ร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249301

ร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

ร.10ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานอาหาร-น้ำดื่ม4มื้อ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.36 น.

19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน

โดยแบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น.  ประกอบด้วยข้าวผัดไส้กรอกกุนเชียง 1,500 จาน กาแฟบาเรสต้า 2,500 แก้ว นมหนองโพ  2,000 กล่อง มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. ราดหน้ามันปูลูกชิ้นกุ้งเห็ดหอมสามสหาย 1,000 จาน ข้าวผัดพริกขิงไก่กรอบถั่วโบราณ 1,000 จาน ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ พร้อมไก่ทอดหาดใหญ่ 1,000 จาน ข้าวหมูผัดพริกไทยดำพริกสามสี 1,000 จาน ข้าวอบไก่ทอดซอสแจ่ว 1,000 จาน มื้อบ่าย 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง แซนวิช 1,000 ชิ้น เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง น้ำสมุนไพร 700 ลิตร และมื้อเย็นเวลา 18.00 น. ผัดไทยเส้นจันท์ 3,000 จาน และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249283

อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.43 น.

19 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 07.00 น. ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 67

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 18 ธ.ค.

ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง โรงงานยาสูบ และองค์การสุรา ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 49วันกว่า1.9ล้านรายยอดเงิน150ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249279

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 49วันกว่า1.9ล้านรายยอดเงิน150ล.

สรุปยอดปชช.เข้าถวายบังคม 49วันกว่า1.9ล้านรายยอดเงิน150ล.

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.14 น.
19 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2559 ตั้งแต่เวลา 04.50 – 22.07 น. ว่ามีจำนวน 49,131 คน รวม 49 วัน มีจำนวน 1,923,112 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 3,813,151.75 บาท รวม 49 วัน  มียอดเงินรวมทั้งสิ้น จำนวน 150,927,439 บาท

ศิริราชจัดใหญ่ รำลึกในหลวงรัชกาลที9 เดิน-วิ่งสานพระราชปณิธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249267

ศิริราชจัดใหญ่  รำลึกในหลวงรัชกาลที9  เดิน-วิ่งสานพระราชปณิธาน

ศิริราชจัดใหญ่ รำลึกในหลวงรัชกาลที9 เดิน-วิ่งสานพระราชปณิธาน

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศิริราชจัดใหญ่

รำลึกในหลวงรัชกาลที9

เดิน-วิ่งสานพระราชปณิธาน

ทำความดีถวายพระราชกุศล

เกษตรกรสุพรรณสุดเทิดทูน

ชี้ศก.พอเพียงปฏิบัติได้จริง

สมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงาน เดิน-วิ่ง 9 นี้ เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” ที่ รพ.ศิริราช เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 โดยผู้ร่วมงานร่วมเขียนปณิธานตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดโครงการเดิน-วิ่ง 9 นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และประธานคณะกรรมการจัดหาทุนอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ผู้แทนกองทัพเรือ และผู้สนับสนุนการจัดงานเฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นศ.นพ.ประสิทธิ์ทูลเกล้าฯ กราบบังคมทูลรายงาน และกราบบังคมทูลทรงร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงแผ่นดินของเรา แล้วเสด็จฯไปทรงติดสัญลักษณ์การจัดงาน และทรงลงพระนามาภิไธยแล้วทรงนำไปประดับบนบอร์ด “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” ก่อนทรงกดปุ่มเปิดงานเดิน-วิ่ง 9 นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ”

การนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระดำเนินนำขบวนเดินร่วมกับผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้สนับสนุนการจัดงาน และนักวิ่งไปยังหอประชุมกองทัพเรือ เมื่อทรงพระดำเนินถึงหอประชุมกองทัพเรือ ศ.นพ.ประสิทธิ์ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญที่ระลึกการจัดงาน จากนั้นทรงบีบแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ประเภท 6 กิโลเมตร ก่อนเสด็จฯกลับ

สำหรับโครงการ เดิน-วิ่ง 9 นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและให้ประชาชนร่วมแสดงออกถึงความเคารพรักเทิดทูนต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาทในการก่อสร้าง ยังไม่รวมงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ทั้งนี้ รพ.ศิริราชได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 2,000 ล้านบาท ที่เหลือต้องจัดหางบประมาณเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานเดิน-วิ่ง 9 นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ”ครั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้รับพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาจัดทำเสื้อวิ่งและเหรียญสำหรับมอบให้ผู้ร่วมกิจกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน ซึ่งเป็นการรวมพลังนักกีฬาเดิน-วิ่ง 9 นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” ร่วมเขียนปณิธานที่ตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงบนสติ๊กเกอร์ที่มีหมายเลข ๙ ออกแบบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ติดบนแผ่นป้ายความยาว 12 เมตร พร้อมทั้งร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงพระราชนิพนธ์ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี

ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินเป็นวันที่หกสิบหก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 12 เมื่อเวลา 07.00 น. นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร

เวลา 10.30 น. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดอนงคาราม ราชวรมหาวิหารและวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ขณะที่บริเวณรอบพระบรมมหาราชวังและสนามหลวง พสกนิกรจากทั่วสารทิศเดินทางมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังเนืองแน่น ด้วยเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าสักการะตั้งแต่ 04.45 น. สำหรับจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม มีทั้งสิ้น 49,464คน รวม 48 วัน มี 1,873,981 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,514,262.25 บาท รวม 48 วัน เป็นเงิน 147,114,287.25 บาท

นางสอน โสมพันธุ์ เกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี อายุ 69 ปี ซึ่งเดินทางมากับเพื่อนเกษตรกรประมาณ 10 คน โดยเหมารถตู้มาเข้ากราบพระบรมศพเผยว่า จ้างรถตู้ที่รู้จักกันออกจากบ้านมาตั้งแต่สี่ทุ่มถึงสนามหลวงราวตีสอง โดยใช้เวลาเตรียมความพร้อมนานหนึ่งเดือน ศึกษาเส้นทางมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย พวกเราเป็นชาวไร่ชาวนา ไม่มีเสื้อผ้าสุภาพเหมาะสมกับงานพระราชพิธีเช่นนี้ จึงหาชุดและรองเท้าที่สุภาพ เพื่อให้สมพระเกียรติกับในหลวงรัชกาลที่ 9

“พวกเราเป็นชาวไร่ชาวนา ปลูกข้าวปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก ไม่เคยมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์เลยสักครั้ง เห็นแต่ในโทรทัศน์ แต่ก็รักและเทิดทูนพระองค์มาก รักในความดีของพระองค์ ซึ่งมีเยอะมากจนหาที่เปรียบไม่ได้ ทุกวันนี้เรามีที่ทำกินมีน้ำไว้ทำการเกษตร เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงช่วยพัฒนาจนพวกเราอยู่ดีกินดี ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งใกล้ตัวที่พวกเรา สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง” นางสอนกล่าว

 

วันเดียวกัน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิด “นิทรรศการ 20 ภาพกวี รอยอาลัยในแผ่นดิน” ซึ่งเป็นการนำเสนอภาพถ่ายและบทกวี บันทึกเหตุการณ์และอารมณ์ความรู้สึกของคนไทย ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งนี้ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านผลงานภาพถ่ายบันทึกช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของช่างภาพ 20 คน พร้อมบรรยายด้วยบทกวีถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของกวีและนักเขียน โดยนิทรรศการดังกล่าวจัดไปจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2560

โครงการ สามโฟร์ การศึกษา หนุน เศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249205

โครงการ สามโฟร์ การศึกษา หนุน เศรษฐกิจ

โครงการ สามโฟร์ การศึกษา หนุน เศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความตั้งใจของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจไทยให้รุ่งโรจน์ ด้วยการใช้โครงสร้างด้านการศึกษาเข้ามาบูรณาการเพื่อจะขับเคลื่อน และพัฒนาให้เกิด“สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”ในภาคใต้ โดยขีดเส้นใต้ไปที่ 3 จังหวัด 3 อำเภอ คืออำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส, อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำคณะทำงาน ประกอบด้วย บุคลากรทางการศึกษา นักพัฒนา นักวิจัย ออกเก็บข้อมูล เพื่อหาประเด็นว่าจะต้องพัฒนาบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ ครู นักเรียน คณะผู้บริหาร ของ สพฐ., อาชีวศึกษา, การศึกษาตามอัธยาศัย, อุดมศึกษา ว่าควรมีโครงการอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดภาพจริงของ“สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในภาคใต้ ใน 3 ด้าน คือ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ, อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาแบบยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว, อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน โดยกำชับว่าทั้ง 3 จังหวัด 3 อำเภอ ต้องมีข้อมูลครบแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

โครงการนี้คงต้องเรียกว่า “โครงการสามโฟร์” เพราะใช้พื้นที่ 3 จังหวัด ใช้อำเภอ3 อำเภอ ด้วยเป้าหมาย 3 ด้าน และต้องเสร็จใน 3 เดือน…อย่าให้ตกหล่น ตัวใดตัวหนึ่งเชียวนะ ตอนนี้ ท่านนายกฯกำลังฟิตเต็มสตรีม

‘สะเต็ม’ สะท้อนวงการศึกษาไทย เราเสียเวลาไปนานกว่าห้าสิบปีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249208

‘สะเต็ม’ สะท้อนวงการศึกษาไทย เราเสียเวลาไปนานกว่าห้าสิบปีแล้ว

‘สะเต็ม’ สะท้อนวงการศึกษาไทย เราเสียเวลาไปนานกว่าห้าสิบปีแล้ว

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มองย้อนหลังไปเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้น ข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์รายวัน จะพาดหัวข่าวอาชญากรรม เรื่อง “ปุ๊ ระเบิดขวด” แทบทุกวัน ผมเป็นครูในโรงเรียนเอกชน จำได้ดีว่า พอถึง ชั่วโมงวิชาเคมี ในชั้น ม.7 ม.8 นักเรียนหัวโจก ส่วนใหญ่จะขอให้ครูสอนว่า การทำระเบิดขวดต้องทำอย่างไร มีส่วนผสมของสารอะไรบ้าง นั่นแสดงให้เห็นว่า เด็กไทย สนใจวิชาสะเต็มมาตั้งนานแล้ว แต่ภาครัฐกลับมองไปในด้าน ลบ ว่าไม่ควรส่งเสริม ใคร เก่งทำอาวุธ ทำระเบิดขึ้นมาได้ กลายเป็น “คนร้าย แทนที่จะเป็นคนเก่ง” หรือ เด็กอัจฉริยะซึ่งถ้า ตอนนั้น ผู้นำประเทศมองการณ์ได้ไกลส่งเสริมแทนที่จะปิดบัง ป่านนี้ประเทศไทยเป็นชาติมหาอำนาจไปแล้ว

ตอนนี้ “สะเต็มศึกษา” ถูกกล่าวถึงในสังคมการเรียนรู้บ่อยขึ้น และจะบ่อยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความสับสนของคนอีกไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจว่า “สะเต็มศึกษา” คืออะไรมันเป็นอย่างเดียวกับ “สะเต็มเซลล์” ที่ทำให้คนแก่กลับเป็นคนหนุ่ม อย่างที่คนหลายๆ คนเข้าใจกันหรือเปล่า

ในความเป็นจริง “สะเต็ม” เป็นคำย่อ ของ วิชาการ 4 ด้าน จาก อักษรภาษาอังกฤษ ได้แก่ อักษร S อักษร T อักษร E และอักษร M เมื่อนำมาเขียนรวมกันก็จะได้ว่า “STEM” ที่มาจากหมวดวิชาดังนี้ S จากวิชา วิทยาศาสตร์ T จากวิชา เทคโนโลยี E จากวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และ M จากวิชาคณิตศาสตร์

การที่ หมวดวิชาการทั้ง 4 ด้าน หรือ สะเต็ม ต้องกลายเป็น จุดสนใจของประเทศ เนื่องจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง
และการพัฒนาความก้าวหน้าของชาติต่างๆในโลก จะขาดความรู้ในด้านสี่วิชาหลักดังกล่าวไม่ได้ แบบว่าประเทศใด วิชาการทั้งสี่ด้านนี้ ไม่แข็งจริง ก็จะถูกผลักให้กลายเป็นประเทศ “ด้อยพัฒนา” ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงที่จะไปแข่งขัน หรือ เดินร่วมทาง หรือ เดินล้ำหน้าไปกับประเทศที่เขาพัฒนาได้ อย่างเด็ดขาด

ประเทศไทยของเรา ผู้นำประเทศประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า เราจะต้อง ร่วมไปกับขบวน การเติบโต ในยุคที่ 4 ด้วยการ
ประกาศให้ประเทศไทย เข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยหลักวิชาการที่เรียกว่า สะเต็ม อย่างเต็มตัว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยกัน พัฒนาวิชาการทั้งสี่ด้านให้เกิดขึ้นกับ เด็กและเยาวชนในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจังด้วยการกำหนดส่งเสริมให้เกิด “สะเต็มศึกษา” ขึ้นในทุกโรงเรียน(ถ้าเป็นได้)

ข่าวคราวความเคลื่อนไหว ในภาคเอกชนที่ร่วมกับภาครัฐ เพื่อการจัด สะเต็มศึกษาให้เกิดกับเด็กไทย ที่มาแรงและเอาใจใส่มากที่สุด น่าจะเป็น หน่วยงานของ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย (คีนัน) ที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับสถาบัน และบุคลากรในสังคมการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งโดยการจัดอบรม อภิปรายส่งเสริมกิจกรรม และให้ความรู้กับครูผู้สอนเพื่อการนำไปเผยแพร่แก่นักเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อการผลิตกำลังพลคนเก่งด้านสะเต็ม ที่สามารถขานรับกับการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศได้อย่างทันท่วงที อันเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพาเยาวชนไทยไปสู่แรงงานคุณภาพ และจะนำพาประเทศไทยไปสู่การแข่งขันในระดับโลก โดยได้วางรากฐานด้านสะเต็มตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อนุบาล) ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 และได้ออกแบบหลักสูตรสะเต็มศึกษาขึ้นเพื่อช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ นั่นคือเน้นสร้างความรู้ ทักษะ กระบวนการคิด ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยการเรียนจะมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทำงานกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนและแสดงออก และจะต้องมีนวัตกรรมเกิดขึ้นในห้องเรียนที่สำคัญเด็กจะต้องสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและนำไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคตได้

ว่าไปแล้ว การสอนแนวใหม่นี้จะมุ่งบูรณาการความรู้ต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสนใจใฝ่รู้ที่จะเรียนต่อในสายอาชีพสะเต็มมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้เด็กสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง เพราะเรามองว่าคนทำงานรุ่นใหม่ในอนาคตไม่จำเป็นต้องไปสมัครงานกับใคร แต่จะสามารถสร้างนวัตกรรม สร้างอาชีพใหม่ๆ และสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง “สะเต็มศึกษา” ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องยาก แค่ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเพื่อทำให้ความรู้วิทยาศาสตร์มีประโยชน์กับอาชีพและชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริงเท่านั้น

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

ประเทศไทยรวยจริงหรือ? อย่าหลงลืมประเมินตนแม้แต่วินาทีเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249207

ประเทศไทยรวยจริงหรือ? อย่าหลงลืมประเมินตนแม้แต่วินาทีเดียว

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันไปแล้วว่า ศิลปินแห่งชาติปีนี้ มีใครได้รับเกียรติกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นั่นขึ้นอยู่กับจิตวิสัยของมุมมองในแต่ละคน จะให้มีคนยอมรับทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องยอมรับ ก็คือ กฎระเบียบที่ถูกจัดตั้งขึ้นเอาไว้ให้คนนำไปปฏิบัติที่แต่ละคนจะมองเห็นต่างกันไม่ได้

ดังนั้นการจะมองถึงความถูกต้อง จึงควรมองที่กฎระเบียบ อย่ามองที่ความรักใคร่ชอบพอของคนแต่ละคน

ศิลปินแห่งชาติ ของประเทศไทย หมายถึงศิลปินผู้มีความสามารถ มีผลงานสร้างสรรค์และพัฒนาเป็นที่ยอมรับของวงการ และมีผลงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม เริ่มประกาศผลปีแรก เมื่อ พ.ศ. 2528 นับถึงปี 2559 รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 31 ปีแล้ว โดยมีศิลปินแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 278 ท่านเสียชีวิตไปแล้ว 120 ท่าน และมีชีวิตอยู่ 158 ท่าน

สำหรับผลประโยชน์ของผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติจะได้รับ ดังนี้

เงินรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ตามกำหนดทางราชการไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง ไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง ,ค่าของเยี่ยมผู้ป่วย (เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นศิลปินแห่งชาติ) หรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง, เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท,ค่าเครื่องเคารพศพตามประเพณีที่เหมาะสมเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท

หากนำก้อนเงิน ที่จ่ายไปมารวมให้เป็นก้อนเดียวกันจะพบว่า ทุกเดือน ประเทศไทยต้องจ่ายให้ คนละ 25,000 บาท จำนวน 158 คน เป็นเงินเดือนละ 3,950,000 บาท รวมเวลา 30 ปี (เท่ากับ 1,560 เดือน) เป็นเงิน 6,162,000,000 บาท( หกพันหนึ่งร้อยหกสิบสองล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินตายตัว ที่ต้องจ่ายทุกเดือน หากไปนับรวมกับเงินที่ต้องจ่ายแบบเงินจร อันเกิดจากค่ารักษาพยาบาล ค่างานศพ และค่าอื่นๆ ตามสิทธิแล้ว อาจจะถึงหมื่นล้านบาท ที่ประเทศไทยต้องรับภาระอยู่กับเงินก้อนนี้ ซึ่งมีใครคิดถึง “ความคุ้มค่ากับการประเทศต้องเสียเงิน(ของคนทุกคน) ไปไหม???

ในฐานะที่เงินดังกล่าวเป็นเงินของประเทศชาติ ที่เก็บจากรายได้ของคนไทยทุกคน ผู้นำประเทศจึงควรที่จะคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับกับรายได้ที่เสียไปว่า คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เนื่องจากประเทศไทยได้จ่ายเงินก้อนนี้มานานนับเป็นสามสิบปีแล้ว และจะต้องจ่ายไปอีกไม่มีวันสิ้นสุด การบริหารการเงินของประเทศจึงต้องมองให้รอบคอบถึงผลได้กับผลเสียเป็นสำคัญ อย่าเอาแต่สนุก หรือเอาแต่คำสรรเสริญเยินยอ

หากประเทศไทยร่ำรวยจริงมีเงินเหลือเฟือพอที่จะถมทะเลให้เป็นผืนดินได้ก็คงไม่เป็นไรหรอก เพราะเราเป็นเมืองพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่การทำตัวให้มีสภาพเหมือน “เตี้ยอุ้มค่อม”มันไม่เกิดความสง่าในสองอย่างคือ “เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่สวยหรู และ ไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มกำลัง”

รายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ควรคิดคำนึง กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยลักษณะการ “เตี้ยอุ้มค่อม” ที่ภาครัฐกำลังทำ และคิดจะทำอยู่ในเวลานี้ หลายโครงการมันกลายเป็น “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ได้ไม่คุ้มเสีย

เพื่อการอยู่รอดของประเทศ เราควรช่วยกันสร้างประเทศให้รอดก่อน อย่าห่วงกับคำว่า “ประเทศให้อะไรกับพลเมืองบ้าง” เราต้องหาคำตอบก่อนว่า “พลเมืองให้อะไรกับประเทศบ้างก่อน”

คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายถึง การปฏิบัติในครัวเรือนเท่านั้น แต่หมายถึงการปฏิบัติต่อประเทศชาติด้วย

ประติมากรรมทรายสันติภาพ วัฒนธรรมชายแดนใต้-นศ.40ชีวิตร่วมสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249198

ประติมากรรมทรายสันติภาพ วัฒนธรรมชายแดนใต้-นศ.40ชีวิตร่วมสร้างสรรค์

ประติมากรรมทรายสันติภาพ วัฒนธรรมชายแดนใต้-นศ.40ชีวิตร่วมสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.53 น.

18 ธ.ค.59 ประติมากรรมทรายสันติภาพและวัฒนธรรมชายแดนใต้ ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากฝีมือของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาศิลปศึกษากว่า 40 ชีวิต ได้ช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเป็น 1 ในภาคปฏิบัติของวิชาประติมากรรม

เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสันติภาพและวัฒนธรรมชายแดนใต้ ที่ในอดีตได้เดินเคียงคู่ไปด้วยความผาสุก พร้อมทั้งเป็นการสร้างและปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนมองย้อนไปในอดีต ที่ประชาชนทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้โดยที่ไม่มีความแตกแยก ด้วยการนำเม็ดทรายมาก่อรวมกันเป็นประติมากรรม ถ่ายทอดเรื่องราวสันติภาพและวัฒนธรรมชายแดนใต้ ผ่านผืนทรายที่บริเวณชายหาดเกาะยาว

ซึ่งตั้งอยู่ ม.1 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นเกาะและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อแห่งหนึ่งของ จ.นราธิวาส ด้วยการเนรมิตเม็ดทรายเป็นรูปร่างของศิลปวัฒนธรรมมาลายู อาทิ มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี มัสยิด 300 ปี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ที่ผสมผสานศิลปะจีนและมาลายูสร้างรวมกันได้อย่างกลมกลืน เรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงขนาดเล็กของชาวประมง จ.นราธิวาส ที่เป็นวิถีชีวิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ประชาชนใช้เป็นพาหนะในการออกไปจับปลาในทะเล

รวมทั้งโบสถ์ของวัดช้างให้ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญแห่งหนึ่งของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ด้วยความสวยงามวิจิตรตระการตา ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา ได้นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวได้น่าอัศจรรย์ ซึ่งสามารถเรียกความสนใจของผู้คนที่เดินทางมาท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

เด็กไทยเก่ง!คว้าเหรียญรางวัล ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249195

เด็กไทยเก่ง!คว้าเหรียญรางวัล ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ฮ่องกง

เด็กไทยเก่ง!คว้าเหรียญรางวัล ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ฮ่องกง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.40 น.

เด็กไทยคว้ารางวัล 2 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง และ 3 รางวัลพิเศษ Special Awards ในงานการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ Hong Kong International Student Innovative Invention  2016 (HKISIIC 2016) ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2559 ณ  Yun Chai Hospital No.2 Secondary School

18 ธ.ค.59 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งนักเรียน 3 ทีม จากการคัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนจากทั่วประเทศ ผลงานที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง 2 รางวัล คือ “ฝาหม้อดักฟอง” เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีไว้เพื่อป้องกันเวลานำ้ล้นออกมาจากหม้อขณะต้มซึ่งจะทำให้เลอะข้างหม้อและหัวเตาแก็สเกิดเสียหาย เป็นผลงานของ เด็กหญิงนูรุลฮูดา มะเซ็ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเด็กหญิงสุภัทรี พลอยศิลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองนราธิวาส  สพป.นราธิวาส เขต 1 และยังได้รับรางวัลพิเศษ Special Awards จากประเทศอินโดนีเซีย และผลงาน “อุปกรณ์ตัดและเปิดผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน” เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีไว้เปิดขวดหลาหลายประเภทเช่น ขวดฝาจีบ ขวดน้ำมันพืช ขวดน้ำดื่ม ขวดซอสปรุงรสต่างๆ เป็นผลงานของ เด็กหญิงศศิธร ลอดสุโข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเด็กหญิงสุภาวดี มีชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนประชานิกรอำนวยเวทย์ สพป.ปทุมธานี เขต 2 และยังได้รับรางวัลพิเศษ Special Awards จากมาเก๊า

สำหรับรางวัลเหรียญทองแดง 1 รางวัล คือ “แปรงเช็ดอเนกประสงค์” เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีนำ้ยาฉีดออกมาขณะลบกระดานไวท์บอร์ด ผลงานของ เด็กชายธีปัณ ทองนวลจันทร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเด็กชายวุทธ เบ็ญญฤทธิ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลปัตตานี สพป.ปัตตานี เขต 1 และยังได้รับรางวัลพิเศษ Special Awards จากประเทศอินโดนีเซียด้วย

นางพนิดา วิชัยดิษฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หัวหน้าคณะ กล่าวว่า งาน Hong Kong International Student Innovative Invention 2016 (HKISIIC 2016) เป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนในระดับประถมศึกษา โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 มีประเทศเข้าร่วมจัดแสดงผลงานจำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย ไต้หวัน และไทย รวม 85 ชิ้นงาน โดยปีนี้ประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้เป็นครั้งแรก

นอกจากการเข้าร่วมการแข่งขันการประกวดสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว คณะนักเรียนยังได้มีโอกาสที่ดีในการไปเยี่ยมเยือนดูงานและเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนประถมศึกษา Yan Chai Hospital Choi Hin To Primary School โดยนักเรียนได้เข้าร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษกับนักเรียนประถมศึกษาฮ่องกง โดยมีครูต่างชาติเจ้าของภาษาสอนควบคู่กับครูฮ่องกง โดยการสอนเน้นการใช้ทักษะทางภาษา 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน นักเรียนทุกคนมีโอกาสสื่อสารโต้ตอบซักถามกับครูผู้สอนอย่างเป็นกันเอง นักเรียนฮ่องกงจะกล้าแสดงออก เรียนอย่างมีระเบียบวินัย จากนั้นนักเรียนได้เข้าเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ โดยใช้ Application Scratch Pad สอนเรื่องการทำการ์ตูนที่สามารถเคลื่อนไหวได้  นักเรียนไทยทุกคนสนุกสนานและประทับใจในการเรียนร่วมกับนักเรียนฮ่องกงและได้รับความรู้เป็นอย่างมาก

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความภูมิใจในศักยภาพและความสามารถของเด็กไทยที่ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในเวทีระดับนานาชาติ นับเป็นทรัพยากรเยาวชนที่มีคุณค่า และยังได้เข้าร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของเด็กไทย ซึ่ง สพฐ.จะสนับสนุนและมุ่งมั่นส่งเสริมศักยภาพการคิดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ของเด็กไทยอย่างต่อเนื่องและจะสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติต่อไป

‘ร.10’พระราชทานอาหาร4มื้อ แก่พสกนิกรที่ท้องสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249189

'ร.10'พระราชทานอาหาร4มื้อ แก่พสกนิกรที่ท้องสนามหลวง

‘ร.10’พระราชทานอาหาร4มื้อ แก่พสกนิกรที่ท้องสนามหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.59 น.

18 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน

ประกอบด้วย มื้อเช้า เวลา 07.00 น.ต้มเลือดหมู 1,500 ถ้วย ข้าวไข่ตุ๋นทรงเครื่อง 1,000 ถ้วย กาแฟสด 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น.ข้าวน้ำพริกเผาไก่ทอด 1,000 จาน ข้าวผัดไก่ขิงอ่อนทรงโปรด 1,500 จาน ข้าวผัดวุ้นเส้นทรงเครื่องไข่เค็ม 1,500 จาน ข้าวคั่วกลิ้งหมูน้ำพริกไข่เจียวชะอม 1,600 จาน ขนมจีนน้ำยากะทิปักษ์ใต้ไข่ต้ม 400 ถ้วย ก๋วยเตียวเรือโกฮับ 3,000 ชาม มื้อบ่าย เวลา 16.00 น.ขนมไทย 1,000 ชุด ข้าวเหนียวหมูทอด ข้าวเหนียวไก่ทอด 1,000 ห่อ เฉาก๋วย 1,000 ถุง มื้อเย็น เวลา 18.00 น.เกี่ยมอี๋น้ำ 3,000 ชาม บวดมัน บวดฟักทอง 1,000 ถ้วย และมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร น้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน