‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ’ทรงปรุงข้าวผัดหยางโจว แจกปชช.ที่กราบสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248905

'ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ'ทรงปรุงข้าวผัดหยางโจว แจกปชช.ที่กราบสักการะพระบรมศพ

‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ’ทรงปรุงข้าวผัดหยางโจว แจกปชช.ที่กราบสักการะพระบรมศพ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.50 น.

15 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 11.08 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จลง ณ ห้องประกอบอาหาร ตำหนักทิพย์พิมาน ต.โป่งน้ำร้อน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทรงประกอบอาหารเมนูข้าวผัดหยางโจว เนื้อ และไก่ ด้วยพระองค์เอง ซึ่งวัตถุดิบประกอบด้วยข้าวสวย, ไข่ไก่, เนื้อไก่หรือเนื้อวัว, เบคอนหั่นชิ้นเล็กทอดกรอบ, แครอท, ซอสญี่ปุ่น, เนยสด, เกลือ, และพริกไทย ในการนี้ ทรงผัดข้าวผัดหยางโจว 10 กระทะ เริ่มจากทรงนำเนยสดผัดกับข้าวสวยแล้วปรุงรส จากนั้นทรงเติมเบคอน เนื้อไก่ หรือเนื้อวัวผัดให้สุก ทรงเติมไข่ไก่และแครอท เมื่อผัดเข้ากันจะได้เมนูข้าวผัดหยางโจวที่มีกลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อม

โดยมีนายกเหล่ากาชาด พร้อมด้วยคณะกรรมการ และสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งกลุ่มแม่บ้านจังหวัดนครราชสีมา ร่วมบรรจุใส่กล่อง จำนวน 500 กล่อง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช ผู้ช่วยองค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการสำนักองค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เชิญใส่รถตู้มาส่งยังเต็นท์ศิษย์เก่าโรงเรียนจิตรลดา ด้านข้างประตูเทวาภิรมย์ ในพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 16.24 น. เพื่อโปรดฯ ให้ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา และอธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา นำข้าวผัดหยางโจว แจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ ด้วยทรงห่วงใยสุขภาพ ความเหน็ดเหนื่อยของประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ ที่หลายคนเดินทางมาเข้าคิวรอตั้งแต่เช้ามืด จะได้มีอาหารที่ปรุงสุกใหม่รับประทานถูกสุขอนามัย และมีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

ด้าน นางจันทร์เพ็ญ แสนสุข อายุ 49 ปี อาชีพค้าขาย ชาว ต.พลูตาหลง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กล่าวว่า ตนพึ่งเดินทางมาถึงยังไม่ได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ โดยเดินทางมากับรถรับส่งทหารเรือ จากสัตหีบ มาพร้อมกับยาย พี่ๆ และหลานสาว พึ่งเดินทางมาถึงช่วงบ่ายของวันนี้ แต่ก่อนเดินทางไปเข้าคิวรอจึงมีโอกาสได้รับข้าวพระราชทาน และได้ทานแล้วอร่อยมาก รู้สึกปลื้มใจถือว่ามีบุญที่ได้ทานข้าวฝืพระหัตถ์ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ขณะที่ น.ส.ฐาภาณีย์ พานทอง อายุ 51 ปี อดีตข้าราชการ ปัจจุบันอาชีพค้าขาย ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า วันนี้มาเข้าคิวรอตั้งแต่ตอนตี 4 และได้เข้ากราบสักการะช่วง 4 โมงเย็น โดยมากราบสักการะเป็นครั้งแรกด้วยการโดยสารรถตู้มาเพียงคนเดียว เมื่อกราบสักการะเสร็จแล้วก็ได้ยินเจ้าหน้าที่แจ้งให้มารับข้าวพระราชทาน ก็รู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งใจอย่างมาก ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงสละเวลามาทรงประกอบอาหารพระราชทานให้แก่พวกเรา ถือเป็นมงคลในชีวิต และจะนำเอาไปแบ่งให้คนในบ้านได้ทานคนละคำ

มีสะอึก!’กนก’หวัง’สำนักพุทธฯ’ถูกสังคายนา ซัดไม่เคยเห็นทำอะไร’ธรรมกาย’ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248851

มีสะอึก!'กนก'หวัง'สำนักพุทธฯ'ถูกสังคายนา ซัดไม่เคยเห็นทำอะไร'ธรรมกาย'ได้

มีสะอึก!’กนก’หวัง’สำนักพุทธฯ’ถูกสังคายนา ซัดไม่เคยเห็นทำอะไร’ธรรมกาย’ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.15 น.

15 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรและผู้ประกาศข่าว ได้โพสต์ข้อความลงแฟนเพจชื่อ “Kanok Ratwongsakul Fan page” ระบุถึงการดำเนินการกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นเวลาหลายสิบปีที่ภาครัฐทำอะไรไม่ได้ ส่วนสำคัญคือ มีอดีตรัฐบาลที่จงใจไม่ทำอะไร จนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ก็ยังทำได้แค่ปิดทีวี DMC ช่องของธรรมกาย และปิดชั่วคราวแค่นั้น”คิดแล้วน่าสังเวชใจ มีสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ไม่เคยเห็นสำนักนี้ ทำอะไรไอ้วัดอิสระนี้ได้ ผมล่ะอยากให้รัฐบาลลุงตู่ จัดการสังคายนาสำนักงานพระพุทธศาสนาเสียใหม่ ล้างหยักไย่ในองค์กรให้สมกับที่เป็นหน่วยงานของรัฐ กินเงินเดือนราชการทุกเดือนๆ”

 

พสกนิกรเข้าสักการะพระบรมศพ ปตท.-สปริงกรุ๊ปแจกปฏิทิน-สมุดภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248833

พสกนิกรเข้าสักการะพระบรมศพ ปตท.-สปริงกรุ๊ปแจกปฏิทิน-สมุดภาพ

พสกนิกรเข้าสักการะพระบรมศพ ปตท.-สปริงกรุ๊ปแจกปฏิทิน-สมุดภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.51 น.

15 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวิลแชร์เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นชุดแรกใน เวลา 04.45 ตามด้วยประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด พิมพ์ 4 สี 5 คูณ 7 นิ้ว  ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีข้าว “พอเพียง” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีเพื่อนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย

ด้าน น.ส.นิตย์ แซ่เจีย อายุ 58 ปี อาชีพกวนท็อปฟี่ขายส่ง ชาวชุมชนเมืองเทศบาล 19 อ.ปากช่อง จ.นคราชสีมา กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้าน รู้สึกดีใจมากที่ได้เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพของพระองค์ ช่วงเข้าไปกราบก็น้ำตาไหลเพราะคิดถึงพระองค์ (ขณะเล่าก็น้ำตาไหลด้วย) เพราะเกิดมาก็เห็นพระองค์เสด็จฯ ไปดูแลช่วยเหลือประชาชนตามจังหวัดต่างๆ แล้ว ทุกวันนี้ตนก็ทำความดี ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ท่านทรงทำให้เราเห็น นอกจากนี้ยังได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการประหยัดในเรื่องการใช้จ่ายที่จำเป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ได้นำปฏิทิน พ.ศ.2560 ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแจกประชาชนภายหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร โดยแจกตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 20 ธ.ค.วันละ 12,500 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 75,000 ฉบับ

นอกจากนี้ ทาง สปริงกรุ๊ป กลุ่มสื่อมืออาชีพครบวงจร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดทำสมุดภาพสรรเสริญพระบารมี “นพพระภูมิบาล” โดยมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งแต่สมัยยังทรงพระเยาว์และภาพขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ ประกอบ มาแจกให้กับประชาชนหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพที่บริเวณฝั่งตรงข้ามประตูเทวาภิรมย์ จำนวน 35,000 เล่ม ทั้งนี้ เพื่อระลึกถึงพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หน่วยงานต่างๆร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248825

หน่วยงานต่างๆร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

หน่วยงานต่างๆร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.53 น.

15 ธ.ค.59 ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 63 ในเวลา 07.00 น. พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ในการนี้เป็นวันที่ 9 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล โดยช่วงเช้ามีหน่วยงาน ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

สรุปยอดปชช.เข้าสักการะพระบรมศพ รวม45วันกว่า1.7ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248823

สรุปยอดปชช.เข้าสักการะพระบรมศพ รวม45วันกว่า1.7ล้านคน

สรุปยอดปชช.เข้าสักการะพระบรมศพ รวม45วันกว่า1.7ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.40 น.

15 ธ.ค.59 สำนักพระราชวัง ได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่เวลา 04.50 – 22.49 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. หลังสำนักพระราชวังปิดให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง มีจำนวนทั้งสิ้น 52,186 คน รวม 45 วัน มีจำนวน 1,724,965 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,658,861.75 บาท รวม 45 วัน มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 133,765,323.50 บาท

เรียนไป อิ่มไป วัฒนธรรมอาหารนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248743

เรียนไป อิ่มไป วัฒนธรรมอาหารนานาชาติ

เรียนไป อิ่มไป วัฒนธรรมอาหารนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เหตุเพราะ “โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา” มีนักเรียน และ ครูที่มาจากหลายๆ ประเทศ มาอยู่รวมกัน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ วัฒนธรรมหลากหลาย จากบุคลากรเหล่านั้น

ด้วยเหตุนี้ “โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา” จึงได้จัดงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารนานาชาติ ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้รู้จักกับอาหารที่มีความหลากหลายเชื้อชาติ ประกอบด้วย อาหารจีน อินเดีย อเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แอฟริกา ฟิลิปปินส์ และไทย ทำให้เด็กๆ ภายในงาน (รวมทั้งผู้ปกครอง) ได้ทราบเกี่ยวกับวัฒนธรรมของอาหารที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ และมองไปถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เนื่องจากงานนี้เป็นเหมือนการย่อโลกมาไว้ในโรงเรียน ที่เด็กจะได้เห็นของจริง จากตัวเจ้าของวัฒนธรรมเอง เพราะหากสอนจากในหนังสือ เมื่อปิดหนังสือสิ่งที่สอนมาก็อยู่แค่ตรงนั้น แต่ถ้าหากนักเรียนได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้ก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่จำเป็นจะต้องจากในห้องเรียนเท่านั้น

ภายในงานประกอบด้วย การแสดงปรุงแต่งอาหารประจำชาติต่างๆ โดยครูชาวไทยและครูชาวต่างชาติ รวมไปถึงผู้ปกครองร่วมกันทำกิจกรรม หลังจากนั้น เป็นการเยี่ยมชมซุ้มของประเทศต่างๆ เพื่อเรียนรู้อาหารพื้นบ้านของแต่ละประเทศนั้นๆ พร้อมจัดกิจกรรมสนุกๆ ในแต่ละซุ้ม ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันของครูและผู้ปกครอง สอนให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษา ได้เรียนรู้อาหารพื้นบ้านของแต่ละประเทศ เช่น ซุ้มของประเทศไทย เน้นอาหารจำพวกขนมไทย เช่น ขนมดอกจอก ลอดช่อง น้ำกะทิ ลูกชุบ กล้วยเชื่อม, ซุ้มของประเทศจีน ประกอบด้วยอาหารประเภท หอยจ๊อปู ไข่นกกระทาตุ๋นยาจีน, ซุ้มของประเทศอินเดีย มี Gulab Jamun, Samosa และ Burfi, ส่วนซุ้มของประเทศสหรัฐอเมริกา จะเป็นแหล่งรวมอาหารและของหวานจากทวีปยุโรป โดยมี โดนัท ช็อกโกแลต และสโคน, ซุ้มจากประเทศฝรั่งเศส มีเครปสูตรต่างๆ ไส้ช็อกโกแลต น้ำตาล แยม, ซุ้มประเทศแอฟริกา มี Boerewors Rolls, Spiced Pineapples และซุ้มสุดท้ายประเทศฟิลิปปินส์ มีกล้วยทอดแบบต่าง ๆ และ Sogo’t gulaman

เป็นการเรียนรู้ที่ มีทั้ง ความสนุก ตื่นเต้น ได้ความรู้ ที่สำคัญ อิ่มอร่อยด้วย

ทรงให้ชีวิตใหม่ ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248808

ทรงให้ชีวิตใหม่  ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย  กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

ทรงให้ชีวิตใหม่ ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทรงให้ชีวิตใหม่

ชนเผ่า5จว.เหนือสุดอาลัย

กราบพระบรมศพรัชกาลที่9

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เผย44วันยอดบริจาค129ล้าน

ชาวไทยภูเขา 5 จังหวัดภาคเหนือ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวง เข้ากราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ชีวิตใหม่ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่หกสิบสอง

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 13 ธันวาคม พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังและถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรมหาวิหารและพระวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 13 ธันวาคม

เวลา 10.30 น. ดร.ดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดราชสิทธารามราชวรวิหารและวัดจักรรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีคณะในสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

ต่อมาเวลา 16.30 น. คณะข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงบประมาณร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร และวัดจักรรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผอ.สำนักงบประมาณ เป็นประธาน

ขณะที่บรรยากาศเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.50 น. โดยชุดแรกเป็นคณะชาวไทยภูเขาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวงจาก 5 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอนและพะเยารวม 7 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ ปะหล่อง จีนยูนาน ปกาเกอะญอ ลีซอ อาข่าและม้ง พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการหลวงกว่า 200 คน รวม 1, 741 คน เข้ากราบพระบรมศพ โดยชาวเขาแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง พร้อมนำผลผลิตจากแปลงของตนเองที่ได้รับพันธุ์พืชพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 มาทูลเกล้าฯถวายด้วย

นายนาโม หมั่นเฮิง พ่ออุ้ยเผ่าปะหล่องวัย 88 ปี จากต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่กล่าวว่า ตนอพยพมาจากเขตปกครองไทยใหญ่ ฝั่งประเทศเมียนมาร์ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มาร่อนเร่อยู่ในประเทศไทยหากินโดยปลูกฝิ่นและปลูกข้าวโพดเลี้ยงชีพ ต่อมามีโอกาสได้เฝ้าฯรับเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ดอยอ่างขาง เพื่อขอพึ่งพระบารมี วันนั้นตนกราบแทบพระบาทพระองค์แล้วทูลขอเป็นลูกเป็นหลาน ขออาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร พระองค์รับสั่งถามว่า มากันกี่คนมีใครมาบ้าง ตนก็ถวายรายงานว่า มีพระมาด้วย 1 องค์ ผู้สูงอายุ และเด็ก ท่านก็ทรงเมตตาอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านนอแล หมู่ที่ 14 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมพระราชทานเงิน 5,000 บาท เพื่อสร้างศาลาวัดให้ประกอบศาสนกิจ จากนั้นพวกตนก็ได้ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกผักผลไม้ ดอกกุหลาบ และชา ส่งผลผลิตให้โครงการหลวง มีรายได้ทำให้ลืมตาอ้าปากได้ และยังสามารถส่งให้ลูกหลานเรียนสูงๆจนจบปริญญาตรีหมดทุกคน

“ถ้าไม่มีในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมคงไม่ได้เป็นคนไทย เมื่อรู้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคต ก็ทุกข์ใจมาก เพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือเหมือนให้ชีวิตใหม่แก่พวกเราและภูมิใจที่ได้เป็นคนในแผ่นดินของพระองค์” พ่ออุ้ยนาโมกล่าวด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้ากราบสักการะพระบรมศพเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 04.45-22.20 น.ว่า มีจำนวน 48,825คน รวม 44 วัน มี 1,672,779 คน และมีประชาชนถวายเงินบำเพ็ญพระราชกุศล 4,183,598 บาท รวม 44 วัน มีจำนวน 129,106,461 บาท

วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 เพิ่มเติมให้หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับร่างกรอบยุทธศาสนตร์ 20  ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายของรัฐบาลว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงรับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน โดยใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งได้ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงให้สืบสายต่อในสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เสื่อมถอย หรือน้อยลงไปกว่าเดิมที่มีอยู่

“ท่านทรงรับสั่งด้วยความห่วงใย ในสิ่งสำคัญหลัก ๆ คือเรื่องการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุข การเสริมสร้างอาชีพรายได้ และคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติไม่มีความขัดแย้ง ดังนั้น พวกเราทุกคนจะต้องสนองพระราชปณิธานของพระองค์ตามแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยใช้ศาสตร์พระราชาของพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นกับประชาชน และรัฐบาลจะต้องสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งไว้ และแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติที่จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”นายกฯกล่าว

และว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งไว้ว่าการพัฒนาประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาคู่ขนานกัน ไม่ใช่พัฒนาโดยใช้แนวทางตะวันอย่างเดียว ต้องใช้ของตะวันออกควบคู่ไปด้วย เพราะแบบตะวันตกอาจทำให้ทุกอย่างพัฒนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อาจไม่ยั่งยืน จนเกิดผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ การพัฒนาแบบตะวันออกอาจช้าแต่มั่นคงมากกว่า ถ้าเราสร้างความเข้มแข็งระดับฐานรากได้ ก็จะเติบโตอย่างมั่นคง

นิทานอีสป ในมหาวิทยาลัยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248745

นิทานอีสป ในมหาวิทยาลัยไทย

นิทานอีสป ในมหาวิทยาลัยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผมเชื่อว่าคนบนโลกใบนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักนิทาน ไม่ว่าคนคนนั้นจะอ่านหนังสือออก หรืออ่านหนังสือไม่ออก เพราะ นิทานจะถูกเผยแพร่ทั้ง ด้วยตัวอักษร และ ด้วยปากเปล่า โดยที่นิทานจะมีเสน่ห์ทั้งผู้ฟังและผู้เผยแพร่ คือ ผู้ฟังจะสนุก ตื่นเต้น ส่วนผู้เผยแพร่จะต้องการให้คุณธรรม ที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาของนิทาน เป็นเครื่องปลูกฝังให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรม รู้จักคิด รู้จักยับยั้ง และรู้จักพิจารณา

นิทานอีสป เป็น หนังสือที่รวบรวม นิทานซึ่งมีคุณค่ามากมาย เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก คนทุกส่วนบนโลกใบนี้ จึงล้วนแต่เคยได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ในนิทานอีสปมากันบ้างไม่มากก็น้อย

ประเทศไทย เคยใช้ นิทานอีสป เป็นแบบเรียนสอนเด็กในระดับชั้นประถม แต่ปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะหายไปแล้ว จะมีอยู่บ้างก็เป็นการคัดบางเรื่องออกมาให้เรียนรู้กันเท่านั้น คนไทยในสมัยนี้ กับคนไทยในสมัยโบราณ จึงมีคุณธรรมแตกต่างกัน อาจจะด้วไม่ได้อ่านนิทานอีสปกันจนฝังเข้าไปถึงจิตสำนึกของคนแต่ละคนนั่นเอง

มีอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า “กบเลือกนาย” เป็นเรื่องที่ทำให้ผม นึกมาถึง พฤติกรรมบางอย่างใน สังคมของการศึกษาระดับ “มหาวิทยาลัย”

เนื้อหาสาระของนิทานเรื่อง กบเลือกนาย เป็นเรื่องความไม่พอดีของคนที่ยังมีกิเลสตัณหา กล่าวคือ ในสังคม กบฝูงหนึ่งในบึง เมื่อขาดผู้นำ ก็อลเวงจึงไปขอเทวดาให้ส่งคนมาเป็นผู้นำ หรือเป็นนาย พอเทวดาส่งมาให้ ก็ไม่พอใจ เปลี่ยนอีกก็ไม่พอใจอีก ในที่สุด เทวดาเลยส่งนกกระสามาให้เป็นนาย สุดท้าย นกกระสา เลยกินกบซะเรียบบึง สูญพันธุ์ไปเลย ….สมน้ำหน้า

นิทานเรื่อง กบเลือกนาย ที่ทำให้ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ที่ชื่อ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่มีเหตุการณ์พาดพิงให้นึกไปถึงนิทานเรื่องนี้เพราะเคยมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการเลือกนาย(อธิการบดี) เกิดขึ้นมานานนับเป็นสิบปีแล้ว ที่แม้จะมีการปรับแปลี่ยนกันหลายครั้ง ก็ยังไม่จบสิ้น

ใครที่อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม ที่เพิ่งจะผ่านมา จะพบว่าเรื่องการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถึงยังไง ก็ยังไม่ลงตัว เนื่องจาก ในอดีต เมื่ออธิการบดีครบวาระในการดำรงตำแหน่ง ก็ได้มีการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ ปรากฏพอได้อธิการบดีคนใหม่ จากการสรรหาแล้ว เกิดเป็นปัญหาที่กลุ่มคนเก่าไม่ยอมรับ หาว่าผิดระเบียบข้อบังคับ จึงทำให้ต้องมีการฟ้องร้องกัน จนคนใหม่ที่ได้รับการสรรหาไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ เป็นเรื่องเป็นราวกันมานับเป็นห้าปีสิบปี ฟ้องศาลก็แล้ว ฟ้องรัฐบาลก็แล้ว ไม่มีอะไรคืบหน้า สุดท้าย เมื่อมีคณะ คสช.เกิดขึ้น จึงใช้ ม.44 แต่งตั้งคนนอก (ที่ไม่ใช่กลุ่มพิพาท) มาปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วง และเพื่อสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

จากข่าวใน เดลินิวส์ ก็ปรากฏว่า คนที่มาปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย และคณะ ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชากรในมหาวิทยาลัยอีก ด้วยเหตุผลหลายอย่าง อาทิ ผู้มาปฏิบัติหน้าที่แทน มายกเลิกกฎข้อบังคับในการสรรหาอธิการบดีที่เคยปฏิบัติกันมา และยังกำหนดคุณสมบัติของการสรรหาตัวอธิการบดีใหม่ ซึ่งผิดจากธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมา สรุปว่า แม้ คสช. จะตั้งตัวแทนเพื่อมาแก้ข้อพิพาทที่เคยเป็นอยู่ให้หมด ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจอยู่ดี

โดยคนเก่าที่เกี่ยวข้องอยู่ก่อน บอกว่า ปัญหาที่เกิดในมหาวิทยาลัย ไมได้เกิดจากตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากตัวบุคคล ต้องแก้ที่ตัวบุคคล ทำไมจึงมาแก้ที่ตัวบทกฎหมายมันไปคนละเรื่องกันเลย แล้วอย่างนี้ธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สรุปเอาว่า คนเก่า หาว่า คสช. ยัง “เกาไม่ถูกที่คัน” อาการคันที่เป็นมาหลายปีก็ยังคงคันคะเยออยู่ดี แถมที่หวังว่าจะสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น มันก็ยังมีกลิ่นทะแม่งๆยังไงอยู่ดี ไม่ปลอดโปร่งเหมือนอากาศที่พัดมาจากทะเล ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่ติดกับทะเลแค่เอื้อมเท่านั้น

นี่แหละหนาคนที่บอกว่า พระเจ้าสร้างขึ้นมา แม้จะไม่ใช่กบในสระจ้อย แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก

ทำให้นึกไปถึงภาพรวมของ การศึกษาไทย ที่แม้จะมีการ “ปติลูบ ปติคลำ” (ไม่ใช่ปฏิรูป) กันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ก็ไม่เคยหมดปัญหา หรือสร้างของใหม่ที่ดีขึ้นมาได้เลยสักครั้ง

หากจะสร้างให้เป็น “กุญแจคำ” หรือ KEY WORD คงจะได้ออกมาว่า “ไม่ออก” ซึ่งหากไขกุญแจคำนี้ออกมา จะพบความจริงดังนี้

ปัญหาการศึกษา ระดับพื้นฐาน ที่เกิดขึ้นคือ นักเรียนที่เรียนจบแล้ว อ่านหนังสือ “ไม่ออก”

ปัญหาการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยคือ ผู้บริหารในระดับสูง เมื่อหมดวาระในการครอบครองตำแหน่งแล้วจะ “ไม่ออก” จากตำแหน่ง แม้ตัวเองเป็นไม่ได้ ก็จะขอให้ทายาทรับหน้าที่แทน (ไปก่อน) เผื่อว่า วันหลังจะได้กลับเข้ามาใหม่

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แหละครับท่านนายกฯ แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะ?????!!!!

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

ส่งเสริมปัญญาไทย สร้างองค์กรอิสระในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248744

ส่งเสริมปัญญาไทย สร้างองค์กรอิสระในฝัน

ส่งเสริมปัญญาไทย สร้างองค์กรอิสระในฝัน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“โง่แล้วขยัน” กับ “ โง่แล้วอวดฉลาด” เป็นกลุ่มคนที่หากต้องการจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ คนที่เป็น หัวหน้างาน ต้อง เป็นคน ที่ฉลาด ล้ำลึก เพราะกลุ่มคนทั้งสองกลุ่ม ไม่ใช่คนที่จะไร้ประโยชน์ เพียงแต่ ผู้นำ หรือผู้บริหารต้อง “ขยัน และฉลาด”ให้มากกว่าพวกเขา จึงจะสามารถเอาพวกเขามาทำให้เกิดประโยชน์ได้ แต่หากไม่ฉลาดกว่า แทนที่จะได้ประโยชน์จากกลุ่มคนทั้งสองกลุ่ม กลับพากันลงเหวไปด้วยกันทั้งหมด

ตอนนี้มีสื่อที่ให้คนแสดงความฉลาดอยู่ในเทคโนโลยีสมัยใหม่มากมาย ซึ่งความฉลาดที่ถูกแสดงออกมา มีทั้ง ฉลาดแท้ และ ฉลาดเทียม คนที่โง่กว่าคนโง่ก็จะเพิ่มความโง่มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการรับสื่อในวันนี้ ต้องรับอย่างมีสติ และ มีปัญญา มิฉะนั้นจะเจอ ความโง่ที่อวดฉลาด ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในสังคมไทยวันนี้ และจะเพิ่มมากยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า ถ้าสังคมไทยยังแยกไม่ออกระหว่างความโง่กับความฉลาด

ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2559 ณ จังหวัดหนองคาย-บึงกาฬ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ไปเป็นประธานเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 66 ปีการศึกษา 2559 โดยภายในงาน มีนักเรียนในสังกัดระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้ง 20 จังหวัด 76 เขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ารับการแข่งขันเพื่อแสดงความสามารถในด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ ความคิดสร้างสรรค์ และแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยผู้เสนอตัวเข้าแข่งขันจะแสดงความสามารถของตนเองอย่างอิสระและสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ภายใต้กรอบแนวคิดการจัดงาน ว่า “อัจฉริยะเด็กไทยสรรค์สร้างศิลปหัตถกรรมนำสมัยก้าวไกลสู่สากล”

ต้องยอมรับว่า เด็ก หรือเยาวชนไทย มีมันสมองทางด้านความฉลาดที่ไม่แพ้ หรืออาจจะล้ำหน้ากว่า เด็กในชาติอื่นๆอีกหลายชาติทีเดียว แต่เป็นที่แปลกใจว่า เด็กฉลาดๆ เหล่านี้ทำไม? จึงไม่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ ให้สร้างงาน และมาร่วมพัฒนาคุณภาพของประเทศให้ก้าวหน้าขึ้นไปมากกว่านี้คำตอบน่าจะอยู่ที่ ผู้นำในองค์กรหลายแห่ง ยังบริหารด้วยพวกที่ “โง่แล้วอวดฉลาด”

ถ้าจะมีผู้นำประเทศคนใด ที่เกิดมา “ทำเพื่อชาติ” อย่างจริงจัง สามารถจัดตั้ง องค์อิสระ ที่มีเป้าหมายเพื่อ “ค้นหาความอัจฉริยะของคนไทย” นำงานสร้างสรรค์มาต่อยอดให้ชาติเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม องค์กรนี้น่าจะเป็นองค์กรในฝันที่สร้างฝันให้เป็นจริงได้

แน่นอนว่า ผู้นำอง์กร และผู้ทำงานในองค์กรนี้จะต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติเป็นคนเต็มคน ทั้งด้านสติปัญญา และคุณธรรม ซึ่งในปัจจุบัน คนประเภทนี้ เป็นพลเมืองไทยที่อาศัยอยู่ในทุกภาคส่วนของประเทศ เพียงแต่พวกเขาไม่มีผู้นำ (ประเทศ)ที่จะดึงเอาศักยภาพของพวกเขามาทำให้เกิดประโยชน์เท่านั้นเอง

ชาวเชียงรายนับหมื่นตักบาตรพระอุปคุต สืบสานประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248688

ชาวเชียงรายนับหมื่นตักบาตรพระอุปคุต สืบสานประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด

ชาวเชียงรายนับหมื่นตักบาตรพระอุปคุต สืบสานประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.30 น.

14 ธ.ค.59 เมื่อเวลา 00.01 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจังหวัดเชียงรายว่า เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวเชียงรายร่วมฟังธรรมเทศนาและร่วมพิธีพุทธาพิเษกพระอุปคุต ภายในพระอุโบสถวัดมิ่งเมือง ในเขตเทศบาลนครเชียงราย ร่วมกันอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นรถบุษบกออกจากวัดมิ่งเมืองเคลื่อนขบวนนำหน้าพระภิกษุสงฆ์จากวัดต่างๆทั่วจังหวัดเชียงราย กว่า 500 รูป ออกรับบิณฑบาตร เนื่องในวันเป็งปุ๊ด ซึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ (วันเพ็ญภาษาเหนือออกเสียงว่าวันเป็ง ส่วนวันพุธ ภาษาเหนือจะออกเสียงวันปุ๊ด รวมกันเป็นเป็งปุ๊ด)

เพื่อสืบสานประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ดตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณของชาวล้านนา ที่มีความเชื่อว่าในทุกวันหลังเที่ยงคืนที่ย่างเข้าสู่วันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ จะมีพระอุปคุตที่จำพรรษาอยู่ใต้สะดือทะเลแปลงร่างเป็นสามเณรน้อยขึ้นมาโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยากบนโลกมนุษย์ ซึ่งหากใครได้ตักบาตรพระอุปคุตในวันเป็งปุ๊ด ชีวิตจะมีแต่ความรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทอง ชีวิตจะประสบพบแต่โชคลาภตลอดไป ซึ่งแต่ละปีจะมีวันขึ้น 15 ค่ำ ตรงกับวันพุธไม่เท่ากัน บางปีมี 1 วัน 2 หรือ 3 วัน แต่ปีนี้มีเพียง 1 วัน คือวันที่ 14 ธันวาคม 2559

โดยมีพุทธศาสนิกชนจำนวนนับหมื่นคน ต่างพร้อมใจกันนำข้าวสารอาหารแห้งและดอกไม้ธูปเทียนมารอทำบุญแก่พระอุปคุตและพระสงฆ์ ตลอดสองฝั่งถนนบรรพปราการ เป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย อุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียส ซึ่งทุกคนต่างน้อมจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สำหรับ “วันเป็งปุ๊ด (เพ็ญพุธ)” หรือประเพณีตักบาตรเที่ยงคืน เป็นประเพณีของทางภาคเหนือ ในทุกปีที่มีวันขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธโดยไม่เจาะจงว่าต้องอยู่ในเดือนใด พระภิกษุสามเณรทุกรูปจะออกบิณฑบาตในตอนเที่ยงคืน โดยมีความแตกต่างของการนับเวลาคือ ที่ จังหวัดเชียงใหม่ จะตักบาตรคืนวันอังคารหลังเวลา 00.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่วันพุธ ในขณะที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จะใส่ตักบาตรในคืนวันพุธเวลา 24.00 น. เป็นต้นไป บรรดาพุทธศาสนิกชนชาวเหนือจะเตรียมข้าวสารอาหารแห้งไว้คอยใส่บาตรตั้งแต่หลังเที่ยงคืน โดยจะไปคอยใส่บาตรที่หน้าบ้าน ตามถนนสายต่างๆ หรือตามแยกใกล้ชุมชน เป็นต้น