำนัน ต.หาดขาม อ.กุยบุรี กล่าวว่า สำหรับรถบรรทุกทั้ง 3 คัน ที่บรรทุกไม้จันทน์หอมเป็นความร่วมมือของชาว อ.กุยบุรี  ซึ่งตนรับหน้าที่ขับรถบรรทุกไม้จันทน์หอมพร้อมด้วย นายขวัญชัย แพใหญ่ นายสมบัติ สนั่นแก้ว และนายอำนวย  บุญมา โดยใช้รถบรรทุกฮีโน่ ทะเบียน 80-8075 ประจวบคีรีขันธ์ รถอีซูซุ ทะเบียน 81-3390 ประจวบคีรีขันธ์และทะเบียน 81-0434 ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากได้ติดต่อเพื่อสมทบทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 12,000 บาท รวมทั้งบางรายขอเลขที่บัญชีเพื่อขอโอนมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งปั๊มน้ำมันบางแห่งใน อ.กุยบุรี ต้องการบริจาคน้ำมันเชื้อเพลิงให้แต่ตนได้ปฏิเสธ เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ชาว อ.กุยบุรี  ต้องการมีส่วนร่วมทุกคนเพื่อถวายความอาลัยแด่ในหลวงรัชการที่ 9

พสกนิกรทั่วไทยอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพเนืองแน่น (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249311

พสกนิกรทั่วไทยอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพเนืองแน่น (ประมวลภาพ)

พสกนิกรทั่วไทยอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพเนืองแน่น (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.30 น.

19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพว่า ในวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.35 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่นั่งรถวีลแชร์ได้เข้าเป็นชุดแรก ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.40 น. โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เดินทางมารอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 อย่างเนืองแน่น โดยสำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด พิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรนำกลับไปเป็นที่ระลึกพร้อมข้าว “พอเพียง” พระราชทานซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย

ด้านนางบัวนำ อุตเทพ อายุ 66 ปี อาชีพเกษตรกร ชาว ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กล่าวภายหลังเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ว่า ตนเหมารถตู้มาพร้อมกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งออกเดินทางตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. มาถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.00 น. ดีใจมากที่ได้เดินทางมากราบพระองค์ท่านในวันนี้ เพราะหากไม่มีในหลวง ร.9 ชาวบ้านยากจนก็คงจะไม่มีกินมีใช้อย่างเช่นทุกวันนี้ เมื่อปี 2529 เคยรับเสด็จในหลวง ร.9 ท่านเสด็จฯไปทรงเปิดเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นมีน้ำกินและน้ำใช้ทางการเกษตรและอยู่ดีกินดีขึ้น และยังช่วยให้น้ำไม่ท่วมบ้านอีกด้วย เพราะก่อนที่ยังไม่มีเขื่อนช่วงหน้าฝนน้ำจะท่วมขังทุกปี ที่ผ่านมาพวกเราก็ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ทางการเกษตรและในชีวิตประจำวันโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด”

ด้าน นางฐิติรัตน์ คงขวัญเมือง อายุ 48 ปี ชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนบ้าน จำนวน 20 คน ด้วยรถตู้โดยสาร 2 คัน กล่าวว่า “เมื่อทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต แทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ต้องใช้เวลาอยู่นานถึงจะสามารถทำใจได้ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ติดตามข่าวพระอาการประชวรของพระองค์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าพระองค์จะประชวรหนักมาก ถึงเหตุการณ์จะผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกทำใจไม่ได้ การที่พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว ทำให้เหมือนชีวิตขาดสิ่งยึดเหนี่ยวใจ แต่ช่วงนี้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นศูนย์รวมจิตใจ ดิฉันรู้สึกว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงงานหนักมากมาย ก็เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาและผลแก่คนในประเทศ ต่อจากนี้ไปพระองค์ไม่อยู่แล้ว ก็เหลือแต่หน้าที่ของคนไทย ที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาและบำรุงต้นไม้นี้ให้คงอยู่สืบไป เพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปยังได้ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่พระองค์ทรงได้ริเริ่มไว้”

ขณะที่ นางวัลลภา นัมคนิสรณ์ อายุ 62 ปี กล่าวว่า ด้วยความที่ตนมีโรคประจำตัวและเจ็บป่วยมาโดยตลอดจึงคิดว่า ไม่น่าจะอยู่ทันทราบข่าวร้ายเช่นนี้ แต่พอทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ จึงรู้สึกทำใจไม่ได้อย่างมาก เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมา ก็ได้ติดตามและเห็นข่าวของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานมาโดยตลอด  เพื่อให้คนไทยมีความผาสุขและอยู่ดีกินดี หากพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน คงไม่สามารถพูดหมดได้ พระองค์ทรงตรากตรำงานหนัก มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราช เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยอมรับว่ายังมีพระราชกรณียกิจอีกหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน และก็เพิ่งได้รับรู้ด้วยซ้ำ หลังจากที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ ทั้งชีวิตเกิดมาก็คงไม่สามารถทดแทนพระคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเมตตาต่อชาวไทยทุกคนได้”

ขณะที่ นางโดโรธี แวนเดอเวน อายุ 70 ปี นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เกิดประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวและพักอยู่ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 6 เดือน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกรักและชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนเป็นมิตร และวันนี้ก็รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องจากตนพอรับทราบถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย อีกทั้งพระองค์ยังทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยคุณภาพชีวิตอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น

“ดิฉันเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเหมือนกัน รวมทั้งราชวงศ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์ไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีความผูกพันกับราชวงศ์ไทยไปด้วย เมื่อได้มีโอกาสมาถวายบังคมพระบรมศพพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย จึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่าน” นางแวนเดอเวน กล่าว

ด้าน นางแสงเดือน หิรัญพงษ์ อายุ 49 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนมาถวายบังคมพระบรมศพกับครอบครัว โดยก่อนหน้านี้เคยมาคนเดียว 3 ครั้ง สิ่งที่ท่านทำให้ตนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือเกิดมาจนจำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด เมื่อตอนตนอายุ 8 ปี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน จึงได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จด้วย พ่อกับแม่ก็บอกให้ฟังว่าพระองค์เสด็จฯ มาทำอะไรบ้าง ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นก็ได้เห็นว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ มา บ้านเกิดของตนก็พัฒนาขึ้นมาก ทั้งการคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค จากเมื่อก่อนมีสภาพทุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรโบราณสถานที่ อ.เชียงแสน แล้วทรงมีรับสั่งให้บูรณะ จนขณะนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่สำคัญคือเมื่อก่อนบนยอดดอยในภาคเหนือจะมีการปลูกฝิ่นกันมากจนเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดง แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น โดยให้ปลูกพืชที่เป็นประโยชน์ทดแทนและสร้างรายได้ก็ทำให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นได้ จากการติดตามพระราชกรณียกิจต่างๆ ตนจะเห็นพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปในสถานที่ที่ทรงทำโครงการไว้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน

“ครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้เฝ้าฯ รับเสด็จ คือที่ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2555 แม้ขณะนั้นพระองค์มีพระอาการประชวร แต่ยังเสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนประชาชน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก ทุกสิ่งที่พระองค์ทำได้ฝังอยู่ในใจดิฉันมาตลอด ดิฉันได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและสอนให้ลูกเดินตามรอยพระยุคลบาท” นางแสงเดือนกล่าวด้วยความตื้นตัน

‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ พระราชทานอาหาร-สั่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249303

'ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์' พระราชทานอาหาร-สั่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.

‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ พระราชทานอาหาร-สั่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.41 น.

19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน

โดยในวันนี้มีแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร และบุคลากร จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จำนวน 12 คน แพทย์พยาบาลจาก โรงพยาบาลตรัง จ.ตรัง จำนวน 5 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตลอดทั้งวัน และมีประชาชนที่เดินทางมารอกราบถวายบังคมพระบรมศพ ส่วนใหญ่มีอาการวิงเวียนศีรษะเนื่องจากอากาศร้อน พักผ่อนน้อย และมีแผลถลอก แผลรองเท้ากัด และแผลจากโรคเบาหวาน มาใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ กทม.มาใช้บริการรักษาด้วย