“สารสไตรีน โมโนเมอร์”รั่วไหลที่ชลบุรี สูดดมมากอาจถึงชัก-ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239843


สไตรีน โมโนเมอร์, สารเคมีรั่วไหล, สาร, สไต, รีน, มโน, เมอร์, รั่วไหล, ที่, ชลบุรี, สูดดม, มาก, อาจ, ถึง, ชัก, ตาย, สารสไตรีน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

“สารสไตรีน โมโนเมอร์”รั่วไหลที่ชลบุรี สูดดมมากอาจถึงชัก-ตาย

แพทย์ชี้ “สารสไตรีน โมโนเมอร์”อันตรายต่อคน ทำลายระบบทางเดินหายใจ-ระบบประสาท-สมอง อาจถึงขั้นชัก-เสียชีวิต เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ประเมินสุขภาพชาวบ้านเขตรัศมีรั่วไหล

       จากกรณีที่ชาวบ้านตำบลโป่ง  อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ร้องสื่อหลังมือดีหอบถังสารเคมีกว่า 50 ใบ ลอบทิ้งในบ่อทรายใกล้แหล่งน้ำ โดยภายในมีลักษณะคล้ายสารเคมีไม่ทราบชนิดตกสู่พื้นดินและแหล่งน้ำ มีกลิ่นกลิ่นฉุนและเหม็นรุนแรง เบื้องต้น จากการตรวจสอบสลากข้างถังระบุเป็นวัตถุอันตรายระบุชื่อ “สไตรีน โมโนเมอร์ ”

นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้อำนวยการสำนักโรคจาการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า สารสไตรีน โมโนเมอร์เป็นประเภทสารละลายอินทรีย์ เป็นสารตระกูลปิโตรเคมี มีไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ ปกติมีใช้ทั่วไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนตร์ โฟม และพลาสติก โดยสารชนิดนี้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หากมีการสูดดมเข้าไป หรือมีการฟุ้งกระจายของสารจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ หากสูดดมในปริมาณมากจะมีผลต่อสมอง กดสมองทำให้เกิดภาวะชักถึงเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ถ้าเข้าตาจะทำให้ตาฝ้าฟาง ละคายเคืองตา และทำให้ระบบประสาทหูเสื่อม ส่วนผลในระยะยาวเชื่อว่าเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากมีการพบผลก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองแต่ในคนยังไม่มีหลักฐาน

“หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษลงไปสำรวจพื้นที่ทีมีการรั่วไหลจนทราบแล้วว่ามีการรั่วไหลของสารมากน้อยเพียงใก มีความเข้มขนแค่ไหน และมีรัศมีการแพร่กระจายเป็นอย่างไร สำนักฯก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบประชาชนในรัศมีที่มีรั่วไหลว่าได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่ต่อไป”นพ.ปรีชากล่าว

 

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239832

ติดพนัน, ไบโพลาร์, โรคซึมเศร้า, ปัญหา, ทาง, สุขภาพจิต, ใกล้, ตัว, ที่, ต้อง, ใส่ใจ, คมชัดลึก, ซึมเศร้า-ไบโพลาร์-ติดการพนัน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

“คมชัดลึก”รวบรวมปัญหาสุขภาพจิตทึ่เคยนำเสนอเป็น 3 ปัญหาสุขภาจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ “ซึมเศร้า-ไบโพลาร์-ติดการพนัน”

บ่อยครั้งที่ปรากฎในสื่อถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายมาจากโรคซึมเศร้า ซึ่งที่ผ่านมา “คมชัดลึก”ได้นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อปรากฎว่าน้องสาวของวีเจจ๋ากระโดดตึกฆ่าตัวตาย สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะโรคซึมเศร้า ”คมชัดลึก”จึงขอรวบรวม 3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ควรใส่ใจ จากที่เคยมีการนำเสนอเกี่ยวกับโรคเหล่านี้

1.โรคซึมเศร้า

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลว่า โรคซึมเศร้า รักษาได้ แต่ถ้าเป็นมากๆ แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง จะมีแนวโน้มสู่การฆ่าตัวตายได้สูงถึง 30 % แต่หากเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์จะลดอัตราการฆ่าตัวตายได้มาก เหลือเพียงไม่ถึง 2%  ซึ่งโรคซึมเศร้า เป็นโรคเรื้อรังและพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย สำหรับประเทศไทย โรคซึมเศร้าเป็นอันดับที่ 3 ในผู้หญิง และเป็นอันดับ 8 ในผู้ชาย สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น พันธุกรรม หรือโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ สารเสพติดต่างๆ และ 2.ปัจจัยด้านจิตสังคมและอุปนิสัยต่างๆ เช่น มองตนเองในแง่ลบ หรือมองโลกในแง่ร้าย รวมทั้งความตึงเครียดทางอารมณ์ เช่น ความตึงเครียดในครอบครัว การเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง ความผิดหวัง ชีวิตโดดเดี่ยว สูญเสียคนที่รัก ตกงาน หย่าร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยโรคนี้มากกว่ากลุ่มอื่น

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

             อาการสำคัญของโรค คือ อารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่บอกว่าเศร้า แต่จะบอกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จิตใจไม่สดชื่นเหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นเกือบทั้งวัน และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวัน นานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปรวมถึง อาจมีความคิดอยากตาย ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 60 ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจแค่รู้สึกเบื่อชีวิต แต่เมื่ออาการเป็นมากขึ้นจะรู้สึกอยากตาย และต่อมาจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย เริ่มมีการวางแผน จนถึงการกระทำการฆ่าตัวตายในที่สุด โดยอาการของโรคจะเป็นวงรอบเมื่อเกิดภาวะเศร้าแล้วกลับมามีช่วงอารมณ์ปกติ บางคนอาจมีวงรอบ 2-3 เดือนครั้ง บางคนอาจจะ 1-2 ปีครั้ง ไม่แน่นอน ซึ่งหากมีวงรอบอาการเช่นนี้มากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 ปีถือว่ารุนแรง

การรักษาโรคซึมเศร้า พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในรายที่อาการมาก เช่น มีความคิดฆ่าตัวตาย จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล การรักษาจะใช้ยาต้านอารมณ์เศร้า ส่วนยานอนหลับไม่ใช่ยารักษาอารมณ์เศร้า แต่จะใช้เพื่อช่วยในกรณีที่คนไข้นอนไม่หลับร่วมกับการรักษาด้วยจิตบำบัด จะเป็นการปรับทัศนคติ ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต เพราะการคิดในทางลบจะเป็นส่วนสำคัญที่รบกวนผู้ป่วยมาก และรักษาจากสิ่งแวดล้อม ครอบครัว การจัดสภาพการใช้ชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยไม่ค่อยกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยเฉลี่ยต้องรักษาอย่างน้อย 1-2 ปีต่อเนื่อง แต่ผู้ที่มีวงรอบอาการมานานอาจต้องใช้เวลามากขึ้น

การสังเกตตนเอง คนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดว่าเข้าข่ายซึมเศร้าหรือไม่ พญ.พรรณพิมล บอกว่า ให้สังเกตพฤติกรรม 1.มักจะมีความคิดไปในทางลบตลอดเวลา รู้สึกสิ้นหวังมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่าไม่มีความหมาย และคิดว่าไม่มีทางเยียวยาได้ จนทำให้มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องความตาย 2.มักไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก รู้สึกอ่อนเพลีย การทำงานช้าลง การงานแย่ลง ไม่มีสมาธิ การตัดสินใจแย่ลง 3.มักจะมีความรู้สึกซึมเศร้า กังวล อยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย เป็นต้น 4.นอนไม่หลับ ตื่นเร็ว หรือบางรายนอนมากเกินไป บางคนเบื่ออาหารทำให้น้ำหนักลด บางคนรับประทานอาหารมากทำให้น้ำหนักเพิ่ม รวมทั้ง มีอาการทางกาย รักษาด้วยยาธรรมดาไม่หาย เช่น อาการปวดศีรษะ แน่นท้อง ปวดเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญบกพร่องลงอย่างชัดเจน

สามารถคัดกรองภาวะซึมเศร้าเบื้องต้นออนไลน์ได้ที่เวบไซต์กรมสุขภาพจิต https://www.suicidethai.com/elearning/test/depress1/asheet.asp?qid=1

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

2.โรคไบโพลาร์

นพ.พิชัย อิฏฐสกุล จิตแพทย์ประจำคลินิกโรคอารมณ์สองขั้ว ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อธิบายเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ว่า     อาการของผู้ป่วยไบโพลาร์ จะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงใน 2 ขั้ว ได้แก่ ช่วงอารมณ์ขึ้นหรืออารมณ์ดีมากๆ คึกคัก (Mania /Hypomania) เช่น ความคิดแล่นเร็ว คิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน วอกแวก คำพูดเร็ว เสียงดัง ใครขัดใจจะหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง อาละวาดก้าวร้าว รู้สึกตัวเองมีพลังมาก มั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีสิ่งที่อยากทำมากมายแต่ทำสิ่งหนึ่งยังไม่เสร็จก็จะเปลี่ยนไปทำอีกสิ่งหนึ่ง อารมณ์ครื้นเครงมากกว่าปกติ รู้สึกว่ามีความสุขมาก นอนน้อยกว่าปกติ ใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นต้น

ช่วงอารมณ์เศร้า (Depression) ซึมเศร้า พูดน้อย ความสนใจสิ่งต่างๆ ลดลง สมาธิแย่ลง การนอนผิดปกติ เชื่องช้าลง รู้สึกไร้ค่า อยากตาย ความคิดอ่านช้าลง ไม่มั่นใจในตัวเอง หดหู่ เบื่อหน่าย ท้อแท้ มองโลกแง่ลบ จิตใจไม่สดชื่น ไม่สนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบทำ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ทั้งนี้อารมณ์ทั้ง 2 ช่วงจะต้องคงอยู่อย่างต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ โดยเมื่อมีอาการแล้ว 1 ครั้ง โอกาสเป็นซ้ำอีกราว 90%

“การรักษา จิตแพทย์จะให้ยา ควบคู่กับการรักษาทางด้านจิตใจ โดยช่วยให้คนไข้เรียนรู้และปรับตัวกับปัญหา และรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ใช้ไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจิตแพทย์และแม้อารมณ์เป็นปกติแล้วยังต้องรับประทานยาเพื่อให้อารมณ์คงที่ ลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำ โดยจิตแพทย์จะติดตามอาการผู้ป่วยต่ออย่างน้อย 1-2 ปี” นพ.พิชัยกล่าว

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

3.โรคติดพนัน                 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายเกี่ยวกับโรคติดพนันว่า ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า การเล่นพนันมากๆ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง คล้ายกับคนติดสารเสพติด เรียกว่า การติดพนันบอล ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง โดยเป็นกลุ่มโรคที่ไม่มีสารติดชัดเจน แต่เกิดการติดจากการทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนกระบวนการทางสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง กระทั่งถึงจุดที่สมองมีร่องรอยการเล่นพนัน เมื่อคิดอยากจะเลิกก็เลิกไม่ได้ ซึ่งจากการติดสารเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะมีสารเข้าไปในร่างกาย ขณะที่การติดพนันไม่มีสารเข้าสู่ร่างกาย

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า การรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดพนัน เหมือนกับการรักษาโรคติดสารเสพติดทั่วไป แต่จะมีการประเมินก่อนว่ามีอาการแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาด้วยยา หรือเพียงการปรับเปลี่ยนความคิดที่เรียกว่า จิตบำบัด ที่ผ่านมาผู้ที่โทรเข้ามาปรึกษาเพื่อเลิกพนันทางสายด่วน 1323 ราว 80% จะรักษาในรูปแบบจิตบำบัด เพราะคนกลุ่มนี้จะยังไม่ถือว่าป่วยด้วยราคทางจิตเวช แต่จำเป็นต้องรับการบำบัดเพื่อไม่ให้กลายเป็นคนติดพนัน อีกร้อยละ 20 ถือเป็นกลุ่มที่ป่วยติดพนัน ต้องรักษาด้วยยา เนื่องจากมีภาวะเศร้า และอารมณ์หงุดหงิดจากความต้องการเลิกร่วมด้วย

“ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว หากพบว่าตนเองเริ่มรู้สึกเร้าใจจากการพนันเมื่อไหร่ จะต้องบอกให้เขากลับมาหาผู้ให้การรักษาก่อนที่จะกลับไปเล่น เพราะถ้ากลับไปเล่นแล้วโอกาสที่เลิกเล่นค่อนข้างยาก ทางที่ดีอย่าเข้าไปในวงจรของการพนัน” พญ.มธุรดา ย้ำ

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ประชาชนควรสังเกตพฤติกรรมของตนเองหรือคนใกล้ชิด หากมีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้ถือว่าเสี่ยงติดพนันบอลต้องรีบเข้ารับการบำบัด รักษา ได้แก่ 1.นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือวิตกกังวล เมื่อพยายามหยุดเล่นพนัน 2.ปิดบังครอบครัวหรือเพื่อน ไม่ให้รู้ว่าเสียพนัน และ 3.ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน

 

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239810

นพ.โสภณ เมฆธน, รพ.ประจำอำเภอ, รพ.ปากเกร็ดแห่งใหม่, โอ้ว้าว, นี่, คือ, ประจำ, อำเภอ, เปิด, ปาก, เกร็ด, แห่ง, ใหม่, นี่คือรพประจำอำเภอ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

สธ.เปิดรพ.ปากเกร็ดแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพ ขยายการเข้าถึงบริการประชาชน ลดความแอดอัด ลดเวลาการรอคอยการรักษา มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เปิดบริการ29ส.ค.นี้

         โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่         เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ จ.นนทบุรี นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปลัดสธ.) กล่าวกลังการเป็นประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีว่า รพ.ปากเกร็ดแห่งเดิมตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด เป็นโรงพยาบาลชุมชนเขตเมืองที่มีขนาดเล็กมากรับผู้ป่วยได้ 30 เตียง เป็นอาคารเดี่ยวบนพื้นที่ 200 ตารางวา ดูแลสุขภาพประชาชนอำเภอปากเกร็ดและพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่มีผู้ป่วยนอกมารับบริการปีละกว่า 200,000 คน เฉลี่ยวันละ 500 คน จึงมีความจำเป็นต้องสร้างอาคารแห่งใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ รองรับความต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สธ.จึงสนับสนุนงบประมาณ และกองทุนผ้าป่าฯ จากมูลนิธิโรงพยาบาลปากเกร็ด ประมาณ 200 ล้านบาท สร้างอาคารขนาด 60 เตียง แล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จะเปิดให้บริการในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 นี้ ซึ่งจะทำให้ประขาชนอำเภอปากเกร็ดและใกล้เคียงได้รับความสะดวกเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

     “สธ.มีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพ บริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ลดความแออัด ลดเวลารอคอยการรักษา โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง ซึ่งมีปัญหาความแออัดไม่ได้รับความสะดวกในการรับบริการ ด้วยสถานที่ที่มีความคับแคบไม่สามารถรองรับจำนวนผู้รับบริการที่มีเพิ่มมากขึ้น”นพ.โสภณกล่าว

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

 นพ.วัฒนา โรจนวิจิตรกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า โรงพยาบาลปากเกร็ดเดิมที่มีสภาพแอดอัด ด้วยข้อจำกัดอาคารสถานที่ทำให้ ไม่สามารถขยายบริการ รองรับภาระงาน ที่เพิ่มขึ้นได้ ในปีพ.ศ.2549 จึงได้มีผู้บริจาคที่ดินบริเวณโรงพยาบาลแห่งใหม่รวม 10 ไร่เศษ จากนางชม้อย-นางสวิง ทองคำ นายพานิช ภักรตร์เจริญ และนายชอบ เดชใด และในปี 2554ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารฯส่วนโรงพยาบาลแห่งเดิมยังคงเปิดให้บริการดูแลสุขภาพประชาขนในพื้นที่ต่อไป สำหรับอาคารแห่งใหม่ เป็นอาคารคอนกรีตสูง 7 ชั้น ชั้นล่างเปิดให้บริการคลินิกกายภายบำบัด เวชปฏิบัติครอบครัว งานบริการทั่วไป ชั้นที่ 2 เป็นแผนกผู้ป่วยนอก อุบัติเหตุและฉุกเฉิน ห้องเอ็กซเรย์ ห้องจ่ายยา ชั้นที่ 3 แผนกทันตกรรม ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ชั้นที่ 4 ห้องผ่าตัด 4 ห้อง ห้องคลอด 2 ห้อง ชั้นที่ 5 หอพักผู้ป่วยใน และห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 6 เป็นหอพักผู้ป่วยหลังคลอด และชั้นที่ 7 งานประกันสุขภาพ และสำนักงานโรงพยาบาล

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

          ปัจจุบัน มีนายแพทย์อนุกูล เอกกุล เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 17 คนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 3 คน พยาบาล 64 คน และเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการ ประชาชนสามารถบริจาคเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ใช้เป็นเงินกองทุนสำหรับดูแลผู้ป่วยยากไร้ เช่น ยา วัสดุอุปกรณ์พิเศษบางรายการ ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการพักฟื้น ฟื้นฟูสภาพ โดยสามารถบริจาคได้ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ด(แห่งเดิม) งานการเงินชั้น4 ในเวลาราชการ หรือตู้รับบริจาค หรือโอนเข้าธนาคารกสิกรไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาปากเกร็ด ชื่อบัญชี “กองทุนโรงพยาบาลปากเกร็ด” เลขที่บัญชี 142-2-74540-4 ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 09-8030-3947 , 02-9609900 ต่อ 440

 

เด็กไทยซิว 3 ทอง 4 เงิน 2 ทองแดงหุ่นยนต์นานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239792

สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว
สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว
สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

เด็กไทยซิว 3 ทอง 4 เงิน 2 ทองแดงหุ่นยนต์นานาชาติ

เด็กไทยคว้าแชมป์หุ่นยนต์นานาชาติ 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง โดย 2 เด็กเก่งคว้ารางวัล Performant Award

ดร.พิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาด้านระบบพัฒนาเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ผู้นำคณะข้าราชการและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน กล่าวว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย (TRS) โดยการสนับสนุนของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย – ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.)

นำคณะนักเรียนไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ในเวที World Robot Game 2016 ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2559 ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน  5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ และประเทศไทยมีจำนวนผู้เข้าแข่งขันกว่า 350 คน โดยประเทศไทยส่งนักเรียนเข้าร่วม จำนวน 6 ทีมๆละ 2 คนใน 8 ประเภท

ผลการแข่งขันปรากฏว่านักเรียนไทยได้รับรางวัล 3 เหรียญทอง ดังนี้ 2 เหรียญทอง โดยโรงเรียนบ้านอินทร์แปลง สพป.สกลนคร เขต 3 ในประเภทหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย (Search &Rescue Robot) รุ่นจูเนียร์ และประเภทหุ่นยนต์ซูโม่ขา (Sumo Robot) รุ่นจูเนียร์ โดยเด็กชายสิริชัย กลมเกลี้ยง และ เด็กชายตะวัน ทองสุข นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 1 เหรียญทอง จากโรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์ ในประเภทหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้น(Line Tracing Robot-iBEAM) รุ่นซีเนียร์ โดยนายนทีเทพ ชัยศิรินทร์  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

สำหรับรางวัลเหรียญเงิน 4 เหรียญ ได้แก่ ราวัล 2 เหรียญเงิน จากโรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม สพม.เขต 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา ในประเภทประเภทหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย (Search &Rescue Robot) รุ่นซีเนียร์ และประเภทหุ่นยนต์ซูโม่ขา (Sumo Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยเด็กชายบัญชา พวงพิกุล และ เด็กชายโสภณ บัวตัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, รางวัล 1 เหรียญเงิน โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร สพม.เขต 37 จังหวัดน่าน ในประเภทหุ่นยนต์ดับเพลิง (Fire Fighting Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยนายกฤตเมธ ถาวงค์ และ นายนิรันดร์ วงศ์พรมมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และรางวัล 1 เหรียญเงิน โรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์ ประเภทหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้น(Line Tracing Robot-iBEAM) รุ่นซีเนียร์ โดยนายสหรัฐ ปฏิสนธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ดร.พิธาน กล่าวอีกว่า ส่วนรางวัลเหรียญทองแดง 2 เหรียญ ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์ดับเพลิง (Fire Fighting Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยนายอภิสิทธิ์ บุญทูล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ นายธนากร หอมนวล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมทับทิมสยาม 04 ในพระอุปถัมภ์ สพม.เขต 33 จังหวัดสุรินทร์ และประเภทหุ่นยนต์ดำน้ำ(Underwater Robot) โดยนายนทีเทพ ชัยศิรินทร์  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์

นอกจากนี้ นายหัสวรรษ อัคติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ เด็กชายปุณยวัฒน์ เจริญท้าว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ สพม. เขต 24 จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังคว้ารางวัล Performant Award มาครองได้อีกด้วย

“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยและครูที่ปรึกษาทุกคน ที่ได้รับรางวัลและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติในครั้งนี้ ซึ่งนอกเหนือจากที่ได้รับรางวัลแล้วยังเป็นการสะท้อนได้ถึงความสำเร็จของกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูผ่านสื่อหุ่นยนต์อีกด้วย และถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถ รวมทั้งเป็นการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อที่จะได้นำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต่อไป”ดร.พิธาน กล่าว

ภาพ ประชาสัมพันธ์ สพฐ.

 

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239771

อภัยภูเบศร, อภัย, แนะ, รัฐ, ส่งเสริม, วิจัย, เครื่องสำอาง, สมุนไพร

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพรจากฐานภูมิปัญญา ดันดุลการค้าบวก

            ในปัจจุบันผู้คนต่างให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอนามัย การเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี จึงทำให้ตลาดเครื่องสำอางของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี  ในปี 2558 เครื่องสำอางมีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น  อย่างในปี 2558 มีมูลค่านำเข้ากว่า 3 หมื่นล้านบาท  ถึงแม้จะมีมูลค่าน้อยกว่าการส่งออก  แต่ก็เป็นตัวเลขที่น่าจับตามอง  เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นสินค้าแฟชั่น ความนิยมโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นขึ้นกับกระแสความนิยมในดาราต่างชาติ ดังนั้นการพัฒนาเครื่องสำอางเพื่อให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำเป็นต้องมีงานวิจัยสนับสนุน

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

            มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ธุรกิจเพื่อสังคมชั้นนำ ที่มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อส่งเสริมการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประเทศ  ได้เสนอแนะภาครัฐให้ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเครื่องสำอางจากภูมิปัญญาไทยเพื่อสร้างดุลการค้าด้านบวก  ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร  ผู้แทนกรรมการบริหารของมูลนิธิ ฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาเครื่องสำอางจากสมุนไพรที่ผ่านมา  เราได้นำภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมาใช้เป็นฐานในการพัฒนา  ประกอบกับค้นคว้าการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยนั้น ๆ จากการทำงานกว่า 20 ปี  เราค้นพบสิทธิบัตรของสมุนไพรไทยที่ถูกจดโดยต่างชาติแล้วมากกว่า 100 ฉบับ  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรไทยมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  และมีศักยภาพที่สามารถมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 นี้ จะมีการรวบรวมสมุนไพรที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางได้หลากหลายชนิด

โดยเฉพาะเรื่องฝ้าที่นับเป็นปัญหาของหญิงไทย เราก็จะนำเสนอสมุนไพรที่ใช้ได้ดีกับฝ้า  ที่บางชนิดมีงานวิจัยและสิทธิบัตรในต่างประเทศแล้ว อย่าง มะขามป้อม  ใบฝรั่ง หัวกลอย  มะหวด  ดู่ท่ง ตาลเดี่ยว  เมล็ดบานเย็นและผักเบี้ยใหญ่  หรือกระแสของเวชสำอาง หรือ Cosmeceuticalsที่รวบรวมคุณสมบัติของเครื่องสำอางกับยาไว้ด้วยกันนั้น ก็มีสมุนไพรที่น่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นเวชสำอางต่อได้  อย่างอัญชัน  ขมิ้นชัน  บัวบก  รางจืด  ว่านหางจระเข้  ดาวเรือง ความรู้เหล่านี้เรารวบรวมไว้ในหนังสือบันทึกแผ่นดิน 9 สมุนไพรในภาวะโลกร้อน  ที่แจกจ่ายให้กับประชนหรือผู้ประกอบการที่สนใจฟรีวันละ 200 เล่มในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ  เราหวังว่าองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่บันทึกในหนังสือจะจุดประกายให้ผู้ประกอบการหรือภาครัฐนำสมุนไพรไทยไปพัฒนาเป็นเครื่องสำอางและเวชสำอาง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ  ลดการนำเข้าได้มากขึ้น”

ผู้สนใจสมุนไพรและความรู้ภูมิปัญญาสามารถเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559  อิมแพ็คเมืองทองธานี อาคาร 6-8

 

วธ.โชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี2470-2540

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239581

ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

วธ.โชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี2470-2540

วธ.เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 70 ปี จัด “นิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย” นำภาพหายากตั้งแต่ปี 2470-2540 กว่า 150 ภาพมาจัดแสดงที่หอศิลป์ กทม.

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. – ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ.เป็นประธานแถลงข่าว “นิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย เทิดไท้ครองราชย์ 70 ปี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ว่า วธ.ร่วมกับหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหา นคร สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท ฉายาจิตรกร (ยิ้ม-นวลจันทร์) จำกัด และชมรมวิจารณ์บันเทิง จัดโครงการนิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย เทิดไท้ครองราชย์ 70 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภกแก่วงการภาพยนตร์ไทย อีกทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติบุคลากรในวงการภาพยนตร์ไทยในอดีต และศิลปินร่วมสมัย

โดยนำภาพถ่ายดาราภาพยนตร์ไทยในอดีตและร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในช่วง พ.ศ. 2470–2540 กว่า 150 ภาพ อาทิ  จรัสศรี สายะศิลปี, ปรียา รุ่งเรือง, มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ภาวนา ชนะจิต, พิศมัย วิไลศักดิ์ และอรัญญา นามวงศ์ เป็นต้นมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มีโอกาสชื่นชมที่บริเวณโถงชั้น 1 ผนังโค้งชั้น 3 และชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6-25 ก.ย.นี้

” ความพิเศษของนิทรรศการนี้มี เป็นการรวมรวมภาพถ่านดาราไทยในอดีต หลายภาพหาชมได้ยาก ขณะที่ดาราหลายคนในภาพก็ถูกหลงลืมไปแล้ว กิจกรรมนี้ จึงเป็นการให้ความสำคัญกับดาราไทย ย้อนอดีตตั้งแต่ปี 2470 ถึง 2540 ภาพถ่ายแต่ละภาพยังสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยก่อน และยังบ่งบอกถึงความสามารถของดาราไทยที่มีไม่แพ้ชาติใด ” ปลัด วธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาองค์ความรู้ และการจัดฉายภาพยนตร์ไทยที่หาชมได้ยาก เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เห็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมในงานภาพยนตร์ไทย อีกทั้งให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับงานด้านภาพยนตร์ผ่านศิลปะภาพถ่ายด้วย

ด้าน น.ส.พิศมัย วิไลศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่วธ.ยังนึกถึงดาราในอดีตอย่างพวกเรา ซึ่งนิทรรศการภาพถ่ายนี้ จะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักดาราไทยรุ่นเก่าๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่คุ้นเคย และได้เรียนรู้การทำงานของดาราในอดีต และอยากให้นักแสดงรุ่นใหม่ๆมาชมนิทรรศการ เพราะจะได้เห็นถึงความยากลำบากในการทำงานของดาราในอดีต

 

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น’ 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239576

ี59, คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น ี59, คนดี ประเทศไทย สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ปี 59, คมชัด, ลึก, รับรางวัล, คนดี, ข่าว, เยาวชน, ดีเด่น, นคร45

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น’ 59

เผยรางวัลโครงการ “คนดี ประเทศไทย” สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ปี 59 จำนวน 26 รางวัล เชิดชูสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวสารคุณงามความดีของเยาวชนให้กับสังคม

      นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น  กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ มูลนิธิคนดี(ประเทศไทย) และสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จัดโครงการมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อจุดประกายให้ผู้คนในสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดี ปีนี้ได้มีการมอบรางวัลคนดีประเทศไทย สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ประจำปี 2559 จำนวน 26 รางวัล เพื่อเชิดชูสื่อมวลชนที่ได้ร่วมเผยแพร่ข่าวสารคุณงามความดีของเยาวชนให้กับสังคมเป็นกำลังใจสำคัญให้ทำความดียิ่งๆขึ้นไปและสร้างความตระหนักในเรื่องการทำความดีให้แก่สังคมมากขึ้น

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

    รางวัลคนดีประเทศไทยสาขาข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ประเภทสื่อหนังสือพิมพ์ ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ข่าวสด, หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก, หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์,หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, หนังสือพิมพ์มติชน และ นสพ.สยามรัฐ

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

      ประเภทรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ ครอบครัวข่าวเด็ก ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, ทุ่งแสงตะวัน ทางสถานีวิทยุโทรทัสน์ไทยทีวีสีช่อง 3, กล้าคิด กล้าทำ ทางสถานีวิทยุกองทัพบกช่อง 5 , ข่าวผู้เยาว์ ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, Mom club ทางช่อง Mcot Family, เด็กอวดดี ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 NBT, Thai PBS Kids Club ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ห้องข่าวเยาวชน ทางสถานีโทรทัศน์ TNN24 และ Kids ดี ธรรม ดี ทาง สถานีโทรทัศน์ Spring News ประเภทสื่อเว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์ Dek-d.com, Eduzones.com, Sanook.com,Vcharkarn.com และKapook.com ประเภทสื่อวิทยุ ได้แก่ รายการสรวลสนุกทาง FM 92.0

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย)และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า“รางวัล“คนดี ประเทศไทย” ปีที่8 ประจำปี 2558-2559มีทั้งหมด 5 สาขา คือ1.สาขาเยาวชนได้แก่ ด.ช.ธีรพัฒน์ หรือ น้องเจมส์ วงษ์บุญมี อายุ 8 ปี นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนวัดหนองกอไผ่ จ.พิจิตร รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ป่วยทั้งคู่และต้องอุ้มน้องชาย 1 ขวบ 7 เดือน มาเรียนหนังสือด้วย2.สาขาประชาชนผู้กล้าหาญได้แก่ นายคมกริช เรืองไพศาล ชาวจ.นครราชสีมา เป็นพลเมืองดีช่วยจับโจรชิงทรัพย์แม่ค้าแล้วโดนยิงปอดทะลุไขสันหลังจนพิการเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ส่วนแม่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจก็มาเสียชีวิตจากไป

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

     3.สาขาประชาชนสำนึกดีได้แก่ นายสิริวรรน์ กชเรืองเอี่ยม อายุ 58 ปี ประธานชุมชนคาลเท็กซ์ ถนนพระราม 3 กรุงเทพมหานคร ได้ริเริ่มการทำแปลงเกษตรในเมืองเพื่อสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยมุ่งหวังให้เยาวชนหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์และยาเสพติด ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ปัจจุบันนี้ได้มีการประสานงานด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)ในเขตยานนาวาเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน มีนักเรียนกศน.มาเข้าศึกษาในหลักสูตรประมาณ 200 คน

4.สาขาข้าราชการตำรวจได้แก่ ด.ต.มานะ จอกโคกสูง วัย 43 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ช่วยเหลือผู้หญิงครรภ์แก่ใกล้คลอดในช่วงการจราจรติดขัดในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยทำคลอดให้กับคุณแม่ท้องแก่ไปแล้วจำนวน 47 ราย5.สาขานักกู้ภัยได้แก่ นายอัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หรือ “นคร45” ได้ทำงานช่วยผู้บาดเจ็บและเก็บศพด้วยใจสาธารณะมากว่า 25 ปี

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239573

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, เนชั่น, พัฒน์, จัด, ทบทวน, ความรู้, สู่, มหาวิทยาลัย, ครั้ง, ที่, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 , ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

เนชั่นทีวีจับมือสหพัฒน์จัด“ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19”ติวเข้มครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ถ่ายทอดสด 4 ภาค สมัครวันนี้ถึง26ก.ย.

สหพัฒน์ร่วมกับเนชั่นทีวี บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ และม.หอการค้าไทย เดินหน้านโยบายสนับสนุนด้านการศึกษา เตรียมเปิดเวทีติวเข้มครั้งใหญ่“โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่19”ต่อยอดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนอย่างเท่าเทียม ด้วยการจัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าหมายถ่ายทอดบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนอีกกว่า 800 แห่ง ใน 77 จังหวัด เจาะลึกข้อสอบ ครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ โดยกองทัพอาจารย์และติวเตอร์ชื่อดัง เผยไฮไลต์พิเศษแนะแนวเทคนิคเตรียมตัวก่อนสอบ พร้อมเสริมติวเข้มอังกฤษและสังคมศึกษาโดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่26 กันยายนนี้

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

จากซ้ายไปขวา กิตติพงศ์  โกฏิวิเชียร  ,วิวัฒน์ พงศธร ,เวทิต โชควัฒนา ,อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา  ปัจฉิมนันท์ 

 

เมื่อวันที่ 25 สค.บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) โดยนายเวทิต โชควัฒนากรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับเนชั่น ทีวี โดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งมี อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคมติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) นายวิวัฒน์ พงศธร จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัดผู้ร่วมก่อตั้งและสนับสนุนการถ่ายทอดสดสัญญาณบรอดแบนด์และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา ปัจฉิมนันท์ รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาดและวิเทศสัมพันธ์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นพันธะมิตร จัดโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 ” ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

และเพื่อเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษาในทุกภาคส่วนของประเทศ โดยจะมีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS)ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ ครบทั้ง 77 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 800 โรงเรียน

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า สหพัฒน์ เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนด้านการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนไทย จึงได้จัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 19 โดยความร่วมมืออันดีระหว่างผลิตภัณฑ์มาม่าบิสชิน มองต์เฟลอ และสตาร์ อินฟินิติ เพื่อมอบโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วทุกภาคของประเทศได้ทบทวนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

    เวทิต โชควัฒนา

 

สำหรับโครงการทบทวนความรู้ฯ กับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 เตรียมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2559 โดยในวันที่ 3 – 8 ตุลาคมนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย เวลา 08.00 – 17.00 น. ภาคเหนือ ที่อาคารเอนกประสงค์ : ห้องพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่3-9 ตุลาคม 2559 (7 วัน) : กรุงเทพ ที่หอประชุมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยปีนี้ จะมีการแนะแนวก่อนเรียน เวลา 08.00-09.00 น.โดยติวเตอร์ชั้นแนวหน้า วันจันทร์ที่ 3 ทีมพี่แนน Enconcept วันอังคารที่ 4 ทีม Ondemand วันพุธที่ 5 ทีม We by the Brain วันพฤหัสที่ 6 ทีมครูติ่ง วันศุกร์ที่ 7 โดยอาจารย์พยุงศักดิ์ แก่นจันทร์ และอาจารย์ศราภรณ์ คุณะวัฒน์สถิตย์ ส่วน วันที่ 9 ตุลาคม 2559 : เวลา 08.30 – 16.00 น. ส่วนการกาภาคเช้า พบกับ ติว Eng ครูพี่โอม พัฐดลย์ โสภาจิตต์วัฒนะ (Forward English) และครูพี่หนูกฤติกา ปาลกะวงศ์ บ่าย พบกับ : สังคมครูพี่หมุย So-ci Thai และครูพี่เบียร์

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ทั้งนี้การถ่ายทอดผ่านสัญญาณบรอดแบนด์ โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ จัดให้มีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปยังโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ(โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) โดยโรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรับสัญญาณบรอดแบนด์ สามารถติดต่อ ผ่านทางFacebook : 247friend ระบุชื่อโรงเรียน จังหวัด โทรศัพท์ Email ในการติดต่อ

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19” ได้ปรับปรุงรูปแบบโครงการฯ ให้ทันสมัย เน้นการติวข้อสอบ โดยเก็งข้อสอบ พร้อมเฉลย จากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของแต่ละวิชา และติวเตอร์ผู้มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งนักเรียนสามารถนำไปใช้สอบได้ทุกระบบ คือ สามารถนำไปใช้สำหรับการสอบ O-Net, GAT, PAT และวิชาสามัญ ของระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์

ดั้งนั้น โครงการฯ จึงจัดให้มีการติวทั้งหมด 9 วิชา ดังนี้1. วิชาคณิตศาสตร์ (O-Net, PAT 1 และสามัญ คณิตศาสตร์) 2. วิชาภาษาไทย (O-Net, GAT ภาษาไทย และสามัญ ภาษาไทย) 3. วิชาภาษาอังกฤษ (O-Net และ GAT ภาษาอังกฤษ และสามัญ อังกฤษ) 4. วิชาสังคมศึกษา (O-Net และสามัญ สังคมศึกษา)5. วิชาวิทยาศาสตร์ (O-Net) 6. วิชาฟิสิกส์ (PAT 2 ฟิสิกส์ และ ฟิสิกส์สามัญ)7. วิชาเคมี (PAT 2 เคมี และเคมีสามัญ)8. วิชาชีววิทยา (PAT 2 ชีววิทยา และชีววิทยาสามัญ) 9. วิชาความถนัดทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ (PAT 3)

โดยปีนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น ทันสมัยครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในทุกสนามสอบ ทั้งระบบแอดมิชชั่นและระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์อีกทั้ง ยังได้เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันติวชั้นนำของไทย 39 คน

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูติ่ง กรกฤช ศรีวิชัย จาก Kru Club เชียงใหม่

    อาทิ ครูพี่แนน-อริสรา ครูพี่กิฟต์ จาก เอ็นคอนเซ็ปต์ พี่โหน่ง พี่เต๋อ พี่วิเวียน จาก ออนดีมานด์ พี่เอ๋พี่กอล์ฟ พี่ฟาร์ม จาก วี บายเดอะเบรน อ.อนุวัฒน์ อ. ชัย จาก พินนาเคิล ผศ.ดร.สาธิตา จากสถาบันภาษาจุฬา อ.พยุงศักดิ์ และอ.ศุภชัย จาก ม.มหิดลเป็นต้นมาร่วมถ่ายทอดความรู้แบบเจาะลึกทุกกลุ่มวิชา

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูมิ้น ผศ.ดร.สาธิตา วัฒนโภคากุล จากสถาบันภาษาจุฬาฯ

 

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มสาระความรู้ของโครงการให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมแนะแนวก่อนติวโดยเชิญอาจารย์คุณภาพจากสถาบันที่มีชื่อเสียงมาคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ และตอบข้อสงสัยต่างๆ ของนักเรียน รวมทั้งยังเสริมหลักสูตรการติวเข้มวิชาภาษาอังกฤษและสังคมศึกษา โดย 4 ติวเตอร์ชั้นนำ ได้แก่ ครูพี่โอม จากฟอร์เวิร์ดอิงลิช ครูพี่หนู จากโฮม เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ครูพี่หมุย จากโซไซไทย และครูพี่เบียร์ จากดิแอ็คขอนแก่น

 

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่เอ๋  วิเศษ กี่สุขพันธ์ จาก เดอะเบรน

 “โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ถือเป็นโครงการเดียวที่จัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย และถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งเนื้อหาการสอนก็ครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา และยังเปิดโอกาสการติวย้อนหลัง รวมทั้งดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนผ่านเว็บไซต์ได้อีกด้วย จึงทำให้เชื่อมั่นว่าโครงการในปีนี้จะยังคงได้รับความสนใจจากนักเรียน ม.ปลาย ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าร่วมโครงการกว่า 8 แสนคน” นายเวทิต กล่าว

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่ฟาร์มมี่ ปิยะวัฒน์ วิรัชวัฒนกุล จากเดอะเบรน

   สำหรับสิ่งที่นักเรียนจะได้รับ คือได้ทดลองทำข้อสอบใน 9 วิชา โดยการเก็งข้อสอบของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนการสอบสนามจริง ได้. เอกสารประกอบการบรรยายทุกวิชา พร้อมเฉลย เพื่อนักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีการทำข้อสอบ ซึ่งการ. เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสมัครผ่านทางเว็บไซด์ ดังนี้www.sahapat.co.th และ. http://www.247friend.net วันนี้ถึงวันที่ 26 กันยายนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ วันที่ 29 กันยายน 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.247friend.net พร้อมระบุสถานที่เรียน นักเรียนพิมพ์ barcode เพื่อเป็นบัตรลงทะเบียนหน้างาน

โดยน้องนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ให้ Print barcode บัตรผู้เข้าร่วมติว เพื่อลงทะเบียนเข้างาน (ผ่านระบบ บาร์โค้ด) โดยนำบัตรผู้เข้าติว มาลงทะเบียนที่หน้างาน ก่อนเริ่มเวลาเรียนอย่างน้อย 30 นาที สำหรับน้องๆที่สนใจโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ สามารถดูทบทวนย้อนหลังได้ ระยะเวลา 1 ปี ผ่านทาง website หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่Facebook : Sahapat admission ,facebook : 247friend

 

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239565

สมุนไพรลดโลกร้อน, คว่ำตายหงายเป็น, ดาวเรือง, สาวเชียงใหม่, บานเย็น, สมุนไพรลดฝ้า, ลดเสี่ยงต้อกระจก, ใบฝรั่ง, มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ, สมุนไพร, ใกล้, ตัว, เหมาะ, ใช้, ภาวะ, โลก, ร้อน, ฝ้า, เสี่ยง, ต้อกระจก, สมุนไพร ลดโลกโรคร้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

14สมุนไพรเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน คว่ำตายหายเป็นลดร้อนในดวงตา สาวเชียงใหม่แก้ร้อนใน บานเย็น-ใบฝรั่งลดฝ้า ดาวเรืองลดเสี่ยงต้อกระจก สธ.จัดใหญ่มหกรรมสมุนไพร31ส.ค-4ก.ย.

         เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) แถลงข่าวมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -4 ก.ย. 2559 ที.อิมแพ็คเมืองทองธานีว่า ในปี 2557 พบว่ามูลค่าการใช้และส่งออกสมุนไพรรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องสำอางมีมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท กลุ่มอาหารเสริม 8 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และกลุ่มยาโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยการจัดมหกรรมสมุนไพรจะเป็นการทำให้ประชาชนคนไทยได้ใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรตั้งแต่ต้นทางคือวัตถุดิบมีคุณภาพจนถึงปลายทางเรื่องการตลาด

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า งานในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะมีมหานครแห่งสมุนไพร เป็นการแสดงนวัตกรรมและงานวิจัย จากผู้ประกอบการ 7 กลุ่ม ได้แก่ ยาสมุนไพร อาหารเสริม เครื่องสำอาง สปา วัตถุดิบและสารสกัด ผลิตภัณฑ์สัตว์ และกลุ่มเทคโนโลยีการผลิต มีคลินิกให้คำปรึกษาการพัฒนาธุรกิจ

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            ก่อนหน้านั้น มีการเสวนา เรื่อง “สมุนไพร ลดโลก(โรค)ร้อน” ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  กล่าวว่า พืชสมุนไพรที่จะช่วยลดโรคจากสภาวะโลกร้อนมีมากมายหลายชนิด  ที่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรแนะนำภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี2559 อย่างน้อย 14 ชนิด ได้แก่ 1.ผักเบี้ยใหญ่ จากการศึกษาพบว่า มีฤทธิ์ต่านการแพ้ ต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และสารสกัผักเบี้ยใหญ่สามารถป้องกันการทำลายรังสี ยูวีบี(UVB)ต่อผิวหนัง นอกจากนี้ หากผักเบี้ยมาตำพอกหน้าผากจะช่วยแก้ไข้ในเด็ก รวมถึง แก้ผิวไหม้แดด ไฟไหม้น้ำร้อนลวก แมลงสัตว์กัดต่อย

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

       2.ผักปลัง ช่วยขับถ่าย ยาระบายที่ปลอดภัย  เนื่องจากความเป็นเมือกลื่นๆที่ช่วยหล่อลื่นทำให้ถ่ายสะดวก และจากสารกลูแคนที่มีอยู่ในผักปลัง สารนี้มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์หรือเป็นอาหารของโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์มีประโยชน์ทีเกาะตามผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย โดยโพรไบโอติกส์ทำหน้าที่ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น กำจัดสารพิษ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ปรับปฏิกิริยาภูมิแพ้ ลดคอเลสเตอรอล สร้างวิตามินบี 12 ไบโอติน และวิตามินเค ป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะ 3.ว่านตาลเดี่ยว ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาพบว่าสารสกัดจากตาลเดี่ยวมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ที่เป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หากเป็นในเครื่องสำอางจะมีการระบุสรรพคุณว่าบำรุงผิวพรรณและช่วยทำให้ผิวขาว  ตำรับยา ใช้รากฝนกับน้ำเปล่าทาเช้าและก่อนนอน ทาบางๆ ช่วยหน้าขาว รักษาฝ้า ส่วนใช้แก้ฝ้า แก้สิว นำส่วนหัวมาฝนผสมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวเล็กน้อยทาบริเวณที่เป็นสิวฝ้า

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      4.ลิ้นมังกร นำใบต้มในน้ำจนเดือด นำมารับประทาน อาจใส่น้ำตาลกรวดหรือเกลือเล็กน้อย เป็นยาแก้อาการไอที่ร้อนข้างใน  5.งิ้ว จัดเป็นยาเย็น ผลอ่อนช่วยบำรุงกำลังที่ดี จัดเป็นยาบำรุงของผู้ชายด้วย 6.ดาวเรือง ช่วยปกป้องดวงตา โดยนำดอกดาวเรืองไปต้มน้ำกินหรืองชงในน้ำร้อนจัดกิน สามารถกินได้ทั้งน้ำและเนื้อ โดยสารสีเหลืองในดาวเรืองคือสารลูทีน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่มีอยู่มากบริเวณจุดโฟกัสของจอประสาทตา ช่วยดูดซับแสงสีฟ้าและแสงยูวี จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีสะสมที่จอประสาทตามาก จะมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม

7.คว่ำตายหายเป็น มีผลการศึกษาวิจัยประโยชน์ทางยาพบว่า มีฤทธิ์ต้านการปวดการอักเสบ ต้านการแพ้แบบทั่วไปและแพ้แบบรุนแรง รักษาแผลทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ หากนำใบมาตำแล้วใช้ผ้าก็อชชุบเอามาแปะไว้ที่ตาประมาณ 10-15 นาที ช่วยบำรุงดวงตา ลดความร้อนของดวงตา 8.สาวเชียงใหม่หรือแพรเซี่ยงไฮ้ ต้มดอกกับน้ำสะอาด ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ช่วยแก้ร้อนใน ดับพิษร้อน  9.บานเย็น ในเมล็ดบานเย็นมีสารในกลุ่มกรดไลโนเลอิกที่ใช้รักษาฝ้า มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก มีฤทธิ์ยับยั้งการผลิตและทำลายเม็ดสีเมลานิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ ทำให้ฝ้าจางลง โดยนำเมล็ดบานเย็นมาแกะเปลือกออก เอาแป้งในเมล็ดมาขยี้ทาหน้าให้ทั่ว

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      10.มะหวด  นำใบมาขยี้กับน้ำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกทาผิวหน้าบ่อยๆสัปดาห์ 3-4 ครั้ง แก้ฝ้า ลดเลือนจุดด่างดำ รักษาแผลผดผื่นคัน 11.หัวกลอย  ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ขจัดสิวเสี้ยน  ทำให้หน้ากระจางใส เต่งตึง นำมาฝนผสมน้ำมะนาวเล็กน้อยทาใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก 12. ดู่ท่ง นำหัวฝนกับน้ำ ผสมน้ำมะนาวทาหน้าบ่อยๆ ช่วยแก้ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า 13.มะขามป้อมมีสารเอ็มบิคานิน เพิ่มความยืดหยุ่นและริ้วรอย  และ14.ใบฝรั่ง มีเคอร์ซิตินลดการสร้างเม็ดสี โดยตำรับยาผิวกระจ่างใส นำใบมาขยี้แล้วพอกหน้าบ่อยๆ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

 

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239520

ภาวะสายตายาวสูงอายุ, ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา, จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม, ต้อหิน, ต้อกระจก, โรคตาในผู้สูงอายุ, เช็ค, โรค, มาก, ผู้สูงวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

กรมการแพทย์เผย 5 โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ แนะผู้สูงอายุควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อชะลอความเสื่อมและหากพบในระยะแรกบางโรคจะรักษาได้

         เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

       นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า  ผลกระทบสุขภาพของผู้สูงอายุนอกจากโรคเรื้อรังสุดฮิตทั้งอันดับต้นๆ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน  โรคอ้วนลงพุง และโรคข้อเสื่อม  แล้วยังพบว่ามีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70  ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนรางหรืออาจตาบอด ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ซึ่ง 5โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ ได้แก่  1. ต้อกระจกพบได้บ่อยที่สุดและเป็นทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง เกิดจากปัจจัยเสี่ยงคืออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การได้รับแสง UV บ่อยๆ หรือแสงแดดจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น ยากินและหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยต้อกระจกจะมีตามัวลง เห็นภาพซ้อน ตาสู้แสงไม่ได้อาจเริ่มจากต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ ต่อมามัวลงมากปรับแว่นอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง บางคนอาจมองเห็นแสงกระจายในที่สว่างจ้า สามารถชะลอความเสื่อมได้บ้างด้วยการสวมแว่นกันแดดป้องกันรังสี  UV

2. ต้อหินพบได้น้อยกว่าต้อกระจก แต่เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา  ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหินก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ ภาวะสายตาสั้นมากๆโรคประจำตัวบางชนิดเช่นเบาหวานการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องโดยกิน ฉีด หรือหยอดตาหรือเคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน  สำหรับอาการในช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ จะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือ การมองเห็นจำกัดวงแคบลง จากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อย ๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก  เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ มัวลงมาก และตาแดง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนมากต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          ที่สำคัญผู้ป่วยต้อหินทุกคนต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด และยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะทำให้การมองเห็นเป็นปกติ ทำได้เพียงมิให้การมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม  ดังนั้น ควรตรวจคัดกรองความเสี่ยงต้อหินเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หากไม่มีความเสี่ยงก็ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ไม่มีอาการ แต่ถ้าสงสัยหรือสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว  

3.จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้เป็นปกติ  เกิดจากปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย  แสงUV  การสูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง  ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด  ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ และควรหยุดสูบบุหรี่ และสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ และหมั่นรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นผัก-ผลไม้สีเขียว-สีเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น

4.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตาเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่จอตา ทำให้เลือดและสารต่าง ๆ รั่วซึมออกมา เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ประกอบกับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต ภาวะซีด  อาการในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจตาอาจพบจุดเลือดออกที่จอตา หากมีอาการตามัวแสดงว่าเบาหวานขึ้นจอตาเป็นมากแล้ว  การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติรวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคไต โรคไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม จะสามารถชะลอความรุนแรงของโรคได้และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          และ5. ภาวะสายตายาวสูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมองหรืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระยะใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ต้องถือหนังสือห่าง ๆ ทำงานระยะใกล้ๆ ไม่ได้ แต่มองไกลได้ปกติบางคนอาจมีตาพร่า หรืออาการปวดตา  มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและช่วงในการเพ่งปรับสายตาลดลง เนื่องจากเลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้นและการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง  สามารถรักษาด้วยการใช้แว่นสายตา หรือการผ่าตัดทำเลสิก แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ก่อนว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย

            “ผู้สูงอายุมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงตามวัยในระบบต่างๆ ของร่างกายรวมถึงระบบการมองเห็นที่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล  เนื่องจากโรคตา เช่น ต้อกระจกผ่าตัดรักษาได้ บางโรคถ้าดูแลรักษาในระยะแรกและต่อเนื่องจะสามารถชะลอความเสื่อมได้  เช่น ต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือบางโรคถ้าควบคุมโรคประจำตัว จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ อย่างไรก็ตามหากผู้สูงอายุสงสัยว่าสายตาผิดปกติสามารถมาพบจักษุแพทย์ได้ทันที  หรือตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง  ที่สำคัญลูกหลานควรใส่ใจดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุข”นพ.สุพรรณกล่าว