เล็งรวมกลุ่ม ทปอ.บวกๆ พัฒนาอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240364

ทปอ., สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, เล็ง, รวมกลุ่ม, ทปอ, บวก, พัฒนา, อุดมศึกษา, เล็งรวมกลุ่ม, ทปอบวกๆ, พัฒนาอุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

เล็งรวมกลุ่ม ทปอ.บวกๆ พัฒนาอุดมศึกษา

อธิการบดีสจล. แจงจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย ควรกลมกลืนแต่หลากหลาย รวมกลุ่มแบบหลวมๆ เล็งอนาคตประชุมร่วมทปอ.บวกๆ ระหว่างกลุ่มทปอ.ม.รัฐ–ราชภัฎ และราชมงคล พัฒนาอุดมศึกษา

       ศ.ดร.สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวถึงบทบาทมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย4.0 ว่า ในการจัดแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก มหาวิทยาลัยที่เน้นเรื่องการวิจัย เพื่อไปพัฒนาเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในระดับโลก กลุ่มที่สอง มหาวิทยาลัยที่จะเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เกษตร เทคโนโลยี และกลุ่มที่สาม มหาวิทยาลัยชุมชนที่จะไปตอบโจทย์ระดับพื้นที่ ภูมิภาค ชุมชน นั้นโดยส่วนตัวมองว่าคงต้องมีแนวทางในการดำเนินการที่จะทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทให้มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันภายใต้ความหลากหลาย เพราะมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องทำงานวิจัย ขณะเดียวกับมหาวิทยาลัยวิจัยก็ต้องทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองชุมชน ท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น การรวมกลุ่มมหาวิทยาลัยควรเป็นการรวมแบบหลวมๆและแต่ละกลุ่มต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวมกัน ในการผลิตบัณฑิต นวัตกรรมใหม่ตอบสนองความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่นั้น สามารถทำได้ แต่ต้องเปิดช่องทางให้มหาวิทยาลัยเลือกว่าตัวเองอยากอยู่กลุ่มไหน อยากพัฒนารูปแบบใดด้วย

“ตอนนี้มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)นั้น มีความเหนียวแน่นกันมาก ซึ่งอนาคตอาจจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทปอ. และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ (ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(ทปอ.มทร.) หรือการรวมกลุ่ม เป็นทปอ.บวกๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุดมศึกษา เพราะอาจารย์ บุคลากรในกลุ่มมรภ. และมทร. หรือม.เอกชน ล้วนเป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยรัฐ”อธิการบดี สจล.กล่าว

 

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240352

สสวท., สุราษฎร์พิทยา, สัปปะรดสี, เด็ก, ไทย, ชนะเลิศ, วิจัย, รักษ์, น้ำ, ระดับโลก, ที่, สวีเดน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

นวัตกรรมการกักเก็บน้ำโดยเลียนแบบสับปะรดสี ร.ร.สุราษฎร์พิทยา คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่สวีเดน

       ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รายงานข่าวด่วนจากประเทศสวีเดนว่า ตามที่ สสวท. ได้จัดการประกวดผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จึงได้มีการจัดส่งทีมชนะเลิศในปี 2559 คือ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา เข้าร่วมการประกวด Stockholm Junior Water Prize ที่เมืองสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ในระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน 2559 ในเรื่อง “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติ สับปะรดสี” (Natural Innovative Water Retention Mimicry Bromeliad (Aechmeaaculeatosepala) ผลงานของนางสาวสุรีย์พร ตรีเพชรประภา นางสาวธิดารัตน์ เพียร และนางสาวกาญจนา คมกล้า โดยมีนางสุวารี พงศ์ธีระวรรณและ นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้น ผลปรากฏว่าผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศ ซึ่งเป็นปีแรกของประเทศไทย และได้รับเกียรติอย่างสูงจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิปแห่งสวีเดน เป็นผู้พระราชทานรางวัลในงานดังกล่าวคณะนักเรียนจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2559 เวลา 05.50 น. ด้วยเที่ยวบินTG961

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

    ผลงานวิจัย “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำโดยเลียนแบบสับปะรดสี” เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งสังเกตจากรูปทรงของสับปะรดสีที่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมผู้วิจัยได้เลือกสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา (Aechmeaaculeatosepala) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เก็บกักน้ำได้ดี

จากการศึกษาลักษณะทางกายภาพของต้นสับประรดสีพันธุ์ดังกล่าว พบว่า ส่วนดักจับน้ำที่สำคัญมีหลายส่วน ได้แก่ แผ่นใบ ที่มีขอบใบทั้งสองข้างบางกว่าบริเวณกลางใบทำให้แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปตัวยูเหมือนรางน้ำ น้ำไหลไปกักเก็บที่แอ่งระหว่างกาบใบ หนามเล็กๆ บริเวณรอบใบ บิดเป็นมุม 50 องศากับขอบใบ ช่วยดึงน้ำที่อยู่ห่างจากขอบใบในระยะ 2 มิลลิเมตร ให้เข้ามาในใบได้ ผิวใบด้านหน้าใบและหลังใบช่วยให้น้ำไหลลงไปรวมกันที่รางรับน้ำ เนื่องจากแรงยึดติด (Adhesive force) ระหว่างน้ำกับผิวใบมากกว่าแรงเชื่อมแน่น (Cohesive force) ของน้ำ

นอกจากนี้ ส่วนกักเก็บน้ำของสับปะรดสีเอคมี อะคูลีโทเซพาลา เกิดจากใบเรียงเหลื่อมซ้อนกัน กาบใบด้านล่างจะกว้างออก ขอบใบบาง มีลักษณะเป็นแอ่งกักเก็บน้ำทรงกรวยตรงกลางลำต้น และระหว่างซอกใบทุกใบก็สามารถเก็บน้ำได้ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าภาชนะทรงกรวยที่มีขนาดเท่ากันถึง 17.28 เปอร์เซ็นต์

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

     จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาการกักเก็บน้ำของสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา และจากการสังเกตพบว่าในเวลากลางคืนจะมีหยดน้ำเกาะตามแผ่นสังกะสีเคลือบอะลูมิเนียมมุมหลังคาบ้าน จึงได้นำมาเป็นต้นแบบสร้างอุปกรณ์ในการกักเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี โดยประดิษฐ์จากแผ่นอะลูมิเนียม เนื่องจากแผ่นอะลูมิเนียมมีความจุความร้อนน้อย ในช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมากระทบจึงกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ง่าย

เมื่อนำชุดอุปกรณ์นี้ไปใช้จริง โดยติดตั้งบนต้นยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อสายน้ำเกลือปักลงในดินห่างจากโคนต้น 1 เมตร พบว่า ความชื้นในดินที่ใช้ชุดอุปกรณ์จะมีค่าสูงกว่าความชื้นในดินที่ไม่ใช้ชุดอุปกรณ์ และไม่รดน้ำ 17.65 เปอร์เซ็นต์ และมีความชื้นในดินใกล้เคียงกับการรดน้ำตามปกติ ซึ่งน้อยกว่ารดน้ำปกติ 9.80 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ ต้นยางพาราที่ใช้ชุดอุปกรณ์สามารถให้ผลผลิตสูงกว่าไม่ได้ใช้ชุดอุปกรณ์ 57.50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยราคาต้นทุนชุดละ 25 บาท เมื่อนำไปใช้กับต้นยางพาราเพียง 6 วัน ก็จะคุ้มราคาทุน

เด็กไทยชนะเลิศวิจัยรักษ์น้ำระดับโลกที่สวีเดน

     กลุ่มนักเรียนผู้พัฒนานวัตกรรม กล่าวว่า สาเหตุที่ทำงานวิจัยเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการหาแนวทางในการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในการเกษตร เพราะโมเดลนี้สามารถช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้แม้สภาวะแห้งแล้ง และจะปรับปรุงพัฒนางานให้ดีขึ้น สามารถกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะได้ผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง และนำไปเผยแพร่สู่ชุมชน ให้ชาวบ้านได้ใช้โมเดลกักเก็บน้ำนี้เพื่อทำ

 

‘โรคมือเท้าปาก’ระบาด รร.บางพูนปิดเรียน7วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240295

คมชัดลึก, ปิดเรียน, วัดบางพูน, ปทุม, สั่ง, โรค, มือ, เท้า, ปาก, ระบาด, บาง, พูน, ปิด, เรียน, วัน, โรคมือเท้าปากระบาด, รรบางพูนปิดเรียน7วัน, โรคมือเท้าปาก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 31 ส.ค. 2559

‘โรคมือเท้าปาก’ระบาด รร.บางพูนปิดเรียน7วัน

รร.วัดบางพูน จ.ปทุมธานี สั่งปิดเรียน 7 วัน หลังโรคมือเท้าปากระบาด

               เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 31 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดบางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก หรือโรคผิวหนัง และได้ให้เด็กนักเรียนบางคนที่เป็นโรคมือ เท้า ปาก หยุดเรียนไปแล้วนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต.บางพูน เข้ามาคัดกรองพบนักเรียนมีอาการของโรคมือ เท้า ปากและผิวหนัง เป็นเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะพบในระดับชั้นอนุบาล ถึงระดับประถม จึงประกาศให้หยุดเรียน ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.59 ถึง 5 ก.ย.59 เป็นเวลา 7 วัน

วันนี้ผู้สื่อข่าวจึงได้ไปตรวจสอบและสอบถาม น.ส.ณัชชา ชัยรัตน์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 365/07 ม.6 ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้ปกครองของ เด็กหญิง อรววณ การะเกตุ อายุ 9 ปี หรือน้องจุ๊บแจง นักเรียนชั้น ป.3/1 โรงเรียนวัดบางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก จากเพื่อนร่วมห้อง

โดย น.ส.ณัชชา ชัยรัตน์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 29 ส.ค. ครูประจำชั้นของลูกสาวได้โทรมาบอกว่าลูกสาวไม่สบายให้ไปรับตัวกลับบ้าน ก็ตกใจเพราะเมื่อช่วงเช้าก็ยังไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนไม่เห็นว่าจะมีอาการเป็นไข้แต่อย่างใด เมื่อไปถึงโรงเรียน ครูก็บอกว่าเด็กติดเชื้อจากเพื่อนร่วมห้องซึ่งก็ได้หยุดเรียนไปแล้วเกือบอาทิตย์ แต่เชื้อของโรคมือ เท้า ปาก ได้แพร่กระจายติดกับเด็กนักเรียนที่อยู่ห้องเดี่ยวกับลูกสาวอีก 14 คน ในขณะที่เจ้าหน้าสาธารณสุขก็ได้คัดกรองเด็กนักเรียนทั้งหมด จากชั้นอนุบาล ถึง ระดับมัธยม เกือบ 1,000 คน ซึ่งคุณครูก็บอกว่าขณะนี้เชื้อโรคมือ เท้า ปาก เข้าไปอยู่ในตัวของลูกสาวแล้ว โดยบอกว่าคุณแม่ต้องดูแลลูกอย่างดีกินข้าวกินปลาต้องแยกถ้วยชาม เวลาลูกเข้าห้องน้ำเสร็จก็ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งก็ทำตามที่ครูบอกทั้งหมดแต่ก็ยังไม่คลายจากความกังวล

ทางด้านนายพิเชษฐ การะเกตุ อายุ 45 ปี กล่าวว่ารู้สึกวิตกกังวลของอาการหลังจากที่ลูกสาวติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากไม่มีหนังสือแจงเตือนให้เราสังเกตอาการของเด็กว่ามีอาการอย่างไร เช่นเด็กมีการซึมเศร้าแล้ว และราควรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งเราก็ไม่รู้อะไร ขั้นต้น ขั้นแรกจะให้เราสังเกตอาการอย่างไร เพียงแต่มียากินและยาทามาให้

ด้านคุณครูกมลรัตน์ โพธิ์น้อย กล่าวว่า มีเด็กนักเรียนระดับประถมรายหนึ่งมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนเมื่อวันพุธที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงโทรศัพท์แจ้งให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้านและติดตามอาการจึงทราบว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ทาง ผอ.จึงสั่งให้เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หยุดเรียนก่อน 10 วันถ้ายังไม่หายก็ให้หยุดต่ออีก หลังจากนั้นก็พบว่าเด็กนักเรียนรายอื่นๆ ติดเชื้อโรคมือเท้าปากเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ทางโรงเรียนจึงสั่งให้เด็กหยุดเรียนอีก 10 วัน และในวันที่ 29 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต.บางพูน เข้ามาคัดกรองพบนักเรียนมีอาการของโรคมือ เท้า ปาก เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนร้อยๆ คน โดยได้แพร่ระบาดออกไปถึงนักเรียนระดับชั้นมัธยม ทาง ผอ.โรงเรียน จังสั่งประกาศหยุดเรียนทั้งโรงเรียนเป็นเวลา 7 วัน โดยจะเปิดเรียนในวันที่ 6 ก.ย. หากพบว่าเด็กนักเรียนคนใดยังไม่หายก็ให้หยุดต่อไปอีก ซึ่งโรคนี้ระบาดเร็วมาก และทางโรงเรียนได้แจ้งไปยังสาธารณสุขจังหวัด แต่ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ โดยทางโรงเรียนก็ได้ล้างทำความสะอาดทั้งของเล่นเด็กนักเรียน ห้องเรียน อุปกรณ์ต่างๆ ด้วยน้ำยา ซึ่งก็ต้องช่วยกันทำทุกวันก่อนที่โรงเรียนจะเปิด

 

ประยุทธ์บอกมีวิธีรับมือซิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240211

นายกฯ, ประยุทธ์, บอก, วิธี, รับมือ, ซิกา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

ประยุทธ์บอกมีวิธีรับมือซิกา

นายกฯ”ยันมีมาตรการรับมือ “ซิกา” ชี้ไทยรับมือโรคระบาดดีที่สุดในอาเซีย

–30ส.ค.59–เมื่อเวลา 14.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป   ระบุถึงสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาใน 4 จังหวัดของไทยคือจ.จันทบุรี เพชรบูรณ์ บึงกาฬ และเชียงใหม่ อยู่ในระดับสีแดงว่า กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข กำลังติดตามอยู่ซึ่งมีอยู่ 3-4 จังหวัด ทุกอย่างเราไม่ต้องกังวล เรามีแผนงานและมาตรการรองรับไว้แล้ว เมื่อมันเกิดเราก็ต้องแก้ไขและอย่าให้คนเป็นอีก ทั้งนี้เราได้ตั้งศูนย์ในแต่ละภูมิภาคเอาไว้รองรับแล้ว รัฐบาลนี้ให้งบประมาณลงไปจัดทำห้องคนไข้พิเศษ ห้องปฏิบัติการดูแลโรคระบาดร้ายแรง ซึ่งมีทุกโรงพยาบาลใหญ่

“ตอนนี้รมว.สาธารณสุขกำลังดูแลอยู่  รมว.มหาดไทยก็กำชับลงไปในพื้นที่ในสายการปกครอง บางโรคบางทีก็ติดต่อง่าย เพียงถ้ารักษาทันเวลาก็ไม่เป็นไร บางครั้งก็ได้ยาผิด กินยาผิดกันเองบ้าง ไม่ไปหาหมอเลยไม่รู้อาการบ้าง เราต้องสร้างการรับรู้โรคไวรัสซิกา มีอาการอย่างไร มันก็เป็นการทั้งโลกและหลายประเทศ เราขึ้นชื่อว่าเราเป็นประเทศที่บริหารจัดการเรื่องโรคระบาดได้ดีที่สุดในอาเซียน เรามีชื่อเสียง”นายกฯกล่าว

 

คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240177

กรมควบคุมโรค, ยัน, ไทย, โรค, ไม่ได้, ระบาด, วงกว้าง, ผู้ป่วย, ประปราย, ยัง, คุม, ได้, โรคซิกา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

คร.ยันไทยไม่พบ“โรคซิกา”ระบาดวงกว้าง พบผู้ป่่วยประปรายเหมือนเวียดนาม-สิงคโปร์-อินโดฯ ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขอคนไทยอย่าวิตกเดินทางไป 4 จังหวัดเฝ้าระวังพิเศษ

        เมื่อวันที่30ส.ค.เวลา11.30น. ที่กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวเกี่ยวกัุบโรคติดเชื้อไวรัสซิกาว่า ตามที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป (European Center for Disease Prevention and Control : ECDC) ได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 19ส.ค.ที่ผ่านมา โดยจัดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับสีแดง คือ มีการแพร่กระจายของโรคอย่างกว้างขวางในช่วง3เดือนนั้น ขอชี้แจงว่าการจำแนกของอีซีดีซีนั้นต่างจากการจำแนกขององค์การอนามัยโลกหรือฮู โดยข้อมูลที่อีซีดีซีใช้เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และคร.ไม่เคยส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการไปให้กับอีซีดีซี เข้าใจว่าข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลที่ปรากฎผ่านสื่อต่างๆ จึงอยากให้ใช้อข้อมูลการจำแนกพื้นที่ระบาดของฮูเป็นหลัก เพราะหลักเกณฑ์การจำแนกเป็นมาตรฐาน ส่วนการจำแนกของอีซีดีซีเป็นการใช้เพียงจำนวนผู้ป่วยเป็นสำคัญเท่านั้น และเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเนื่องจากมีประเทศที่พบผู้ป่วยมากกว่าที่รายงานโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

อธิบดีกรมคร. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันฮูจำแนกพื้นที่การระบาดโรคซิกาทั่วโลกออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับกว้างขวาง อาทิ บราซิล อาร์เจนตินา ประเทศในแถบภูมิภาคอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา 2.พื้นที่ทีมีการระบาดประปราย คือ พบผู้ป่วยในในบางพื้นที่ของประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ และ3.พื้นที่ที่เคยมีการระบาดของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา แต่ในปี2559ไม่มีรายงานพบผู้ป่วย ซึ่งในส่วนนี้อาจจะแปลได้ว่าเป็นเพราะระบบการเฝ้าระวัง ควบคุม ดูแลและตอบโต้สถานการณฺ์ไม่ไวพอที่จะรายงานต่อสาธารณะ

นพ.อำนวย กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคในประเทศไทยขณะนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 พบผู้ป่วยใน 16 จังหวัดในจำนวนนี้เหลือเพียง 6 จังหวัดที่ยังต้องเฝ้าระวังต่อเพื่อให้พ้นระยะฟักตัวของโรคที่ 28 วัน โดยอีก 2 จังหวัด คือ สมุทรปราการและหนองคายครบกำหนดการเฝ้าระวังในวันที่ 30และ 31 สิงหาคม 2559ตามลำดับ จึงเหลือเพียง 4 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง อีก 2 สัปดาห์ คือ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ตามที่ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือในการกำชับเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น อุตสาหกรรม พาณิชย์ สถานศึกษา ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมป้องกันโรค

“ขอให้ประชาชนคลายความกังวล เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่พบผู้ป่วยโรคซิกา และการระบาดในไทยไม่ได้ระบาดกว้างขวาง เจอผู้ป่วยแบบประปราย แต่ละจุดที่พบผู้ป่วยไม่ได้มีจำนวนมาก รูปแบบการระบาดของไทยจะเป็นลักษณะจากคนหนึ่งเดินทางไปอีกพื้นที่หนึ่ง ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เคยพบในบางพื้นที่มีผู้ป่วย 4-5 คน สถานการณ์ยังอยู่ในระดับคุมได้ ทั้งนี้ ใน 4 จังหวัดที่ต้องมีการเฝ้าระวังต่อ ไม่ได้เกิดการระบาดทั้งจังหวัด ขอประชาชนอย่าวิตกที่จะเดินทางไปในจังหวัดดังกล่าว”นพ.อำนวยกล่าว

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา20ราย คลอดแล้ว6ราย ทารกเป็นปกติทุกราย ส่วนคณะทำงานศึกษาเฝ้าระวังกลุ่มทารกพิการศีรษะเล็กย้อนหลังและปัจจุบันนั้นจะทำการสรุป จำแนกประเด็นและเสนอรายงานให้ทราบเป็นระยะ ขณะนี้ทราบว่าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ระหว่างการศึกษาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสซิกาตอนนี้อยู่ในขั้นการทดลองในมนุษย์คาดว่าน่าจะสำเร็จใน2-3ปีข้างหน้าและจะใช้ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

 

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240169


กินคางคก, พิษตางคก, แพทย์, เผย, พิษ, คางคก, แรง, ออกฤทธิ์, เร็ว, ทำลาย, ระบบ, หัวใจ, ถึงตาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!! ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย ห้ามรับประทานเด็ดขาด ไม่มียาต้านพิษโดยตรง ยิ่งกินแกล้มเหล้าพิษยิ่งดูดซึมเข้าร่างกายเร็วขึ้น

     นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวถึงการกรณีที่ประชาชนกินคางคกแล้วเสียชีวิตว่า คางคกเป็นสัตว์ที่มีพิษหากประชาชนนำมารับประทานจะทำให้ได้รับพิษปนเปื้อน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และรุนแรงต่อระบบหายใจ ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่เสียชีวิตเพราะได้รับพิษเข้าไปในปริมาณมาก โดยคางคกจะมีต่อมพิษอยู่ใกล้คอเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำร้าย หากรับประทานคางคกเข้าไปแล้วไม่สบาย คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ายังมีสติจะต้องทำให้อาเจียนสิ่งที่รับประทานเข้าไปออกมาก แต่ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมกับบอกด้วยว่ารับประทานอะไรเข้าไป

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

     “ที่ดีที่สุดคืออย่ารับประทานคางคก ไม่แนะนำให้รับประทานโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับแมงป่องและแมงมุม ยิ่งการกินคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยิ่งไม่ควร เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซับสารพิษเข้ากระแสเลือดได้เร็วขึ้น กรณีที่มีการกินเนื้อไก่ที่ปิ้งในตะแกรงเดียวกับที่ปิ้งคางคกแล้วมีอาการป่วยอาจเป็นเพราะมีพิษปนเปื้อนอยู่ในตะแกรง ไม่มีวิธีการกินให้ปลอดภัย เพราะไม่แนะนำให้กินเด็ดขาด”นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า พิษจากสัตว์บางตัวไม่มียาต้านพิษ บางตัวมียาต้านพิษแต่พิษค่อนข้างเร็ว และไม่ได้มียาต้านพิษสำรองไว้ในโรงพยาบาลทุกแห่งเพราะยามีราคาค่อนข้างแพง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรอกว่าที่ยาต้านพิษจะส่งไปถึงโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งพิษจากคางคก ไม่มียาต้านพิษโดยตรง และพิษจากคางคกจะเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจทำให้พิษเกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างรวดเร็วและรักษายาก เพราะจะมีอาการรุนแรง เช่น เดียวกับพิษจากแมงกะพรุนกล่อง ที่จะออกฤทธิ์เป็นอันตรายต่อร่างกายภายใน 30 นาที ที่ผ่านมา พบผู้ได้รับพิษจากคางคกไม่มากปีละ 2-3 ราย แต่พิษจากสัตว์ที่พบผู้ป่วยบ่อยคือพิษจากปลาปักเป้า ปีละ 10 รายและพิษจากแมงกะพรุนที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น ส่วนพิษจากพืชที่พบบ่อย คือ เห็ดพิษมีผู้ได้รับอันตรายปีละหลายร้อยราย และสบู่ดำที่นักเรียนมักนำมารับประทานจนได้รับอันตาย

 

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240110

พัฒนาฝีมือแรงงาน, กพร, ขานรับ, นโยบาย, ผู้, ประกอบ, การกู้เงิน, พัฒนา, ฝีมือ, แรงงาน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานขานรับนโยบายรัฐบาล ตีปี๊บชวนผู้ประกอบการกู้เงินไปใช้พัฒนาฝีมือแรงงานใน 7 สาขา ขยายวงเงินกู้จาก 3 แสน เป็น 1 ล้าน แถมปลอดดอกเบี้ย 1 ปี

            นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการ ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะของลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน จึงเห็นชอบขยายเพดานวงเงินกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้ผู้ประกอบการกู้ไปฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานม จากเดิมไม่เกิน 3 แสนบาทต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เหลือร้อยละศูนย์  จากเดิมร้อยละ 3 ต่อปี  แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ประกอบการต้องทำสัญญาไม่เกินวันที่ 12 มกราคม 2560 โดยมี กำหนดชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน

ทั้งนี้ สาขาอาชีพที่จะดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานต้องเป็นสาขาอาชีพ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา 7 (1) ดังนี้ 1.สาขาอาชีพช่างก่อสร้าง 2.สาขาอาชีพช่างอุตสาหการ 3.สาขาอาชีพช่างเครื่องกล 4.สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 5.สาขาอาชีพช่างอุตสาหกรรมศิลป์ 6.สาขาอาชีพเกษตรอุตสาหกรรม และ 7.สาขาอาชีพภาคบริการ โดยภาคบริการนี้ครอบคลุม ทั้งกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และโลจิสติกส์ด้วย

นายกรีฑา กล่าวว่า การฝึกอบรมทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงานในสถานประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต ลดต้นทุน ลดการสูญเสียทรัพยากร รวมทั้งทำให้แรงงานมีศักยภาพเพิ่มขึ้น  ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 กพร. ได้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ไปจำนวน  243,372 คน  สามารถส่งเสริมสถานประกอบกิจการในการพัฒนาทักษะลูกจ้างและนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีมากกว่า 8,000 แห่ง  สามารถพัฒนากำลังแรงงานได้กว่า 3.3 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นบทบาทของ กพร. ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ซึ่งมีภารกิจสำคัญ 2 ส่วน คือ 1.เก็บเงินสมทบจากสถานประกอบกิจการที่จัดฝึกอบรมพนักงาน/ลูกจ้าง ไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ในแต่ละปีเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และ 2.ให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานภายในสถานประกอบกิจการนั้น ๆ หรือส่งพนักงาน/ลูกจ้างไปฝึกอบรมกับหน่วยงานภายนอก หรือทดสอบกับศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติที่ได้รับการรับรองจาก กพร.

 

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240035

เมทแอมเฟตามีน, ยาบ้า, หนุน, แอมเฟตามีน, เป็น, วัตถุ, ออก, ธ์ฯประเภท2, เปิดทาง, วงการแพทย์, ใช้

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

หนุนปรับลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2 เปิดทางวงการแพทย์ใช้ ระบุทั่วโลกรักษาโรคสมาธิสั้น-สารทดแทนบำบัดกลุ่มติดยาบ้างอมแงม สธ.เร่งเคลียร์ข้อมูลให้ชัด

            เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมเมอร์เคียว ฟอร์จูน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  กล่าวภายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การควบคุม(เมท) แอมเฟตามีนอย่างสร้างสรรค์ และนวตกรรมยุติธรรมตามร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ว่า ประเทศไทยจัดให้เมทแอมเฟตามีน  และกลุ่มแอมเฟตามีน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งไม่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์ หากจะนำมาใช้ได้โดยแพทย์จะต้องย้ายกลับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2  ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะใช้ในการรักษาหรือไม่ เบื้องต้นทางกระทรวงสาธารณสุขมีการคุยกันแล้วว่า ตัวเมทแอมเฟตามีนอาจไม่ได้ใช้ แต่จะใช้ในตัวแอมเฟตามีนมากกว่า เพราะเมทแอมเฟตามีนเป็นอนุพันธุ์ ซึ่งตัวไหนใช้ทางการแพทย์ก็คงต้องมีการลดระดับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2  อย่างไรก็ตาม สำหรับประโยชน์ทางการแพทย์มีการศึกษาอยู่ในเชิงระบบบำบัดรักษาด้านประสาท การกระตุ้นทางจิตประสาท

อย่างไรก็ตาม  จากนี้จะหารือทางการแพทย์เพื่อทำข้อมูลประโยชน์ทางการแพทย์ของแอมเฟตามีนให้ชัดว่ามีการใช้อย่างไรบ้าง

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า สำหรับความพร้อมนั้น มีการประชุมหลายครั้ง แม้สธ.จะเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ต้องอาศัยกระทรวงอื่นๆมาร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ว่าเราจะทำหมดคงไม่ได้ กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหารก็ต้องช่วยกันหมด  เบื้องต้นสธ.มีแบบคัดกรองผู้ป่วย โดยจะมีการอบรมบุคลากรของเราทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลระดับอำเภอก็เป็นศูนย์คัดกรองอยู่แล้ว โดยเราจะแบ่งการบำบัดออกเป็นทั้งกลุ่มใช้ กลุ่มเสพ กลุ่มติด โดยจะมีแนวทางการดำเนินการแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งการบำบัดรักษาผู้ป่วยจะมีทั้งรักษาแบบผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ก็ต้องประเมินอีกครั้ง  ซึ่งในการคัดกรองให้ผู้เสพเข้าระบบการบำบัดรักษานั้น อาจต้องร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และทางตำรวจช่วยด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการลดระดับตัวยาดังกล่าวจริง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการรักษา ทางสธ.พร้อมแล้วหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า หากเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ต่อสังคมก็ควรจะหันมาช่วยกัน และหากมีการแก้ไขในเรื่องผู้เสพให้เป็นผู้ป่วย แทนจะรับโทษเลย ก็จะดึงเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาได้เลย

นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ตามปกติการจะใช้ยาอะไรต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างพิษและประโยชน์  ในส่วนของแอมเฟตามีนมีประโยชน์ในทางการแพทย์โดยใช้สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้น ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีใช้กว่า 10 ยี่ห้อ นอกจากนี้ มีการศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียว่าสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่ติดยาบ้าในระดับรุนแรงหรือติดงอมแงมได้โดยใช้เป็นสารทดแทนในช่วงรักษาบำบัด 2-3 เดือนแรก แต่ประเทศไทยยังไม่มีการใช้ยานี้ในการรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้นและใช้เป็นสารทดแทนในการบำบัดผู้ติดยาบ้าระดับหนักซึ่งมีประมาณ 5-10 %  เนื่องจากแอมเฟตามีนยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่  1 ซึ่งทางการแพทย์ก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนเมทแอมเฟตามีนไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพราะมีเป็นพิษต่อสมองและระบบประสาท

“ที่ผ่านมามีการจัดแอมเฟตามีนทั้งกลุ่มให้อยู่ในยาเสพติดให้โทษประเทภ 1ทำให้เมืองไทยไม่ได้มีการใช้ประโยชน์แอมเฟตามีนในทางการแพทย์ จึงเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดกลุ่มแอมเฟตามีนให้อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 ซึ่งจะส่งผลให้แพทย์สามารถนำมาใช้ประโยน์ทางการแพทย์ได้ เพราะแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดต่ำ แต่เมทแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดสูง”นพ.วิโรจน์กล่าว

อนึ่ง ข้อมูลปัจจุบันพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ต้องขังมาจากปัญหาเมทแอมเฟตามีน และร้อยละ 11 ที่เป็นผู้เสพ ส่วนบุคคลที่เข้ามาบำบัดในกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 2 แสนราย มีร้อยละ 35 ที่สมัครใจรับการบำบัด

แพทย์ชี้ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้ยาคุมเพิ่มฮอร์โมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239940

สาวข้ามเพศ, ยาคุมกำเนิด, แพทย์, ชี้, ทางการแพทย์, ไม่, แนะนำ, สาว, ข้าม, เพศ, ใช้, ยาคุม, เพิ่ม, ฮอร์โมน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ส.ค. 2559

แพทย์ชี้ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้ยาคุมเพิ่มฮอร์โมน

แพทย์เผยยาคุมกำเนิดอันตรายระยะยาว ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้เพิ่มฮอร์โมน อายุเกิน 35 ปี-มีโรคประจำตัว-สูบบุหรี่ห้ามเด็ดขาด ห่วงใช้ฮอร์โมนหลากสูตรได้ยาเกิน

     นพ.นิพัฒน์ ธีรตกุลพิศาล แพทย์ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและปฏิกิริยาระหว่างฮอร์โมนกับยาต้านไวรัสและยาเพร็พ ในการเสวนาระหว่างผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพแก่คนข้ามเพศกับผู้นำชุมชนคนข้ามเพศ” จัดโดยศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีน สภากาชาดไทย เมื่อเร็วๆนี้ว่า วัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยฮอร์โมนคือลดฮอร์โมนเพศเดิมและเสริมฮอร์โมนเพศที่ต้องการ โดยฮอร์โมนที่ใช้ในการข้ามเพศจากชายเป็นหญิง มี 3 กลุ่ม คือ 1.ฮอร์โมนเอสโตรเจน  ที่ทางการแพทย์แนะนำให้ใช้ ชนิดยากินได้แก่ 17-เบต้า เอสทราดิอัล(17-beta estradiol) หรือชื่อการค้าอีดิอัล ,เอสทราดิอัล วาเลเรท(Estradiol valerate)หรือชื่อการค้าโปรกีโนวา ชนิดฉีดเข้ากล้าม เอสทราดิอัล วาเลเรท(Estradiol valerate) หรือ ไซพิวเรท(Cypionate) ชนิดแผ่นแปะหรือเจล   แผ่นแปะเอสทราดิอัลทรานส์เดอร์มัล(Estradiol Transdermal patch)  ส่วนที่ไม่แนะนำให้ใช้กิน ได้แก่ อีอี หรือยาคุม เพราะมีผลข้างเคียงต่อหลอดเลือดดำอุดตันและโรคหลอดเลือดหัวใจ และยาคอนจูเกท เอสโตรเจน(Conjugate estrogen) หรือพรีมารินเพราะวัดระดับยาได้ยาก

2.ฮอร์โมนต้านฤทธิ์แอนโตรเจน เป็นยาเพื่อลดผลของฮอรืโมนเพศชาย ปกติมักใช้ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ไซโปรเตอโรน อซิเตท(Cyproterone  acetate) มีการใช้บ่อยในยุโรป แต่ไม่มีในอเมริกา เพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อตับ สไปโรโนแลคโตน(Spironolactone) และ ฟีเนสเตอไรด์(Finasteride) และ3.ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  ในชื่อการค้า โปรลูตอน(Proluton)เชื่อว่าเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เต้านมโตได้ดี แต่บางวิจัยพบว่าผลต่อเต้านมยังไม่ชัดเจน การใช้โปรเจสเตอโนร่วมกับเอสโตรเจนในหญิงที่หมดประจำเดือนพบมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ไม่แนะนำให้ใช้เพราะอาจทำให้เกิดหลอดเลือดดำอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองเพิ่มขึ้น

นพ.นิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับฮอร์โมนที่ใช้ในการข้ามเพศจากหญิงเป็นชาย จะใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งมีวิธีการใช้หลายแบบ เช่น ยากิน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใช้แผ่นแปะหรือเจล เพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและทำให้เสียงเหมือนผู้ชายทำให้ไม่มีประจำเดือน ยากิน เทสทอสเตโรน อันดิคาโนเอท(Testosterone undecanoate)หรือแอนดิอัล ไม่มีในอเมริกาเพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อตับ ยาฉีดเข้ากล้าม ไซพิวเนท(Cypionate) , เทสทอสเตโรน อันดิคาโนเอท(Testosterone undecanoate )และแผ่นแปะหรือเจล  เทสโทสเทอโรน เจล(Testosterone gel) ,แผ่นแปะเทสทอสเตโรนทรานส์เดอร์มัล(Testosterone  transdermal patch )

“ถ้าคนข้ามเพศชายมาเป็นหญิงในคนที่อายุน้อยไม่เกิน 35 ปียังใช้ยาคุมกำนิดเพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงได้ ค่อนข้างปลอดภัย เพราะยาที่แนะนำให้ใช้มีราคาค่อนข้างสูงคือ 200-400 บาท และค่อนข้างหาได้ยากในต่างจังหวัด ในเมืองใหญ่ยังพอหาได้ แต่ถ้าเป็นคนที่อายุมาก หรือมีโรคประจำตัว หรือสูบบุหรี่ต้องไม่ใช้ยาคุมกำนิดต้องเลี่ยงไปใช้ฮอร์โมนตัวอื่น แต่ที่เป็นห่วงคือคนข้ามเพศมีการใช้ฮอร์โมนในหลากหลายชื่อ แต่เป็นตัวยาเดียวกัน บางคนซื้อมากินหลายสูตร ก็จะทำให้ได้รับตัวยาในขนาดที่สูงเกิน อยากแนะนำให้ดูชื่อตัวยาก่อนที่จะใช้ฮอร์โมนในชื่อทางการค้าต่างๆ จะป้องกันไม่ให้ได้รับฮอร์โมนเกินขนาด อย่างไรก็ตามที่ดีที่สุดควรใช้ฮอร์โมนภายใต้การแนะนำของแพทย์”นพ.นิพัฒน์กล่าว

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานป้องกัน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย  เปิดเผยว่า ตามนโยบายของประเทศไทยตอนนี้หากตรวจเจอว่าใครมีเชื้อเอชไอวีจะต้องได้รับยาต้านไวรัสทันที แต่ส่วนกรณีคนที่ตรวจเชื้อแล้วให้ผลเป็นลบ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ อาทิ สาวประเภทสอง จะแนะนำให้รับประทานยาเพร็พ (Pre-Exposure Prophylaxis, PrEP) วันละ 1 เม็ดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งน่าจะได้ผลเกินร้อยละ 90 แต่ปัญหาในต่างประเทศที่ทำการศึกษาการให้ยาเพร็บในสาวประเภทสอง พบว่ามีจำนวนหนึ่งที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่น เมื่อวิเคราะห์ลงไปก็พบว่าสาวประเภทสองที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอนั้นเป็นกลุ่มที่มีการรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงด้วย จึงมีการสมมติฐานว่าสาวประเภทสองอาจจะกังวลเรื่องประสิทธิภาพของยาเพร็บจะไปกดระดับฮอร์โมน ส่งผลต่อทำให้การข้ามเพสไม่เต็มที่ เลยพยายามลดระดับยาเพร็บเอง โดยในส่วนของสาวประเภทสองในประเทศไทยก็มีความกังวลในแบบเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ เพราะจากการที่สภากาชาดไทยดึงสาวประเภทสองเข้ามาตรวจหาเชื้อฯ ได้มากขึ้นและพบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีอยู่จำนวนหนึ่ง

“ในทางทฤษฎีแล้วยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาเพร็บจะไม่ตีกันกับยาฮอร์โมน แต่เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาจึงทำให้คนหลงเชื่อข้อมูลต่างๆ ที่มีการส่งต่อทางโซเชียลมีเดีย หรือความเชื่อต่างๆ อธิบายไปก็ยังกลัว ดังนั้นเพื่อให้มีข้อมูลยืนยันชัดเจน ทางสภากาชาดไทยจึงเตรียมของบประมาณปี 2560 เพื่อศึกษาวิจัยในกลุ่มสาวประเภทสองจำนวน 30-50 คน ที่รับประทานยาเพร็บและยาฮอร์โมนร่วมกันเพื่อยืนยันว่าการใช้ยา 2 กลุ่มร่วมกันแต่ไม่ตีกัน ตอนนี้มีหลายๆ ประเทศที่ศึกษาอยู่ เช่น ที่บราซิล แต่เราก็ต้องทำด้วยเพราะสรีระ ชาติพันธุ์แตกต่างกัน การขับยา ระดับยาซึ่งจะมีการแตกต่างกัน” พญ.นิตยา กล่าว

 

สานพลังภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239947

สาน, พลัง, ภาคี, เครือข่าย, ร่วม, สร้างสุข, ภาวะ, เด็ก, ปฐมวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ส.ค. 2559

สานพลังภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย

สสส.สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย พบ 1 ใน 5 เด็กเล็กพัฒนาการล่าช้า เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายกลไกพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด 23 แห่ง

            เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงแรมโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ “สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย: ขยายผลสู่การขับเคลื่อนระบบและกลไกระดับจังหวัด” โดยมีองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เครือข่ายที่ทำงานเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่การผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนระบบและกลไกการทำงานเพื่อเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดที่เป็นรูปธรรม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี เป็นโอกาสทองของการพัฒนาเพราะเป็นช่วงที่สมองพัฒนาถึง 80% จึงเป็นโอกาสสำคัญในการจัดการเรียนรู้และเสริมสร้างพัฒนาการให้เหมาะสมกับวัย อย่างไรก็ตามยังมีเด็กปฐมวัยอีก 12% ที่ขาดโอกาสในการเตรียมความพร้อม จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2555 พบว่า มีเด็กจำนวน 365,506 คน จากจำนวนเด็กช่วงอายุ 0-5 ปี 4,585,759 คน หรือ คิดเป็น 12% ของเด็กในช่วงอายุ 2-5 ปี ที่ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าเรียนในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงปฐมวัย นอกจากนี้ยังพบ 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัย มีพัฒนาการล่าช้า จากการตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุ 3.5 ปีทั่วประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ได้มีมติให้คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด ภายในปี 2559 กลไกการทำงานของจังหวัดจึงเป็นรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจที่ท้องถิ่นลุกขึ้นเป็นเจ้าของรับผิดชอบและดูแลลูกหลานของเขาเอง สสส.ในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้เชิงระบบและเครือข่ายการทำงานจึงสนับสนุนตัวอย่างกลไกเด็กปฐมวัยในระดับจังหวัดเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่าง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สาธารณสุข ท้องถิ่น และกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เวทีแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้จากการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดกลไกระดับจังหวัด ทั้ง 23 จังหวัด ที่กระจายทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัยและแผนปฏิบัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด

รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง ผู้จัดการโครงการบริหารและจัดการหน่วยวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กปฐมวัย สสส. กล่าวว่า จากศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยของชุมชนร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ท้องถิ่น ผู้ปกครอง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคนในชุมชน จำนวน 15 จังหวัด และนำสู่การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีศักยภาพสามารถเป็นแม่ข่ายที่มีคุณภาพ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ระบบบริหารจัดการ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ระบบการดูแลสุขภาพ และระบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญในระดับตำบลขยายผลไปสู่ระดับจังหวัด แต่ปัญหาที่พบคือยังขาดการบูรณาการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย จึงไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับจังหวัด และไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับระดับชาติได้

รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง กล่าวว่า การมีนโยบายให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด เพื่อกำหนดนโยบาย ติดตามผลการทำงาน สนับสนุนความรู้และทรัพยากรในการพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการปิดช่องว่างและทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานในระดับจังหวัด ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากลไกของจังหวัดควรมีองค์ประกอบสำคัญใน 6 ระบบ โดยแบ่งเป็น ระบบสนับสนุน 3 ระบบ ได้แก่ 1)การบริหารจัดการ 2)สารสนเทศ 3)การมีส่วนร่วมของภาคีและเครือข่าย ระบบหลัก 3 ระบบ ได้แก่ 1)การจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2)ฐานข้อมูล 3)การพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ระบบฐานข้อมูลคือหัวใจในการนำมาวิเคราะห์ นโยบาย วิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นสถานการณ์เด็กจากข้อมูลที่เป็นจริงสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน