ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249188

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249188

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249187

18 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 07.00 น. ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 66 นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 17 ธ.ค.
ในการนี้เป็นวันที่ 12 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล โดยช่วงเช้ามีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และสถาบันคุ้มครองเงินฝากร่วมเป็นเจ้าภาพ
ต่อมาเวลา 10.30 น. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จาก วัดอนงคารามราชวรมหาวิหารและวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธนาคารออมสิน, กองทุนการออมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249180

18 ธ.ค.59 บรรยากาศของพสกนิกรชาวไทยที่เดินทางมา เพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง








ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249179

18 ธ.ค.59 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานงานเดิน – วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระดมทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช
เมื่อเวลา 06.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานโครงการ เดิน – วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส โดยมี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และประธานคณะกรรมการจัดหาทุนอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมด้วยผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนกองทัพเรือ และผู้สนับสนุนการจัดงานเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ รพ.ศิริราช
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงโรงพยาบาลศิริราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางพวงมาลัยและทรงคม แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระราชอาสน์
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก กราบบังคมทูลรายงาน และกราบบังคมทูลทรงร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงแผ่นดินของเรา แล้วเสด็จฯ ไปทรงติดสัญลักษณ์การจัดงาน และทรงลงพระนามาภิไธยแล้วทรงนำไปประดับบนบอร์ด “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จากนั้นทรงกดปุ่มเปิดงานเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” การนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระดำเนินนำขบวนเดินร่วมกับผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้สนับสนุนการจัดงาน และนักวิ่งไปยังหอประชุมกองทัพเรือ
เมื่อทรงพระดำเนินถึงหอประชุมกองทัพเรือ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญที่ระลึกการจัดงาน จากนั้นทรงบีบแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ประเภท 6 กิโลเมตรแล้วเสด็จเข้าห้องประทับพักพระราชอิริยาบถ ได้เวลาสมควรจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
สำหรับเส้นทางการเดิน – วิ่ง แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. ระยะทาง 12 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก รพ.ศิริราช (ประตู 8) ถ.วังหลัง – เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ – ตรงไปยังสะพานพระราม 8 – เลี้ยวซ้าย ถ.ราชดำเนินนอก – วกกลับบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า – กลับเส้นทางเดิมมายัง รพ.ศิริราช – เบี่ยงซ้ายสะพานอรุณอมรินทร์ – เข้าเส้นชัย รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ 2. ระยะทาง 6 กิโลเมตร เริ่มต้นจากหอประชุมกองทัพเรือ – ตรงไปยังสะพานอรุณอมรินทร์ – ตรงไปยังสะพานพระราม 8 – วกกลับตัวบนสะพานพระราม 8 – กลับเส้นทางเดิมมายัง รพ.ศิริราช – เลี้ยวซ้ายสี่แยกศิริราช – เข้าเส้นชัย รพ.ศิริราชด้านท่าน้ำวังหลัง (ประตู 8)
โครงการ เดิน – วิ่ง ๙ นี้ เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันแสดงออกถึงความเคารพรักและเทิดทูนต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว อีกประการหนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา จำเป็นต้องใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท ในการก่อสร้าง ซึ่งเงินจำนวนนี้ยังไม่รวมงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนสื่งต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการตรวจรักษา ทั้งนี้ รพ.ศิริราชได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 2,000 ล้านบาท ที่เหลือต้องจัดหางบประมาณเอง
อาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์การแพทย์ 25 ชั้น ที่พรั่งพร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค (ชั้นพื้นดิน 1 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ชั้นดาดฟ้าและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ส่วนพื้นที่อาคารรวมทั้งสิ้นประมาณ 70,000 ตารางเมตร และมีความสูงถึงชั้นลานจอดเฮลิคอปเตอร์เท่ากับ 124.25 เมตร) จะเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยสามัญ และเพิ่มคุณภาพการให้บริการ ลดความแออัดในอาคารผู้ป่วยนอก สามารถรองรับการบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผู้มารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก ประมาณปีละ 3,000,000 คน และผู้ป่วยในอีกปีละประมาณ 87,000 คน คณะฯ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจและพลังศรัทธาจากทุกท่านในการร่วมกับบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา
ความพิเศษของงาน เดิน – วิ่ง ๙ เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” ครั้งนี้ คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาจัดทำเสื้อวิ่งและเหรียญสำหรับมอบให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน ซึ่งเป็นการรวมพลังนักกีฬาเดิน – วิ่ง สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ ร่วมเขียนปณิธานที่ตั้งใจจะทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงบนสติ๊กเกอร์ที่มีหมายเลข ๙ ออกแบบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ติดลงบนแผ่นป้ายความยาว 12 เมตร พร้อมทั้งร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงพระราชนิพนธ์ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี
นอกจากการมีส่วนร่วมในงานเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชาฯ ทุกท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศล สามารถบริจาคสมทบสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 รพ.ศิริราช ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2419 7658-60, 0 2419 7646-8









ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249162

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ 65 ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตให้กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน)ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
โดยเวลา 07.02 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมศพ ทรงกราบหน้าพระบรมโกศพระบรมศพ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดอนงคารามวรวิหาร รวม ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 16 ธ.ค. การนี้ มีกองทัพเรือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพด้วย
ทอ.ถวายภัตตาหารเพล
เวลา 10.30 น. พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมีกองทัพอากาศร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ
เวลา 16.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งมีพระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร มาสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
กราบพระบรมศพใกล้2ล้านคน
ขณะเดียวกัน สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้ากราบบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ของวันที่ 16 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.45-22.39 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 46,386 คน รวม 47 วัน มี 1,824,517 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 5,177,421.25 บาท รวม 47 วัน มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 143,600,025 บาท
รอคิวชุดแรก 04.45 น.
สำหรับบรรยากาศทั่วไป ในวันนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยนั่งรถวิลแชร์เข้าเป็นชุดแรกใน เวลา 04.45 ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะและมาเป็นครอบครัวเพื่อมาเข้าคิวรอกราบบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 ที่จุดรอคอยที่ท้องสนามหลวงอย่างเนืองแน่น หลายคณะเดินทางมารอตั้งแต่ 2 ทุ่มของวันที่ 16 ธ.ค.เพื่อหวังจะได้เข้ากราบบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้สำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด พิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมข้าว “พอเพียง” พระราชทานซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าว พร้อมด้วยปฏิทิน พ.ศ.2560
นักศึกษาทำขนมให้ปชช.
ด้าน น.ส.ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล(อินเตอร์) กล่าวว่า ตนพร้อมครอบครัว มีพ่อ แม่ น้องชาย ป้า และคนงานของบริษัทที่บ้านทำเกี่ยวกับเหล็ก ถนนนวมินทร์ 55 กทม. เพื่อมาแจกขนมเค็กกล้วยหอม ขนมปังใส่สังขยาพร้อมชาเย็น และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนตนและน้องชายแจกพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ขนาด 2 นิ้วครึ่ง ให้กับประชาชนหลังเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ที่บริเวณหน้าประตูเทวาภิรมย์ พระบรมมหาราชวัง เพราะเห็นว่าทุกคนรักในหลวงเพื่อเก็บไปเป็นที่ระลึก แจกเฉพาะวันเสาร์ จำนวน 14,000 ภาพ
“หนูเกิดวันที่ 5 ธ.ค.จึงเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์มาก เกิดมาก็เห็นพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 ส่วนตัวมองว่าท่านทรงเป็นพระบิดาประเทศไทยในยุคใหม่ ถ้าไม่มีพระองค์ประเทศไทยอาจกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากประเทศมีคนยากจนเยอะมาก พระองค์ได้เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาพื้นที่ ท่านทรงเล็งเห็นปัญหาของพสกนิกรแล้วนำมาทำเป็นโครงการในพระราชดำริไปช่วยเหลือคนไทยได้ครอบคลุมทุกด้าน พระองค์ทรงใส่ใจในรายละเอียดความทุกข์ของพสกนิกร ใครเดือดร้อนเขียนจดหมายมาถึง พระองค์ท่านก็ให้ทุกอย่างที่ประชาชนขาด ให้การศึกษาติดตัว ให้ความรู้ด้านการเกษตร ให้น้ำ ให้ที่ดินทำกิน พระองค์จึงเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนไทยทั้งประเทศที่ทุกคนสามารถเรียกพ่อได้อย่างเต็มปากเต็มคำ”
เด็กรุ่นใหม่รักสามัคคี
น.ส.ธัญย์ณภัคช์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ก็มีโครงการต่างๆเพื่อช่วยเหลือประชาชนและอยากให้คนไทยสามัคคีกันมากกว่านี้เลิกขัดแย้งกันเพื่อพัฒนาประเทศของเรา
ด้านน.ส.พิชามญชุ์ อริยวงศ์ธนกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย น.ส.จีรวรรณ ขวัญเมือง นักศึกษาชั้นปีที่4 คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น เดินทางมาจาก จ.ขอนแก่น พร้อมกับผู้ปกครอง เพื่อมากราบบังคมพระบรมศพ
โดย น.ส.พิชามญชุ์ พร้อมด้วย น.ส.จีรวรรณ ร่วมกันกล่าว ว่า ถึงแม้พวกตนจะไม่ได้เกิดในยุคสมัยที่ในหลวง ร.9 ทรงงานหนัก แต่เกิดมาก็เห็นโครงการต่าง ๆที่พระองค์ทำไว้เรียบร้อยแล้วซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยทุกปัจจัย ไม่มีฝน ไม่มีน้ำพระองค์ก็ทรงช่วยเหลือ ส่วนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหากนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะมีความสุขมาก ทำให้พอใจในสิ่งที่มี ไม่ใช้จ่ายเกินตัว จึงรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ การตอบแทนพระองค์ได้ตอนนี้ก็โดยการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีทีสุด ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี ประกอบอาชีพสุจริต และรู้สึกยินดีที่ได้เข้ากราบบังคมพระบรมศพของพระองค์อย่างน้อยในชีวิตหนึ่งให้ได้มากราบสักครั้ง การมาวันนี้ถึงแม้จะใช้เวลาเดินทางกว่า 9 ชั่วโมง แต่พอได้เข้ากราบแล้วก็รู้สึกดีใจและหายเหนื่อย
กะเหรี่ยงถวายความอาลัย
ขณะที่ น.ส.มะแว ชาวเขาเผ่ากะยัน หรือกะเหรี่ยงคอยาว จากหมู่บ้านห้วยเสือเฒ่า ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนชนเผ่าในหมู่บ้าน รวม 11 คน และชนเผ่าต่าง ๆ ใน 7 อำเภอ จ.แม่ฮ่องสอนอาทิ กะยัน หรือกะเหรี่ยงคอยาว มูเซอ รีซอ ไทยใหญ่ ม้ง จำนวน 753 คน
โดยน.ส.มะแว กล่าวว่า ตนและเพื่อน ๆมีอาชีพขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่บ้านห้วยเสือเฒ่า พวกเรารักในหลวง ร.9 มาก รักยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่อยากให้พระองค์ท่านจากไปไหน ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพ่อที่ดี ทรงห่วงใยประชาชนมากกว่าตนเอง พวกเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสเดินทางมากราบพระองค์ ก็จะไม่ลืมความดีของพระองค์ที่มีต่อชนเผ่า
ชาวนาบุรีรัมย์แจกข้ามหอมมะลิ
ด้านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส บุรีรัมย์ จำกัด นำคณะเจ้าหน้าที่ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ 24 คน เดินทางโดยรถตู้ 2 คัน ทำกิจกรรม “ทำดี เพื่อพ่อ”แจกข้าวฟรี ข้าวหอมมะลิจากชาวนาปลูกจากดินภูเขาไฟจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการนำข้าวอินทรีย์ 500 กิโลกรัม พร้อมทั้งข้าวสารเพื่อหุ้ง 300 กิโลกรัม ไข่เจียว 140 แผง ถั่วทอด 300 ถุง แจกจ่ายให้กับประชาชน ที่เดินทางเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพฯ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนกว่าของจะหมด
นางสาวนิตยา จันทร์ภักดี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส บุรีรัมย์จำกัดกล่าวว่า ปกติทางสหกรณ์จะมีการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารในครั้งนี้ด้วยการทำความดีเพื่อพ่อเราจึงได้นำข้าวสารส่วนหนึ่งมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพฯถือว่าเราต้องเป็นดินดี ทำความดีร่วมกัน เพื่อให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เป็นเนื้อนาบุญที่คนในสังคมจะร่วมกันทำดีถวายพ่อหลวง
กทม.เร่งฟื้นฟูต้นมะขาม
เวลา 14.00น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสภาพต้นมะขามบริเวณโดยรอบสนามหลวง โดยนายจักกพันธุ์ กล่าวว่า การฟื้นฟูการเสริมรากต้นมะขาม หรือ ป๊อปอัพ ทำไปแล้ว ทั้งหมด 51 ต้น จากทั้งหมด 753 ต้น โดยการนำต้นมะขามที่เพาะเมล็ดอายุกว่า 1 ปี ขึ้นไป ลอกเปลือกต้นมะขามทั้งต้นหลัก และต้นลูกทั้ง 2 ต้น ซึ่งใช้วิธีเดียวกันกับการทาบกิ่ง เพื่อเป็นการช่วยเสริมน้ำและอากาศให้กับต้นหลัก ให้ได้รับน้ำและอากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกทม.ได้ฟื้นฟูต้นมะขามไปแล้วแต่ยังไม่ได้ผล จึงใช้วิธีดังกล่าวมาช่วยฟื้นฟูอีกครั้ง เบื้องต้น ยังไม่มีต้นมะขามที่ตาย แต่มีที่น่าเป็นห่วง 8 ต้น อย่างไรก็ตาม 1 เดือนที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือกับทางกทม.เป็นอย่างดี โดยหลังจากนี้จะมีการติดตามผลอีก 1 เดือนหลังจากนี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249172

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249150

17 ธ.ค.59 บรรยากาศการเข้ากราบบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทั่วไป ในวันนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยที่นั่งรถวิลแชร์เข้าเป็นชุดแรกใน เวลา 04.45 ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ และมาเป็นครอบครัวเพื่อมาเข้าคิวรอกราบบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 ที่จุดรอคอยที่ท้องสนามหลวงอย่างเนืองแน่น หลายคณะเดินทางมารอตั้งแต่ 2 ทุ่มของวันที่ 16 ธ.ค.59 เพื่อหวังจะได้เข้ากราบบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด พิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมข้าว “พอเพียง” พระราชทานซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าว พร้อมด้วยปฏิทิน พ.ศ.2560
ด้าน น.ส.ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล(อินเตอร์) กล่าวว่า ตนพร้อมครอบครัว มีพ่อ แม่ น้องชาย ป้า และคนงานบริษัทที่บ้านทำเกี่ยวกับเหล็ก ถนนนวมินทร์ 55 กทม. เพื่อมาแจกขนมเค็กกล้วยหอม ขนมปังใส่สังขยาพร้อมชาเย็น และพระบรมมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนตนและน้องชายแจกพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ขนาด 2 นิ้วครึ่ง ให้กับประชาชนหลังเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ที่บริเวณหน้าประตูเทวาภิรมย์ พระบรมมหาราชวัง เพราะเห็นว่าทุกคนรักในหลวงเพื่อเก็บไปเป็นที่ระลึก แจกเฉพาะวันเสาร์ จำนวน 14,000 ภาพ

“หนูเกิดวันที่ 5 ธ.ค.จึงเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์มาก เกิดมาก็เห็นพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 ส่วนตัวมองว่าท่านทรงเป็นพระบิดาประเทศไทยในยุคใหม่ ถ้าไม่มีพระองค์ประเทศไทยอาจกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากประเทศมีคนยากจนเยอะมาก พระองค์ได้เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาพื้นที่ ท่านทรงเล็งเห็นปัญหาของพสกนิกรแล้วนำมาทำเป็นโครงการในพระราชดำริไปช่วยเหลือคนไทยได้ครอบคลุมทุกด้าน พระองค์ทรงใส่ใจในรายละเอียดความทุกข์ของพสกนิกร ใครเดือดร้อนเขียนจดหมายมาถึง พระองค์ท่านก็ให้ทุกอย่างที่ประชาชนขาด ให้การศึกษาติดตัว ให้ความรู้ด้านการเกษตร ให้น้ำ ให้ที่ดินทำกิน พระองค์จึงเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนไทยทั้งประเทศที่ทุกคนสามารถเรียกพ่อได้อย่างเต็มปากเต็มคำ”
น.ส.ธัญย์ณภัคช์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญขอสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ก็มีโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน และอยากให้คนไทยสามัคคีกันมากกว่านี้ เลิกขัดแย้งกันเพื่อพัฒนาประเทศของเรา
น.ส.พิชามญชุ์ อริยวงศ์ธนกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย น.ส.จีรวรรณ ขวัญเมือง นักศึกษาชั้นปีที่4 คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น เดินทางมาจาก จ.ขอนแก่น พร้อมกับผู้ปกครอง เพื่อมากราบบังคมพระบรมศพ
โดย น.ส.พิชามญชุ์ พร้อมด้วย น.ส.จีรวรรณ ร่วมกันกล่าวว่า ถึงแม้พวกตนจะไม่ได้เกิดในยุคสมัยที่ในหลวง ร.9 ทรงงานหนัก แต่เกิดมาก็เห็นโครงการต่าง ๆที่พระองค์ทำไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยทุกปัจจัย ไม่มีฝน ไม่มีน้ำ พระองค์ก็ทรงช่วยเหลือ ส่วนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะมีความสุขมาก ทำให้พอใจในสิ่งที่มี ไม่ใช้จ่ายเกินตัว จึงรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ การตอบแทนพระองค์ได้ตอนนี้ก็โดยการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีทีสุด ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี ประกอบอาชีพสุจริต และรู้สึกยินดีที่ได้เข้ากราบบังคมพระบรมศพของพระองค์อย่างน้อยในชีวิตหนึ่งให้ได้มากราบสักครั้ง การมาวันนี้ถึงแม้จะใช้เวลาเดินทางกว่า 9 ชั่วโมง แต่พอได้เข้ากราบแล้วก็รู้สึกดีใจและหายเหนื่อย
ขณะที่ น.ส.มะแว ชาวเขาเผ่ากะยัน หรือกะเหรี่ยงคอยาว จากหมู่บ้านห้วยเสือเฒ่า ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนชนเผ่าในหมู่บ้าน รวม 11 คน และชนเผ่าต่างๆ ใน 7 อำเภอ จ.แม่ฮ่องสอน อาทิ กะยัน หรือกะเหรี่ยงคอยาว มูเซอ ลีซอ ไทยใหญ่ ม้ง จำนวน 753 คน
โดยน.ส.มะแว กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆ มีอาชีพขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่บ้านห้วยเสือเฒ่า พวกเรารักในหลวง ร.9 มาก รักยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่อยากให้พระองค์ท่านจากไปไหน ท่านทรงเป็นแบบอย่างของพ่อที่ดี ทรงห่วงใยประชาชนมากกว่าตนเอง พวกเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสเดินทางมากราบพระองค์ ก็จะไม่ลืมความดีของพระองค์ที่มีต่อชนเผ่า














ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249137

ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมยินดีแม่คำสอนเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) ชี้มีความเหมาะสมเป็นแม่ครูผู้เสียสละอุทิศตนถ่ายทอดศาสตร์แห่งผ้าแพรวากับผู้สนใจทั่วไป ทั้งยังเป็นผู้รังสรรค์ลวดลายผ้า และเป็นผู้อนุรักษ์ ลวดลายผ้าแพรวาดั้งเดิมไว้ให้ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน
17 ธ.ค.59 ที่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 บ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของ นางคำสอน สระทอง อายุ 77 ปี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) ประจำปี 2559 โดยมีประชาชน ลูกศิษย์และญาติพี่น้อง เดินทางมาแสดงความยินดีตลอดทั้งวัน หลังได้ทราบข่าวจากสื่อต่างๆ ท่ามกลางความปลื้มปิติของศิลปินแห่งชาติ แม่คำสอน สระทอง ซึ่งใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดทั้งวัน โดยมีนางอุบลรัตน์ ชาพา บุตรสาวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่ศิลปินแห่งชาติฯ ยังใจดีนำกรุผ้าเก่าที่เก็บสะสมออกมาให้แขกเหรื่อได้ชื่นชมกันด้วย ซึ่งบางผืนมีอายุกว่า 200 ปี รวมถึงผ้าไหมแพรวาที่มีลวดลายวิจิตรสวยงาม

แม่คำสอน สระทอง ศิลปินแห่งชาติฯ เล่าย้อนถึงความทรงจำให้ฟังว่า ครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่ในส่วนตัวมีความสนใจเรื่องทอผ้ามาตั้งแต่เด็กๆ เห็นกี่ทอผ้าไม่ได้ต้องไปนั่งทอทุกๆ ที่ บางครั้งก็แอบขโมยไปทอของเพื่อนบ้านและบ้านญาติ เป็นความสนใจมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ได้รับคำชื่นชมเรื่องฝีมือทอผ้าจากผู้ใหญ่มาตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน ทั้งนี้ บ้านเกิดอยู่ที่บ้านคำคา ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์ หรือที่เรียกว่าอำเภอเก่า ก่อนจะแต่งงานตอนอายุ 19 ปี กับสามีคือนายบุรี สระทอง ชาวบ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นความผูกพันกับผ้าไหมแพรวากับครูคนแรกคือแม่ของสามี ที่สอนศาสตร์การทอผ้าไหมแพรวาให้ โดยเฉพาะลวดลายโบราณดั้งเดิม กับการปลูกฝังเรื่องการทอผ้าไหมแพรวา ที่เป็นเรื่องสำคัญของคนภูไทบ้านโพนอย่างยิ่ง พร้อมกับคำสั่งเสียให้เป็นผู้สืบสานอนุรักษ์และถ่ายทอดวิชาความรู้การทอผ้าไหมแพรวาต่อไปอย่าให้สูญหาย ซึ่งได้ยึดถือมาโดยตลอดเพราะจำในคำสอนไม่เคยลืมเลือน

“ชีวิตอยู่กับการทอผ้ามาโดยตลอด แต่ที่ปลาบปลื้มที่สุดของชีวิตคือการที่ได้เข้าเฝ้ารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมศานุวงศ์ ครั้งเมื่อเสด็จเยี่ยมพสกนิกรเมื่อปี พ.ศ.2520 โดยสมเด็จพระพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รับผ้าไหมแพรวาเข้ามาพัฒนาส่งเสริม เข้าสู่โครงการศิลปาชีพพิเศษ โดยให้ขยายผ้าให้กว้างขึ้น มีหลากหลายสี จากเดิมที่จะเป็นสีแดงเพียงสีเดียว และมีความยาว 1 วา การได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่านนับเป็นบุญยิ่งใหญ่หาใดเทียบได้”

แม่คำสอน กล่าวอีกว่า ในปี 2539 ได้รวมพลังชาวภูไทบ้านโพนทั้งหมดทอผ้า 60 ลาย 99 เมตร ทูลเกล้าฯถวายพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ในวโรกาสครองราชย์ 50 ปี ที่ถือว่าเป็นผ้าแพรวายาวที่สุดในโลก จากนั้น ปี พ.ศ.2554 ทอผ้าแพรวา 10 ลาย ความยาว 9 เมตร 43 แถว ทูลเกล้าฯถวายพ่อหลวงเนื่องในวโรกาส 80 พรรษา และปีพ.ศ. 2556 ทอผ้าไหมแพรวา 100 เมตร 100 ลาย ถวายพ่อหลวงให้ทรงพระวรกายจากพระอาการประชวร ซึ่งได้นำไปทูลเกล้าฯ ถวายที่วังสวนจิตรลดาฯ ในห้วงสำนึกครั้งหนึ่งที่จดจำมิรู้ลืม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชีนาถ พระองค์ท่านอยากให้เราเป็นผู้สอน ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการทอผ้าไหมแพรวา เป็นคำมั่นสัญญาที่ได้เปล่งออกไปต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ท่าน จวบจนชีวิตจะหาไม่ก็จะยึดคือคำมั่นนี้ไปตลอด เพราะเวลานี้ ยังนั่งทอผ้าและสอนลูกศิษย์มิได้ขาด เวลาที่เหลือจากนี้ ก็จะอุทิศให้กับการเผยแพร่และรังสรรค์ศาสตร์ศิลป์ผ้าไหมแพรวาให้มากที่สุด

“ศิลปินแห่งชาติ เป็นรางวัลอันทรงเกียรติและภาคภูมิใจมาก แต่ที่มาถึงวันนี้ก็ด้วยน้ำพระทัยพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวงและแม่ของแผ่นดิน ที่ทรงอุ้มชูพสกนิกรมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งที่เตือนใจและติดตัวอยู่ตลอดคือเหรียญพระราชทานไม่เคยห่างตัวเลยเป็นเวลานานกว่า 30 ปี แล้วเป็นกำลังใจสูงสุดของชีวิต ทำให้มีพลังในการทำหน้าที่ถวายงานพระองค์ท่านจนถึงทุกวันนี้ งานทอผ้าทั้งหมดจะนำขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นการส่วนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเส้นไหมที่ใช้ทอผ้าไหมแพรวาพระองค์ท่านได้พระราชทานมาให้ แต่ละผืนจะเลือกเฟ้นลวดลายที่มีความวิจิตรสวยงาม มีความหมาย โดยยึดจากลายโบราณดั้งเดิม 60 ลาย ประยุกต์เข้ากับลายที่คิดค้นมาใหม่รวมๆ แล้วตอนนี้มีกว่า 100 ลาย ที่ใช้สำหรับการทอผ้าไหมแพรวาเฉดสี ก็เลือกตามความเหมาะสม ทั้งย้อมไหม และการทอ ซึ่งทุกขั้นตอนเป็นงานฝีมือทำด้วยมือทั้งหมด” แม่คำสอน กล่าว

สำหรับแม่คำสอน สระทอง ปัจจุบันอายุ 77 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ด้วยความพากเพียรและความสนใจเรื่องทอผ้าได้ยึดถือการทอผ้าไหมแพรวามาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นผู้รวมกลุ่มภูไทบ้านโพนร่วมทอผ้าผ้าแพรวา ควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดี โดยลายแพรวาที่ทอครั้งแรกคือลายนาค ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว โดยฝึกจากแม่สามีคือคุณย่าเบ็ง สระทอง ซึ่งเป็นครูคนแรกในการสอนทอผ้าแพรวาและเรียนรู้มาเรื่อยๆ โดยเฉพาะคำแนะนำจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ทั้งนี้ แม่คำสอนเคยได้รับพระราชทานเงินจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 40,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรสอนเทคนิคการทอผ้าไหมแพรวาให้กับสมาชิก รางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ ผู้มีผลงานดีเด่นสาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะการทอผ้าแพรวา) ได้รับคัดเลือกให้เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติ คนดีศรีกาฬสินธุ์ ครูภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ได้มอบปริญญา มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ที่เข้ารับพระราชทาน ปริญญาบัตรจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อปีพ.ศ.2557

แม่คำสอน สระทอง ถือเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีผลงานด้านการทอผ้าแพรวาประดิษฐ์การทอผ้าแพรวา “เขาลาย” หรือ “ตระกรอลาย” นอกจากนี้ ยังรับหน้าที่เป็นครูสอนทอผ้าไหมแพรวาและวิทยากร ในการถ่ายองค์ความรู้ ซึ่งถือเป็นแม่ครูขอวงการทอผ้าไหมแพรวา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249089

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/249076

บวงสรวง19ธค.
บูรณะราชรถพระยานมาศ
อุทยานกุยบุรีจัดพิธียิ่งใหญ่
20ธค.ส่งมอบไม้จันทน์หอม
กรมศิลป์เตรียมพร้อมพิธีบวงสรวงราชรถ 19 ธ.ค. ขณะที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีจัดพิธียิ่งใหญ่ก่อนเคลื่อนขบวนรถนำไม้จันทน์หอมส่งมอบให้สำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม 20 ธ.ค. เพื่อสร้างพระโกศพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9
ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้หน่วยงานต่างๆร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระกุศลพระบรมศพ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่หกสิบสี่
เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 16 ธันวาคม พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร
จากนั้นเวลา 10.30 น. พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานถวายภัตหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เวลา 16.30 น.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีพระพิธีธรรมจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหารสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ขณะที่พสกนิกรจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะ ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพเวลา 04.50 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนผู้เข้าสักการะพระบรมศพเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมจนถึงเวลา 01.05 น.มีทั้งหมด 53,166 คน รวม 46 วันมี 1,778,131คน และมีประชาชนถวายเงินบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 4,657,280.25 บาท รวม 46 วัน เป็นเงิน 138,422,603.75 บาท
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยกำหนดการส่งมอบไม้จันทน์หอมจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์วันที่ 20 ธันวาคมว่า จะจัดพิธีส่งรับมอบไม้จันทน์หอมที่สำนักงานช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม เพื่อนำไปจัดสร้างพระโกศที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยขั้นตอนเตรียมนำไม้เคลื่อนออกจากอุทยานฯ กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์จะเริ่มตามกำหนดฤกษ์เวลา 06.39-07.09 น. ไปที่ว่าการอำเภอกุยบุรี ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่และประชาชนร่วมขบวน จากนั้นเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกไม้จันทน์หอมตั้งบริเวณพิธีหน้าที่ว่าการ อ.กุยบุรี และเตรียมจัดรูปขบวนรถ จากนั้นเวลา 08.00 น.ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานทำพิธีสักการะและพราหมณ์ทำพิธีบวงสรวง คาดจะมีประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมพิธีนับ 1,000 คน
ทั้งนี้ ขบวนรถบรรทุกไม้จันทน์หอมจะเคลื่อนออกจากที่ว่าการอำเภอกุยบุรีเวลา 09.09 น. ไปตามเส้นทางผ่าน อ.สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ชะอำ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผ่านจ.ราชบุรีเข้าจ.นครปฐมไปยังสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ถ.พุทธมณฑล สาย 5 อ.พุทธมณฑล ระยะทางประมาณ 270 กม. ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงถึงสำนักช่างสิบหมู่เวลา 14.00 น.จากนั้นจะมีพิธีส่งมอบให้กับพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ก่อนส่งมอบต่อให้นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม
วันเดียวกัน นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมเปิดเผยว่า กรมศิลปากรเตรียมพร้อมพิธีบวงสรวงบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถพระยานมาศ และเครื่องประกอบในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในวันที่ 19 ธันวาคม เวลา 14.49 น. โดยพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณประธานพระครูพราหมณ์ และ หัวหน้าพราหมณ์สังกัดกองพระราชพิธีสำนักพระราชวัง เป็นผู้นำบวงสรวง
ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบ องค์พระมหาพิชัยราชรถมีกระจกเริ่มขุ่นมัว ต้องเปลี่ยนและปิดทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดตั้งแต่บุษบกลงมาด้านล่าง ส่วนบุษบกขึ้นไปอาจทำความสะอาดเล็กน้อยเพื่อให้สีทองดูเปล่งปลั่งขึ้น ส่วนประกอบราชรถ อาทิ ฉัตรธง ที่อยู่บริเวณเกริน และท้ายนาคนั้นต้องทำใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สวยงาม อีกทั้ง ยังได้อัญเชิญพระที่นั่งราเชนทรยาน ซึ่งจะใช้อัญเชิญพระบรมอัฐิและพระสรีรางคาร มาบูรณะไปพร้อมกัน